วิชาการดอทคอม ptt logo

การรบกวนภาวะสมดุล กรด-เบส

โพสต์เมื่อ: 08:26 วันที่ 25 ก.พ. 2547         ชมแล้ว: 8,531 ตอบแล้ว: 12
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ผมมีปัญหาอยู่เรื่องภาวะสมดุล กรด-เบส อยู่ครับ ซึ่งผมก็ลองคิดแก้ปัญหาอยู่นาน ตอนนี้ก็ยังหาแนวทางไม่ได้เลยครับ จึงขอรบกวนผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะวิธีการ หลักการคิด ด้วยครับ
โจทย์มีอยู่ว่า
"สารละลายกรดแอซีติก (CH3COOH) ที่ภาวะสมดุลเข้มข้น 1 M มีปริมาตร 20 cm^3 ถ้ารบกวนระบบโดยการเติมโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เข้มข้น 0.1 M ปริมาตร 50 cm^3 ถามว่าที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส สารละลายมีค่า pH เท่าใด ?


Chem(203.195.105.33,203.155.138.205)





จำนวน 11 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 25 ก.พ. 2547 (23:05)
ไม่มีค่า Ka ของอะซิติกให้หรอครับ(น่าจะ1.8*10^-5)

จากโจทย์ใช้กรดทำปฏิกิริยาสะเทินกับเบสซึ่งในการทำปฏิกิริยานี้จะทำจนกว่าสารตั้งต้นตัวใดตัวหนึ่งจะหมดไป ระบบจึงจะหยุดและเข้าสู่สมดุล ดังนั้นในการสะเทินเราจะเทียบจากสมการปกติทั่วไปได้ว่าสารใดหมดก่อนและเกิดเกลือเท่าใด

หลังจากทำปฏิกิริยาเสร็จถ้าเบสแก่เหลือก็คำนวณpHจากความเข้มข้นเบสที่เหลือได้เลย แต่ถ้ากรดอ่อนเหลือระบบจะเข้าสู่สมดุลตามสมการ

CH3COOH ------> CH3COONa + H+

การคำนวณ pH ต้องหาความเข้มข้นโปรตอนในภาวะสมดุล โดย

[CH3COONa][H+]/[CH3COOH] = Ka

Ka*[CH3COOH]/[CH3COONa] = [H+]



จากสมการนี้ก็จะสามารถหา[H+]ได้ซึ่งจะนำไปหาpHต่อ โดยความเข้มข้นของกรดที่เหลือและเกลือที่เกิดขึ้นคำนวณได้จากสมการสะเทินในตอนแรก
Omkoy (IP:203.150.193.202,192.168.5.3,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 26 ก.พ. 2547 (00:22)
เฉลย (ไม่รู้ถูกป่ะ)

CH3COOH + NaOH -------> CH3COONa + H2O

0.02 mol 0.005 mol 0.005

เหลือ หมด เกิด



ดังนั้นเหลือ CH3COOH = 0.02 - 0.005 = 0.015 mol

แต่เกิดเกลือ CH3COONa ซึ่งแตกตัว 100 % เป็น



CH3COONa -------> CH3COO- + Na+

0.005 mol 0.005 mol

เนื่องจาก CH3COOH ถูกรบกวนโดย NaOH ทำให้ความเข้มข้นของ H+ ลดลง ดังนั้น ระบบจึงปรับตัวในทิศทางที่เพิ่มความเข้มข้นของ H+

เขียนสมการการแตกตัวของ CH3COOH ใหม่



CH3COOH <--------> CH3COO- + H+



K = [CH3COO-][H+]/[CH3COOH]



K= 1.8 * 1^-5 = (0.005*1000/70)[H+] /(0.015*1000/70)

[H+] = 5.4 * 10^-5 M



pH = -log [H+]

= 5 - log 5.4

= 4.27


tawahchai (IP:203.113.77.68,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 ธ.ค. 2547 (21:00)
คายจะปายรุเล่า อ๋อ รุแล้ว ตอบอันนั้นแหละ

ม่ายต้องคิดมากนะ ล้อเล่น
ม่ายบอก (IP:203.150.217.119,203.113.35.12,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 21 ธ.ค. 2547 (14:03)
สาครนสาดอิหกาท่อนายไนดไกด
ยสารีคเพะกดิเดะเ (IP:202.176.88.42,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 1 ก.พ. 2548 (11:45)
ถ้าใครอยากรู้ก็ลองไปถาม อาจารย์อุ๊ ดูสิคะ่
วรุฒ (IP:203.155.197.87,192.168.0.120,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 10 ก.ค. 2550 (09:32)
คู่เบสของ H2CO3 คืออะไรค่ะ
lakyim_zymurgy@hot.. (IP:202.143.159.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 10 ก.ค. 2550 (09:34)
ทฤษฎีกรด-เบสของเบิร์นสเตด-ลาวรี คืออะไร

ทฤษฎีกรด-เบสลิวอิส คืออะไร (ช่วยหาให้หน่อยน่ะค่ะ)

ส่งพรุ่งนี้แล้ว....
lakyim_zymurgy@hot.. (IP:202.143.159.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 10 ก.ค. 2550 (16:35)
อ่านดีๆนะค่ะ สรุปมาให้คร่าวๆ.........

จริงๆแล้ว นักวิทยาศาสตร์ต้องการจะอธิบายนิยามความหมายของกรดกับเบส เขาเลยตั้งเป็นทฤษฎีขึ้น โดยทีเดียวแล้วทฤษฎีกรด-เบสของบรอนสเตด-เลารี่ มันเริ่มจาก ก่อนที่จะเกิดทฤษฎีนี้ขึ้นมา มันเคยทีทฤษฎีกรด-เบส ของคนก่อนๆ นั้นคือ ทฤษฎีกรด-เบส ของอาร์ฮีเนียส(ให้เกียรติ์พูดถึงทฤษฎีของท่านหน่อยนะ) แต่ทฤษฎีของอาร์ฮีเนียสมีจุดอ่อนคือ เขาสามารถอธิบายได้แค่ว่า สารใดที่ลงไปในน้ำแล้วแตกตัวให้ H+เป็นกรด หรือ สารใดที่ลงไปในน้ำแล้วแตกตัวให้OH-เป็นเบส แล้วถ้าเป็นตัวนี้ล่ะNH3ล่ะ จะอธิบายอย่างไร อาร์ฮีเนียสจึงไม่สามารถอธิบายได้ เพราะเขาดูแค่ที่หลุดออกเป็นไอออน( H+,OH-)ซึ่งถ้าสารบางตัวไม่สามารถแตกตัวเป็นไอออน( H+,OH-)ได้ ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงเป็นอันล้มเลิก จึงมีทฤษฎีใหม่เกิดขึ้น เพราะทฤษฎีสามารถล้มเลิกได้นั้นคือ ทฤษฎีกรด-เบส ของ บรอนสเตด-เลารี่



ทีนี้มาเข้าเรื่อง ทฤษฎีกรด-เบส ของบรอนสเตด-เลารี่ จริงๆแล้ว 2คนนี้ อยู่คนละประเทศแต่นำเสนอพร้อมๆกัน ทฤษฎีของพวกเขาได้กล่าวว่า.................

กรด คือ ผู้ที่ให้โปรตอน(H+) แก่สารอื่น

เบส คือ ผู้ที่รับโปรตอน(H+) จากสารอื่น

(พูดง่ายๆคือ กรด คือ ผู้ให้ เบส คือ ผู้รับ) ดังนั้นสารที่มันไม่สามารถละลายน้ำก็สามารถที่จะรุ้ได้ว่าใครมีความเป็นกรดเป็นมากกว่ากัน ใครมีความเป็นเบส มากกว่ากัน และจากทฤษฎีนี้เองจึงทำให้เกิดคู่กรด คู่เบส ขึ้น โดยสารที่เป็นคู่กรด(มีความเป็นกรด)จะต้องมีH+มากกว่า คู่ของมัน1ตัวเท่านั้น..ส่วนคู่ของมันที่มีH+น้อยกว่าก็จะเป็นคู่เบสตัวอย่างอย่างเช่น NH3 + H2O <----> NH4+ + OH-

จะเห็นว่า สารที่เป็นคู่แฝดกัน คือ NH3กับNH4+และH2OกับOH- จะเห็นว่า NH3มีH+น้อยกว่าNH4+1ตัว แสดงว่า NH3เป็นเบส เพราะโปรตรอนน้อยกว่าคู่ของมัน1ตัว ส่วน กับNH4+มีความเป็นกรดมากกว่าNH3เพราะมีH+มากกว่าNH3อยู่1ตัว ถ้าเข้าใจให้มองเร็วๆนะ ดูอีกคู่ จากที่อธิบายไว้แล้ว ดังนั้น น้ำจะมีความเป็นกรด ส่วนไฮดรอกไซด์จะมีความเป็นเบส

สรุป NH3 มีความเป็น เบส

NH4+ มีความเป็น กรด

OH-มีความเป็นเบส

H2Oมีความเป็นกรด

ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่าใครมีความเป็นกรด ใครมีความเป็นเบส แม้ว่าสารนั้นจะไม่ได้แตกตัวเป็นไอออนก็ตาม

**เพิ่มเติม หลายคนสับสนว่า "อ้าว!! น้ำ ในสมการนี้เป็นกรดเลยหรอ น้ำต้องมีpH=7เป็นกลางไม่ใช่หรอ แล้วไหงเป็นกรดล่ะ "<---สงสัยไหม? ฟังนะ *"ทฤษฎีกรด-เบส ของบรอนสเตด-เลารี่ กรดกับเบส ที่ใช้เปรียบเทียบอธิบาย ไม่ใช่กรด-เบสที่แท้จริง ไม่ใช่กรด-เบส ที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสนะ ไม่ใช่เอากระดาษลิตมัสจุ่มลงไปในน้ำเปลี่ยนสีเลย ไม่ใช่น่ะ [u]มันเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสาร2ตัวว่า ใครมีความเป็นกรดหรือเป็นเบสมากกว่ากัน เพราะเดี๊ยวถ้าเจ้าของกระทู้ไปอ่านไล่คู่กรด-เบส ใครเป็นกรด ใครเป็นเบส กรดเบสเบสกรด เบส กรด กรด เบส อะไรนั้นน่ะ เดี๊ยวน้ำเป็นกรดบ้าง เดี๊ยวน้ำเป็นเบสบ้าง จริงๆมัน เป็นแค่การเปรียบเทียบเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าน้ำเป็นกรดหรือเป็นเบสจริงๆ แต่เปรียบเทียบว่า เมื่อน้ำกับกรดแท้ๆอยู่รวมกัน น้ำจะสู้กรดแท้ๆไม่ได้ น้ำจึงมีความเป็นเบสมากกว่ากรด หรือ ถ้าน้ำไปอยู่กับเบสแท้ๆเลย น้ำจะมีความเป็นกรดมากกว่าทันที ไม่ได้หมายความว่าน้ำเป็นกรดซะหน่อย หรืออย่าง มีผู้ชาย2คน ซึ่งผู้ชายคนนี้มีความเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีกคน แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายคนนี้เป็นผู้หญิง จริงๆซะหน่อย" <---เข้าใจน่ะ?
Colodinate Colvalent
ร่วมแบ่งปัน1248 ครั้ง - ดาว 328 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 10 ก.ค. 2550 (16:49)
ส่วนทฤษฎีกรด-เบส ของลิวอิส อันนี้จริงๆ ข้าพเจ้าไม่เคยเรียนทฤษฎีนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะข้าพเจ้าอยู่แค่ ม.ปลาย เขาแค่พูดถึงมันนิดหน่อยๆ เพราะเดี๊ยวมันจะตีกับทฤษฎีของบรอนสเตด-เลารี่ มันจะสลับกันนิดหน่อย ทำให้เรางงได้

ทฤษฎีกรด-เบส ของบรอนสเตด-เลารี่ เขาบอกว่า

กรด คือ ผู้ที่ให้โปรตอน(H+) แก่สารอื่น

เบส คือ ผู้ที่รับโปรตอน(H+) จากสารอื่น

แต่ทฤษฎีกรด-เบส ของลิวอิส เขาบอก

กรด คือ ผู้ที่รับอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว(e-)จากสารอื่น

เบส คือ ผู้ที่ให้อิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว(e-) แก่สารอื่น<----เห็นไหมว่า มันสลับกับข้างบน และเปลี่ยจากโปรตอนเป็นอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยวแทน อันแรก กรดคือผู้ให้ แต่อีกอัน กรดคือ ผู้รับ มันจะทำให้เรางงได้ ดังนั้น ม.ปลาย จะไม่ค่อยพูดถึงมันเท่าไหร่อ่ะค่ะ แต่ถ้าอยากรุ้เพื่อเอาไปทำรายงาน ต้องไปเปิดหนังสือดูเอา - -*

สาเหตุที่มีทฤษฎีของลิวอิส เพราะ บรอนสเตด-เลารี่ มีจุดบอดนิดหน่อย ตรงที่ ถ้าสารนั้นไม่มีH

ก็ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะมันต้องดูคู่กรด-เบส ใครมีH+มากกว่า1ตัว เป็นกรด น้อยกว่าคู่มัน1ตัว เป็นเบส แต่ถ้าสารใดไม่มีH+ จะบอกไม่ได้เลย จริงๆแล้ว วิธีอื่นๆ นอกจากทฤษฎีนี้พวกนี้ ถ้าอยากรุ้ว่าใครเป็นกรดใครเป็นเบส......แน่นอนว่า กรดย่อมทำปฏิกิริยากับเบส ได้ เกลือกับน้ำ เขาจะเรียก ปฏิกิริยาสะเทิน ถ้าแน่นอนว่า สารใดเป็นกรด ลองตรวจสอบกับเบส ถ้าทำปฏิกิริยา แสดงว่าสารนั้นเป็นกรด ถ้าสารใดเป็นเบส ลองเอากรดทำปฏิกิริยาดู ถ้าเกิดปฏิกิริยา แสดงว่าสารนั้นเป็นเบสจริง หรือจะตรวจสอบด้วยเครื่องมือต่างๆก็รุ้ได้เลยว่าใครเป็นกรด-เบส เช่น พวกอินดิเคเตอร์ อย่างเช่น กระดาษลิตมัส เครื่องมือวัด เช่น pHมิเตอร์ เป็นต้น
Colodinate Colvalent
ร่วมแบ่งปัน1248 ครั้ง - ดาว 328 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 ก.ย. 2551 (19:44)
สูตรโมเลกุลของน้ำส้มสายชูคือรายอ่า
ของแก็สอีเทน กะคาร์บอนมอนอกไซค์ด้วย

บอกหน่อยน้า

ขอบคุณค่ะ
angel_hip_girl@hotmail.com (IP:203.170.212.76)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 9 ก.ย. 2551 (08:34)

น้ำส้มสายชูเป็นสารละลายระหว่างกรดน้ำส้ม กับน้ำ  ไม่ใช่สารประกอบจึงระบุสูตรโมเลกุลไม่ได้
อีเทน(ethane) =  C2H6
คาร์บอนมอนนอกไซด์ (carbonmonoxide)=CO


xx
ร่วมแบ่งปัน663 ครั้ง - ดาว 165 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม