การรบกวนภาวะสมดุล กรด-เบส

ผมมีปัญหาอยู่เรื่องภาวะสมดุล กรด-เบส อยู่ครับ ซึ่งผมก็ลองคิดแก้ปัญหาอยู่นาน ตอนนี้ก็ยังหาแนวทางไม่ได้เลยครับ จึงขอรบกวนผู้เชี่ยวชาญช่วยแนะวิธีการ หลักการคิด ด้วยครับ

โจทย์มีอยู่ว่า

"สารละลายกรดแอซีติก (CH3COOH) ที่ภาวะสมดุลเข้มข้น 1 M มีปริมาตร 20 cm^3 ถ้ารบกวนระบบโดยการเติมโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) เข้มข้น 0.1 M ปริมาตร 50 cm^3 ถามว่าที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส สารละลายมีค่า pH เท่าใด ?



ความคิดเห็นที่ 12 

xx
9 ก.ย. 2551 08:34
  1. น้ำส้มสายชูเป็นสารละลายระหว่างกรดน้ำส้ม กับน้ำ  ไม่ใช่สารประกอบจึงระบุสูตรโมเลกุลไม่ได้
    อีเทน(ethane) =  C2H6
    คาร์บอนมอนนอกไซด์ (carbonmonoxide)=CO




ความคิดเห็นที่ 7

lakyim_zymurgy@hot.. (Guest)
10 ก.ค. 2550 09:32
  1. คู่เบสของ H2CO3 คืออะไรค่ะ



ความคิดเห็นที่ 8

lakyim_zymurgy@hot.. (Guest)
10 ก.ค. 2550 09:34
  1. ทฤษฎีกรด-เบสของเบิร์นสเตด-ลาวรี คืออะไร

    ทฤษฎีกรด-เบสลิวอิส คืออะไร (ช่วยหาให้หน่อยน่ะค่ะ)

    ส่งพรุ่งนี้แล้ว....



ความคิดเห็นที่ 4

ยสารีคเพะกดิเดะเ (Guest)
21 ธ.ค. 2547 14:03
  1. สาครนสาดอิหกาท่อนายไนดไกด



ความคิดเห็นที่ 2

tawahchai (Guest)
26 ก.พ. 2547 00:22
  1. เฉลย (ไม่รู้ถูกป่ะ)

    CH3COOH + NaOH -------> CH3COONa + H2O

    0.02 mol 0.005 mol 0.005

    เหลือ หมด เกิด



    ดังนั้นเหลือ CH3COOH = 0.02 - 0.005 = 0.015 mol

    แต่เกิดเกลือ CH3COONa ซึ่งแตกตัว 100 % เป็น



    CH3COONa -------> CH3COO- + Na+

    0.005 mol 0.005 mol

    เนื่องจาก CH3COOH ถูกรบกวนโดย NaOH ทำให้ความเข้มข้นของ H+ ลดลง ดังนั้น ระบบจึงปรับตัวในทิศทางที่เพิ่มความเข้มข้นของ H+

    เขียนสมการการแตกตัวของ CH3COOH ใหม่



    CH3COOH <--------> CH3COO- + H+



    K = [CH3COO-][H+]/[CH3COOH]



    K= 1.8 * 1^-5 = (0.005*1000/70)[H+] /(0.015*1000/70)

    [H+] = 5.4 * 10^-5 M



    pH = -log [H+]

    = 5 - log 5.4

    = 4.27




ความคิดเห็นที่ 1

Omkoy (Guest)
25 ก.พ. 2547 23:05
  1. ไม่มีค่า Ka ของอะซิติกให้หรอครับ(น่าจะ1.8*10^-5)

    จากโจทย์ใช้กรดทำปฏิกิริยาสะเทินกับเบสซึ่งในการทำปฏิกิริยานี้จะทำจนกว่าสารตั้งต้นตัวใดตัวหนึ่งจะหมดไป ระบบจึงจะหยุดและเข้าสู่สมดุล ดังนั้นในการสะเทินเราจะเทียบจากสมการปกติทั่วไปได้ว่าสารใดหมดก่อนและเกิดเกลือเท่าใด

    หลังจากทำปฏิกิริยาเสร็จถ้าเบสแก่เหลือก็คำนวณpHจากความเข้มข้นเบสที่เหลือได้เลย แต่ถ้ากรดอ่อนเหลือระบบจะเข้าสู่สมดุลตามสมการ

    CH3COOH ------> CH3COONa + H+

    การคำนวณ pH ต้องหาความเข้มข้นโปรตอนในภาวะสมดุล โดย

    [CH3COONa][H+]/[CH3COOH] = Ka

    Ka*[CH3COOH]/[CH3COONa] = [H+]



    จากสมการนี้ก็จะสามารถหา[H+]ได้ซึ่งจะนำไปหาpHต่อ โดยความเข้มข้นของกรดที่เหลือและเกลือที่เกิดขึ้นคำนวณได้จากสมการสะเทินในตอนแรก



ความคิดเห็นที่ 3

ม่ายบอก (Guest)
8 ธ.ค. 2547 21:00
  1. คายจะปายรุเล่า อ๋อ รุแล้ว ตอบอันนั้นแหละ

    ม่ายต้องคิดมากนะ ล้อเล่น



ความคิดเห็นที่ 6

วรุฒ (Guest)
1 ก.พ. 2548 11:45
  1. ถ้าใครอยากรู้ก็ลองไปถาม อาจารย์อุ๊ ดูสิคะ่



ความคิดเห็นที่ 11

angel_hip_girl@hotmail.com (Guest)
8 ก.ย. 2551 19:44
  1. สูตรโมเลกุลของน้ำส้มสายชูคือรายอ่า
    ของแก็สอีเทน กะคาร์บอนมอนอกไซค์ด้วย

    บอกหน่อยน้า

    ขอบคุณค่ะ



ความคิดเห็นที่ 9

Colodinate Colvalent
10 ก.ค. 2550 16:35
  1. อ่านดีๆนะค่ะ สรุปมาให้คร่าวๆ.........

    จริงๆแล้ว นักวิทยาศาสตร์ต้องการจะอธิบายนิยามความหมายของกรดกับเบส เขาเลยตั้งเป็นทฤษฎีขึ้น โดยทีเดียวแล้วทฤษฎีกรด-เบสของบรอนสเตด-เลารี่ มันเริ่มจาก ก่อนที่จะเกิดทฤษฎีนี้ขึ้นมา มันเคยทีทฤษฎีกรด-เบส ของคนก่อนๆ นั้นคือ ทฤษฎีกรด-เบส ของอาร์ฮีเนียส(ให้เกียรติ์พูดถึงทฤษฎีของท่านหน่อยนะ) แต่ทฤษฎีของอาร์ฮีเนียสมีจุดอ่อนคือ เขาสามารถอธิบายได้แค่ว่า สารใดที่ลงไปในน้ำแล้วแตกตัวให้ H+เป็นกรด หรือ สารใดที่ลงไปในน้ำแล้วแตกตัวให้OH-เป็นเบส แล้วถ้าเป็นตัวนี้ล่ะNH3ล่ะ จะอธิบายอย่างไร อาร์ฮีเนียสจึงไม่สามารถอธิบายได้ เพราะเขาดูแค่ที่หลุดออกเป็นไอออน( H+,OH-)ซึ่งถ้าสารบางตัวไม่สามารถแตกตัวเป็นไอออน( H+,OH-)ได้ ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงเป็นอันล้มเลิก จึงมีทฤษฎีใหม่เกิดขึ้น เพราะทฤษฎีสามารถล้มเลิกได้นั้นคือ ทฤษฎีกรด-เบส ของ บรอนสเตด-เลารี่



    ทีนี้มาเข้าเรื่อง ทฤษฎีกรด-เบส ของบรอนสเตด-เลารี่ จริงๆแล้ว 2คนนี้ อยู่คนละประเทศแต่นำเสนอพร้อมๆกัน ทฤษฎีของพวกเขาได้กล่าวว่า.................

    กรด คือ ผู้ที่ให้โปรตอน(H+) แก่สารอื่น

    เบส คือ ผู้ที่รับโปรตอน(H+) จากสารอื่น

    (พูดง่ายๆคือ กรด คือ ผู้ให้ เบส คือ ผู้รับ) ดังนั้นสารที่มันไม่สามารถละลายน้ำก็สามารถที่จะรุ้ได้ว่าใครมีความเป็นกรดเป็นมากกว่ากัน ใครมีความเป็นเบส มากกว่ากัน และจากทฤษฎีนี้เองจึงทำให้เกิดคู่กรด คู่เบส ขึ้น โดยสารที่เป็นคู่กรด(มีความเป็นกรด)จะต้องมีH+มากกว่า คู่ของมัน1ตัวเท่านั้น..ส่วนคู่ของมันที่มีH+น้อยกว่าก็จะเป็นคู่เบสตัวอย่างอย่างเช่น NH3 + H2O <----> NH4+ + OH-

    จะเห็นว่า สารที่เป็นคู่แฝดกัน คือ NH3กับNH4+และH2OกับOH- จะเห็นว่า NH3มีH+น้อยกว่าNH4+1ตัว แสดงว่า NH3เป็นเบส เพราะโปรตรอนน้อยกว่าคู่ของมัน1ตัว ส่วน กับNH4+มีความเป็นกรดมากกว่าNH3เพราะมีH+มากกว่าNH3อยู่1ตัว ถ้าเข้าใจให้มองเร็วๆนะ ดูอีกคู่ จากที่อธิบายไว้แล้ว ดังนั้น น้ำจะมีความเป็นกรด ส่วนไฮดรอกไซด์จะมีความเป็นเบส

    สรุป NH3 มีความเป็น เบส

    NH4+ มีความเป็น กรด

    OH-มีความเป็นเบส

    H2Oมีความเป็นกรด

    ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่าใครมีความเป็นกรด ใครมีความเป็นเบส แม้ว่าสารนั้นจะไม่ได้แตกตัวเป็นไอออนก็ตาม

    **เพิ่มเติม หลายคนสับสนว่า "อ้าว!! น้ำ ในสมการนี้เป็นกรดเลยหรอ น้ำต้องมีpH=7เป็นกลางไม่ใช่หรอ แล้วไหงเป็นกรดล่ะ "<---สงสัยไหม? ฟังนะ *"ทฤษฎีกรด-เบส ของบรอนสเตด-เลารี่ กรดกับเบส ที่ใช้เปรียบเทียบอธิบาย ไม่ใช่กรด-เบสที่แท้จริง ไม่ใช่กรด-เบส ที่เปลี่ยนสีกระดาษลิตมัสนะ ไม่ใช่เอากระดาษลิตมัสจุ่มลงไปในน้ำเปลี่ยนสีเลย ไม่ใช่น่ะ [u]มันเป็นการเปรียบเทียบระหว่างสาร2ตัวว่า ใครมีความเป็นกรดหรือเป็นเบสมากกว่ากัน เพราะเดี๊ยวถ้าเจ้าของกระทู้ไปอ่านไล่คู่กรด-เบส ใครเป็นกรด ใครเป็นเบส กรดเบสเบสกรด เบส กรด กรด เบส อะไรนั้นน่ะ เดี๊ยวน้ำเป็นกรดบ้าง เดี๊ยวน้ำเป็นเบสบ้าง จริงๆมัน เป็นแค่การเปรียบเทียบเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าน้ำเป็นกรดหรือเป็นเบสจริงๆ แต่เปรียบเทียบว่า เมื่อน้ำกับกรดแท้ๆอยู่รวมกัน น้ำจะสู้กรดแท้ๆไม่ได้ น้ำจึงมีความเป็นเบสมากกว่ากรด หรือ ถ้าน้ำไปอยู่กับเบสแท้ๆเลย น้ำจะมีความเป็นกรดมากกว่าทันที ไม่ได้หมายความว่าน้ำเป็นกรดซะหน่อย หรืออย่าง มีผู้ชาย2คน ซึ่งผู้ชายคนนี้มีความเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายอีกคน แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ชายคนนี้เป็นผู้หญิง จริงๆซะหน่อย" <---เข้าใจน่ะ?



ความคิดเห็นที่ 10

Colodinate Colvalent
10 ก.ค. 2550 16:49
  1. ส่วนทฤษฎีกรด-เบส ของลิวอิส อันนี้จริงๆ ข้าพเจ้าไม่เคยเรียนทฤษฎีนี้อย่างลึกซึ้ง เพราะข้าพเจ้าอยู่แค่ ม.ปลาย เขาแค่พูดถึงมันนิดหน่อยๆ เพราะเดี๊ยวมันจะตีกับทฤษฎีของบรอนสเตด-เลารี่ มันจะสลับกันนิดหน่อย ทำให้เรางงได้

    ทฤษฎีกรด-เบส ของบรอนสเตด-เลารี่ เขาบอกว่า

    กรด คือ ผู้ที่ให้โปรตอน(H+) แก่สารอื่น

    เบส คือ ผู้ที่รับโปรตอน(H+) จากสารอื่น

    แต่ทฤษฎีกรด-เบส ของลิวอิส เขาบอก

    กรด คือ ผู้ที่รับอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว(e-)จากสารอื่น

    เบส คือ ผู้ที่ให้อิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยว(e-) แก่สารอื่น<----เห็นไหมว่า มันสลับกับข้างบน และเปลี่ยจากโปรตอนเป็นอิเลคตรอนคู่โดดเดี่ยวแทน อันแรก กรดคือผู้ให้ แต่อีกอัน กรดคือ ผู้รับ มันจะทำให้เรางงได้ ดังนั้น ม.ปลาย จะไม่ค่อยพูดถึงมันเท่าไหร่อ่ะค่ะ แต่ถ้าอยากรุ้เพื่อเอาไปทำรายงาน ต้องไปเปิดหนังสือดูเอา - -*

    สาเหตุที่มีทฤษฎีของลิวอิส เพราะ บรอนสเตด-เลารี่ มีจุดบอดนิดหน่อย ตรงที่ ถ้าสารนั้นไม่มีH

    ก็ไม่สามารถอธิบายได้ เพราะมันต้องดูคู่กรด-เบส ใครมีH+มากกว่า1ตัว เป็นกรด น้อยกว่าคู่มัน1ตัว เป็นเบส แต่ถ้าสารใดไม่มีH+ จะบอกไม่ได้เลย จริงๆแล้ว วิธีอื่นๆ นอกจากทฤษฎีนี้พวกนี้ ถ้าอยากรุ้ว่าใครเป็นกรดใครเป็นเบส......แน่นอนว่า กรดย่อมทำปฏิกิริยากับเบส ได้ เกลือกับน้ำ เขาจะเรียก ปฏิกิริยาสะเทิน ถ้าแน่นอนว่า สารใดเป็นกรด ลองตรวจสอบกับเบส ถ้าทำปฏิกิริยา แสดงว่าสารนั้นเป็นกรด ถ้าสารใดเป็นเบส ลองเอากรดทำปฏิกิริยาดู ถ้าเกิดปฏิกิริยา แสดงว่าสารนั้นเป็นเบสจริง หรือจะตรวจสอบด้วยเครื่องมือต่างๆก็รุ้ได้เลยว่าใครเป็นกรด-เบส เช่น พวกอินดิเคเตอร์ อย่างเช่น กระดาษลิตมัส เครื่องมือวัด เช่น pHมิเตอร์ เป็นต้น

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น