ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 6 ต.ค. 2553 (21:38) 555
ไปฟังอะไรมา
อัดอย่างเดียวหรือขยายอย่างเดียว มันไม่เป็นเสียงหรอกหนูเอ๋ย
การเกิดเสียงดัง ความดันจะต้องเปลี่ยนขึ้นลงขึ้นลงสลับกันไป
จุดใดที่เป็นส่วนอัดของความดัน อีกเสี้ยววินาทีเดียวความดันก็จะลดลงเป็นปกติ
แล้วกลายเป็นส่วนขยาย สลับกันไปเรื่อย ๆ ตามความถี่ของเสียงครับ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 ต.ค. 2553 (21:47) ดังหรือไม่ดัง เกี่ยวกับกำลังเสียงที่ส่งหรือป่าวครับ ???
olympia
ร่วมแบ่งปัน203 ครั้ง - ดาว 56 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 7 ต.ค. 2553 (09:19) ดังหรือไม่เกี่ยวกับเยื่อแก้วหูคุณสั่นได้หรือไม่
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 7 ต.ค. 2553 (11:57) ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับ คุณนิรันดร์
ผมทราบดีครับว่าเสียงต้องมีอัดขยายสลับกันไป ขึ้นกับความถี่ของเสียง
แต่ที่ผมอยากทราบคือ เสียงจะดังส่วนอัดหรือส่วนขยายครับ
ช่วยชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณครับ
nutmos
ร่วมแบ่งปัน7 ครั้ง - ดาว 50 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 7 ต.ค. 2553 (13:45) ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตอบว่า ดังทั้งคู่ค่ะ เพราะเวลาเสียงเคลื่อนที่เป็นการถ่ายโอนพลังงานจากการสั่นของแหล่งกำเนิดผ่านตัวกลาง ทำให้อนุภาคของตัวกลางเกิดเป็นส่วนอัดและส่วนขยายสลับกันไป ไม่อย่างนั้นถ้าส่วนอัดเสียงดังส่วนขยายเสียงค่อย เราก้อจะต้องได้ยินเสียงดังค่อยสลับกันไปเรื่อยๆ เพราะอนุภาคตัวกลางจะเกิดส่วนอัดส่วนขยายตลอดการเคลื่อนที่ของคลื่นเสียง ดังนั้นเสียงจะดังจะค่อยจึงไม่น่าจะขึ้นอยู่กับส่วนอัดหรือส่วนขยาย แต่น่าจะขึ้นกับแอมปลิจูดของคลื่นที่ต้นกำเนิดส่งมามากกว่า
หนูเข้าใจถูกหรือเปล่าคะ ถ้ามีที่ผิดช่วยแนะนำด้วยนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 7 ต.ค. 2553 (23:03) ที่คุณบอกว่าคุณทราบ()ดีในความคิดเห็นที่ 5 นั้น แสดงว่าคุณทราบ(ผิด ๆ เป็นอย่าง)ดีเลยทีเดียวครับ
อัดอย่างเดียวก็ไม่ดัง
ขยายอย่างเดียวก็ไม่ดัง
ต้องอัดขยายสลับกันเรื่อยไปจึงดัง
การมีเสียงดังเกิดจากการถ่ายโอนพลังงานผ่านการสั่นของตัวกลาง
อัดนิ่ง ๆ อย่างเดียว ไม่มีทางถ่ายโอนพลังงานได้
การที่รูปในหนังสือแสดงส่วนอัด
มันเป็นภาพนิ่งในขณะเวลาหนึ่งเท่านั้น
เวลาเสี้ยววินาทีถัดไป(ที่ไม่อยู่ในรูป)มันก็ไม่ได้เป็นส่วนอัดแล้ว
แต่มันจะกลายเป็นส่วนความดันปกติ แล้วก็กลายเป็นส่วนขยาย
แล้วก็กลับเป็นปกติ แล้วก็กลับเป็นส่วนอัด สลับกันไปเรื่อย ๆ
อย่าลืมว่า ฟังก์ชั่นคลื่นนั้นเป็นฟังก็ชันของทั้งตำแหน่งและเวลา
ไม่ได้ขึ้นกับตำแหน่งอย่างเดียว
แต่ภาพวาด แสดงตำแหน่งได้หลายตำแหน่ง กลับแสดงได้เพียงเวลาเดียวเท่านั้น
แอมมาช่วยน้าสอนฟิสิกส์ได้แล้วลูก
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 8 ต.ค. 2553 (00:13) พูดเกินไปอีกแล้วนะคะ หนูก็รู้อยู่แค่นี้แหละค่ะ อย่างอื่นหนูก็ไม่รู้แล้วค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 8 ต.ค. 2553 (14:21) ผมว่ากำลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า (หมายถึงตัวผมนะ)
คุณนิรันดร์คงเดาว่าผมดูแต่ภาพนิ่งในหนังสือใช่ไหมครับ และผมเดาว่าคุณนิรันดร์คิดว่า ผมคิดว่าโมเลกุลอากาศส่วนนี้ต้องอัดตลอดการเคลื่อนที่ของเสียง ส่วนนี้ต้องขยายตลอดการเคลื่อนที่ของเสียง ส่วนคุณนิรันดร์คิดว่าผมคิดผิด สงสัยเพราะผมอธิบายไม่หมด ไม่ชัดเจน จึงอาจทำให้คุณนิรันดร์คิดว่าผมยังไม่ทราบก็ได้นะครับ เลยต้องสอนฟิสิกส์เรื่องเสียงใหม่ให้ผม ต้องขออภัยด้วยครับ
และคำถามอาจไม่ชัดเจน ขอเขียนใหม่นะครับ "เสียงจะดังในช่วงเวลาที่โมเลกุลอากาศอัดหรือขยายครับ"
แล้วที่คุณนิรันดร์เขียนมา พอสรุป(ตามความเข้าใจของผม)จากคำถามได้ คือ
"เสียงจะดังต้องมีทั้งส่วนอัด และส่วนขยาย และจะดังตลอดช่วงเวลาทั้งขณะที่โมเลกุล อัด และขยาย"
ผมสรุปอย่างนี้ ถูกต้องหรือยังครับ ถ้ายังผิด ก็ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ
nutmos
ร่วมแบ่งปัน7 ครั้ง - ดาว 50 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 ต.ค. 2553 (20:26) น่าจะถูกแล้วนะคะ เพราะถ้าโมเลกุลของตัวกลางไม่มีช่วงอัดหรือขยาย ก็จะถ่ายโอนพลังงานไม่ได้ เสียงก็เคลื่อนที่ไม่ได้ เราก็จะไม่ได้ยินเสียงหรือเสียงไม่ดัง ดังนั้นการอัดหรือขยายของโมเลกุลของตัวกลางช่วยให้เสียงเดินทางมาหาเราได้ เราก็จะได้ยินเสียง แต่ไม่ได้ทำให้เสียงดังหรือค่อย เสียงจะดังจะค่อยขึ้นกับแอมปลิจูดที่ต้นกำเนิดส่งมา
น่าจะเป็นอย่างนี้ใช่ไหมคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 8 ต.ค. 2553 (23:30) คุณ nutmos จะต้องปรับความคิดใหม่เรื่องการได้ยินเสียงดังหรือค่อย
ในที่นี้ คำว่าช่วงอาจแปรความหมายได้ 2 อย่าง
1. ช่วงการกระจัด
2. ช่วงเวลา
มาที่คำถามของคุณ
และคำถามอาจไม่ชัดเจน ขอเขียนใหม่นะครับ "เสียงจะดังในช่วงเวลาที่โมเลกุลอากาศอัดหรือขยายครับ"
ในช่วงเวลาจะมีทั้งการอัดและขยาย สลับกันไป ไม่ใช่อัดอย่างเดียวหรือขยายอย่างเดียว
ณ ขณะเวลาหนึ่งมีการอัด อีกขณะเวลาหนึ่งมีการขยาย ในช่วงเวลามีทั้งการอัดและการขยาย
แล้วที่คุณนิรันดร์เขียนมา พอสรุป(ตามความเข้าใจของผม)จากคำถามได้ คือ
"เสียงจะดังต้องมีทั้งส่วนอัด และส่วนขยาย และจะดังตลอดช่วงเวลาทั้งขณะที่โมเลกุล อัด และขยาย"
ผมสรุปอย่างนี้ ถูกต้องหรือยังครับ ถ้ายังผิด ก็ช่วยแนะนำหน่อยนะครับ
ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ว่าอัดก็ดังขยายก็ดัง และไม่ใช่โมเลกุล แต่เป็นอากาศ
และต้องเป็นสายธารแห่งการอัดขยายสลับต่อเนื่องกันไปจึงเป็นเสียงดัง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 8 ต.ค. 2553 (23:38) แอม ก็กำลังมีความเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเหมือนกัน
จากความเห็นที่ 10 ของแอม
ดังนั้นการอัดหรือขยายของโมเลกุลของตัวกลางช่วยให้เสียงเดินทางมาหาเราได้
โมเลกุลไม่ได้มีการอัดหรือขยาย
สิ่งที่มีการอัดหรือขยายคืออากาศอันประกอบด้วยโมเลกุลนับล้าน ๆ ๆ โมเลกุล
การอัดของอากาศหมายถึงโมเลกุลเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กันมากกว่าระยะปกติที่ไม่มีเสียง
การขยายของอากาศหมายถึงโมเลกุลเคลื่อนที่อยู่ห่างออกจากกันมากกว่าระยะปกติที่ไม่มีเสียง
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 ต.ค. 2553 (15:31) ขอบคุณมากๆ เลยครับ คุณนิรันดร์ กระจ่างแจ้งมากๆ เลยครับ
ขอถามต่ออีกนิดได้ไหมครับ ถ้าเป็นเสียงในตัวกลางชนิดอื่น เช่น น้ำ จะยังใช้หลักการเดียวกันอยู่ใช่ไหมครับ
nutmos
ร่วมแบ่งปัน7 ครั้ง - ดาว 50 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 9 ต.ค. 2553 (16:37) ด้วยความยินดีครับ
ผมถือว่า หากผมสามารถทำให้คนรู้ฟิสิกส์ได้มากขึ้น
ก็เป็นกำไรชีวิตของผม
หากมีใครจดจำสิ่งที่ผมสอนได้และนำไปใช้ต่อ
ก็เท่ากับต่อชีวิตให้ผม
ผมไม่ได้มีความรู้มากมาย
ไม่ได้มีปริญญาระดับด็อกเตอร์
ผมเพียงคิดว่า เท่าที่ผมมี ก็พอทำประโยชน์แก่โลกได้
คนที่รู้อะไรมากมายแต่ไม่ทำประโยชน์แก่ใครเลยก็มี
ซ้ำร้ายคนที่รู้อะไรมากมาย เฉลียวฉลาดกว่าคนอื่นมากมาย
กลับเอาความสามารถมาทำร้ายผู้อื่นหรือประเทศชาติ พวกนี้เสียชาติเกิด
หากความสามารถที่มีเพียงน้อยนิดของผม
สามารถทำประโยชน์ได้ นับเป็นความยินดีของผมครับ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 10 ต.ค. 2553 (14:47) น้าคะฟังแล้วน่าชื่นชมมากๆค่ะ
แต่ว่า.........น้ายังไม่ได้ตอบคำถามของความคิดเห็นข้างบนเลยนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 11 ต.ค. 2553 (00:02) จากคำถามในความเห็นที่ 10
เสียงจะดังจะค่อยขึ้นกับแอมปลิจูดที่ต้นกำเนิดส่งมา
น่าจะเป็นอย่างนี้ใช่ไหมคะ
เราจะได้ยินเสียงดังหรือค่อย ขึ้นกับหลายอย่าง
1. อัตราการถ่ายโอนพลังงานที่มากระทบหู(กำลังของเสียง)
ถ้าอย่างอื่นทุกอย่างเหมือนกันหมด กำลังมากกว่าก็จะได้ยินเสียงดังกว่า
กำลังยังขึ้นอยู่กับหลายสิ่งเช่น
1.1 แอมพลิจูด
1.2 ความถี่
1.3 อัตราเร็วเสียง
2. ความสามารถในการตอบสนองของประสาทสัมผัส
ตำรามักจะบอกว่าคนเริ่มได้ยินเสียงที่ระดับความเข้ม 0 db
มันไม่จริงหรอก เสียงที่ความถี่ประมาณ 1000 - 3000 Hz จะทำให้คนบางคนได้ยิน
ที่ระดับความเข้มต่ำกว่า 0 ได้
เสียงที่ความถี่ 20 Hz สำหรับบางคนแล้ว ระดับความเข้มถึง 80 dB แล้วก็ยังไม่ได้ยิน
เสียงที่ความถี่ หมื่น สองหมื่นเดซิเบลก็ได้ยินยากเหมือนกัน
3. ความพึงพอใจ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 11 ต.ค. 2553 (00:10) จากคำถามในความเห็นที่ 13
ถ้าเป็นเสียงในตัวกลางชนิดอื่น เช่น น้ำ จะยังใช้หลักการเดียวกันอยู่ใช่ไหมครับ
ในบื้องต้นก็พอยึดหลักการเดียวกันไปครับ
แต่ถ้าศึกษาลึกซึ้งแล้วก็ยังมีความแตกต่างกันพอสมควร
การเคลื่อนที่ของเสียงในอากาศได้มาจากการถ่ายโอนพลังงานโดยการเคลื่อนที่ไปชนกันของ
โมเลกุลที่แต่ละโมเลกุลเป็นอิสระต่อกัน
แต่สำหรับของเหลว โมเลกุลเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กันมากจนไม่สามารถบอกว่าแต่ละโมเลกุลนั้น
ต่างคนต่างอยู่ได้ โมเลกุลใกล้กันมีแรงกระทำระหว่างกัน การถ่ายโอนพลังงานทำให้เร็วกว่า
ยิ่งเป็นของแข็ง ยังมีแรงยึดระหว่างโมเลกุลสูง ทำให้สามารถมีการถ่ายโอนพลังงานได้ทั้งคลื่น
ตามยาวและคลื่นตามขวาง อัตราเร็วเสียงขึ้นกับความยืดหยุ่นของตัวกลางด้วย
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24828 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง