เรียนต่อโทที่เยอรมัน

ไม่ทราบไว้มีใครรู้บางค่ะ ถ้าจะไปเรียนต่อที่เยอรมันจะต้องติดต่อที่ไหน แล้วมีเอเจนซี่ หรือตัวแทน จัดการทำเรื่องติดต่อให้ไหมค่ะ รบกวนบอกด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ


ความคิดเห็นที่ 5 

pangbabong
18 พ.ย. 2551 23:02
  1. การแก้ปัญหาพฤติกรรม


    การพัฒนาคุณภาพคน


    และการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม


    ด้วยจิตวิทยาการให้การปรึกษา


    โครงการปริญญาโทจิตวิทยาการปรึกษา


    ภาควิชาจิตวิทยา คณะศิลปศาสตร์ มธ.


     


    ขอเชิญร่วมงาน


    Open House แนะนำหลักสูตรฯ :


    แนะแนวการศึกษาต่อจิตวิทยาการปรึกษา;


    การเตรียมตัวในการสอบ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากรุ่นพี่ อาชีพจิตวิทยาการปรึกษาสู่อนาคต ฯลฯ


     


    และร่วมงานเสวนาวิชาการเรื่อง


    จิตวิทยาการให้การปรึกษากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม


    เสาร์ 22 พ.ย. 51 (ฟรี)


    ณ ห้องประชุมคณะศิลปศาสตร์  ชั้น 3 ศศ.301  มธ. ท่าพระจันทร์


    Open House แนะนำหลักสูตรฯ 9.00-12.00 น.


    การเสวนา จิตวิทยาการให้การปรึกษากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมฯ 13.00-16.00 น. (ฟรี)


     


    กิจกรรมอื่นๆ ของโครงการฯ เดือนพฤศจิกายน 51 (เสาร์-อาทิตย์ 29-30 พ.ย. 51):


    งามสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง การใช้เทคนิคทักษะให้เกิดกระบวนการให้การปรึกษาที่มีประสิทธิภาพ(2,000บาท)


    โทร 02-613-2695-96,  089-771-5321




ความคิดเห็นที่ 1

bact' (Guest)
23 มี.ค. 2547 03:08
  1. http://www.daad.de



ความคิดเห็นที่ 3

a (Guest)
27 ส.ค. 2547 18:05
  1. For everybody who want to study in Germany,please visit this website.There are many information.

    http://www.thai-students.de

    http://www.daad.de

    or go to DAAD thailand(2nd floor)at Goethe Institut Bangkok,South Sathorn Road soi 1.(sathorn tai soi 1).There is someone who can advice and give you the information about studying in Germany.



ความคิดเห็นที่ 4

a (Guest)
27 ส.ค. 2547 18:55
  1. ๑. อยากเรียนต่อที่เยอรมันต้องเริ่มดำเนินการอย่างไร?



    ประเทศเยอรมันมีปรัชญาการศึกษาว่า การศึกษาคือการลงทุนของรัฐไม่ใช่การลงทุนของนักศึกษา

    มหาวิทยาลัยในเยอรมันจึงมีมากพอสำหรับทุกคนที่สามารถเรียนได้และอยากที่จะเรียน มหาวิทยาลัย

    ในเยอรมันไม่มีระบบเอ็นทรานซ์ และไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียน มีแต่เพียงค่าธรรมเนียมการศึกษา

    ของแต่ละเทอม (Semestergebuehr เซเมสเตอร์เกบัวร์) ที่ถึงแม้ว่าจะเริ่มแพงขึ้น แต่ก็ยังเพียงแค่

    ประมาณสองพันถึงหกพันบาทต่อเทอมเท่านั้นซึ่งยังนับว่าถูกมาก นักศึกษาต่างชาติก็ได้สิทธิเรียนโดย

    ไม่มีค่าเล่าเรียนนี้ด้วย โดยมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะมีโควต้าที่เรียนประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์สำหรับ

    นักศึกษาต่างชาติ และด้วยความที่มหาวิทยาลัยของเยอรมันโดดเด่นในทางวิชาการทั้งด้านวิทยาศาสตร์

    และสังคมศาสตร์ ประเทศเยอรมันจึงเป็นประเทศที่น่าสนใจมากประเทศหนึ่งในการมาศึกษาต่อ

    แต่ข้อยากของการมาศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมันก็มีอยู่หลายประการ นอกจากเรื่องภาษาแล้ว ก็ยังมี

    เรื่องไม่แยกปริญญาโทออกจากปริญญาตรีเหมือนบ้านเรา ทำให้นักศึกษาต่างชาติที่จบระบบการศึกษา

    ที่แตกต่างจากประเทศไทยคือ ในคณะส่วนใหญ่ปริญญาตรีจะมาเรียนต่อปริญญาโท ต้องประสบความ

    ยุ่งยากบ้างพอสมควร (โปรดดูข้อ ๒ ระบบการศึกษาเยอรมัน และข้อ ๖ จบปริญญาตรีมาเรียนต่อเยอรมัน)



    การสมัครเรียนผู้ที่จะเรียนจะต้องยื่นใบสมัครกับมหาวิทยาลัยที่อยากเรียนเอง ถ้ามหาวิทยาลัยตอบรับก็

    จะส่ง Zulassung (ซูลาสซุ่ง) หรือใบอนุญาตให้เรียนมาให้ นอกจากนั้นแล้วนักศึกษาต่างชาติอาจยังจะต้อง

    สอบข้อสอบวัดความรู้ภาษาเยอรมันที่มีชื่อว่า DSH (เดเอสฮา) ให้ผ่านด้วย เนื่องจากนักศึกษาไม่ต้องจ่าย

    ค่าเล่าเรียน การเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของเยอรมัน จึงเท่ากับว่าได้ทุนจากรัฐบาลเยอรมัน

    เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องวางด่านทดสอบให้นักศึกษาต่างชาติพิสูจน์ตัวเองว่ามีความรู้ภาษาเยอรมันถึงขั้น

    เข้าไปเรียนมหาวิยาลัยของเขาได้หรือไม่ ระยะเวลาในการเรียนภาษาเพื่อเตรียมตัวสอบจะแตกต่างกัน

    ไปตามแต่พื้นความรู้และทักษะภาษาเยอรมันของแต่ละคน ถ้ามีพื้นไม่มากหรือไม่มีพื้นมาเลย อาจต้องเรียน

    นานหน่อย อาจจะเป็น ๘ เดือน ๑๐ เดือน หรือหนึ่งปี แต่ถ้ามีพื้นมาบ้างแล้วอาจจะใช้เวลาแค่ ๖ เดือน

    หรือสั้นกว่านั้นถ้าภาษาเยอรมันดีถึงขั้นพอใช้ได้แล้ว (การสอบ DSH โปรดดูข้อ ๙)



    กรณียกเว้นที่ไม่ต้องสอบ DSH ก็มีคือกรณีที่มาทำปริญญาเอกและโปรเฟสเซอร์ออกหนังสือขอให้เราไม่ต้อง

    สอบ DSH และกรณีเรียนหลักสูตรอินเตอร์

    สำหรับกรณีจบมัธยมปลายมา ต้องมาเรียน Studienkolleg ก่อนอีกหนึ่งปีจึงจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้

    สำหรับเพื่อนๆ ที่ยังไม่ได้ Zulassung จากมหาวิทยาลัย หรือยังไม่มีที่เรียนด้วยเหตุผลต่างๆ และไม่อยาก

    รอผลอยู่ที่เมืองไทย สิ่งที่ต้องทำในการมาเรียนต่อที่ประเทศเยอรมันคือ

    หนึ่ง หาข้อมูลเรื่องที่เรียน

    สอง สมัครเรียนภาษาที่เยอรมัน (เรียนภาษาเยอรมันที่ไหนดี โปรดดูข้อ ๑๑) การสมัครนี้อาจจะสมัครและ

    จ่ายเงินเพียงแค่หนึ่งคอร์ส (ประมาณสองเดือน) ก่อนก็เพียงพอ จากนั้น สาม ให้นำหลักฐานสมัครเรียน

    ภาษาพร้อมกับหลักฐานอื่นๆ ไปขอวีซ่า (การขอวีซ่าโปรดดูข้อ ๑๕) สถานทูตเยอรมันก็จะออกวีซ่านักเรียน

    ซึ่งมีระยะเวลาสามเดือนให้ เมื่อเดินทางมาเยอรมันแล้ว ก่อนวีซ่าหมดประมาณสองสัปดาห์เราก็เอาหลักฐาน

    การเรียนคอร์สต่อไปขอต่อวีซ่าที่เมืองที่เราเรียนภาษาต่อไป



    สำหรับเรื่องการหามหาวิทยาลัย หรือการหา Studienkolleg ถ้าเราต้องมาเรียนภาษาก่อนก็ไม่จำเป็นต้อง

    สมัครตั้งแต่อยู่ที่ประเทศไทย เพราะการสมัครเรียนมหาวิทยาลัย หรือ Studienkolleg แล้วแต่กรณีนั้นสมัคร

    ล่วงหน้าเพียงแค่หนึ่งเทอมก็พอ เราจีงสามารถมาสมัครที่เยอรมันได้ระหว่างเรียนภาษา แต่ก็จำเป็นต้อง

    มีข้อมูลพอสมควรว่าจะมาเรียนอะไร จะต้องเรียนระดับไหน และที่ไหนมีให้เรียนบ้างค่ะ

    (เรียนอะไรที่ไหนดี โปรดดูข้อ ๔)





    ๒. ระบบการศึกษาระดับอุดมศึกษาของเยอรมันเป็นอย่างไร





    การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของเยอรมันไม่ได้แบ่งเป็น ระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก

    เหมือนเมืองไทย หรือสหรัฐอเมริกา แต่แบ่งเป็นสองระดับ ระดับแรกคือ Diplom, Magister หรือ Staatsexam

    และระดับที่สอง คือ ปริญญาเอก (Promotion)



    การศึกษาระดับ Diplom, Magister หรือ Staatsexam ตามหลักสูตรปกติใช้เวลาประมาณ ๔-๕ ปี

    (หนึ่งปีมีสองเทอม คือเทอมฤดูร้อนและเทอมฤดูหนาว) แต่นักศึกษาทั่วไปมักใช้เวลาเรียนกันนานกว่านั่น

    เมื่อเรียนและสอบครบทุกวิชาแล้วต้องมีการเขียนวิทยานิพนธ์และสอบจบ จบแล้วจะได้วุฒิการศึกษาเทียบ

    เท่ากับปริญญาโทที่เมืองไทย Diplom, Magister และ Staatsexam ก็คือปริญญาตรีรวมกับปริญญาโทนั่นเอง

    ซึ่งมีลักษณะโดยสังเขปดังต่อไปนี้



    (๑) Diplom (ดิโพลม) สาขาวิชาส่วนใหญ่ของเยอรมันโดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์จะเป็น Diplom ซึ่งนัก

    ศึกษาจะมีแผนการเรียนเพียงวิชาเอก (Hauptfach ฮอพฟาค ) เท่านั้น ไม่มีวิชาโท (Nebenfach เนเบนฟาค)

    แต่มักจะต้องมีการฝึกงานด้วย ระยะเวลาการเรียนประมาณ ๙-๑๐ เทอม ตอนจบต้องเขียนวิทยานิพนธ์ที่

    เรียกว่า Diplomarbeit (ดิโพลมอาร์ไบท์) จากนั้นต้องสอบ Diplompruefung (ดิโพลมพรูฟุ่ง) จึงเป็นอันสำเร็จ

    การศึกษาได้วุฒิ Diplom ที่เทียบเท่ากับปริญญาโท



    (๒) Magister (มากิสเตอร์) สาขาสังคมศาสตร์บางสาขาและบางมหาวิทยาลัยจะไม่เรียน Diplom แต่จะเรียน

    Magister มี ผู้เรียน Magister จะต้องเลือกเรียนวิชาเอก ๒ สาขาวิชา (Zwei Hauptfaecher) หรือวิชาเอก

    หนึ่งสาขาวิชาและวิชาโทสองสาขาวิชา (Ein Hauptfach mit zwei Nebenfaechern) ปกติใช้เวลาเรียนประมาณ

    ๙ เทอม (๔ ปีครึ่ง) ตอนจบต้องเขียนวิทยานิพนธ์ที่เรียกว่า Magistersarbeit (มากิสเตอร์อาร์ไบท์) จากนั้นต้อง

    สอบ Magisterpr?fung (มากิสเตอร์พรูฟุ่ง) จึงเป็นอันสำเร็จการศึกษาได้วุฒิ Magister Artium (M.A) ที่เทียบเท่า

    กับปริญญาโท



    บางสาขาวิชาได้แก่ นิติศาสตร์ และเกษตรศาสตร์ มีหลักสูตร Magister โดยเฉพาะสำหรับนักศึกษาต่างชาติ

    ที่จบปริญญาตรีมาแล้วและต้องการต่อปริญญาโทในสาขาที่เรียนมา Magister สำหรับนักศึกษาต่างชาตินี้บาง

    ทีจะเรียกว่า Aufbaustudium (เอาฟ-เบา-ชตูดิอุ่ม) เมื่อเรียนสำเร็จแล้วจะสามารถต่อปริญญาเอกได้เลย



    (๓) Staatsexam (ชต๊าทฺส-เอ๊กซาม) บางทีก็เรียก Staatspruefung (ชต๊าทฺส-พรูฟุ่ง) เป็นวุฒิการศึกษาสำหรับ

    สาขาแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ นิติศาสตร์ และคุรุศาสตร์ ก่อนจบนักศึกษาจะต้องสอบ Staatsexam ซึ่งจะ

    มีตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐ (Staatliche Pruefungsaemter ชต็าทฺลิชเชอ พรูฟุ่งส-อั๊มเทอร์) เข้าร่วมเป็น

    กรรมการสอบ ด้วยโดยหลักแล้ว ในหลักสูตรนี้จะเรียนวิชาเอกเพียงสาขาวิชาเดียว (ยกเว้นคุรุศาสตร์)

    ระยะเวลาในการเรียนใช้เวลาประมาณ ๑๒ เทอม (๖ ปี)



    โดยหลักแล้วระบบการศึกษาของเยอรมันจึงไม่มีปริญญาตรีและปริญญาโท แต่รวมกันเป็นอันเดียว อย่างไร

    ก็ตามในปัจจุบันประเทศเยอรมันเริ่มเปิดมีการสอนแยกระดับปริญญาตรีและปริญญาโท และมีหลักสูตร

    นานาชาติ และหลักสูตรที่ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นเรื่อยๆ





    ๓. Universitaet และ Fachhochschule ต่างกันอย่างไร



    มหาวิทยาลัยในประเทศเยอรมันแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ Universitaet (อูนิแวซิเท๊ท หรือเรียกย่อๆ ว่า Uni อูนี่)

    และ Fachhochschule (ฟาคโฮคชูเล่อ) สาขาวิชาส่วนใหญ่จะมีเฉพาะแต่ที่ Universitaet แต่บางสาขาโดยเฉพาะทาง

    ด้านวิศวกรรมศาสตร์จะมีทั้งใน Universitaet และ Fachhochschule โดยสรุปแล้ว ความแตกต่างของมหาวิทยาลัย

    ทั้ง 2 แบบนี้ คือ หลักสูตรการเรียนการสอนใน Universitaet จะเน้นที่ทฤษฎีและการค้นคว้าวิจัยทางด้านวิชาการมาก

    กว่าการปฏิบัติหรือความรู้ทางด้านวิชาชีพ นักศึกษาใน Universitaet จะมีอิสระในการวางแผนการเรียนพอสมควร

    เพื่อนๆ ที่ต้องการจะเป็นอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ จึงควรที่จะสมัครเรียนใน Universitaet ส่วน Fachhochschule

    จะเหมาะกับเพื่อนๆ ที่ต้องการเน้นความรู้ทางด้านปฏิบัติมากกว่าทางวิชาการ การเรียนการสอนใน Fachhochschule

    จะคล้ายกับการเรียนการสอนในโรงเรียน คือจะมีตารางการเรียนการสอนที่ค่อนข้างจะตายตัว ระยะเวลาการเรียน

    ก็สั้นกว่า ผู้สอนมักจะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์การทำงานและความเชี่ยวชาญในสายงานเป็นอย่างสูง

    นักศึกษาที่จบจะมีความรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีและปฎิบัติ นายจ้างอาจจะไม่ต้องมาเทรนงานตั้งแต่ต้นให้อีก โอกาสของ

    นักศึกษาที่จบ Fachhochschule จึงมีมากกว่าในการทำงานกับบริษัทเอกชน





    ๔. เรียนอะไรที่ไหนดี



    ประเทศเยอรมันมีมหาวิทยาลัยมากมาย กระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ สาขาวิชาที่มีชื่อเสียงก็มีหลากหลายไม่เฉพาะแต่

    วิศวกรรมศาสตร์ เพื่อนๆ บางคนอาจจะสามารถมาเยอรมันก่อนแล้วค่อยสมัครเรียนที่นี่ภายหลัง แต่เพื่อให้แน่ใจว่า

    เมื่อมาแล้วจะมีที่เรียนและได้เรียนในสาขาวิชาและระดับที่ตรงกับความต้องการได้จริงๆ เพื่อนๆ จึงควรที่จะหาข้อมูล

    เรื่องที่เรียนมาตั้งแต่อยู่ที่เมืองไทย ซึ่งปัจจุบันการหาข้อมูลเรียนต่อในเยอรมันนับว่าสะดวกขึ้นกว่าแต่ก่อนมากเนื่อง

    จากประเทศเยอรมันมีนโยบายเปิดตัวเองกับประเทศอื่นๆ ในเรื่องการศึกษามากขึ้นและจากความเจริญก้าวหน้า

    ของอินเตอร์เน็ต ทำให้ในปัจจุบันมีเว็บไซท์หลายแห่งของเยอรมันที่เพื่อนๆ สามารถเข้าไปใช้บริการหาข้อมูลเรื่อง

    การเรียนต่อในเยอรมันได้อย่างสะดวกพอสมควรค่ะ



    เว็บไซท์แรกที่ขอแนะนำคือ Hochschulrektorenkonferenz (HRK) เป็นเว็บไซท์หาที่เรียนโดยเฉพาะ สำหรับเพื่อนๆ

    ที่อยากมาเรียนต่อเยอรมัน และกำลังมองหาที่เรียน ในนี้จะมีข้อมูลว่าสาขาที่อยากเรียนต่อ มีสอนที่ไหน และมีระดับ

    ใดบ้าง ลิงค์ที่ทำให้นี้เป็นภาษาอังกฤษค่ะ





    [http://www.hrk.de/eng/]



    นอกจากนี้แล้วยังมีเว็บไซท์อีกสองสามอันที่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากในการมาเรียนต่อที่เยอรมันค่ะ





    Campus Germany

    [http://www.campus-germany.de]



    Gateway to Germany

    [http://www.gateway-to-germany.de]



    German Academic Exchange Service (DAAD) ประเทศเยอรมัน



    [http://www.daad.de/deutschland/en/index.html]

    German Academic Exchange Service (DAAD) ประเทศไทย

    [http://www.daad.th.com]



    สำหรับแหล่งข้อมูลแนะแนวการศึกษาต่อในเยอรมันที่เมืองไทยที่ขอแนะนำคือ ศูนย์ข้อมูลของ DAAD

    (Deutsche Akademischer Austausch Dienst - German Academic Exchange Service) สถาบัน Goethe ชั้นสอง

    ห้อง 15 ถนนสาทร จะมีเจ้าหน้าที่แนะแนวการศึกษาของ DAAD บริการให้ข้อมูลเรื่องการเรียนต่อในเยอรมันค่ะ

    แต่ถ้าจะให้ดีโทรไปนัดกับทางนั้นก่อนนะคะ เพราะเค้าเปิดเป็นไม่ทั้งวันและไม่ทุกวันค่ะ รายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ที่



    [http://www.daad.th.com/officehourfr.htm]



    เอาล่ะ ได้ข้อมูลที่เรียนมาแล้ว ทีนี้จะเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยไหนดีนะ ประเทศเยอรมันถือว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่ง

    ได้มาตรฐานหมด จึงไม่มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการเหมือนอเมริกาหรืออังกฤษ จะมีก็แต่ดังมากกว่า

    ดังน้อยกว่าในสาขาวิชานั้นสาขาวิชานี้ แต่เมื่อเรียนจบกลับไปเมืองไทยแล้วทุกคนจะได้ชื่อว่าจบจากเยอรมันเหมือน

    กันหมด การตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัยจึงน่าจะให้ความสำคัญกับหลักสูตรที่เปิดสอนว่าตรงกับที่เราอยากเรียนหรือ

    ไม่เพียงใด และดูว่าเมืองนั้นเราชอบหรือไม่ น่าอยู่น่าเรียนถูกใจเราหรือเปล่า



    อย่างไรก็ตามนานๆ ครั้งก็จะมีการจัดอันดับมหาวิทยาลัย (Hochschulranking) อย่างไม่เป็นทางการโดยเอกชนหรือ

    โดยสื่อมวลชน ล่าสุด(ปีสองปีที่ผ่านมา) นิตยสารรายสัปดาห์ Stern ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัย โดยให้ข้อมูลที่น่าสนใจ

    พอสมควร เพื่อนๆ ที่สามารถอ่านภาษาเยอรมันได้ ลองเข้าไปดูเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจค่ะ

    [http://www.stern.de/campus-karriere/uniwelt/ranking/index.php4]





    ๕. จบมัธยมปลายมาจากเมืองไทยเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้เลยหรือไม่ Studienkolleg คืออะไร



    สำหรับนักเรียนที่จบมัธยมปลายมาจากเมืองไทยแล้ว และจะมาเรียนต่อที่เยอรมัน ยังไม่สามารถสมัครเข้าเรียน

    มหาวิทยาลัยในเยอรมันได้ทันทีค่ะ แต่ต้องไปเข้าเรียนโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยหรือ Studienkolleg (ชตูเดียนคอลเลจ)

    ก่อน ซึ่งมีหลักสูตรสองเทอมหรือหนึ่งปี จึงจะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ การเข้าเรียนใน Studienkolleg นี้ต้องสอบเข้า

    ซึ่งเราสามารถสมัครสอบได้มากกว่าหนึ่งแห่งค่ะ



    การสอบเข้า Studienkolleg จะสอบเป็นภาษาเยอรมัน และมีเงื่อนไขว่าต้องเรียนภาษาและได้ใบประกาศความรู้ภาษา

    เยอรมันถึงระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งจะเป็นระดับไหนจะแตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเรื่องสำคัญที่สุดคือต้องเรียนภาษาเยอรมันก่อน

    สำหรับการหาที่เรียนและการสมัครสอบ Studienkolleg เราสามารถมาดำเนินการได้ที่เยอรมันระหว่างเรียนภาษาค่ะ







    ๖. จบปริญญาตรีอยากเรียนต่อที่เยอรมัน ต้องมาเรียนต่ออะไร เยอรมันมีปริญญาโทหรือไม่



    การศึกษาระดับมหาวิทยาลัยตามระบบของดั้งเดิมของเยอรมันไม่ได้แบ่งเป็นสามระดับคือ ตรี โท เอก แบบของอเมริกา

    หรือเมืองไทย แต่มีแค่สองระดับ ระดับแรกจะเท่ากับปริญญาตรีรวมกับปริญญาโท (ซึ่งได้แก่ Diplom, Magister และ

    Staatsexam โปรดดูข้อ ๒) แล้วก็ปริญญาเอกเลย นักศึกษาต่างชาติที่จบ Bachelor Degree หรือปริญญาตรีจะมาเรียน

    ต่อที่เยอรมันจึงเจอปัญหาว่าที่เยอรมันไม่มีปริญญาโทให้เรียนต่อหากต้องการจะเข้าหลักสูตรดั้งเดิม ยกเว้นเพียงบาง

    สาขาวิชา เช่น กฎหมาย รัฐศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ซึ่งมีหลักสูตรปริญญาโทให้นักศึกษาต่างชาติ โดยทั่วไปแล้วคนที่จบ

    ปริญญาตรีมาจากเมืองไทยจึงต้องมาเรียนใหม่ แต่ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาเริ่มต้นตั้งแต่เทอมแรก เพราะเขาจะดูทรานสคริปท์

    ของเราว่าเราเรียนอะไรมาบ้าง แล้วก็จะเทียบเทอมให้ ถ้าโชคดีก็อาจจะได้เริ่มเรียนเทอมที่ห้า หรือปีสามเลย ถ้าโชคร้าย

    หน่อยก็อาจเทียบได้แค่สองเทอม ซึ่งเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับโปรเฟสเซอร์และมหาวิทยาลัย ในทางปฏิบัติเราจึงควรสมัครหลายๆ

    ที่ เพื่อจะมาเลือกอีกทีนึงค่ะ



    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยในเยอรมันได้เปิดหลักสูตรนานาชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท

    โดยเฉพาะสาขาวิศวกรรมศาสตร์แขนงต่างๆ เช่น Berlin, Aachen, Kassel, FH Offenburg เป็นต้น เพื่อนๆ สามารถหา

    รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่



    [http://www.daad.de/deutschland/en/2.2.4.html]





    ๗. เรียนต่อปริญญาเอกที่เยอรมันต้องดำเนินการอย่างไร



    สิ่งแรกที่จะต้องทำก่อนที่จะเดินทางมาเยอรมันเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาเอกก็คือหามหาวิทยาลัยที่จะเรียน และหา

    โปรเฟสเซอร์ที่จะเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหรือ Doktorvater (ด๊อกทัวร์ฟาเธอร์) ให้ได้ก่อนค่ะ การเรียนระดับปริญญาเอก

    ของเยอรมันโดยทั่วไปไม่มีการเข้าเรียนแต่จะเป็นการวิจัยและเขียนวิทยานิพนธ์ โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นผู้ดูแล

    ถ้าเราจบปริญญาโทมาจากเมืองไทยแล้วต้องการมาเรียนต่อปริญญาเอกที่เยอรมัน มหาวิทยาลัยที่เยอรมันส่วนมากมัก

    จะไม่ให้เราเป็นนักศึกษาปริญญาเอกทันที แต่จะให้เรียนและสอบบางวิชาก่อน เพื่อให้เรามีความรู้ของเยอรมันใน

    สาขาวิชาที่เราจะทำปริญญาเอกก่อน บางสาขาวิชา เช่น กฎหมาย ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ต้องทำปริญญาโทกันใหม่เลย

    ซึ่งเรื่องนี้จะแตกต่างกันไปในแต่ละสาขาวิชา และแต่ละมหาวิทยาลัย และก็ขึ้นอยู่กับโปรเฟสเซอร์ด้วย



    สำหรับด้านภาษา ถึงแม้ว่าการสอบ DSH จะเป็นเงื่อนไขสำคัญของนักศึกษาต่างชาติในการเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต

    ่สำหรับระดับปริญญาเอกแล้วมีข้อยกเว้นได้ คือ ถ้าเราเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษ โปรเฟสเซอร์ก็จะขอให้เรา

    ไม่ต้องสอบ DSH หรือที่เรียกว่าขอ Befreiung (เบ-ไฟร-อุ้ง) ให้เรา หรือถึงแม้เราจะเขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาเยอรมัน

    แต่ถ้าโปรเฟสเซอร์เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องสอบ DSH จะไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ โปรเฟสเซอร์ก็สามารถขอ

    Befreiung ให้เราได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามโดยปกติแล้วโปรเฟสเซอร์มักจะให้เราเรียนภาษาเยอรมันและลองสอบ

    DSH ดูก่อน เพื่อให้เรามีพื้นภาษาเยอรมันตามสมควรค่ะ







    ๘. การสมัครเรียนมหาวิทยาลัยต้องดำเนินการอย่างไร



    เมื่อเพื่อนๆ ได้ลองหาข้อมูล และพอจะทราบแล้วว่า สาขาวิชาที่เพื่อนๆ อยากเรียน เปิดสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยไหน

    เมืองอะไรบ้าง ที่นี้ก็มาถึงเรื่องการสมัครเรียนค่ะ



    หน่วยงานในมหาวิทยาลัยที่เพื่อนๆ จะต้องติดต่อคือ Akademisches Auslandsamt (อะคาเดมิชเชส เอาสฺ-ลันด์สฺ-อัมทฺ)

    ซึ่งเป็น หน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการรับสมัครเรียนของนักศึกษาต่างชาติโดยเฉพาะ และมีในมหาวิทยาลัยทุก

    แห่ง ไม่ว่าเพื่อนๆ จะสมัครที่มหาวิทยาลัยไหนก็ตามใบสมัครจะต้องถึง Akademisches Auslandsamt ของมหาวิทยาลัย

    นั้นๆ ภายใน



    วันที่ ๑๕ มกราคม สำหรับภาคเทอมฤูดูร้อน (เปิดเทอมเดือนเมษายน) และ

    วันที่ ๑๕ กรกฎาคม สำหรับเทอมฤดูหนาว (เปิดเทอมเดือนตุลาคม)



    สำหรับกรณีหลักสูตรอินเตอร์ช่วงเวลาในการสมัครอาจจะแตกต่างไปจากนี้บ้างค่ะ



    สำหรับใบสมัคร โดยปกติเราสามารถปรินท์ใบสมัครได้จากเว็ปไซท์ของมหาวิทยาลัย ถ้าไม่มีก็สามารถเขียนอีเมล์หรือ

    จดหมายไปขอตามที่อยู่ในเว็บไซท์ สำหรับเรื่องเอกสารหลักฐานประกอบการสมัคร และเอกสารสำหรับการลงทะเบียน

    ที่ต้องเตรียมมาจากเมืองไทย รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย หลักสูตร และระเบียบข้อบังคับต่างๆ เราก็สามารถดู

    ได้จากเว็บไซท์ของมหาวิทยาลัย หรือเขียนไปขอข้อมูลได้เช่นกัน คำแนะนำคือให้เพื่อนๆ สมัครไปหลายๆ ที่เพื่อจะได้

    มีโอกาสและมีตัวเลือกมากขึ้น เมื่อเราส่งใบสมัครและเอกสารหลักฐานที่เขาขอมาไปแล้ว ก็ต้องรอจนกว่าทางมหาวิทยาลัย

    จะตอบรับและส่ง Zulassung มาให้ เมื่อได้ Zulassung ก็เป็นอันว่าเรามีที่เรียนล่ะ



    อย่างไรก็ตาม สำหรับเพื่อนๆ ที่ภาษาเยอรมันยังไม่แข็งและต้องการมาเรียนภาษาที่นี่ก่อน เพื่อนๆ ไม่จำเป็นต้องสมัคร

    เรียนมหาวิทยาลัยตั้งแต่ที่เมืองไทย แต่อาจจะมาสมัครที่เยอรมันระหว่างเรียนภาษาก็ได้ค่ะ ซึ่งหลักฐานการสมัครเรียน

    ภาษาสามารถใช้เป็นหลักฐานในการขอวีซ่าได้เช่นกันค่ะ





    ๙. การสอบภาษา หรือ DSH คืออะไร ต้องเตรียมตัวอย่างไร



    การสอบภาษาเพื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยสำหรับชาวต่างประเทศ หรือการสอบ DSH (เด เอส ฮา) เป็นปราการ

    ด่านแรกที่นักเรียนต่างชาติทุกคนต้องผ่านจึงจะสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้ (ยกเว้นมาเรียนโปรแกรม

    นานาชาติ หรือเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่โปรเฟสเซอร์อนุญาตให้ไม่ต้องเรียนภาษา) DSH เป็นด่านที่โหดหินที่สุด

    ในการเข้ามหาวิทยาลัยสำหรับนักศึกษาต่างชาติ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องบินกลับบ้านเพราะไม่ผ่านด่านนี้



    การสอบ DSH มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้จัดสอบ ๒ ครั้งต่อปี คือเดือนมีนาคม ก่อนเปิดเทอมฤดูร้อน และเดือนกันยายน

    ก่อนเปิดเทอมฤดูหนาว บางแห่งก็อาจจะมีการจัดสอบถี่กว่านั้น มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะออกข้อสอบและจัดการสอบเอง

    ข้อสอบจึงเป็นคนละชุด ไม่เหมือนกัน แต่รูปแบบและวิธีการจะคล้ายคลึงกัน โดยแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือ



    (๑) สอบข้อเขียน (Schriftlich ชฺริฟลิค) ๖๐๐ คะแนน

    (๒) สอบสัมภาษณ์ (Muendlich มุนทฺลิค) ๓๐๐ คะแนน



    ผู้สอบจะต้องสอบข้อเขียนได้คะแนนอย่างน้อยสองในสามหรือ ๔๐๐ คะแนนขึ้นไปจึงจะถือว่าสอบผ่าน และจึงจะมี

    สิทธิสอบสัมภาษณ์ได้ ซึ่งโดยทั่วไปมหาวิทยาลัยจะเปิดโอกาสให้สอบได้อย่างมาก ๓ ครั้งเท่านั้น นอกจากการจัดสอบ

    โดยมหาวิทยาลัยแล้ว สถาบันเกอเต้หลายแห่งก็จัดสอบ DSH ด้วย โดยจัดร่วมกับมหาวิทยาลัย ซึ่งโอกาสผ่านก็สูงกว่า

    การไปสอบกับมหาวิทยาลัย แต่ประเด็นสำคัญคือมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งไม่รับผลสอบ DSH จากเกอเต้ เพราะฉะนั้น

    ถ้าจะสอบกับสถาบันเกอเต้ เราจะต้องสอบถามมหาวิทยาลัยที่เราสมัครด้วยว่ารับผลการสอบจากเกอเต้หรือไม่ค่ะ



    ขอย้ำว่า DSH ไม่ง่ายจริงๆ ต้องอุตสาหะมากๆ ถึงจะสอบได้ แต่ก็ขอให้กำลังใจว่า เท่าที่ผ่านมานักเรียนไทยส่วนใหญ่

    สามารถผ่านการสอบได้ ตัดสินใจดูนะคะ ถ้าจะเลือกมาเรียนเยอรมันต้องเจอด่านนี้ แต่ถ้าขยันและเอาจริง ก็น่าจะ

    สอบได้ สู้ สู้ ค่ะ



    ตัวอย่างข้อสอบ DSH (เว็บไซท์จัดทำโดยนักศึกษามหาวิทยาลัย Clausthal ค่ะ)

    [http://home.tu-clausthal.de/student/gruppen/thai/dsh/dsh.html]







    ๑๐. เรียนต่อที่เยอรมันจำเป็นต้องเรียนภาษาเยอรมันหรือไม่ และควรเรียนแค่ไหน



    การเรียนภาษาเยอรมันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องสอบ DSH ทุกคน และสำหรับนักเรียนที่จบมัธยมปลายจากเมืองไทยที่

    ต้องมาสอบเข้าโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัย (Studienkolleg) สำหรับผู้ที่จะมาเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่โปรเฟสเซอร์อนุญาต

    ให้เขียนวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษและขอยกเว้นการสอบ DSH ให้ความสำคัญของการเรียนภาษาเยอรมันก็จะลดน้อยลง

    ไป อาจจะเหลือเพียงแค่พออ่านตำราภาษาเยอรมันรู้เรื่อง ส่วนหลักสูตรที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ อย่างหลักสูตรปริญญาโท

    นานาชาติ เพื่อนๆ มักเข้าใจกันว่าไม่ต้องเรียนภาษาเยอรมันเลยก็ได้ ข้อนี้อาจจะไม่จริงนัก เพราะในทางปฏิบัติมหาวิทยาลัย

    หลายแห่งยังมีการเรียนการสอนหลายๆ วิชาในหลักสูตรนานาชาติเป็นภาษาเยอรมันอยู่ค่ะ



    ไม่ว่าหลักสูตรที่เราจะมาเรียนต้องใช้ภาษาเยอรมันหรือไม่ และไม่ว่าเราจะมาเรียนอะไรก็ตาม เมื่อเลือกมาเรียนที่ประเทศ

    เยอรมันแล้ว เราก็ควรจะรู้เรื่องความเป็นไปของประเทศเยอรมันที่เรามาเรียนบ้างและติดต่อสื่อสารกับคนเยอรมันได้จริง

    อยู่ที่เราอาจจะใช้ภาษาอังกฤษได้ แต่คนเยอรมันส่วนใหญ่จะไม่พูดภาษาอังกฤษหรือพูดได้ไม่ค่อยดี (เหมือนเวลาคนไทยพูด

    ภาษาอังกฤษน่ะค่ะ) ถ้าไม่รู้ภาษาเยอรมันเลยเราจะมีปัญหาในการติดต่อสื่อสารในชีวิตประจำวันและจะมีปัญหาในการรับรู้ข้อ

    มูลข่าวสารความเป็นไปของประเทศเยอรมัน เพราะไม่สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ภาษาเยอรมันหรือดูโทรทัศน์รู้เรื่อง เพราะฉะ

    นั้น เราจึงน่าที่จะเรียนภาษาเยอรมันบ้างตามสมควรค่ะ



    หลายๆ คนอาจคิดว่าไม่อยากลงทุนเสียเวลาเรียนภาษาเยอรมัน เพราะคิดว่ากลับเมืองไทยไปแล้วคงไม่ได้ใช้ แต่ความจริง

    แล้วการเรียนภาษาเยอรมันเป็นสิ่งที่คุ้มค่า เพราะเมื่อเรามีความรู้ภาษาเยอรมันแล้ว โลกแห่งความรู้อีกโลกหนึ่งจะเปิดขึ้นต่อ

    หน้าเรา และโลกนี้ไม่ใช่ธรรมดา แต่เป็นโลกแห่งความรู้ของประเทศเยอรมัน ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการไม่แพ้

    ใครในโลก เมื่อเรากลับเมืองไทยไปแล้ว เราจะสามารถอ่านตำราและวารสารวิชาการ ตลอดจนข้อมูลข่าวสารอื่นๆ เพื่อถ่ายทอด

    ความรู้จากเยอรมันไปสู่ประเทศไทยได้ต่อเนื่องต่อไป เราจะเป็นผู้ที่เข้าถึงวิชาการความรู้ของเยอรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

    สาขาวิชาของเรา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเราและต่อประเทศของเราในอนาคตเป็นอย่างยิ่งค่ะ







    ๑๑. เรียนภาษาเยอรมันที่ไหนดี



    แน่นอนว่าจะเรียนภาษาต่างประเทศภาษาไหนให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องไปเรียนที่ประเทศนั้น แต่อยากจะแนะนำเพื่อนๆ ให้

    เริ่มเรียนภาษาเยอรมันที่เมืองไทยในระหว่างที่เตรียมตัวเดินทางมาเยอรมันมาบ้าง ซึ่งจะช่วยได้มากตอนมาเรียนที่เยอรมัน

    แล้ว อย่างน้อยก็จะทำให้เราได้พอรู้ว่าภาษาเยอรมันเป็นอย่างไร ยากง่ายแค่ไหน และจะเป็นพื้นให้เราในการเรียนภาษา

    เยอรมันที่ประเทศเยอรมัน สำหรับสถาบันสอนภาษาเยอรมันที่นิยมที่สุดที่เมืองไทย ก็คือสถาบันเกอเต้ ถนนสาทร กรุงเทพฯ



    สำหรับคำถามที่ว่าควรจะเรียนแค่ไหนนั้น ขอแนะนำว่าอย่างน้อยควรจะเรียนชั้น G1 (Grundstufe กรุนชฺตูเฟอ) มาจากเมือง

    ไทย เพื่อให้มีพื้นฐานมาบ้าง ซึ่งสำหรับผู้ที่จะสอบ DSH ก็ยังจะต้องมาใช้เวลาเรียนภาษาที่เยอรมันเพื่อเตรียมตัวสอบอีกอย่าง

    น้อยที่สุด ๖-๘ เดือน สำหรับผู้ที่เรียนไปจนถึงขั้นจบชั้นต้นหรือ Grundstufe และขึ้นชั้นกลางหรือ Mittelstufe (มิทเทอว์ชฺตูเฟอ)

    แล้ว ก็ควรต้องมาเรียนต่อที่เยอรมันอีกสัก ๔ เดือนเพื่อฝึกทักษะในการพูดและการฟัง ซึ่งเราจะไม่ได้มากนักจากการเรียน

    ที่เมืองไทย



    สำหรับการเรียนภาษาเยอรมันที่ประเทศเยอรมัน ขอแนะนำสองสถาบันที่นักเรียนต่างชาตินิยมเรียนกันมากที่สุด คือ

    สถาบันเกอเต้ และ Volkshochschule (โฟล์คฮอคชูเล่อ) และนอกจากนี้หลายๆ มหาวิทยาลัยยังมีคอร์สเรียนภาษาสำหรับ

    นักศึกษาต่างชาติด้วย จึงขอแนะนำมาในที่นี้ด้วยค่ะ



    (๑) สถาบันเกอเต้ (Goethe Institut)

    เป็นสถาบันสอนภาษาเยอรมันที่ได้รับการยอมรับสูงที่สุด มีมาตรฐานการเรียนการสอนในขั้นดี และสภาพแวดล้อมประกอบ

    การเรียนในขั้นดีมาก นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมนอกห้องเรียน ที่เป็นโปรแกรมวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ที่ส่งเสริมการเรียน

    ภาษาได้ดีเยี่ยม ผู้ที่เรียนกับสถาบันเกอเต้สามารถพักกับสถาบันเกอเต้ได้ หรือใช้บริการจัดหาที่พักหรือแฟมิลีของเกอเต้ได้

    แต่แพงกว่าหาที่พักเองมาก นอกจากนั้นยังมีบริการอำนวยความสะดวกต่างๆ การแจ้งเข้าเมืองต่อศาลากลาง การตรวจสุขภาพ

    การประกันสุขภาพ เป็นต้น



    สถาบันเกอเต้กระจายอยู่ในหลายเมืองทั่วเยอรมัน ทั้งเมืองใหญ่ เมืองเล็ก เมืองมหาวิทยาลัย ซึ่งก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

    มาตรฐานในการเรียนการสอนแต่ละแห่งจะไม่ต่างกัน จะแตกต่างกันก็ตรงค่าที่พัก เนื่องจากค่าครองชีพในแต่ละเมืองไม่เท่ากัน

    นอกจากนี้แต่ละแห่งอาจจะเปิดหลักสูตรไม่เหมือนกัน ขึ้นกับจำนวนผู้สมัคร บางแห่งก็ไม่มีหลักสูตรสำหรับสอบ DSH เพราะฉะนั้น

    ควรสอบถามข้อมูลให้ละเอียดก่อนสมัครข้อมูลเพิ่มเติม ในการเลือกเมืองที่จะไปเรียนและการสมัครเรียน ขอแนะนำให้สมัครผ่าน

    สถาบันเกอเต้ที่เมืองไทย จะค่อนข้างสะดวกค่ะ



    ถึงแม้สถาบันเกอเต้จะดีที่สุด แต่มีข้อเสียสำคัญคือค่าเล่าเรียนแพงมาก คอร์สสองเดือนเฉพาะค่าเรียนประมาณ ๑,๕๐๐ ยูโร (หกหมื่นบาท)

    ถ้าต้องเรียนถึง ๖ เดือน ๘ เดือน ก็หมดเงินถึงสองสามแสน ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก



    เว็บไซท์ Goethe Institut

    เยอรมัน [http://www.goethe.de/i/enindex.htm]

    กรุงเทพ [http://www.goethe.de/so/ban/enidex.htm]



    (๒) โฟล์คโฮคชูเล่อ (Volkshochschule)

    โฟล์คโฮคชูเลอ คำนี้ไม่ขอแปลเป็นไทยเพราะยังไม่มีคำแปลที่เป็นที่ยอมรับกัน (แต่มักจะแปลกันว่า โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่

    ถ้าแปลถอดศัพท์ออกมา Volk แปลว่าประชาชน ส่วน Hochschule แปลว่ามหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษา) โฟล์คโฮคชูเลอ

    เป็นสถาบันการศึกษานอกโรงเรียนของเยอรมัน เป็นการศึกษาแบบมุ่งให้ความรู้ประชาชน หรือฝึกทักษะในด้านต่างๆ เช่น

    ภาษา ดนตรี ศิลป งานฝีมือ โดยค่าเล่าเรียนจะค่อนข้างย่อมเยาว์ เพราะเป็นการจัดการศึกษาแบบไม่ได้มุ่งหากำไร

    ที่โฟล์คโฮคชูเลอจะมีคอร์สภาษาเยอรมันสำหรับคนต่างชาติ และมีหลักสูตรเตรียมสอบ DSH ด้วย ทำให้มีนักเรียนต่างชาติที่ทน

    ราคาค่าเรียนของสถาบันเกอเต้ไม่ไหวมาเรียนภาษาเยอรมันที่โฟล์คโฮคชูเลอกันมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะค่าเรียนก็ถูกกว่าสถาบัน

    เกอเต้หลายเท่า คอร์สหกสัปดาห์ประมาณ ๓๕๐ ยูโร ถ้าเป็นนักศึกษาก็ลดเหลือประมาณ ๓๐๐ ยูโร แต่ข้อเสียคือคุณภาพการ

    เรียนการสอน และสภาพแวดล้อมประกอบการเรียนการสอนสู้สถาบันเกอเต้ไม่ได้ และไม่มีโปรแกรมนอกห้องเรียนส่งเสริมการ

    เรียนภาษาเหมือนที่สถาบันเกอเต้ ทั้งไม่มีบริการอำนวยความสะดวกอื่นๆ เหมือนสถาบันเกอเต้ ผู้ที่จะเรียนโฟล์คโฮคชูเลอจึง

    ต้องขนขวายมากกว่า ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ประสิทธิผลเท่าที่ควรนัก



    โฟล์คโฮคชูเลอมีอยู่มากมายในเมืองต่างๆ ทั่วเยอรมัน เพื่อนๆ ที่สนใจอยากเรียน และพออ่านภาษาเยอรมันได้บ้างแล้ว ลองเข้าไป

    หาข้อมูลที่เว็บไซท์ของโฟล์คโฮคชูเลอดูนะคะ



    [http://www.vhs.de]



    อยากเข้าไปดูเว็บไซท์หรืออยากได้ข้อมูลของโฟล์คโฮคชูเลอที่เมืองไหน ก็พิมพ์ชื่อเมืองเข้าไป แล้วก็ START ไม่งั้นก็คลิกที่แผนที่

    เลือกดูรายชื่อเมืองที่มีโฟล์คฮอคชูเลอดูทีละรัฐก็ได้ค่ะ



    (๓) การเรียนคอร์สภาษาที่มหาวิทยาลัย

    มหาวิทยาลัยในเยอรมันส่วนใหญ่จะคอร์สภาษาเยอรมันให้นักศึกษาต่างชาติเพื่อเตรียมสอบ DSH ด้วย ซึ่งเงื่อนไขคือเราจะต้อง

    ได้รับ Zulassung หรือใบตอบรับอนุญาตให้เรียนจากมหาวิทยาลัยนั้นแล้ว โดยมหาวิทยาลัยหลายๆ แห่งจะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้นอีก

    ประการหนึ่งคือ จะต้องสอบ DSH แล้วและได้คะแนนถึงระดับหนึ่งแต่ยังไม่ผ่าน (เช่นที่มหาวิทยาลัย Goettingen นักศึกษาต่าง

    ชาติต้องสอบได้ ๓๐๐ จาก ๖๐๐ คะแนนจึงจะมีสิทธิเรียนคอร์สภาษาในมหาวิทยาลัย) การเรียนภาษาที่มหาวิทยาลัยมีข้อดีคือ

    เราจะสามารถลงทะเบียนเป็นนักศึกษา โดยได้รับสิทธิทุกอย่างเหมือนกับนักศึกษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการมีสิทธิเข้าพัก ในหอพัก

    นักศึกษา หรือเที่ยวกับมหาวิทยาลัยในราคาพิเศษ ได้ตั๋วเทอมสำหรับเดินทางในเมือง ถึงแม้ว่ายังอยู่ในระหว่างการเรียนภาษา

    ก็ตาม และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียค่าเรียนภาษาแต่ประการใด จะเสียก็เพียง Semestergeb?hr หรือ



ความคิดเห็นที่ 2

a (Guest)
26 ส.ค. 2547 20:20
  1. go to http://www.thai-students.de



ความคิดเห็นที่ 6

kamonwan_28858@hotmail.com (Guest)
7 ก.ค. 2557 20:50
  1. ตอบกลับ E-mail หน่อยนะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น