วิชาการดอทคอม ptt logo

การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

โพสต์เมื่อ: 11:16 วันที่ 23 ธ.ค. 2553         ชมแล้ว: 94,901 ตอบแล้ว: 39
วิชาการ >> กระทู้ >> ติดต่อทีมงาน
ลักษณะผลงานที่เผยแพร่ รายงานโครงการพัฒนาคุณธรรมนักเรียน เฉพาะบทคัดย่อ และ บทที่ 5 มีขั้นตอนการนำเข้าเผยแพร่ ในweb site นี้อย่างไร


Jumnong_set@live.com(182.93.193.21)





จำนวน 14 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ธ.ค. 2553 (16:00)

ก่อนอื่น สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ครับ  ไปที่ http://www.vcharkarn.com/vuser/index.php/register สมัครฟรีและไม่ยากครับ
จากนั้นสามารถเผยแพร่ผลงานได้ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/my/add
ผลงานจะถูกแสดงอยู่ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/

ในการเผยแพร่ผลงาน แม้จะเป็นสิทธิของเจ้าของที่จะเลือกเผยแพร่ผลงานเพียงบางส่วน แต่ทางทีมงานอยากให้ เผยแพร่ผลงานฉบับสมบูรณ์ที่มีทั้งบทคัดย่อและเนื้อหาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและต้องการนำไปใช้มากกว่า


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 9 ก.ค. 2555 (21:58)
ขอตัวอย่างการรายงานโครงการเต็มเล่มเรื่องการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
เฉลิมยุทธ/ausnu1@hotmail.com (IP:203.172.199.254)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 15 พ.ย. 2555 (09:41)



จาก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ธ.ค. 2553 (16:00)
1.ก่อนอื่น สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ครับ  ไปที่ http://www.vcharkarn.com/vuser/index.php/register


2.เผยแพร่ผลงานได้ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/my/add


3. ผลงานจะถูกแสดงอยู่ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/

4.ในการเผยแพร่ผลงาน
แม้จะเป็นสิทธิของ
เจ้าของที่จะเลือกเผยแพร่ผลงานเพียงบางส่วน
ต่ทางทีมงานอยากให้
เผยแพร่ผลงานฉบับ
สมบูรณ์ที่มีทั้ง
 - บทคัดย่อและ
 - เนื้อหาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้ที่สนใจและต้องการนำไปใช้มากกว่า


 


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 17 พ.ย. 2555 (11:13)

Up กระทู้


โปรดอ่าน


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 8 เม.ย. 2556 (11:23)
บทคัดย่อ

ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ
จำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ
จังหวัดสมุทรปราการ
ชื่อผู้วิจัย นางไสว งามเจริญ
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร)
เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทศบาล5(วัดกลางวรวิหาร)เทศบาลนครสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 16 คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ One Group Pretest Posttest Design

ผลการวิจัยพบว่า :
1. การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.73/81.17
2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
Nutjikhan_9@hotmail.com (IP:124.122.146.253)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 8 เม.ย. 2556 (20:57)
น้องนัทตกภาษาไทยอีกละ
พี่เอง (IP:58.8.99.66)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 26 พ.ค. 2556 (18:31)
ชื่อรายงาน รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม
ผู้รายงาน นางสาวนฐมล สาดบางเคียน
โรงเรียน โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
กาญจนบุรี เขต1
ปีการศึกษา 2554


บทคัดย่อ


การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ศึกษาความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม 4) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องทศนิยม
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 25 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจงห้องเรียน (Purposive Sampling)
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 11 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 21 แผน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ค่าร้อยละ 2) ค่าเฉลี่ย ( ) 3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) 4) ค่าสถิติทดสอบ t-test

ผลการศึกษา พบว่า
1. ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ(E1) และผลลัพธ์(E2) โดยเฉลี่ย พบว่า มีค่าเท่ากับ 83.00 / 84.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้แสดงว่า ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม ในระดับ มาก
4. ดัชนีประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6676 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.6676 หรือคิดเป็นร้อยละ 66.76
natamon99@hotmail.com (IP:182.93.186.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 15 ก.ค. 2556 (23:37)




ลอง กดที่ชื่อของอาจารย์นิรันดร์ที่กระทู้ต่างๆ เพื่อดูข้อมูลว่าอาจารย์นิรันดร์ แสดงความเห็นอะไรไว้บ้าง กลับปรากฏว่าเป็นลิ้งค์แปลกๆที่ไม่เหมือนเดิมดังรูป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6421 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 2 ธ.ค. 2556 (19:39)
ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า นางวิยะดา ภูสีดิน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ
ชื่อหน่วยงาน โรงเรียนบ้านอุมุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
ปีการศึกษา 2555

บทคัดย่อ

รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อให้คะแนนผลสัมฤทธิ์กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 มีคะแนนสูงขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา
ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอุมุง ปีการศึกษา 2555 รวมทั้งสิ้น 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ คือ เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 8 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 11 แผน 18 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test
ผลการศึกษา พบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพร้อยละ 89.88/85.36 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยุ่ในระดับมาก
wiyada2517@gmail.com (IP:1.1.253.178)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 7 ม.ค. 2557 (22:19)
ชื่อเรื่อง : ผลการใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้ศึกษา : นางจันทร์คำ ยศแก่น
โรงเรียน : อนุบาลตาดควัน
กลุ่มสาระการเรียนรู้ : คณิตศาสตร์
ปีการศึกษา : 2555
***********************************************************
บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลตาดควัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 23 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ(E1/E2) นำเสนอด้วยตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้
1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 23 เล่ม มีประสิทธิภาพรวม (E1/E2) เท่ากับ 86.98/88.64 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 9.64 คิดเป็นร้อยละ 48.81 สำหรับคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด
จันทร์คำ (IP:171.6.103.71)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 6 พ.ค. 2557 (13:16)
ชื่อเรื่องรายงาน รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้รายงาน ปารียา ฟักอินทร์
ปีการศึกษา 2556

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 โรงเรียนวัดวังกุ่ม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบไปด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผลการวิจัยพบว่า
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 85.18/84.02 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01
3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด
pareeya41@gmail.com (IP:1.46.195.91)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 13 พ.ค. 2557 (10:55)


บทคัดย่อ



 



การประเมินโครงการนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านลาดวิถี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2   ด้านสภาพแวดล้อม  ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และผลกระทบของโครงการ โดยศึกษาจากครู  นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ปีการศึกษา 2556  จากกลุ่มตัวอย่าง 194  คน โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model)  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม จำนวน 5  ฉบับ  ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่  ความถี่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ในการวิเคราะห์ข้อมูล   ผลการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านลาดวิถี พบว่า



              1.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อม  ภาพรวม  มีความเหมาะอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นกิจกรรมของโครงการช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาคุณธรรม  จริยธรรมให้ดีขึ้น



                 2.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ด้านปัจจัยนำเข้า  ภาพรวม  มีความพร้อมอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นมีแผนการดำเนินงานตามโครงการอย่างชัดเจน และประเด็นกิจกรรมในโครงการมีความเหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์  มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน



  3.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน   ด้านกระบวนการ  



ภาพรวม  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นกิจกรรมออมสินออมทรัพย์



   4.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ด้านผลผลิต   ประเมินในด้านต่อไปนี้



  4.1  ด้านผลผลิตเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   ภาพรวม



มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นไม่คัดลอก หรือนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง และไม่เอาสิ่งของของคนอื่นมาเป็นของตนเอง



                         4.2  ด้านผลผลิตเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านลาดวิถี ภาพรวม  มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นนักเรียนมีคุณธรรม  จริยธรรม



                5.  ผลกระทบของการดำเนินงานโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนบ้านลาดวิถี  พบว่าโรงเรียน ผู้บริหาร ครู และนักเรียน  ได้รับรางวัล / เกียรติบัตร จากหน่วยงานต่าง ๆ ประจำปี 2555-2556  และโดยรวมนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น



 



 



 



 



 


prayoonsa
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 2 มิ.ย. 2557 (21:11)
ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI
ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า นายอำนาจ เถียนหนู
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนโคกเพชรวิทยาคาร
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3
ปีที่พิมพ์ 2556

บทคัดย่อ

การอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นทักษะที่มีความสำคัญเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้
ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงมีความสนใจในการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ
1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนโคกเพชรวิทยาคาร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เรื่อง 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI จำนวน 20 แผน
3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบ่งออกเป็น 6 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.79, 0.81, 0.76, 0.80, 0.77 และ 0.79 ตามลำดับ
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.33 – 0.93 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าเท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สูตรการหาประสิทธิภาพ E1/E2 และสูตรการหาค่าดัชนีประสิทธิผล ได้ผลการศึกษาค้นคว้า ดังนี้
1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.47/81.60
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI มีค่าเท่ากับ 0.77354 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 77.35
3. ความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรม
การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.07 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ กรอบความรู้ในแบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนเข้าใจยิ่งขึ้น มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.92 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.28 ลำดับที่สอง คือ เมื่อไม่เข้าใจนักเรียนสามารถนำไปฝึกเพิ่มเติมได้ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.86 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.35 และลำดับที่สาม คือ นักเรียนได้เรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและกล้าแสดงออก มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.38
จากผลการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง
การเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาส ให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมทักษะการใช้ภาษา ส่งเสริมกระบวนการคิด การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น ส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีในการเรียนมีความรักในการเรียนวิชาภาษาไทย และนำความรู้ไปใช้ในการเรียนในระดับสูงขึ้น
นายอำนาจ เถียนหนู (IP:101.51.245.19)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 8 ก.ค. 2557 (07:41)
บทคัดย่อ

เรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ
เทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ผู้วิจัย นางสาวณัฐจิกานต์ มาลาสิงห์
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
ระยะเวลาที่ทำการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556

การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1)เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชุด เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 5(วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จำนวน 35 คน นักเรียนชาย 16 คน นักเรียนหญิง 19 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 บทเรียน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ สถิติวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ ค่า t-test ใช้รูปแบบการวิจัยแบบ One Group Pretest Posttest Design

ผลการวิจัย พบว่า :
1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการมีประสิทธิภาพ E1/E2 = 82.85/81.80 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่กำหนดไว้
2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าเท่ากับ .6360 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทำให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63.60
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.350 ในภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ นักเรียนรู้สึกสนุกเมื่อได้เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นักเรียนชอบเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพราะเกี่ยวกับการการเรียนรู้ในวิชาที่เรียนและนักเรียนได้มีโอกาสฝึกทักษะด้านคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดความรู้และมั่นใจ
Nutjikhan_9@hotmail.com (IP:124.120.176.122)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม