การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

ลักษณะผลงานที่เผยแพร่ รายงานโครงการพัฒนาคุณธรรมนักเรียน เฉพาะบทคัดย่อ และ บทที่ 5
มีขั้นตอนการนำเข้าเผยแพร่ ในweb site นี้อย่างไร


ความคิดเห็นที่ 1

Ouroboros
23 ธ.ค. 2553 16:00
  1. ก่อนอื่น สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ครับ  ไปที่ http://www.vcharkarn.com/vuser/index.php/register สมัครฟรีและไม่ยากครับจากนั้นสามารถเผยแพร่ผลงานได้ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/my/add ผลงานจะถูกแสดงอยู่ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/ในการเผยแพร่ผลงาน แม้จะเป็นสิทธิของเจ้าของที่จะเลือกเผยแพร่ผลงานเพียงบางส่วน แต่ทางทีมงานอยากให้ เผยแพร่ผลงานฉบับสมบูรณ์ที่มีทั้งบทคัดย่อและเนื้อหาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและต้องการนำไปใช้มากกว่า


ความคิดเห็นที่ 25

9 ก.ค. 2555 21:58
  1. ขอตัวอย่างการรายงานโครงการเต็มเล่มเรื่องการพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา

ความคิดเห็นที่ 27

NpEd
15 พ.ย. 2555 09:41
  1. จาก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ธ.ค. 2553 (16:00)1.ก่อนอื่น สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ครับ  ไปที่ http://www.vcharkarn.com/vuser/index.php/register

    2.เผยแพร่ผลงานได้ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/my/add

    3. ผลงานจะถูกแสดงอยู่ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/4.ในการเผยแพร่ผลงาน แม้จะเป็นสิทธิของเจ้าของที่จะเลือกเผยแพร่ผลงานเพียงบางส่วนแต่ทางทีมงานอยากให้ เผยแพร่ผลงานฉบับสมบูรณ์ที่มีทั้ง - บทคัดย่อและ - เนื้อหาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ ผู้ที่สนใจและต้องการนำไปใช้มากกว่า

     

     


ความคิดเห็นที่ 28

NpEd
17 พ.ย. 2555 11:13
  1. Up กระทู้

    โปรดอ่าน

     


ความคิดเห็นที่ 29

8 เม.ย. 2556 11:23
  1. บทคัดย่อ ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบ จำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ชื่อผู้วิจัย นางไสว งามเจริญ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนเทศบาล5(วัดกลางวรวิหาร)เทศบาลนครสมุทรปราการจังหวัดสมุทรปราการ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน เป็นชาย 14 คน หญิง 16 คน ที่ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ชุด และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมุติฐานใช้ t-test (Dependent Samples) โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ One Group Pretest Posttest Design ผลการวิจัยพบว่า : 1. การพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.73/81.17 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและการลบจำนวนที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 20 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ความคิดเห็นที่ 30

8 เม.ย. 2556 20:57
  1. น้องนัทตกภาษาไทยอีกละ

ความคิดเห็นที่ 31

26 พ.ค. 2556 18:31
  1. ชื่อรายงาน รายงานผลการใช้และพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม ผู้รายงาน นางสาวนฐมล สาดบางเคียน โรงเรียน โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา กาญจนบุรี เขต1 ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยมกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 2) ศึกษาความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม 4) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์เรื่องทศนิยม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 1 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 จำนวน 25 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจงห้องเรียน (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 11 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 21 แผน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) ค่าร้อยละ 2) ค่าเฉลี่ย ( ) 3) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) 4) ค่าสถิติทดสอบ t-test ผลการศึกษา พบว่า 1. ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการ(E1) และผลลัพธ์(E2) โดยเฉลี่ย พบว่า มีค่าเท่ากับ 83.00 / 84.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้แสดงว่า ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดขุนไทยธาราราม ในระดับ มาก 4. ดัชนีประสิทธิผลของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าเท่ากับ 0.6676 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.6676 หรือคิดเป็นร้อยละ 66.76

ความคิดเห็นที่ 32

แขชนะ
15 ก.ค. 2556 23:37
  1. ลอง กดที่ชื่อของอาจารย์นิรันดร์ที่กระทู้ต่างๆ เพื่อดูข้อมูลว่าอาจารย์นิรันดร์ แสดงความเห็นอะไรไว้บ้าง กลับปรากฏว่าเป็นลิ้งค์แปลกๆที่ไม่เหมือนเดิมดังรูป


ความคิดเห็นที่ 34

2 ธ.ค. 2556 19:39
  1. ชื่อเรื่อง รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า นางวิยะดา ภูสีดิน ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ ชื่อหน่วยงาน โรงเรียนบ้านอุมุง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ปีการศึกษา 2555 บทคัดย่อ รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 2) เพื่อให้คะแนนผลสัมฤทธิ์กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 5 มีคะแนนสูงขึ้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านอุมุง ปีการศึกษา 2555 รวมทั้งสิ้น 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ คือ เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 8 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 11 แผน 18 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test ผลการศึกษา พบว่า 1. เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพร้อยละ 89.88/85.36 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่ตั้งไว้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยุ่ในระดับมาก

ความคิดเห็นที่ 35

7 ม.ค. 2557 22:19
  1. ชื่อเรื่อง : ผลการใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผู้ศึกษา : นางจันทร์คำ ยศแก่น โรงเรียน : อนุบาลตาดควัน กลุ่มสาระการเรียนรู้ : คณิตศาสตร์ ปีการศึกษา : 2555 *********************************************************** บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลตาดควัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 23 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบปรนัย 3 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ(E1/E2) นำเสนอด้วยตารางประกอบการบรรยาย ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ 1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 23 เล่ม มีประสิทธิภาพรวม (E1/E2) เท่ากับ 86.98/88.64 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณ โดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 9.64 คิดเป็นร้อยละ 48.81 สำหรับคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนมีค่าเท่ากับ 17.73 คิดเป็นร้อยละ 88.64 ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการคูณ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 36

6 พ.ค. 2557 13:16
  1. ชื่อเรื่องรายงาน รายงานการพัฒนาแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้รายงาน ปารียา ฟักอินทร์ ปีการศึกษา 2556 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 โรงเรียนวัดวังกุ่ม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบไปด้วย แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 7 เล่ม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 85.18/84.02 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .01 3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 37

prayoonsa
13 พ.ค. 2557 10:55
  1. บทคัดย่อ

     

    การประเมินโครงการนี้  มีวัตถุประสงค์เพื่อโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านลาดวิถี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2   ด้านสภาพแวดล้อม  ด้านปัจจัยนำเข้า  ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต และผลกระทบของโครงการ โดยศึกษาจากครู  นักเรียน  ผู้ปกครองนักเรียน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  ปีการศึกษา 2556  จากกลุ่มตัวอย่าง 194  คน โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP Model)  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม จำนวน 5  ฉบับ  ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่  ความถี่  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ในการวิเคราะห์ข้อมูล   ผลการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านลาดวิถี พบว่า

                  1.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ด้านสภาพแวดล้อม  ภาพรวม  มีความเหมาะอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นกิจกรรมของโครงการช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาคุณธรรม  จริยธรรมให้ดีขึ้น

                     2.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ด้านปัจจัยนำเข้า  ภาพรวม  มีความพร้อมอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นมีแผนการดำเนินงานตามโครงการอย่างชัดเจน และประเด็นกิจกรรมในโครงการมีความเหมาะสมสอดคล้องกับวัตถุประสงค์  มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน

      3.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน   ด้านกระบวนการ  

    ภาพรวม  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นกิจกรรมออมสินออมทรัพย์

       4.  การประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน ด้านผลผลิต   ประเมินในด้านต่อไปนี้

      4.1  ด้านผลผลิตเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ   ภาพรวม

    มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นไม่คัดลอก หรือนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง และไม่เอาสิ่งของของคนอื่นมาเป็นของตนเอง

                             4.2  ด้านผลผลิตเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียน โรงเรียนบ้านลาดวิถี ภาพรวม  มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด  ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือ  ประเด็นนักเรียนมีคุณธรรม  จริยธรรม

                    5.  ผลกระทบของการดำเนินงานโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมของนักเรียนโรงเรียนบ้านลาดวิถี  พบว่าโรงเรียน ผู้บริหาร ครู และนักเรียน  ได้รับรางวัล / เกียรติบัตร จากหน่วยงานต่าง ๆ ประจำปี 2555-2556  และโดยรวมนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น

     

     

     

     

     


ความคิดเห็นที่ 38

2 มิ.ย. 2557 21:11
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI ชื่อผู้ศึกษาค้นคว้า นายอำนาจ เถียนหนู ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนโคกเพชรวิทยาคาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 ปีที่พิมพ์ 2556 บทคัดย่อ การอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นทักษะที่มีความสำคัญเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ดังนั้น ผู้ศึกษาค้นคว้าจึงมีความสนใจในการพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI โดยมีจุดมุ่งหมาย คือ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนโคกเพชรวิทยาคาร อำเภอบำเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 5 เรื่อง 2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI จำนวน 20 แผน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบ่งออกเป็น 6 ฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.79, 0.81, 0.76, 0.80, 0.77 และ 0.79 ตามลำดับ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 15 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.33 – 0.93 และค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าเท่ากับ 0.90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สูตรการหาประสิทธิภาพ E1/E2 และสูตรการหาค่าดัชนีประสิทธิผล ได้ผลการศึกษาค้นคว้า ดังนี้ 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เรื่อง การอ่านเชิงวิเคราะห์ ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.47/81.60 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI มีค่าเท่ากับ 0.77354 ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 77.35 3. ความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.71 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.07 เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ กรอบความรู้ในแบบฝึกทักษะทำให้นักเรียนเข้าใจยิ่งขึ้น มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.92 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.28 ลำดับที่สอง คือ เมื่อไม่เข้าใจนักเรียนสามารถนำไปฝึกเพิ่มเติมได้ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.86 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.35 และลำดับที่สาม คือ นักเรียนได้เรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่มทำให้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและกล้าแสดงออก มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.83 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.38 จากผลการศึกษาค้นคว้าดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือเทคนิค TAI สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนให้สูงขึ้น นอกจากนี้ยังเปิดโอกาส ให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมทักษะการใช้ภาษา ส่งเสริมกระบวนการคิด การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น ส่งผลให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีในการเรียนมีความรักในการเรียนวิชาภาษาไทย และนำความรู้ไปใช้ในการเรียนในระดับสูงขึ้น

ความคิดเห็นที่ 39

8 ก.ค. 2557 07:41
  1. บทคัดย่อ เรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้วิจัย นางสาวณัฐจิกานต์ มาลาสิงห์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระยะเวลาที่ทำการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์ 1)เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชุด เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 5(วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จำนวน 35 คน นักเรียนชาย 16 คน นักเรียนหญิง 19 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเป็นกลุ่ม (Cluster Random Sampling) ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 16 แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 บทเรียน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจำนวน 30 ข้อ สถิติวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ ค่า t-test ใช้รูปแบบการวิจัยแบบ One Group Pretest Posttest Design ผลการวิจัย พบว่า : 1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการมีประสิทธิภาพ E1/E2 = 82.85/81.80 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80 ที่กำหนดไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าเท่ากับ .6360 แสดงว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ทำให้ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63.60 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจเกี่ยวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.350 ในภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด คือ นักเรียนรู้สึกสนุกเมื่อได้เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นักเรียนชอบเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพราะเกี่ยวกับการการเรียนรู้ในวิชาที่เรียนและนักเรียนได้มีโอกาสฝึกทักษะด้านคอมพิวเตอร์ทำให้เกิดความรู้และมั่นใจ

ความคิดเห็นที่ 40

29 ก.ค. 2557 18:04
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุกูลนารี ผู้วิจัย นางสาวธัญญภรณ์ ดีรักษา ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ โรงเรียนอนุกูลนารี อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ สถานที่วิจัย โรงเรียนอนุกูลนารี อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ปีที่วิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 บทคัดย่อ รายงานการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนอนุกูลนารี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียน วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน 4) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3/14 โรงเรียนอนุกูลนารี อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 36 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน จำนวน 10 แผน 2) แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 10 เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 1 ฉบับ จำนวน 40 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน จำนวน 1 ชุด ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ 1. แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เท่ากับ 90.70/83.85 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80 2. ผลการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน รหัสวิชา อ23101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน มีค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนโดยส่วนรวม เท่ากับ 19.74 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.35 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 49.37 ผลการทดสอบหลังเรียนพบว่า คะแนนเฉลี่ยโดยส่วนรวมเท่ากับ 33.54 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.76 คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 83.85 เมื่อพิจารณาความก้าวหน้าทางการเรียน พบว่าโดยส่วนรวมนักเรียน มีความก้าวหน้าทางการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 13.80 และค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียนโดยรวมเท่ากับ 90.70 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.26 คะแนนเฉลี่ย คิดเป็นร้อยละ 90.70 3. ผลการเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน พบว่า ค่าคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ค่าดัชนีประสิทธิผลการเรียนรู้ของการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ 0.7430 แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 74.30 5. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการเขียน โดยส่วนรวมอยู่ในระดับพอใจมากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 41

CB25202557
30 ก.ค. 2557 08:50
  1. การพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้แผนภาพความคิด

    ผู้เสนอผลงาน  นางจันทร์จิรา   บุญมี   โรงเรียนบ้านทุ่งนาวิทยา   สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42

    1. ความสำคัญของนวัตกรรม/วิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ปัจจุบันเป็นยุคที่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและเตรียมพลเมืองให้สามารถแข่งขันกับประชาคมโลกได้นั้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สามารถเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายดังกล่าว นั่นก็คือการพัฒนาคุณภาพของคนในชาติ ซึ่งการศึกษาจะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคนในชาติให้มีศักยภาพมากขึ้น (อธิมา   ธีระวัฒนศิริกุล, 2547, น.1) เป็นที่ทราบกันดีว่าสารสนเทศที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างมหาศาลในประเทศ ส่วนใหญ่สื่อ ผ่านทางภาษาอังกฤษแทบทั้งสิ้น รัฐบาลจึงได้ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาคุณภาพ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนไทยมีความสามารถทางภาษาอังกฤษในระดับที่สามารถ ติดต่อสื่อสารได้ โดยสามารถรับและส่งสาร มีความรู้ ความเข้าใจสารสนเทศต่างๆ เป็นอย่างดี กล่าวคือรู้พอที่จะเลือกสรรสารสนเทศต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ก่อให้เกิดประโยชน์แก่การพัฒนา ความรู้ความคิดของตนในบริบทโลกได้ อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในที่สุด (กระทรวงศึกษาธิการ, 2539: 1-2) การจัดการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศจึงควรมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะภาษาด้านการสื่อสาร เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำภาษาไปใช้ได้ในชีวิตจริง เป็นพื้นฐานในการพัฒนาและเปิดโลกทัศน์ของตนเอง สามารถนำภาษาไปใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ การประกอบอาชีพ รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนและโลกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการอ่าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างยิ่งในการแสวงหาความรู้ซึ่งผ่านทางการอ่านเป็นสำคัญ ดังนั้นการพัฒนาทักษะการอ่านเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในสภาพปัจจุบันจากการรายงานผลการทดสอบระดับชาติทั้งในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3และ6 พบว่ามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการพัฒนาทักษะการอ่านเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อน ทั้งนี้เพราะการอ่านเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ทักษะกระบวนการคิด เนื่องจากผู้อ่านจะต้องใช้ความสามารถที่จะทำความเข้าใจตีความ และสร้างภาพในใจจากสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อความหมายให้ตรงกับจุดประสงค์และเหตุผลของผู้เขียนที่แสดงออกมาทางข้อความ ซึ่งไม่ใช่แค่การอ่านด้วยภาพที่เห็นเท่านั้น (จิราภรณ์   เกตุแก้ว, 2549, น.3) ซึ่งวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจในการฝึกทักษะการอ่านและทักษะกระบวนการคิดก็คือ การใช้แผนภาพความคิดช่วยในการอ่าน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างใจความหลัก และใจความรอง  ช่วยทำให้มองเห็นความสำคัญระหว่างคำต่าง ๆที่เกี่ยวพันอย่างมีขั้นตอน และยังแสดงให้เห็นถึงการจัดเรียงลำดับและจำแนกความคิดในบทอ่านที่เชื่อมโยงกัน (Sinatra et al, 1984, p. 22) ทำให้ผู้อ่านสามารถดึงความรู้เดิมที่มีต่อบทอ่าน นำข้อมูลที่ได้นั้นมาช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในบทอ่านได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ผู้เรียนเป็นนักอ่านเชิงรุกอีกด้วย และจากการศึกษาวิจัยพบว่าแผนภาพลำดับความคิดเป็นวิธีการสอนอ่านที่มีประสิทธิภาพ เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาทางด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจของผู้เรียนได้อีกด้วย (Flood and Lapp, 1988,p. 780) ดังนั้นผู้รายงานจึงมีแนวคิดในการนำแผนภาพความคิด มาทดลองพัฒนาทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจ  ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของผู้เรียน อันจะสอดคล้องกับการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 

    2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน 2.1 เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพความคิดที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 2.2 เพื่อเปรียบเทียบคะแนนความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด 2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด

    3. ขั้นตอนการดำเนินงาน การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง  โดยดำเนินงานตามขั้นตอนต่อไปนี้

    กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนบ้านทุ่งนาวิทยา ปีการศึกษา 2/2556  จำนวน 28 คน ซึ่งกำลังเรียนรายวิชา อ23102 ซึ่งได้มาโดยวิธีเจาะจง

    เครื่องมือที่ใช้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้การสอนอ่านโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพความคิด จำแนก ตามโครงสร้างของข้อเขียน 5 ประเภท คือ ข้อเขียนเชิงบรรยาย ข้อเขียนเชิงให้ลำดับรายการ ข้อเขียนเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ ข้อเขียนเชิงปัญหาและทางแก้ และข้อเขียนเชิงเปรียบเทียบ 2. แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพความคิด จำแนกตามโครงสร้างของข้อเขียน 5 ประเภท รวมจำนวน 5 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยบทอ่าน 3 เรื่อง 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาอังกฤษเป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียน มีลักษณะเป็นแบบอัตนัย จำนวน 1 ชุด แบ่งเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ให้นักเรียนสร้างแผนภาพลำดับความคิดให้สอดคล้องกับบทอ่านที่ กำหนดให้            ตอนที่ 2 ให้นักเรียนเขียนสรุปความจากแผนภาพลำดับความคิดที่กำหนดให้

    วิธีการสร้างเครื่องมือ การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้  ดำเนินการดังต่อไปนี้   1. ศึกษามาตรฐานการจัดการเรียนรู้  ตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคำอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษ (อ23102) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้   2. พิจารณาเนื้อหา โดยจำแนกตามโครงสร้างของข้อเขียน 5 ประเภท คือ ข้อเขียนเชิงบรรยาย ข้อเขียนเชิงให้ลำดับรายการ ข้อเขียนเชิงสาเหตุและผลลัพธ์ ข้อเขียนเชิงปัญหาและทางแก้ และข้อเขียนเชิงเปรียบเทียบ   3. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ โดยผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากผู้เชี่ยวชาญ การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพความคิด  ดำเนินการดังต่อไปนี้   1. ศึกษามาตรฐานการจัดการเรียนรู้  ตัวชี้วัดมาตรฐานการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคำอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษ (อ23102) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้   2. จัดทำแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพความคิดจำนวน 5 ชุด จำแนกตามโครงสร้างของข้อเขียนทั้ง 5 ประเภท แต่ละชุดประกอบด้วยบทอ่าน 3 เรื่องโดยใช้หลักการสร้างแผนภาพความคิดและการเขียนสรุปความจากแผนภาพความคิด  ดังนี้   3. สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ โดยผ่านการพิจารณาความเหมาะสม จากผู้เชี่ยวชาญ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาอังกฤษ 1. ศึกษาสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ)ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคำอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษ(อ23102)  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นแนวทางในการคัดเลือกเนื้อหาที่ใช้สร้างแบบทดสอบ

    2. กำหนดเนื้อหาและวัตถุประสงค์ในการทดสอบให้สอดคล้องกับการสอนอ่าน ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพลำดับความคิด 3. สร้างแบบทดสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้าง แผนภาพความคิดแบบอัตนัย จำนวน 1 ชุด โดยผ่านการพิจารณาความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด   1. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด   ซึ่งมีลักษณะเป็นตัวเลือก 5 ระดับ  โดยผ่านการพิจารณาความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ

    การดำเนินการ ขั้นเตรียมการ 1. กำหนดตารางเรียนในการเก็บรวบรวมข้อมูล รายวิชา อ23102 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2 ชั่วโมง / สัปดาห์ ขั้นทดลองสอน 1. ชี้แจงวัตถุประสงค์และขอความร่วมมือในการดำเนินการสอนแก่นักเรียน กลุ่มตัวอย่าง 2. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไป ทดสอบก่อนเรียนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เวลาทำการทดสอบ 1 ชั่วโมง และนำไปตรวจให้คะแนน 3. ดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นและให้นักเรียนกลุ่ม ตัวอย่างทำแบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพลำดับความคิดจนครบ 5 ชุด รวมทั้งสิ้นซึ่งในการดำเนินการสอนอ่านโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพลำดับความคิดมีขั้นตอน ในการดำเนินการ ดังนี้ 3.1 กำหนดจุดมุ่งหมายในการอ่านเพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนอ่านเรื่อง ที่กำหนดให้ด้วยความตั้งใจและทำให้ทราบเป้ามายที่แท้จริงในการอ่านบทอ่านแต่ละเรื่อง 3.2 ครูใช้คำถามนำเพื่อสำรวจความรู้เดิมหรือประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่อง ที่ จะอ่าน ซึ่งครูและนักเรียนร่วมกันสร้างเป็นแผนภาพความคิดก่อนการอ่านลงบนกระดาน โดยครูจะนำเสนอรูปแบบของแผนภาพลำดับความคิดที่มีหลากหลายลักษณะ เพื่อให้นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของการสร้างแผนภาพลำดับความคิดในเบื้องต้น หลังจากนั้นครูสอนโครงสร้างความรู้ที่จำเป็นและคำศัพท์ใหม่ที่นักเรียนจะเจอในบทอ่าน 3.3 นักเรียนอ่านเรื่องเพื่อหาความรู้เพิ่มเติมจากบทอ่านที่กำหนดให้ 3.4 นักเรียนนำความรู้ใหม่ที่ได้รับจากเรื่องที่อ่าน เรียบเรียงและเติมลงใน แผนภาพลำดับความคิดที่ยังไม่สมบูรณ์ ครูให้คำแนะนำพร้อมทั้งจัดเรียงแผนภาพลำดับความคิดให้ ถูกต้องและสอดคล้องกับโครงสร้างของข้อเขียน 3.5 นักเรียนร่วมกันอภิปรายแผนภาพลำดับความคิดที่สร้างขึ้นและสรุป เรื่องราวที่อ่านทั้งหมดจากแผนภาพลำดับความคิดลงในชิ้นงาน 3.6 หลังจากที่ครูและนักเรียนร่วมกันฝึกทักษะการอ่านโดยใช้วิธีการสร้าง แผนภาพความคิดในบทอ่านเรื่องแรกของแต่ละชุดพร้อมกัน เปิดโอกาสให้นักเรียน พัฒนาการอ่านโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพลำดับความคิดเป็นกลุ่ม เพื่อให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนและเพิ่มความมั่นใจในการพัฒนาการอ่านโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพ ลำดับความคิดให้มากยิ่งขึ้น สำหรับบทอ่านต่อไปจะให้นักเรียนฝึกทักษะการอ่านโดยใช้วิธีการสร้าง แผนภาพลำดับความคิดตัวตนเอง 3.7 ตรวจให้คะแนนผลงานตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ หลังการทดลองสอน 1. นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกันกับที่ใช้ ทดสอบก่อนเรียนและนำไปตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. นำผลที่ได้จากแบบทดสอบมาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อเปรียบเทียบ ความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียน   3. ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด โดยให้นักเรียนตอบแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด

    การวิเคราะห์ข้อมูล 1. ในการหาประสิทธิภาพของแบบฝึก ผู้วิจัยได้นำคะแนนรวมจากการทำแบบฝึกทักษะ การอ่าน รวมทั้งสิ้น 5 ชุด และคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนมาหาประสิทธิภาพ ของแบบฝึกตามเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 (ชัยยงค์, 2521: 78) 2. หลังจากหาค่าเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 ของทั้ง 5 ชุดดังกล่าวแล้ว นำผลที่ได้ทั้งหมด มาหาค่าเฉลี่ยและค่าร้อยละ 3. ในการเปรียบเทียบหาความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียน โดยใช้ t-test (Ferguson ,1981) 4. วิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด  โดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน

    4. ผลการดำเนินงาน/ประโยชน์ที่ได้รับ ผลการดำเนินงาน   ผลการดำเนินงานครั้งนี้พบว่า แบบฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพความคิดที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 75.97/70.45 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 ที่กำหนดไว้ และผลการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถสรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนสูงขึ้นหลังจากที่ได้รับการฝึกทักษะการอ่านโดยใช้แผนภาพความคิด แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะการอ่านที่สร้างขึ้น  สามารถช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการอ่านเพิ่มขึ้นจริง และพบว่าการสอนอ่านโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด  ทำให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างเกิดความพึงพอใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพราะการสร้างแผนภาพลำดับความคิดช่วยให้เข้าใจเนื้อหาและจดจำได้ง่ายขึ้น ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้ทราบผลของการใช้แผนภาพลำดับความคิดในการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2. นักเรียนสามารถนำความรู้เกี่ยวกับการสร้างองค์ความรู้โดยใช้แผนภาพความคิด ไปประยุกต์ใช้กับวิชาต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพในการเรียนรู้ในภาพรวมให้สูงขึ้น 3. เป็นแนวทางในการสอนอ่านภาษาอังกฤษในระดับชั้นอื่นๆ และใช้เป็นแนวคิดในการสอนอ่านภาษาอื่นๆ ต่อไป 4. นักเรียนมีผลการทดสอบระดับชาติในรายวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับ ปีการศึกษาที่แล้ว    5. ปัจจัยความสำเร็จ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการดำเนินการ  ได้แก่  ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน  ดังนี้ 5.1 ปัจจัยภายนอก  ได้แก่   1) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 42 ส่งเสริมให้มีการพัฒนาด้านทักษะทางภาษาต่างประเทศโดยการกำหนดจุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนในสังกัด   2) นโยบายการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่อาเซียน

    5.2 ปัจจัยภายใน  ได้แก่   1) ครูผู้สอนรายวิชา อ23102 มีความรู้ความสามารถในการสร้างแผนภาพความคิด  จากการเข้ารับการอบรมและจัดทำผลงานนำเสนอในโอกาสที่เกี่ยวข้อง   2) ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษ และกระบวนการคิด  จึงให้การสนับสนุนมาโดยตลอด   3) นักเรียนมีความสนใจใฝ่รู้ใฝ่เรียน  ให้ความร่วมมือและมีความพร้อมที่จะเรียนรู้

    6. บทเรียนที่ได้รับ ข้อสรุป   จากการดำเนินงานพบว่า นักเรียนมีความสามารถด้านทักษะการอ่านเพิ่มขึ้นจริง และพบว่าการสอนอ่านโดยวิธีการสร้างแผนภาพความคิด  ทำให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างเกิดความพึงพอใจในการอ่านภาษาอังกฤษเพราะการสร้างแผนภาพลำดับความคิดช่วยให้เข้าใจเนื้อหาและจดจำได้ง่ายขึ้น ข้อเสนอแนะ   1. ครูผู้สอนควรมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับหลักการและวิธีการสร้างแผนภาพความคิด และมีการวางแผนและเตรียมการสอนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถเข้าใจขั้นตอนต่างๆ และดำเนินกิจกรรมได้อย่างราบรื่น 2. การเลือกบทอ่านควรคำนึงถึงโครงสร้างของข้อเขียน ควรเลือกบทอ่านที่มี โครงสร้างของข้อเขียนไม่ซับซ้อน และมีเนื้อหาเหมาะสมกับความรู้เดิมและความสนใจของผู้เรียน 3. ควรมีสื่อหรืออุปกรณ์ที่อำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนอย่างเพียงพอ 4. ครูผู้สอนควรชี้ให้ผู้เรียนเห็นถึงความสำคัญของแผนภาพลำดับความคิดและควร ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำวิธีการสร้างแผนภาพลำดับความคิดไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 5. ครูผู้สอนสามารถนำแผนภาพลำดับความคิดไปประยุกต์ใช้ในการสอนทักษะทาง ภาษาอื่นๆ ได้ ตัวอย่างเช่น ข้อควรระวัง   1. ในการทดสอบก่อนเรียนควรใช้แบบทดสอบเพื่อวัดความเข้าใจในการอ่าน ภาษาอังกฤษแทนการทดสอบการอ่านโดยใช้วิธีการสร้างแผนภาพลำดับความคิด เพื่อให้ได้ทราบ ถึงความสามารถด้านการอ่านที่แท้จริงของนักเรียนก่อนการทดลองสอนและหลังการทดสอบ หลังเรียน     2. การจัดกลุ่มในการทำกิจกรรมการสร้างแผนภาพลำดับความคิด  ไม่ควรเป็นกลุ่มใหญ่จนเกินไป และควรเป็นแบบคละความสามารถ เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสช่วยเหลือในการเรียนซึ่งกันและกัน  


ความคิดเห็นที่ 42

ครู...ชิต
3 ส.ค. 2557 10:28
  1. ขอบคุณ เว็บไซต์วิชาการ.คอม ที่ให้โอกาสวันนี้ 3 สิงหาคม 2557 ให้ google ค้นหาชื่อตัวเอง เพียงพิมพ์ ชิตณ ก็จะปรากฏชื่อ ชิตณรงค์ ขดภูเขียว ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง ของชื่อ ชิตณรงค์ ที่เป็นดังนี้เพราะผมเป็น Vteam สมาชิกของเว็บไซต์วิชาการ.คอม http://www.vcharkarn.com/ ที่เขียนบทความ blog และแบ่งปันความรู้ ผ่านเว็บไซต์นี้มาร่วม 10 ปีครับGoogle : https://www.google.co.th/?gws_rd=cr%2Cssl&ei=iajdU_a3DZWVuAT9oYGgDAแท็บใหม่ : http://start.pcfaster.com/newtab/th/C/?tn=GSE_THPSpcfastermini_1it5cd8x                 [[268735]]

ความคิดเห็นที่ 43

23 ส.ค. 2557 12:25
  1. บทคัดย่อ เรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้วิจัย นางสาวณัฐจิกานต์ มาลาสิงห์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระยะเวลาที่ทำการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์1)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า โดยใช้ ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัย พบว่า : 1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีประสิทธิภาพ 81.89/80.83 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าเท่ากับ .6360 3.นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้อนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 44

23 ส.ค. 2557 12:44
  1. บทคัดย่อ เรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ เทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ผู้วิจัย นางสาวณัฐจิกานต์ มาลาสิงห์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ หน่วยงานที่สังกัด โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ระยะเวลาที่ทำการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์1)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ หลังเรียน 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า โดยใช้ ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ผลการวิจัย พบว่า : 1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีประสิทธิภาพ 81.89/80.83 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าเท่ากับ .6360 3.นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้อนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 45

25 ส.ค. 2557 23:54
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโซกเปือย จังหวัดสุโขทัย ผู้ศึกษา นางระเบียบ ทาริยะชัย โรงเรียน บ้านโซกเปือย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ปีการศึกษา 2556 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะภาษาของนักเรียน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโซกเปือย สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในปีการศึกษา 2556 ภาคเรียนที่ 1 จำนวน 11 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 8 ชุด และแบบประเมินการพัฒนาทักษะภาษา จำนวน 4 ข้อ วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน จากคะแนนแบบประเมินการพัฒนาทักษะภาษาของนักเรียน และทดสอบ ความมีนัยสำคัญของความแตกต่างระหว่างคะแนนที่ได้จากการประเมินการพัฒนาทักษะภาษาก่อนและ หลังเรียนด้วยสถิติทดสอบที แบบไม่อิสระต่อกัน (t-test for dependent sampled) ผลการศึกษาพบว่า 1. ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 84.35/82.41 2. ผลการเปรียบเทียบทักษะภาษาก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษา สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 พบว่าก่อนใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษามีค่าเฉลี่ย 6.09 หลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษามีค่าเฉลี่ย 10.09 และค่าคะแนนเฉลี่ยหลังใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษาสูงกว่า ค่าเฉลี่ยก่อนใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะภาษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

ความคิดเห็นที่ 46

nutjikhan
29 ส.ค. 2557 06:38
  1.  

    บทคัดย่อ

     

    เรื่อง                       การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและ

    เทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ

    ผู้วิจัย                      นางสาวณัฐจิกานต์  มาลาสิงห์

    ตำแหน่ง                ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ

    หน่วยงานที่สังกัด  โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ

       จังหวัดสมุทรปราการ

    ระยะเวลาที่ทำการวิจัย    ภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2556

     

                        การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์1)เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและ          หลังเรียน 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5             (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 3/1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย ใช้เวลาในการทดลอง 16 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แผนการจัดการเรียนรู้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียน ด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าเฉลี่ย ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ค่า t-test Dependent วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป

     

                ผลการวิจัย พบว่า :

                                                    1.บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี  เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีประสิทธิภาพ  81.89/81.83  สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้

                                    2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีค่าเท่ากับ 0.6107

                                        3.นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  

                                   4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้       การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเทศบาล 5          (วัดกลางวรวิหาร) เทศบาลนครสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า ทุกข้อนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด

     


ความคิดเห็นที่ 47

1 ก.ย. 2557 23:05
  1. ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้รายงาน : นางปาณิศา ช่วงประยูร โรงเรียนเทศบาลวัดแค อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปีที่ศึกษา : 2556 บทคัดย่อ การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำและพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่องมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 หาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่องมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่องมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่องมาตราตัวสะกด ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3โรงเรียนเทศบาลวัดแค ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2556จำนวน 10 คน เนื้อหาที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง มาตราตัวสะกด เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ จากการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ผลการศึกษา พบว่า 1.ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่จัดทำขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.50/82.33 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่องมาตราตัวสะกด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 0.6267 แสดงว่านักเรียน มีความก้าวหน้า คิดเป็นร้อยละ 62.67 3.การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้คะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 52.67 และได้คะแนนทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 82.33 ซึ่งมีคะแนนพัฒนาการทางการเรียนในระดับที่สูงขึ้นจากเดิม ร้อยละ 29.67 4. การวิเคราะห์หาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำ เรื่อง มาตราตัวสะกด มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด

ความคิดเห็นที่ 48

1 ก.ย. 2557 23:40
  1. ชื่อเรื่อง : รายงานการใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้รายงาน : นางเปรมิกา พันธ์ทวี โรงเรียนเทศบาลวัดแค อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปีที่ศึกษา : 2556 บทคัดย่อ รายงานการใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดแค ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อจัดทำและพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องชนิดของคำ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาและทดลองครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดแค ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2556 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกทักษะภาษาไทย แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ จากการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ผลการศึกษา พบว่า 1. แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดทำขึ้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.10/82.05 ซึ่ง สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 0.6500 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้า คิดเป็นร้อยละ 65.00 3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้คะแนนจากการทดสอบก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 48.72 และได้คะแนนทดสอบหลังเรียน คิดเป็น ร้อยละ 82.05 ซึ่งมีคะแนนพัฒนาการทางการเรียนในระดับที่สูงขึ้นจากเดิม ร้อยละ 33.33 4. การวิเคราะห์หาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดของคำ มีความพึงพอใจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น