การเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

ลักษณะผลงานที่เผยแพร่ รายงานโครงการพัฒนาคุณธรรมนักเรียน เฉพาะบทคัดย่อ และ บทที่ 5
มีขั้นตอนการนำเข้าเผยแพร่ ในweb site นี้อย่างไร



ความคิดเห็นที่ 1

Ouroboros
23 ธ.ค. 2553 16:00
  1. ก่อนอื่น สมัครสมาชิก วิชาการ.คอม ครับ  ไปที่ http://www.vcharkarn.com/vuser/index.php/register สมัครฟรีและไม่ยากครับ
    จากนั้นสามารถเผยแพร่ผลงานได้ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/my/add
    ผลงานจะถูกแสดงอยู่ที่ http://www.vcharkarn.com/journal/

    ในการเผยแพร่ผลงาน แม้จะเป็นสิทธิของเจ้าของที่จะเลือกเผยแพร่ผลงานเพียงบางส่วน แต่ทางทีมงานอยากให้ เผยแพร่ผลงานฉบับสมบูรณ์ที่มีทั้งบทคัดย่อและเนื้อหาซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจและต้องการนำไปใช้มากกว่า




ความคิดเห็นที่ 8

6 พ.ย. 2554 22:23
  1. ชื่อรายงาน ผลการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ชื่อผู้ศึกษา นางสาวพิมพา มะโนเรือง หน่วยงาน โรงเรียนบ้านโป่งน้ำตก ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ จุดมุ่งหมายการศึกษาในครั้งนี้เพื่อศึกษาระดับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ โดยจำแนกรายด้าน ดังนี้ ด้านมิติสัมพันธ์ และด้านการเรียนรู้ค่าจำนวน 1 – 10 เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และเพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์สำหรับเด็กปฐมวัย ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการจัดการศึกษา คือ เด็กปฐมวัย ชาย – หญิง อายุระหว่าง 4 – 5 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 ของโรงเรียนบ้านโป่งน้ำตก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 12 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบทดสอบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 2 ชุด ๆ ละ 15 ข้อ แบบฝึกทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 2 ชุด ๆ ละ 10 ข้อและแผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ จำนวน 30 แผน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า ระดับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยหลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในภาพรวมมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับมากที่สุดโดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 24.00 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านมิติสัมพันธ์มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 12.42 และด้านการรู้ค่าจำนวน 1 – 10 มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 11.58 อยู่ในระดับมากที่สุด ทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยในภาพรวม หลังจากที่ได้รับการจัดศิลปะสร้างสรรค์ พบว่าเด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงขึ้น มีค่าผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 9.69 คะแนน สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า หลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เด็กปฐมวัยมีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ ด้านมิติสัมพันธ์สูงขึ้น มีค่าผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.79 และด้านการรู้ค่าจำนวน 1 – 10 มีค่าผลต่างคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.90 ทุกด้านสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.83/89.72 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 แสดงว่า แผนการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพจริงสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ได้



ความคิดเห็นที่ 2

5 เม.ย. 2554 22:15
  1. ชื่อเรื่องรายงาน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่5 ชื่อผู้เขียน นางรัตตนาพร แสงแจ่ม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดท่าข้าม ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดท่าข้าม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 6 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง (Purposive random Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมิน ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ค่า t-test ( Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ได้เท่ากับ 92.26/89.44 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับ



ความคิดเห็นที่ 3

5 เม.ย. 2554 22:18
  1. ชื่อเรื่องรายงาน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะ คณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ชื่อผู้เขียน นางรัตตนาพร แสงแจ่ม ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โรงเรียนวัดท่าข้าม ปีการศึกษา 2552 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนวัดท่าข้าม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลพบุรี เขต 1 จำนวน 6 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง (Purposive random Sampling ) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมิน ความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ค่า t-test ( Dependent Samples) ผลการศึกษาพบว่า 1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ ได้เท่ากับ 92.26/89.44 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนวัดท่าข้าม ที่มีต่อแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ ชุด สนุกคิดพิชิตเศษส่วน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 4

8 ก.ค. 2554 10:19
  1. บทคัดย่อ ชื่อเรื่องวิจัย สภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการ ตามทัศนะของครูปฏิบัติการสอน โรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง อำเภอเมืองนครนายก ชื่อผู้วิจัย นายถาวร กันยาพรกุล ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการ วุฒิการศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยรามคำแหง สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง อำเภอเมืองนครนายก การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง ตามทัศนะของครูปฏิบัติการสอนในปีการศึกษา 2552 ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 76 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความถี่และค่าร้อยละ ประมลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ครูปฏิบัติการสอน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง อำเภอเมืองนครนายก โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการบริหารหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลเปรียบเทียบสภาพการบริหารงานวิชาการ ตามทัศนะของครูปฏิบัติการสอน โรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง อำเภอเมืองนครนายก จำแนกตาม เพศ อายุ วุฒิการศึกษาสูงสุด และประสบการณ์ทำงาน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการ ทั้งภาพรวมและรายด้าน ไม่แตกต่างกัน 3. ผลการศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการตามทัศนะของครูปฏิบัติการสอน โรงเรียนเทศบาล 1 วัดศรีเมือง อำเภอเมืองนครนายก ได้แสดงความคิดเห็นต่อปัญหาและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการ ไว้ดังนี้ ด้านการบริหารหลักสูตร พบว่า ครูยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ต้องการให้มีการอธิบาย การกำหนดตัวชี้วัด น้ำหนักคะแนนแต่ละตัวชี้วัด และวิธีการวัดผล ประเมินผลของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ให้ชัดเจนเพื่อให้เป็นมาตรฐานในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนและการวัดผล ประเมินผล นอกจากนี้ ผู้บริหารสถานศึกษาควรจัดให้มีการอบรม การจัดเตรียมหลักสูตรสถานศึกษาและเอกสารหลักสูตรให้เพียงพอต่อความต้องการของครู เพื่อให้ครูได้นำมาศึกษา ทำความเข้าใจ มีการติดตามประเมินผลการใช้หลักสูตรอย่างจริงจัง และควรมีการปรับปรุงหลักสูตรท้องถิ่นใหม่ ให้สอดคล้องกับสภาพของชุมชน วิสัยทัศน์ และพันธกิจของสถานศึกษา ด้านการเรียนการสอน พบว่า ครูนำเวลาในการเรียนการสอนไปใช้ในภารกิจส่วนตัว กรณีครูไม่ใช้แผนการสอน สอนตามความพึงพอใจ ขาดการวางแผนการจัดกิจกรรม ไม่พัฒนาวิธีการสอนใช้วิธีการสอนแบบเก่า ๆ นักเรียนมีปัญหาด้านความประพฤติ และการปฏิบัติตน ให้ความสนใจต่อการเรียนน้อยลง ไม่รับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย ชอบการเล่นมากกว่าการศึกษาเล่าเรียน ผู้บริหารสถานศึกษาควรสร้างความตระหนักแก่ครูและนักเรียนในภาระหน้าที่ ความรับผิดชอบของแต่ละคน มีมาตรการ ข้อตกลง หรือระเบียบปฏิบัติให้ชัดเจน ครูมีการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่นักเรียน โดยผู้ปกครองและนักเรียนควรมีส่วนในการร่วมกันแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาควรเน้นการอ่าน เขียน และคิดเลขให้มาก ควรจัดกิจกรรมนอกห้องเรียนให้น้อยลง ส่วนครูมีภาระงานด้านธุรการอื่นๆ มาก มีเวลาในการเตรียมการสอนน้อย การจัดครูเข้าสอนไม่ตรงตามวิชาเอก ขาดครูที่มีความรู้ ความสามารถ เฉพาะด้าน ผู้บริหารควรสถานศึกษาควรจัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง และขอจัดสรรอัตรากำลังหรือรับโอน(ย้าย)ตามวิชาเอกที่ขาดแคลน ด้านการวัด และประเมินผล พบว่า ครูใช้วิธีการวัดผล ประเมินผลเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หรือวิธีการเดียวคือปรนัย (แบบตัวเลือก) ส่วนอัตนัย (แบบเขียนบรรยาย) มีน้อย หรือไม่มี การวัดผล ประเมินผลระหว่างภาคเรียน มีเฉพาะปลายภาคเรียน ซึ่งแสดงว่าครูยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการวัด ประเมินผลตามรูปแบบหลักสูตรใหม่ ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรจัดให้มีการอบรมเรื่องการวัด ประเมินผลตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ด้านการวิจัยและพัฒนา พบว่า ครูมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานวิจัยน้อย ไม่มีตัวอย่างงานวิจัยให้แก่ครูดูเป็นตัวอย่าง และไม่มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่ครูได้ทำแล้วให้ครูคนอื่นได้ทราบ ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรจัดให้มีการอบรมครูเรื่องการวิจัยอย่างต่อเนื่อง มีการให้ปฏิบัติจริงขณะอบรม มีการติดตามผลงานการวิจัย มีการชี้แนะตรวจสอบโดยผู้มีความรู้อย่างแท้จริง และจัดหาตัวอย่างผลงานวิจัย ตัวอย่างเครื่องมือในการทำวิจัยหรือแก้ปัญหา หรือการพัฒนาไว้อย่าง เป็นระบบ ด้านสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยี พบว่า สถานศึกษามีสื่อ และนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับใช้ประกอบการเรียนการสอนน้อย เนื่องจากโรงเรียนไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อสื่อที่คงทน ถาวร ในแต่ละสาระการเรียนรู้ มีระบบ อินเตอร์เน็ตไม่ทั่วถึง และครูไม่มีความรู้การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบเทคโนโลยี และห้องปฏิบัติการต่างๆ ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรมีการอบรมให้ความรู้การสร้างสื่อ นวัตกรรมในสาระการเรียนรู้ต่างๆ การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต การใช้ห้องปฏิบัติการต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และควรขอจัดสรรงบประมาณ ในการจัดซื้อสื่อ นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น บทเรียนสำเร็จรูป VCD และ DVD มีคณะกรรมการประเมินการใช้สื่อ นวัตกรรม และมีสถานที่สำหรับจัดเก็บสื่อ นวัตกรรมอย่างเป็นระบบ สะดวก ต่อการใช้ ด้านการบริหารโครงการทางวิชาการอื่นๆ พบว่า ครูมีภาระรับผิดชอบโครงการจำนวนหลายโครงการ โครงการที่จัดทำมีไม่ครบสาระการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนด้านวิชาการให้มากขึ้น ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรกระจายความรับผิดชอบโครงการให้ทั่วถึง ครูทุกคนควรมีส่วนร่วมในการดำเนินงานตามโครงการ และหมุนเวียนผู้รับผิดชอบ โครงการควรเน้น การพัฒนาศักยภาพของนักเรียน ควรมีให้ครบทุกสาระการเรียนรู้หรือบูรณาการสาระการเรียนรู้ และควรจัดโครงการพัฒนางานวิชาการ มีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลโครงการอย่างต่อเนื่อง และนำผลการดำเนินงานมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนางานต่อไป ด้านการบริหารระบบข้อมูลและสารสนเทศทางวิชาการ พบว่า ครูบางคนไม่มีความรู้ ความสามารถในด้านการประมวลผลข้อมูลแต่ต้องเป็นผู้จัดทำ งานข้อมูลสารสนเทศของสถานศึกษาไม่ตรงกัน เช่น งานข้อมูลนักเรียน และการกำหนดภาระหน้าที่รับผิดชอบไม่ชัดเจน มีผู้จัดทำหลายฝ่าย ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรกำหนดผู้รับผิดชอบด้านข้อมูลสารสนเทศโดยเฉพาะ ผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดทำข้อมูลควรเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถและข้อมูลควรเป็นปัจจุบัน ด้านการประกันคุณภาพ พบว่า ครูบางคนไม่ทราบเรื่องการประกันคุณภาพโดยเฉพาะครูที่มีอายุมากหรือครูที่เริ่มเข้าทำงานใหม่ ๆ ซึ่งเป็นภาระหน้าที่ที่ผู้บริหารจะต้องสร้างความเข้าใจให้กับครูเหล่านั้น โดยการให้ความรู้หรือส่งเข้ารับการอบรม ส่วนด้านการรวบรวมเอกสารหลักฐาน ข้อมูล ควรมีผู้รับผิดชอบข้อมูลที่ชัดเจนประกอบด้วยครู และนักเรียน มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ พร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบอยู่เสมอ และมีการสรุปรายงานประจำปีให้คณะครูได้รับทราบ ด้านการนิเทศภายใน พบว่า ครูไม่ได้รับนิเทศจากผู้บริหารสถานศึกษาตามตารางการนิเทศที่กำหนด เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาติดภารกิจ หน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารระดับสูง ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรมีการมอบหมายงานการนิเทศให้กับครูที่มีความรู้ ความสามารถ หรือมีการคัดเลือกผู้นิเทศโดยครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือในสายชั้น และจัดให้ มีผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับเอกสารการนิเทศอย่างเป็นระบบ ด้านการพัฒนาบุคลากรทางวิชาการ พบว่า ครูขาดการพัฒนาความรู้ ความสามารถ อย่างต่อเนื่อง ไม่มีการรายงานการเข้ารับอบรมให้บุคคลอื่นได้รับทราบ การกระจายงานยังไม่ทั่วถึง ดังนั้น ผู้บริหารควรพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดหรือส่งครูเข้ารับการอบรม ควรมีการสอบถามความประสงค์ในการเข้ารับการอบรม มีการรายงานการเข้ารับการอบรมให้บุคลากร ในสถานศึกษาได้รับทราบ และกระจายความรับผิดชอบงานอย่างทั่วถึง ด้านการนิเทศภายใน พบว่า ครูไม่ได้รับนิเทศจากผู้บริหารสถานศึกษาตามตารางการนิเทศที่กำหนด เนื่องจากผู้บริหารสถานศึกษาติดภารกิจ หน้าที่ ตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารระดับสูง ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาจึงควรมีการมอบหมายงานการนิเทศให้กับครูที่มีความรู้ ความสามารถ หรือมีการคัดเลือกผู้นิเทศโดยครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือในสายชั้น และจัดให้ มีผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับเอกสารการนิเทศอย่างเป็นระบบ ด้านการพัฒนาบุคลากรทางวิชาการ พบว่า ครูขาดการพัฒนาความรู้ ความสามารถ อย่างต่อเนื่อง ไม่มีการรายงานการเข้ารับอบรมให้บุคคลอื่นได้รับทราบ การกระจายงานยังไม่ทั่วถึง ดังนั้น ผู้บริหารควรพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดหรือส่งครูเข้ารับการอบรม ควรมีการสอบถามความประสงค์ในการเข้ารับการอบรม มีการรายงานการเข้ารับการอบรมให้บุคลากร ในสถานศึกษาได้รับทราบ และกระจายความรับผิดชอบงานอย่างทั่วถึง



ความคิดเห็นที่ 5

4 ส.ค. 2554 20:45
  1. การรายงานในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)พัฒนาชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ย รีคอร์เดอร์โซปราโน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2)เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์โซปราโน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ และ 3)ศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อชุดการสอน เรื่อง การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์โซปราโน กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการรายงานครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนหนองหว้าประชาสรรค์ อำเภอเบญจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรายงานประกอบด้วย 1)ชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์โซปราโน จำนวน 11 ชุด 2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่0.33 ถึง0.80 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.88 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ 0.84 และ 3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 18 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานแบบ สถิติ t - test dependent ผลการรายงานพบว่า 1. ชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์โซปราโน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85.032/81.916 ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์โซปราโน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดการสอนเรื่อง การเป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์โซปราโน อยู่ในระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 6

4 ส.ค. 2554 22:53
  1. ชื่อเรื่อง รายงานผลการจัดกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้องและบทเจรจาเพื่อ พัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัย นางบังอร เนตรทอง ปีการศึกษา 2551 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้องและบทเจรจา และศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการละเล่นของเด็กไทยที่มีต่อการละเล่นของเด็กไทย ที่มีบทร้องและบทเจรจา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 25 คน ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านเขาล้อ ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) คู่มือการจัดกิจกรรมการละเล่นของไทยที่มีบทร้องและบทเจรจา จำนวน 60 กิจกรรม (2) การละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้องและบทเจรจา จำนวน 1 เล่ม (3) แบบประเมินพฤติกรรมความฉลาดทางอารมณ์ของเด็ก (อายุ 3-5 ปี) ฉบับครู/ผู้ดูแลเด็ก ของกรมสุขภาพจิต พ.ศ. 2545 (4) แบบประเมินความพึงพอใจการละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้องและบทเจรจา สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบ ค่าที (t test for dependent sample) ผลการศึกษาพบว่า หลังการจัดกิจกรรมการละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้องและบทเจรจาเด็กปฐมวัยมีความฉลาดทางอารมณ์สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเด็กปฐมวัย มีความพึงพอใจในการละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้องและบทเจรจา พบว่า เด็กร้อยละ 40 ชอบเล่นการละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้อง ร้อยละ 60 ชอบเล่นการละเล่นที่มีบทเจรจา ร้อยละ 76 ชอบเล่นเป็นกลุ่ม ร้อยละ 64 ชอบเล่นนอกห้องเรียน และเล่นแล้วทำให้สนุกสนาน ร้อยละ 100 คำสำคัญ การจัดกิจกรรม การละเล่นของเด็กไทยที่มีบทร้องและบทเจรจา ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัย



ความคิดเห็นที่ 7

29 ส.ค. 2554 17:47
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2553 ผู้รายงาน เจิดจรรย์ พรหมอินทร์ สถานศึกษา โรงเรียนวัดตาหลวงคง อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ปีที่ทำการศึกษา ปีการศึกษา 2553 บทคัดย่อ การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการจัดการเรียนรู้ 5) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบ การสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการจัดการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/1โรงเรียนวัดตาหลวงคง จังหวัดสงขลา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 20 คน และครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ในศูนย์เครือข่าย ชิงโค ทำนบ ป่าขาด จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 เล่ม แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT โดยใช้เอกสารประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 20 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ และแบบสอบถามความคิดเห็น จำนวน 10 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานใช้ t – test ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1.เอกสารประกอบ การสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.25/83.50 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 2. ดัชนีประสิทธิผลของเอกสารประกอบ การสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเท่ากับ 0.5075 แสดงว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนร้อยละ 50.75 3. นักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MATชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการจัดการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ย ( ) รวมทุกด้าน เท่ากับ 4.60 และ 5. ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมมีความคิดเห็นต่อการใช้เอกสารประกอบการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตในสังคม ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 4.66



ความคิดเห็นที่ 9

30 พ.ย. 2554 12:25
  1. บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย การประเมินสัมฤทธิผลทางการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แฟ้มสะสมงานของนักเรียน ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นางสุทธินันท์ บุญศักดิ์ สังกัด โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การประเมินสัมฤทธิผลทางการเขียนภาษาอังกฤษโดยใช้แฟ้มสะสมงานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ประชาการคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร จำนวน 89 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ลักษณะ คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และกำหนดชิ้นงานในการจัดทำแฟ้มสะสมงาน วิชาภาษาอังกฤษ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมผลการใช้แฟ้มสะสมงานในการประเมินทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ และ แบบวัดเจตคติของนักเรียนต่อการประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงานวิชาภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ค่าสถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย (X) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) สรุปผลได้ว่า 1. ผลการศึกษาความเที่ยงและความเชื่อมั่นของคุณภาพการประเมินผลการเขียนโดยใช้แฟ้มสะสมงานมีค่าเฉลี่ย 4.45 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .58 อยู่ในระดับมาก และภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.26 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .67 อยู่ในระดับมาก 2. ผลการพัฒนาแฟ้มสะสมงานในการประเมินผลทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ระดับทักษะการเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรียงลำดับจากตำสุดไปหามากสุด คือ ความถูกต้องของรูปประโยค มีค่าเฉลี่ย 3.80(X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .68และการใช้เครื่องหมายวรรคตอนมีค่าเฉลี่ย 4.75(X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .43 และภาพรวมมีค่าเฉลี่ย 4.14(X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .54 อยู่ในระดับมาก 3. ผลการศึกษาเจตคติของนักเรียนต่อการประเมินผลงานเขียนภาษาอังกฤษ โดยใช้แฟ้มสะสมงานนักเรียนเห็นด้วยที่มีผู้ประเมินผลงานหลายฝ่ายมีค่าเฉลี่ย 4.21ค่าเบี่ยงมาตรฐานเท่ากับ .65 อยู่ในระดับมาก และ นักเรียนพอใจที่ครูเปิดโอกาสให้ปรับปรุงงานในแฟ้มสะสมงานตลอดเวลา มีค่าเฉลี่ย 4.55 ค่าเบี่ยงมาตรฐานเท่ากับ .56 อยู่ในระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 10

30 พ.ย. 2554 12:27
  1. บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย รายงานการประเมินโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ผู้วิจัย นางสุทธินันท์ บุญศักดิ์ กลุ่มบริหารงารวิชาการ โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 การศึกษาครั้งนี้ เป็นการรายงานการประเมินโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวรโดยใช้แบบจำลองซิป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ (2) ประเมินความเหมาะสมของปัจจัยที่ใช้ในโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร (3) ประเมินความเหมาะสมของการดำเนินการโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร และ (4) ประเมินผลผลิตของโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 2 คน ครูผู้สอนซ่อมเสริม จำนวน 32 คน นักเรียน จำนวน 234 คน และผู้ปกครองจำนวน ที่ได้จากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาป็นแบบประเมินบริบทของโครงการ สรุปผลการประเมินโครงการได้ ดังนี้ 1. ผลการประเมินบริบทของโครงการ พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นว่าวัตถุประสงค์ของโครงการมีความเหมาะสม โดยเมื่อพิจารณารายวัตถุประสงค์ พบว่า วัตถุประสงค์เพื่อใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวรอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการประเมินปัจจัยของโครงการ พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาและครู มีความเห็นว่าปัจจัยของโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 3. ผลการประเมินกระบวนการของโครงการ พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาและครู มีความคิดเห็นว่ากระบวนการดำเนินงานของโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความเหมาะสมในระดับมากและมาก 4. ผลการประเมินผลผลิตของโครงการ พบว่า นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจต่อโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในระดับมากที่สุด



ความคิดเห็นที่ 11

30 พ.ย. 2554 12:27
  1. บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย การใช้ยุทธวิธีการเดาความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากบริบท ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัย นางสุทธินันท์ บุญศักดิ์ ปีที่วิจัย 2553 การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้ยุทธวิธีการเดาความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จากบริบทของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวรที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 30 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับฉลากจากนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 76 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน7 แผนและ แบบทดสอบยุทธวิธีเดาความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากบริบท จำนวน 40 ข้อ ใช้ทดสอบก่อนและหลังการทดลอง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (S.D) และ การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนใช้สูตร t-test (Dependent Sample) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า ผลการใช้ยุทธวิธีการเดาความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากบริบทของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สรุปได้ว่านักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยการใช้ยุทธวิธีการเดาความหมายคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากบริบทของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05



ความคิดเห็นที่ 12

30 พ.ย. 2554 12:31
  1. บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย การพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย นางสุทธินันท์ บุญศักดิ์ สังกัด โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์พัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณ โดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการฝึกโดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสานในการอ่านภาษา อังกฤษก่อนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสมเด็จ พระญาณสังวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 จำนวน 30 คนที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2552 ซึ่งได้มาโดยเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย บทอ่านนิทานพื้นบ้านอีสานภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณก่อน-หลังเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกทักษะเพื่อการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.73/86.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 80/80 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษอย่างมีวิจารณญาณด้วยแบบฝึกทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้นิทานพื้นบ้านอีสาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 อยู่ในระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 13

30 พ.ย. 2554 12:32
  1. บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย การใช้แบบฝึกทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ผู้วิจัย นางสุทธินันท์ บุญศักดิ์ โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 การวิจัยเรื่อง การใช้แบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการพูดก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ศึกษาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการพูดภาษาอังกฤษโดยใช้ค่า E1/E2(75/75) และการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 4 ห้อง นักเรียนทั้งหมด 120 คน กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 จำนวน 28 คน ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทักษะการพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร จำนวน 40 ข้อ ซึ่งเป็นแบบเลือกตอบชนิด 4 ตัวเลือก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t ผลการวิจัยพบว่า 1. แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อการพูดภาษาอังกฤษมีประสิทธิภาพเท่ากับ 78.69/87.67 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ 75/75 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการพูดด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการพูดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อแบบฝึกเสริมทักษะการพูดอยู่ใน ระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 14

30 พ.ย. 2554 12:32
  1. บทคัดย่อ หัวข้อวิจัย รายงานการประเมินโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ผู้วิจัย นางสุทธินันท์ บุญศักดิ์ กลุ่มบริหารงารวิชาการ โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 ปีที่วิจัย 2552 การศึกษาครั้งนี้ เป็นการรายงานการประเมินโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวรโดยใช้แบบจำลองซิป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อประเมินความเหมาะสมของวัตถุประสงค์ของโครงการ (2) ประเมินความเหมาะสมของปัจจัยที่ใช้ในโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร (3) ประเมินความเหมาะสมของการดำเนินการโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร และ (4) ประเมินผลผลิตของโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 2 คน ครูผู้สอนซ่อมเสริม จำนวน 32 คน นักเรียน จำนวน 234 คน และผู้ปกครองจำนวน ที่ได้จากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาป็นแบบประเมินบริบทของโครงการ สรุปผลการประเมินโครงการได้ ดังนี้ 1. ผลการประเมินบริบทของโครงการ พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นว่าวัตถุประสงค์ของโครงการมีความเหมาะสม โดยเมื่อพิจารณารายวัตถุประสงค์ พบว่า วัตถุประสงค์เพื่อใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวรอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ผลการประเมินปัจจัยของโครงการ พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาและครู มีความเห็นว่าปัจจัยของโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 3. ผลการประเมินกระบวนการของโครงการ พบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาและครู มีความคิดเห็นว่ากระบวนการดำเนินงานของโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมีความเหมาะสมในระดับมากและมาก 4. ผลการประเมินผลผลิตของโครงการ พบว่า นักเรียนและผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจต่อโครงการใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นในระดับมากที่สุด



ความคิดเห็นที่ 15

30 พ.ย. 2554 12:33
  1. บทคัดย่อ เรื่อง การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดยโสธร ผู้ประเมิน นางสุทธินันท์ บุญศักดิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 ปีที่พิมพ์ 2553 การประเมินระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดยโสธร ปีการศึกษา 2553 ในด้านสภาพแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 2 คน ครูผู้สอนจำนวน 30 คน นักเรียนจำนวน540 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 540 คน รวมประชากรทั้งหมด 1,112 คน กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม(Cluster Random Sampling) จากผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน นักเรียน และ ผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษายโสธร เขต 1 โดยใช้ตาราง Crejcie and Morgan (บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูล 2550: 562)ในการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 2 คน ครูจำนวน 30 คน นักเรียน จำนวน 226 คนและผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 226 คน รวมทั้งหมด 484 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิจัยครั้งนี้เป็นแบบประเมิน จำนวน 2 ชุด ชุดที่ 1 สำหรับผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และผู้ปกครองนักเรียน ชุดที่ 2 สำหรับนักเรียนผู้วิจัยสร้างเครื่องมือเป็นแบบประเมินความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างตามรูปแบบการประเมินตนเองของ Stufflebeam ประกอบด้วยด้านสภาพแวดล้อม การประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้น การประเมินด้านกระบวนการ และการประเมินด้านผลผลิต โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยคำนวณหา ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สรุปผลการประเมิน ได้ดังนี้ 1. ผลการประเมินด้านสภาพแวดล้อมการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสมเด็จพระญาณ สังวรจังหวัดยโสธร อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย( ) เท่ากับ 4.50 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S) เท่ากับ .63 2. ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้นการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสมเด็จพระญาณ สังวรจังหวัดยโสธร อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย( ) เท่ากับ 4.18 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S) เท่ากับ .70 3. ผลการประเมินด้านกระบวนการ การดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสมเด็จพระญาณ สังวรจังหวัดยโสธร อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย( ) เท่ากับ 4.39 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S) เท่ากับ .56 4. ผลการประเมินด้านผลผลิตการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร จังหวัดยโสธร อยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย( ) เท่ากับ 4.45 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S) เท่ากับ .43



ความคิดเห็นที่ 16

23 ม.ค. 2555 22:18
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การถนอมอาหารและการแปรรูป ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ผู้วิจัย นางวรรณา ศิริดล ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ หน่วยงาน โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการทำงาน ทำงานเป็น รักการทำงาน ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ มีความสามารถในการจัดการ การวางแผนออกแบบการทำงาน สามารถนำเอาความรู้เทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้และประยุกต์ใช้ในการทำงาน สร้าง พัฒนางาน ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนวิธีการใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพของงานและการทำงาน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา แต่การเรียนการสอนในขณะนี้ ยังไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพในทุกด้านซึ่งครูผู้สอนควรวางแผน การสอนไว้เป็นอย่างดี การวิจัยครั้งเพื่อ (1) พัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การถนอมอาหารและการแปรรูป ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจการเรียน ของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนทุ่งไชยพิทยา รัชมังคลาภิเษก อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน จำนวน 8 แผนใช้เวลาสอน 16 ชั่วโมง (2) แบบประเมินพฤติกรรมระหว่างปฏิบัติโครงงาน และแบบประเมินโครงงานที่ผ่านการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.95 และค่าความเชื่อมั่นของข้อสอบ ทั้งฉบับเท่ากับ 0.93 (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน เรื่อง การถนอมอาหาร และการแปรรูป ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 91.25/89.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.75 แสดงว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 75 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียน มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงาน อยู่ในระดับพึงพอใจมาก จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบโครงงานที่ดีนั้น ผู้เรียนควรเลือกเรียนที่จะศึกษาค้นคว้าจากเรื่องที่ตนสนใจใฝ่รู้คำตอบและตรงตามความสามารถ ของตนเอง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยการปฏิบัติจริงได้อย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการด้วยตนเองและเป็นไปตามเค้าโครงงานที่วางแผนไว้ การเรียนรู้แบบโครงงานจึงจะบรรลุตามจุดประสงค์และสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ผลจากการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองในเรื่องที่ตนสนใจจะทำให้ผู้เรียนมีความสุข กับการเรียนสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ มีคุณธรรม และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเป็นกระบวนการ นำความรู้และทักษะไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ มีคุณลักษณะพื้นฐานการทำงานที่ดี ได้แก่ความขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด และอดทน อันจะนำพาผู้เรียนไปสู่การเรียนช่วยเหลือตนเอง และพึ่งตนเองได้สำเร็จ



ความคิดเห็นที่ 17

20 ก.พ. 2555 10:06
  1. เรื่อง รายงานการพัฒนาหนังสือประกอบการเรียน เรื่อง สุขภาพใกล้ตัว สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้ศึกษา นางสกุนตลา ปานบุญ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ โรงเรียนบ้านใหม่เจริญธรรม สถานศึกษา โรงเรียนบ้านใหม่เจริญธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 บทคัดย่อ การจัดการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนมีความเหมาะสมที่จะนำหนังสือประกอบการเรียน มาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนโดยมุ่งหวังในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ในการเรียนด้านความรู้ ทัศนคติและทักษะของนักเรียนให้เพิ่มมากขึ้น ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนและมีความสุขในการเรียน ตามความมุ่งหมายของหลักสูตร รายงานการศึกษาครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ1)พัฒนาและหาประสิทธิภาพของหนังสือประกอบการเรียน เรื่อง สุขภาพใกล้ตัวสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ระหว่างก่อนและหลังการเรียน โดยใช้หนังสือประกอบการเรียน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนโดยใช้หนังสือประกอบ การเรียน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนบ้านใหม่ เจริญธรรม จำนวน 29 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย 1) หนังสือประกอบการเรียน เรื่อง สุขภาพใกล้ตัว จำนวน 7 เล่ม 2) แบบทดสอบก่อนและหลังการเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียน สถิติสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ค่าเฉลี่ย ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ และค่าทดสอบที (t-test Dependent) ผลการศึกษาพบว่า 1. ประสิทธิภาพ (E1/ E2) ของหนังสือประกอบการเรียน ทั้ง 7 เล่ม มีค่าเท่ากับ 84.61/84.30 2. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ พบว่า ก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 15.00 คะแนน หลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ย 26.00 คะแนน ซึ่งแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความก้าวหน้าของผลต่าง โดยเฉลี่ยเท่ากับ +2.64 และเมื่อพิจารณาหนังสือประกอบการเรียน จำนวน 7 เล่ม พบว่ามีความก้าวหน้าของผลต่าง อยู่ระหว่าง +2.45 ถึง +2.79 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือประกอบการเรียน เรื่องสุขภาพใกล้ตัว สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.66,S.D = 0.35) เมื่อพิจารณาแต่ละเรื่องพบว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( มีค่าระหว่าง 4.36 ถึง 4.88, S.D มีค่าระหว่าง 0.30 ถึง 0.40)



ความคิดเห็นที่ 18

1 มี.ค. 2555 10:43
  1. บทคัดย่อ เรื่อง : รายงานผลการพัฒนาความพร้อมทางสังคม ด้านความร่วมมือโดยจัดกิจกรรม การละเล่นพื้นบ้านไทย ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหลวง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ชื่อผู้ศึกษา : นางสายพิมพ์ หมุดปิน ปีการศึกษา : 2554 การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการพัฒนาความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัย โดยจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย และเพื่อเปรียบเทียบความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือก่อน และหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหลวง อำเภอเชียงของ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 จำนวน 10 คน ปีการศึกษา 2554 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยโดยใช้คู่มือการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 30 แผน และแบบสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือ ได้แก่ การเล่นร่วมกับผู้อื่น การเป็นผู้นำผู้ตาม การช่วยเหลือและความรับผิดชอบ มีวิธีดำเนินการศึกษา ดังนี้ ทำการสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือก่อนจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย โดยใช้แบบสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ดำเนินการจัดกิจกรรมและสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัยจนครบ 30 กิจกรรม จึงทำการประเมินหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยโดยใช้แบบสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ผลการศึกษา พบว่า 1. ผลการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย สามารถพัฒนาความพร้อมทางสังคม ด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัย ซึ่งหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย เด็กมีความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือทุกด้านสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้ 2. ความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย แต่ละด้านค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย ด้านการเล่นร่วมกับผู้อื่นมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 1.20 ด้านการเป็นผู้นำผู้ตามมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 1.60 ด้านการช่วยเหลือมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 1.70 และด้านความรับผิดชอบ มีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 2.00 ตามลำดับ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้



ความคิดเห็นที่ 19

สายพิมพ์ หมุดปิน
1 มี.ค. 2555 11:03
  1. [[251329]]

    บทคัดย่อ

    เรื่อง  :             รายงานผลการพัฒนาความพร้อมทางสังคม ด้านความร่วมมือโดยจัดกิจกรรม

                             การละเล่นพื้นบ้านไทย ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหลวง

                             สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4

    ชื่อผู้ศึกษา :    นางสายพิมพ์    หมุดปิน

    ปีการศึกษา :  2554

                       การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์  เพื่อศึกษาผลการพัฒนาความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัย   โดยจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย  และเพื่อเปรียบเทียบความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือก่อน  และหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหลวง  อำเภอเชียงของ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4  จำนวน 10 คน  ปีการศึกษา 2554  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่   ผนการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยโดยใช้คู่มือการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย จำนวน 30 แผน  และแบบสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือ ได้แก่  การเล่นร่วมกับผู้อื่น  การเป็นผู้นำผู้ตาม  การช่วยเหลือและความรับผิดชอบ มีวิธีดำเนินการศึกษา ดังนี้  ทำการสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือก่อนจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย  โดยใช้แบบสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น  ดำเนินการจัดกิจกรรมและสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัยจนครบ 30 กิจกรรม  จึงทำการประเมินหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยโดยใช้แบบสังเกตความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือ  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น

                       ผลการศึกษา พบว่า

                       1.   ผลการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย  สามารถพัฒนาความพร้อมทางสังคม  ด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัย  ซึ่งหลังการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย  เด็กมีความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือทุกด้านสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทยซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้

                       2.  ความพร้อมทางสังคมด้านความร่วมมือของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2  โดยจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย  แต่ละด้านค่าคะแนนเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าก่อนการจัดกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านไทย   ด้านการเล่นร่วมกับผู้อื่นมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 1.20   ด้านการเป็นผู้นำผู้ตามมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 1.60   ด้านการช่วยเหลือมีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย 1.70   และด้านความรับผิดชอบ มีคะแนนความก้าวหน้าเฉลี่ย  2.00 ตามลำดับ  ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่วางไว้

     

     




ความคิดเห็นที่ 20

10 มี.ค. 2555 01:23
  1. ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองสาระสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา เรื่อง สุขภาพและความปลอดภัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนทุ่งสิมวิทยาคม ผู้วิจัย นางเยาวเรศ เจริญจันทรพันธ์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการ หน่วยงาน โรงเรียนทุ่งสิมวิทยาคม อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ปีการศึกษา 2554 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างและพัฒนาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองสาระสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง สุขภาพและความปลอดภัย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนทุ่งสิมวิทยาคม อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 15 แผนการเรียนรู้ ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง จำนวน 15 ชุดการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 60 ข้อ ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.33 - 0.80 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.22– 0.85 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Samples) ผลการวิจัย พบว่า ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองสาระสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง สุขภาพและความปลอดภัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 87.68/85.38 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีคะแนนเฉลี่ยทดสอบหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ ด้วยตนเอง อยู่ในระดับพึงพอใจ มากที่สุด จากผลการวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดการเรียนรู้ด้วยตนเอง สาระสุขศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เรื่อง สุขภาพและความปลอดภัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นเกิดความพึงพอใจในระดับมากที่สุด มีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูป การเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ และแนวคิดที่ว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตามธรรมชาติและศักยภาพของตนเองและชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองมีความเหมาะสมที่จะนำไปพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับ นักเรียนได้เป็นอย่างดี

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น