วิชาการดอทคอม ptt logo

มาพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์กันเถอะ

โพสต์เมื่อ: 15:41 วันที่ 23 ธ.ค. 2553         ชมแล้ว: 13,446 ตอบแล้ว: 6
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์

จิตวิทยาศาสตร์ (Scientific mind)

จิตวิทยาศาสตร์ หมายถึง ลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาหาความรู้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  

                             จิตวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ได้แก่  ความสนใจใฝ่รู้  ความมุ่งมั่น  อดทน  รอบคอบ  ความรับผิดชอบ  ความซื่อสัตย์  ประหยัด  การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล  การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์

ความซื่อสัตย์  

ความสนใจใฝ่รู้ 

ความคิดสร้างสรรค์ 

ความมีระเบียบและรอบคอบ 

ความมีเหตุผล  

ความมีใจกว้าง 

ความรับผิดชอบมุ่งมั่นอดทนและเพียรพยายาม 

ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น

การประเมินตนเอง

ความซื่อสัตย์   3 คะแนน

      ความซื่อสัตย์ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกท่านพึงจะมี เพราะการใช้ชีวิตในสังคมทุกวันนี้ หากขาดสิ่งนี้ไป  ก็ยากที่จะใช้ชีวิตในสังคมได้ยากทั้งตัวเรา และผู้อื่นด้วย

ความสนใจใฝ่รู้   2 คะแนน

       ความสนใจใฝ่รู้  นับว่าเรื่องนี้ผมนั้นยังค่อนข้างด้อย ด้วยอาจจะเป็นด้วยเรื่องของเวลา  ที่ผมค่อนข้างจะมีน้อยเพราะไม่ได้จัดสรรเวลาให้ถูกต้อง  ทำให้เสียเวลาไปกับเรื่องที่จะไร้สาระไปสักหน่อย แต่ก็จะปรับปรุงครับ

 

ความคิดสร้างสรรค์ 4 คะแนน

       ความคิดสร้างสรรค์ถือเป็นเรื่องของการออกแบบ  จินตนาการ  พัฒนาการทางด้าน EQ  ในเรื่องนี้ผมค่อนข้างที่จะ มีความสามารถพอสมควร อาจเนื่องด้วยลักษณะนิสัย ที่ต้องการความแปลกใหม่ไม่ชอบทำตามใคร  มักมีแนวทางใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต แต่ก็คำนึงถึงความถูกต้องเป็นหลักเสมอ

ความมีระเบียบและรอบคอบ  2 คะแนน

      อิอิ เรื่องความมีระเบียบนั้น  ถ้าจัดอันดับคะแนน ผมอยู่ที่ท้ายๆเลยละ เพราะเป็นคนที่ค่อนข้างรักอิสระ  สันโดษพอสมควร อย่างที่ได้บอกไว้ต้นว่า  เป็นคนที่มีลักษณะนิสยการใช้ชีวิตที่ ไมค่อยตามใครไม่เหมือนใคร จนบางครั้งอาจละเลยเรื่องของกฎระเบียบไป บ้าง แต่ก็ได้พัฒนาแล้วนะครับ อิอิ เช่นการแต่งตัว ที่เรียบร้อยกว่าเมื่อก่อนมาก

ความมีเหตุผล 4 คะแนน

     ในด้านของความมีเหตุผลนั้นทำให้เกิดการพัฒนามากขึ้นเพราะได้ใช้ความคิดในการวิเคราะห์ปัญหาและเกิดการใช้เหตุผลในการทำกิจกรรมนี้ 

ความมีใจกว้าง  4 คะแนน

     หลังจากที่ได้เรียนรู้ ได้ทำงานร่วมกับเพื่อน ทำให้ผมทราบเลยว่า  ความมีน้ำใจ การมีจิตใจกว้างขวาง ช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อน ทำให้เราอยู่ร่วมกับเพื่อนได้อย่างมีความสุข

ความรับผิดชอบมุ่งมั่นอดทนและเพียรพยายาม  3 คแนน

     เพราะการทำงานเป็นทีมนั้นทำให้ได้รู้ถึงความอดทน  และรับผิดชอบงานร่วมกัน  ช่วยเหลือกัน  กิจกรรมนี้ทำให้ได้ความอกทนต่อการทำงานไม่ว่าจะมีอุปสรรค์ขนาดไหน  เราก็ต้องฝ่าฟันมันไปให้ได้  เพราะการจะทำอะไรต่างๆได้นั้นต้องมีอุปสรรค์เป็นเรื่องธรรมดา 

ความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 3 คะแนน

     ความสามารถในการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น  เป็นการปรับตัวเราเองให้เข้ากับคนอื่นๆได้ เพราะการทำงานเป็นกลุ่มนั้นต้องการความสามัคคีเป็นอย่างยิ่ง  ถ้ากลุ่มใดไม่มีความสามัคคีงานก็ไม่สามารถสำเร็จลุล่วงไปได้  การทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้นกระผมยังมีความขัดแย้งกันอยู่ จึงทำให้เกิดปัญหาบ้าง

 

                   นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่ผมได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของ จิตวิทยาศาสตร์  ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากสำหรับการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น   ผมคาดว่าหากใครได้มาศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว  ท่านจะได้รู้ว่าตนเองมีศักยภาพและส่วนไหนในตัวของท่านที่ต้องนำไปปรับปรุง  แก้ไขให้ข้อบกพร่องนั้น หายไปเพื่อในอนาคตท่านจะได้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างสุขสบายหรือ ท่านอาจช่วยเหลือผู้คนในสังคมได้โดยที่ท่านไม่รุตัว  ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกท่านได้มาศึกษา  เรื่องนี้กัน เพื่อประโยชน์ของท่านเองครับ

 

ขอขอบคุณท่าน อาจารย์ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับเรื่องดีๆอีกเรื่องหนึ่งครับ

 

ตัวชี้วัด

4 = ดีมาก

3 = ดี

2 = ปานกลาง

1 = พอใช้
================================================
ถ้าเขียนเองได้อย่างนี้ ก็เก่งสินะ
ลอกมาจากนี่ครับ
http://dynamictoper.multiply.com/journal/item/12



NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง





จำนวน 6 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ธ.ค. 2553 (15:50)


ท่านต้องการพัฒนาจิตวิทยาศาสตร์ด้านใดมากที่สุด

(คลิกเลยครับ)

http://polldaddy.com/poll/2217775/?view=results&msg=voted


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 23 ธ.ค. 2553 (16:37)

จิตวิทยาศาสตร์ หมายถึง ลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการ



ศึกษาหาความรู้โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์
 


                             จิตวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ได้แก่  ความสนใจใฝ่รู้  ความมุ่งมั่น  อดทน  รอบคอบ  ความรับผิดชอบ  ความซื่อสัตย์  ประหยัด  การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล  การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์
============================================
เข้าไปศึกษารายละเอียดได้ที่นี่
http://pioneer.netserv.chula.ac.th/~cpornth1/web_lesson1/mind.htm


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 23 ธ.ค. 2553 (17:56)

อย่างนี้จิตวิทยาศาสตร์ไหมครับ


 


    จิตวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยลักษณะต่างๆ ได้แก่  ความสนใจใฝ่รู้  ความมุ่งมั่น  อดทน  รอบคอบ  ความรับผิดชอบ  ความซื่อสัตย์  ประหยัด  การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล  การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์


ป้าเช็ง
ป้าเช็ง


          สำหรับ ป้าเช็ง วัย 72 ปี เธอถือเป็นผู้กว้างขวางในวงการเคเบิลทีวี
ปัจจุบันเธอเป็นหญิงชราที่ดูแข็งแรง พูดจาเสียงดังฉะฉาน โดยแต่เดิมนั้น
ป้าเช็ง เคยป่วยหนัก แล้วได้ไปรักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัดกับ ดร.รสสุคนธ์
พุ่มพันธุ์วงศ์ และก็หายจากโรคได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยธรรมชาติและเอ็นไซม์
โดยไม่ได้พึ่งยาแผนปัจจุบันเลย จนทำให้ ป้าเช็ง เห็นประโยชน์เรื่อง
น้ำหมักชีวภาพ เธอจึงตั้งใจอุทิศตัวเพื่อให้ความรู้เรื่องการหมักเอ็นไซม์ ด้วย
ความที่มีฐานะที่ดีมากอยู่แล้ว ป้าเช็ง จึงตัดสินใจเช่าช่องดาวเทียม
ใช้ชื่อว่า "ซูเปอร์เช็ง"
โดยนั่งแท่นเป็นผู้บริหารและรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการเอง
แล้วเผยแผ่ให้ความรู้เรื่อง น้ำหมักชีวภาพ
รวมถึงเดินทางไปบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ ด้วย โดย ป้าเช็ง
จะพูดเสมอในรายการว่า "สอนให้ทุกคนหมัก ไม่ได้ให้ซื้อ"

อ้างอิง: http://hilight.kapook.com/view/45644 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 23 ธ.ค. 2553 (18:20)

ป้าเช็ง มีเกือบครบทุกอย่าง


น่าจะจัดเป็นจิตวิทยาศาสตร์ได้


ถ้าหาก.....

อธิบายได้ว่า น้ำหมักนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร
มีสารใหม่อะไรเกิดขึ้นบ้าง 
และนำไปใช้รักษาโรคได้อย่างไร 
มีการเก็บข้อมูลไว้หรือไม่ว่าใช้รักษากี่คน หายกี่คน
ฯลฯ

นั่นคือ  มี  "ความมีเหตุผล" หรือไม่


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 24 ธ.ค. 2553 (13:04)




อภิธานศัพท์


การรู้วิทยาศาสตร์ (scientific literacy)


มีความรู้ความเข้าใจในแนวคิดหลัก หลักการพื้นฐานและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีจิตวิทยาศาสตร์ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต และสื่อสารสู่ผู้อื่นได้


 


กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (scientific process)


เป็นกระบวนการในการศึกษาหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนหลัก คือ การตั้งคำถามหรือกำหนดปัญหา การสร้างสมมติฐานหรือการคาดการณ์คำตอบ การออกแบบวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และแปลความหมายข้อมูล การลงข้อสรุปและการสื่อสาร


 


การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (scientific inquiry)


เป็นการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีการอื่น เช่นการสำรวจ การสังเกต การวัด การจำแนกประเภท การทดลอง การสร้างแบบจำลอง การสืบค้นข้อมูลเป็นต้น


 


การสำรวจตรวจสอบ (scientific investigation)


เป็นวิธีการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยผ่านการรวบรวมข้อมูล ใช้ความคิดที่มีเหตุผลในการตั้งสมมติฐาน อธิบายและแปลความหมายข้อมูล การสำรวจตรวจสอบทำได้หลายวิธี เช่น การสังเกต การสำรวจ การทดลอง เป็นต้น


 


การสังเกต (observation)


เป็นวิธีการหาข้อมูลโดยตรงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ การดู การดม การฟัง การชิมและการสัมผัส


 


การสำรวจ (exploration)


เป็นการหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ โดยใช้วิธีการและเทคนิคต่างๆ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์การเก็บตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ จำแนกหรือหาความสัมพันธ์


 


การสืบค้นข้อมูล (search)


เป็นการหาข้อมูลหรือข้อสนเทศที่มีผู้รวบรวมไว้แล้วจากแหล่งต่างๆ เช่น ห้องสมุด เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นต้น


 


การแก้ปัญหา (problem solving)


เป็นการหาคำตอบของปัญหาที่ยังไม่รู้วิธีการมาก่อน ทั้งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในวิทยาศาสตร์โดยตรง และปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยใช้เทคนิค วิธีการหรือกลยุทธ์ต่างๆ


 


จิตวิทยาศาสตร์ (scientific mind / scientific attitudes)


เป็นคุณลักษณะหรือลักษณะนิสัยของบุคคลที่เกิดขึ้นจากการศึกษาหาความรู้ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์จิตวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วยคุณลักษณะต่าง ได้แก่ ความสนใจใฝ่รู้ ความมุ่งมั่น อดทนรอบคอบ ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ประหยัด การร่วมแสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ความมีเหตุผล การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างสร้างสรรค์


 


เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ (attitudes toward sciences)


เป็นความรู้สึกของบุคคลต่อวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นผลจากการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ความรู้สึกดังกล่าว เช่น ความสนใจ ความชอบ การเห็นความสำคัญและคุณค่า


 


ความเข้าใจ (understanding)


เป็นระดับของผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถอธิบาย เปรียบเทียบ แยกประเภท ยกตัวอย่างเขียนแผนภาพ เลือก ระบุ เลือกใช้ เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ


 


การวิเคราะห์ (analysing)


เป็นระดับของผลการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถแยกแยะข้อมูลหรือข้อสนเทศ เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์


 ------------------------------------------------------------




จาก 



http://www.ipst.ac.th/sci_curriculum/271_272.pdf


 


 



NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 24 ธ.ค. 2553 (19:23)

Science Literacy


การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy) เป็นความรอบรู้เชิงวิทยาศาสตร์หรือการรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึง การที่บุคคลสามารถเข้าใจในทุกแง่มุมของความรู้วิทยาศาสตร์ ทั้งความเป็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ทัศนคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หมายถึงการที่บุคคลสามารถเข้าใจในมวลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้ง จนสามารถนำเอาความรู้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งด้านธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) ด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Science Knowledge) และด้านจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of Mind) การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การดำเนินกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง มโนมติ หลักการ และจิตวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นในการที่จะสอนการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) จึงควรมีมุมมองและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ดังนี้
-
สอนให้เข้าในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) โดยควรสอนให้เข้าใจในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการชี้ให้เห็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ สอนให้เกิดทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ (knowledge of science) และวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ปะวัติวิทยาศาสตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีที่มีวิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้อง (knowledge about science) ตลอดจนความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่าง ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เทคโนโลยีคืออะไร สังคมคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร ทุกอย่างจะทำให้เกิดการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ซึ่งหมายถึงการรู้ การใช้ การตัดสินใจ ความมีเหตุมีผล การคิดแบบวิทยาศาสตร์ และการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ เกิด Culture of Science แบบใหม่ คือ เปลี่ยนวัฒนธรรมการสอนวิทยาศาสตร์จากการสอนแบบบอกเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เป็นการสอนเนื้อหาพร้อมกับชี้ให้เห็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีการอภิปราย ขบคิดเกี่ยวกับความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย
-
สอนให้เกิดจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of mind) ต้องสอนเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์(History) ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy) และ สังคมวิทยา (Sociology) ให้กับผู้เรียนเพื่อให้เห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังช่วยในการนำเอาทักษะวิทยาศาสตร์มาใช้อีกด้วย เช่น การสื่อสาร การใช้ภาษา การสังเกต การจัดการ การประเมินค่า การคำนวณ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนตระหนักและตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม สมเหตุสมผล คำนึงถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม (Impact of science and technology on society)
-
สอนให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) จากที่เคยรอรับความรู้เพียงฝ่ายเดียว ให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดที่จะค้นหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อเจอปัญหาสามารถศึกษา และหาสาเหตุของปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ สรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างเป็นความรู้ของตนเองได้ (constructivist practice in science) จะทำให้เกิดความคงทนของความรู้ และอาจได้ความรู้ใหม่ วิธีการหาความรู้แบบใหม่ต่อไป

ที่มา : http://gotoknow.org/blog/brochill/278247


 


 

Science Literacy


การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy) เป็นความรอบรู้เชิงวิทยาศาสตร์หรือการรู้เชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งหมายถึง การที่บุคคลสามารถเข้าใจในทุกแง่มุมของความรู้วิทยาศาสตร์ ทั้งความเป็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ทัศนคติเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ หมายถึงการที่บุคคลสามารถเข้าใจในมวลความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้ง จนสามารถนำเอาความรู้นั้นไปใช้ในการตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น สามารถนำไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมทั้งด้านธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) ด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (Science Knowledge) และด้านจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of Mind) การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การดำเนินกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ ข้อเท็จจริง มโนมติ หลักการ และจิตวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ดังนั้นในการที่จะสอนการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) จึงควรมีมุมมองและทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ดังนี้
-
สอนให้เข้าในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) โดยควรสอนให้เข้าใจในเนื้อหาวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการชี้ให้เห็นธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ สอนให้เกิดทั้งความรู้ที่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ และทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ (knowledge of science) และวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ปะวัติวิทยาศาสตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีที่มีวิทยาศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้อง (knowledge about science) ตลอดจนความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ในสถานการณ์ต่าง ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราชี้ให้ผู้เรียนเห็นว่าวิทยาศาสตร์คืออะไร เทคโนโลยีคืออะไร สังคมคืออะไร วัฒนธรรมคืออะไร ทุกอย่างจะทำให้เกิดการรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ซึ่งหมายถึงการรู้ การใช้ การตัดสินใจ ความมีเหตุมีผล การคิดแบบวิทยาศาสตร์ และการใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ เกิด Culture of Science แบบใหม่ คือ เปลี่ยนวัฒนธรรมการสอนวิทยาศาสตร์จากการสอนแบบบอกเนื้อหาเพียงอย่างเดียว เป็นการสอนเนื้อหาพร้อมกับชี้ให้เห็นกระบวนการให้ได้มาซึ่งความรู้วิทยาศาสตร์ ให้มีการอภิปราย ขบคิดเกี่ยวกับความเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย
-
สอนให้เกิดจิตวิทยาศาสตร์ (Habits of mind) ต้องสอนเรื่องราวที่เกี่ยวกับ ประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์(History) ปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy) และ สังคมวิทยา (Sociology) ให้กับผู้เรียนเพื่อให้เห็นคุณค่าของวิทยาศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้นยังช่วยในการนำเอาทักษะวิทยาศาสตร์มาใช้อีกด้วย เช่น การสื่อสาร การใช้ภาษา การสังเกต การจัดการ การประเมินค่า การคำนวณ การคิดวิเคราะห์ ตลอดจนตระหนักและตัดสินใจเลือกแนวทางการแก้ปัญหาที่เหมาะสม สมเหตุสมผล คำนึงถึงผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสังคม (Impact of science and technology on society)
-
สอนให้เปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) จากที่เคยรอรับความรู้เพียงฝ่ายเดียว ให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดที่จะค้นหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อเจอปัญหาสามารถศึกษา และหาสาเหตุของปัญหา หาแนวทางแก้ปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบ สรุป วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างเป็นความรู้ของตนเองได้ (constructivist practice in science) จะทำให้เกิดความคงทนของความรู้ และอาจได้ความรู้ใหม่ วิธีการหาความรู้แบบใหม่ต่อไป

ที่มา : http://gotoknow.org/blog/brochill/278247


 


http://annorawan.blogspot.com/2009_12_01_archive.html


 



 


NpEdu
ร่วมแบ่งปัน215 ครั้ง - ดาว 155 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม