ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท.

กระทู้นี้ตั้งใจจะเขียนขึ้นเพื่อเล่าประสบการณ์อันดีงาม 42 เดือนที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมที่ทำงานในช่วงที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

ในช่วงชีวิตคนเรา ต้องประสบกับสิ่งต่างๆมากมาย บางอย่างอาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทางที่มีคุณค่ายิ่งอย่างชนิดที่เราไม่อาจคาดเดาได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)สมัยหนึ่ง เป็นผู้มีพระคุณท่านหนึ่งที่มีส่วนส่งเสริมและผลักดันให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป มองโลกในแง่ที่ดี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจและอยากมีส่วนแก้ไขปัญหาการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะในแง่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โอกาสที่ท่านมอบให้ผมเป็นโอกาสที่มีคุณค่ายิ่ง คุณงามความดีต่างๆดังที่จะกล่าวต่อไปในกระทู้นี้ ต้องมอบให้แก่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ขอให้ดวงวิญญาณของท่านได้โปรดรับทราบว่ายังมีผู้ที่ระถึงคุณงามความดีของท่านอีกมากมาย


ฟังเสียงอาจารย์ได้ที่นี่ครับ >>> {[222801]}



ความคิดเห็นที่ 28

แขชนะ vcharkarn vteam
24 ม.ค. 2554 18:42
  1. หรือหากท่านไม่มีแว่นตา 3 มิติดู เรายังมีวิธีการดูอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Crossed eyes viewing
    คือมองแบบทำตาเหล่นั่นเอง คือเอาภาพวางสลับที่กัน
    แล้วให้สายตามองข้ามภาพตัดกัน เกิดเป็นภาพสามมิติได้เช่นเดียวกัน
    วิธีนี้อาจมองง่ายและสบายตากว่า เพราะคนเราทำตาเหล่ง่ายกว่าทำตาถ่างดูภาพ
    วิธีนี้ใช้มองดูด้วยตาเปล่า ลองดูได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?annotation_id=annotation_696842&v=Xzu-_NJ7jgk&feature=iv



     





ความคิดเห็นที่ 27

แขชนะ vcharkarn vteam
24 ม.ค. 2554 17:09
  1. หลังจากกลับมาจากการประชุมที่ UNESCO ปารีส สสวท.โดยอาจารย์จารุนี
    ก็รับข้อเสนอจากการประชุมให้ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    เพิ่อมวลชน หรือ Scientific and Technological Literacy for All (STL)
    ทั้งนี้ก็ได้มีการประสานข้อมูลจาก ICASE เมื่อผมได้รับการเลือกตั้งเป็น
    ICASE Asian Representative ผมก็เสนอให้อาจารย์จารุนีจัดการประชุม ICASE
    Asian Symposium ครั้งที่ 9 ขึ้นที่กรุงเทพ โดยมีสสวท.เป็นผู้จัด
    อาจารย์จารุนี ก็ยินดีรับจัด เรามีการเตรียมการเป็นเวลา 1 ปี
    ก่อนที่จะจัดนั้น อาจารย์จารุนีส่งผมไปดูงานที่ฮังการี
    ขณะนั้นมีการประชุมทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่เมือง Eger ประเทศฮังการี


    ประวัติเมือง Eger (อ้างอิง: >>> http://www.egeronline.com/guide/guide.php?show=history〈=en)

    The history of the city began in the era of Szent István, who established one of the five bishopric in Eger.
    His relationship with the Church determined both the town's structure and it's history.
    King Imre died here in 1204, who was buried here with his son, III László.


    The
    development of the castle began after the Tartar (Mongol) invasion of
    Hungary, in 1241-42. Privileges has been given by King Lajos Nagy, but
    the real boom was in the era of Mátyás Hunyadi, who visited the town of
    thermal waters several times, and what's more, one time he held the
    parliament here. This Renaissance era was also very productive, two
    great builder bishop occured: János Beckensloer and then Tamás Bakócz,
    both men was later the archbishop of Esztergom.


    The
    castle couldn't perform border castle functions in the beginning of the
    Turkish threat. In 1549, Dobó István was made captain of the castle,
    and he developed the castle to suitable strategic object. In September
    11, 1552 two victorian Turkish armies with about 40000 aggressives
    gathered near Eger, but the more than one month of siege couldn't break
    the less than 2000 defenders. After 1560, recognizing the strategical
    position of Eger, they made modern fortifying works in the castle more
    times, but in 1596, the foreign defenders gave it up to the Turkish.


    The
    town was relieved in 1687, after a fierce siege. It has lost it's
    strategical importance, and in 1702, only financial shortages saved the
    castle from being blown up.
    Rákóczi held his general headquarters here during the war of
    independence (1703-1711).



    Today's
    aspect of Eger mostly took shape in the 18th century, the
    infrastructure of the town centre shows the Middle Ages' state. In 1804,
    the town got archbishop rank. Eger is the town of churches: the number
    of them amounts to two dozens.


    The
    boom at the end of the 19th century gave the town a wide berth. The
    Budapest-Miskolc main railway line bypassed it. So it lived to see 1945
    as a silent museum town, after this, significant industrialization had
    been made. Luckily it hasn't modified the aspect of the town: it is
    acknowledged that Eger is one of the most beautiful towns in Hungary.




    เชฺิญชมภาพยนต์ 3 มิติเมือง Eger ได้ที่นี่ครับ แต่ต้องใช้แว่นตา 3 มิติที่เคยกล่าวมาแล้วข้างต้น  >>>> Anaglyph 3D Animation Movie Trailer - 1552 Eger ..




ความคิดเห็นที่ 13

แขชนะ vcharkarn vteam
16 ม.ค. 2554 12:25
  1. ความจริงการประชุมนานาชาติเรื่อง Bridging the Gap between Scientists and science Educators ที่จัดโดย UNESCO นั้นมีอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่เอเชียและแปซิฟิก ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ >>>> PDF version (218Ko) - Bridging the Gap between Scientists
    and
    ...
    ส่วนรายงานฉบับสมบูรณ์ของการประชุมที่เซี่ยงไฮ้ดังกล่าวข้างต้นสามารถดูได้จากที่นี่ครับ >>> Final
    report; Regional Workshop on Bridging
    the Gap Between
    ...


     




ความคิดเห็นที่ 73

แขชนะ vcharkarn vteam
7 ก.พ. 2554 22:05
  1. เพื่อนสมาชิกที่ทำงานโครงการ พสวท.ตามโรงเรียนต่างๆที่มีเครื่องคำนวณเชิงกราฟของ Texas Instruments TI 84 Plus ที่เชื่อมต่อกับ Datalogger CBL และ CBR สามารถทำกิจกรรมทดลองสนุกๆอื่นๆได้อีก เช่น 


    เชิญคลิกเข้ามาดูที่นี่ได้เลยครับ >>>

    http://www.vcharkarn.com/vcafe/140325  




ความคิดเห็นที่ 15

แขชนะ vcharkarn vteam
18 ม.ค. 2554 22:49
  1. ในแง่ของกิจกรรมที่ร่วมกับองค์การ UNESCO ผมอดที่จะกล่าวถึงบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งไม่ได้ ท่านเป็นผู้ที่นำผมไปทำงานเป็น Resouirce person ของ UNESCO ทำกิจกรรมต่างๆในหลายประเทศ ซึ่งผมจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป บุคคลท่่านนี้คือ คุณ Lucille Gregorio



    คุณ Lucille Gregorio เป็นญาติกับประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล-อาร์โรโย สามีของคุณ Lucille เคยเป็นรองอธิการบดี University of the Philiuppines ที่ Diliman และเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการของฟิลิปปินส์สมัยหนึ่ง ผมไปมาหาสู่ที่บ้านของท่านที่มะนิลาหลายครั้ง


    เมื่อผมได้รับเลือกตั้งเป็น ICASE Asian Representative ที่กรุงปารีส คุณ Lucille ก้ได้รับเลือกตั้งเป็น ICASE President-Elect แต่ต่อมาเธอต้องลาออกเพราะมาทำงานที่ องค์การ UNESCO ที่กรุงเทพ เนื่องจากเป็นข้อบังคับของ UNESCO


    น้องสาวของคุณ Lucille ชื่อ Dr.Merle Tan ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Director ของ National Institute for Science and Mathematics Education (NISMED - UP NISMED Web Site) หรือพูดง่ายๆคือ สสวท.ของฟิลิปปินส์นั่นเอง ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่นี่ 3-4 ครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการบรรยายหลักในงานฉลองการก่อตั้ง NISMED ครบรอบ 40 ปี ดังแสดงในรูป



    สามีคุณ Lucille นั่งหน้าซ้ายมือ สวมเสื้อสีเขียวอ่อน สวมแว่น อันที่จริงมีเรื่องราวที่สนุกๆในการไปเยือนฟิลิปปินส์อีกหลายเรื่อง จะค่อยๆทยอยเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปครับ




ความคิดเห็นที่ 17

ครูไผ่ vcharkarn vteam
19 ม.ค. 2554 08:42
  1. คนสวยมาก ๆ ที่นั่งอยู่ทางแขนข้างซ้ายของอาจารย์แขชนะใน คหพต 15 คือใครคะ




ความคิดเห็นที่ 183

แขชนะ vcharkarn vteam
31 ส.ค. 2554 01:10

  1. บริเวณนี้เคยมีสัตว์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่มากมาย ซากสัตว์เหล่านี้มีหลากหลายชนิดและค่อนข้างสมบูรณ์ มีทั้งโครงกระดูก กระโหลกและไข่ไดโนเาร์จำนวนมาก



    มีโครงกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์หลากหลายขนิดและหลายขนาดแสดงไว้ประกอบภาพวาดด้านหลังให้แลดูเหมือนบรรยากาศในยุคนั้น



    นอกจากโครงกระดูกแล้ว ยังมีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ให้แลดูเหมือนจริงโดยมีกลไกทำให้เคลื่อนไหวได้ด้วยดังรูปข้างล่างนี้





ความคิดเห็นที่ 21

พิทยา
19 ม.ค. 2554 17:08
  1. ถ้าผมจำไม่ผิด คุณ Lucille น่าจะเคยอยู่ที่ RECSAM นะครับ


    ตอนผมไปอบรมเมื่อปี 2531 จำได้ว่ามี รอง ผอ. (หรือตำแหน่งอะไรซักอย่างหนึ่งนี่แหละ)ของ RECSAM


    เป็นชาวฟิลิปปินส์ ชื้อ Lucille นี่แหละครับ




ความคิดเห็นที่ 22

แขชนะ vcharkarn vteam
19 ม.ค. 2554 17:12
  1. สวัสดีครับอาจารย์พิทยา เรื่องราวของอาจารย์ก็มีครับ แต่ต้องรอคิวก่อนนะครับ มีเรื่องราวและภาพเคลื่อนไหวตอนที่อาจารย์ใช้ลูกโป่งสอนฟิสิกส์ได้สารพัดเรื่อง อดใจรอครับ อีกไม่นานเกินรอ


    ถูกต้องแล้วครับ คุณ Lucille เคยเป็นรองผู้อำนวยการที่นั่น ก่อนย้ายมาประจำ UNESCO ที่ประเทศไทย


    อ้อ! เกือบลืมไปอีกท่านหนึ่งที่อยู่ในภาพข้างบน ตรงที่ผมวงสีฟ้าไว้ คือ อาจารย์ณัฐสรวง ทิพานุกะ เป็นอาจารย์จากโรงเรียนหนองจอก มาดูแลนักเรียนในค่ายฝึกวิจัยวิทยาศาสตร์ ตอนหลังได้ย้ายมาทำงานที่ สาขาเคมี สสวท. 



    ผมได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาที่กรุงปักกิ่งกับพี่ณัฐสรวงด้วย ตามโครงการที่ ดร.เฉลียว มณีเลิศ ผู้อำนวยการ สสวท.คนก่อนได้ริเริ่มขึ้น จะได้เล่าเรื่องและมีภาพเคลื่อนไหวประกอบอีกครั้งในโอกาสต่อไป




ความคิดเห็นที่ 117

แขชนะ vcharkarn vteam
10 เม.ย. 2554 05:08

  1. ขณะที่นั่งอยู่ในรถ เมื่อเรามองออกไปนอกหน้าต่างรถสองข้างทางจะพบเสือไซบีเรียอยู่กันกระจัดกระจายทั่วไปในสวนเสือ ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาปกคลุมพื้นดิน บ้างก็เข้าไปหลบลมหนาวในถ้ำที่ทำเทียมขึ้นมา




ความคิดเห็นที่ 118

แขชนะ vcharkarn vteam
10 เม.ย. 2554 13:10

  1. กรงสวนเสือเปิดนี้จะเป็นกรงที่มีประตูสองชั้น เมื่อรถเคลื่อนที่เข้าไปหน้าประตู จะมีเจ้าหน้าที่บนหอบังคับการเปิดประตูที่ควบคุมทางไกลให้




ความคิดเห็นที่ 24

แขชนะ vcharkarn vteam
21 ม.ค. 2554 01:00
  1. ถูกต้องแล้วครับ อาจารย์จารุนี สอบ ม.8 ได้ที่ 1 ของประเทศไทย (สมัยก่อนมีประถม 1-4 แล้วต่อ มัธยม 1-8 หรือ ม.1-ม.8 ซึ่งเป็นระบบ 12 ปีเหมือนปัจจุบัน แต่ปัจจุบันแบ่งเป็น ป.1-ป.6 และ ม.1-ม.6)



    ก่อนที่จะเล่าเรื่องอาจารย์จารุนีต่อ ก็อดที่จะพูดถึงบุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งไม่ได้คือ ศาสตราจารย์ ดร.ประชุมสุข อาชวอำรุง ท่านเคยเป็นคณบดี คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และขณะที่ท่านเป็นประธานสาขาครูวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ ท่านได้คัดเลือกผมเป็นผู้แทนจากสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ ไปประชุม ICASE Asian Symposium ที่มะนิลา ซึ่งขณะนั้นผมกำลังเรียนปริญญาโทเกือบจบแล้ว และอีก 3 ปีต่อมาท่านก็หาทุนส่งผมไปประชุม ICASE Asian Symposium ที่ฮ่องกง ผมจึงเริ่มทำงานร่วมกับ ICASE มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522


    อาจารย์ประชุมสุขเป็นคนแรกที่เริ่มจัดงาน วทท.และต่อมาก็เป็นงานใหญ่ทางวิชาการประจำปี ผมจำได้ว่าครีั้งแรกจัดที่จุฬาฯ ท่านได้จัดให้ผมเป็น Speaker คนหนึ่งในงานด้วย มีเรื่องที่น่าสนใจที่ท่านเล่าให้ฟัง.... ท่านสอนพรางพูดแบบขำๆว่า... ต่อไปถ้าเธอมีโอกาสเป็นผู้บริหาร แล้วมีบางโครงการที่เธอเห็นว่าไม่มีประโยชน์และไม่อยากให้เกิด แต่ขัดใครไม่ได้ ให้ใช้วิธีตั้งกรรมการเยอะๆและตั้งคนที่พูดมากๆแต่ไม่ค่อยทำงานไปด้วย โครงการจะล่มไปเองโดยปริยาย สมัยก่อนนี้ ผมไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะพูดจริงหรือพูดเล่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมมีประสบการณ์มากขึ้นก็พบว่าสิ่งที่ท่านพูดสอนไว้ในมีส่วนจริงอยู่มาก



    เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว การไปประชุมที่ฟิลิปปินส์คราวนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่เดินทางไปต่างประเทศโดยอาศัยเครื่องบิน (ก่อนนี้ไปลาวไม่ต้องบิน) และทำหนังสือเดินทาง นอกจากทำหนังสือเดินทางแล้ว ยังต้องมีใบสำคัญรับรองการปลูกฝีไข้ทรพิษและฉีดวัคซีนระหว่างประเทศด้วย ก่อนเดินทางผมต้องไปปลูกฝีและฉีดวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุข สมัยก่อนอยู่ที่เทเวศน์ ยุ่งยากมาก แต่เดี๋ยวนี้ทางองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโรคไข้ทรพิษได้หายไปจากโลกนี้แล้ว เราจึงไม่ต้องปลูกฝีแบบสมัยก่อน



    ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ทำงานมา ผมใช้หนังสือเดินทางไป 11 เล่ม บางเล่มก็ต่อแล้วต่ออีกต้องเพิ่มหน้าราวกับหีบเพลงชัก เพราะมีวีซ่าบางประเทศที่ยังไม่หมดอายุอยู่ในเล่ม ขณะที่นั่งเครื่องบิน มองออกไปนอกหน้าต่าง มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายทั้งกลางวันและกลางคืน ผมได้บรรยายการทดลองบางอย่างไว้บ้างแล้ว ผู้สนใจอาจเข้ามาอ่านเรื่องบางการทดลองที่นี่ได้ครับ >>> เรียนวิทยาศาสตร์จากหน้าต่างเครื่องบิน




ความคิดเห็นที่ 33

แขชนะ vcharkarn vteam
26 ม.ค. 2554 22:27




  1. ขอบคุณคุณ Np มากครับที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ แม้ไม่มีเรื่องจะคุย แวะมาทักทายก็ดีใจมากแล้วครับ เพลง Blue Danube เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทำให้ใครๆรู้จัีก Johann Strauss ใครที่หลงไหลในเสียงเพลงวอลทซ์อันไพเราะและเพลินกับสวนดอกไม้ที่งดงามในฤดูร้อน หากได้มาเยือนกรุงเวียนนาก็มักจะแวะมาเยือนอนุสาวรีย์ของ Johann Straussในสวนสาธารณะของเมือง (Stadtpark) อนุสาวรีย์ของ Johann Strauss ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นราชาแห่งเพลงวอลทซ์ ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะของกรุงเวียนนา Stadtpark หากจะไปเยี่ยมชมก็สามารถไปได้ทางรถไฟใต้ดิน สาย U4 ลงที่สถานีสตัดท์พาร์ค (Stadtpark) ขึ้นมาจากสถานี ก็จะมองเห็นป้ายสวนสาธารณะ อ่านประวัติของท่านได้จาก >>>> โยฮันน์ สเตราส์ บุตร Video แนะนำเมืองก็มีครับ >>>  

    Thumbnail


    ชื่อ Strauss นั้นมีหลายคน ใครเป็นใคก็ต้องวงเล็บไว้ หลายคนอาจจะสับสน คนแต่งเพลง The Blue Danube นั้นคือ โยฮันน์ สเตราส์ บุตร ซึ่งเป็นบุตรของ โยฮันน์ สเตราส์ บิดา ยังมี Strauss อีกหลายคน


    บางท่านอาจคุ้นเคยกับ Richard Strauss เป็นคีตกวีอีกท่านหนึ่ง เป็นชาวเยอรมัน บทเพลงของท่านมีคนเอามาทำเป็น Title ของภาพยนต์เกี่ยวกับอวกาศ หรือ ภาพยนต์แนววิทยาศาสตร์


    เช่นเพลง Title ในภาพยนต์เรื่อง 2001: A Space Odyssey ซึ่งผมเคยใช้ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการฟิสิกส์ที่อาจารย์จารุนี เป็นประธานเปิดงานเมื่อปี พ.ศ.2538 ที่พัทยา >>> 


    2001 A Space Odyssey Opening 









ความคิดเห็นที่ 34

แขชนะ vcharkarn vteam
27 ม.ค. 2554 00:18

  1. 2001 A Space Odyssey Opening


    นอกจากเพลงของ Richard Strauss แล้ว ยังมีเพลง Blue danube ของ  Johann Strauss ประกอบด้วย เชิญชมตัวอย่างครับ



    2001: A Space Odyssey - Blue Danube




ความคิดเห็นที่ 37

NpEdu vcharkarn veditor
27 ม.ค. 2554 16:13


  1. สิ่งที่ผมชอบท่าน(เป็นพิเศษนอกเหนือจากในฐานะครูอาจารย์) ก็คือ

    1. ท่านจะชวนนั่งรถไปกับท่าน โดยท่านจะถามว่าไปทางเดียวกันหรือเปล่า

    2. ท่านแต่งกายชุดเดิมสีเดิมทุกครั้งที่เราเห็น=======================

    นอกจากอาจารย์กำธรแล้ว ยังจำได้และระลึกถึงอาจารย์เก่าๆหลายท่าน เช่น อ.พิจิตร อ.สมบูรณ์ อ.โชว์ อ.ประมวล อ.วิมล
    ที่จำได้ไม่ลืมก็คือ อ.โชว์

    คิดว่า อ.นิรันดร์คงจะรู้จักทุกท่าน


     



     


     


     


     


     


     




ความคิดเห็นที่ 38

นิรันดร์ vcharkarn vteam
27 ม.ค. 2554 17:24
  1. แต่งกายสีเดิม 555

    ผมไม่ได้เรียนประสานมิตรหรอกครับพี่นภ
    อ.กำธรท่านคงสอนไปทั่วราชอาณาจักรไทยกระมัง
    ผมเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ภริยาผมเรียนที่บางแสน ก็เป็นลูกศิษย์ท่านเหมือนกัน
    ถ้าจำไม่ผิด เพื่อนที่เรียนเชียงใหม่ก็เป็นลูกศิษย์ท่าน

    คิดว่ารู้จักอาจารย์โชว์ ท่านมีของเล่นแยะ แต่ไม่ได้เรียนกับท่านครับ




ความคิดเห็นที่ 39

นิรันดร์ vcharkarn vteam
27 ม.ค. 2554 17:27
  1. คุ้น ๆ ว่า อ.โชว์จะเป็นเพื่อนของพ่อ
    พ่อผมเป็นนักเรียนเก่าประสานมิตรรุ่น 1 เลขประจำตัว 12
    ถ้าคนเจอก็จะทราบชื่อพ่อผมได้




ความคิดเห็นที่ 43

NpEdu vcharkarn veditor
29 ม.ค. 2554 15:32
  1. วิชา Music Appreciation ที่ผมเรียน จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มี 2 อย่าง คือ ดนตรีสากลและดนตรีไทย
    คนสอนเก่งพอๆกันที่สามารถทำให้ผมฟังเพลงคลาสิกและดนตรีไทย(ชั้นเดียว)ได้บ้าง
    =======================
    <ดนตรีที่ได้ยินขณะชมการ์ตูน
    ล้วนเป็นดนตรีคลาสิกแทบทั้งสิ้น
    ฝรั่งเขาฉลาดที่สอนให้เด็กฟังดนตรีเป็นโดยปลูกฝังแต่เล็กแต่น้อย>
    =======================

    คนไทยก็ไม่ใช่ย่อยนะครับเรื่องการดนตรี
    แบคกราวน์ของหนังไทยสมัยก่อนเป็นดนตรีไทยทั้งนั้นเลยนะครับ
    ตื่นเต้น ตกใจ โกรธ โมโห รัก คิดคำนึง เสียใจ ตลกขบขัน  จะต้องใช้เพลงอะไร เสียดายที่สมุดจดเล็กเชอร์มันเหม็นอับคล้ายกลิ่นแมลงสาบ จนต้องทิ้งไปนานแล้ว
    จำชื่อได้เพลงเดียวก็คือบทโศก ต้องธรณีกันแสง

    คนไทยก็ไม่ใช่ย่อยนะครับเรื่องการดนตรี
    ไม่ว่าจะเป็นดนตรีของชาติไหน  พี่ไทยเลียนแบบได้หมด  บางเพลงนอกจากจะเลียนทำนองได้แล้ว
    ยังแปลเป็นไทยคำต่อคำ บาทต่อบาท บทต่อบทได้อีกด้วยนะ

    เพลงไทยโบราณก็ไม่ใช่ย่อย
    พม่ารำขวาน
    แขกต่อยหม้อ
    พราหมณ์ดีดน้ำเต้า
    ฝรั่งรำเท้า
    ลาว(สาระพัดลาว เช่น)ลาวดวงเดือน
    จีนขิมเล็ก
    เขมรไทรโยค




ความคิดเห็นที่ 67

แขชนะ vcharkarn vteam
5 ก.พ. 2554 04:11
  1. การที่ผมได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมต่างๆในประเทศจีนหลายๆครั้งหลายปีที่ผ่านมานี้ ต้องขอขอบคุณข้อมูลต่างๆจาก ดร.ซุน ฉี และ ดร.ลิ่ว จุ่น สองสามีภรรยา เพื่อนชาวจีนของผม



    ทั้งสองเล่าว่า อันที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนปักกิ่ง แต่เกิดที่ฮาร์บิ้น แล้วย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่ง เมืองฮาร์บิ้นเป็นเมืองในมณฑลเฮยหลงเจียง (แปลว่าแม่น้ำมังกรดำ) อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน อยู่ติดรัสเซียและเกาหลีเหนือ เชิญชม Video แนะนำเมืองฮาร์บิ้นที่นี่ครับ


    เมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิ้น ตอนที่ 1


    Thumbnail


    เมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิ้น ตอนที่ 2


    Thumbnail


    เมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิ้น ตอนที่ 3


    Thumbnail


    ผมได้มีโอกาสไปเยือนฮาร์บิ้น มีอะไรต่างๆที่น่าสนใจมากมาย รวมทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่น่าสนุกตื่นเต้น จะค่อยๆทะยอยเล่าให้ฟังครับ




ความคิดเห็นที่ 44

แขชนะ vcharkarn vteam
30 ม.ค. 2554 23:34

  1. ผมเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆในการประชุมและการอบรมครู เจ้าภาพผู้จัดมักจะจัดให้ชมการแสดงทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ รวมทั้งมีการแสดงดนตรีประจำชาตินั้นๆ ผมรู้สึกว่าเพลงบางประเทศเราฟังแล้วรู้สึกไพเราะ บางประทศฟังได้ไม่นานก็ไม่รู้สึกซาบซึ้ง ทั้งๆที่เพลงเหล่านี้ได้รับการคัดสรรมาอย่างดีเพื่อแสดงต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาเยือน ดังนั้นชนแต่และกลุ่มหรือแม้แต่ละบุคคลจะซาบซึ้งในบทเพลงและท่วงทำนองของเพลงแต่ละเพลงไม่เหมือนกัน ผมมีโอกาสไปประชุมและศึกษาดูงานที่องค์การ UNESCO ปารีสหลายครั้ง ผมเคยซื้อแผ่น CD ที่จัดทำโดย UNESCO เป็น CD รวมเพลงเอกชั้นยอดทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศมาฟัง แม้ว่าเพลงทุกเพลงจะได้รับการสรรหาว่าเป็นสุดยอดเพลงที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ผมรู้สึกว่าไม่เพราะเลยสักเพลง และไม่สามาถทนฟังจนหมดทั้งแผ่น


    หากจะกล่าวถึงประเทศออสเตรีย ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศแห่งเสียงดนตรีอันไพเราะ เพลง classic ดังๆของโลกหลายเพลงกำเนิดที่นี่ แต่ถึงกระทั้งคนทางแถบเอเชียเช่นคนไทย หลายคนที่ไม่คุ้นเคย ก็จะไม่รู้สึกซาบซึ้ง ไม่รู้สึกว่าไพเราะ สู้เสียงขลุ่ยที่เป่าเล่นตามชายทุ่งไม่ได้แม้แต่น้อย เช่นเพลงที่เรารู้จักกันดี "ธรณีกรรแสง" ที่บรรเลงประสานกันด้วยเครื่องคนตรี 3 ชนิดคือ เปียโน ไวโอลิน และขลุ่ยไทย ฟังดูเยือกเย็น เศร้าสร้อย หากตกลงไปในห้วงอารมณ์ที่ลึก บางท่านอาจฟังแล้วน้ำตาคลอเลยก็มี


    Thumbnail



     


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น