วิชาการดอทคอม ptt logo

ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท.

โพสต์เมื่อ: 23:57 วันที่ 23 ธ.ค. 2553         ชมแล้ว: 266,485 ตอบแล้ว: 276
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป

กระทู้นี้ตั้งใจจะเขียนขึ้นเพื่อเล่าประสบการณ์อันดีงาม 42 เดือนที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมที่ทำงานในช่วงที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

ในช่วงชีวิตคนเรา ต้องประสบกับสิ่งต่างๆมากมาย บางอย่างอาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทางที่มีคุณค่ายิ่งอย่างชนิดที่เราไม่อาจคาดเดาได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)สมัยหนึ่ง เป็นผู้มีพระคุณท่านหนึ่งที่มีส่วนส่งเสริมและผลักดันให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป มองโลกในแง่ที่ดี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจและอยากมีส่วนแก้ไขปัญหาการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะในแง่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โอกาสที่ท่านมอบให้ผมเป็นโอกาสที่มีคุณค่ายิ่ง คุณงามความดีต่างๆดังที่จะกล่าวต่อไปในกระทู้นี้ ต้องมอบให้แก่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ขอให้ดวงวิญญาณของท่านได้โปรดรับทราบว่ายังมีผู้ที่ระถึงคุณงามความดีของท่านอีกมากมาย

223677
ฟังเสียงอาจารย์ได้ที่นี่ครับ >>>



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง





จำนวน 264 ความเห็น, หน้าที่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 14 ส.ค. 2554 (20:18)


ขณะที่มาร์โค โปโลเข้าเฝ้าท่านข่าน ด้วยเกรงว่าจะลื่นไถลล้มทำแจกันมีค่าเสียหาย ท่านข่านจึงมีบัญชาให้นางผู้รับใช้ในวังมาถูพื้นก่อนที่จะเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด


พูดเล่นครับ !  ความจริงตอนนั้นมีคนทำความสะอาดเข้ามาพอดี ผมก็เลยถ่านภาพไว้สนุกๆ ไม่ค่อยมีให้เห็นครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 14 ส.ค. 2554 (23:43)


พนักงานถูพื้นที่นี่ เวลาถูพื้นด้วยไม้ถูพื้นที่เปียกแล้วจะมีการโบกพัดให้แห้ง แขกผู้มาเยี่ยมชมจะได้ไม่ลื่นล้ม


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 17 ส.ค. 2554 (00:17)


ที่อาคารพิพิธภัณฑ์อีกอาคารหนึ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะยุคสมัยกุปไลข่าน ตัวหนังสือบอกรายละเอียดต่างๆในพิพิธภัณฑ์นี้จะเขียนเป็น 3 ภาษา คือภาษาจีน ภาษาอังกฤษและภาษามองโกเลีย ที่เห็นอยู่ด้านบนสุด



คำว่า"มองโกล" เขียนเป็นตัวอักษรได้ดังข้างบนนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 174 23 ส.ค. 2554 (01:09)


พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีห้องแสดงต่างๆถึง 4 ชั้น ห้องแรกที่ผู้นำชมพาเราไปก็คือห้องที่แสดงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ มีรูปปั้นและเรื่องราวต่างๆที่เขียนบรรยายด้วย 3 ภาษาคือ ภาษาจีน ภาษามองโกล และภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นยังมีห้องแสดงพวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของผู้นำ อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใข้ในการทำสงครามต่างๆ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 175 24 ส.ค. 2554 (03:22)


ห้องถัดไปเป็นห้องแสดงวิถีชีวิตของผู้คนพื้นเมืองที่นี่ในอดีต รวมทั้งเครื่องแต่งกายแบบต่างๆ



ลักษณะภูมิประเทศที่นี่มีความแตกต่างสูง มีทั้งทุ่งหญ้าโล่งกว้างใหญ่ไพศาลและห้วงทะเลทรายที่แห้งแล้ง อีกทั้งฤดูกาลที่แตกต่างกัน ฤดูร้อนจะร้อนจัด ฤดูหนาวก็หนาวจัด ห้องนี้ก็แสดงความเป็นอยู่ของผู้คนในลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน



นอกจากนั้นยังแสดงชีวิตสัตว์ในทุ่งกว้างกับชีวิตสัตว์ในทะเลทราย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 24 ส.ค. 2554 (18:53)


ชาวมองโกลเรียกตัวเองว่าเป็นบุตรแห่งดินแดนทุ่งหญ้า ทางตอนเหนือของดินแดนแห่งนี้จะเป็นทุ่งหญ้าเรียบที่และดูเหมือนพรมสีเขียวขจีที่ปูแผ่กว้างไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา การเดินทางจากที่หนึ่งไปจำเป็นต้องใช้ม้าเป็นภาหนะ ดังนั้นผู้คนในแถบนี้จึงมีความผูกพันกับม้าเป็นอย่างยิ่ง สัญญลักษณืต่างๆของเมืองจึงมักจะมีรูปม้าประกอบ



ในพิพิธภัณฑ์จะมีส่วนแสดงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้เกี่ยวกับม้าในสมัยโบราณ ชาวมองโกลมีความเชี่ยวชาญในการใช้ม้าในหลายๆด้าน ตั้งแต่ใช้ในการรบสมัยเจ็งกีสข่าน กุปไลข่านเป็นต้นมา กองทัพที่ใช้ม้าสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและไกล ดังนั้นการแผ่อำนาจยึดครองเมืองต่างๆเป็นเมืองขึ้นจึงทำได้รวดเร็วและกว้างขวาง การแผ่ขยายอำนาจในสมัยนั้นจึงยิ่งใหญ่นัก



ชาวมองโกลใช่ว่าจะเป็นคนดุร้าย โหดเหี้ยม เหมือนนักรบโบราณเสียทีเดียว ที่นี่ยังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมที่น่าสนใจ มีบทเพลงและบทกวีที่มีชื่อเสียงไม่น้อย อีกทั้งการแพทย์แผนโบราณรวมทั้งการฝังเข็มก็ยังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ยุคโบราณ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 25 ส.ค. 2554 (00:24)


ในพิพิธภัณฑ์นี้ยังแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงวิกฤตที่เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองและวัฒนธรรม และในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองจีน



ในห้องนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของจีน จะมีภาพถ่ายประวัติศาสตร์และเรื่องราวแสดงมากมายรวมทั้งอาวุธต่างๆของกองทัพแดง



มีภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับท่านประธานเหมาที่เกี่ยวข้องกับเขตปกครองตนเอง Inner Mongolia



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 178 25 ส.ค. 2554 (08:51)



วันนี้มีผู้เข้ามาเยี่ยมชมกระทู้นี้ถึงหนึ่งแสนคน ภายในเวลา 8 เดือน เฉลี่ยมีผู้เข้ามาชม 410 คนต่อวัน ขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้ความสนใจครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 179 26 ส.ค. 2554 (03:41)


บริเวณอีกชั้นหนึ่งอาคารนิทรรศการนี้ จะเป็นส่วนที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับทรัพยากรในแผ่นดิน เช่นพวกแหล่งแร่ที่เป็นประโยชน์ในงานอุตสหกรรม อัญมณีหรือหินที่มีค่า หรือแม้แต่ทรพยากรน้ำมัน ในห้องแรกจะเป็นการแนะนำแหล่งทรัพยากรต่างๆในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน (Inner Mongoliua) โดยอาศัยภาพถ่ายจากดาวเทียม



แผงนิทรรศการส่วนหน้าทำได้น่าดูมากโดยเน้นให้ห้องมืด แต่ใช้ไฟส่องหินแร่ที่จัดแสดงไว้ในตู้รู้สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ทำให้เพิ่มจุดเด่นเน้นจุดที่น่าสนใจ



หินที่เป็นก้อนผลึกขนาดใหญ่รูปร่างแปลกๆมีให้ชมมากมาย ทั้งที่ใช้เป็นเครื่องประดับที่มีค่าและใช้ในงานอุตสากรรมประเทศต่างๆ



ก้อนหินที่มีรูปร่างผลึกแปลกๆและมีสีสรรค์งดงามเหล่านี้มีอยู่มากมาย ผมเห็นมีหินพวกนี้วางขายที่ตลาดทั้วไป ผู้คนมักจะหาซื้อมาทำเป็นเครื่องประดับต่างๆดูงดงามมาก ที่เมืองไทยผมเคยเห็นผู้คนหน้าตาแปลกๆแบบพวกมองโกลหอบเอาหินสวยๆที่หาไม่ได้ในประเทสไทยมาเร่ขายตามที่ต่างๆอยู่หลายแห่งเหมือนกันครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 26 ส.ค. 2554 (05:28)


หินหลากหลายสีและรูปทรงที่มีลักษณะงดงามแตกต่างกันที่วางขายที่ตลาดในเมือง เขาเอามาใส่จานจัดวางดูคล้ายๆจานอาหารและผักผลไม้ ถ้ามองดูไกลๆแทบแยกไม่ออกเลยครับว่าเป็นก้อนหิน



หน้าตาของชาวมองโกลพื้นเมืองจะเป็นแบบนี้ครับ หน้าเหมือนที่ผมเคยเห็นหอบเอาหินเครื่องประดับแปลกๆสวยๆมาเร่ขายอยู่ในกรุงเทพ รูปล่างเป็นรูปชองนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เป็นอาสาสมัครมาต้อนรับแขกชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุม เธอให้เรียนชื่อเธอว่า "Amy" เป็นลูกครึ่งชาวมองโกลพื้นเมืองกับชาวฮั่น(ชาวจีน) ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดของใบหน้าชาวมองโกลพื้นเมืองคือ มีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ดังแสดงในรูป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 181 30 ส.ค. 2554 (01:45)


นอกจากเรื่องราวของวิถีชีวิตผู้คนและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆแล้ว ในพิพิธภัณฑ์นี้ยังมีเรื่องราวของชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์ของดินแดนแห่งนี้อีกด้วย



นิทรรศการเกี่ยวกับไดโนเสาร์นี้จะมีเจ้าหน้าที่นำชม และมีส่วนที่เป็นวิดีทัศน์ให้ชมเองโดยจะมีลำโพงที่ให้กำเนิดเสียงรูปโดม(ภาพซ้ายมือ) ผู้ชมจะต้องไปยืนอยู่ใต้โดมจึงจะได้ยินเสียงชัดเจน วิธีนี้ดีคือจะไม่มีเสียงออกมารบกวนผู้อื่น ใครอยากชมเรื่องอะไรเสียงก็จะออกมาบริเวณนั้นเฉพาะที่



บางส่วนผมถ่ายเป็นภาพสามมิติมาให้ชมกันครับ >>>>


ทำภาพสามมิติ


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 182 30 ส.ค. 2554 (08:59)


ห้องแสดงนิทรรศการไดโนเสาร์นี้จะอยู่ชั้นต่ำสุด หรืออาจเรียกว่าชั้นใต้ดินเห็นจะได้ เพราะที่นี่มีซากไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์และมีขนาดสูงใหญ่มาก บริเวณกลางห้องโถงจึงต้องการที่โล่งเพื่อไดโนเสาร์จะไดยืดคอและหัวขึ้นไปชั้นบนได้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 183 31 ส.ค. 2554 (01:10)


บริเวณนี้เคยมีสัตว์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่มากมาย ซากสัตว์เหล่านี้มีหลากหลายชนิดและค่อนข้างสมบูรณ์ มีทั้งโครงกระดูก กระโหลกและไข่ไดโนเาร์จำนวนมาก



มีโครงกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์หลากหลายขนิดและหลายขนาดแสดงไว้ประกอบภาพวาดด้านหลังให้แลดูเหมือนบรรยากาศในยุคนั้น



นอกจากโครงกระดูกแล้ว ยังมีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ให้แลดูเหมือนจริงโดยมีกลไกทำให้เคลื่อนไหวได้ด้วยดังรูปข้างล่างนี้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 184 31 ส.ค. 2554 (22:29)


บริเวณนิทรรศการเกี่ยวกับสัตว์ดึกดำบรรพ์นี้กว้างขวางมาก บางมุมจะมีการตกแต่งด้วยไฟวิ่งที่ทำเป็นรูปไดโนเสาร์ ดังรูปบน





แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 185 1 ก.ย. 2554 (00:31)


หลังจากเยี่ยมชมพิพิธํภัณฑ์จนครบหมดแล้ว หากใครต้องการหาซื้อของที่ระลึกก็จะมาเลือกซื้อได้ที่ร้านใกล้ทางออก หรือหากใครอยากส่งไปรษณียบัตรที่เป็นรูปต่างๆของเมืองนี้ ก็สามารถมาหาซื้อและจัดส่งได้ที่ตู้ในมุมบริการไปรษณีย์ของพิพิธภัณฑ์



หลังจากออกมาจากพิพิธภัณฑ์เตรียมขึ้นรถเดินทางต่อไป จะเห็นมีร้านค้าหาบเร่ขายของที่ระลึกต่างๆส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องหนังและหนังสัตว์ต่างๆ



ดูท่าเราจะสำคัญมาก เพราะขณะที่เดินทางไปรับประทานอาหารเย็นที่เจ้าภาพจัดเลี้ยง จะมีรถตำรวจนำไปตลอดทาง



เมื่อรถมาจอดที่บริเวณสี่แยก นอกจากจะมีไฟจราจรแล้ว ยังมีตำรวจหญิงคอยโบกรถอยู่กลางถนน น่าดูมากครับ



ถนนในเมือง Hohhot เมืองหลวงของมองโกเลียในนั้นกว้างมาก ที่เป็นดังนี้เพราะเป็นการรองรับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว สังเกตเห็นมีการก่อสร้างอาคารใหญ่ๆอยู่ทั่วไปทั้งเมือง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของที่นี่เจริญมาก จากข้อมูลอ้างอิงนี้ เราจะได้ข้อมูลที่น่าสนใจ >>> http://www.starmass.com/china_review/city_overview/hohhot.htm  >>>


 



ข้อมูลการเจริญเติบโตของประชากรตั้งแต่ปี 2001-2009


 



 


ชาร์ตแสดง Nominal GDP และแนวโน้ม จะเห็นได้ว่า จากปี 2001 - 2009 มากขึ้นถึง 7.5 เท่า


 



ชาร์ตแสดง Nominal GDP per capita และแนวโน้ม จะเห็นได้ว่า จากปี 2001 - 2009 มากขึ้นถึงเกือบ 8 เท่า เรียกได้ว่าเจริญเติบโตมากที่สุดในประเทศจีน ยังมากกว่าฮ่องกงและมาเก๊าเสียอีก


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 186 4 ก.ย. 2554 (16:53)


รถตำรวจนำขบวนเรามาที่ภัตตาคารอาหารค่ำที่การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมืองของมองโกเลีย



หลังจากที่มีการแสดงดนตรีและฟ้อนรำแบบมองโกเลียต้อนรับพวกเราแล้ว ก็จะมีพิธีการเปิดเสิร์ฟอาหาร โดยจะมีการตัดชิ้นเนื้อแกะย่าง และเตรียมจอกเหล้าเลี้ยงรับรองโดยคณะเจ้าภาพ



พิธิเสิร์ฟจอกเหล้าก็จะมีสาวงาม 3 คน แต่งกายในชุดพื้นเมือง มีผ้ายาวพาดบนมือทั้งสองข้าง และมีจอกเหล้าวางอยู่มือข้างใดข้างหนึ่งที่มีผ้าสีน้ำเงินพาดอยู่ จากนั้นสาวงามทั้งสามคนก็จะเดินเอาจอกเหล้าไปให้แขกผู้มาเยือนได้จิบเหล้าพื้นเมืองที่ละคนๆ จนครบทุกคน และแขกที่ีมานั้นจะต้องคื่มเหล้าให้หมดจอก ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มากนัก ขนาดราวๆถ้วยน้ำจิ้มขนาดเล็กที่บ้านเรานั่นเอง เหล้าที่เอามาให้การต้อนรับนั้นก็เป็นเหล้าขาวที่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากหน่อย เมื่อดื่มเข้าไปแล้วมันจะรู้สึก"วาบ"ตั้งแต่ลำคอไล่ลงไปตามลำไส้จนถึงท้อง รู้สึกมันร้อนๆวูบวาบจนหิวข้าวขึ้นมาทีเดียว



หลังพิธีต้อนรับโดยเจ้าภาพแล้ว เราก็เริ่มรับประทานอาหารกัน ขณะเดียวกันก็มีการแสดงๆได้แก่การแสดงดนตรีพิ้นเมืองสลับกับการเต้นและฟ้อนรำตามแบบชาวมองโกล



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 187 13 พ.ย. 2554 (10:34)


วันนี้คิดถึงอาจารย์จารุนีเป็นพิเศษ เพราะผมกำลังอยู่ที่เมืองซูริค และจะเดินทางเข้ากรุงปารีส ซึ่งเคยได้ร่วมการประชุม UNESCO กับอาจารย์จารุนีเมือ่ตอนที่รู้จักกันครั้งแรก ดังที่เล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น


ผมได้มีโอกาสจัดโปรแกรมทัศนศึกษาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส ให้แก่กรรมการของที่ประชุมคณบดีวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศและได้มีโอกาสร่วมเดินทางมาด้วย ที่เห็นในรูปเป็นภาพหมู่ที่ถ่ายที่ Free University of Berlin เป็นที่ที่ผมเคยเรียนปริญญาเอกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมยังติดต่อและมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อ 2 ปีก่อนผมก็ได้กลับมาเยี่ยมและบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ อาศัยว่าเป็นศิษย์เก่า การติดต่อประสานงานต่างๆก็ง่ายขึ้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 188 23 พ.ย. 2554 (22:20)


รูปเดียวกันกับข้างบน แต่เป็นแบบ 3 มิติครับ



ถ่ายถาพร่วมกันหน้าประตู Brandenburg ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่สำคัญจุดหนึ่งของกรุงเบอร์ลิน แนวที่ผ่านประตูนี้เคยเป็นที่ตั้งของ "กำแพงเบอร์ลิน" ในยุคสงครามเย็น เปรียบเทียบกับรูปขณะมีกำแพงที่ผมถ่ายไว้เมื่อตอนไปเรียนปริญญาเอกเมื่อ 27 ปีก่อน



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 189 24 พ.ย. 2554 (08:47)

ไม่มีรูปปัจจุบันเทียบกันหรือครับ กำแพงเบอร์ลินหายไป คนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 190 24 พ.ย. 2554 (10:11)

รูปหมู่ที่เห็นคือรูปถ่ายปัจจุบันครับ ถ่ายกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 191 24 พ.ย. 2554 (10:56)

อาจารย์พิทยาคงจะถามทางอ้อมว่ากางเกงตัวที่ใส่อยู่ในรูปเมื่อ 27 ปีก่อน ปัจจุบันยังใส่ได้อยู่หรือเปล่า กระมังคะ?


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 192 24 พ.ย. 2554 (11:46)

ครูไผ่ชอบตัวเลข ผมจะบอกเป็นตัวเลขให้ฟังครับ ตอนเรียนปริญญาตรีน้ำหนัก 56 กก. ตอนเริ่มไปเรียนที่เยอรมนี หนัก 64 กก. ตอนจบกลับมา หนัก 78 กก. ตอนนี้ หนัก 90 กก. เวลาจะชั่งน้ำหนักต้องวานคนอื่นมาช่วยอ่านค่า ตัวเองมองไม่เห็นเข็มตาชั่งเพราะไขมันบังอยู่ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 193 24 พ.ย. 2554 (12:51)

ใช่ตามที่ครูไผ่ว่านะครับ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของ ดร.แข เทียบกับรูปเมือไปอยู่เยอรมัน ยี่สิบกว่าปีก่อน ที่สำคัญคือ ผมมองหาร ดร.แข ในรูปหมู่ไม่เจอครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 194 24 พ.ย. 2554 (21:06)


หาไม่เจอหรอกครับ เพราะผมเป็นคนถ่ายรูปครับ ดูนี่ดีกว่า รูปเปรียบเทียบของจริง เวลาผ่านไป 27 ปี เปลี่ยนไปทั้งขนาดและทิศทาง เอ้ย! ไม่ใช่ ติดปากเรื่องเวคเตอร์น่ะครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 195 25 พ.ย. 2554 (07:28)


รูปนี้ถ่ายที่บริเวณ Botanical garden และ Botanical Museum ของมหาวิทยาลัย Free Unuiversity of Berlin


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 196 26 พ.ย. 2554 (04:30)


ส่วนของกำแพงเบอร์ลิน ที่ผมไปร่วมทุบมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนที่จะถูกทุบทิ้งทั้งหมดในเวลาต่อมา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 197 26 พ.ย. 2554 (22:11)

วันนี้มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง จากความเห็นที่ 134-135 ข้างต้น ว่าผมได้ไปบรรยายและจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่รัสเซียมา 4-5 ครั้งแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนชั้นนำ N19 แห่งเมือง Kazan ได้เชิญผมไปจัดอบรมครู และต่อมาท่านได้แจ้งให้ทราบว่า ครูที่โรงเรียนที่ได้รับการอบรมเทคนิคการสอนฟิสิกส์จากผมเมื่อคราวที่แล้ว เอาไปประยุกต์ใช้งาน จนได้รับรางวัลครูฟิสิกส์ดีเด่นแห่งรัฐ Tatarstan (ดูรูป) ได้รับเงินรางวัลราวสองแสนบาท ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงขอให้ผมเดินทางมาจัดอบรมครูให้ที่รัสเซียทุกปี


ปรากฏว่า เมื่อวานนี้ผมได้รับการติดต่อจากโรงเรียน N19 ทราบข่าวว่า ท่านผู้อำนวยการได้การส่งเสริมให้ไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีศึกษาธิการ และครูที่ได้รับรางวัลที่เห็นในรูปนี้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการแทน และได้ขอให้ผมร่วมกิจกรรมการสอนทางไกลโชว์แขกผู้มาเยี่ยมโรงเรียน ท่านได้ขอให้ผมสอนนักเรียนในชั้นเรียนเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้า โดยผ่าน Skype



โดยการจัดชั้นเรียนตัวอย่างขึ้นแล้วให้ผมบรรยายประกอบการทดลองประมาณ 10 นาที มีการกล่าวนำและทักทายกัน ภาพและเสียงชัดเจน สนุกสนานมาก



ทั้งเด็กนักเรียนและผู้มาเยี่ยมชมรู้สึกสนุกและตื่นเต้นด้วย โดยทางโรงเรียนได้เชิญผมไปบรรยายให้นักเรียนและอบรมครูฟิสิกส์อีกราวเดือนเมษายนปีหน้า


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 198 12 ธ.ค. 2554 (03:40)


หน้าประตู Brandenburg ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่สำคัญจุดหนึ่งของกรุงเบอร์ลิน
แนวที่ผ่านประตูนี้เคยเป็นที่ตั้งของ "กำแพงเบอร์ลิน" ในยุคสงครามเย็น ผมทำเป็นภาพ 3 มิติอีกแบบหนึ่งที่ต้องใช้แว่นตาดู



จากเบอร์ลิน ผมก็มาเยี่ยมเพื่อนเก่าที่มิวนิค เคยร่วมงานกันมาสิบกว่าปีแล้ว คือ Dr.Christian Ucke (คนขวามือสุด) ซึ่งอยู่ที่ Technical University of Munich เราทำงานเกี่ยวกับของเล่นวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ไปบรรยายตามประเทศต่างๆด้วยกันหลายประเทศ เช่น ฮังการี สเปน จีน และเยอรมนี ที่เห็นในรูป Dr.Ucke กำลังสาธิตการใช้ของเล่นบางอย่างในการสอนฟิสิกส์ คนซ้ายสุดคือ รศ.ดร.จุฑามาศ คณบดีวิทยาศาสตร์ สงขลานครินทร์ ถัดมาคือ ผศ.ดร.วรนุช คณบดีวิทยาศาสตร์ พระจอมเกล้า ธนบุรี และ ดร.ธีระเดช รองคณบดีวิทยาศาสตร์ พระจอมเกล้าธนบุรี



นอกจากนั้นแล้ว Dr.Ucke ยังพาไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์คณิตศาสตร์ขนาดเล็กสำหรับกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์ที่สนุกๆ เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน หลังจากที่ไม่ได้พบกันมาหลายปี ผมก็บอกว่าผมจัดทำห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้โรงเรียนหลายแห่งในหลายจังหวัดเหมือนกัน ผมใช้ชื่อว่า Discovery room หรือ ห้องแห่งการค้นพบ ดังแสดงเป็นผังในรูปต่อไปนี้





Dr.Ucke พาไปพบหัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ พบไปดูห้อง Lab ฟิสิกส์ ทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายว่า โครงสร้างของอาคารนอกจากจะใช้เป็นที่เรียนแล้ว ยังจะต้องปรับภูมิทัศน์โดยบูรณาการศิลปะวัฒนธรรม หรือ กิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจทางเทคโนโลยีสร้างไว้ประกอบด้วย ในการนี้ทางภาควิชาคณิตศาสตร์ได้สร้างอุโมงค์สไลด์ให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปมาเยี่ยมชม การมาเยือนครั้งนี้แล้วจบด้วยการพาไปเล่นอุโมงค์สไลด์สูง 4 ชั้น เป็นที่สนุกสนานมาก



ที่เห็นในรูปคือ ผศ.ดร.คมศร รองคณบดีวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม กำลังไถลลงมาจากอุโมงค์สไลด์พร้อมกับถ่ายวิดีโอด้วยขณะไถลลงมา



ก่อนกลับ Dr.Ucke ได้มอบหนังสือเกี่ยวกับของเล่นวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผลงานตลอด 20 ปีที่ผ่านมาที่เขียนร่วมกับเพื่อนผมอีกคนหนึ่งคือ Prof.Dr.Schlichting ดังแสดงในรูป ผู้สนใจอาจเข้ามาเยี่ยม Homepage ของ Dr.Ucke ได้ที่นี่ครับ http://www.ucke.de/christian/physik/english.htm



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 199 13 ธ.ค. 2554 (02:06)


เมื่อมาถึงแคว้นบาวาเรีย เยือนเมืองมิวนิคแล้ว ก็อดที่จะไปเยี่ยมชนปราสาท Neuschwanstein ต้นแบบปราสาทของดีสนีย์แลนด์ไม่ได้



จากเยอรมนี เราก็เดินทางต่อไปยังกรุงปารีสโดยรถไฟด่วนพิเศษ TGV


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 201 14 ธ.ค. 2554 (00:46)


เรามาขึ้นรถไฟความเร็วสูงที่เมือง Dijon เตรียมขึ้นรถด่วนพิเศษ
Paris-Lyon ผมลองวัดความดันบรรยากาศได้ค่า 997 hPa
และความสูงจากระดับน้ำทะเลได้ 150 เมตร ขณะที่นั่งรถไฟความเร็วสูง TGV
ผมลองใช้ GPS จากโทรศัพท์มือถือจับความเร็ว
ปรากฏว่าความเร็วสูงสุดที่วิ่งของขบวนนี้คือ 180 กม ต่อ ชั่วโมง
เราใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงก็ถึงปารีส ช่วงบ่ายแก่ๆ



กลัวว่าแดดจะหมดและค่ำเร็ว เราจึงไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า
ถือโอกาสไปเที่ยว มหาวิหาร Notre Dame
เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมภายในมหาวิหาร ขณะนั้นกำลังมีพิธีทางศาสนา
ผู้คนเนื่องแน่นในโบส์ถ ได้ยินเสียงระฆังโบส์ถดังก้องกังวาน
ทำให้ผมนึกถึงคนหลังค่อมตีระฆังมหาวิหารแห่งนี้ ผู้นั้นคือ ควอซีโมโด (Quasimodo) จากบทประพันธ์ ไอ้ค่อมแห่ง Notre Dame อันเลื่องชื่อของ วิคเตอร์ ฮูโก (Victor-Marie Hugo) นักเขียนแนวโรแมนติกชาวฝรั่งเศส ฮูโกเกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2345 ที่เมืองเบอซองซง (Besancon) แคว้นฟร็องช์ กงเต (Franche-Comte) ประเทศฝรั่งเศส เขาได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ ฟร็องซัวส์ เรอเน (Francois-Rene de Chateaubriand) นักเขียนผู้สถาปนาวรรณกรรมแนวโรแมนติกในช่วงศตวรรษที่ 18 ฮูโกเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุ 22 ปีจากหนังสือรวมบทกวีเรื่อง Nouvelles Odes et Poesies Diverses และผลงานเล่มต่อมา Odes et Ballades ได้สร้างชื่อให้เขากลายเป็นนักกวีผู้ยิ่งใหญ่ผู้สร้างสรรค์สำนวนสวยงามเป็นธรรมชาติ เขาเริ่มเขียนในปี 2372 นิยายของเขาจะสะท้อนภาพชีวิตจริง และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมฝรั่งเศส ที่เสียดแทงจิตสำนึกของผู้อ่านอย่างรุนแรง ผลงานเด่น ๆ คือ Le Dernier jour d’un condamn (Last Days of a Condemned Man), Les Misrables และ Notre-Dame de Paris (The Hunchback of Notre Dame) ผลงานของฮูโกมีอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นหลังอย่างมาก นอกจากเขียนนิยายแล้ว เขายังเขียนบทละคร บทความ ทำงานศิลปะ และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ฮูโกเป็นนักเขียนคนสำคัญที่สนับสนุนวรรณกรรมแนวโรแมนติกในยุโรป


เรื่องไอ้ค่อมแห่ง Notre Dame มีอยู่ว่า.....


คืนหนึ่ง ผู้พิพากษาคล็อด ฟร็อลโล (Judge Claude Frollo) พร้อมกองทหารได้ซุ่มจับพวกลักลอบเข้ากรุงปารีสอยู่ริมน้ำแซน ข้างวัดนอทร์-ดามมีชาวยิปซีสี่คนล่องเรือเข้ามาลับ ๆ ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงเข้าแสดงตัวและจับกุม หญิงยิปซีคนหนึ่งถือห่อผ้าไว้และไม่ยอมให้ตรวจค้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงเข้าใจว่าเป็นของโจร และสั่งให้เจ้าพนักงานยึดมา นางขัดขืนแล้ววิ่งหนี ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงขี่ม้าไล่ตามไปถึงหน้าวัดนอทร์-ดาม เขากระชากห่อผ้าจากนาง เป็นเหตุให้นางล้มลงศีรษะฟาดพื้นวัดถึงแก่ความตายทันที ผู้พิพากษาฟร็อลโลเปิดห่อผ้าดู พบว่าเป็นทารกพิกลพิการอัปลักษณ์สุดขีด เขาเข้าใจว่าเป็นบุตรปิศาจ และขณะที่เขาจะทิ้งทารกนั้นลงบ่อน้ำข้างวัด เจ้าอาวาสออกมาห้ามทัน และต่อว่าเขาอย่างรุนแรงว่ามาทำบาปหน้าวัด ผู้พิพากษาฟร็อลโลโต้ว่าเป็นการวิสามัญฆาตกรรมซึ่งเขาชอบจะทำได้ เพราะนางขัดขืน อย่างไรก็ดี
ด้วยความเกรงกลัวต่อบาปที่เจ้าอาวาสประณามว่า
"ไม่พ้นสายตาของนอทร์-ดาม" เขายอมรับเลี้ยงทารกนั้นไว้เสมอเป็นบุตรในอุทร แต่ขอให้ทารกนั้นอาศัยอยู่กับเจ้าอาวาสในวัด


ยี่สิบปีต่อมาทารกนั้น ซึ่งผู้พิพากษาฟร็อลโลให้ชื่อว่า ควอซีโมโด (Quasimodo) เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มมีอัธยาศัยไมตรีงดงาม เขาอาศัยอยู่ในหอระฆังวัดและมีหน้าที่ตีระฆังให้วัด โดยผู้พิพากษาฟร็อลโลจะมาเยี่ยมเช้าสายบ่ายเย็น และถ่ายทอดศิลปวิทยาต่าง ๆ ให้ไม่ขาด แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลไม่ต้องการให้ควอซีโมโดออกนอกวัด เพราะเกรงผู้คนจะแตกตื่นในความอัปลักษณ์ของเขา จึงพร่ำสอนเขาว่า โลกภายนอกโหดร้าย และจะคอยซ้ำเติม "อาชญากรรม" ที่ควอซีโมโดเกิดมามีรูปทราม วัดนี้เท่านั้นที่จะเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์คุ้มครองให้ควอซีโมโดปลอยภัยทั้งปวง เพราะตามกฎหมายแล้ว ทุกชีวิตในพัทธสีมาวัดจะได้รับการอภัยทาน


แม้ผู้พิพากษาฟร็อลโลจะสั่งสอนเช่นนั้น แต่ควอซีโมโดตัดสินใจไปพบเจอโลกภายนอก เขาปลอมตัวไปชมดูเทศกาลจำอวด (Festival of Fools) ที่มีขึ้นในจัตุรัส และมีผู้พิพากษาฟร็อลโลเป็นประธาน ในวันเดียวกันนั้น ผู้กองฟีบัส (Captain Phoebus) เข้ารายงานตัวต่อผู้พิพากษาฟร็อลโลพร้อมรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์คนใหม่ ในงานนั้น เอสเมอรัลดา (Esmeralda) นางระบำชาวยิปซีซึ่งลักลอบเข้าเมืองมาทำมาหากิน ได้ครองหัวใจคนทั้งเมือง ซึ่งรวมถึง ควอซีโมโด, ผู้กองฟีบัส และผู้พิพากษาฟร็อลโลด้วย
ชาวปารีสพบและเลือกให้ควอซีโมโดเป็นราชาจำอวดคนใหม่
แต่เมื่อทราบว่าความน่าเกลียดของควอซีโมโดนั้นเป็นของจริง ต่างก็สะอิดสะเอียด และรุมรังแกควอซีโมโดอย่างสนุกสนาน ผู้พิพากษาฟร็อลโลซึ่งนั่งอยู่ในพลับพลาปฏิเสธจะช่วยเหลือ เพราะต้องการให้ควอซีโมโดเห็นว่าโลกภายนอกเลวร้ายจริงดังคำตน เอสเมอรัลดาเข้าหยุดการกลั่นแกล้ง และประณามผู้พิพากษาฟร็อลโลต่อธารกำนัลว่า เป็นผู้รักษาความยุติธรรม แต่กลับโหดร้ายต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งให้จับกุมนาง ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แต่นางทำเทศกาลปั่นป่วน และหลบหนีไปได้


เอสเมอรัลดาเข้าไปอาศัยพัทธสีมาวัดนอทร์-ดาม และได้พบผู้กองฟีบัส ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลเข้ามาขัดจังหวะ และสั่งให้ลากนางออกไปนอกพัทธสีมาวัด เพื่อจะได้จับกุมได้ เจ้าอาวาสเข้าขัดขวางทันเวลา ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งให้วางยามทุกประตูวัด ถ้านางโผล่ออกไปแม้ก้าวเดียวก็ให้จับกุมทันที เย็นนั้น เอสเมอรัลดาพบและได้เป็นมิตรกับควอซีโมโด เพื่อตอบแทนที่นางช่วยเขาในเทศกาล เขาจึงช่วยนางหลบหนีทหาร ก่อนจากกัน นางมอบแผนที่ไปสู่รังลับของชาวยิบซีในกรุงปารีส เรียก วังปาฏิหาริย์ (Court of Miracles) เผื่อเขาต้องการชีวิตที่ดีกว่า ควอซีโมโดซึ้งน้ำใจนางและหลงรักนาง


คืนนั้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลพบว่า แม้เขามีอุดมการณ์กวาดล้างคนนอกกฎหมาย แต่กลับหลงใหลในแอสเมรัลดาอย่างบ้าคลั่ง เขาภาวนาและระบายความในใจของเขาต่อพระแม่มารีย์ โดยไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดของเขา แต่โทษว่านางแอสเมรัลดาเป็นแม่มดและทำคุณไสยใส่เขา เขาเชื่อว่าครั้งนี้เป็นการที่พระเจ้าทดสอบเขา และเขาพ่ายแพ้การทดสอบ ถึงแม้เขาเชื่อว่าการสมสู่กับแม่มดจะทำให้ตกนรกหมกไหม้ชั่วกัลป์ก็ตาม เขาตัดสินใจตามจับนางเพื่อให้ได้นางมาครอง แม้จะต้องเผากรุงปารีสทิ้งทั้งกรุงก็ตาม และถ้านางปฏิเสธ ก็จะประหารชีวิตนางเสียให้สาสม รุ่งขึ้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลพร้อมกองทหารออกตามล่าแอสเมรัลดาไปทั้งกรุงปารีส เขาสอบสวนชาวเมืองหลายคน แต่เมื่อพบว่าชาวเมืองไม่ให้ความร่วมมือ จึงเชือดไก่ให้ลิงดู ผู้กองฟีบัสทนดูอยู่นาน ที่สุดก็ตัดสินใจไม่ฟังคำสั่งผู้พิพากษาฟร็อลโลอีกต่อไป ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งให้จับกุมเขา แอสเมรัลดาช่วยเขาหลบหนีได้ แต่เขาถูกยิงบาดเจ็บ นางพาเขาไปซ่อนที่หอระฆังพร้อมขอให้ควอซีโมโดช่วยเหลือ ขณะที่ทั้งคู่จุมพิตกันดูดดื่ม ผู้พิพากษาฟร็อลโลมาถึงวัดนอทร์-ดาม เพราะทราบว่าควอซีโมโดพานางออกจากวัด เขาให้อภัยควอซีโมโด และกล่าวว่า จะช่วยถอนมนตราที่แม่มดเอสเมอรัลดาสาปส่งมาให้ควอซีโมโด
เพราะเขาทราบสถานที่ของวังปาฏิหาริย์แล้ว และรุ่งสางจะนำกำลังหนึ่งพันนายเข้าโจมตี


ควอซีโมโดและผู้กองฟีบัสจึงรุดไปวังปาฏิหาริย์เพื่อเตือนชาวยิปซี โดยอาศัยแผนที่ที่เอสเมอรัลดาทิ้งไว้ให้ ผู้พิพากษาฟร็อลโลพร้อมกองทัพแอบติดตามทั้งคู่ไป และบุกเข้าถึงวังปาฏิหาริย์ทันเวลาก่อนชาวยิปซีหลบหนี เขาจับกุมชาวยิปซีทั้งปวง และสั่งให้ขังควอซีโมโดไว้ที่หอระฆัง รุ่งขึ้น เขาพิพากษาประหารชีวิตเอสเมอรัลดา โทษฐานเป็นแม่มดหมอผี และขณะที่กำลังจะจุดไฟเผานางกลางใจเมือง
เขากระซิบนางว่า
เป็นโอกาสสุดท้ายที่นางจะได้เลือกระหว่างมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะคนรักของเขา หรือจะยอมเป็นของพระเพลิง นางถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าเขา เขาจึงจุดไฟประหารชีวิตนาง ควอซีโมโดฝ่าออกมาจากหอระฆังได้ และโหนสายระฆังลงมาเบื้องล่าง ชิงตัวนักโทษเอสเมอรัลดาเข้าไปในพัทธสีมาวัด แล้วร้องตะโกนว่า "เขตศักดิ์สิทธิ์" พร้อม ๆ กับเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมือง ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งทหารยึดวัดเอาไว้


ควอซีโมโดราดทองแดงต้มสุกลงมาท่วมท้องถนนเบื้องล่างเพื่อกันไม่ให้ใครเข้าสู่วัดได้ แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลสามารถตะลุยเข้าไปในวัดได้ เจ้าอาวาสออกมาห้ามเขาอีกครั้ง เขาจึงฉุดเจ้าอาวาสลงไปกองกับพื้น แล้วขึ้นสู่หอระฆัง ขณะที่เขาพยายามจะแทงควอซีโมโดจากข้างหลัง ควอซีโมโดสู้กลับ และโยนเขาล้มลง เอสเมอรัลดาฟื้นขึ้นพอดี ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงคว้าดาบเพื่อจะเข้าประหารนางเอง ควอซีโมโดอุ้มนางวิ่งออกไปหลบโดยห้อยโหนอยู่ใต้ระเบียง แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลเห็นเข้า และไล่ฟัน ในระหว่างการต่อสู้นั้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลเปิดเผยเรื่องการตายของมารดาควอซีโมโด แล้วกระชากครุยผู้พิพากษาของตนไปคลุมควอซีโมโดและฉุดให้เขาตกระเบียง แต่ควอซีโมโดคว้าปลายครุยเอาไว้ ทำให้ผู้พิพากษาฟร็อลโลตกลงไปห้อยอยู่กับเขาด้วย ผู้พิพากษาฟร็อลโลเอี้ยวตัวไปเกาะรางน้ำรูปปนาลีไว้ ได้ ส่วนควอซีโมโดนั้นมีเอสเมอรัลดาคว้ามือไว้ข้างเดียว ผู้พิพากษาฟร็อลโลไต่ขึ้นไปยืนเหนือรางน้ำได้ เขาคว้าดาบขึ้น และร้องว่า "และข้าจะฟาดฟันปิศาจร้าย แล้วโยนร่างมันลงไปในนรกโลกันตร์" ("And he shall smite the wicked and plunge them into the fiery pit.") แต่เขาลืมว่า รางน้ำนั้นเขาใช้ดาบฟันไปก่อนหน้านี้ เมื่อรับน้ำหนักตัวเขาอีก มันจึงปริแตกออก ผู้พิพากษาฟร็อลโลเสียการทรงตัวและหล่นลงห้อยอยู่กับรางน้ำ ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขา ศีรษะปนาลีที่ยอดรางน้ำนั้นเกิดมีชีวิตขึ้น แล้วพ่นไฟคำราม
เขาตกใจเป็นอันมาก
และร่วงจากหอระฆังลงสู่ทะเลทองแดงต้มที่ควอซีโมโดเทราดลงมาบนพื้นเบื้องล่าง ก่อนหน้านี้ถึงแก่ความตาย เอสเมอรัลดานั้นยึดควอซีโมโดไว้ไม่อยู่ เขาจึงลื่นหลุดจากมือนาง แล้วร่วงลงเช่นกัน แต่ผู้กองฟีบัสซึ่งเข้าถึงวิหารสำเร็จจับเขาไว้ได้กลางอากาศพอดี ทั้งควอซีโมโด
, เอสเมอรัลดา และผู้กองฟีบัสได้พบกันอีกครั้ง ควอซีโมโดอวยพรให้เอสเมอรัลดาและผู้กองฟีบัสผูกสัมพันธ์รักกันอย่างเป็นสุข


เช้าวันใหม่
ชาวปารีสเฉลิมฉลองชัยชนะ ควอซีโมโดก้าวออกจากวัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาได้รับการเชิดชูและต้อนรับอย่างเป็นสุข


อ้างอิง: คนค่อมแห่งนอเทรอดาม (ภาพยนตร์ พ.ศ. 2539) - วิกิพีเดีย



ชมหนังการ์ตูนของวอลต์ดีสนีย์ เรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ >>> The Hunchback of Notre Dame I [Thai Dub] Part 1/2 - YouTube


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 204 14 ธ.ค. 2554 (22:40)


ภายในมหาวิหาร Notre Dame
เปิดให้ผู้คนเข้าไปเยี่ยมชมและทำพิธีทางศาสนาได้ ผมเดินเวียนอยู่ 1 รอบ
บริเวณรอบๆวิหารจะมีรูปปั้นของนักบุญต่างๆตั้งอยู่เรียงราย
ในบรรดารูปปั้นนักบุญทั้งหลายนี้ ก็มีรูปปั้นของนักบุญ โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc)


ในปี ค.ศ.1429 เด็กสาวอายุ 17 ปีผู้หนึ่ง ได้นำทัพมุ่งไปยังนครออร์เลอองส์ของฝรั่งเศส ซึ่งถูกล้อมโดยอังกฤษเธอคือ ชาน ดาร์ค หรือเรียกว่า โจน ออฟ อาร์ค ในภาษาอังกฤษ


ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โจน เชื่อว่าตนได้ยินเสียงของนักบุญบัญชา ให้เธอปลดปล่อยฝรั่งเศสจากอังกฤษผู้รุกราน   นักบุญเหล่านั้นสั่งให้เธอเป็นผู้พิทักษ์ กษัตริย์ฝรั่งเศส และนำมาทำพิธีราชาภิเษกที่เมืองแรงส์


โจน ได้ขับพวกอังกฤษออกจากออร์เลอองส์ และได้มีชัยในการต่อสู้ครั้งแล้วตรั้งเล่าเรื่อยไป เธอได้เห็นการราชาภิเษกที่เมืองแรงส์ แต่สงครามก็ยังไม่ยุติ ในที่สุด โจนก็ถูกจับและถูกเผาไฟตาย แต่แบบอย่างของเธอเป็นแบบอย่างให้ชาวฝรั่งเศสขับไล่ชาวอังกฤษออกไป ราว 500 ปีต่อมาโจนได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญ ในปี ค.ศ. 1920


มีผู้สร้างภาพยนต์หลายคนนำไปทำเป็นภาพยนต์ ในแบบที่แตกต่างกันไป เช่น  The Messenger: The Story of Joan of Arc (1999)


หนังตัวอย่าง >>> http://www.imdb.com/title/tt0151137/




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 205 15 ธ.ค. 2554 (10:46)

ขอบคุณค่ะ


เคยอ่านเรื่อง The Hunchback of Notre Dame สมัยเรียนเรียนปริญญาตรี ในวิชาภาษาอังกฤษ ได้รับมอบหมายงานให้อ่านเรื่องนี้  ตอนนั้นอ่านแล้วก็พอเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่ไม่ชัดเจนเท่ากับที่อ่านเป็นภาษาไทยข้างบนนี้


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 206 16 ธ.ค. 2554 (00:54)


เมื่อมาถึงปารีสแล้ว ก็อดนึกถึงเรื่องรหัสลับดาวินชีไม่ได้ ต้องไปแวะเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (ฝรั่งเศส: Musée du Louvre) หรือในชื่อทางการว่า the Grand Louvre เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่ที่สุด
และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งได้เปิดให้สาธารณะชนเข้าชมได้เมื่อปี พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์กาเปเซียง ตัวอาคารเดิมเคยเป็นพระราชวังหลวง
ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า
ระดับโลกเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ภาพเขียนโมนาลิซา, The Virgin and Child with St. Anne, Madonna of the Rocks ผลงานของเลโอนาร์โด ดาวินชี หรือภาพ Venus de Milo ของอเล็กซานดรอสแห่งแอนทีออก ในปี พ.ศ. 2549 พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มีผู้มาเยี่ยมชมเป็นจำนวน 8.3 ล้านคน ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลกและยังเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในกรุงปารีส


พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ออกแบบโดย ไอ. เอ็ม. เป สถาปนิกชาวจีน-อเมริกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 207 18 ธ.ค. 2554 (21:34)


ห่างจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ไปไม่ไกลนัก จะเป็นที่่ตั้งของ โรงอุปรากรปาแลการ์นีเย (ฝรั่งเศส: Palais Garnier; Opéra de Paris; Opéra Garnier; Paris Opéra) เป็นโรงอุปรากรตั้งอยู่ในกรุงปารีสในฝรั่งเศส ที่สร้างโดย ชาร์ล การ์นีเย เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูบาโรก โรงอุปรากรปาแลการ์นีเยถือกันว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุค


เมื่อทำการเปิดในปี ค.ศ. 1875 โรงอุปรากรมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Académie Nationale de Musique -
Théâtre de l'Opéra” (สถาบันดนตรีแห่งชาติ - โรงละครเพื่อการแสดงอุปรากร)
ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1978 เมื่อได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “Théâtre National de l'Opéra de Paris” (โรงละครแห่งชาติเพื่อการแสดงอุปรากรแห่งปารีส) แต่หลังจากคณะอุปรากรแห่งปารีส (Opéra National de Paris) เลือกโรงอุปรากรบัสตีย์ซึ่ง
เป็นโรงอุปรากรที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เป็นโรงอุปรากรหลักแล้ว
โรงละครแห่งชาติก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ปาแลการ์นีเย”
แม้ว่าจะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Académie Nationale de Musique”
(สถาบันดนตรีแห่งชาติ) แม้ว่าคณะอุปรากรจะย้ายไปยังโรงอุปรากรบัสตีย์ แต่
“ปาแลการ์นีเย” ก็ยังคงเรียกกันว่า “โรงอุปรากรปารีส”


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 208 1 ม.ค. 2555 (01:32)

สวัสดีปีใหม่ 2555


ช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมใช้เวลาอยู่ในประเทศจีน โดยมาสอนหนังสือที่นี่เช่นเดียวกันทุกปี มาเมืองจีนครั้งใด ก็อดที่จะระลึกถึงอาจารย์จารุนีไม่ได้ เพราะท่านเป็นผู้เปิดโอกาสให้ผมได้มาสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับสถาบันต่างๆในจีน อย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะดีถึงขนาดนี้



ช่วงแรกผมมาบรรยายที่โรงเรียนมัธยมที่เมืองเวิ่นโจว (Wenzhou) เป็นเมืองท่าทางฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ใกล้กับไต้หวัน เพียงแต่ข้ามทะเลมาเพียงนิดเดียว ผู้อำนวยการโรงเรียนนี้เคยฟังผมบรรยายในการอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่กุ้ยหลินปีกลายนี้ เมื่อผมมีโอกาสผ่านมา ท่านก็เลยถือโอกาสเชิญมาบรรยายให้นักเรียนมัธยมของโรงเรียนจำนวน 300 คน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่เก่งทางด้านวิทยาศาสตร์ นักเรียนได้รับรางวัลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆมากมาย



หลังจากบรรยายเสร็จก็มีการแต่งตั้งผมให้เป็นที่ปรึกษาของโรงเรียน และต่อไปนี้ให้ผมเดินทางมาให้คำปรึกษาแก่โรงเรียนช่วงสั้นๆเป็นประจำทุกปี โดยเน้นการสร้างสื่อการสอน ทำการอบรมครูวิทยาศาสตร์ และให้คำปรึกษาแก่นักเรียนในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์



จากเมืองเวิ่นโจว ผมเดินทางต่อไปยังกุ้ยหลินอีกเช่นเคย โดยเป็นอาจารย์พิเศษของ Guangxi Normal University มาตั้งแต่ปี 2005 ปีนี้ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้ผมมาบรรยายที่โรงเรียนมัธยมในโครงการของมหาวิทยาลัย เป็นนักเรียนชั้น ม.6 ดังแสดงในรูป ส่วนรูปล่างเป็นรูปภายในห้องอ่านหนังสือในหอสมุดของมหาวิทยาลัย นักศึกษานั่งอ่านหนังสืออย่างแน่ขนัดตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน อยากให้นักศึกษาของไทยเป็นแบบนี้บ้างจัง



นอกจากการบรรยายในโรงเรียนแล้ว ยังบรรยายในการอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่มาจากโรงเรียนในมณฑลต่างๆในโครงการอบรมครูวิทยาศาสตร์ 5 ปี ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ภาพล่างซ้ายมือ ถ่ายร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทปีที่หนึ่ง ส่วนภาพล่างขวาเป็นการถ่ายรูปหมู่นักศึกษาและอาจารย์ในสถาบันในงานเลี้ยงปีใหม่ที่เพิ่งจะผ่านมา


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 209 3 ม.ค. 2555 (01:50)

อันที่จริงผมตั้งใจจะเล่าเรื่องการไปเยือน Inner Mongolia ให้จบ แต่ก็มีภาระกิจสำคัญอื่นที่ทำให้ต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ และอดที่จะเอามาเล่าให้ฟังไม่ได้



ผมได้มีโอกาสไปเยือนทุ่งกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนแห่งนี้ ชาวมองโกลอาศัยอยู่ในเต๊นท์ดังแสดงในรูป เป็นเต๊นท์ที่มิดชิดกันหิมะและลมหนาวได้ดี เมื่อไปถึงหมู่บ้าน จะมีพิธีต้อนรับแขกโดยเอาจอกเหล้าขาวขนาดเล็กมาเลี้ยง เวลานำมาต้องงานบนผ้าขาว แล้วก็จะเอาผ้าขาวผืนนั้นมาคล้องต้อนรับ



ชาวมองโกลอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มๆหรือหมู่บ้านเล็กๆ แต่ละกลุ่มจะอยู่ห่างไกลกันมาก ต้องอาศัยม้าเป็นพาหนะ บริเวณชุมชนเหล่านี้จะมีคอกม้าที่เลี้ยงไว้ใช้งาน และมีไว้ให้นักท่องเที่ยวมาหัดขี้ม้าเล่น เจ้าภาพที่จัดงานได้เตรียมม้าไว้ให้ผมขี่เล่นอยู่พักหนึ่ง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 210 3 ม.ค. 2555 (05:19)

นอกจากการใช้ทุ่งกว้างสำหรับให้แขกผู้มาเยือนขี่ม้าเล่นแล้ว  วิถีชีวิตตามปกติของชาวมองโกลใช้ทุ่งกว้างทำอะไรคะ หรือใช้เลี้ยงสัตว์ ในฤดูใบไม้ผลิทุ่งกว้างเหล่านี้คงเต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจีใช่ไหมคะ มีพื้นที่เพาะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชพันธุ์ธัญญาหารมากน้อยแค่ไหนคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 211 4 ม.ค. 2555 (00:44)

บริเวณที่ผมอยู่นี้เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล ผมวัดความสูงบริเวณนี้ได้ 1695 เมตรสูงจากระดับน้ำทะเล และความดันบรรยากาศ 828 hPa ต่ำกว่าบรรยากาศปกติซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1000 hPa



ถนนหนทางเป็นถนนที่สร้างอย่างดี ไฟริมถนนอาศัยไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลมที่สะสมไว้



บริเวณชุมชนใกล้เมืองที่เป็นทุ่งหญ้ามีการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น ม้า วัว แพะ แกะ อูฐ นอกจากนั้นยังมีการปลูกผักผลไม้ ดอกไม้ เมื่อมีดอกไม้ ผลพลอยได้ที่ตามมาคือมีการเลี้ยงผึ้งเพื่อเอาน้ำผึ้ง



ชาวมองโกลนิยมรับประทานเนื้อวัว โดยเอามาทำเป็นอาหารหลากหลายและแปรรูปเป็นอาหารแห้งส่งเป็นสินค้าทำรายได้ไม่น้อย ส่วนหนังวัวก็เอามาทำเป็นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ รวมทั้งของประดับบ้านและพวงกุญแจ มีจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว ทำรายได้ให้แก่มณฑลเป็นจำนวนมาก



ที่เมือง Hohhot ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Inner Mongolia นี้ มีโรงงานผลิตเสื้อผ้าขนสัตว์ที่เอาขนแกะและขนอูฐมาทำ ที่นี่มีการเลี้ยงวัวกันมาก เนื้อวัวจึงเป็นอาหารหลักของชาวมองโกล เนื้อที่เหลือใช้ก็นำมาแปรรูปเป็นเนื้อตากแห้งปรุงสำเร็จรสต่างๆใส่ห่อสูญญากาศ นอกจากนั้นยังมีเนื้อวัวทำเป็นห่อเล็กๆคล้ายๆห่อขนม สำหรับกินเล่นเป็นคำๆ ดังแสดงในรูป



แพะ แกะ และวัว สามารถให้น้ำนมที่เอามาทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ดื่มเป็นนมสดก็ได้ ทำเป็นเนยใช้ปรุงอาหารก็ได้ หรือทำเป็นขนมขบเคี้ยว เช่นพวกนมอัดเม็ดสำหรับรับประทานเล่น มีการแปรรูปทำเป็นอุตสาหกรรมอาหารนมขนาดใหญ่



ตลอดทางที่รถของเราผ่านไป จะเห็นทุ่งที่มีการปลูกดอกไม้หลากหลายชนิด อีกทั้งริมทางยังเห็นผู้คนเลี้ยงผึ้งเพื่อเอาน้ำผึ้งเป็นระยะๆ ที่น่าสนใจคือ พลังงานที่เขาใช้นั้นเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง อีกทั้งยังมีจานดาวเทียมรับสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ได้อีกด้วย สังเกตดูที่ผมวงสีแดงไว้ นอกจากจะมีน้ำผึ้งขายแล้ว ยังมีเกสรผึ้งจำหน่ายด้วย เจ้าภาพเลี้ยงรับรองมีการเอาเกสรผึ้งมาใส่กาแฟหรือเครื่องดื่มร้อนๆให้เรารับประทาน ซึ่งเป็นอาหารประจำของชาวมองโกล



นอกจากผลิตภัณฑ์นมและน้ำผึ้งแล้ว ชาวบ้านยังมีการปลูกพืชผักผลไม้ มีการจำหน่ายพืชผลไม้ตากแห้งอยู่ทั่วไป ผมสังเกตเห็นว่ามีการเอาดอกบานไม่รู้โรยมาทำเป็นชาชงดื่มกันด้วย มีมะขาม องุ่นตากแห้ง มะเขือเทศตากแห้ง เม็ดอัลมอนต์ และอื่นๆอีกมาก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 212 12 ม.ค. 2555 (03:16)

ช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ทำให้ระลึกถึงอาจารย์จารุนีหลายเรื่อง ผมได้มีโอกาสไปเยือนสงขลาและยะลา มีหลายครั้งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปราชการภาคใต้กับอาจารย์จารุนี อาจารย์เล่าว่าเคยอยู่ปักษ์ใต้สมัยเด็กๆ มีญาติพี่น้องอยู่ทางใต้ ผมได้ไปสงขลากับอาจารย์หลายครั้งในโครงการ พสวท. เพื่อตรวจเยี่ยมโรงเรียนในโครงการ ผมมีวิดีทัศน์ที่ถ่ายไว้หลายตอน มีเรื่องที่น่าสนใจที่จะนำเอามาเล่าให้ฟังโอกาสหน้า



มาสงขลาคราวนี้ ผมได้รับเชิญให้มาบรรยายให้กับนิสิตที่เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยทักษิณ เมื่อจบการบรรยายที่มหาวิทยาลัยทักษิณแล้ว มีโรงเรียนที่จังหวัดยะลาทราบว่าผมเดินทางมาทางใต้ จึงเชิญให้ไปบรรยายที่จังหวัดยะลา โรงเรียนที่ยะลาบอกว่าไม่ค่อยมีวิทยากรอยากมาทาง 3 จังหวัดภาคใต้นี้ ทำให้นักเรียนขาดโอกาสในการรับรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นอาจารย์ที่สนิทชิดชอบรู้จักกันมานานเกือบ 20 ปีแล้ว สมัยที่อาจารย์จารุนีทำโครงการวิทยากรแกนนำ อาจารย์สรชา จาระแว เป็นหนึ่งในวิทยากรแกนนำ สสวท. ได้ติดต่อมาผมจึงเต็มใจเดินทางไปบรรยายให้ที่โรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิ มีนักเรียนมัธยมเข้าร่วมกิจกรรมราว 200 คน เป็นนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ชั้น ม.1 ประมาณ 30 คน นอกนั้นเป็นนักเรียนคัดจากชั้น ม.4-ม.5 ที่เห็นในรูปล่างเป็นพิธีเปิด



ผมให้นักเรียนทำกิจกรรมหลายอย่าง มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่นักเรียนชอบมากคือ กิจกรรมทำกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายใช้เอง < ดูรายละเอียดที่นี่



ผมให้นักเรียนทำกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายคนละอัน แล้วให้ส่องดูสิ่งต่างๆ เช่น เซลเยื่อหอม เส้นผม และเส้นที่ขีดด้วยปากกาลูกลื่น (ภาพบนขวาสุด) เนื่องจากเป็นลูกกลิ้ง หมึกจะออกมาจาก 2 ด้านข้างลูกกลิ้งเราจึงเห็นเป็น 2 เส้นคู้ขนาน แต้เนื่องจากเส้นที่ขีดด้วยปากกาลูกลื่นมีขนาดเล็กเราจึงเป็นเป็นเส้นเดียว แต่หากใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องจะเห็น 2 เส้นอย่างชัดเจน ผมให้นักเรียนถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายนี้โดยใช้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอลธรรมดา หรือแม้แต่ใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือก็ยังถ่ายได้ ดังได้แสดงเป็นตัวอย่างข้างบนนี้



นอกจากกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายแล้ว ผมก็ให้ทำกิจกรรมและประดิษฐ์สิ่งอื่นๆอีก เช่น แว่นตารูเข็ม ซึ่่งอธิบายด้วยปรากฏการณ์รูเข็ม << คลิกดูรายละเอียด  



หลังจากเสร็จภาระกิจที่โรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิแล้ว วันรุ่งขึ้นผมก็มาจัดกิจกรรมที่โรงเรียนสตรียะลา เป็นเด็กนักเรียนผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ชั้น ม.1 มีทั้งนักเรียนมุสลิมและนักเรียนพุทธ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานเช่นกัน ผมมาบรรยายที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ยะลาเป็นประจำทุกปี มีโรงเรียนมุสลิมที่เป็นแบบสหศึกษาก็มี แต่จะมีการแบ่งแยกนักเรียนชายและนักเรียนหญิงคนและซึก ไม่ปะปนกัน ต่างจากโรงเรียนสหศึกษาของรัฐที่นักเรียนนั่งปะปนกันได้ แต่ที่แตกต่างกันคือ นักเรียนหญิงมุสลิทจะมีผ้าคลุมศีรษะสีขาว ส่วนนักเรียนชายจะสวมกางเกงขายาวต่างจากนักเรียนศาสนาอื่นที่สวมกางเกงขาวั้น ดังแสดงในรูป


หลังจากเสร็จภาระกิจที่ยะลาแล้ว ทางโรงเรียนที่ยะลาก็มาส่งผมที่สนามบินหาดใหญ่เพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ
ตลอดระยะเวลาที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ ผมอดที่จะระลึกถึงอาจารย์จารุนีไม่ได้
ที่ท่านได้ให้โอกาสผมได้มีประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมในโครงการ พสวท. ผมคิดถึงพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆที่เคยทำงานร่วมกันในโครงการ พสวท. ของ สสวท.



 


จะด้วยกระแสจิตหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ขณะที่รอเครื่องบินอยู่ที่สมานบินหาดใหญ่ สายตาก็เหลือบไปเห็น อาจารย์วราภรณ์ ที่เคยทำงานร่วมกันในที่ สสวท. กำลังบอกกับพรรคพวกที่มาด้วยพลางชี้มาทางผม ผมจึงเดินเข้าไปพบด้วยความดีใจ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ผมไม่เคยได้มีโอกาสพบเพื่อนๆร่วมงานที่ผมให้ความนับถือมากที่สุด หัวหน้าทีมที่มาตรวจเยี่ยมโครงการพสวท.คราวนี้คือ รอง ผอ.สสวท. อาจารย์ ดวงสมรคล่องสารา ดูภาพเคลื่อนไหวประกอบ



อีกผู้หนึ่งคือ อาจารย์ ดร.พรชัย  อินทร์ฉาย (หัวหน้าสาขา)



อีก 2 คนที่พบวันนั้นคือ อาจารย์นุชรัตน์ (ฐิตารีย์) อานัติ อีกคนหนึ่งเป็นน้องใหม่ที่ผมไม่เคยรู้จกมาก่อนคือ อาจารย์ สุวิมล จรูญโสตร์


การที่ผมบอกว่าเป็นเพื่อนๆร่วมงานที่ผมให้ความนับถือมากที่สุด ก็เพราะในช่วงเวลาที่ผมทำงานที่สสวท.นั้น ห้องทำงานของผมอยู่ชั้นที่ 2 ส่วนโครงการ พสวท.นั้นอยู่ชั้นที่ 3 ตรงกับห้องของผมพอดี เมื่อผมเลิกงาน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเวลาที่พนักงานสาขาอื่นๆกลับไปกันเกือบหมดแล้วคือ ราวๆ 6 โมงเย็น - 1 ทุ่ม ทุกคั้งที่เดินขึ้นไป จะพบบกับพวกน้องๆเหล่านี้นั่งทำงานกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอง ผอ.ดวงสมร สมัยนั้นยังเป็นหัวหน้าโครงการ พสวท. ก็มักจะอยู่กับน้องๆเหล่านี้เสมอ น้องเหล่านี้ทำงานหนักกว่าสาขาอื่น แต่สังเกตุดูแล้ว ทุกคนทุ่มเททำงานกันด้วยความรับผิดชอบและด้วยความเต็มใจ เมื่อเลิกงานผมมักจะเดินขึ้นไปพูดคุย หยอกล้อ และแซวบ้างเป็นประจำก่อนกลับบ้าน ที่ผมนับถือเพราะน้องๆเหล่านี้ตั้งใจทำงานและรับผิดชอบสูง ต่างจากพนักงานสาขาอื่นๆหลายคนที่ผมสังเกตุเห็นว่า พอเวลา บ่าย 3 โมง ก็มักจะมานั่งรอที่บริเวณตอกบัตรพนักงาน ทั้งๆที่ยังไม่หมดเวลาทำงาน ผมเองนับว่าเป็นคนที่มาทำงานสายเป็นประจำ อาจเรียกได้ว่าเป็นคนที่มาทำงานสายมากที่สุดในองค์กรก็ว่าได้ แต่ผมลองนั่งคำนวณเวลาทำงานของผมแล้ว เฉลี่ยวันละ 8-9 ชั่วโมง แต่ก็ยังถูกตราหน้าว่ามาทำงานสาย แต่ละองค์กรก็มีวัฒนธรรมและแนวคิดที่แตกต่างกันไป สมัยที่ผมอยู่ที่เบอร์ลิน ผมมาทำงาน 10 โมงเช้า กลับบ้านเกือนเที่ยงคืนทุกวัน ก็ไม่เห็นมีใครตราหน้าว่าผมขี้เกียจมาทำงานสาย วัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างไรเราก็ต้องยอมรับ ไม่งั้นก็ลาออกไปเสียดีกว่า


ผมถึงไถ่ถึงเพื่อนๆและน้องๆอีกหลายคน บางคนก็ยังอยู่ที่ พสวท. บางคนก็ย้ายไปที่อื่น อันที่จริงผมมีรูปและวิดีทัศน์ที่ถ่ายไว้สมัยนั้น วันหน้าจะได้เอาเรื่องสนุกๆเกี่ยวกับ พสวท.มาเล่าให้ฟังพร้อมภาพประกอบครับ




ก่อนขึ้นเครืองบินผมก็ได้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกในแบบ 3 มิติ ดังแสดงข้างต้น แต่ต้องใช้แว่นตา 3 มิติ ซึ่งหาดูรายละเอียดได้จากบทความที่ผมเขียนไว้ดังนี้ >> ภาพสามมิติ


เมื่อถามไถ่ถึงพี่ๆ เพื่อนๆ ชาวสสวท. ผมก็อดที่จะใจหายไม่ได้เมื่อทราบว่า อาจารย์พงษ์ชัย ศรีเพ็ญ ที่ใครๆเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า "พี่ต๋อ" พี่ที่เคยเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสวท.สมัยหนึ่ง กำลังป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ ผมจึงรีบไปเยี่ยม เพราะไม่ได้พบปะกับพี่ต๋อมาหลายปีแล้วตั้งแต่ออกมาจากสสวท. ราว 14 ปี เห็นจะได้



ผมไม่เคยมาที่โรงพยาบาลนี้มาก่อน พอขับรถเข้ามาในโรงพยาบาลก็พยายามหาที่จอดรถ มีป้ายบอกทางไปยังที่จอดรถ เลี้ยวหลายเลี้ยวมากจนเกือบงง สุดท้ายไปถึงที่จอดรถด้านหลังโรงพยาบาลห่างออกไปไกลพอสมควร เดินจนเมื่อยเหมือนกัน พอมาถึงตึกหน้าตามที่อาจารย์ดวงสมรบอก ผมก็เข้าไปถามหาห้องพิเศษชั้น 10 ในลิฟท์ก็มีบริการความสะดวกสำหรับคนพิการ ที่ปุ่มกดชั้นต่างๆจะมีตัวเลขพร้อมอักษรเบรลล์ สำหรับคนตาบอด อีกทั้งยังมีเสียงบอกว่าลิฟท์กำลังขึ้นหรือลง และถึงชั้นไหนแล้ว


พอไปถึงชั้นที่ 10 ก็ถามหาห้องพิเศษที่พี่ต๋ออยู่ โผล่หน้าเข้าไปดู
ตอนแรกจำพี่ต๋อไม่ได้ เพราะไม่ได้พบกันมาเกือน 15 ปี
ผมว่าพี่ต๋อเองก็คงจำผมไม่ได้เช่นกัน หลังจากทักทายกันแล้ว
ก็ถามไถ่กันตามประสาพี่น้องคนเคยทำงานร่วมกัน



พี่ต๋อในความทรงจำของผมก็คือใบหน้าที่อยู่ในรูปที่ผมวงสีแดงเอาไว้ รูปที่เห็นนี้เป็นตอนที่ผมนำทีม สสวท.เดินทางไปดูงานที่ปักกิ่ง ภายใต้การสนับสนุนของอาจารย์จารุนี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมีความสำพันธ์ที่ดีกับจีน ได้ไปทำงานในมหาวิทยาลัยของจีนและเป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ของสถาบันอีกหลายแห่งของจีน



การไปปักกิ่งคราวนั้น ทาง China Association of Science and Technology (CAST) ได้จัดโปรแกรมทัศนศึกษาให้เราหลายแห่ง มีอยู่วันหนึ่งเขาพาไปเยี่ยมชมโรงงานหินอ่อนที่เขาเอามาสร้างพระราชวังต้องห้าม ผมศึกษาเส้นทางดูแล้วเห็นว่าใกล้กับบริเวณที่มีการขุกค้นพบกระโหลก "มนุษย์ปักกิ่ง" จึงขอให้เขาพาไปดูโรงงานหินอ่อนน้อยหน่อย แต่ให้แวะดูพิพิธภัณฑ์มนุษย์ปักกิ่งด้วย ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ปัจจุบันปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าชมกว่าที่เห็นมาก ของที่ระลึกจากโรงงานหินอ่อนคือหินทับกระดาษสลักชื่อ หนักราว 2 กิโลกรัม น้ำหนักกระเป๋าเขาให้คนละ 20 กิโลกรัม ผมกับพี่ต๋อมองหน้ากันแล้วคิดกันว่าจะโยนทิ้งก่อนกลับบ้าน แต่พอเอาเข้าจริงๆ เราก็ขนกลับมาด้วย หากหนักเกินไปเราคงทิ้งที่สนามบิน แต่นี้ก็เอามาได้ ผมยังเก็บเป็นที่ระลึกจนทุกวันนี้


ผมถ่ายวิดีทัศน์ตลอดการเดินทางในคราวนั้น หากมีโอกาสจะนำมาเล่าสู่กันฟังในความประทับใจไม่รู้ลืมที่ครั้งหนึ่งที่พี่ต๋อกับผมเคยร่วมงานกัน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 213 13 ม.ค. 2555 (03:56)

ประสบการณ์ในชีวิตการเรียนหนังสือของผมในสาขาฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยบอร์ลิน และการทำงานในมหาวิทยาลัยในเมืองไทยก่อนมาทำงานที่ สสวท. มันต่างจากชีวิตที่ สสวท.มากทีเดียว ผมไม่ค่อยคุ้นกับวัฒนธรรมขององค์กรนี้เท่าไร ผมต้องยอมรับว่า ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผมอย่างมากในการปรับตัวเข้ากับสังคมของ สสวท.คือ "พี่ต๋อ" ผมค่อนข้างลำบากใจหลายอย่างในการทำงานกับเพื่อนร่วมงานหลายคนที่นี่ โดยธรรมชาติของผมชอบมีอารมณ์ขัน ในขณะที่เพื่อนร่วมงานหลายคนไม่มีอารมณ์ขัน อีกทั้งตีความหมายของอารมณ์ขัน ไปในแง่ลบ ประกอบกับการที่ผมไม่ชอบทำอะไรซ้ำกับคนอื่น ผมชอบทำอะไรใหม่ๆที่ต่างจากคนอื่น เมื่อมาอยู่ในสังคมนี้ จึงทำให้ผมกลายเป็น "ตัวประหลาดที่แปลกแยก"



ผมเคารพรัก "พี่ต๋อ" เพราะพี่ต๋อเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดต่างจากคนอื่น แต่ก็มีวิธีการที่จะอยู่ในสังคมแห่งนี้ได้อย่างมีความสุข ผมเรียนรู้หลายอย่างจากพี่ต๋อ และได้รับความช่วยเหลือจากพี่ต๋อหลายอย่าง การสนทนาได้สนทนากับพี่ต๋อทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ผมได้พัฒนาความคิดใหม่ๆหลายอย่าง จากการได้คุยกับพี่ต๋อ ซึ่งพี่ต๋อเองก็คงไม่รู้ตัว ผมมีความสุขมากที่ได้คุยกับพี่ต๋อ เพราะพี่ต๋อเป็นคนมีอารมณ์ขันและเข้าใจผู้คน และที่สำคัญคือการมีความคิดในเชิงบวก ผมสังเกตหลายครั้งที่พี่ต๋อมีความคิดสร้างสรรค์ในเชิงบวกอย่างมาก แต่คนในสังคม สสวท.จำนวนไม่น้อยแปรเจตนารมณ์ของพี่เขาไปในแง่ลบ หลายครั้งจึงทำให้เกิดปัญหา ผมเองก็เจอเรื่องแบบนี้ไม่น้อยทีเดียวในสังคมแห่งนี้


มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นช่วงที่มีการจัดงานรื่นเริงฉลองปีใหม่ แต่ละสาขาก็จัดเตรียมการแสดงและอาหารมาร่วมเป็นซุ้ม สำหรับสาขาฟิสิกส์ที่ผมรับผิดชอบอยู่ก็มีรายการสนุกคือ "การปาเป้า" และ "อาหารไทยพื้นเมือง" แนวคิดของผมคือเน้นของไทยๆโบราณ ที่สนุกสนานและตลกขบขัน ในการปาเป้านั้น ผมก็เอารูปตัวผมเองไปเป็นเป้าในการขว้างลูกดอก รูปที่ผมใช้ผมก็ไปถ่ายแบบย้อนยุคสมัยโบราณ มีร้านรับถ่ายแถวๆดิโอลด์สยาม ดังแสดงในรูปข้างล่างนี้



คุณรัชนี น่วมสำราญ และคุณอุปการ จีระพันธ์ ผู้ช่วยของผม ทำหน้าที่ประสานงานเป็นแม่งานในการร่วมของสาขาฟิสิกส์ สำหรับอาหารย้อนยุคของเรา ก็มีหลายอย่าง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมตั้งใจจะให้สนุกสนานแบบมีอารมณ์ขันก็คือ "ข้าวเกรียบปากหม้อ" สำหรับอาหารชุดนี้เราทำพิเศษ โดยให้คุณอุปการ ไปเตรียมหม้อใบใหญ่ พร้อมฝาปิด ส่วนคุณรัชนีก็ไปหาซื้อข้าวเกรียบฮานามิ เวลาบริการคนมาเยี่ยมซุ้ม ก็จะเอาช้าวเกรียบฮานามิวางบนปากหม้อ แล้วให้เขาหยิบกินเล่นกัน ผมว่ามันน่าจะสนุกสนานแบบ "กวนๆ" ตามแบบงานรื่นเริงปีใหม่ แต่ผลกลับกลายเป็นแง่ลบไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ



มีอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน ไม่พอใจที่ผมเขียนเมนูอาหารในแนวหลอกลวงผู้คนให้เข้าใจผิด ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรื่องแค่นี้จะกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนไม่พอใจ หากเป็นองค์กรอื่น ผมว่าคงฮากันแบบสนุกสนาน ผมคาดผิดอย่างมาก ไม่เชื่อสายตาตนเองว่า องค์กรที่รับผิดชอบการศึกษาวิทยาศาสตร์ของชาติ จะมีอาจารย์ผู้ใหญ่ระดับสูงมองเรื่องอารมณ์ขันแค่นี้เป็นเรื่องใหญ่โตเสียหาย


คุณรัชนีเล่าให้ฟังว่า มีผู้คนหลายคนไม่พอใจที่ไม่ได้ลิ้มลองอาหารย้อนยุค แต่กลายเป็นอาหารสูตรใหม่ของผมคือ "ข้าวเกรียบปากหม้อ" ต่างก็พากันมาขว้างปาลูกดอกใส่หน้าผมบนรูปถ่ายย้อนยุค ผมลองแอบย่องไปดูเป็นบางครั้งบางคราว ก็ได้รับรู้ว่ามีใครบ้างที่เกลียดชังผม ซึ่งก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจ หากมีโอกาสจะได้นำเรื่องราวที่สนุกๆมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบัตรสนเท่ห์ และเทคนิคทางแสงเลเซอร์ที่ผมใช้ในการหารอยนิ้วมือบนบัตรสนเท่ห์ คนที่ สสวท.ไม่มีใครรู้ว่าผมจบปริญญาเอกทางแสงเลเซอร์และเคยทำเรื่องการหารอยนิ้วมือบนวัตถุพยาน ท่านที่สนใจหาอ่านบทความได้ที่นี่ครับ



เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงเรื่องของเพื่อนๆบางคนที่เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่อง จากเรื่องขำขันกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เรื่องมีอยู่ว่า


สมัยก่อนนี้พ่อผมทำงานที่เวียงจันทน์ ผมก็ตามพ่อไปเรียนหนังสือที่หนองคาย ฝั่งตรงข้ามกับเวียงจันทน์ก็คืออำเภอศรีเชียงใหม่ ผมเรียนชั้น ม.ศ.2-3 สมัยก่อน เทียบได้กับ ม.3-ม.4 ปัจจุบัน สมัยนั้นมีเพลงดังของคุณธานินทร์ อินทรเทพ ชื่อเพลง ทำบุญด้วยอะไร- ขับร้องโดย คุณธานินทร์ อินทรเทพ






 


มีเนื้อร้องดังนี้

ผู้หญิง ที่สวยอย่างคุณ
ทำบุญ ไว้ด้วยอะไร
จึงสวยน่าพิสมัย
น่ารักน่าใคร่ พริ้งพราว
คงถวาย มะลิไหว้พระ
วรรณะจึงได้นวลขาว
เนตรน้อย ดั่งสอยจากดาว
กระพริบพร่างพราว หนาวใจ
ตักบาตร คงใส่ ด้วยข้าวหอม
จึงสวย ละม่อมละไม
บุญทาน ที่ทำ ด้วยเต็มใจ
เธอจึงได้พรสี่ประการ
อายุ วรรณะ สุขะ
พละและปฏิภาณ
เพียงพบ เจ้านั้นไม่นาน
พี่ซมพี่ซาน ลุ่มหลง


ด้วยความคึกคะนองสมัยเด็ก เรามักจะเอาเพลงมาแปลงให้สนุกๆ เป็น


ผู้หญิง ที่ผิวด่างดำ
ทำกรรม ไว้ด้วยอะไร
ไม่สวย ไม่พิสมัย
ไม่รัก ไม่ใคร่ พริ้งพราว
คงถวาย โอเลี้ยงไหว้พระ
วรรณะจึงได้ดำปรื๋อ
เนตรน้อย ดั่งนกถึกทือ
กระพริบพร่างพราว หนาวใจ
ตักบาตร คงใส่ ด้วยข้าวเหม็น
เนื้อเย็นจึงเหม็นทั้งกาย
บุญทาน คงทำ ไม่เต็มใจ
เธอจึงได้พรสี่ประการ
อ้วนตุ๊ อ้วนต๊ะ อ้วนโต
พะโล้ไม่รับประทาน
เพียงพบ เจ้านั้นไม่นาน
พี่ซมพี่ซาน วิ่งหนี


ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งคือ ทรงศักดิ์ ขาววิสุทธิ์ ชอบเอามาร้องตอนพักกลางวัน ต่อมาผมก็ได้รับ "จดหมายลับ" ฉบับหนึ่งจากนักเรียนหญิงที่อยู่ห้องเรียนถัดไป ที่เขียนข้อความด่าว่าผมต่างๆนาๆ ต่อว่า ทำไมผมจึงด่าเขามากมายนัก ทั้งๆที่ไม่เคยพูดคุยกัน จดหมายด่าว่าผมยาวเหยียด ทั้งๆที่ผมเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย สอบถามหาต้นเหตุอยู่หลายวันจึงได้ความว่า เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นชื่อ "วรรณะ" เพื่อนสมาชิกลองคิดดูตามเนื้อร้องข้างบนสิครับว่า คนที่ชื่อ "วรรณะ" เธอเป็นคนผิวคล้ำอีกทั้งยังรูปร่างท้วมๆ หากได้ยินเนื้อร้องแบบนี้จะโกรธเคืองเพียงใด


พนักงาน สสวท. สมัยที่ผมทำงานอยู่นั้น หลายคนเป็นแบบนี้ จึงเป็นเหตุให้ผมมักจะมีผู้มาต่อว่า อยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่ผมชอบอารมณ์ขันและไม่รู้เรื่องว่าจะเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ได้ หลายคนถึงขนาดหาทางต่อว่าและแก้แค้น ไม่น่าเชื่อ !


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 214 13 ม.ค. 2555 (11:16)

เรื่องของ "คน" เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก มีผู้กล่าวว่า....


คนดี.ชอบแก้ไข คนจัญไร.ชอบแก้ตัว
คนชั่ว.ชอบทำลาย คนมักง่าย.ชอบทิ้ง
คนจริง.ชอบทำ คนระยำ..ชอบติ
คนขาดสมาธิ.ชอบหลงลืม คนด่ำดื่ม..ชอบจินตนาการ
คนพาล.ชอบหาเรื่อง คนปราชญ์เปรื่อง..ชอบความรู้
คนสู้.ชอบบุก คนรักสนุก.ชอบเล่น
คนใจเย็น.ชอบสุขุม คนหนุ่ม.ชอบซู่ซ่า
คนสูงค่า.ชอบมีศีล คนบ้าบิ่น.ชอบท้าทาย
คนเหนื่อยหน่าย.ชอบเซื่องซึม คนขรึม.ชอบวางแผน
คนขาดแคลน.ชอบบ่นหา คนศรัทธา.ชอบเลื่อมใส
คนพอใจ.ชอบหัวเราะ คนมีเคราะห์.ชอบหมอดู
คนเป็นครู.ชอบสอน คนงอน.ชอบให้ง้อ
คนท้อ.ชอบหลบหนี คนไม่ดี.ชอบส่อเสียด
คนขี้เกียจ.ชอบมักง่าย คนใส่ร้าย.ชอบระแวง
คนแสดง.ชอบมารยา คนอิจฉา.ชอบกลโกง
คนโย่ง.ชอบความสูง คนที่จูง.ชอบดึง
คนขี้หึง.ชอบหูเบา คนเขลา.ชอบให้ยอ
คนสอพลอ. ชอบเสนอหน้า คนเป็นข้า. ชอบรับใช้
คนผิดใจ. ชอบหน้างอ คนหล่อ. ชอบสาวสวย
คนรวย.ชอบรักษาหน้าตา คนเบาปัญญา.ชอบยุแหย่
คนแพ้.ชอบคุยโว คนโมโห. ชอบกัดฟัน
คนขยัน.ชอบทำงาน คนสำราญ. ชอบแย้มยิ้ม
คนกรุ้มกริ่ม.ชอบเจ้าชู้ คนหดหู่.ชอบเหงาหงอย
คนด้อย. ชอบอยากเด่น คนทะเล้น.ชอบแกล้งแหย่
คนแก่.ชอบเล่าเรื่องเดิม คนริเริ่ม. ชอบบุกเบิก
คนถือฤกษ์.ชอบโหราศาสตร์ คนขี้ขลาด. ชอบใจเสาะ
คนหัวเราะ. ชอบตาหยี คนเหล่านี้
..ล้วนคือคน !


แต่อย่างไรก็คาม โดยทั่วไป ไม่ได้หมายถึง สสวท. องค์กรที่มีคนโง่อยู่มาก ยังดีกว่า มีพวกมองโลกในแง่ลบ และคิดถึงคนอื่นในแง่ร้ายอยู่มาก (เพียงเพราะตนเองชั่ว จึงคิดว่าคนอื่นคงชั่วแบบตนเอง) 



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 215 13 ม.ค. 2555 (11:23)

สวัสดีปีใหม่ 2555 เพื่อนรัก

ในชั้นเรียนของผม ผมมักพูดให้กำลังใจลูกศิษย์สาวๆที่ตัวดำอยู่เสมอ
บอกกับพวกหนุ่มๆว่า หากอยากให้ลูกหลานของคุณอยู่กับโลกที่มีรูรั่วของโอโซนได้ล่ะก็
หาแฟนตัวดำๆเข้าไว้
พวกขาวเหลืองเปลืองสบู่ทั้งหลายจะถูก UV เป็นมะเร็งผิวหนังสูญพันธุ์หมด
ฝรั่งตาน้ำข้าว ขาวหมวยอย่างเกาหลีจะไม่มีเหลือด้วยไม่มีเม็ดสีคอยสกัด UV ที่มาทำร้ายเซล


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 216 13 ม.ค. 2555 (12:03)


สวัสดีปีใหม่ เพื่อนรัก อยากทราบรสนิยมของเพื่อน หากย้อนเวลากลับไปเป็นหนุ่ม เพื่อนชอบสาวแบบไหน สาวหมวยผิวขาว ฝรั่งผมทอง หรือ สาวนิโกรผิวดำ?


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 217 13 ม.ค. 2555 (12:17)

คนที่เพื่อนไปยืนข้างหลัง วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๐ ที่ฉะเชิงเทรา
ดูตัวอย่างได้ที่ ความเห็น #27 ของ
http://www.vcharkarn.com/vcafe/195349


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 218 13 ม.ค. 2555 (12:25)

เดือนหน้า อยากจะเชิญเพื่อนไปงานแต่งลูกสาวเสียหน่อย
เจ้าสาวบอกว่าเพื่อนพ่อก็นึกออกแต่ลุงนิดคนเดียว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 219 13 ม.ค. 2555 (12:41)

ด้วยความยินดี



ลูกสาวคนที่อยู่ในรูปใช่ไหม ถามให้แน่ใจ เผื่อว่าจะมี(ลูกสาว)หลายคน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 220 13 ม.ค. 2555 (12:42)

สวัสดีปีใหม่ครับ ทุก ๆ ท่าน


อ.แขครับ "ผมก็อดที่จะใจหายไม่ได้เมื่อทราบว่า อาจารย์พงษ์ชัย ศรีเพ็ญ ที่ใครๆเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า "พี่ต๋อ" " พี่ต๋อ นั้น นามสกุลท่านคือ "ศรีพันธุ์" ครับ ที่รู้เพราะท่านเป็นคนเชียงราย และเพื่อนรุ่นเดียวกับท่านเป็นครูที่โรงเรียนเดียวกับผมครับ(ตอนนี้เกษียณอายุไปแล้ว) บอกข่าวมาด้วยความระลึกถึงครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 221 13 ม.ค. 2555 (12:47)

ขออภัยที่เขียนนามสกุลพี่ต๋อผิด ผมดูละครไทยมากไปหน่อย เลยสับสนเอานามสกุลนางเอกคนโปรดของผมมาใช้แทน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 222 13 ม.ค. 2555 (12:51)



สวัสดีปีใหม่ครับคุณครูพิทยา
ปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ไปแวะเชียงรายถ่ายภาพคู่กับรูปคนดังของเชียงรายมาเป็นหลักฐานด้วยครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 223 13 ม.ค. 2555 (21:51)

ลูกสาวที่จะแต่งงานเป็นพี่ของคนในรูป#219 ครับ 
คาดว่าคิวคนในรูปคงจะตามมาเร็วๆนี้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 224 14 ม.ค. 2555 (03:16)

ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ผมได้ร่วมงานกับพี่ต๋อคือแผ่นโปสเตอร์วิทยาศาสตร์ที่แจกให้ตามโรงเรียนต่างๆในชนบท


เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่ทำงานที่ สสวท. ผมทำงานอีกอย่างหนึ่งด้วยคือ เป็นกรรมการสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในตำแหน่ง ประธานสาขาครูวิทยาศาสตร์ เราได้เงินสนับสนุนจากเครือซิเมนต์ไทย ให้จัดกิจกรรมเกี่ยวกับครูวิทยาศาสตร์ เช่นให้รางวัลครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น งานอบรมครู ฯลฯ ขณะนั้น คุณธนิตชัย ณ นคร (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) เป็นผู้แทนจากเครือซิเมนต์ไทย ได้มาหารือผมเกี่ยวกับการจัดทำโปสเตอร์วิทยาศาสตร์แจกแก่โรงเรียนต่างๆในชนบท แนวคิดของเราก็คือ โรงเรียนในขนบทนั้นขาดแคลนเครื่องมือและครูวิทยาศาสตร์ หากเรามีแผ่นโปสเตอร์ความรู้ที่สำคัญต่างๆทางวิทยาศาสตร์ไปติดตามผนังห้อง นักเรียนก็จะได้มีโอกาสอ่านผ่านตาทุกวัน ก็จะได้รับความรู้ซึมซับอยู่ทุกวัน โดยที่ไม่ต้องมีครู และหากทำให้โปสเตอร์นั้นเป็นแนวการ์ตูนที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น โดยมีข้อความ และคำถามเชิงก่อให้เกิดการสืบเสาะแสวงหาความรู้ได้เองก็จะยิ่งดี ทั้งนี้ทางเครือซิเมนต์ไทยจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการผลิตและพิมพ์แจกจ่าย


ผมเคยเห็นโปสเตอร์ในแนวนี้จากญี่ปุ่น ผมมีเพื่อนญี่ปุ่นที่รู้จักกันตอนไปประชุมวิชาการของ ICASE (International Council of Associations for Science Education) ที่มะนิลา เมื่อปี 2522 ชื่อ ดร.โอซูมิ ตอนหลังเราได้มาพบกันอีกครั้งเมื่อ ดร.โอซุมิ มาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ สสวท. พี่ต๋อรู้จักดีตั้งแต่สมัยที่พี่ต๋อไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น


ผมเห็นว่าพี่ต๋อมีความรู้เกี่ยวกับด้านนี้ โดยเฉพาะงานพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ จึงนำเสนอ อาจารย์จารุนี ให้รับทำโครงการนี้โดยมีพี่ต๋อเป็นแม่งาน มีการประชุมกันหลายครั้ง กว่าจะสำเร็จออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว โปสเตอร์วิทยาศาสตร์นี้ คุณธนิตชัย บอกว่าขอให้ถือว่าเป็นโครงการทดลอง หากสำเร็จก็จะขยายเป็นโครงการใหญ่อื่นๆต่อไป แต่ก็ไม่ได้สานต่อเพราะท่านถึงแก่กรรมเสียก่อน โปสเตอร์ในชุดนี้มี 6 เรื่องคือ ความปลอดภัยในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ การวัด แรง กรดเบส พลังงาน แม่เหล็ก


อันที่จริงงานชิ้นนี้เป็นผลงานของบุคคลหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายวิชาการ ฝ่ายศิลป์ที่ช่วยวาดรูป และฝ่ายธุรการ เป็นโครงการที่นานมากแล้ว ผมจำไม่ได้ว่ามีใคร ชื่ออะไรบ้าง ต้องขออภัยหากผมมิได้เอ่ยนามของท่านผู้ร่วมงานนี้ ผมจะขอทยอยนำเอาผลงานส่วนหนึ่ง(ฉบับย่อ)ของท่านเหล่านี้ มานำเสนอเพื่อประกอบความรู้เป็นวิทยาทานดังต่อไปนี้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 225 14 ม.ค. 2555 (17:56)

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ทุกๆ ท่าน และขอแสดงความยินดีกับอาจารย์นิรันดร์ที่กำลังจะเป็นคุณพ่อตาในเร็วๆ นี้ และเป็นคุณตา (จริงๆ) ต่อไป


รู้สึกว่าอาจารย์แขชนะจะเชียร์สาวนิโกรนะคะ ดูรูปในความเห็นฯ 216 เลือกรูปสาวนิโกรที่สวยมาเทียบกับหมวยและแหม่มที่ไม่สวย อย่างนี้เป็นการเปรียบเทียบที่มีอคติตั้งแต่การเลือกตัวอย่างค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 226 14 ม.ค. 2555 (21:45)



.


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 227 15 ม.ค. 2555 (07:51)


พี่ต๋อจากพวกเราไปอย่างสงบแล้วเมื่อคืนนี้ ขอแสดงความอาลัยรัก ขอให้คุณงามความดีของพี่ที่ทำให้กับวงการการศึกษาวิทยาศาสตร์ จงนำดวงวิญญาณของพี่ไปสู่สุขคติด้วยเทอญ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 228 16 ม.ค. 2555 (00:42)


เมื่อวานนี้ ผมไปรดน้ำศพพี่ต๋อที่วัดธาตุทอง ศาลาที่ 8 มีผู้ใหญ่ของ สสวท. เช่น ผอ. รอง ผอ. และเพื่อนเก่าๆ มาร่วมงานรดร้ำศพ และฟังสวดมากมาย จะฌาปนกิจศพวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม เวลา 20.00 น.


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 229 16 ม.ค. 2555 (22:31)

วันนี้วันครู 16 มาราคม 2555



วันนี้ที่ สสวท.มีงานเลี้ยงฉลองครบ 40 ปี สสวท. ผู้อำนวยการ สสวท.เชิญให้มาร่วมงานและพบปะเพื่อนเก่าๆ พบกับผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการเก่าหลายท่าน ถ่ายภาพร่วมกับ ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน หลังจากที่ไม่ได้ร่วมงานกันถึง 15 ปี


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 230 17 ม.ค. 2555 (07:54)

งานของพี่ต๋อ




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 231 18 ม.ค. 2555 (00:14)

.




แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 232 20 ม.ค. 2555 (01:19)

.




 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 233 19 ก.พ. 2555 (10:46)
อยากได้วิธีการประดิษฐ์ เครื่องอัดเสียงแบบเอดิสันน่ะครับ แล้วก็ขั้นตอนการใช้อย่างละเอียดครับ
เพื่อจะได้ทำการทดลองเพื่อการศึกษาครับ
ขอบคุณครับ
เด็กวิทย์ (IP:113.53.84.140)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 234 20 ก.พ. 2555 (12:34)
อยากได้วิธีการประดิษฐ์ เครื่องอัดเสียงแบบเอดิสันครับ เพื่อการศึกษาต่อไปและก็วิธีการทดลองด้วยนะครับขอบคุณครับหรือส่งมาที่
aa.-aa----@hotmail.com
ขอบคุณครับ
เด็กวิทย์ (IP:118.172.153.42)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 235 20 ก.พ. 2555 (22:28)


ผมเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงที่สังคมไทยมีการเปลี่ยนอย่างมากในช่วงครึ่งศตวรรษ ผมเริ่มชีวิตการเรียนด้วยอุปกรณ์การเรียนประจำตัวคือ กระดานชนวน หรือ Old Pad หลังจากเวลาผ่านไป 50 กว่าปี ผมก็ได้มีโอกาสใช้ iPad ช่างเป็นเทคโนโลยีที่ต่างกันราวกับฟ้ากับก้นเหวเสียนี่กระไร


สมัยก่อนนี้ หลายคนอาจบอกว่าเป็นระบบที่ล้าสมัย การติดต่อสื่อสารใช้เวลานานมาก ตอนเรียนชั้นประถมศึกษา เรามีวิชาการเขียนจดหมาย ครูเคร่งครัดกับเรื่องของมารยาทในการเขียนจดหมาย หัวจดหมาย คำขึ้นต้น คำลงท้าย การใช้สรรพนามต้องถูกต้อง ไม่งั้นจะไม่ได้คะแนน หากสอบตกหลายวิชาก็ต้องเรียนซ้ำชั้น หากเราเขียนจดหมายถึงคนที่ไม่รู้จัก เราต้องแนะนำตัวอย่างไร ใช้คำพูดอย่างไร หากเป็นผู้สูงอายุกว่า แต่เราไม่รู้จัก ควรเรียกเขาว่าอะไร เช่น คุณพี่ คุณป้า คุณน้า คุณอา คุณครู อาจารย์ และหากเป็นจดหมายที่เราต้องขอความช่วยเหลือ ยิ่งจะต้องเป็นจดหมายที่รักษามารยาทอย่างยิ่ง การใช้คำพูดควรเป็นทางการอย่างอ่อนน้อม


น่าแปลก สมัยนี้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว เรามีเวลาเหลือที่จะทำอะไรมากมายกว่าเดิมหลายเท่า แต่การเขียนจดหมายกลับทำได้สั้นกว่าสมัยก่อนมาก ไม่มีเวลาแม้แต่จะแนะนำตัวกัน และที่น่าแปลกคือ มักใช้ชื่อเล่น หรือนามแฝง ติดต่อขอความช่วยเหลือโดยไม่บอกกล่าวว่าเป็นใครมาจากไหน ผมมีโอกาสติดต่อกับสื่อมวลชนมากมาย แม้แต่เชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์ คนที่มาติดต่อ แทนที่จะติดต่อทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ กลับแนะนำตัวเองโดยใช้ชื่อเล่น แหม่ม ติ๋ม อ้วน จุ๊บแจง นิ้งหน่อง ตุ๋ย และอะไรบ้าๆบอๆอีกมากมาย สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ช่างเป็นสังคมที่ฉาบฉวย ไม่จริงจัง ทำอะไรเป็นเล่นไปหมด ตำรวจจราจรที่ีทำหน้าที่กลางถนนยังทำท่ารำอย่างสนุกครื้นเครงราวกับรำวงในงานวัด ซึ่งเราจะไม่มีทางเห็นลักษณะนี้ในประเทศที่มีความเจริญและมีวินัยอย่างเยอรมนี อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น


สมัยก่อนนี้ การค้นคว้าหาความรู้ทำได้ยากเย็น และเสียเวลามาก ห้องสมุดก็มีหนังสือไม่มากพอที่จะให้ค้นคว้า แต่เรากลับมุมานะพยายามทำเองแม้จะไม่สามารถหาข้อมูลได้จากหนังสือ ต่างจากปัจจุบัน ข้อมูลมีให้ค้นตว้ามากมายทั่วโลก อีกทั้งยังมีทั้งภาพนิ่งและภาพยนต์พร้อมเสียงให้ค้นคว้าได้มากและรวดเร็ว แต่เยาวชนกลับไม่ขวนขวายช่วยตัวเอง กลับขอร้องให้คนอื่นช่วยทำให้โดยไม่ค้นคว้าหรือพยายามให้ถึงที่สุด ดังจะเห็นได้จากกระทู้ต่างๆที่ขอให้ช่วยทำการบ้านให้ แล้วยังขอด่วนเพื่อเอาไปส่งครูโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำเอง


สมัยก่อนนี้ คนเรามีความมุมานะพยายามมากกว่าปัจจุบัน เรามักจะลองทำเองก่อน แล้วค่อยให้ครูหรือผู้รู้ช่วยชี้แนะ เช่น การฝีมือ หรือการแต่งคำประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ทำเองก่อนแล้วขอให้ผู้รู้ช่วยให้ความรู้เพิ่มเติม ทำให้เรารู้จักคิดได้เอง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและความผิดพลาดซึ่งจะทำให้เราทำเป็นและจำได้ไปตลอดชีวิต และการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เราจะมีความเกรงใจมาก บางทีต้องไปหาผู้รู้หรือคุณครูถึงบ้านและต้องนัดหมายท่านก่อน เพราะจะไปรบกวนเวลาของท่าน ต่างจากปัจจุบัน หากต้องการอะไรก็บอกความประสงค์ให้ผู้รู้หรือครูช่วยทำให้เสร็จเรียบร้อย แถมยังสั่งอีกว่าเอาด่วน ช่วยส่งมาให้ด้วย เป็นใครมาจากไหนก้ไม่ต้องมีการแนะนำตัวให้รู้จักมักคุ้นด้วยไมตรีอันดีกันก่อน จะขอความช่วยเหลือจากเขา ยังใช้งานเขาอย่างไร้มารยาท



ผมเดินทางไปสอนหนังสือบรรยายมาทั่วโลกใช้หนังสือเดินทางมาสิบกว่าเล่มแล้ว เมื่อหันกลับมามองสังคมไทยเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศที่เขาสร้างชาติขึ้นมาจากความมุมานะและพากเพียรของคนในชาติแล้วรู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยของเรา คนสมัยใหม่ไม่มีความพากเพียรพยายาม ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สังเกตได้จากบทเพลงต่างๆที่ขับร้องกันในปัจจุบัน แต่งไม่เป็นหรือขี้เกียจแต่ง จนต้องเอาเพลงสมัยก่อนๆที่มีผู้แต่งไว้แล้วมาขับร้องใหม่ เราจะเห็นได้เกลื่อนตลาดเพลงเลยทีเดียว แม้แต่บทละครที่เอามาเล่น เนื้อเรื่องเดียวกัน ชื่อเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงไปเรื่อยๆ เรามีภาษาของเราเอง ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่พัฒนานาอย่างยาวนาน เรายังไม่รู้จักรักษา ใช้กันอย่างผิดเพี้ยนทำให้วิบัติผิดเพี้ยนไปมากมาย จนไม่สามารถสื่อสารกันเองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เกิดปัญหาถกเถียงกันมากมาย เรามีวัฒนธรรมทางภาษาที่งดงามสะท้อนถึงภูมิปัญญาของคนไทย เรามีรูปแบบของร้อยกรองหลากหลายชนิดที่พวกฝรั่งก็ไม่สามารถแต่งได้มากมายอย่างเรา จะขอยกข้อความจากบทประพันธ์เรื่องสี่แผ่นดินของ ม.ร.ว.คึกฤทธฺ์ ปราโมทมาตอนหนึ่งที่ว่า......


"สวดมนต์เย็นบนพระที่นั่งบ่ายวันนี้มังคะ  เสด็จให้มาทูลถามเสด็จว่าจะเสด็จหรือไม่เสด็จ   ถ้าเสด็จจะเสด็จ  เสด็จจะเสด็จด้วย" และเสด็จก็ตรัสตอบว่า
"พลอยถ้าจะยังไม่เคยได้ยินภาษาชาววังไหน พลอยบอกมาลัยเขาสิว่า เสด็จให้ไปทูลเสด็จว่าเสด็จจะเสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จด้วย เสด็จก็จะดีพระทัยมาก"


เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยนในไม่ช้านี้ เรายังไม่รู้จักตัวเราเอง ไม่รู้จักกำพืดและวัฒนธรรมอันดีงามของเรา ผมเป็นห่วงว่าเรากำลังจะพัฒนามาตรฐานชาติของเราไปสู่สากล(โลก) พวกผมอีกไม่นานก็จะค่อยๆจากไป หากคนรุ่นใหม่ยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักวัฒนธรรมอันดีงามที่บรรพบุรุษสั่งสมกันมาอย่างยาวนานแล้ว ประเทศไทยของเราจะอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่าผ่าเผยได้อย่างไร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 236 2 มี.ค. 2555 (00:16)

หากพูดถึงเรื่องประตูสู่อาเซี่ยน ทำให้นึกถึงจังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนไทยติดกับสะหวันนะเขตของลาว



สัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปจัดกิจกรรมค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จังหวัดมุกดาหาร



แม่น้ำโขงที่นี่มีสะพานเชื่อมไทย-ลาวแห่งที่สอง ตลาดริมโขงนี้มีชื่อเรียกว่า "ตลาดอินโดจีน" มีสินค้าหลากหลายชนิดจากประเทศต่างๆ เช่น ลาว พม่า จีนและเวียดนาม



มีแผงลอยขายของพวกสมุนไพรต่างๆจากฝั่งลาวด้วย มีของแปลกๆที่ผมไม่เคยเห็นหลายอย่าง เช่นฟอสซิลของหอยน้ำจืด ดังรูป



มีกิจกรรมทำภาพสามมิติด้วย



มีกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ผมให้นักเรียนทำก็คือ การทดลองทำให้เห็นการเคลื่อนที่ของเสียง ความเร็วของเสียงในอากาศประมาณ 330 เมตรต่อวินาที ผมให้นักเรียนราว 100 คน เข้าแถวเรียงเดี่ยวห่างกันคนละประมาณ 2 ก้าว ผมนัดแนะกับนักเรียนว่าผมจะเป่านกหวีด เมื่อนักเรียนได้ยินเสียงนกหวีดก็ให้ยกมือ เมื่อเสียงเคลื่อนที่ไปถึงใครคนนั้นก็ยกมือ ดังนั้นเราก็พอจะมองเห็นว่าเสียงเคลื่อนที่ไปเร็วอย่างไร ดังแสดงในรูป



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 237 5 มี.ค. 2555 (03:32)


ที่โรงเรียนนี้มีร้านขายเครื่องดื่มให้นักเรียน เห็นป้ายที่เขียนรายการที่ขายไว้แล้ว ก็ทำให้สงสัย เครื่องดื่มรายการสุดท้ายผมไม่กล้าดื่ม เกรงว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในร่างกาย



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 238 29 มี.ค. 2555 (07:29)


ย้อนหลังไป 18 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2537 ผมได้มีโอกาสถ่ายรูปกับอาจารย์จารุนี ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรองทองไคริรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สมัยนั้น ดร.กรองทองทำหน้าที่หัวหน้าแผนกคณิตศาสตร์อยู่ที่ RECSAM ปีนัง ภายใต้คำสั่งคณะรัฐมนตรีในตอนนั้น ผมได้มีรู้จักและร่วมงานกับ ดร.กรองทองมานานราว 20 ปี



จากวันที่ 25 มีนาคม เมื่อ 18 ปีที่แล้ว มาถึงวันที่ 25 มีนาคม 2555 ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ ดร.กรองทองอีกโดบพาอาจารย์ 3 คน และนักศึกษา 3 คน สาขา Tourism ของ
วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มาเยี่ยมชม Guangxi Normal
University และมาเก็บข้อมูลวิจัยเปรียบระหว่างธุรกิจ Homestay หรือ
Guesthouse ของจีนกับของไทย คนที่สวมกางเกงสีเขียวคือ อาจารย์Liang Runchan
เคยเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่ผมสอนที่กุ้ยหลิน เธอเรียนจบมาทางด้านชีววิทยา
ผมเลยเอามาสอนที่วิทยาลัยนานาชาติ สวนสุนันทา วิชา Environmental world และ
ช่วยสอนภาษาจีนด้วย ภาพนี้ถ่ายที่สนามบินกุ้ยหลิน 



ขณะนี้มีการประชุมทางวิชาการระหว่างจีนกับประเทศยุโรปเกี่ยวกับการพัฒนา
หลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน
ผู้จัดได้มีการจัดให้ผู้แทนจากยุโรปมาเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมในการดูแล
ของมหาวิทยาลัย
และได้เชิญมาผมบรรยายแสดงทางวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนมัธยมและแขกพิเศษจาก
ยุโรปที่โรงเรียน ถ่ายรูปร่วมกันกับผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อวันที่ 26
มีนาคม 2555


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 239 5 เม.ย. 2555 (01:40)

เรื่องของความฝันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนคิดไปต่างๆนาๆได้ไม่รู้เบื่อ เนื่องด้วยยังไม่มีความเข้าใจที่แน่ชัด บางคนมองในแง่ของความรักอันหวานชื่น บางคนว่าถ้าฝันเห็นงูรัดก็จะได้พบความรัก หลายคนฝันแล้วตีความกันไปต่างๆนาๆ ในชีวิตของผมมีเรื่องราวแปลกเกี่ยวกับความฝันที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ที่ไม่สามารถอธิบายได้ คราวใดที่ผมเดินทางไปเมืองจีน ผมมักจะฝันถึงพ่อที่เสียไปแล้ว ที่น่าแปลกใจคือ มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ผมไปสอนหนังสือที่เมืองจีน ผมฝันถึงพ่อ ฝันว่าได้คุยกับพ่อหลายเรื่อง สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ วันต่อมาฝันถึงพ่ออีก ฝันว่าพ่อชวนคุยต่อจากเรื่องที่คุยค้างกันไว้เมื่อวาน เพื่อนๆหลายคนบอกว่าเป็นความผูกพันกับพ่อ จิตใต้สำนึกเลยเอาไปผูกเป็นเรื่องต่อกัน ไม่มีสาระอะไรที่มีนัยสำคัญ


มีเพื่อนรักของผมคนหนึ่งตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่หนองคายในวัยเด็ก หลังจากที่ผมจากมา 20 กว่าปี มีอยู่คืนหนึ่งฝันถึงแต่เพื่อนคนนี้ทั้งคืน ฝันว่าเพื่อนแวะมาเยี่ยมพูดคุยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ผมฝันถึงเพื่อนคนนี้ทั้งคืน วันรุ่งขึ้นรู้สึกว่าคิดถึงเพื่อนคนนี้มาก จึงโทรศัพท์กลับไปที่หนองคาย จึงรู้ว่าคืนที่ฝันนี้เพื่อนคนนี้ถูกฆ่าตาย


เหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นอีกเมื่อตอนที่ผมไปเรียนปริญญาเอกที่เบอร์ลิน มีอยู่คืนหนึ่งผมวันถึง อาจารย์ประยูร ร่มโพธิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์จุฬา ที่ผมสนิทมากและช่วยท่านทำงานมานาน ฝันถึงอาจารย์ประยูรทั้งคืน วันรุ่งขึ้นโทรศัพทืกลับบ้านจึงทราบว่าอาจารย์ประยูรเสียชีวิตแล้วในวันที่ผมฝัน


มีเหตุการณ์ความฝันแปลกเกิดกับผมหลายอย่าง เล่าให้เพื่อนๆฟัง แต่ละคนล้วนแล้วแต่บอกว่า "ขอร้องนะเพื่อน พยายามอย่าฝันถึงกันนะ"


มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมฝันถึงอาจารย์จารุนี แต่คราวนี้ผมทราบแล้วว่าท่านเสียแล้ว ในฝันนั้น อาจารย์จารุนีมาเยี่ยมผม พูดคุยกันตั้งนาน ในฝันผมก็ถามท่านไปว่า อาจารย์เสียชีวิตแล้วไม่ใช่หรือ อาจารย์ตอบว่าใช่ แต่ดูใบหน้าและการพูดคุยเหมือนสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ไม่มีผิด มิหนำซ้ำท่านยังชวนให้ผมขึ้นรถของท่าน ขับพาไปเที่ยว ท่านแนะนำให้รู้จักเพื่อนๆของท่านหลายคน ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วแต่เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น ที่รู้เพราะเพื่อนของท่านเวลาขึ้นรถที่อาจารย์ขับนั้น ไม่ต้องเปิดประตู ผ่านเข้ามาเฉยๆ แถมยังผ่านตัวผมเข้าไปนั่งข้างในเอง


อย่าถือเป็นเรื่องจริงจังและวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์นะครับ ผมเล่าความฝันของผมให้ฟังเฉยๆ ด้วยความระลึกถึงอาจารย์จารุนีเท่านั้นครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 240 5 เม.ย. 2555 (08:27)

๕๕๕
ฝันก็คือฝัน อย่าไปกังวลกับมันมากเกินไป
ผมก็มีฝันว่าบินไปในท้องฟ้าได้ นึกจะไปไหนก็ลอยไปได้ดังใจนึกบ้าง มีติดขัดบ้าง

ผมเคยมีบ้านอยู่ที่ราชวัตร คิดว่าเพื่อนคงเคยไป
บ้านนั้นตั้งอยู่บนที่ดินของอาจารย์ภิยโย ปันยารชุน
เราย้ายออกจากบ้านกลับไม่ได้รื้อบ้านตามเราออกมา
ผม แม้ว่าจากหลังนี้ไปแล้ว ในความฝันของผม ผมจะอยู่ที่บ้านหลังนี้เสมอ

อาจารย์ท่านไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ เมื่อกลับมาก็ต้องการที่ดินเพื่อปลูกบ้านของท่าน
เราก็ต้องไปรื้อบ้านหลังนั้นออกจากที่ ตอนที่รื้อบ้าน พ่อของผมท่านขายบ้านเป็นไม้เก่า
ตอนที่รื้อบ้าน ผมไม่ได้ไปกับพ่อ ไม่ได้เห็นกับตาว่าบ้านนี้ไม่มีอีกแล้ว
แต่ในความฝันของผมก็ยังเป็นบ้านหลังนี้เสมอทั้งที่ผมก็รู้ว่าไม่มีบ้านแล้ว
ผมแปลกใจกับความฝันของตัวเองมากจนทนไม่ได้ว่าจริงๆแล้วบ้านยังอยู่หรือไม่
ผมจึงตัดสินใจไปให้เห็นกับตาว่ามีหรือไม่มีบ้าน
หลังจากเห็นกับตาว่าไม่มีบ้านหลังนี้อีกแล้ว ผมก็ไม่เคยฝันถึงบ้านนี้อีกเลย

ผมคิดว่าฝันของผมน่าจะนำมาวิเคราะห์ว่ามันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 242 5 เม.ย. 2555 (23:26)

252808


ผมจำบ้านที่ราชวัตรของเพื่อนได้ จากสถานีรถไฟบางซื่อ เรานั่งรถเมล์เขียวศรีนครสาย 5 บางซื่อ-จักรวรรดิ (ภาพอ้างอิง >>> http://www.pantown.com/board.php?id=34132&area=4&name=board3&topic=9&action=view) ไปบ้านนั้นด้วยกัน
ภาพบ้านนั้นยังอยู่ในจินตนาการของผม จำภาพของ "เทอด"
น้องชายของเพื่อนกำลังอ่านนิตยสาร "เด็กก้าวหน้า" ของสำนักพิมพ์ก้าวหน้า
อยู่บนเก้าอี้ แล้วผมถามว่า กำลังอ่านหนังสืออะไร เทอดตอบพลางหัวเราะว่า
"เด็กถอยหลัง" จำภาพคุณพ่อของเพื่อนที่หันหน้ามาบอกว่า
"มีที่ไหนกันเด็กถอยหลัง" ตอนนี้หากผมตามไปดูว่าไม่มีบ้านนั้นอีกแล้ว
ผมก็ยังมีภาพนั้นติดหัว
ต่างจากความฝันของเพื่อนที่ไม่เคยฝันอีกเลยหลังจากเห็นความจริง



ผมกลับไปดูบ้านที่ผมเกิด และยังมีความทรงจำ ทั้งยังฝันได้อีกนาน เพราะเป็นเขตอนุรักษ์บ้านเก่าของ กทม. รื้อถอนไม่ได้



วันนี้ขับรถผ่านราชวัตร ใช่โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพปากซอยเข้าบ้านอาจารย์นิรันดร์สมัยก่อนที่ราชวัตร มีสะพานข้ามคลองเข้าไปในซอย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 243 6 เม.ย. 2555 (02:30)

เมื่อพูดถึงเรื่องคนตาย ผมมีเรื่องที่น่าสนใจจะมาเล่าให้ฟัง.......



เรื่องมีอยู่ว่า ผมไปซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง เป็นนาฬิกาแบบดิจิตอล เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของนาฬิกา มันจะไม่มีการแสดงตัวเลขบอกเวลา ต่อเมื่อต้องการทราบเวลา ให้ใช้นิ้วมือเคาะที่ตัวนาฬิกา มันก็จะแสดงตัวเลขเวลา แล้วตามด้วยอุณหภูมิขณะนั้น หรือหากวางนาฬิกาไว้ไกลมือ ก็ใข้วิธิตบมือให้เกิดเสียงดัง ก็จะแสดงตัวเลขบอกเวลาได้เช่นกัน ดังแสดงในรูป



มีอยู่วันหนึ่ง ผมเอานาฬิกาเรือนนี้ไปตั้งอยู่บนเครื่องรับโทรทัศน์ แล้วนั่งดูรายการ "คนอวดผี" กับลูกชายของผม ลูกผมสังเกตเห็นสิ่งประหลาดเกิดขึ้นคือ ช่วงที่รายการคนอวดผีจะตัดไปเป็นช่วงโฆษณา จะมีคำว่า "คนอวดผี" ทุกครั้งที่ตัว "ว.แหวน" ปรากฏออกมาครึ่งตัว นาฬิกาเรื่อนนี้จะปรากฏตัวเลขบอกเวลาขึ้นมาทุกครั้ง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร


พรุ่งนี้ค่อยมาเล่าต่อครับว่ามันเป็นเพราะอะไร........
หรือว่ามันมีพลังงานบางอย่างมาทำให้เป็นอย่างนั้น..ก็เป็นได้......!


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 244 6 เม.ย. 2555 (17:41)

จากความเห็นที่ 239
อาจารย์แขชนะอย่าเพิ่งฝันถึงครูไผ่นะคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 245 11 เม.ย. 2555 (05:19)


จากความเห็นที่ 243 ผมทดลองโดยใช้โทรศัพท์มือถือที่สามารถสร้างคลื่นเสียงความถี่ต่างๆได้ ต่อเครื่องขยายเสียงแล้วออกมาทางลำโพงที่วางใกล้ๆนาฬิกา ผมปรับความถี่ต่างๆ แล้วดูว่าที่ความถี่เท่าไรจึงกระตุ้นนาฬิกาให้แสดงผล ปรากฏว่าที่ความถี่ประมาณ 120 Hz , 180 Hz และ 240 Hz สามารถทำให้นาฬิกาแสดงผลออกมา ดูจากผลการทดลอง จึงน่าสรุปได้ว่า ความถี่เริ่มต้นที่ทำให้นาฬิกาแสดงผลน่าจะอยู่ที่ 60 Hz  และ ความถี่ Harmonics ของมันก็สามารถกระตุ้นได้ด้วย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 246 18 เม.ย. 2555 (22:59)


วันนี้ 18 เมษายน เวลาประมาณ 15.30 น. ผมและลูกชายสังเกตเห็นวัตถุประหลาดคล้ายซิการ์เป็นโลหะเงาวาวบินอยู่บนฟ้ามองจากปากเกร็ดไปทางเหนือ ลูกชายผมชี้ให้ดู สังเกตเห็นบินอยู่สักพักหนึ่ง ราว 10 วินาที ก็หายวับไปกับตาอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเครื่องบินที่จะหายวับไปกับตาในท้องฟ้าที่ใสไม่มีเมฆ ใครเห็นบ้างช่วยบอกมาด้วยครับ เห็นคล้ายๆกับที่แสดงในรูปครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 247 23 เม.ย. 2555 (06:37)


สวัสดีครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่รัสเซีย
มาบรรยายให้นักเรียน และจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์รัสเซียเหมือนเช่นทุกปีครับ
ปีนี้ได้ไปบรรยายที่เมืองใหม่ๆที่ยังไม่เคยไป
รูปที่เห็นคือที่สนามบินที่มอสโคว์ ถ่ายเมื่อเย็นวันที่ 22 เมษายน จะทยอยเล่าเรื่องและเอารูปมาให้ดูครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 248 28 เม.ย. 2555 (03:58)


ตอนนี้ผมอยู่ที่เมือง Kazan เมืองหลวงของรัฐ Tatarstan ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในเขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย มาบรรยายตามคำเชิญของเพื่อนรัก Prof.Alexander
Fishman ได้มีโิอกาสร่วมงานวันวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมชั้นนำของ Kazan
เลยจับเอาเด็กนักเรียนรัสเซียมาทดลองเพื่อให้มองเห็นภาพว่าเสียงเคลื่อนที่ได้เร็วแค่ไหน



รูปนี้ถ่ายกับผู้อำนวยการโรงเรียน อายุเพียง 25 ปี
แต่เป็นครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นได้รับรางวัล 2 แสนบาท
(มากกว่าครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย 4 เท่า)


การทดลองนี้ผมทำคลิปวิดีโอลงใน Youtube แล้ว ท่านที่สนใจ ตามมาดูได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ >>> Viewing speed of sound



Thumbnail<br />


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 249 28 เม.ย. 2555 (07:19)


รูปนี้ผมถ่ายกับ Alexander ที่หน้าโรงเรียน วัน เวลา และพิกัดดังแสดงในรูป


ผมระลึกถึงอาจารย์จารุนี ที่ให้โอกาสผมเดินทางไปประชุมที่ฮังการี ทำให้ผมได้รู้จัก Prof.Dr.Alexander Fishman และ Prof.Dr.Xingkai Luo จาก Guangxi Normal University ผู้เป็นกัลยาณมิตรทั้งสอง จากการที่ได้รู้จักและทำงานร่วมกันมากว่า 16 ปี ทำให้ผมได้เดินทางเข้า-ออก ประเทศรัสเซีย และประเทศจีน จนไม่อยากนับจำนวนครั้ง และจากการที่ได้มาเยือน 2 ประเทศนี้ในเมืองต่างๆ ทำให้ผมสนุกกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทั้ง 2 ประเทศ


Alexander จาก Tatarstan ทำให้ผมรู้จักเรื่องราวของพวก Tatar ที่ยกทัพไปตีจีนผ่านทางคาซัคสถาน ไปทางมณฑลซินเจียง การที่ได้รู้จักกับ Xingkai ทำให้ผมได้ไปเยือนมณฑลซินเจียง และกำแพงเมืองจีน หลายครั้งหลายครา กำแพงนี้ก็สร้างขึ้นมากั้นพวกที่มารุกรานนั่นเอง


จากความเห็นของอาจารย์นิรันดร์.......ดูเหมือนนักเรียนที่นี่จะแต่งตัวกันเรียบร้อยดีมากเลยครับ แล้วก็ได้แถวยาวดีจัง ตอนที่ผมเคยรับราชการอยู่ ผมถูกจ้าวนายเรียกไปอบรมว่าครูไม่ควรมาเล่นกับนักเรียน
ก็เพราะผมเอานักเรียนเอาชั้นเรียนฟิสิกส์ไปไว้ที่สนามฟุตบอล
แต่เรื่องก็นานยี่สิบกว่าปีมาแล้ว


ที่ Kazan ข้าวกลางวันจานละเท่าใดครับ จะได้เทียบถูกว่ารางวัลที่เขาได้รับมากกี่เท่าของที่ครูไทยได้รับ


ผมไม่รู้หรอกว่าข้าวแกงที่โรงเรียนมีขายตรงไหน เพราะเขาไม่กินกัน แต่พอจะบอกรายได้ให้เปรียบเทียบกัน ครูที่จบปริญญาตรีของเขา เงินเดือนราว 6000 บาท สกุลเงิน Ruble ของเขากับเงินบาท พอๆกันคือ ราว 1:1 ตำแหน่งศาสตราจารย์เงินเดือนราว 2 หมื่นบาท ตำแหน่งรองศาสตราจารย์เงินเดือน 1 หมื่น 2 พันบาท แต่การทำงานทุ่มเท และ คุณภาพของเขา เป็นอย่างไรถ้าเทียบกับคนไทย ผมไม่อยากพูด หากให้ผมพูดจริงๆ เพื่อนๆร่วมอาชีพคนไทยต้องเอาเท้ากระแทกปากแน่!


ผมสังเกตดูทั้งที่โรงเรียนและในมหาวิทยาลัย ทั้งที่รัสเซีย และที่ประเทศจีน ผมยังไม่เห็นพวก "ตุ๊ดแต๋ว" เลยครับ (ความจริงอาจจะมีก็ได้ และขออภัย ไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล) เพื่อนๆอาจารย์รัสเซียและจีนที่เคยไปเมืองไทย ถามผมว่า ทำไมประเทศไทยจึงมีนักเรียนและนักศึกษาที่มีพฤติกรรมข้ามเพศแบบนี้มากมายเหลือเกิน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 250 28 เม.ย. 2555 (07:39)


ผมไปสอนหนังสือที่โรงเรียนนานาชาติที่กรุงเทพ ก็สังเกตเห็นเด็กๆแต่งตัวน่ารักเรียบร้อยดีมากเหมือนกันครับ ดังแสดงในรูป คนที่เห็นในรูปที่ลูกศรสีแดงชี้อยู่ นามสกุล "วงศ์คำเหลา" ทายซิครับว่าเป็นลูกใคร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 251 28 เม.ย. 2555 (08:24)

ลูกของ หม่ำ จ๊กมก หรือคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 253 28 เม.ย. 2555 (10:58)

เทวดาตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธ


สงสัยหลวงพี่นกแสก เอามาวางผิดกระทู้ ผมเลยย้ายไปไว้ที่นี่ครับ >>>> ต่างมุมมอง..................


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 254 4 พ.ค. 2555 (05:31)

สมัยที่ทำงานกับอาจารีย์จารุนี เกี่ยวกับโครงการ พสวท. ผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือและทำกิจกรรมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนยุคแรกในโครงการ พสวท. และได้สร้าง "ห้องแห่งการค้นพบ" ขึ้นที่โรงเรียน และสมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จมาเปิด ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนและผมได้มีโอกาสวายคำอธิบายเกี่ยวกับกิจกรรม



ต่อมาผมได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และ สมาคมวิทยาศาสวตร์แห่งประเทศไทยฯ จัดทำ "ห้องแห่งการค้นพบ" หรือ Discovery room และนำไปแสดงที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมได้ถ่ายวิดีโอลงใน You Tube >>> DISCOVERY ROOM-THAILAND


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 255 7 พ.ค. 2555 (19:47)

เรากำลังจะก้าวไปสู่ประชาคมอาเซี่ยน หากใครได้ไปทำธุระที่สิงคโปร์ จะต้องเจอชาวสิงคโปร์มากมายที่มีเชื้อสายจีน และมีชื่อจีน แต่บางคนก็เปลี่ยนเป็นชื่อแบบฝรั่ง ท่านอาจจะเจอเหตุการณ์ดังต่อไปนี้


Chinese speaking to a Chinese operator

Chinese speaking
to a Chinese operator... 
Caller: Hello, can I speak to Annie Wan?
Operator: Yes, you can
speak to me.
Caller: No, I want to
speak to Annie Wan!
Operator: Yes I
understand you want to speak to anyone. You can speak 
to me. Who is this?
Caller: I'm Sam Wan. And
I need to talk to Annie Wan! It's urgent.
Operator: I know you are
someone and you want to talk to anyone! But 
what's this urgent matter about?
Caller: Well... just tell
my sister Annie Wan that our brother Noe Wan 
was involved in an accident. Noe Wan got injured and now Noe Wan is 
being sent to the hospital. Right now, Avery Wan is on his way to the 

hospital.
Operator: Look, if no one
was injured and no one was sent to the 
hospital, then the accident isn't an urgent matter! You may find this 

hilarious but I don't have time for this!
Caller: You are so rude!
Who are you?
Operator: I'm Saw Ree.
Caller: Yes! You should
be sorry. Now give me your name!!
Operator: That's what I
said. I'm Saw Ree

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 256 25 มิ.ย. 2555 (17:47)

สมัยก่อนตอนที่ทำงานกับอาจารย์จารุนี กิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขันหุ่นยนต์ หรือตัวต่อต่างๆยังไม่มีมากเท่าเดี๋ยวนี้ วันที่ 14 กรกฏาคม ศกนี้ จะมีการแข่งขันตัวต่อ GIGO ที่ไต้หวัน มีเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ St. Stephen เข้าร่วมแข่งขัน ผมก็จะได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปด้วย ดูตัวอย่างของกิจกรรมที่เด็กนักเรียนประถมโรงเรียนนี้ทำดังนี้ครับ >>> Gigo Activity from Thailand 2012


 


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 257 26 มิ.ย. 2555 (19:24)

บทสนทนา "Chinese speaking to a Chinese operator " เยี่ยมมากครับ ขออนุญาตเอาไปให้ครูภาษาอังใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 258 21 ก.ค. 2555 (13:34)

เพื่อนชาวรัสเซียของผมที่ชื่อ Alexander ในความเห็น 249 ถามผมว่า รู้ไหมว่าทำไมผู้หญิงมักจะขมวดคิ้วย่น และผู้ชายทำไมหน้าผากย่น ผมคิดอยู่นานก็หาคำตอบไม่ได้ เขาจึงเฉลยดังนี้



แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 259 21 ก.ค. 2555 (18:59)

อ่านของอาจารย์แล้วอดคิดถึงเรื่องชาวนานั่งรีดนมวัวอยู่ ภริยามายืนข้างๆ ต่อว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้จนคนรีดนมแทบจะทนไม่ได้ วัวเองก็รำคาญ โดนรีดนมเอย แถมยายนี่ยังมาพูดจาหนวกหูอีก เลยยกตีนดีด ล้มหัวฟาดตาย


วันงานศพลูกชาวนาคนนั้นสังเกตุเห็นว่าพ่อมีปฏิกริยาต่อแขกที่ค่อนข้างแปลก เลยถามพ่อว่า "พ่อผมสังเหตุว่าเวลามีผู้หญิงมาพูดกับพ่อ พ่อพยักหน้าเห็นด้วย แต่เวลาผู้ชายมาพูดด้วย พ่อกลับส่ายหน้าคล้ายไม่ยอม ทำไม่ถึงเป็นยังงั้น" พ่อตอบว่า "คือมันยังงี้ พวกผู้หญิงเวลาเขาพูดกับพ่อ เขาแสดงความเสียใจที่แม่เอ็งรีบลาโลกไปก่อนถึงเวลา ว่าแม่เป็นคนน่ารัก เสียดายมาก พ่อก็พยักหน้าเห็นด้วย  ส่วนพวกสามีนั้นเวลาเจอหน้าพ่อ เขาจะถามว่าขอยืมวัวสักสองสามวันได้ไหม"


ไม่รู้ว่าตลกฝรั่งจะถูกเส้นคนไทยไหม


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5738 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 260 21 ก.ค. 2555 (21:27)

ถูกเส้นกับคนไทยแน่ครับคุณอาหมอ
ผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าตอนอบรมครู แต่เปลี่ยนตัวละครนิดหน่อย คือแทนที่จะเป็นวัว ผมใช้สุนัขแทน งับคอภรรยาตาย เล่าจบก็ฮากัน ผมอบรมครูไม่ว่าภาคไหนของประเทศไทย ก็ฮากันทุกครั้งครับ คุณอาหมอต้องดูโฆษณานี้ประกอบด้วย เพราาะมันจะไปด้วยกันครับ
McDonald's Greatest Commercial


ภาพขนาดย่อ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 261 22 ก.ค. 2555 (15:03)

คนที่ฮานี่ แยกเพศครูชาย-หญิงไหมครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 262 22 ก.ค. 2555 (15:31)

ไม่แยกครับ ครูผู้หญิงฮาเพราะได้แนวคิดใหม่


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 263 14 ส.ค. 2555 (02:21)

ทุกครั้งที่ผมได้รับเชิญจากสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ผมจะระลึกถึงอาจารย์จารุนีเสมอ เพราะท่านเป็นผู้ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนๆชาวจีนในแวดวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่อมาก็ได้ขยายความร่วมมือไปอีกหลายมิติ



ขณะนี้ผมอยู่ที่หยินชวน เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย (อังกฤษ: Ningxia Hui Autonomous Region; จีน: 宁夏回族自治区) ชื่อย่อ "หนิง" (宁) เป็นหนึ่งในห้าเขตปกครองตนเองของจีน ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ทางตอนบนของแม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง)


ผมได้รับเชิญให้มาร่วมงานแข่งขันโครงงานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 27 จัดโดยสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ได้มีโอกาสพบเพื่อนเก่าๆสมัยที่อาจารย์จารุนีได้สร้างความสัมพันธ์ไว้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้กลายมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของสมาคมวิทยาศาสต์จีน นอกจากจะได้พบเพื่อนๆชาวจีนแล้วยังได้พบกับเพื่อนๆจากประเทศต่างๆที่เคยทำงานด้วยกันเป็นเวลากว่าสิบปี


ที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในมรดกโลก และเป็นจุดศุนย์กลางที่สำคัญจุดหนึ่งบนเส้นทางสายไหม ดังจะได้เล่าให้ฟังต่อไป


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 264 14 ส.ค. 2555 (03:37)

回族 (หุยจู) คือ ชนเผ่าหุย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ใช่ไหมคะ
ขอรูปที่เห็นหน้าชนเผ่าหุยชัดๆ ด้วยค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 265 18 ส.ค. 2555 (17:28)

ไปหารูปชนเผ่าหุยซึ่งเป็นจีนมุสลิมมาได้แล้วค่ะ



http://xingbenben66.meeli.cn/blog/20042



จีนมุสลิมผู้สูงอายุ http://www.flickr.com/photos/eviltomthai/3641675099/



สาวสวยเผ่าหุยในประเทศจีน http://www.muslimwww.com/2011/0914/xMMDAwMDAwOTgxMA.html




หนุ่มสาวเ่ผ่าหุย http://hunli.lilywed.cn/cehua/5476_2.html




คู่บ่าวสาวจีนมุสลิม (ชนเผ่าหุย) http://www.56china.com/2012/0623/73441.html


 



คู่บ่าวสาวเผ่าหุยอีกชุดหนึ่ง http://huizu.baike.com/article-97030.html



เด็กๆ เผ่าหุยในประเทศจีน http://www.glulu.com/messages.asp?articleid=588&dalei=101



ศิลปการแสดง http://58.30.249.178/minzu/huizu/2010/11/11/1417231363.html


 


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 266 18 ส.ค. 2555 (22:47)

แปลกที่มีแต่คนหน้าตาดีๆทั้งนั้นเลย ชักอยากจะเห็นด้วยตาเสียแล้วครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน26609 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 267 19 ส.ค. 2555 (05:42)

คนมุสลิมส่วนใหญ่ตาคม จมูกโด่ง ผิวเนียนอยู่แล้ว แต่ที่อยู่เมืองร้อนไม่ค่อยขาว 


ที่อยู่เมืองหนาว (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน) คงขาวมาก ก็เลยยิ่งสวยใหญ่เลย 


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 268 19 ส.ค. 2555 (06:24)

หนุ่มสาววัยรุ่นเผ่าหุยกับการแต่งกายยุคปัจจุบัน


 


http://tv.ifensi.com/article-285619-8.html



http://www.zhikanlz.com/novel/326?page=4




ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน4079 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 269 1 ก.ย. 2555 (12:24)

ผมกลับมาเมืองไทยแล้ว มีเรื่องเล่าและรูปที่ถ่ายไว้ที่จะเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากมาย แต่ยังไม่ว่างเลย เพราะกำลังเร่งงานเนื่องจากจะปิดงบประมาณ แต่วันนี้มีเรื่องที่อดไม่ได้อยากจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการทำหนังสือเรียน

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผมได้รับเชิญให้ไปอ่านและตรวจต้นฉบับหนังสือเรียนของ สสวท. เขียนโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ระดับรองศาสตราจารย์ ซึ่งเคยเขียนหนังสือมาหลายเล่ม หนังสือเรียนที่ใช้เป็นแบบเรียนทั่วประเทศ ควรใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ไม่ชักชวนให้เด็กนักเรียนเห็นชอบกับการทำภาษาไทยให้วิบัติ ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและเขียนตำราหลายเล่มมาแล้วเหล่านี้ จะเป็นตัวการทำให้ภาษาวิบัติ เช่น หนังสือเรียนบางตอนที่เน้นให้นักเรียนมีกิจกรรมที่สนุกสนาน จะมีตัวการ์ตูนที่สนทนากัน แต่ภาษาที่ใช้สนทนานั้น เป็นแบบเป็นกันเองโดยใช้ภาษาพูดที่ใช้กันใน Facebook หรือ SMS หรือภาษาวัยรุ่นนิยมใช้กัน เช่น จิงป่าว, ทำได้มั๊ยคับ, อยากได้อ่ะคับ เป็นต้น ความจริงภาษาพูดที่ไพเราะและไม่ทำให้ภาษาวิบัติมีมากมาย ทำไมจึงไม่เลือกใช้

ผมทนไม่ได้เลยกับพวกอาจารย์ที่มีแนวคิดแบบนี้ และที่สำคัญ หัวดื้อ ไม่ค่อยรับฟัง เพราะเขามีตำแหน่งใหญ่ และเคยเขียนหนังสือมามากมาย

ภาษาไทยของเราคงไม่ตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว น่าเสียดาย {#emotions_dlg.d8}


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 270 1 ก.ย. 2555 (14:09)

อย่างนี้ก็แสดงว่า
     1.ในมหาวิทยาลัยนั้นมีตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ(ทำ)ภาษาไทยวิบัติ
     2.รองศาสตราจารย์เหล่านี้ใช้ภาษาได้พอๆกับเด็ก
มีข้อสรุปอื่นอีกไหมครับ


KornR
ร่วมแบ่งปัน448 ครั้ง - ดาว 54 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 271 1 ก.ย. 2555 (22:44)

เท่านั้นยังไม่พอครับ พวกที่รับติว สอนกวดวิชาทำภาษาเสียมากมาย แล้วพวกเด็กๆก็จำเอาไปใช้ ไม่ต้องไปไหนไกลครับ กระทู้ที่ลงโฆษณากวดวิชาในในวิชาการ.คอมก็มีให้เห็นเกือบทุกวัน เช่น  รับสอนภาษาอังกฤษ โดยนิสิตจุฬาคะ !!  หรือ รับสอนพิเศษเคมี ฟิสิกส์ โดยอาจารย์มหาลัย เป็นต้น


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 272 2 ก.ย. 2555 (12:13)

เดี๋ยว ราชบัณฑิตก็ยอมรับเอาไว่อย่างเป็นทางการ เช่น "อาชญา"  สมัยที่เราเรียนให้อ่านว่า "อาด-ยา" แต่ตอนนี้ให้อ่านว่า "อาด-ชะ-ยา" ได้ด้วย (เดิมใครอ่านแบบนี้ถือว่าอ่านผิด) คำอื่น ๆ อีก คมนาคม มกราคม สัปดาห์ ก็เหมือนกัน ผมเคยเอาหลักที่เคยเรียนมาไปต่อว่าเด็กว่าอ่านไม่ถูก พอไปดูในหนังสือ"พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน" และ/หรือหนังสือ "อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร" ก็หน้าแตกไม่มีชิ้นดี จนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกล้าบอกว่าคำใดเขียนถูกเขียนผิดหรือ อ่านผิดอ่านถูกแล้วครับ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน281 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 273 2 ก.ย. 2555 (12:59)

ผมก็เคยเจอแบบอาจารย์พิทยาครับ เช่นคำว่า "ปรัชญา" 



สมัยผมเป็นนักเรียน ครูสอนว่าให้อ่านว่า ปรัดยา แต่ต่อมา ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเวลาพูดออกอากาศ ท่านอ่านว่า ปรัดชะยา แถมเพลงร้องที่ปรากฏในสื่อเสนอประชาชนทุกๆวัน ก็ยังใช้ ปรัดชะยา ก็เลยกลายเป็นถูกต้อง



เช่นเดียวกับคำว่า "เชย" ของคุณ ป.อินทรปาลิต ก็กลายมาเป็นคำในความหมายใหม่ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 274 2 ต.ค. 2555 (17:04)

ผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยงานที่ สสวท.ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ในฐานะผู้ชำนาญ สาขาออกแบบสร้างอุปกรณ์ โดยคำชักชวนของ ศ.ดร.สุขุม ศรีธัญญรัตน์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสสวท. แต่ตอนหลังก็มาทำเต็มตัวในสมัยของอาจารย์จารุนี ผมจำได้ว่าในยุคนั้น มีการพูดถึงเรื่องของกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหล มีโรงเรียนหลายโรงเรียนมาถามเกี่ยวกับการวัดกัมมันตภาพรังสี ซึ่งโดยมากมักจะหมายถึงหัววัดรังสีประเภทไกเกอร์ ว่าจะลองผิตดูเองหลายทีแล้ว แต่ก็ติดอุปสรรคต่างๆมากมาย

สมัยที่ผมเรียนปริญญาโท หัวข้อวิทยานิพนธ์ของผมคือการสร้างหัววัดรังสีไกเกอร์แบบ Self-quenched ได้รังเงินทุนสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มีโอกาสทำต่อ มีผู้ทำงานวิจัยต่อจากผมอีกหลายคนโดยเอาวิธีทีผมเขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ไปใช้ ก็ประสบความสำเร็จ ได้เงินทุนไปมากมาย

ผมมาลองคิดต่อว่าจะทำอย่างไรจึงจะพัฒนาหัววัดประเภทไกเกอร์อย่างง่ายๆราคาถูก โดยเอาแนวคิดในวิทยานิพนธ์ของผมมาใช้ ได้วิธีการดังนี้ครับ


หากระบอกพลาสติกใสขนาดไม่ต้องใหญ่และไม่ต้องหนามาก หาแผ่นอลูมิเนียมบางๆที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านเครื่องเหล็กมาตัดแล้วขดเปนทรงกระบอกวางไว้ในกระบอกพลาสติก หาวลดตัวนำทำเป็นขั้วไฟฟ้าแกนกลาง ภายในกระบอกพลาสติกให้ฉีดแกสบิวเทน (ที่ใช้เติมไฟแช็ค) เข้าไปเล็กน้อย เพื่อเป็น Quenching gas จากนั้นให้ต่อลวดแกนกลางและทรงกระบอกอลูมิเนียมเข้ากับแหล่งจายไฟแรงสูงราวๆ 4500 โวลต์ ดังแสดงในรูป



แหล่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูงที่ใช้ก็ทำจากแหล่งจ่ายไฟแรงสูงในไม้ตียุงที่วางขายทั่วไป ผมลองแกะเอาวงจรแหล่งจ่ายไฟแรงสูงออกมาทดลองวัดค่าไฟฟ้าแรงสูงปรากฏว่าได้ค่าประมาณ 1500 โวลต์ ให้เอาวงจรไม้ตียุง 3 อันมาต่ออนุกรมก็จะได้ไฟประมาณ 4500 โวลต์ นำไปต่อกับหัววัดรังสีที่เตรียมไว้



แหล่งกำเนิดกัมมันคภาพรังสีที่เราจะเอามาใช้วัดนี้ ก็หาได้จากสารกัมมันตรังสีที่มีล่องลอยอยู่ในอากาศตามธรรมชาติ วิธีการคือ เป่าลูกโป่ง เอาเอาผ้าขนสัตว์หรือผ้าไหมมาถูที่ลูกโป่งให้เกิดประจุไฟฟ้าสถิตทีผิวของลูกโป่ง แล้วท้งไว้ราวครึ่งชั่วโมง ประจุไฟฟ้าสถิตนี้จะจับฝุ่นละอองในอากาศรวมทั้งสารกัมมันตรังสีที่ปนอยู่ในอากาศ จากนั้นให้ปล่อยลมออก จะทำให้เพิ่มความเข้มของสารกัมมันตรังสีขึ้นเพราะพื้นที่ผิวลูกโป่งลดลง เปิดเครื่องรับวิทยุไปที่ช่องว่างๆที่ไม่มีสถานีใด เมื่อเอาลูกโป่งที่มีสารกัมมันตรังสีเข้ามาใกล้ๆ รังสีที่ออกมาจากสารกัมมันตรังสีจะวิ่งเข้าไปในหัววัดรังสีและทำให้อากาศในหัววัดรังสีแตกตัวเป็นไอออนบวกและลบ ไอออนทั้งสองเมื่ออยู่ในสนามไฟฟ้าก็จะ๔ุกเร่งให้เคลื่อนที่ด้วยพลังงานศักย์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ เมื่อประจุบวกและประจะลบวิ่งไป ก็จะไปชนโมเลกุลของอากาศอื่นๆแตกตัวเป็นประจุเพื่มขึ้น เมื่อประจุจำนวนมากนี้เคลื่อนที่ไปยังขั้วไฟฟ้า ก็จะเกิดการรวมตัวกัน คายพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแม่เห็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบางส่วนมีพลังงานสูง เช่นพวกอูลตร้าไวโอเล็ต จะวิ่งไปชนผิวอลูมิเนียมทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาได้ตากหลักโฟโตอิเล็กตริก ทำให้เกิดขบวนการแตกตัวอีก ซึ่งไม่ได้เกิดจากรังสีจริง เร๊ยกว่าเกิดการ "นับหลอก" ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องใส่แก็สบิวเทนเพื่อระงับรังสีอูลตร้าไวโอเล็ตที่จะไปชนแผ่นอลูมิเนียม เพราะอูลตร้าไวโอเล็ตจะชนโมเลกุลของบิวเทนแล้วแตกสลายโมเลกุลของบิวเทน ไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะทำให้เกิดโฟโต้อิเล็กตริกที่ผิงแผ่นอลูมิเนียม


ขณะที่มีการรวมตัวกันของประจุต่างชนิดกันที่ขั้วโลหะ เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้น บางส่วนจะอยู่ในช่วงคลื่นวิทยุ ดังนั้นหากเราเอาเครื่องรับวิทยุที่เปิดทิ้งไว้มาใกล้ๆ จะทำให้รับคลื่นวิทยุได้ เกิดเป็นเสียงซ่าๆ หากเิกิดมีรังสีเข้ามาตัวหนึ่งเกิดการแตกตัวในหัววัดก็จะดัง 1 ที หากรังสีเข้ามามากก็จะดังซ่ามาก


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 276 4 ส.ค. 2556 (00:47)

ขอเล่าเรื่องย้อนหลังสักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจ.......


อาจารย์จารุนี สูตะบุตร ได้ไปร่วมประชุมที่องค์การ UNESCO และได้ชวนผมมาทำงานที่ สสวท.โดยให้ทำงานตำแหน่งบริหารและชดใช้ทุนให้ทั้งหมดที่ผมได้ทำสัญญาก่อนไปเรียนต่อปริญญาเอกที่เบอร์ลิน และที่องค์การ UNESCO ผมได้มีโอกาสอันสำคัญที่ผมคาดไม่ถึงคือได้รู้จักกับ Dr. Cheng Donghong จาก China Association for Science and technology (CAST) ต่อมา Donghong เดินทางมาประชุมที่ประเทศไทยหลายครั้ง ทั้งงานของ UNESCO และ เป็นผู้นำบุคคลากรแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับ สสวท. เราได้ร่วมงานกันหลายงาน งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่เราได้ทำร่วมกันก็คือเขียนคู่มือ Training of the Trainers ทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การ UNESCO ผู้สนใจสามารถ Download มาอ่านได้ฟรีครับที่นี่ >>> Eng - The Training of trainers manual for promoting scientific and ...  ตอนหลัง Donghong ได้รับตำแหน่งใหญ่โตเป็นเลขาของท่านรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ของจีน คือท่าน เติ้งหนาน ซึ่งเป็นลูกสาวของท่านเติ้งเสี่ยวผิง แม้กระนั้นเธอก็ยังคงความเป็นเพื่อนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผมจึงได้รับอานิสงส์เดินทางไปบรรยายและร่วมกิจกรรมกับสมาคมวิทยาศาสตร์ของจีนทุกปี ได้มีโอกาสพบกับท่านเติ้งหนานทุกปี อีกทั้งยังร่วมรับประทานอาหารกับท่านด้วย ตำแหน่งของ Donghong ใหญ่ระดับรัฐมนตรีในปัจจุบัน ปีนี้เธอมาเป็นประธานเปิดงานวิทยาศาสตร์ที่ Nanjing ด้วย



เราออกเดินทางจากกุ้ยหลินตอนเช้า 8.10 น. ของวันที่ 1 สิงหาคม มาถึงสนามบิน Nanjing ตามพิกัด เวลาเกือบสิบโมงเช้า





หลังจากรับกระเป๋าจากสายลำเลียงแล้ว ก็ออกมาทางออก มีนักศึกษาที่เป็นอาสาสมัครช่วยงานมาต้อนรับ แล้วพาไปขึ้นรถเดินทางเข้าเมืองไปพักที่โรงแรม Shuang Men Luo ผมใช้ GPS วัดระยะทางจากสนามบินถึงโรงแรมราวสามสิบกว่ากิโลเมตร



มีนักเรียนจีนจากเมืองอื่นร่วมเดินทางมาด้วย เราเอาข้าวของออกจากรถแล้วเข้าไปยังโรงแรมที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้




หลังจากลงทะเบียนและรับกุญแจห้องแล้ว ก็มารับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารที่จัดไว้อย่างหรูสำหรับแขกจากต่างประเทศ



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6398 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม