ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท.

กระทู้นี้ตั้งใจจะเขียนขึ้นเพื่อเล่าประสบการณ์อันดีงาม 42 เดือนที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมที่ทำงานในช่วงที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)


ในช่วงชีวิตคนเรา ต้องประสบกับสิ่งต่างๆมากมาย บางอย่างอาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทางที่มีคุณค่ายิ่งอย่างชนิดที่เราไม่อาจคาดเดาได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)สมัยหนึ่ง เป็นผู้มีพระคุณท่านหนึ่งที่มีส่วนส่งเสริมและผลักดันให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป มองโลกในแง่ที่ดี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจและอยากมีส่วนแก้ไขปัญหาการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะในแง่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โอกาสที่ท่านมอบให้ผมเป็นโอกาสที่มีคุณค่ายิ่ง คุณงามความดีต่างๆดังที่จะกล่าวต่อไปในกระทู้นี้ ต้องมอบให้แก่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ขอให้ดวงวิญญาณของท่านได้โปรดรับทราบว่ายังมีผู้ที่ระถึงคุณงามความดีของท่านอีกมากมาย



ฟังเสียงอาจารย์ได้ที่นี่ครับ >>> {[222801]}



ความคิดเห็นที่ 1

แขชนะ
25 ธ.ค. 2553 01:28
  1. ผมรู้จักอาจารย์จารุนีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2536 ท่านโทรศัพท์มาหาผมที่บ้านเพื่อติดต่อให้ผมมาทำงานที่ สสวท. ผมก็เรียนให้ท่านทราบว่าผมต้องติดชดใช้ทุนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เนื่องจากได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกด้าน Laser Spectroscopy ทีมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เยอรมนี ท่านบอกว่าจะขออนุมัติกระทรวงศึกษาเพื่อชดใช้ทุนให้และให้มาทำงานใช้ทุนที่ สสวท.เป็นเวลา 40 เดือน โดยมีตำแหน่งบริหารและเงินเดือนที่น่าจูงใจมาก ผมยังไม่ได้ตอบตกลงในทันที

    ช่วงนั้นกำลังจะมีการประชุมผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของประเทศต่างๆทั่วโลก ณ สำนักงานใหญ่องค์การ UNESCO กรุงปารีส จัดโดยองค์การ UNESCO ร่วมกับ International Council of Associations for Science Education (ICASE - www.icaseonline.net) อาจารย์จารุนีก็จะไปร่วมประชุม ผมเองก็ได้รับทุนจาก UNESCO ให้ไปประชุมด้วยในฐานะตัวแทนจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

     

    ในครั้งนั้นเป็นการประชุมในหัวข้อ Project 2000+: Scientific and Technological Literacy for All (STL) และมีการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารองค์กร ICASE สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยก็เป็นสมาชิก ICASE ด้วย ผมร่วมกิจกรรมกับองค์การ ICASE มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 การประชุมครั้งนั้น ผมได้รับเลือกตั้งให้เป็น Asian Representative ของ ICASE (และตอนหลังผมได้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็น President ของ ICASE)

    อาจารย์จารุนีเสนอว่า ให้ไปพูดคุยตกลงกันที่กรุงปารีส การประชุมในครั้งมีส่วนพลิกผันชีวิตการทำงานของผมโดยสิ้นเชิง ในเวลาต่อมาทำให้ผมได้มีโอกาสพบปะบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆอีกมากมาย เช่น กษัตริย์ซาอุดิ อารเบีย. ท่านเติ้ง หนาน รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ของจีน ซึ่งเป็นลูกสาวท่านเติ้งเสี่ยวผิง จะได้เล่าให้ฟังต่อไป ที่กรุงปารีส อาจารย์จารุนีได้นัดผมรับประทานอาหารเย็นวันหนึ่งเพื่อพูดคุยเจรจา เย็นวันนั้นท่านได้แนะนำให้ผมรู้จักผู้ใหญ่บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งคือ "อาจารย์ศรีน้อย โพวาทอง" ท่านเป็นผู้แทนประเทศไทยประจำองค์การ UNESCO สำนักงานใหญ่ บรรยากาศอาหารค่ำวันนั้นเป็นบรรยาการที่สนุกสนานเป็นกันเองน่าประทับใจมากครั้งหนึ่งในชีวิตผม หลังอาหารค่ำอาจารย์ศรีน้อย ได้ให้คนขับรถขับรถยนต์เที่ยวรอบๆกรุงปารีสยามค่ำคืน คนขับรถขับไปหลายแห่ง แต่แล้ว ทั้้งอาจารย์จารุนี และ อาจารย์ศรีน้อย หันมาถามพลางอมยิ้มว่า "รู้จักสวนสาธารณะ Bois de Boulogne ไหม" ผมเห็นท่านทั้งสองถามแล้วอมยิ้ม แสดงว่าต้องมีอะไรพิเศษแน่ เนื่องจากผมมาเที่ยวกรุงปารีส 8 ครั้งแล้ว สมัยที่ผมเรียนปริญญาเอกที่กรุงเบอร์ลิน ผมมาเที่ยวทุกปี ผมทราบว่า Bois de Boulogne ก็เป็นสานสาธารณะคล้ายสวนลุมพืนีที่กรุงเทพบ้านเรา กลางวันก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ส่วนกลางคืนก็มักจะมีพวกอาชีพขายบริการทางเพศมายืนเรียกลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกระเทย เปรียบได้กับพวก "ผีขนุน" แถวๆสนามหลวงบ้านเรา เมื่ออาจารย์ทั้งสองถามผมแบบมีนัย ผมก็เลยถามท่านกลับไปว่า สวนที่ท่านถามนั้นเป็นสวนสาธารณะตอนกลางวัน หรือตอนกลางคืน ท่านทั้งสองหัวเราะ แล้วบอกว่า "แสดงว่าเธอรู้จักปารีสจริง" คนขับรถก็ขับรถลัดเลาะไปดู "ผีขนุนฝรั่งเศส" ประดับความรู้รอบตัว

    สวน Bois de Boulogne ตอนกลางวัน          

     

    สวน Bois de Boulogne ยามค่ำคืน 

     


ความคิดเห็นที่ 2

แขชนะ
25 ธ.ค. 2553 03:30
  1. วันถัดมา มีเวลาว่างช่วงบ่ายหลังการประชุม UNESCO อาจารย์จารุนีชวนผมและสมาชิกที่ไปร่วมประชุมด้วยไปเที่ยวสวนสาธารณะแห่งหนึ่งคือ สวนบากาแตล (Bagatelle) ผมไม่เคยทราบเลยว่าฝีมือถ่ายภาพของอาจารย์จารุนีจะยอดมาก สามารถถ่ายภาพ Shot งามๆได้อย่างฉับไว จำได้ว่าอาจารย์ชอบถ่ายเป็นภาพ Slide เพื่อประโยชน์ในการใช้ประกอบการบรรยายทางวิชาการ

    บากาแตลเป็นสวนกุหลาบที่สวยงามแห่งหนึ่งแถวๆชานกรุงปารีสฝั่งตะวันตก แถบเดียวกับ Bois de Boulogne ที่กรุงปารีสนั้น บริการขนส่งมวลชนสะดวกมาก สามารถนั่งรถไฟใต้ดินที่เรียกว่า "Metro" แล้วไปต่อรถเมล์หรือรถไฟชานเมือง พวก RER ได้สะดวกมาก ตรงเวลาด้วยครับ การไปสวนบากาแตล เราอาจไปด้วยรถไฟใต้ดินลงที่สถานี Pont de Neuilly แล้วนั่งรถเมล์สาย 43 ต่อไปจนสุดสายแล้วเดินไปอีกเล็กน้อย

    บากาแตลเป็นวังเก่าที่ประทับของพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะที่รวบรวมพันธุ์กุหลาบไว้หลากหลายจนนับไม่ถ้วน บางส่วนก็มีการจัดตกแต่งเป็นซุ้มประตู และแผงไม้เพื่อไม้ประเภทเถาได้พันเลื้อยเกาะเกี่ยวแลดูงามตา บางส่วนก็จะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นมาก ด้านข้างจะเป็นสระน้ำ มีพืชน้ำที่ขึ้นเรียงรายดูเย็นตา เมื่อมองจากสระน้ำเข้าไปจะเห็นปราสาทสีขาวขนาดย่อมเป็นสง่าอยู่ปลายสายตา

    Balade au parc de bagatelle (paris)

    ช่วงที่เราไปตอนนั้นเป็นฤดูร้อน สวนบากาแตลจะมีการแสดง Chamber Music ผมได้แผ่นพับการแสดงในสวนมาด้วยแผ่นหนึ่ง แต่เราก็อยู่ไม่ถึงการแสดง เพียงแต่เดินชมสวน ถ่านรูปเป็นที่ระลึก  เพราะไม่มีเวลามาก และผมเองก็ต้องเตรียมการประชุมด้วย


ความคิดเห็นที่ 3

แขชนะ
26 ธ.ค. 2553 11:08
  1. เมื่อปี ค.ศ.1990 มีการประชุมใหญ่ที่สำคัญระดับโลกเกี่ยวกับการศึกษา มีการพิจารณาว่าในอดึตที่ผ่านมาการศึกษาของโลกเป็นอย่างไร และพิจารณาว่าในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังจะก้าวเข้ามานั้น โลกเราควรมีทิศทางการศึกษาอย่างไร การประชุมครั้งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ทางการศึกษานี้ หลายคนคงคาดไม่ถึงว่าประเทศไทยจะได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

    รัฐมนตรีศึกษาธิการและนักการศึกษาระดับสูงของหลายๆประเทศเข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นและได้ออกแถลงการณ์หรือคำประกาศร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 เกี่ยวกับ Education For All พยายามขจัดความไม่รู้หนังสือให้หมดไปจากโลก เรียกว่า แถลงการณ์จอมเทียน >>  WEF (Jomtien Declaration   เสาหลักสำคัญทางการศึกษาขององค์การ UNESCO ก็คือ

    http://www.unesco.org/delors/fourpil.htm

    ต่อมาอีก 3 ปี International Council of Associations for Science Education (ICASE)-(www.icaseonline.net) และ UNESCO ได้พิจารณาเห็นว่า การรู้หนังสือหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21เพราะเป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ร่วมกันจัดการประชุมขึ้นที่ปารีสดังที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นการประชุมที่มีชื่อว่า Project 2000+: Scientific and Technological Literacy for All (STL)

    ในการประชุมครั้งนั้น มีอยู่ session หนึ่งที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เป็นการนำเสนอที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก คือการนำเสนอผลงานของบุคคลสำคัญของฝรั่งเศสที่เป็นผู้บุกเบิกเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล บุคคลสำคัญท่านนั้นคือ Jacques Cousteau - Wikipedia, the free encyclopedia

    หรือที่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "กัปตันคุสโต" เชิญชมผลงานต่างๆของท่านได้ที่นี่ >>> วิดีโอสำหรับ cousteau

    สมัยที่อาจารย์จารุนี สูตะบุตรเป็นผู้อำนวยการ สสวท. ท่านได้ริเริ่มให้มีหลักสูตรวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศไทย ผมเคยได้ยินท่านเอ่ยชื่อบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญในการเริ่มงานหลักสูตรวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. พรสวรรค์ วิสุทธิวิเศษ : Pornsawan Visoottiviseth และ ดร.ลัดดาวัลย์ กัณหสุวรรณ ซึ่งผมรู้จักท่านทั้งสองดี และได้เคยร่วมงานกัน มีเรื่องราวที่ตื่นเต้นเสืี่ยงชีวิตร่วมกันดังจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

    เมือ่กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆทางสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับทะเล หรือได้ชมภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับทะเล เรามักจะได้ยินเพลงไพเราะคุ้นหูแทรกเป็น Background อยู่เสมอ เพลงนั้นก็คือ La Mer. Charles Trénet เป็นผู้ประพันธ์ (อ้างอิง >>> Charles Trenet - Wikipedia, the free encyclopedia) ท่านแต่งเพลงนี้โดยได้รับแรงบันดาลใจขณะอยู่บนรถไฟเมือ่ปี ค.ศ.1943 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชม วิดีโอสำหรับ Charles Trenet เพลงนี้ถูกแปลงใส่เนื้อเพลงเป็นภาษาต่างๆมากมาย เช่น เป็นภาษาอังกฤษโดย Westlife Beyond The Sea หรือแม้แต่เป็นเพลงภาษาไทยคือเพลง ชมประดู่   แม้แต่หนังตลกเรื่อง ของ Mr.Bean ก็ยังเอาเพลงนี้มาเป็นเพลง Highlight ตอนจบ

      Mr Bean's Holiday the end_La mer Charles Trénet

    เพลงชาติไทย - วิกิพีเดีย ของเราที่แต่งโดยพระเจนดุริยางค์ ก็แต่งขึ้นขณะที่ท่านนั่งบนรถรางสายบางขุนพรหม-ท่าเตียน     ....ประเทศสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง.....


ความคิดเห็นที่ 4

แขชนะ
10 ม.ค. 2554 23:40
  1. ผมห่างหายไป 2 สัปดาห์ ไม่มีโอกาสมาเล่าเรื่องต่อเพราะต้องไปสอนหนังสือในประเทศจีน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสิ่งที่อาจารย์จารุนีได้มอบไว้ให้แก่ผม

    หากไม่เพราะอาจารย์จารุนีส่งผมไปประชุมที่ฮังการีเมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้ ผมก็คงไม่มีโอกาสอันดีที่จะได้มาสอนหนังสือที่ประเทศจีน เพราะเมื่ออาจารย์จารุนีส่งผมไปประชุมเกี่ยวกับการศึกษาฟิสิกส์ที่ฮังการี ผมจึงมีโอกาสได้พบกับเพื่อนชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเราได้สนิทสนมกันแล้วกลายมาเป็นเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตรชือ Professor Dr.Luo Xingkai ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ (Research Institute for Science Education) หรือ เรียกย่อๆว่า RISE แห่ง Guangxi Normal University ที่เมืองกุ้ยหลิน ในมณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน เรารู้จักและทำงานร่วมกันมาสิบกว่าปี Prof.Luo ได้เชิญให้ผมมาทำงานที่มหาวิทยาลัยในฐานะ Visiting Professor แต่ไม่ต้องอยู่ประจำที่มหาวิทยาลัย ปีหนึ่งผมก็ต้องเดินทางไปสอนนักศึกษาปริญญาโทสาขาการศึกษาวิทยาศาสตร์ราว 2 ครั้ง ผมทำงานที่นี่เป็นเวลาราว 6 ปีแล้ว เรื่องราวต่างๆเกี่วกับเมืองกุ้ยหลินสามารถอ่านได้จากกระทู้ เรื่องเล่าจากเมืองกุ้ยหลิน

    [[171944]]รูปบนซ้ายเป็นพิธีลงนามจัดตั้ง ICASE Teacher Training Center ขึ้นที่มหาวิทยาลัยGuangxi Normal University ลงนามร่วมกับท่านอธิการบดี ในขณะที่ผมดำรงตำแหน่ง President ของ ICASE รูปบนขวามือ ผมถ่ายรูปร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทที่ไปสอน รูปล่างซ้ายเป็นอาคารหอสมุดของมหาวิทยาลัย ส่วนรูปล่างขวาเป็นบรรยากาศในห้องอ่านหนังสือในหอสมุด เห็นแล้วตกใจ เพราะมันช่างต่างจากบรรยากาศของห้องอ่านหนังสือในห้องสมุดของประเทศไทยยิ่งนัก

ความคิดเห็นที่ 5

นิรันดร์
11 ม.ค. 2554 00:01
  1. ความแตกต่างที่ชัดมาก ๆ ก็คือ1. มีของกินอยู่บนโต๊ะในห้องสมุดด้วย {#emotions_dlg.q5}     ข้อนี้ อาจทำให้เด็กมีความรู้สึกว่า ห้องสมุดกับเรา เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไม่มีข้อห้าม ข้อห้าม     และข้อห้าม ...2. เด็กนั่งกันแน่นห้องสมุดมาก ๆ    เด็กที่อื่นอาจมีห้องสมุดประจำตัว พกไปไหนมาไหนได้(notebook&internet)    แต่ที่เมืองจีน อากู๋คุยไม่ค่อยถนัดเท่าใดนัก อาจจะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่มุมมองของสังคม    3.  เด็กไทยไม่ได้รับการปลูกฝังให้เรียนหนังสือด้วยตัวเอง หาความรู้ด้วยตัวเอง     หากครูสั่งให้เด็กอ่านหนังสือเอง หรือทำรายงาน ครูอาจถูกผู้ปกครองนักเรียนร้องเรียน     ว่าไม่สอนหนังสือ ขี้เกียจสอน ฯลฯ ครูจะต้องให้ความรู้ทั้งหมดให้แก่เด็ก     สอนไม่ครบตามตัวหนังสือก็ถูกประเมินว่าสอนไม่ได้ตามแผนการสอน


ความคิดเห็นที่ 6

แขชนะ
11 ม.ค. 2554 04:52
  1. ช่วงที่ผมมาสอนที่กุ้ยหลินนี้ อากาศค่อนข้างหนาวราว 2 องศาเซลเซียส บนเขามีน้ำค้างแข็งแล้ว แต่ยังไม่มีหิมะ

    ผมมาสอนทั้งนักศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ปี 3-4 และนักศึกษาปริญญาโท (ดูรูปตัวอย่าง)


ความคิดเห็นที่ 7

แขชนะ
11 ม.ค. 2554 05:05
  1. การทำกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายใช้เองที่มีราคาถูก มีกำลังขยายสูงประมาณ 250 เท่า มากพอจะใช้ในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี เช่น มองเห็น เซลล์เยื่อหอม ลำต้นพืชภาคตัดขวาง เห็นท่ออาหาร-ท่อน้ำเลี้ยง และเซลล์เม็ดเลือดแดง ฯลฯ นอกจากนั้นยังสามารถใช้กล้องดิจิตอล หรือกล้องจากโทรศัพท์มิอถือถ่ายภาพไว้ประกอบการทำ E-book ได้ด้วย

    เราสามารถทำเลนส์ได้จากการหลอมหลอดแก้ว Capillary ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการชีววิทยา โดยใช้ตะเกียงแก๊ส ถ้าใช้ตะเกียงแอลกอฮอลจะไม่ร้อนพอ เมื่อแก้วหลอมเหลวมันจะย้อยเหมือนของเหลว ขณะหลอมเลนส์จะต้องใช้นิ้วมือค่อยๆจับหลอดหมุนไปหมุนมา เพื่อไม่ให้แก้วที่หลอมนั้นย้อยลงมา แก้วจะมีรูปร่างเป็นทรงกลมเพราะขณะที่เป็นของเหลว ความดันของบรรยากาศจะดันทุกทิศทาง เสมือนหยดน้ำนั่นเอง หลอมจนกระทั่งได้ปมแก้วที่มีขนาดประมาณ 2 มม. จากประสบการณ์พบว่าขนาดนี้จะดีที่สุด ถ้าเล็กกว่านี้ระยะโฟกัสจะสั้นและเกิดความคลาดมาก รูปจะไม่สวย ถ้าเลนส์ใหญ่กว่านี้กำลังขยายจะน้อย 

    หลังจากหลอมแก้วได้เป็นปมขนาดประมาณ 2 มม.แล้ว ก็ทิ้งไว้จนกระทั่งแก้วเย็นตัวลง จึงเอาตะไบสามเหลี่ยมขนาดเล็กมาตัด โดยจับแท่งแก้วดังรูป และใช้ตะไบถูลงบนหลอดแก้ว Capillary 1 ครั้ง จากนั้นใช้นิ้วหักเบาๆ จะต้องตัดเลนส์ให้ให้มีก้านขนาดประมาณ 5 มม. เพื่อใช้ยึดติดบนฝาขวดด้วยเทปกาวใส

    เมื่อติดเลนส์บนฝาขวดแล้ว ก็จะต้องหาตัวอย่างมาส่องดู เช่นใช้เทปกาวใสไปแปะกับเยื่อหอมแล้วนำเทปกาวใสมาพาดลงบนปากขวดดังแสดงในรูป เวลามองจะต้องมองทางรูเล็กๆและหันไปทางแสงสว่าง เราสามารถปรับโฟกัสได้โดยการหมุนฝาขวด เพื่อเลื่อนระยะระหว่างตัวอย่างที่จะศึกษาและเลนส์ สำหรับผู้ที่สวมแว่นอยู่ จะต้องถอดแว่นออกแล้วปรับโฟกัสจากตัวกล้องโดยตรง จะเห็นภาพดีกว่าสวมแว่น ตัวอย่างที่แสดงนี้คือเซลล์เยื่อหอมครับ

    ขอแสดงสรุปรายละเอียดเพิ่มเติมในการทำเลนส์ของกล้องจุลทรรศน์นอกจากเราจะเอาฝาขวดน้ำดื่มมาทำเป็นกล้องจุลทรรศน์แล้ว เราอาจใช้ตลับพลาสติกเล็กมาแทนได้ ดังแสดงในรูป

    แทนที่เราจะใช้ตามอง เราอาจใช้แสงที่มีความเข้มสูงๆ เช่นแสงเลเซอร์ ส่องทางด้านเลนส์ ผ่านเนื้อเยื่อที่ต้องการดู แล้วให้ไปปรากฏบนฉาก โดยมีการปรับโฟกัสเช่นเดียวกัน ก็สามารถใช้เป็น Microprojector ได้เป็นอย่างดี ภาพที่เห็นเป็นการใช้ แสงเลเซอร์สีเขียวส่องไปปรากฏบนฉาก ภาพที่เห็นเป็นภาพเซลเยื่อหอม


ความคิดเห็นที่ 8

แขชนะ
12 ม.ค. 2554 02:49
  1. ตัวอย่างกิจกรรมในการบรรยายที่กุ้ยหลิน

    ผมชอบงานประดิษฐ์ของเอดิสัน เช่น เครื่องอัดเสียง และเครื่องเล่นจานเสียง ผมได้ทดลองสร้างเครื่องอัดแผ่นเสียงตามแบบของเอดิสัน แลัวนำไปใช้ประกอบการสอน กระบอกรับเสียงของผม ใช้ถ้วยกระดาษที่ติดเข็มไว้ที่ก้นกระป๋อง แผ่นเสียงที่จะอัด ผมใช้ถ้วยพลาสติกใสที่ติดอยู่บนแท่นที่ขับให้หมุนด้วยมอเตอร์และสามารถเลื่อนถ้วยได้เป็นระยะที่คงที่เมื่อมอเตอร์หมุน เวลาอัดก็เอาถ้วยที่ติดเข็มมาจ่อไว้ที่ถ้วยเปล่าที่จะอัด เมื่อมอเตอร์หมุน ก็พูดใส่เสียงลงไปในถ้วยกระดาษ ก้นถ้วยกระดาษก็จะสั่นและเจาะถ้วยแผ่นเสียงลึก-ติ้นตามเสียงพูด เมื่ออัดเสร็จ ก็เอามาเล่นโดยวางเข็มแผ่นเสียงลงบนร่องที่อัดแล้วให้มอเตอร์หมุน เนื่องจากร่องแผ่นเสียงขรุขระตามเสียงพูด เข็มก็จะขูดและสั่นตาม ส่งพลังงานไปที่ถ้วยกระดาษเป็นเสียงดังออกมา ผมให้ลูกศิษย์นักศึกษาปริญญาโทผู้หนึ่งเป็นผู้ช่วยสาธิตตามที่ผมได้สอนไว้

     


ความคิดเห็นที่ 9

แขชนะ
13 ม.ค. 2554 00:13
  1. ในการสอนเรื่องกล้องจุลทรรศนือย่างง่าย ผมได้พูดถึงระบบเลนส์ของกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เม็ดเลนส์ขนาดเล็กดังที่กล่าวแล้วข้างต้น และผมยังได้ใช้ภาชนะพลาสติกกลมแทนตัวเลนส์กลม แล้วใช้เลำแสงเลเซอร์สองเป็นลำให้เกิดทางเดินของแสงผ่านเลนส์ โดยแสดงให้เห็นผลการทดลองสองอบ่าง แล้วถามว่าภาชนะกลมที่ใช้แทนเลนส์นั้น เป็นเลนส์นูนหรือเลนส์เว้า เพราะเหตุใด ท่านตอบได้หรือไม่

     

    ส่วนอีกการทดลองหนึ่งเป็นสโตรโบสโคปอย่างง่าย ใช้ส่องดูสายน้ำที่ไหลออกมาเป็นสายอย่างต่อเนื่อง เมือใช้สโตรโบสโตปส่องดูจะเห็นเป็นหยดน้ำ ดังแสดงในร฿ป


ความคิดเห็นที่ 10

NpEdu
13 ม.ค. 2554 16:11
  1. ดร.แขชนะ  อธิบายหลักการบันทึกเสียงแบบดิจิตอล  และนำมาใช้ทำเล่นๆ ได้ไหมครับอ้อ  หลักการบันทึกเสียง(หรือภาพ) ด้วยแผ่นซีดีรอมด้วยนะครับ


ความคิดเห็นที่ 11

แขชนะ
14 ม.ค. 2554 10:42
  1. สวัสดีครับคุณ NpEdu 

    ขอบคุณครับที่ตามมาคุยกันที่นี่ ช่วงนี้ผมอาจจะยุ่งนิดหนอย เพราะต้องเตรียมจัดการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับ "ของเล่นวิทยาศาสตร์" ให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา หากมีเวลาว่างฏจะค่อยๆทะยอยตอบคำถามครับ

    เอาคำถามแรกก่อนก็แล้วกันครับ

    อธิบายหลักการบันทึกเสียงแบบดิจิตอล  และนำมาใช้ทำเล่นๆ ได้ไหมครับ

    การบันทึกเสียงแบบดิจิตอลที่ง่ายที่สุดก็คือใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงที่เราใช้กันอยู่ประจำวันนี้แหละครับ ตัวแปรหลักๆก็คือความเข้มหรือคุณภาพของเสียงและความถี่ของเสียง เราแปลงพลังงานเสียงให้อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ไมโครโฟน แล้วจัดเก็บข้อมูลทางไฟฟ้านี้ในรูปของค่าที่แบ่งเป็นช่วงเล็กๆ ดังแสดงในรูป คือคลื่นเสียงรูปไซน์ (Sine)แบบอนาล็อก ถูกแปลงเป็นไฟฟ้าช่วงๆ เราจะเห็นเป็นช่องๆเหลี่ยมๆแบบดิจิตอล ถ้าช่องที่แบ่งเล็กมากๆก็จะได้ความละเอียดสูงใกล้เคียงกับสัญญาณอนาล็อก

    เราสามารถทำกิจกรรมที่สนุกได้ดังนี้ครับ

    ผมเอาไฟล์เสียงอาจารย์จารุนีมาใช้ โดยใช้โปรแกรมจัดการเสียง ไฟล์Wav ทั่วๆไป ผมตัดเอาเฉพาะคำพูดของอาจารย์บางคำ เช่นคำว่า "สวัสดี"

    จับภาพรูปคลื่นเสียงออกมา จะเห็นว่ารูปคลื่นมีทั้งเฟสบวกและลบ เราตัดภาพรูปคลื่นออกมาเพียงเฟสบวกหรือลบเพียงด้านเดียวก็พอ จากนั้นก็จัดรูปให้มีขนาดเล็กลงเป็นแบบแถบเสียง ลดค่าแอมปลิจูดลง แล้วขยายสัญญาณเวลาแนวนอนออกไปใฟ้ยาวเต็มห้ากระดาษ พิมพ์ภาพรูป"ครึ่งคลื่น"นี้ลงบนกระดาษแข็ง ดังแสดงในรูป

    เอากรรไกรตัดรูปคลื่นที่เป็นช่วงๆนี้ออกมาเป็นร่องเล็ก-ใหญ่ออกมาเป็น"แถบเสียง" หากระดาษเล็กๆอีกแผ่นหนึ่งมารูดบนแถบเสียงที่เป็นร่องๆ ดังแสดงในรูป

    จะได้ยินเสียงดังออกมาจากแผ่นกระดาษ เป็นเสียงของอาจารย์จารุนีที่พูดคำว่า "สวัสดี" การใช้กระดาษมารูดบนแถบเสียงนั้นต้องทดลองดูเอง ถ้ารูดช้าจะได้เสียงต่ำ เสียงจะคล้ายๆเสียงผู้ชาย ถ้ารูดเร็วหน่อยจะเป็นเสียงผู้หญิง ถ้ารูดเร็วมากๆจะได้ยินเสียงคล้ายๆเสียง "โดนัลด์ดั๊ก"

    สำหรับเรื่องซีดีรอม ต้องขอติดไว้ก่อน มีกิจกรรมสนุกๆเกี่ยวกับซีดีรอมอีกมาก ผมเคยใช้สอนในต่างประเทศหลายแห่ง สำหรับเมืองไทย ยังไม่เคยมีใครเชิญไปพูดเลยครับ

     


ความคิดเห็นที่ 12

แขชนะ
15 ม.ค. 2554 00:31
  1. ขอย้อนกลับมาที่การประชุม UNESCO เมื่อปี 1993

    เช้าวันหนึ่งอาจารย์ศรีน้อย โพวาทอง ได้นัดผมที่ UNESCO เพื่อจะพาไปรู้จักผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่ง ชื่อ Dr. Siegbert Raither ท่านเป็นหัวหน้าโปรแกรมฟิสิกส์ของแผนกการศึกษาวิทยาศาสตร์พื้นฐานขององค์การ UNESCO อาจารย์ศรีน้อยบอกว่าท่านเป็นคนเยอรมันจบฟิสิกส์เหมือนผม ก็เลยอยากให้รู้จักกันไว้ หลังจากคุยกับ Dr Raither สักครู่หนึ่งก็ทราบว่าท่านกำลังทำหลักสูตรฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัยของ UNESCO สรุปเนื้อหาสมัยนั้นได้ดังนี้

    นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผมมากทีเดียว เพราะขณะนั้นผมกำลังช่วยงานอาจารย์วิรุฬห์ สายคณิต และ อาจารย์วิจิตร เส็งหพันธ์ ทำหลักสูตรฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อทำหลักสูตรเสร็จ ทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็พาพวกเราที่เป็นทีมทำหลักสูตรไปทัศนศึกษาตามที่ต่างๆในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เห็นในรูปเป็นบริเวณเขตแดนลาว-ไทย (ดูป้ายภาษาลาวด้านหลัง)

    ผมคุยกับ Dr Raither อยู่พักใหญ่ๆ ก็รู้ว่าฑื้นฐานของท่านเป็นนักฟิสิกส์มาก่อน ผมเองก็จบฟิสิกส์เลเซอร์มาจากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน แต่หันมาสนใจปัญหาการศึกษาวิทยาศาสตร์ ท่านเล่าให้ฟังว่ามักมีปัญหาทางความคิด หรือช่องว่างระหว่างนักการศึกษาและนักวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ ซึ่งผมเองก้เห็นเช่นเดียวกัน อันที่จริงเป็นปัญหาที่พูดคุยกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้

    ต่อมาในปี 2004 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน-China Association for Science and Technology (CAST) ร่วมกับองค์การ UNESCO ได้จัดการประชุมนานาชาติเรื่อง Bridging the Gap between Scientists and science Educators in Asia and the Pasific จัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ทางผู้จัดการประชุมได้เชิญผมเข้าร่วมประชุมและให้หาผู้แทนจากประเทศไทยอีกท่านหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องการนักวิทยาศาสตร์ 1 คน และนักการศึกษา 1 คน ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจการศึกษา ก้ไปแทนได้ทั้ง 2 แบบ ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้น ผมก้ได้ติดต่อ รองศาสตราจารย์ บุญรักษา สุนทรธรรม ขณะนั้นเป็นคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อาจารย์บุญรักษา หรือที่ผมเรียกว่า "พี่แป๊ะ" เราสนิทสนมกันมาเกือบ 40 ปีแล้วตั้งแต่เรียนปริญญาตรีที่จุฬา ผมเป็นรุ่นน้องพี่แป๊ะ 2 ปี แต่ก็ร่วมวงเล่นกีต้าร์และเล่นเทนนิสกับพี่แป๊ะประจำ พี่แป๊ะได้รับรางวัลพระราชทานในฐานะครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทสไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เรียกได้ว่าไปประชุมได้ทั้ง 2 แบบ

    พอเครื่องบินไปลงที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ เราก็ต้องต่อรถเข้าไปเมืองเพื่อเข้าที่พัก การเดินทางเข้าเมืองเราอาศัยรถไฟแม่เหล็กความเร็วสูง หรือที่เรียกว่า Maglev ผมเก็บตัวอย่างตั๋ว Maglev และถ่ายรูปพี่แป๊ะขณะนั่งรถไฟไว้ด้วยครับ

    ในการประชุมครั้งนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่างในเอเชียและแปซิฟิกเข้าร่วมหลายประเทศ แม้ว่าสิงคโปร์จะไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การ UNESCO ในขณะนั้น แต่ก็มีผู้มาร่วมสังเกตการณ์ 2 คน คือ คุณ Cheng Fun และ คุณ Li Sung ต่อมาผมได้ร่วมงานกับทั้ง 2 ท่านจัดการอบรมครูวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมต้องเดินทางไปสิงคโปร์ทุก 2 เดือน เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ดังปรากฏในเว็ปปต่อไปนี้ >>> http://www.synergyst.com/evnt_edu.html#funscitheatre


ความคิดเห็นที่ 13

แขชนะ
16 ม.ค. 2554 12:25
  1. ความจริงการประชุมนานาชาติเรื่อง Bridging the Gap between Scientists and science Educators ที่จัดโดย UNESCO นั้นมีอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่เอเชียและแปซิฟิก ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ >>>> PDF version (218Ko) - Bridging the Gap between Scientists and ... ส่วนรายงานฉบับสมบูรณ์ของการประชุมที่เซี่ยงไฮ้ดังกล่าวข้างต้นสามารถดูได้จากที่นี่ครับ >>> Final report; Regional Workshop on Bridging the Gap Between ...

     


ความคิดเห็นที่ 14

แขชนะ
18 ม.ค. 2554 04:24
  1. นอกจากอาจารย์จารุนีแล้ว ยังมีบุคคลอีกหลายคนที่ผมได้มีโอกาสพบปะรู้จักในการประชุม UNESCO เมื่อปี 1993 ที่ทำให้ชีวิตการทำงานของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

    บุคคลคนแรกคือ Prof.Jack Holbrook

    ผมพบกับ Jack (ดู >>> http://www.icaseonline.net/com_2.html) ครั้งแรกในการประชุมนานาชาติของ ICASE ที่กรุงมะนิลาเมื่อ ปี 1979 ตอนผมได้รับการคัดเลือกจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ โดยศาสตราจารย์ ดร.ประชุมสุข อาชวอำรุง ให้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยให้ไปนำเสนอผลงานทางวิชาการ ขณะนั้นผมเรียนปรฺญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังจะจบ การประชุม ICASE ครั้งนั้นเรื่อง Low-Cost Equipment for Integrated Science at all Levels ที่เห็นในรูปซ้ายมือคือ Jack ถ่ายร่วมกับ อาจารย์วิเชียร สามารถ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ ภาพนี้ราว 30 ปีมาแล้ว ส่วนรูปขวามือ ผมกำลังแนะนำตัวเองต่อที่ประชุมที่กรุงมะนิลา

    หลังจากนั้นผมก็ได้ติดต่อกับ Jack มาตลอด Jack ได้แนะนำผมให้เข้ามาร่วมทำงานกับ ICASE และเป็นผู้เสนอชื่อผมเข้ารับการเลือกตั้งเป็น ICASE Asian Representative ในการประชุมที่ UNESCO ครั้งนั้น ผมรู้จัก Jack มานานกว่า 30 ปีแล้ว เราช่วยเหลือเกื้อกูลกัน Jack ช่วยให้ผมได้เดินทางไปบรรยายตามประเทศต่างๆในหลายๆทวีป ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งที่ jack ได้แนะนำให้ผู้จัดการประชุม NSTA ของอเมริกาเชิญผมไปบรรยายคือที่เมือง Atlanta มลรัฐ Goergia ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Coke ผมได้มีโอกาสบรรยายแบบ Entertaining Lecture ในงาน NSTA สำหรับแขกคนสำคัญที่มีอาหารกลางวันเลี้ยงด้วย เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในการบรรยายผมได้พูดถึงเรื่องภาพ 3 มิติ ผู้ฟังต้องสวมแว่นขณะบรรยายในบางครั้ง

    Jack ได้แนะนำให้ผมรู้จัก Prof.Dr.Miia Rannikmae จากประเทศ Estonia

    หลังจากนั้นเราก็ร่วมงานกันมาตลอด ผมเชิญ Miia มาบรรยายในประเทศต่างๆหลายครั้ง ขณะเดียวกัน Miia ก็เชิญผมไปบรรยายที่ มหาวิทยาลัยTartu ใน Estonia มา 2 ครั้งแล้ว ดูที่นี่ >>> http://fotoalbum.ee/photos/propsis/20135377 ประเทศ Estonia มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังรวมทั้งพาไปชมโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกที่ Estonia

    นอกจาก Miia แล้ว Jack ยังแนะนำให้ผมรู้จักลูกศิษย์ของเขาที่ University of Hong Kong  ชื่อ C.K. Or

    ต่อมาเรากลายเป็นเพื่อนสนิทที่เดินทางไปร่วมประชุมในประเทศต่างๆมากมาย ปัจจุบัน C.K. Or เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งในฮ่องกง ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมและบรรยายให้นักเรียนที่โรงเรียนของ C.K. Or ฟังด้วย

    ผมได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่จากอเมริกาใต้ คือ Prof.Marta และ Gabriela สองแม่ลูกนักวิชาการจากอาร์เจนตินา

    ต่อมาผมได้เชิญ Gabriela มาประชุมที่เมืองไทย และท่านทั้งสองก็ได้เชิญผมไปประชุมและบรรยายในมหาวิทยาลัย Mar del Plata ในอาร์เจนตินา มีสิ่งที่น่าสนใจที่อยากเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป

    โอกาสอันสำคัญที่ผมคาดไม่ถึงคือได้รู้จักกับ Dr. Cheng Donghong จาก China Association for Science and technology (CAST)

    Donghong เดินทางมาประชุมที่ประเทศไทยหลายครั้ง ทั้งงานของ UNESCO และ เป็นผู้นำบุคคลากรแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับ สสวท. เราได้ร่วมงานกันหลายงานรวมทั้งการประชุมที่เซี่ยงไฮ้ดังกล่าวข้างต้น เธอก็เป็นผู้จัด งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่เราได้ทำร่วมกันก็คือเขียนคู่มือ Training of the Trainers ทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การ UNESCO ผู้สนใจสามารถ Download มาอ่านได้ฟรีครับที่นี่ >>> Eng - The Training of trainers manual for promoting scientific and ...  ตอนหลัง Donghong ได้รับตำแหน่งใหญ่โตเป็นเลขาของท่านรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ของจีน คือท่าน เติ้งหนาน ซึ่งเป็นลูกสาวของท่านเติ้งเสี่ยวผิง แม้กระนั้นเธอก็ยังคงความเป็นเพื่อนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผมจึงได้รับอานิสงส์เดินทางไปบรรยายและร่วมกิจกรรมกับสมาคมวิทยาศาสตร์ของจีนทุกปี ได้มีโอกาสพบกับท่านเติ้งหนานทุกปี อีกทั้งยังร่วมรับประทานอาหารกับท่านด้วย (ดูรูปท่านเติ้งหนานกำลังพูดเปิดงานวิทยาศาสตร์)

    การประชุม UNESCO ครั้งนั้น มีการจัดทัศนศึกษาตามที่ต่างๆด้วย ที่สำคัญแห่งหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ La Villette ที่นี่มีท้องฟ้าจำลองด้วย ผมเข้าไปดูการแสดงท้องฟ้าจำลองคนเดียวในวันนั้น ต่อมามีคนมานั่งข้างๆผม ท่าทางเป็นผู้ดีอังกฤษ พูดจาดี ถามว่าผมมาจากประเทศไทยใช่หรือไม่ เขาบอกว่าเขาชอบนิสัยใจคอของชาวเอเชีย หลังจากแนะนำตัวแล้วผมจึงทราบว่าเขาชื่อ Cyril T. King มาจาก Belfast ไอร์แลนด์เหนือ ที่เห็นในรูปซ้ายมือ

    หลังจากนั้นเราก็ติดต่อไปมาหาสู่กัน เป็นเพื่อนสนิทที่เป็นกัลยาณมิตรอีกผู้หนึ่งจวบจนปัจจุบัน ผมได้มีโอกาสไป Belfast และได้พักที่บ้านของ Cyril ได้เยี่ยมชมโรงเรียนหลายแห่ง ขณะนั้นมีการทดลองหลักสูตรใหม่คือ Technology and Design ได้สังเกตุการณ์เรียนการสอนในห้องเรียนด้วย ในภาพเด็กชั้นประถมกำลังเลื่อยไม้ทำรถที่วิ่งด้วยแรงลมจากลูกโป่ง เมื่อปีกลายนี้ขณะที่ผมสอนหนังสือที่กุ้ยหลินช่วง Xmas นั้น Cyril ก็อยู่ที่จีน ผมจึงถือโอกาสเชิญมาบรรยายที่กุ้ยหลินด้วย เราจึงได้เที่ยวและร่วมฉลอง Xmas กันที่เมืองจีน เช่นเดียวกัน Xmas ที่ผ่านมาเร็วๆนี้ ผมสอนหนังสืออยู่ที่กุ้ยหลิน Cyril ก็อยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่ปีนี้ไม่ได้พบกัน


ความคิดเห็นที่ 15

แขชนะ
18 ม.ค. 2554 22:49
  1. ในแง่ของกิจกรรมที่ร่วมกับองค์การ UNESCO ผมอดที่จะกล่าวถึงบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งไม่ได้ ท่านเป็นผู้ที่นำผมไปทำงานเป็น Resouirce person ของ UNESCO ทำกิจกรรมต่างๆในหลายประเทศ ซึ่งผมจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป บุคคลท่่านนี้คือ คุณ Lucille Gregorio

    คุณ Lucille Gregorio เป็นญาติกับประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล-อาร์โรโย สามีของคุณ Lucille เคยเป็นรองอธิการบดี University of the Philiuppines ที่ Diliman และเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการของฟิลิปปินส์สมัยหนึ่ง ผมไปมาหาสู่ที่บ้านของท่านที่มะนิลาหลายครั้ง

    เมื่อผมได้รับเลือกตั้งเป็น ICASE Asian Representative ที่กรุงปารีส คุณ Lucille ก้ได้รับเลือกตั้งเป็น ICASE President-Elect แต่ต่อมาเธอต้องลาออกเพราะมาทำงานที่ องค์การ UNESCO ที่กรุงเทพ เนื่องจากเป็นข้อบังคับของ UNESCO

    น้องสาวของคุณ Lucille ชื่อ Dr.Merle Tan ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Director ของ National Institute for Science and Mathematics Education (NISMED - UP NISMED Web Site) หรือพูดง่ายๆคือ สสวท.ของฟิลิปปินส์นั่นเอง ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่นี่ 3-4 ครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการบรรยายหลักในงานฉลองการก่อตั้ง NISMED ครบรอบ 40 ปี ดังแสดงในรูป

    สามีคุณ Lucille นั่งหน้าซ้ายมือ สวมเสื้อสีเขียวอ่อน สวมแว่น อันที่จริงมีเรื่องราวที่สนุกๆในการไปเยือนฟิลิปปินส์อีกหลายเรื่อง จะค่อยๆทยอยเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปครับ


ความคิดเห็นที่ 16

แขชนะ
19 ม.ค. 2554 08:11
  1. ใครได้มีโอกาสมาเยือนกรุงปารีส ก็มักจะต้องหาโอกาสไปชมหอไอเฟลสักครั้ง เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วหอไอเฟลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของงานแสดงสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ สร้างโดย Gustave Eiffel - Wikipedia, the free encyclopedia

    สมัยนั้นมีผู้คัดค้านกันมาก ถึงขนาดออกมาเดินขบวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เห็นว่าหอไอเฟลนี้หน้าเกลียดและทำลายทัศนียภาพของกรุงปารีส แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว เวลาเนิ่นนานมา หอไอเฟลกลับกลายเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงปารีส หรือเป็นสัญญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ จนถึงกับมีภาพของหอคอยและผู้สร้างคือ Gustave Eiffel อยู่บนธนบัตร 200 ฟรังค์ในสมัยก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโร

    มีภาพสมัยโบราณเป็นบันไดเวียนสำหรับผู้ที่จะขึ้นไปชมทัศนยภาพบนกรุงปารีสเบื้องบน ภาพจาก True Vission History Channel

    ปัจจุบันมีลิฟท์ให้บริการสะดวกสะบาย

    ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองฮิตเลอร์มายึดครองกรุงปารีส และโกรธชาวฝรั่งเศสที่ต่อต้านจึงสั่งให้ทำลายหอไอเฟลนี้เสีย

    นายพลชาวเยอรมันหลายนายที่หลงไหลในความงามของหอไอเฟล และเสียดาย จึงเพิกเฉยต่อคำสั่งของฮิตเลออร์ ต่อมากองทัพพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่ Normandy เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944  กรุงปารีสจึงถูกปลดปล่อย หอไอเฟลจึงลอกพ้นจากการถูกทำลาย

    ท่านที่อยากชมความงามของหอไอเฟลในรูปแบบ 3 มิติ ก็สามารถดูได้โดยใช้แว่นตาพิเศษ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >>>

    ภาพสามมิติ และ  Eiffel Tower – 3D anaglyph gallery

    สิ่งที่ท่านต้องทำเพื่อให้มองเห็นภาพสามมิติก็คือ ต้องทำแว่นตาสามมิติโดยเอากระดาษแบบข้างล่างนี้มาพับแล้วเจาะเป็นช่อง 2 ช่อง ช่องสีน้ำเงินให้สอดกระดาษแก้วใสสีน้ำเงินไว้ตรงกลางด้านใน ช่องสีแดงให้สอดกระดาษแก้วใสสีแดงไว้ตรงกลางด้านในเช่นกัน เมื่อทำเสร็จแล้วจะได้แว่นตามองภาพสามมิติดังนี้หลังจากนั้นก็เอาแว่นมามองดูภาพที่ผมถ่ายในระบบสามมิติโดยให้สีน้ำเงินอยู่ตรงตาข้างขวา และสีแดงอยู่ตรงตาข้างซ้าย

     

     


ความคิดเห็นที่ 17

ครูไผ่
19 ม.ค. 2554 08:42
  1. คนสวยมาก ๆ ที่นั่งอยู่ทางแขนข้างซ้ายของอาจารย์แขชนะใน คหพต 15 คือใครคะ


ความคิดเห็นที่ 18

แขชนะ
19 ม.ค. 2554 12:47
  1. ครูไผ่ตาเฉียบคม ตรวจละเอียดมากเลยครับ

    เธอเป็นแขกคนสำคัญคนหนึ่งของ UP (เรามักใช้คำย่อว่า UP แทน University of the Philiuppines) มีเชื้อสายสเปน เป็นประธานมูลนิธิทางการศึกษาอะไรสักอย่างผมก็จำไม่ได้ครับ อายุ 60 กว่าปีแล้วครับ แต่ยังคงสวยพริ้ง ที่เห็นในรูปสวมชุดสีเขียวอ่อน ขณะนั่งฟังผมบรรยาย "Entertaining Lecture" คนทางขวามือของเธอคือคุณ Lucille คนทางซ้ายคือ Dr.Tan ผอ. NISMED น้องของคุณ Lucille เธอชอบกล้องจุลทรรศน์ที่ผมกล่าวถึงในความเห็นที่ 7 มากจึงขอมาส่องดู หลังจากนั้นก็ติดต่ออยากให้ผมไปบรรยายต่ออีกหลายเมืองในฟิลิปปินส์

    คนเก่าคนแก่ที่นี่สืบเชื้อสายมาจากสเปน หรือมีความสัมพันธ์กับสเปนมายาวนาน ตั้งแต่เป็นเมืองขึ้นสเปนมานานนับ 400 ปีก่อนที่อเมริกันจะมายึดครองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การบัญชาการของนายพลแม็คอาร์เธอร์ เจ้าของคำพูด "I Shall Return"

    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกันได้ทิ้งรถจี๊บ (Jeep) ไว้ที่ฟิลิปปินส์หลายคัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ จึงมีการดัดแปลงเอามาทำเป็นโดยสารสำหรับประชาชน เหมือนกับรถสองแถวบ้านเราว่างั้นเถอะครับ มีการตกแต่งประดับประดาตกแต่ง แต้มสีหลากสีดูคล้ายรถสิบล้อบ้านเรา รถโดยสารพวกนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า "Jeepney" ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ >>>> http://en.wikipedia.org/wiki/Jeepney       

    รถ Jeepney ในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เมื่อผมไปเยือนมะนิลาครั้งแรก เมื่อก่อนนี้เป็นรถคันสั้นๆ ตกแต่งอย่างสวยหรู (รูปบนซ้ายมือ) เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน รถ Jeepney จึงถูกขยายให้ยาวขึ้นเพื่อรับผู้โดยสารได้มากขึ้น การตกแต่งก็น้อยลง แต่มีป้ายโฆษณามาติดข้างรถแทน (รูปล่าง) ภายในมหาวิทยาลัยก็มี Jeepney วิ่งวนอยู่ภายใน Campus ด้วย (รูปบนขวามือ)

    ตอนที่ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่ Atlanta เมืองต้นกำเนิด Coke ผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Coke ภายในยังมี "Jeepney" ประดับตกแต่งอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญลักษณ์หนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์ไปแล้วก็ว่าได้


ความคิดเห็นที่ 19

แขชนะ
19 ม.ค. 2554 16:07
  1. ใครอยากได้แบบกระดาษตัดโครงสร้างของหอไอเฟล เชิญที่นี่เลยครับ

     

    ทำเสร็จแล้วจะมีหน้าตาแบบนี้ครับ


ความคิดเห็นที่ 20

แขชนะ
19 ม.ค. 2554 17:03
  1. ผมรู้สึกสนุกกับการไปประชุมที่องค์การ UNESCO ในครั้งนั้นมาก เมื่อกลับมาจึงตัดสินใจ มาร่วมงานกับอาจารย์จารุนี บุคคลอีกสองท่านที่ผมไม่อาจลืมได้ในชีวิตผมและต้องขอแสดงความขอบคุณ ก็คือ ท่านรองผู้อำนวยการ สสวท. ทั้ง 2 ท่านในขณะนั้นคือ รองศาสตราจารย์ เย็นใจ สมวิเชียร และ ดร.นงนุช ชาญปริยวาทีวงศ์ 

    ผมรู้จักอาจารย์เย็นใจก่อนหน้านี้แล้ว เพราะเคยร่วมงานเกี่ยวกับโอลิมปิกวิชาการ ส่วนพี่นงนุช มารู้จกกันที่นี่ "พี่นุช" เป็นคนหนึ่งที่ผมอยากร่วมงานด้วย ตลอดระยะเวลา 40 กว่าเดือนที่ผมร่วมงานกับพี่นุช ผมยังไม่เคยได้ยินพี่นุชพูดจาว่ากล่าวใครให้เสียน้ำใจ มีแต่ผมเสียอีก ตอนนั้นอายุ 30 กว่าๆ พูดจาขวางคนขวางโลกหลายครั้ง พี่นุชก็ได้แต่มองหน้า เหมือนกับจะพูดเตือนใจด้วยความเอ็นดูว่า "เบาๆหน่อยน้อง อย่าซ่านัก" ตามความรู้สึกของผม พี่นุชมีความตั้งใจทำงานและจริงใจที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยร่วมงานมา

    อันที่จริงผมรู้จัก สสวท.มานานแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 จากการแนะนำของ ศาสตราจารย์ ดร.สุขุม ศรีธัญญรัตน์ ซึ่ง ท่านเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ผมที่จุฬา ท่านให้ผมมาช่วยงานสาขาออกแบบฯ ภายใต้การดูแลแนะนำจาก "พี่สันต์" ผู้ควบคุมงานช่างและการออกแบบในสมัยนั้น แต่ต่อมาทางสสวท.อยากให้ผมมาช่วยงาน โครงการใหม่คือ โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีปรีชาญาณทาง วิทยาศาสตร์ ซึ่งมี ดร.ผุสดี ตามไท เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อนๆที่ทำงาน สสวท.สมัยนั้นพูดกันเล่นๆสนุกเป็นการเล่นคำในภาษาไทยว่า ปรีชาญาณ กับ ปรีชาหย่อน มันใช้แทนกันได้ เรามักจะเรียกว่า "หย่อนยาน" ก็เลยเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เป็น โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.)ในปัจจุบัน

    เมื่อมาทำงานที่ สสวท.ระยะแรกนี้ อาจารย์จารุนีก็หาตำแหน่งหรืออัตราที่ว่างให้ลงก่อน แล้วค่อยย้ายตำแหน่งภายหลัง ตำแหน่งสูงที่อาจารย์จารุนีแต่งตั้งให้ผมคือ "ตำแหน่งที่ปรึกษา ระดับ 8" ตำแหน่งนี้ตั้งแต่ตั้ง สสวท.มาในตอนนั้นมีเพียงคนเดียวคือ ศาสตราจารย์ไขศรี อาภรณ์รัตน์ ซึ่งท่านเกษียณไปแล้ว เมื่อบรรจุผมในตำแหน่งนี้ ผมก็จะเป็นคนที่ 2

    อันที่จริงผมรู้จักอาจารย์ไขศรีเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยม ที่ราชสีมาวิทยาลัย ตอนนั้นท่านทำงานเป็นประธานชุมนุมวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ท่านคัดเลือกนักเรียน 30 คนจากทั่วประเทศมาเข้าค่ายฝึกวิจัยวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 1 เมื่อ 40 ปีก่อน ผมก็ได้รับการคัดเลือกมาด้วย ท่านพาพวกเราเข้าพบนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นคือ จอมพลถนอม กิตติขจร และถ่ายรูปร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาล อาจารย์ไขศรีคือคนที่ผมวงกลมสีแดงไว้และนั่งติดกับท่านจอมพลถนอมทางขวามือ

    ผมได้ภาพเด็ดจากพี่นักข่าวคือ ตอนที่ท่านจอมพลถนอมเดินมาพูดคุยกับนักเรียน พอท่านเดินมาถึงผม ผมยกมือไหว้คารวะท่าน พี่นักข่าวถ่ายภาพไว้ไม่ทันเพราะผมเอามือลงเร็ว แต่พอท่านจอมพลถนอมรับไหว้ผม พี่นักข่าวจับภาพไว้ได้ทันพอดี ดังแสดงในรูปครับ

    พอผมสอบเข้าเรียนต่อได้ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬา อาจารย์ไขศรี ก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของผมอีกเช่นกัน รู้สึกดีใจ และคุ้นเคยกับท่านดีตั้งแต่นั้นมา ท่านเสียมาหลายปีแล้ว ผมได้มีโอกาสไปคารวะท่านครั้งสุดท้ายที่วัดธาตุทอง

    หลังจากที่ผมมาทำงานที่ สสวท.ได้สักพักหนึ่ง ก็ได้ทำความตกลงเกี่ยวกับการชดใช้เงินทุนคืน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร เพราะไปเรียนต่อสาขาฟิสิกส์ เลเซอร์ที่เยอรมนี

    ..........

    ต้องขอขอบคุณพี่วรินทร์ หัวหน้าการเงิน และคุณอำไพ นักปราชญ์ เจ้าหน้าที่บุคลากร ที่ดำเนินเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเต็มใจและจริงใจ ผมไม่เคยลืมเลยครับ

     

     


ความคิดเห็นที่ 21

พิทยา
19 ม.ค. 2554 17:08
  1. ถ้าผมจำไม่ผิด คุณ Lucille น่าจะเคยอยู่ที่ RECSAM นะครับ

    ตอนผมไปอบรมเมื่อปี 2531 จำได้ว่ามี รอง ผอ. (หรือตำแหน่งอะไรซักอย่างหนึ่งนี่แหละ)ของ RECSAM

    เป็นชาวฟิลิปปินส์ ชื้อ Lucille นี่แหละครับ


ความคิดเห็นที่ 22

แขชนะ
19 ม.ค. 2554 17:12
  1. สวัสดีครับอาจารย์พิทยา เรื่องราวของอาจารย์ก็มีครับ แต่ต้องรอคิวก่อนนะครับ มีเรื่องราวและภาพเคลื่อนไหวตอนที่อาจารย์ใช้ลูกโป่งสอนฟิสิกส์ได้สารพัดเรื่อง อดใจรอครับ อีกไม่นานเกินรอ

    ถูกต้องแล้วครับ คุณ Lucille เคยเป็นรองผู้อำนวยการที่นั่น ก่อนย้ายมาประจำ UNESCO ที่ประเทศไทย

    อ้อ! เกือบลืมไปอีกท่านหนึ่งที่อยู่ในภาพข้างบน ตรงที่ผมวงสีฟ้าไว้ คือ อาจารย์ณัฐสรวง ทิพานุกะ เป็นอาจารย์จากโรงเรียนหนองจอก มาดูแลนักเรียนในค่ายฝึกวิจัยวิทยาศาสตร์ ตอนหลังได้ย้ายมาทำงานที่ สาขาเคมี สสวท. 

    ผมได้มีโอกาสไปทัศนศึกษาที่กรุงปักกิ่งกับพี่ณัฐสรวงด้วย ตามโครงการที่ ดร.เฉลียว มณีเลิศ ผู้อำนวยการ สสวท.คนก่อนได้ริเริ่มขึ้น จะได้เล่าเรื่องและมีภาพเคลื่อนไหวประกอบอีกครั้งในโอกาสต่อไป


ความคิดเห็นที่ 23

พิทยา
20 ม.ค. 2554 12:42
  1. อ.แขชนะครับ

    มีภาพเคลื่อนไหวของผมด้วยหรือครับ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะมี ชักอยากดูจนอดใจจะไม่ไหวแล้วครับ

    ไม่รู้ว่าจะไปปล่อยไก่ไว้กี่ตัว

    พูดถึง อ.จารุณี (ถ้าผมจำไม่ผิด - ต้องย้ำคำนี้บ่อย ๆ ตามประสาคนอายุมากแล้ว ฮิฮิ -) ท่านสอบ ม.8 ได้ที่ 1 ของประเทศไทยด้วย ผมเองเป็นลูกศิษย์แบบ "ครูพักลักจำ"ของท่านด้วย แม้ไม่เคยเรียนกับท่าน แต่(สมัยที่ยังเรียนหนังสืออยู่)ได้อาศัยหนัง ตำราหรือบทความของท่านมาใช้ประเทืองปัญญาอยู่บ่อย ๆ  เมื่อท่านมาเป็น ผอ.สสวท. ก็มีกิจกรรมที่โรงเรียนต่างๆ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมบ่อยมาก ทำให้เกิดเครือข่ายของครูวิทยาศาสตร์(สาขาต่าง ๆ)เป็นอย่างดี  ขอบคุณ อ.แขชนะด้วยนะครับที่จัดกิจกรรมดี ๆ ที่สสวท. โดยเฉพาะการจัดประชุมของ ICASE


ความคิดเห็นที่ 24

แขชนะ
21 ม.ค. 2554 01:00
  1. ถูกต้องแล้วครับ อาจารย์จารุนี สอบ ม.8 ได้ที่ 1 ของประเทศไทย (สมัยก่อนมีประถม 1-4 แล้วต่อ มัธยม 1-8 หรือ ม.1-ม.8 ซึ่งเป็นระบบ 12 ปีเหมือนปัจจุบัน แต่ปัจจุบันแบ่งเป็น ป.1-ป.6 และ ม.1-ม.6)

    ก่อนที่จะเล่าเรื่องอาจารย์จารุนีต่อ ก็อดที่จะพูดถึงบุคคลที่สำคัญอีกท่านหนึ่งไม่ได้คือ ศาสตราจารย์ ดร.ประชุมสุข อาชวอำรุง ท่านเคยเป็นคณบดี คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และขณะที่ท่านเป็นประธานสาขาครูวิทยาศาสตร์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ ท่านได้คัดเลือกผมเป็นผู้แทนจากสมาคมวิทยาศาสตร์ฯ ไปประชุม ICASE Asian Symposium ที่มะนิลา ซึ่งขณะนั้นผมกำลังเรียนปริญญาโทเกือบจบแล้ว และอีก 3 ปีต่อมาท่านก็หาทุนส่งผมไปประชุม ICASE Asian Symposium ที่ฮ่องกง ผมจึงเริ่มทำงานร่วมกับ ICASE มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522

    อาจารย์ประชุมสุขเป็นคนแรกที่เริ่มจัดงาน วทท.และต่อมาก็เป็นงานใหญ่ทางวิชาการประจำปี ผมจำได้ว่าครีั้งแรกจัดที่จุฬาฯ ท่านได้จัดให้ผมเป็น Speaker คนหนึ่งในงานด้วย มีเรื่องที่น่าสนใจที่ท่านเล่าให้ฟัง.... ท่านสอนพรางพูดแบบขำๆว่า... ต่อไปถ้าเธอมีโอกาสเป็นผู้บริหาร แล้วมีบางโครงการที่เธอเห็นว่าไม่มีประโยชน์และไม่อยากให้เกิด แต่ขัดใครไม่ได้ ให้ใช้วิธีตั้งกรรมการเยอะๆและตั้งคนที่พูดมากๆแต่ไม่ค่อยทำงานไปด้วย โครงการจะล่มไปเองโดยปริยาย สมัยก่อนนี้ ผมไม่แน่ใจว่าอาจารย์จะพูดจริงหรือพูดเล่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมมีประสบการณ์มากขึ้นก็พบว่าสิ่งที่ท่านพูดสอนไว้ในมีส่วนจริงอยู่มาก

    เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว การไปประชุมที่ฟิลิปปินส์คราวนั้นเป็นครั้งแรกในชีวิตผมที่เดินทางไปต่างประเทศโดยอาศัยเครื่องบิน (ก่อนนี้ไปลาวไม่ต้องบิน) และทำหนังสือเดินทาง นอกจากทำหนังสือเดินทางแล้ว ยังต้องมีใบสำคัญรับรองการปลูกฝีไข้ทรพิษและฉีดวัคซีนระหว่างประเทศด้วย ก่อนเดินทางผมต้องไปปลูกฝีและฉีดวัคซีนที่กระทรวงสาธารณสุข สมัยก่อนอยู่ที่เทเวศน์ ยุ่งยากมาก แต่เดี๋ยวนี้ทางองค์การอนามัยโลกได้ประกาศว่าโรคไข้ทรพิษได้หายไปจากโลกนี้แล้ว เราจึงไม่ต้องปลูกฝีแบบสมัยก่อน

    ตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ทำงานมา ผมใช้หนังสือเดินทางไป 11 เล่ม บางเล่มก็ต่อแล้วต่ออีกต้องเพิ่มหน้าราวกับหีบเพลงชัก เพราะมีวีซ่าบางประเทศที่ยังไม่หมดอายุอยู่ในเล่ม ขณะที่นั่งเครื่องบิน มองออกไปนอกหน้าต่าง มีสิ่งที่น่าสนใจมากมายทั้งกลางวันและกลางคืน ผมได้บรรยายการทดลองบางอย่างไว้บ้างแล้ว ผู้สนใจอาจเข้ามาอ่านเรื่องบางการทดลองที่นี่ได้ครับ >>> เรียนวิทยาศาสตร์จากหน้าต่างเครื่องบิน


ความคิดเห็นที่ 25

ครูไผ่
21 ม.ค. 2554 07:21
  1. ศ.ดร.ประชุมสุข เป็นอาจารย์ย่า (อาจารย์ของอาจารย์) ของดิฉันค่ะฟังจากอาจารย์ของดิฉันเล่าว่า ท่านเป็นผู้ที่แหลมคมและเฉียบขาดมากสนับสนุนลูกศิษย์หรือผู้ที่ท่านเห็นควรสนับสนุนอย่างถึงที่สุด อาจารย์ของดิฉันก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากท่าน


ความคิดเห็นที่ 26

แขชนะ
24 ม.ค. 2554 04:21
  1. เมื่อผมเริ่มไปทำงานที่ สสวท. อาจารย์จารุนี เรียกผมไปคุยอยู่บ่อยๆ คงจะห่วงใยเกี่ยวกับการปรับตัวของผมเข้ากับที่ทำงานใหม่ วันหนึ่งท่านหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาให้ดู ท่านบอกว่า"อ่านแล้วมันมาก เป็นหนังสือที่เธอน่าจะอ่าน"

    หนังสือเล่มนั้นคือ "SURELY YOU RE JOKING MR.FEYNMAN!"  ดังที่แสดงข้างบน เป็นหนังสือขายดียอดนิยมแนะนำโดย The New York Times ซึ่งผมก็เห็นจริง จากวันนั้นถึงวันนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว แต่เพิ่งจะมีคนแปลเป็นภาษาไทยว่า  ฟายน์แมน อัจฉริยะโลกฟิสิกส์  .....

    "ริชาร์ด ฟายน์แมน" นักฟิสิกส์อารมณ์ดี สนใจทั้งโลกดนตรีและโลกศิลปะ เขาชื่นชอบในการคิดแก้ปัญหาจากจินตนาการสู่ความเป็นไปได้ ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยโครงการแมนฮัตตันและนักฟิสิกส์รางวัล โนเบล เขายังเป็นผู้ริเริ่มการศึกษาอนุภาคฯพื้นฐานโครงการนาโนเทคโนโลยี และได้รับสมญาว่าเป็นบิดาแห่งนาโนฯ ในหนังสืออัตชีวประวัติที่น่าสนใจเล่มนี้ นอกจากจะได้เห็นความอัจฉริยะของฟายน์แมนแล้วยังจะประทับใจและอึ้งกับความคิด ที่ว่า "ประสบการณ์และการเรียนรู้สำคัญกว่าการท่องจำในหน้ากระดาษ"

    อ้างอิง >>>  ฟายน์แมน อัจฉร... - Matichon Book  อัตชีวประวัติของนักฟิสิกส์อัจฉริยะรางวัลโนเบลและบิดาแห่งนาโนเทคโนโลยี

    จุดเริ่มต้นของนาโนเทคโนโลยีในวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ.1959 ศาสตราจารย์ ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard P. Feynman) ได้แสดงปาฐกถาให้สมาคมฟิสิกส์อเมริกันเรื่อง เทคโนโลยีขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นเรื่องที่มีคนศึกษายังไม่มาก แต่เขาคาดว่าจะมีผลอย่างใหญ่หลวงในอนาคต การบรรยายของ Feynman ในวันนั้น มีชื่อเรื่องว่า “There is Plenty of Room at the Bottom” ซึ่งขยายความหมายเพิ่มเติมว่า หากสามารถทำสิ่งของเครื่องใช้และอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้มีขนาดเล็กเท่ากับ อะตอม สิ่งต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะมีขนาดลดลงเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น หนังสือที่น่าสนใจซึ่งอยู่ในห้องสมุดสำคัญทั่วโลกซึ่งมีราว 24 ล้านเล่มขณะนั้นจะต้องการพื้นที่เก็บเพียง ประมาณ 2.5 ตารางเมตรเท่านั้น การบรรยายครั้งนั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างใหญ่หลวงเกี่ยวกับการ ศึกษาวัสดุที่มีขนาดเล็กระดับอะตอมและถือว่าเป็นจุดกำเนิดของวิชาใหม่คือ “นาโนเทคโนโลยี” เชิญอ่านปาฐกถานี้ได้จาก http://www.zyvex.com/nanotech/feynman.html

    ริชาร์ด ฟายน์แมน นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ปี 1965 ได้กล่าวไว้ในปี ค.ศ.1960 ว่า "เมื่อผมพูดถึงเทคโนโลยีขนาดจิ๋วนี้ ก็มักจะมีผู้คนกล่าวถึงการย่อ ส่วนและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีย่อส่วนนี้ พวกเขาพูดถึงมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีขนาดเท่ากับเล็บบนนิ้วก้อย และก็ได้เริ่มมีสินค้าออกสู่ท้อง ตลาดกันบ้างแล้ว แถมยังบอกอีกว่า เราสามารถบันทึกคำสวดสรรเสริญพระเจ้าขนาดเล็กลงบนหัวเข็มหมุดได้ แต่ทว่าเรื่องที่ผมจะกล่าวถึงนี้นั้น ยังไม่มีอะไรชัดเจนและเป็นเพียงก้าวแรกในทิศทางที่ผมใคร่จะอภิปราย ซึ่งเป็นโลกขนาดเล็กที่ละเอียดซับซ้อนและอยู่ลึกลงไป เมื่อถึงปี ค.ศ.2000 คนในยุคนั้นอาจมองย้อนกลับมาดูและนึกสงสัยว่าทำไมเทคโนโลยีที่ทุกคนให้ความสำคัญอย่างจริงจังและมุ่งสู่ทิศทางนี้จึงไม่เริ่มมาก่อนหน้าปี ค.ศ.1960" ในปัจจุบันคำปาฐกถาของ ศาสตราจารย์ ฟายน์แมนได้ถูกสลักลงเป็นตัวหนังสือขนาดเล็กราว 400 นาโนเมตร  http://safari.oreilly.com/0131014005/ch04


ความคิดเห็นที่ 27

แขชนะ
24 ม.ค. 2554 17:09
  1. หลังจากกลับมาจากการประชุมที่ UNESCO ปารีส สสวท.โดยอาจารย์จารุนี ก็รับข้อเสนอจากการประชุมให้ส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพิ่อมวลชน หรือ Scientific and Technological Literacy for All (STL) ทั้งนี้ก็ได้มีการประสานข้อมูลจาก ICASE เมื่อผมได้รับการเลือกตั้งเป็น ICASE Asian Representative ผมก็เสนอให้อาจารย์จารุนีจัดการประชุม ICASE Asian Symposium ครั้งที่ 9 ขึ้นที่กรุงเทพ โดยมีสสวท.เป็นผู้จัด อาจารย์จารุนี ก็ยินดีรับจัด เรามีการเตรียมการเป็นเวลา 1 ปี ก่อนที่จะจัดนั้น อาจารย์จารุนีส่งผมไปดูงานที่ฮังการี ขณะนั้นมีการประชุมทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่เมือง Eger ประเทศฮังการี

    ประวัติเมือง Eger (อ้างอิง: >>> http://www.egeronline.com/guide/guide.php?show=history〈=en)

    The history of the city began in the era of Szent István, who established one of the five bishopric in Eger. His relationship with the Church determined both the town's structure and it's history. King Imre died here in 1204, who was buried here with his son, III László.

    The development of the castle began after the Tartar (Mongol) invasion of Hungary, in 1241-42. Privileges has been given by King Lajos Nagy, but the real boom was in the era of Mátyás Hunyadi, who visited the town of thermal waters several times, and what's more, one time he held the parliament here. This Renaissance era was also very productive, two great builder bishop occured: János Beckensloer and then Tamás Bakócz, both men was later the archbishop of Esztergom.

    The castle couldn't perform border castle functions in the beginning of the Turkish threat. In 1549, Dobó István was made captain of the castle, and he developed the castle to suitable strategic object. In September 11, 1552 two victorian Turkish armies with about 40000 aggressives gathered near Eger, but the more than one month of siege couldn't break the less than 2000 defenders. After 1560, recognizing the strategical position of Eger, they made modern fortifying works in the castle more times, but in 1596, the foreign defenders gave it up to the Turkish.

    The town was relieved in 1687, after a fierce siege. It has lost it's strategical importance, and in 1702, only financial shortages saved the castle from being blown up. Rákóczi held his general headquarters here during the war of independence (1703-1711).

    Today's aspect of Eger mostly took shape in the 18th century, the infrastructure of the town centre shows the Middle Ages' state. In 1804, the town got archbishop rank. Eger is the town of churches: the number of them amounts to two dozens.

    The boom at the end of the 19th century gave the town a wide berth. The Budapest-Miskolc main railway line bypassed it. So it lived to see 1945 as a silent museum town, after this, significant industrialization had been made. Luckily it hasn't modified the aspect of the town: it is acknowledged that Eger is one of the most beautiful towns in Hungary.

    เชฺิญชมภาพยนต์ 3 มิติเมือง Eger ได้ที่นี่ครับ แต่ต้องใช้แว่นตา 3 มิติที่เคยกล่าวมาแล้วข้างต้น  >>>> Anaglyph 3D Animation Movie Trailer - 1552 Eger ..


ความคิดเห็นที่ 28

แขชนะ
24 ม.ค. 2554 18:42
  1. หรือหากท่านไม่มีแว่นตา 3 มิติดู เรายังมีวิธีการดูอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Crossed eyes viewing คือมองแบบทำตาเหล่นั่นเอง คือเอาภาพวางสลับที่กัน แล้วให้สายตามองข้ามภาพตัดกัน เกิดเป็นภาพสามมิติได้เช่นเดียวกัน วิธีนี้อาจมองง่ายและสบายตากว่า เพราะคนเราทำตาเหล่ง่ายกว่าทำตาถ่างดูภาพ วิธีนี้ใช้มองดูด้วยตาเปล่า ลองดูได้ที่นี่ครับ >>> http://www.youtube.com/watch?annotation_id=annotation_696842&v=Xzu-_NJ7jgk&feature=iv

     


ความคิดเห็นที่ 29

แขชนะ
26 ม.ค. 2554 01:53
  1. การเดินทางไปประชุมที่ฮังการรีคราวนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด ผมต้องเดินทางไปที่เมือง Eger ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆของฮังการี ซึ่งเพิ่งจะแยกตัวออกมาจากโซเวียตหลังการล่มสลายของระบบคอมมิวนิสต์โซเวียต การจัดระบบระเบียบต่างๆยังไม่ค่อยเรียบร้อย ฮังการีเคยเป็นส่วนหนึ่งของโซเวียตยูเนี่ยน ผลิตเครื่องจักรที่สำคัญให้แก่โซเวียต

    ผมต้องเดินทางไปเวียนนา (ชาวออสเตรียเรียกกรุงเวียนนาว่า "วีน"-Wien) จากนั้นต้องบินต่อไปBudapest (อ่านว่า บู-ดา-เปชท์) เมืองหลวงของฮังการี แล้วต้องนั่งรถเมล์ต่อไปยังเมือง Eger อีกร้อยกว่ากิโลเมตร การบินไปเวียนนาคราวนั้นผมนั่งเครื่องบินของ Lauda Air ตอนนั้นรู้สึกเสียวๆ เพราะเครื่องเคยมาตกที่เมืองไทย คนไทยที่มีชื่อเสียงเสียชีวิตไปหลายคน Lauda Air เป็นสายการบินของออสเตรีย เจ้าของคือคุณ Nikki Lauda นักขับรถแข่งเดนตายที่รอดชีวิตจากการแข่งรถ หันมาเอาดีทางธุรกิจการบิน อุบัติเหตุเครื่องบิน Lauda Air ตกที่อุทยานแห่งชาติพุเตย สุพรรณบุรีคราวนั้นเป็นอุบัติเหตุครั้งแรกและครั้งเดียวของสายการบินนี้ ชมบันทึกเหตุการณ์ได้ที่นี่ครับ >>> Lauda Air Crash Site - Thailand บริกรสาวบนเครื่องบินแต่งตัวแบบตามสบายสไตล์ Nikki คือสวมหมวกสีแดง สวมเสื้อกั๊กสีแดงนุ่งกางเกงยีนส์

    จากรุงเวียนนาผมต้องบินต่อไปยังบูดาเปชท์ด้วยสายการบิน Alitalia ซึ่งบินไม่ถี่นัก ผมต้องค้างคืนที่เวียนนา 1 คืน เลยถือโอกาสแวะเยี่ยมกรุงเวียนนา ผมเคยมากรุงเวียนนาครั้งแรกเมือ่ปี พ.ศ.2526 แล้วหลังจากนั้นเมื่อผมมาเรียนต่อที่เยอรมนีก็นั่งรถไฟมาเที่ยวตอนปิดเทอมอีกหลายครั้ง เรามารู้จักกรุงเวียนนากับ Google Earth กันสักหน่อยนะครับ >>> 3D Vienna in Google Earth


ความคิดเห็นที่ 30

แขชนะ
26 ม.ค. 2554 12:06
  1. ตอนผมเป็นเด็ก พ่อของผมทำงานที่สนามบินเวียงจันทน์ ผมไปอยู่กับพ่อแม่ที่เวียงจันทน์ตอนปืดเทอม จำได้ว่าแม่ซื้อแผ่นสียงเพลงบรรเลงฟังเบาๆมีชื่อชุดว่า "Mood Music for Dinning" หรือเพลงกล่อมอารมณ์สำหรับอาหารค่ำ ในชุดนั้นมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งที่ผมชอบมาก มีชื่อเพลงเป็นภาษาเยอรมันว่า "Wien, Du Stadt meiner Traume" หรือแปลเป็นไทยว่า "เวียนนา. เธอคือเมืองในฝันของฉัน"- "VIENNA CITY OF MY DREAMS" แต่งทั้งเนื้อร้องและทำนอง โดย Rudolf Sieczynski เมือ่ปี ค.ศ.1914

    ดูเนื้อเพลงทั้งภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษได้ที่นี่ครับ >>>> http://www.recmusic.org/lieder/get_text.html?TextId=23137

     

    เชิญฟังเพลงตัวอย่างและชมทิวทัศน์ของกรุงเวียนนาได้ที่นี่ครับ >>>  Thumbnail

    มีอยู่วันหนึ่ง อาจารย์จารุนีเรียกผมไปสนทนาด้วย ท่านบอกว่าได้ซีดีเพลงบรรเลงมาใหม่ เป็นเพลงบรรเลงจากประเทศออสเตรีย ผมเอาแผ่นมาดูปรากฏว่าเพลงเอกของซีดีชุดที่อาจารย์จารุนีเอามาให้ดูมีเพลงนี้เป็นเพลงเอก ผมจึงขอยืมจากอาจารย์จารุนี ท่านใจดีมากบอกว่า "พี่ยังไม่ได้แกะกล่องเลย แต่เธอเอาไปฟังก่อนให้พอใจแล้วค่อยเอามาคืนพี่ก้ได้" ฟังเพลงนี้แล้วก็ทำให้คิดถึงท่าน


ความคิดเห็นที่ 31

แขชนะ
26 ม.ค. 2554 14:40
  1. ขอขัดจังหวะคั่นเรื่องราวที่จะเล่าต่อไว้สักเล็กน้อย เดี๋ยวอาจารย์พิทยาจะอดใจไม่อยู่

    ในช่วงที่อาจารย์จารุนีดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสสวท.อยู่นี้ เป็นช่วงที่ สสวท.มีอายุครบ 25 ปี ผมก็ได้จัดการประชุมนานาชาติทางการศึกษาฟิสิกส์ โดยได้รับเงินสนับสนุนจาก International Union of Pure and Applied Physics (IUPAP) ในครั้งนั้นผมได้จัดทำซีดีรอมฉลอง 25 ปี สสวท.ขึ้นมา 1 แผ่น ดังแสดงในรูป ในซีดีรอมก็มีเรื่องราวแนะนำ สสวท.และบทคัดย่อของผู้ที่เสนอผลงานในการประชุมครั้งนั้น ซึ่งผมจะได้เล่ารายละเอียดและเรื่องราวสนุกๆในงานอีกครั้งหนึ่งในตอนหลัง สำหรับผู้ที่เสนอผลงานผมได้ให้จัดทำ Video clip เล็กๆเพื่อแนะนำตัวเองและเพื่อบรรจุลงในแผ่นด้วย 1 ใน บรรดาผู้ร่วมประชุม ก็คือ อาจารย์พิทยาที่เข้ามาทักทายในความเห็นที่ 21 และ 23 นี่คือภาพเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งของอาจารย์พิทยาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน(เกือบ 20 ปี) ยังมีต่อนะครับ อดใจรอต่อไปอีกหน่อย มีสนุกกว่านี้แน่


ความคิดเห็นที่ 32

26 ม.ค. 2554 19:16
  1. ตามไม่ทัน ร่วมแจมไม่ได้ ติดตามอ่านอย่างเดียว รู้จักนิดหน่อย The Blue Danube

    http://www.youtube.com/watch?v=_CTYymbbEL4


ความคิดเห็นที่ 33

แขชนะ
26 ม.ค. 2554 22:27
  1. ขอบคุณคุณ Np มากครับที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ แม้ไม่มีเรื่องจะคุย แวะมาทักทายก็ดีใจมากแล้วครับ เพลง Blue Danube เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทำให้ใครๆรู้จัีก Johann Strauss ใครที่หลงไหลในเสียงเพลงวอลทซ์อันไพเราะและเพลินกับสวนดอกไม้ที่งดงามในฤดูร้อน หากได้มาเยือนกรุงเวียนนาก็มักจะแวะมาเยือนอนุสาวรีย์ของ Johann Straussในสวนสาธารณะของเมือง (Stadtpark) อนุสาวรีย์ของ Johann Strauss ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นราชาแห่งเพลงวอลทซ์ ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะของกรุงเวียนนา Stadtpark หากจะไปเยี่ยมชมก็สามารถไปได้ทางรถไฟใต้ดิน สาย U4 ลงที่สถานีสตัดท์พาร์ค (Stadtpark) ขึ้นมาจากสถานี ก็จะมองเห็นป้ายสวนสาธารณะ อ่านประวัติของท่านได้จาก >>>> โยฮันน์ สเตราส์ บุตร Video แนะนำเมืองก็มีครับ >>>  

    Thumbnail

    ชื่อ Strauss นั้นมีหลายคน ใครเป็นใคก็ต้องวงเล็บไว้ หลายคนอาจจะสับสน คนแต่งเพลง The Blue Danube นั้นคือ โยฮันน์ สเตราส์ บุตร ซึ่งเป็นบุตรของ โยฮันน์ สเตราส์ บิดา ยังมี Strauss อีกหลายคน

    บางท่านอาจคุ้นเคยกับ Richard Strauss เป็นคีตกวีอีกท่านหนึ่ง เป็นชาวเยอรมัน บทเพลงของท่านมีคนเอามาทำเป็น Title ของภาพยนต์เกี่ยวกับอวกาศ หรือ ภาพยนต์แนววิทยาศาสตร์

    เช่นเพลง Title ในภาพยนต์เรื่อง 2001: A Space Odyssey ซึ่งผมเคยใช้ในพิธีเปิดการประชุมวิชาการฟิสิกส์ที่อาจารย์จารุนี เป็นประธานเปิดงานเมื่อปี พ.ศ.2538 ที่พัทยา >>> 

    2001 A Space Odyssey Opening 


ความคิดเห็นที่ 34

แขชนะ
27 ม.ค. 2554 00:18
  1. 2001 A Space Odyssey Opening

    นอกจากเพลงของ Richard Strauss แล้ว ยังมีเพลง Blue danube ของ  Johann Strauss ประกอบด้วย เชิญชมตัวอย่างครับ

    2001: A Space Odyssey - Blue Danube

ความคิดเห็นที่ 35

NpEdu
27 ม.ค. 2554 09:42
  1. เมื่อก่อน ผมฟังเพลงคลาสิกไม่เป็น ทนฟังไม่ได้หลังจากที่อาจารย์กำธร (สนิทวงศ์ฯ)ล้างสมองและบังคับให้ไปฟัง(รวมทั้งขอร้องให้ปรบมือนานๆด้วย)แล้ว พอจะฟังได้เป็นบางหมายเลขถ้าเป็นเพลงไทยชนิด 2-3 ชั้น ยังทนฟังไม่ค่อยจะได้เพื่อนบางคนพูดล้อเล่นสนุกปากว่า วิชา มิวสิก อับปรีแต่ก็ยังดีที่วิชานี้อาจารย์ไม่หวงเกรดคนที่เรียนผ่านแล้วแนะนำว่า อาจารย์ให้เกรดโดยการชั่งน้ำหนักของรายงาน ขออย่ายัดไส้ด้วยเรื่องอื่นก็แล้วกันอินเทอร์เน็ตที่จะสืบค้นก็ไม่มี(แย่งกกัน)ยืมหนังสือในห้องสมุดมาลอก เขียนจนมือหงิก(ถ้าเป็นสมัยนี้  จะเอากี่กิโลก็ได้)


ความคิดเห็นที่ 36

นิรันดร์
27 ม.ค. 2554 10:09
  1. พี่นภครับ เราลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันครับ เวลาท่านสอน ท่านจะพกกระติกน้ำร้อนมาด้วยนอกจากจะให้ทำรายงานแล้ว ท่านยังให้แนบบัตรชมดนตรีเข้าไปด้วยตอนนั้น ผมไม่มีเงินไปฟังหรอกครับ(ขนาดดูหนังโรงเรื่องละสิบบาท เพื่อน 2 คนยังต้องช่วยกันออกให้คนละห้าบาทเลย)ก็เลยได้เกรดไม่ค่อยดี เพราะเพื่อนคนอื่นแนบบัตรกันไปคนละหลายใบอย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเคารพนับถือท่านนะครับ ระลึกถึงท่านอยู่เสมอเพราะได้ความรู้สึกที่ดีดีหลายอย่างจากท่าน


ความคิดเห็นที่ 37

NpEdu
27 ม.ค. 2554 16:13
  1. สิ่งที่ผมชอบท่าน(เป็นพิเศษนอกเหนือจากในฐานะครูอาจารย์) ก็คือ1. ท่านจะชวนนั่งรถไปกับท่าน โดยท่านจะถามว่าไปทางเดียวกันหรือเปล่า2. ท่านแต่งกายชุดเดิมสีเดิมทุกครั้งที่เราเห็น=======================นอกจากอาจารย์กำธรแล้ว ยังจำได้และระลึกถึงอาจารย์เก่าๆหลายท่าน เช่น อ.พิจิตร อ.สมบูรณ์ อ.โชว์ อ.ประมวล อ.วิมลที่จำได้ไม่ลืมก็คือ อ.โชว์คิดว่า อ.นิรันดร์คงจะรู้จักทุกท่าน

     

     

     

     

     

     

     


ความคิดเห็นที่ 38

นิรันดร์
27 ม.ค. 2554 17:24
  1. แต่งกายสีเดิม 555 ผมไม่ได้เรียนประสานมิตรหรอกครับพี่นภอ.กำธรท่านคงสอนไปทั่วราชอาณาจักรไทยกระมังผมเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ภริยาผมเรียนที่บางแสน ก็เป็นลูกศิษย์ท่านเหมือนกันถ้าจำไม่ผิด เพื่อนที่เรียนเชียงใหม่ก็เป็นลูกศิษย์ท่านคิดว่ารู้จักอาจารย์โชว์ ท่านมีของเล่นแยะ แต่ไม่ได้เรียนกับท่านครับ


ความคิดเห็นที่ 39

นิรันดร์
27 ม.ค. 2554 17:27
  1. คุ้น ๆ ว่า อ.โชว์จะเป็นเพื่อนของพ่อ พ่อผมเป็นนักเรียนเก่าประสานมิตรรุ่น 1 เลขประจำตัว 12ถ้าคนเจอก็จะทราบชื่อพ่อผมได้


ความคิดเห็นที่ 40

แขชนะ
27 ม.ค. 2554 21:31
  1. ชักจะสนุกแล้วครับ มีผู้คนเข้ามาร่วมสนทนามากขึ้น ขอร่วมวงด้วยคนครับ ผมไม่รู้จักอาจารย์กำธร เพราะไม่เคยเรียนวิชาดนตรี ผมเรียนดนตรีจากพ่อ ก็เลยไม่ได้เลือกเรียนวิชาดนตรี อับปรีฯต่างๆ วิชาที่ผมเลือกเรียนก็เป็นพวกจิตวิทยา วิชาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ วิชาผู้นำค่ายพักแรม วิชานักประชาสัมพันธ์ และวิชาพิสูจน์หลักฐาน วิชาหลังนี้มีอาจารย์ที่เป็นตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐานมาสอน บางทีก็พาเราไปยิงปืนที่กองพิสูจน์หลักฐานเพื่อทดลองเก็บเขม่าดินปืน

    ใครที่เรียนที่ประสานมิตรจะต้องรู้จัก "อาจารย์โช สาลีฉัน" ถึงแม้ว่าอาจารย์จะเป็นคนที่พร้อมจะช่วยเหลือลูกศิษย์ลูกหาและคนอื่นๆ ถ่อมตน ไม่ชอบ"โชว์" แต่จริงๆแล้วอาจารย์มีความสามาถมากจนน่าจะเอามา"โชว์"

    ผมรู้จักอาจารย์โช เมืื่อปี พ.ศ.2523 ตอนที่ไปช่วยงานสาขาออกแบบ ที่ สสวท. ต่อมาปี พ.ศ.2525 เราไปร่วมประชุมนานาชาติของ ICASE ที่ ฮ่องกง Jack Holbrook เป็นผู้จัด โดยมี ศ.ดร.ประชุมสุข เป็นผู้นำคณะไปประชุมที่ฮ่องกงเป็นจำนวนราว 50 คน เป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในการประชุม

    เย็นวันแรกที่ไปถึง แต่ละคนก็ไปเดินเล่นกลับมาพร้อมกับเรื่องตื่นเต้นมากมาย บางคนเดินหาซุปเนื้อแพะร้อนๆจากหาบเร่รับประทานด้วยความเอร็ดอร่อย แล้วทันใดนั้นตำรวจเทศกิจก็วิ่งไล่จับหาบเร่ อาจารย์หลายคนที่ยืนรับประทานอยู่ก็พลอยวิ่งไปกับเขาด้วย ส่วนอาจารย์โชก็เดินเล่นดูสินค้าใหม่ๆที่เป็นพวกอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆตามที่ท่านถนัด แต่อยู่ๆก็มีคนเดินเซมาชนอาจารย์ แล้วเดินหนีไป สำรวจตัวเองก็พบว่ากระเป๋าสตางค์หายไปแล้ว เอาเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง จากนั้นมาอาจารย์สาวๆทั้งหลาย(สมัยนั้น)เดินไปไหนกอดกระเป๋าแน่นเชียว

     


ความคิดเห็นที่ 41

NpEdu
28 ม.ค. 2554 12:30
  1. ท่านแต่งกายชุดเดิมสีเดิมทุกครั้งที่เราเห็นนั่นคือ ชุดสีกากีท่านอาจจะมีหลายชุด  แต่ทุกชุดเป็นสีคล้ายกันจึงดูเหมือนว่าเป็นชุดเดียวกันเป็นไปได้ที่ท่านจะใส่ชุดเดิมทุกครั้งที่เราเห็นเราไม่ได้เห็นท่านทุกวัน วันที่เราไม่เห็นท่านอาจจะใส่ชุดอื่นก็ได้เคยมีผู้หญิงทักผมว่าใส่กางเกงตัวเดิมซ้ำสองวันผมอายมากเลยครับ  แต่ก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ทัน(แบบน้ำขุ่นๆ)ว่า ตัดกางเกงครั้งละ 2 ตัว และนึกโมโหอยู่ในใจว่า ทำไมหล่อนจะต้องมาพิถีพิถันกับชีวิตเราอย่างนี้แต่ต่อมาเขาก็มาพิถีพิถันจู้จี้จุกจิกกับชีวิตผมอีกหลายเรื่องจนกระทั่งบัดนี้  (โอ๊ะ  ไปไกลแล้ว)ผมนิยมชมชอบท่าน(ที่ใส่ชุดเดิม) โดยคิดว่าท่านสันโดษ  ประหยัด ไม่คิดว่าท่านนิยมชมชอบในความเป็นบุคคลในเครื่องแบบมียศศักดิ์หรอกครับ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์เต็มหน้าอกเหมือนบางคน


ความคิดเห็นที่ 42

นิรันดร์
28 ม.ค. 2554 12:57
  1. หลายสิบปีผ่านไปที่เข้าไปนั่งฟังอาจารย์กำธรสอนวิชาMusic Appreciationน่าจะหมายถึง "การรู้ถึงคุณค่าในดนตรี"    อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป  ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์.............    อันชนใดไม่มีดนตรีกาล    ในสันดาลเป็นคนชอบกลนักอีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ   เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์.............เหมือนจะได้ยินอาจารย์ท่านพูดเองในห้องเรียนว่ามิวสิกอัปรีย์ มั่นใจว่าท่านพูดให้ฮาเล่นมากกว่าที่จะหมายถึงตามศัพท์ผมไปเรียนด้วยผมซาบซึ้งในดนตรีไทย แต่ได้ฟังการบรรยายถึงแต่ดนตรีคลาสิกของต่างชาติก็นับว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่ผมในตอนนั้น แล้วก็ทราบว่าดนตรีที่ได้ยินขณะชมการ์ตูนล้วนเป็นดนตรีคลาสิกแทบทั้งสิ้นฝรั่งเขาฉลาดที่สอนให้เด็กฟังดนตรีเป็นโดยปลูกฝังแต่เล็กแต่น้อย


ความคิดเห็นที่ 43

NpEdu
29 ม.ค. 2554 15:32
  1. วิชา Music Appreciation ที่ผมเรียน จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า มี 2 อย่าง คือ ดนตรีสากลและดนตรีไทยคนสอนเก่งพอๆกันที่สามารถทำให้ผมฟังเพลงคลาสิกและดนตรีไทย(ชั้นเดียว)ได้บ้าง=======================<ดนตรีที่ได้ยินขณะชมการ์ตูนล้วนเป็นดนตรีคลาสิกแทบทั้งสิ้นฝรั่งเขาฉลาดที่สอนให้เด็กฟังดนตรีเป็นโดยปลูกฝังแต่เล็กแต่น้อย>=======================คนไทยก็ไม่ใช่ย่อยนะครับเรื่องการดนตรีแบคกราวน์ของหนังไทยสมัยก่อนเป็นดนตรีไทยทั้งนั้นเลยนะครับตื่นเต้น ตกใจ โกรธ โมโห รัก คิดคำนึง เสียใจ ตลกขบขัน  จะต้องใช้เพลงอะไร เสียดายที่สมุดจดเล็กเชอร์มันเหม็นอับคล้ายกลิ่นแมลงสาบ จนต้องทิ้งไปนานแล้วจำชื่อได้เพลงเดียวก็คือบทโศก ต้องธรณีกันแสงคนไทยก็ไม่ใช่ย่อยนะครับเรื่องการดนตรีไม่ว่าจะเป็นดนตรีของชาติไหน  พี่ไทยเลียนแบบได้หมด  บางเพลงนอกจากจะเลียนทำนองได้แล้ว ยังแปลเป็นไทยคำต่อคำ บาทต่อบาท บทต่อบทได้อีกด้วยนะเพลงไทยโบราณก็ไม่ใช่ย่อยพม่ารำขวานแขกต่อยหม้อพราหมณ์ดีดน้ำเต้าฝรั่งรำเท้าลาว(สาระพัดลาว เช่น)ลาวดวงเดือนจีนขิมเล็กเขมรไทรโยค


ความคิดเห็นที่ 44

แขชนะ
30 ม.ค. 2554 23:34
  1. ผมเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆในการประชุมและการอบรมครู เจ้าภาพผู้จัดมักจะจัดให้ชมการแสดงทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ รวมทั้งมีการแสดงดนตรีประจำชาตินั้นๆ ผมรู้สึกว่าเพลงบางประเทศเราฟังแล้วรู้สึกไพเราะ บางประทศฟังได้ไม่นานก็ไม่รู้สึกซาบซึ้ง ทั้งๆที่เพลงเหล่านี้ได้รับการคัดสรรมาอย่างดีเพื่อแสดงต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาเยือน ดังนั้นชนแต่และกลุ่มหรือแม้แต่ละบุคคลจะซาบซึ้งในบทเพลงและท่วงทำนองของเพลงแต่ละเพลงไม่เหมือนกัน ผมมีโอกาสไปประชุมและศึกษาดูงานที่องค์การ UNESCO ปารีสหลายครั้ง ผมเคยซื้อแผ่น CD ที่จัดทำโดย UNESCO เป็น CD รวมเพลงเอกชั้นยอดทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศมาฟัง แม้ว่าเพลงทุกเพลงจะได้รับการสรรหาว่าเป็นสุดยอดเพลงที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ผมรู้สึกว่าไม่เพราะเลยสักเพลง และไม่สามาถทนฟังจนหมดทั้งแผ่น

    หากจะกล่าวถึงประเทศออสเตรีย ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นประเทศแห่งเสียงดนตรีอันไพเราะ เพลง classic ดังๆของโลกหลายเพลงกำเนิดที่นี่ แต่ถึงกระทั้งคนทางแถบเอเชียเช่นคนไทย หลายคนที่ไม่คุ้นเคย ก็จะไม่รู้สึกซาบซึ้ง ไม่รู้สึกว่าไพเราะ สู้เสียงขลุ่ยที่เป่าเล่นตามชายทุ่งไม่ได้แม้แต่น้อย เช่นเพลงที่เรารู้จักกันดี "ธรณีกรรแสง" ที่บรรเลงประสานกันด้วยเครื่องคนตรี 3 ชนิดคือ เปียโน ไวโอลิน และขลุ่ยไทย ฟังดูเยือกเย็น เศร้าสร้อย หากตกลงไปในห้วงอารมณ์ที่ลึก บางท่านอาจฟังแล้วน้ำตาคลอเลยก็มี

    Thumbnail

     


ความคิดเห็นที่ 45

แขชนะ
31 ม.ค. 2554 00:23
  1. สิ่งที่ผมรู้สึกเป็นการส่วนตัว (ไม่ทราบว่าคนอื่นจะรู้สึกเหมือนผมหรือไม่)ว่า คนไทยเราไม่ค่อยให้เกียรติและยกย่องคนไทยเราด้วยกัน กลับมักจะเทิดทูนคนอื่น เช่น นักมวยไทยที่เป็นแชมป์โลกหลายคนที่สร้างชื่อให้กับประเทศ หรือบุคคลอาชีพอื่น ตอนที่ถึงแก่กรรมกลับไม่เป็นข่าว หรือแม้แต่ปั้นปลายชีวิตกลับตกอับ เจ็บป่วยก็ต้องอยู่แบบคนอนาถา แต่เมื่อครั้งที่เขาสร้างชื่อเสียงให้กลับประเทศ หลายๆคนก้พรอยมีหน้ามีตาไปกับเขา 

    มีครูเก่งๆหลายคน ได้รับเช่ิญไปบรรยายตามโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ แต่ในโรงเรียนของตัวเองกลับไม่ได้รับการยกย่อง จะบรรยายให้ดีเพียงใดก็มักไม่ได้รับการยกย่อง หรือบางทีพูดดูถูกด้วยซ้ำว่า "บรรยายก็งั้นๆ ไม่เห็นมีอะไรพิเศษ" ผมลองถามเพื่อนครูที่เก่งๆเหล่านี้ ก็มักยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า "เป็นลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ไม่ค่อยยกย่องกัน" ผมว่าเกิดความอิจฉาริษยานั่นเอง เหมือนอย่างที่ พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวไว้ว่า

         "อันที่จริง คนเขา อยากให้เราดี      แต่ถ้าเด่น ขึ้นทุกที เขาหมั่นไส้จงทำดี แต่อย่าเด่น จะเป็นภัย              ไม่มีใคร เขาอยากเห็น เราเด่นเกิน"

    อาจารย์จารุนี เคยเอารูปในธนบัตรใบละยี่สิบบาทมาให้ผมดูแล้วบอกอย่างติดตลกว่า เป็นรูปที่ราวกับจะสะท้อนภาพของสังคมไทย ในรูปจะเห็นพระยาพิชัยดาบหัก ทำการรบเด่นมาก จนมีคนอิจฉา ขัดขาท่านอยู่ด้านหลัง (ดูรูปตรงที่วงกลมสีเหลือง)

    เพลงไทยที่ได้รับว่าเป็นเพลง"คลาสสิก" ที่ใครๆก็รู้จักได้แก่ เพลงบัวขาว ลมหวน ในฝัน วันเพ็ญ เงาไม้ ฯลฯ คนไทยรู้จักดี โดยเฉพาะเพลงบัวขาว เรียกได้ว่าเป็นเพลงคลาสสิกอมตะของไทยก็ว่าได้ ในปี พ.ศ. 2522 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งเอเชียของยูเนสโก ประเทศฟิลิปปินส์ ได้คัดเลือก "เพลงบัวขาว" เป็น "เพลงแห่งเอเชีย"  ผมลองถามหลายๆคนว่า เพลงนี้ใครแต่ง คนกว่าร้อยละ 90 บอกว่าไม่ทราบว่าใครแต่ง แม้เต่วันที่ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2543 หนังสือพิมพ์หลายฉบับกลับลงข่าวกรอบเล็กนิดเดียว

    ลองถามตัวท่านเองสิครับว่ารู้จัก ท่านผู้แต่งเพลงบัวขาว นี้หรือไม่ ท่านผู้นี่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ศิลปินแห่งชาติ อีกด้วย 


ความคิดเห็นที่ 46

แขชนะ
31 ม.ค. 2554 00:35
  1. Thumbnail

    เพลงบัวขาว

    Thumbnail

    บัวขาว


ความคิดเห็นที่ 47

แขชนะ
31 ม.ค. 2554 01:04
  1. สมัยที่ผมยังเป็นเด็กมีภาพยนต์เพลงดังเรื่องหนึ่งคือ "เรือนแพ" ในภาพยนต์เรื่องนี้มีเพลงไพเราะอีกหลายเพลงที่เป็นผลงานของท่านผู้แต่งเพลงบัวขาว เชิญชมตัวอย่างที่นี่

    Thumbnail  เพลงเงาไม้

    Thumbnail  เงาไม้

    Thumbnail

    วันเพ็ญ

    นอจากเพลงในภาพยนต์เรื่องเรือนแพแล้ว ยังมีเพลงที่น่าฟังจากผลงานของท่านอีกหลายเพลง

    Thumbnail  ลมหวล

    Thumbnail  มะลิเจ้าเอ๋ย

    Thumbnail  ในฝัน

    Thumbnail  เปลี่ยวใจ


ความคิดเห็นที่ 48

แขชนะ
31 ม.ค. 2554 15:39
  1. ภาพยนต์เพลงที่ไพเราะและโด่งดังไปทั่วโลกเห็นจะไม่มีใครเกินคือ The Sound of Music

    เป็นภาพยนต์ที่เอาโครงเรื่องจากชีวิตจริงของ Captain Georg Ludwig von Trapp  อ่านเรื่องย่อของ ครอบครัว Von Trapp << ที่นี่

    ลองเปรียบเทียบเนื้อเรื่องในภาพยนต์และชีวิตจริงได้ที่นี่ครับ>>> The Real Story of the Von Trapp Family ดูเอกกสารหลักฐานจริงเมื่อตอนอบยพหนีฮิตเลอร์ไปอยู่ที่อเมริกา

    ดูข้อมูลเบื้องหลังภาพยนต์เรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ >>> The Sound of Music, Unplugged (Part 1 of 2)

    Thumbnail

    เชิญฟัง >>>  the sound of music soundtrack part 1  และ  The Sound of Music Soundtrack Part 2

    ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวเมือง Salzburg 2 ครั้งสมัยที่เรียนหนังสือในยุโรป ในประเทศออสเตรียผู้คนและทางการใช้ภาษาเยอรมัน คำว่า Salz ในภาษาเยอรมันแปลว่า "เกลือ" ส่วนคำว่า "Burg" เป็นคำในภาษาเยอรมันที่มีรากศัพย์มาจากภาษาสันสกฤต คำว่า "บุรี" ซึ่งหมายถึง "เมือง" ดังนั้น Salzburg จึงหมายถึง "เมืองแห่งเกลือ"

    ในสมัยดึกดำบรรพ์บริเวณเมือง Salzburg เคยเป็นทะเลมาก่อน ครั้นเมื่อเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดเป็นแผ่นดิน แต่น้ำทะเลยังคงขังอยู่ตามแอ่งและถ้ำต่างๆ เมื่อเวลาผ่านไปน้ำทะเลที่ค้างอยู่นี้ก็ละเหย เกิดการตกผลึกของเกลือตามถ้ำต่างๆ ต่อมามีการทำธุรกิจเหมืองเกลือใหญ่โต และเป็นแหล่งท่องเที่ยวและทัศนศึกษาทางธรรมชาติที่น่าสนใจ บริเวณเมือง Salzburg และบริเวณใกล้เคียงนี้จึงมีเหมืองเกลือที่น่าสนใจมากมาย เราลองมาเยี่ยมชมเหมืองเกลือกันที่ Hallstatt จะเห็นผลึกเกลือ NaCl ก้อนใหญ่มหิมา เชิญชมที่นี่ครับ >>>  HALLSTATT - Going Down the Salt Mine

    Going Down the Salt Mine

    Thumbnail


ความคิดเห็นที่ 49

พิทยา
31 ม.ค. 2554 16:03
  1. ผมเองก็เป็ลูกศิษย์ของอ.กำธร อ.วิมล อ.พิจิตร อ.ประมวล อ.สุทัศน์ ที่ประสานมิตร ครับ ตอนที่เข้าไป(เมื่อปี 2514) เป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา ตอนจบออกมา(2518)เป็น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (รุ่นแรกที่ได้ปริญญาของมหาวิทยาลัย) ครับ เมื่อ 2  ปี ก่อน อาจารย์โชว์ท่านมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ผมยังได้ไปกราบสวัสดีท่าน ท่านก็ยังสุขภาพแข็งแรง และมีไฟในการถ่ายทอดความรู้เหมือนเดิมครับ

    ตอนนี้ค้นเจอรูปที่ผมไปร่วมการประชุมวิชาการของ ICASE ที่ สสวท. ซึ่ง อ.แขชนะเป็นผู้ดำเนินการเลยเอารูปมาฝากครับ จำได้แต่ อ.นิรันดร์ และ อ.แขชนะ นอกนั้นนึกไม่ออกแล้วครับ

    มีอีกรูปครับ

ความคิดเห็นที่ 53

แขชนะ
31 ม.ค. 2554 17:46
  1. รูปคนที่ยืนข้างอาจารย์พิทยาในวงกลมสีเหลืองคือ Prof.Alexander Fishman มาจากรัสเซีย

    [[215502]]

    ทำงานเป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ใน Kazan Federal University ที่เมือง Kazan เมืองหลวงของรัฐ Tatarstan ในรัสเซีย เรารู้จักและทำงานร่วมกันทางด้านฟิสิกส์ทัศนศาสตร์และเลเซอร์มาราว 16 ปีแล้ว ผมเคยเชิญมาอยู่เมืองไทยหลายครั้งแล้ว Alexander ก็ได้เชิญผมไปบรรยายที่เมือง Kazan หลายครั้งแล้ว Alexander พาผมไปนั่งเก้าอี้ในห้องบรรยายตรงที่ Gorky, Lenin และ Tolstoy เคยนั่งเรียน ผมกับ Alexander นั่งตรงที่นั่งประวัติศาสตร์นี้

    สำหรับอีกท่านหนึ่งในวงกลมสีฟ้านั้นคือ Prof.Dr.Luo Xingkai ที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วในความเห็นที่ 4 เป็นคนเชิญผมไปสอนหนัังสือให้นักศึกษาปริญญาโทที่ Guangxi Normal University ที่กุ้ยหลินเป็นปีที่ 6 แล้ว

    ถือโอกาสประชาสัมพันธ์เลยครับ

    วันที่ 4-7 กรกฎาคม 2554 นี้ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลับราชภัฏสวนสุนันทา, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จะร่วมกันจัดประชุมนานาชาติเรื่อง "Teaching Science and Mathematics using Toys and Hands-on Activities" ที่สวนนงนุช พัทยา Prof.Dr.Luo Xingkai ซึ่งได้รับรางวัลอาจารย์มหาวิทยาลัยดีเด่นแห่งชาติ จากรัฐบาลจีน เป็น Keynote speaker และมี Prof.Dr.Alexander Fishman มาร่วมจัด workshop ด้วย เตรียมตัวเสนอผลงานเป็นภาษาอังกฤษได้เลยครับ

    สนใจติดต่อ วิทยาลัยนานาชาติ ม.สวนสุนันทา โทร.0-2160-1193


ความคิดเห็นที่ 54

แขชนะ
1 ก.พ. 2554 00:03
  1. พี่สาวของผมเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลฝรั่งเศส สมัยที่พี่เรียนที่ฝรั่งเศสมีเพื่อนนักเรียนทุนที่รักและสนิทกันมากคนหนึ่งชื่อ Elizabeth มีชื่อเล่นว่า "Sissi" ตอนนี้มีครอบครัวอาศัยอยู่ที่กรุงเวียนนา พี่สาวผมวานให้ผมเอาของฝากจากเมืองไทยไปให้ เป็นโอกาสดีที่ "Sissi" และสามีของเธอพาผมไปเที่ยวรอบๆกรุงเวียนนาในช่วงเวลาสั้นๆ 1 วัน

    ชื่อฝรั่งมีชื่อที่นิยมเรียกเป็นชือ่เล่นคือ เรียก Elezabeth ว่า Sissi, Robert ชื่อเล่น Bob, William ชื่อเล่น Bill, Thomas ชื่อเล่นว่า Tom เป็นต้น

    ที่กรุงเวียนนามีพระราชวังที่สวยงามชื่อ พระราชวังเชินบรุนน์ (Schoenbrunn แปลเป็นภาษาไทยว่า น้ำพุที่งดงาม) เป็นพระราชวังฤดูร้อนของจักรพรรดินีอลิซาเบ็ธ หรือที่ใครๆเรียกพระองค์ว่า "Sisi" เป็นพระราชวังในสไตล์บารอคElisabeth of Bavaria  หรือ จักรพรรดินีแห่งออสเตรีย หรือ ราชินีแห่งฮังการี ซึ่งเป็นพระเหสีของจักรพรรดิ์ Franz Joseph I แห่งออสเตรีย ในยุคนั้นอาณาจักรออสเตรียและฮังการีรวมเป็นอาณาจักรเดียวกันเพราะการอภิเศกสมรสของสองพระองค์ เยี่ยมชมพระราชวังได้ที่นี่ครับ >>> SCHÖNBRUNN - Well of Beauty

    Thumbnail

    เมือทั้งสองพระองค์เสด็จสวรรคต พระศพของทั้งสองพระองค์ถูกนำมาไว้เคียงข้างในกรุงเวียนนา

    เรื่องราวของทั้งสองพระองค์ถูกนำมาถ่ายทำเป็นภาพยนต์เรื่อง Sissi ซึ่งมีอยู่ 3 ตอน แสดงนำโดย Romy Schneider

    อันที่จริงในวัยเยาว์ ใครๆเรียกพระองค์ว่า "Sisi" แต่ในหนังใช้ "Sissi" ตอนที่ผมเรียนที่เยอรมนี มีหนังชุดนี้ฉายทางโทรทัศน์ ผมอัดเทปแล้วทำเป็น DVD 3 ตอน เป็นภาษาเยอรมัน แต่ตอนหลังผมมาพบหนังชุดนี้ที่ร้านขายหนังสือตอนไปสอนหนังสือในมหาวิทยาลัยที่กุ้ยหลิน เป็น Version ภาษาอังกฤษและภาษาจีน เชิญชมหนังตัวอย่างได้ที่นี่ครับ >>>

    Thumbnail

    ,,Sissi" - Der Film - Romy Schneider 1/10


ความคิดเห็นที่ 55

แขชนะ
1 ก.พ. 2554 00:39
  1. อาจารย์จารุนีส่งผมไปประชุมที่เมือง Eger ประเทศฮังการี หลังจากไปค้างที่กรุงเวียนนา(Wien)เพื่อรอต่อเครื่องบิน วันรุ่งขึ้นผมก็ต่อเครื่องบินมาลงที่กรุง Budapest เมืองหลวงของฮังการี จากนั้นก็ต้องนั่งรถเมล์ต่อไปอีกร้อยกว่ากิโลเมตรกว่าจะถึงเมือง Eger ผมนั่งรถแท็กซี่ไปลงที่สถานีรถโดยสาร แล้วซื้อตั๋วรถโดยสารไปเมือง Eger รถโดยสารเป็นรถระหว่างเมืองซึ่งออกจะดูเป็น "บ้านนอก"มาก ผมกลัวลงที่เมือง Eger ไม่ถูกก็ถามชาวบ้านที่นั่งรถไปด้วย ลำบากมาก ชาวบ้านที่นั่งในรถส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ไม่มีใครในรถพูดภาษาอังกฤษได้เลย คุยกันไม่รู้เรื่อง ดูจากแผนที่น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง แต่ไปถึงคงจะเย็น ถ้าลงรถไม่ถูกคงลำบากแน่ พยายามเอาแผนที่ให้ดู เขาก็ตอบมาเสียยาวเหยียด ฟังภาษาฮังกาเรี่ยนไม่รู้เรื่องเลย กังวลใจมาก นั่งรถไปได้สักพักใหญ่ๆก็นึกได้ว่า สมัยก่อนนี้อาณาจักรออสเตรียและฮังการีเคยเป็นอาณาจักรเดียวกันเพราะจักรพรรดินี "Sisi" คนที่นี่น่าจะพูดภาษาเยอรมันได้ ผมก็ลองถามเป็นภาษาเยอรมัน เท่านั้นเอง คนในรถก็พูดภาษาเยอรมันกับผม หลายๆคนชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้แทบไม่ได้หยุดไปตลอดทาง เพราะเขาไม่ค่อยเจอคนเอเชียหัวดำนั่งรถเมล์ไปต่างจังหวัด ผู้คนที่นี่น่ารักอัธยาศัยดีมาก บอกทางให้ผมลง ร่ำลากันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม


ความคิดเห็นที่ 56

แขชนะ
1 ก.พ. 2554 21:25
  1. การประชุมที่ผมไปร่วมที่เมือง Eger ในครั้งนั้น เป็นการประชุมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโลก โดยเป็นการประชุมที่สืบเนื่องจากการประชุม United Nations Conference on Environment and Development (UNCED), Rio de Janeiro, 3-14 June 1992 การประชุมที่ Eger นี้เรียกว่าการประชุม Rio Follow-Up  จัดระหว่างวันที่  23-27 สิงหาคม 1994. เป็นการประชุมของ GIREP หรือ Groupe International de Recherche sur l'Enseignement de la Physique แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า International Research Group on Physics Teaching ร่วมกับ the International Centre for Theoretical Physics (ICTP) ที่เมือง Trieste และ รัฐบาลฮังการี

    ประธานในการประชุมในครั้งนั้นเป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงของฮังการีคือ Prof.George Marx ผู้มีบทบาททางการศึกษาฟิสิกส์ขององค์การ Internation Union Pure and Applied Physics (IUPAP) ผมได้มีโอกาสรู้จักและร่วมงานกับท่าน ท่านได้เชิญผมไปบรรยายในหลายประเทศ เช่น Teaching and Learning of Physics Education in Cultural Contexts The main theme of the upcoming ICPE-sponsored international conference on physics ..... by Janchai Yingprayoon และต่อมาท่านก็ได้พิจารณาให้เงินทุนผมจัดการประชุมทางการศึกษาฟิสิกส์ที่ สสวท. ดังจะได้กล่าวถึงในโอกาสต่อไป อ้างอิง >>>  Newsletter #32, Page1 This conference will be an opportunity for individuals who are rethinking ... Dr. Janchai Yingprayoon IPST 924 Sukhumvit Road Ekamai Bangkok 10110 Thailand ... www.physics.umd.edu/icpe/newsletters/n32.htm

     

    บทความที่น่าสนใจของ Prof.George Marx คือ  CONFLICTS AND CREATIVITY

    Fizikai Szemle 1999/5 - George Marx: CONFLICTS AND CREATIVITY

    kfki.hu


ความคิดเห็นที่ 57

แขชนะ
1 ก.พ. 2554 23:39
  1. ผมเริ่มทำงานที่ สสวท. ได้ไม่นานก็มีจดหมายเชิญให้ไปประชุมที่โอซาก้า เกี่ยวกับ Adult Education ในฐานะ Resource person ผมก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนเสนอชื่อผม แต่จดหมายจากกระทรวงมาด่วนที่สุด เหลือเวลาอีกเพียง 5 วัน คุณสุรีย์ เจ้าหน้าที่ธุรการของสสวท. (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นคุณพรหมศวรรณ) ได้ช่วยเหลือดำเนินการทำหนังสือเดินทางราชการและจัดการเรื่องวีซ่าเข้าญี่ปุ่นให้ผมอย่างเต็มใจและรวดเร็วมาก ผมไม่เคยลืมน้ำใจที่เธอช่วยเหลือผมคราวนั้น

    การประชุมคราวนั้นผมได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนใหม่จากประเทศจีน คือ ดร.ซุน ฉี (วงกลมสีเหลือง) และ คุณจาง (วงกลมสีฟ้า) ทั้งสองท่านมาจากหน่วยงานการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการของจีน ผมได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับกิจกรรมการศึกษานอกห้องเรียนจากประเทศต่างๆ ข้อมูลที่สำคัญและน่าสนใจผมได้จากประเทศจีนมาก เพราะมีความหลากหลายสูง

    ดร.ซุน ฉี (เสื้อขาวกระโปรงดำ) ขณะนั้นกำลังรอเดินทางไปเรียนต่อปริญญาเอกที่อเมริกาพร้อมกับสามีของเธอคือ ดร.ลิ่ว จุ่น (เสื้อลายสีน้ำเงิน) ซึ่งเป็นอาจารย์สอนภาษารัสเซียที่ Beijing Normal University ทั้งสองมีลูกสาว 1 คน ปัจจุบันทั้ง 3 คนอบยพไปอยู้ในอเมริกา ไม่ได้พบกันสิบกว่าปี ป่านนี้ลูกสาวคงเป็นสาวแล้ว ที่อยู่ถัดมาริมสุดคือคุณจางและภริยา ภาพนี้ถ่ายที่บ้านคุณจางที่ปักกิ่ง

    ระหว่างที่รอไปศึกษาต่อที่อเมริกา ผมได้ขอให้ ดร.ซุน ฉี มาช่วยงานผมที่ สสวท.เกี่ยวกับการศึกษาเปรียบเทียบการศึกษาวิทยาศาสตร์ในเอเชียและแปซิฟิก อีกทั้งช่วยในการเตรียมการจัดประชุมนานาชาติ ICASE ครั้งที่ 9 ที่ สสวท.เป็นเจ้าภาพ ผมทำโครงการขออนุมัติจากอาจารย์จารุนี ท่านก็อนุมัติให้ทำได้

    แม้จะไม่มีใครใน สสวท.สนใจในงานศึกษาชิ้นนี้สักคนเดียว แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อผมลาออกจาก สสวท.กลับใช้ประโยชน์อย่างมากจากข้อมูลเหล่านี้ ช่วยในการจัดอบรมครูและกิจกรรมวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน ลาว กัมพูชา มาเลเซีย บรูไน เนปาล สิงคโปร์ อินเดีย เกาหลี เป็นต้น ต้องขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์จารุนี อีกครั้ง ดังจะได้เล่าให้ฟังต่อไป


ความคิดเห็นที่ 58

แขชนะ
1 ก.พ. 2554 23:48
  1. ผมมีโอกาสศึกษาเรียนรู้ระบบการศึกษาของจีนโดยเริ่มต้นจากเอกสารข้างต้น ทำให้ต่อมาผมมีโอกาสไปอบรมครูวิทยาศาสตร์จีนในหลายๆเมือง ตัวอย่างเช่นแสดงดังรูป

     

    ที่เห็นในรูปบน ผู้อำนวยการโรงเรียนกำลังกล่าวแนะนำตัวผม สังเกตุป้ายต้อนรับสีแดงด้านหลัง ผมวงสีดำไว้ตรงชื่อของผมที่เป็นภาษาจีน (จงฉาย) ภาพล่างเป็นภาพที่ผมถ่ายบรรยากาศในโรงยิมของโรงเรียนก่อนเรื่มบรรยายซึ่งมีผู้ฟังราว 2000 คน

    ผมลองเข้าไปดูเว็ปของมหาวิทยาลัย ใน Blog ของครูจีนที่เช้ามาแสดงความคิดเห็น มีรูปให้ดูด้วยครับ http://xhxy.risechina.org/201011/3209.htm

    钟才博士:手脑并用的创意科学教学

    11月20日下午,在大学生学术报告厅,来自泰国的钟才(Janchai Yingprayoon)博士给本次研修班的学员们带来了一场创意科学教学的视听盛宴。

    整场报告中,钟才博 士用幽默的语言,精彩的互动实验,让在座的老师体会怎样进行创造性的教学。利用纸杯和细绳模拟发音、利用细绳和电动牙刷演示驻波、自制的简易留声机、酒精 枪、简易温度计、自制简易麦克风等一系列精彩巧妙、取材简易、富含创意的实验,使学员们沉浸其中,会场不时传出开心的笑声、由衷的掌声。

    张波/文;陶民/图

    钟才博士与学员做互动游戏

    自制的简易留声机

    酒精枪

    自制的一种简易温度计

    力的介绍

     

    试试看,奇怪的视觉效果

     

     

    演示自制简易麦克风

    钟才博士在演示实验

    钟才博士报告会现场座无虚席

     

    好精彩,好棒呦

    意犹未尽


ความคิดเห็นที่ 59

แขชนะ
1 ก.พ. 2554 23:59
  1. ตัวอย่างการอบรมครูและจัดกิจกรรมในประเทศต่างๆ ข้างบนเป็นการอบรมครูที่ประเทศเนปาล

     


ความคิดเห็นที่ 60

แขชนะ
2 ก.พ. 2554 00:16
  1. ช่วงเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ทุกๆ 2-3 เดือนผมต้องไปจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ให้ประเทศสิงคโปร์ ดูรายละเอียดที่นี่ครับ >>>  http://synergystexpedition.com.sg/category/events/teacher-programmes/

    หรือจัดแสดง Science Show  Download PDF form

    Dr Janchai's Fun Science Theatre

    Learning Science is fun and meaningful. To help your students appreciate how Science and technology impact our daily lives and environment, you need to constantly show them the connection of science education to the things around us. Our Science theatre aims to provide this link and help students to appreciate the learning of science.

    Science Show for Primary School Learning Science is fun and meaningful. To help your students appreciate how Science and technology impact our daily lives and environment, you need to constantly show them the connection of science education to the things around us. Our Science theatre aims to provide this link and help students to appreciate the learning of science. The session also aims to develop the attitudes necessary for scientific inquiry by showing them how science concepts have been employed in the making of commonly found things. Schools can choose from the following interesting topics that can be customised to different academic levels. Exploring Science Arround Us ♦ Discovering Energy Around Us ♦ Fun with Air and Presure ♦ Fun Exploration of Forces ♦ Electricity and Magnetts Dr Janchai’s Fun Science Theatre will be 1 ½ hours for Primary Schools and 2 hours for Secondary Schools. All science theatres will involve students with reasonable hands-on activities so schools do not need to worry that students will only be sitting down watching a show. All students will also get an interesting and customised activity booklet and a fun pack of materials!


ความคิดเห็นที่ 61

ครูไผ่
2 ก.พ. 2554 05:40
  1. 博士 = ดุษฎีบัณฑิต钟才 = จงฉาย钟才博士 = ดร.จงฉายประชากรจีนมีประมาณ 1,300 ล้านคน แต่มีแซ่อยู่เพียงประมาณร้อยแซ่ เนื่องจากชนรุ่นหลังมีผู้ให้กำเนิดและมีบรรพบุรุษซึ่งเป็นชนรุ่นแรกที่มีการตั้งแซ่ไว้ก่อนแล้วไม่มีใครเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ หรืออุบัติขึ้นเองโดยไม่มีผู้ให้กำเนิดจึงไม่มีการตั้งแซ่ขึ้นมาใหม่ ๆ กันอย่างหลากหลายตามใจชอบและคนเกาหลี เวียตนาม ก็มีแซ่ที่อยู่ในทำเนียบร้อยแซ่ของจีนเช่น ลียองเอ,   โฮจิมิน   (พยางค์แรกคือแซ่ เรียกแซ่ก่อนชื่อ)แซ่ 钟 (อ่านว่า จง ในสำเนียงจีนกลาง  อ่านว่า เจ็ง ในสำเนียงจีนแต่จิว) เป็นแซ่หนึ่ง ที่อยู่ในทำเนียบร้อยแซ่ครูไผ่แซ่ 李 (ออกเสียง หลี่ ในสำเนียงจีนกลาง  ลี่ ในสำเนียงจีนแต่จิว)  แซ่เดียวกับ ลียองเอ และกษัตริย์ในสมัย "ถัง"  จีนไม่นำแซ่ของกษัตริย์มาเป็นชื่อสมัย เพราะแซ่ของกษัตริย์มีอยู่ก่อนที่กษัตริย์องค์แรกของแต่ละสมัยจะขึ้นครองราชย์เช่น กษัตริย์ในสมัย "ถัง" แซ่หลี่กษัตริย์ในสมัย "แหยน" แซ่อะไรไม่ทราบ (เป็นชนเผ่ามองโกล คือ เจงกิสข่าน)กษัตริย์ในสมัย "หมิง" แซ่จูกษัตริย์ในสมัย "ชิง" แซ่อะไรไม่ทราบ (เป็นชนเผ่าแมนจู)   


ความคิดเห็นที่ 62

แขชนะ
2 ก.พ. 2554 18:17
  1. ผมได้รับเชิญให้ไปจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่บรูไน ชีวิตครูที่นี่ดูสบายๆไม่เร่งรีบ รถราบนถนนแล่นกันอย่างช้าๆ ไม่เร่งรีบเหมือนเมืองหลวงใหญ่ทั่วไป ผู้จัการประชุมพาผมไปชมสถานที่ต่างๆ รวมทั้งประราชวังของสุลต่านสองแห่ง เปรียบเทียบกันระหว่างก่อนพบบ่อน้ำมันและหลังจากพบบ่อน้ำมัน

    หลังการอบรม ผมมีโอกาสเดินซื้อของ มีของที่น่าสนใจมากมาย ราคาก็ไม่แพง ผมซื้อของมาเยอะ ผมบอกทางร้านค้าว่าผมมาจากต่างประเทศ จะซื้อของกลับบ้าน จะขอภาษีคืนตอนออกจากประเทศ ทางร้านค้าหัวเราะ แล้วบอกว่าที่บรูไนนั้นไม่ต้องเสียภาษี คนทำงานในประเทศนี้ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างของสุลต่าน ทำงานโดยไม่ต้องเสียภาษี

    ผู้จัดการประชุมพาผมไปเที่ยวนอกเมือง ผ่านบริเวณที่มีการขุดเจาะน้ำมัน เรามาแวะพักบริเวณใกล้สนามหญ้าแห่งหนึ่ง ที่น่าสนใจมากคือ บริเวณนั้นมีรถตัดหญ้าทำงานอยู่ ฝูงนกกระยางฉลาดมาก ยืนรออยู่ริมทางที่รถตัดหญ้าแล่นผ่าน ขณะที่รถตัดหญ้าแล่นผ่าน พวกแมลงหรือตั๊กแตนจะกระโดดออกมาจากหญ้า นกกระยางพวกนี้ก็จะจับแมลงกินอย่างสบายๆไม่ต้องเที่ยวได้เดินหา


ความคิดเห็นที่ 63

แขชนะ
2 ก.พ. 2554 23:37
  1. ผมไปอบรมครูลาวที่เวียงจันทน์ และสังเกตการณ์ในห้องเรียน รู้สึกว่าครูและนักเรียนลาวโดยเฉลี่ยทั่วไปกล้าพูดกล้าแสดงออกมากกว่าครูและนักเรียนไทยที่ผมเคยสอนหรือทำการอบรมมามาก ท่านอธิบดีกรมสามัญศึกษาของลาวท่านเล่าให้ฟังว่า ครูลาวต้องมีการเข้าสัมมนาประเมินตนเองและถูกประเมินบ่อยๆ และมีการปรับปรุงวิธีการคิดตลอดเวลา

    เชิญฟังเสียงตัวอย่างในชั้นเรียนที่นี่ครับ >>> {[222809]}


ความคิดเห็นที่ 65

NpEdu
3 ก.พ. 2554 10:19
  1. ติดตามอ่านอยู่แต่ไม่มีความรู้ที่จะร่วมแจมได้ช่วยบรรยายภาพใน คห.58 เป็นภาษาไทยได้ไหมครับ(ว่ากำลังทำอะไรอยู่)


ความคิดเห็นที่ 66

แขชนะ
4 ก.พ. 2554 00:44
  1. ขอขยายความในความเห็นที่ 58 ตามคำขอครับ

    กิจกรรมเกี่ยวกับการสังเกต เปิดการบรรยายเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ผู้ฟังอยากฟังการบรรยายต่อไป

    การสาธิตเครื่องอัดแผ่นเสียงแบบเอดิสัน ดังที่เคยพูดถึงในความเห็นที่ 8

    [[45214]]

    การสาธิตปืนแอลกอฮอล์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ >>>  http://www.vcharkarn.com/vcafe/99334

    การทดลองสาธิตการสร้างเทอร์โมมิเตอร์อย่างง่าย

    เทอร์โมมิเตอร์เป็นเครื่องมือวัดอุณหภูมิ เราสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความร้อนโดยอาศัยการวัดการ เปลี่ยนแปลงของปริมาณทางกายภาพต่างๆ เช่น ความยาวของวัดถุจะเปลี่ยนแปลงไปเมื่อวัตถุนั้นมีอุณหภูมิเปลี่ยนไป อากาศจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน ลวดโลหะจะยาวขึ้นเมื่อลวดมีอุณหภูมิสูงขึ้น แต่วัสดุบางชนิดเช่นโพลิเมอร์ หรือหนังสติ๊กจะหดสั้นลงเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้น

    เราสามารถสร้างเทอร์โมมิเตอร์อย่างง่ายได้โดยอาศัยวัสดุราคาถูกที่สามารถ หาได้ง่ายรอบๆตัว ได้แก่ ตะเกียบไม้ 1 คู่ เทปกาว หลอดกาแฟ เข็มหมุด หนังสติ๊ก และไม้ขีดไฟ ใช้เทปกาวพันรอบแท่งตะเกียบคู่นี้ 3 ช่วง นำหนังสติ๊กมาคาดกลางระหว่างตะเกียบคู่นี้ ดังแสดงในรูป ตัดหลอดกาแฟให้ยาวประมาณ  2 นิ้ว เอาเข็มหมุดมาเสียบที่บริเวณกึ่งกลางหลอดกาแฟโดยให้ปลายแหลมโผล่ออกมาเล็ก น้อย แล้วนำเข็มหมุดไปสอดไว้ใต้เส้นหนังสติ๊กบริเวณเทปกาว

    ถ้านำเปลวไฟมาใกล้หนังสติ๊ก หนังสติ๊กจะร้อนขึ้นและหดตัว เป็นผลทำให้เข็มหมุดที่วางอยู่ใต้หนังสติ๊กหมุนตัวตาม และทำให้หลอดกาแฟบิดตามด้วย อุณหภูมิของหนังสติ๊กสูงขึ้นมาก หลอดกาแฟก็จะบิดมาก อุณหภูมิของหนังสติ๊กสูงขึ้นเล็กน้อย หลอดกาแฟก็จะบิดไปเล็กน้อย นี่คือหลักการอย่างง่ายในการสร้างเทอร์โมมิเตอร์ หลอดกาแฟจะทำหน้าที่เป็นเข็มชี้วัดอุณหภูมินั่นเอง

    การทดลองสาธิตเกี่ยวกับอากาศโดยใช้ลูกฌป่งขนาดยักษ์ และการสาธิตเกี่ยวกับการหมุนของลูกข่าง

    สาธิตเกี่ยวกับปรากฏการณ์ Parallax และการมองเห็นภาพที่มีความลึก เอานิ้วชี้สองนิ้วมาชนกันและให้อยู่ห่างจากตาของเราประมาณ 1 ฟุต ให้มองไปที่ข้างๆปลายนิ้ว แต่ไม่ใช่โฟกัสที่นิ้ว สักครู่หนึ่งจะเห็นคล้ายๆ "ไส้กรอก" ลอยอยู่กลางอากาศ ดังแสดงในรูป ที่เป็นดังนี้เพราะ คนเรามีสองตามองคนละมุม ภาพที่เห็นเหลื่อมซ้อนกันนั้นคือส่วนที่คล้ายไส้กรอกนั่นเอง หากเราหลับตาข้างหนึ่ง ก็จะไม่สามารถเห็นปรากฏการณ์นี้

    การทดลองที่สนุกๆเกี่ยวกับ Parallax สามารถทำได้โดยใช้รูปถ่ายของตัวเราเอง หรือของใครก้ได้ เจาะบริเวณลูกตาออกให้เป็นช่องว่าง จากนั้นเขียนตาขึ้นมาใหม่บนกระดาษขาวแล้วพับให้เป็นรูป "ตัว U" เอาไปติดด้านหลังของรูป ให้ลูกตาดำที่เขียนขึ้นใหม่อยู่ตรงช่องลูกตาที่เราเจาะออก  จะเห็นได้ว่า ช่องที่เราเจาะออก และภาพของลูกตาที่เราเขียนขึ้นใหม่ อญุ่ห่างกันประมาณ 3 มม. ดังนั้นเมือ่เรามองไปที่ช่องลูกตาที่เจาะออกจากตำแหน่งที่ต่างกัน เราจะมองเห็นราวกับว่าลูกตาดำที่เขียนขึ้นใหม่มีการย้ายที่ เพราะปรากฏการณ์ Parallax ดังแสดงในรูป

    เมื่อทำเสร็จแล้วหันรูปไปทางซ้าย-ขวา ก็จะดูคล้ายๆกับว่ารูปนั้นเหลียวมองผู้สังเกตตลอดเวลา หรือหันขึ้น-ลง ก็จะดูเหมือนรูปเหลียวมองขึ้น-ลงตามด้วย

    สาสธิตการสร้างไมโครโฟนอย่างง่ายจากหม้อ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ >>>> http://www.vcharkarn.com/vcafe/117111

    สาธิตเกี่ยวกับประจุไฟฟ้าสถิตโดยใช้เครื่อง Van de Graaff generator ขนาดกระเป๋าหิ้วที่ผมสร้างขึ้นเอง เด็กนักเรียนหญิงคนสวมเสื้อสีชมพูกำลังทดลอง สักพักหนึ่งผมจะฟูขึ้นมา


ความคิดเห็นที่ 67

แขชนะ
5 ก.พ. 2554 04:11
  1. การที่ผมได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมต่างๆในประเทศจีนหลายๆครั้งหลายปีที่ผ่านมานี้ ต้องขอขอบคุณข้อมูลต่างๆจาก ดร.ซุน ฉี และ ดร.ลิ่ว จุ่น สองสามีภรรยา เพื่อนชาวจีนของผม

    ทั้งสองเล่าว่า อันที่จริงแล้วเขาไม่ใช่คนปักกิ่ง แต่เกิดที่ฮาร์บิ้น แล้วย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่ง เมืองฮาร์บิ้นเป็นเมืองในมณฑลเฮยหลงเจียง (แปลว่าแม่น้ำมังกรดำ) อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศจีน อยู่ติดรัสเซียและเกาหลีเหนือ เชิญชม Video แนะนำเมืองฮาร์บิ้นที่นี่ครับ

    เมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิ้น ตอนที่ 1

    Thumbnail

    เมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิ้น ตอนที่ 2

    Thumbnail

    เมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิ้น ตอนที่ 3

    Thumbnail

    ผมได้มีโอกาสไปเยือนฮาร์บิ้น มีอะไรต่างๆที่น่าสนใจมากมาย รวมทั้งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่น่าสนุกตื่นเต้น จะค่อยๆทะยอยเล่าให้ฟังครับ


ความคิดเห็นที่ 68

แขชนะ
5 ก.พ. 2554 12:34
  1. หากจะมาเที่ยวฮาร์บิ้น ผู้คนมักจะมากันในฤดูหนาว จะมีเทศกาลแกะสลักน้ำแข็งเป็นกำแพงและรูปปั้นต่างๆอย่างงดงาม อุุณหภูมิติดลบเอามากๆเลย อาจถึง -30 เซลเซียสก็ยังมี ไอสกรีมแท่งเอามาวางขายกันบนโต๊ะโดยไม่ต้องใช้ตู้แช่แข็ง เพราะอุณหภูมิภายนอกติดลบยิ่งกว่าตู้แช่แข็งเสียอีก


ความคิดเห็นที่ 69

แขชนะ
6 ก.พ. 2554 00:04
  1. ที่เมืองฮาร์บิ้นในฤดูหนาว น้ำในแม่น้ำลำคลองกลายเป็นน้ำแข็งหมด เวลาหายใจหรือพูดออกมา ไอน้ำในลมหายใจจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็กๆ มองเห็นเป็นควันขาว

    อากาศที่นี่หนาวเย็นกว่าเมืองอูรุมฉี เมืองหลวงของมณฑลซินเจียงที่ผมเคยไปเยือนเมื่อ 3 ปีก่อน ผมเอาเทอร์โมมิเตอร์อิเล็คทรอนิกส์ไปวัด อ่านค่าได้ -16.5 องศาเซลเซียส สิ่งที่เหมือนในสองเมืองนี้คือ ไอสกรีมแท่งที่วางขายกัน ก็วางบนโต๊ะเลยโดยไม่ต้องใช้ตู้แช่แข็ง 


ความคิดเห็นที่ 70

แขชนะ
6 ก.พ. 2554 11:46
  1. ในช่วงเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมต้องเดินทางไปร่วมกิจกรรมในประเทศจีน ปีละไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ราวเดือนกรกฏาคม-สิงหาคม ผมไปร่วมและบรรยายในงานประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจีน ตามคำเชิญของ Cheng Donghong ดังที่เคยกล่าวถึงในความเห็นที่ 14 ช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม ผมจะต้องไปจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์และสอนนักศึกษาปริญญาโท ที่ Guangxi Normal University ตาม Contract ที่ทำไว้กับมหาวิทยาลัย ตามคำเชิญของ Prof.Dr.Luo Xingkai ในความเห็นที่ 4

    หลังการสอนช่วงปีใหม่ Prof.Luo มักจะจัดให้ผมได้ไปทัศนศึกษาตามเมืองต่างๆของจีน โดยอาศัย Travel agency ที่มีศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดการ ซึ่งสะดวกและได้ราคาถูก ตอนที่ผมไปเมืองฮาร์บิ้น ผมเดินทางจากกุ้ยหลิน ซึ่งอากาศหนาวไม่มากราวๆ 5-6 องศาเซลเซียส สังเกตเสื้อผ้าของผู้โดยสาร ขณะที่เครื่องบินขึ้น ผมใช้โทรศัพท์มือถือวัดมุมที่ลำตัวทำมุมกับแนวนิ่งเป็นมุม 72 องศา เครื่องบินไปลงที่กว่างโจว รอต่อเครื่องไปเมืองต้าเหลียน พักรับผู้โดยสารแล้วบินต่อไปยังฮาร์บิ้น ดังแสดงในรูป

    ตอนที่ไปถึงเมืองต้าเหลียนฟ้ามืดแล้ว หิมะเริ่มตกปรอยๆ ผมใช้กล้องถ่ายรูปแต่แสงไม่ค่อยมี ภาพเลยไหวไม่ค่อยชัด เพราะเมื่อแสงน้อย ความเร็วของชัตเตอร์ก็จะนานขึ้น เนื่ีองจากตั้งการถ่ายแบบอัตโนมัติ ผมสังเกตดูภาพของหลอดไฟที่ลากไปเป็นทางยาว จะเห็นเป็นจุดๆของดวงไฟที่เกิดจากไฟฟ้ากระแสสลับ 50 Hz ผมได้ความคิดสนุกๆ เอาภาพที่ถ่ายได้มาตัดตรงรูปพลอดไฟที่ลากไปเป็นทางยาว แล้วนับจำนวนจุด หรือความถี่ของการกระพริบ ดังแสดงในรูป จะพบว่ามีจำนวน 60 จุด ถ้านับได้จำนวน 100 จุด แสดงว่าชัตเตอร์เปิดหน้ากล้อง 1 วินาที แต่ถ้าได้ 60 จุด แสดงว่าชัตเตอร์เปิดหน้ากล้อง 60/100 วินาที

    เมื่อไปดูข้อมูลที่บันทึกไว้ที่ตัวกล้อง พบว่ามีการตั้งค่าความเร็วชัตเตอร์ไว้ที่ 1/1.6 วินาที หรือเท่ากับ 60/100 วินาที ซึ่งตรงกับข้อมูลที่ได้จากภาพถ่ายและเทียบกับไฟฟ้ากระแสสลับ 50 Hz

    ภาพบนเป็นบรรยากาศที่ห้องผู้โดยสารขาออกที่สนามบินฮาร์บิ้น (ขากลับ) ช่วงขามา มองลงมาดูที่พิ้นดินเห็นหิมะปกคลุมพื้นดินขาวไปหมด มาถึงอาร์บินราว 5 ทุ่มกว่าๆ

    ภาพบนเป็นบริเวณสายพานรับกระเป๋า ภาพล่างเป็นบริเวณหน้าสนามบินฮาร์บิ้นตอนกลางวัน มีการเอาก้อนน้ำแข็งมาทำเป็นกำแพง ภายในประดับด้วยหลอดไฟหลากสี ถนนหน้าสนามบินมีน้ำแข็งปกคลุมใสเป็นเงา แต่อันตรายมาก เวลาเดินต้องระวัง ไม่งั้นจะล้มหงายหลังเอาได้ง่ายๆ


ความคิดเห็นที่ 71

นิรันดร์
6 ก.พ. 2554 15:10
  1. ผมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับหลอดไฟกระพริบว่าเขาใช้หลอดไฟชนิดใด ภาพที่ปรากฏจึงกระพริบได้เป็นหลอดแก๊สหรือหลอดฟลูออเรสเซนต์หรือ LED หรือ ?หากเป็นหลอดประเภทไส้ร้อน ไม่น่าจะกระพริบ


ความคิดเห็นที่ 72

แขชนะ
7 ก.พ. 2554 02:51
  1. จากคำถามของอาจารย์นิรันดร์

    ภาพที่ถ่ายที่สนามบินวันนั้น หลอดไฟริมทางอยู่ไกล และหิมะก็ตก มองไม่ค่อยชัดครับ แต่ผมก็มาทดลองเองที่บ้าน โดยใช้เครื่องมือที่ใช้แทนออสซิลโลสโคป คือเครื่อง Data logger ที่ทาง สสวท.ส่งไปให้โรงเรียนในโครงการ พสวท.ยุคแรกๆ เครื่องที่ว่านี้ก็คือ เครื่องคำนวณเชิงกราฟของ Texas Instruments – TI 84 Plus ที่เชื่อมต่อกับ Datalogger พร้อมหัววัดแสง สำหรับบันทึกค่าแล้วส่งไปแสดงผลเป็นกราฟ (ดังแสดงในรูป) วิธีการก็คือตั้งโปรแกรมให้ทำการเก็บข้อมูลแสงจากหลอดไฟแบบต่างๆ เป็นช่วงๆ นำหัววัดแสงไปวางไว้ใกล้กับแหล่งกำเนิดแสงแบบต่างๆ บันทึกค่าความเข้มของแสงกับเวลาเป็นช่วงๆ

    ผลการทดลองปรากฏว่า หลอดมีไส้เมือ่ใช้กับไฟบ้านกระแสสลับก็จะให้แสงกระพริบครับ ดูรูปทางซ้าย รูปขวาบนแสดงให้เห็นว่าหลอด Fluorescent ไม่ว่าจะเป็นแบบธรรมดาหรือแบบประหยัดไฟก็จะให้แสงกระพริบเมื่อใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ ส่วนรูปล่างขวา ใช้หลอดบรรจุแก๊สนีออน ไฟจะติดสลับขั้ว เมื่อวัดความเข้มแสงก็จะได้กราฟของไฟกระพริบแบบเดียวกัน ผมลองใช้สโตรโบสโคปอย่างง่ายที่ทำจากกระดาษแข็ง(ดูรูปข้างล่าง)มาใช้ส่องดูก็จะเห็นปรากฏการณ์กระพริบนี้ครับ

    [[77470]]

    ผมขอขอบคุณบริษัทต่อไปนี้ที่ให้ขอยืมเครื่องมาทดลอง ผู้สนใจเครื่องนี้อาจลองติดต่อสอบถามที่ บริษัท โอเพ่นเทค จำกัด ( www.opentech.co.th ) 1168/105 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ ชั้น 35 ถ.พระราม 4, สาทร กทม.10120 โทร.02-679-8008, Fax:02-285-5040


ความคิดเห็นที่ 73

แขชนะ
7 ก.พ. 2554 22:05
  1. เพื่อนสมาชิกที่ทำงานโครงการ พสวท.ตามโรงเรียนต่างๆที่มีเครื่องคำนวณเชิงกราฟของ Texas Instruments – TI 84 Plus ที่เชื่อมต่อกับ Datalogger CBL และ CBR สามารถทำกิจกรรมทดลองสนุกๆอื่นๆได้อีก เช่น 

    [[81968]]เชิญคลิกเข้ามาดูที่นี่ได้เลยครับ >>>

    http://www.vcharkarn.com/vcafe/140325  


ความคิดเห็นที่ 75

แขชนะ
11 ก.พ. 2554 02:23
  1. ผมพยายามเข้ามาเขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับฮาร์บิ้นต่อ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะอยู่ในต่างประเทศ เข้าในเว็ปวิชาการ.คอมยากเย็นแสนเข็ญ ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ผมไปทำกิจกรรมที่สิงคโปร์ 2 กิจกรรมคือ การอบรมครูวิทยาศาสตร์ระดับประถมของโรงเรียน Bukit Panjang Primary School

    ครูในหมวดวิทยาศาสตร์ที่เข้ารับการอบรมมีประมาณ 40 คน เมื่อปีกลายนี้ ครูของโรงเรียนนี้ 1 ท่านมีโอกาสเข้ารับการอบรมในกิจกรรมของผม รู้สึกพอใจจึงทำเรื่องเสนอให้ทางโรงเรียนจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ทั้งโรงเรียน

    กิจกรรมที่สองคือ การแสดง Science Show ให้กับนักเรียนโรงเรียน Cedar Girls' Secondary School ในรูปข้างบน จำนวน 320 คน ใช้เวลา ชั่วโมงครึ่งในหัวข้อ "Energy around Us"

    การแสดงทางวิทยาศาสตร์นี้จัดในโรงพละขนาดใหญ่ มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ นักเรียนแต่ละคนจะได้รับเอกสารความรู้ ใบงานคำถามเพื่อประเมินผล และชุดอุปกรณ์ทดลองประกอบการแสดง เอกสารถูกรวมเป็นเล่มมีขนาดครึ่งหนึ่งของ A4 จำนวน 12 หน้า ดังแสดงเป็นตัวอย่างบางหน้าในรูปข้างบน รูปล่างซ้ายเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับพลังงานจลน์ โดยอาศัยลูกโป่งขนาดยักษ์ เป่าให้ใหญ่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเมตรกว่า ผมซื้อที่ร้านลูกโป่งในกรุงเทพ ราคาลูกละ 120 บาท ส่วนรูปขวาเป็นกิจกรรมพลังงานจลน์ของการหมุน ซึ่งใช้บูมเมอแรงกระดาษแข็ง นักเรียนทุกคนจะได้รับแจกและร่วมเล่นในกิจกรรม เมื่อขว้างไปแล้วจะกลับมาได้ โดยไม่ต้องอาศัยลม แต่อาศัยหลักการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมเชิงมุมอันเนื่องมาจากแรงดึงดูดของโลก ดังแสดงในรูปล่าง (กิจกรรมนี้ไปทำในอวกาศไม่สำเร็จเพราะอยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก)

    กิจกรรมในรูปข้างล่างนี้เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับพลังงานเสียง โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ "เสียงก้อง" อาศัยถ้วยพลาสติกหรือถ้วยกระดาษ 2 ใบและลวดสปริงอ่อนที่เชื่อมต่อถ้วยทั้งสอง เวลาพูดเสียงจะมีการเคลื่อนที่ในสปริงที่สั่นไปมา เกิดเป็นเสียงก้องดังออกมาจากถ้วย

    เชิญฟังเสียงตัวอย่างจากอุปกรณ์ที่ใช้แสดงได้ที่นี่ครับ  >>> {[222811]}


ความคิดเห็นที่ 76

แขชนะ
11 ก.พ. 2554 02:41
  1. กิจกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักเรียนและครูมากอีกกิจกรรมหนึ่งเกี่ยวกับพลังงานก็คือ "กิจกรรมวิทยาศาสตร์ของพลังงานเสียง" ใช้ถ้วยกระดาษ เส้นเชือกเส้นเล็กๆ และไม้จิ้มฟัน สามารถให้กำเนิดเสียงที่เลียนเสียงสัตว์ต่างๆ เช่น เสียงไก่ เสียงกบ เสียงตุ๊กแก เสียงแมว และอื่นๆอีกหลายแบบ หรือแม้แต่เสียงพูดของคนเราได้ เรียกเสียง "ฮา" ได้อย่างมากทีเดียว

    เชิญทดลองฟังเสียงตัวอย่างของเสียงแมวที่ใช้ถ้วยกระดาษได้ที่นี่ครับ >>> {[222812]}


ความคิดเห็นที่ 77

แขชนะ
11 ก.พ. 2554 02:46
  1. เชิญทดลองฟังเสียงตัวอย่างของเสียงตุ๊กแกที่ใช้ถ้วยกระดาษได้ที่นี่ครับ >>> {[222813]}


ความคิดเห็นที่ 78

แขชนะ
11 ก.พ. 2554 02:50
  1. เชิญทดลองฟังเสียงตัวอย่างของเสียงแม่ไก่ที่ใช้ถ้วยกระดาษได้ที่นี่ครับ >>> {[222814]}


ความคิดเห็นที่ 79

Ouroboros
11 ก.พ. 2554 10:10
  1. คงเป็นการเรียนการสอนที่สนุกมากทีเดียวดีใจที่มีผู้ใช้ประโยชน์จากการแนบไฟล์เสียงเพิ่มขึ้นครับ


ความคิดเห็นที่ 80

แขชนะ
14 ก.พ. 2554 01:21
  1. ผมต้องกราบขอบคุณอาจารย์จารุนี ที่ให้โอกาสผมสร้างกิจกรรมใหม่ๆในสสวท.ในช่วงที่ท่านเป็นผู้อำนวยการ จากสิ่งที่ผมไม่เคยรู้และมีประสบการณ์มาก่อน จนทำให้ผมได้มีงานใหม่ๆที่สนุกๆตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ คือการจัดการอบรมการแสดงทางวิทยาศาสตร์ (Science Show) โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดอบรมบุคลากรของศูนย์วิทยาศาสตร์หรือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์หลายแห่งในประเทศมาเลเซียได้ติดต่อให้ผมไปอบรมบุคลากรประจำทุกปี เมือ่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาก็ได้ไปจัดบรรยายและอบรมบุคคลากรที่ National Science Museum 2 ครั้ง >> http://www.psn.gov.my/en/default.htm

    และที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ Petrosains ที่กัวลาลัมเปอร์อีก 1 ครั้ง >>> http://www.petrosains.com.my/

    ขอถือโอกาสนี้ประชาสัมพันธ์ข่าวของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา นครราชสีมาด้วยเลยครับ >>>>

    ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครราชสีมา จัดการอบรมเชิงปฎิบัติการสอนวิทยาศาสตร์อย่างสนุกและคิดเชิงสร้างสรรค์  วันที่ 16-17 มีนาคม  พ.ศ.2554  ณ โรงแรมเฮอร์มิเทจ รีสอร์ท  วิทยากร โดย ดร.จันทร์ชัย  หญิงประยูร สอบถามรายละเอียดที่ อ.สุบิน  ผลอนุรักษ์วงศ์  โทร.086-2648852 หรือ 0-4441-6985 โทรสาร 0-4441-6983

     ดาวน์โหลดรายละเอียดเอกสาร

    แผนที่เดินทางไปโรงแรมเฮอร์มิเทจ

     


ความคิดเห็นที่ 81

แขชนะ
16 ก.พ. 2554 03:34
  1. กลับมาคุยกันถึง เมืองน้ำแข็ง ฮาร์บิ้น ตอนที่ 1 ต่่อนะครับ

    http://www.youtube.com/watch?v=UnBcw7hMxdI&feature=relatedเราจะเห็นได้ว่าเมืองฮาร์บิ้นนั้นมาความสำคัญในอดีตในฐานะที่เป็นเมืองที่เชื่อมความเจริญและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก โดยอาศัยการเดินทางที่สะดวกด้วยรถไฟสายทรานไซบีเรีย แต่เดิมเมืองฮาร์บิ้นเป็นเพียงหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆที่ไม่มีความสำคัญอะไร แต่หลังจากที่เกิดการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซีย คนต่างชาติรุ่นแรกๆที่เข้ามาอยู่ในเมืองฮาร์บิ้น ก็คือชาวรัสเซียที่ลี้ภัยสงครามกลางเมืองนั่นเอง

    ต่อมาเมื่อมีการสร้างทางรถไฟทรานไซบีเรีย พวกรัสเซียก็เข้ามาสร้างทาง ชาวรัสเซียจำนวนมากอพยบมาอยู่อย่างถาวร ดังนั้นตึกรามบ้านช่องในเมืองฮาร์บิ้นจึงเป็นแบบรัสเซีย หรือเป็นแบบยุโรป การเลื่อนที่ทางวัฒนธรรมเกิดขึ้นมากมายรวมทั้งความเชื่อทางศาสนา มีโบสถ์จำนวนมากที่สร้างแบบรัสเซียคือมีโดมรูป"หัวหอม" จนมีคนจำนวนมากให้สมญานามเมืองฮาร์บิ้นว่าเป็นเมือง "ปารีสแห่งตะวันออก"

    ถนนสายหลักที่ถูกสร้างขึ้นราวๆปี ค.ศ.1900 เป็นถนนคนเดินที่อยู่ใจกลางเมือง ผู้คนเดินกันคึกคักทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นถนนที่นักท่องเที่ยวรู้จักกันในชื่อ "Central Street" มีร้านรวงและห้างสรรพสินค้ามากมาย ยามค่ำคืนในฤดูหนาวมีการนำน้ำแข็งมาแกะสลักเป็นรูปร่างต่างๆ เช่นตัวการ์ตูนในเทพนิยาย และประดับภายในด้วยหลอดไฟหลากสี แลดูงดงามน่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่งเมื่อเดินเล่นในยามค่ำคืน


ความคิดเห็นที่ 82

แขชนะ
17 ก.พ. 2554 02:32
  1. ผมว่าจะเล่าเรื่องฮาร์บิ้นต่อ แต่ก็มีเรื่องอีกเรื่องหนึ่งที่อยากเล่าให้ฟังก่อน คือ วันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2554 นี้มีการประชุมสัมมนาทางวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี เรื่ออง “โรงเรียนมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล” ของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย  ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์  จังหวัดอุบลราชธานี

    ผมมีโอกาสไปบรรยายให้นักศึกษาปริญญาตรี-โท ของภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  หลังการบรรยาย ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาตใต้ อาจารย์ปิยะ ชนะศักดิ์ ชวนผมมาร่วมกิจกรรมทางวิชาการและประชาสัมพันธ์การประชุมนานาชาติที่เราจะจัดในวันที่ 4-7 กรกฏาคม ศกนี้  ซึ่งโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาตใต้จะร่วมกับวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทาร่วมกันจัดที่สวนนงนุช เนื่องจากผมเป็นกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้ การประชุมเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์โดยเป็นการลงทะเบียนทั้งวัน มีร่วมประชุมราว 2500 คนจากทั่วประเทศ วันที่ 16 กุมภาพันธ์จึงเริ่มกิจกรรมจริง พิธีเปิดโดย ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี แต่เนื่องจากเครื่องบินโดยสารมีเหตุขัดข้องจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรายการ โดยท่านประทานจะเปิดในตอนบ่าย 13.00 น.แทน หลังพิธีเปิดจะเป็นการมอบโล่ผู้บริหารดีเด่น  และตามด้วยการบรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล”

    มีสิ่งที่น่าสนใจที่ผมสังเกตเห็นก็คือ  เมื่อเวลา 13.00น.พิธีกรได้ประกาศเรียกผู้บริหารเข้าห้องประชุมอยู่นาน ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ ผู้บริหารจำนวนมากยังคงเยี่ยมชมบูธของห้างร้านขายอุปกรณ์การศึกษาที่เปิดแสดงในงาน บางคน ออกไปรับประทานอาหารข้างนอกยังไม่กลับมา บางคนวิ่งเต้นติดต่อรถไปเที่ยวในจังหวัดอุบลฯ บางคนก็วิ่งเต้นหาทัวร์ไปเที่ยวลาว จนกระทั่งห้างร้านต่างๆร่วมกันช่วยประกาศว่าถึงเวลาพิธีเปิดแล้ว ของความกรุณาผู้บริหารเข้าห้องประชุม จนในที่สุดไม่มีคนเข้าห้องประชุมอีกแล้ว ผมสังเตดูด้วยสายตาพบว่ามีผู้เข้าร่วมพิธีในห้องประชุมเพียงร้อยละ 20ของผู้ลงทะเบียนราว 2500 คน ดังแสดงในรูป

    หลังพิธีเปิดและมอบโล่รางวัลแล้ว ท่านองคมนตรีขอกล่าวพิเศษย้ำว่า ให้ผู้บริหารเน้นเรื่องการพัฒนาคนมากกว่าการสร้างอาคารสถานที่ที่โอ่โถงหรูหรา เมื่อเสร็จพิธีเปิดก็มีผู้ลุกออกไปนอกห้องอีกเป็นจำนวนมาก เหลือผู้ฟังการบรรยายพิเศษซึ่งเป็นหัวข้องสำคัญของการประชุมอยู่เพียงไม่ถึงร้อยละ 20 ดังรูป

    ผมดูกำหนดการแล้วเห็นว่าการบรรยายกินเวลาถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ จึงนั่งฟังกับ ผู้อำนวยการ ปิยะ ชนะศักดิ์ตลอดการบรรยาย การบรรยายเริ่มต้นด้วยการเกริ่นนำความเป็นมาพื้นฐานก่อนที่เราจะพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล  โดยอาจารย์สุชาติ วงศ์สุวรรณ ที่ปรึกษาสพฐ.

    ท่านพูดถึงสิ่งที่ผู้นำการศึกษาควรปฏิบัติ และตามด้วยเนื้อหา 5 ข้อของการบรรยายคือ สังคมในอนาคตไปทางไหน ประเทศไทยเป็นอย่างไร ปฏิรูปอะไร หลักสูตรรองรับได้แค่ไหน และสุดท้าย ปัจจัยของความสำเร็จคืออะไร ผมได้เรียนรู้จากผู้รู้ในวงการศึกษาอย่างมาก ผมชื่นชมกับความพยายามเตรียมการบรรยายของท่านมาอย่างดี ผมไม่มีสมุดจดบันทึกเพราะไม่ได้เตรียมมาประชุมที่นี่ จึงได้แต่ถ่ายภาพจากจอโดยใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือ จึงทำให้ผมเก็บรายละเอียดต่างๆได้พอสมควร ท่านวิทยากรได้บรรยายโดยดำเนินเรื่องอย่างน่าติดตาม ความจริงหลายอย่างถูกนำมาตีแผ่จนรู้สึกเป็นห่วงการศึกษาของเยาวชนของชาติเป็นอย่างยิ่ง ปัญหาหลายอย่างเป็นปัญหาที่ต่อเนื่องเหมือนงูกินหาง ผมรู้สึกเป็นห่วงเมื่อเห็นผมสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทย และยิ่งไปกว่านั้นยังมีเด็กด้อยโอกาสอีกมากที่ผู้บริหารยังมองไม่เห็นหรืออาจไม่ใส่ใจ ระหว่างการบรรยายผมสังเกตเห็นผู้อำนวยการหลายท่านนั่งหลับ (อันที่จริงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกเหมือนกัน แต่ไม่กล้าเอามาให้ดู)  ผู้อำนวยการโรงเรียนสองท่านที่นั่งข้างหลังผม ถอนหายใจหลายครั้ง มีอยู่ท่านหนึ่งพูดออกมาเบาๆว่า "หลักการมากเหลือเกิน ลองมาบริหารเองดูดีไหม"ท่านวิทยากรจบการบรรยายด้วย Video ที่เราเคยเห็นกันมาแล้วทางโทรทัศน์เป็นโฆษณาของไทยประกันชีวิต ดังนี้  >>>

    ผมอยู่ฟังบรรยายกับผอ.ปิยะจนจบเวลา 16.30 พอดีรถยนต์จากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีมารับไปส่งที่สนามบิน จึงลาผอ.ปิยะกลับไปก่อน


ความคิดเห็นที่ 83

แขชนะ
17 ก.พ. 2554 03:01
  1. ช่วงเช้าก่อนพิธีเปิด ผมได้มีโอกาสเดินดูร้านค้าที่นำสินค้าทางการศึกษามาเปิดแสดง ผู้คนเดินกันอย่างคึกคัก ได้พบผู้บริหารหลายท่านที่ผมเคยร่วมงานด้วย ห้างร้านต่างๆที่เคยฟังผมบรรยายก็เข้ามาทักทาย หลายคนผมจำได้ หลายคนผมก็จำไม่ได้ เพราะอบรมบรรยายมานับเป็นร้อยครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผมได้พบผู้จัดการร้านค้าหลายร้านวิ่งกระหืดกระหอบมา ผมก็ถามว่ารีบไปไหนมา เขาเหล่านั้นบอกว่าไปหาตู้เอทีเอ็ม หลายคนบอกผมว่าวันนี้เหนื่อยมาก ผู้อำนวยการหลายคนมาขอรับ "อย่างว่า" ผมก็ไม่กล้าถามต่อว่า ไอ้"อย่างว่า" มันคืออะไร แต่ผมก็เดาเอาว่ามันคือ "แคตตาล็อก" สินค้าทางการศึกษา ผู้จัดการร้านค้าหลายคนเล่าอย่างท้อแท้กับระบบการค้าขายสินค้าทางการศึกษา ผมได้รู้เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์หลายอย่าง เป็นการบริหารอย่างช่ำชองและละเอียดอ่อนของผู้บริหารการศึกษา (ที่ไม่ควรเอาไปสอนเยาวชน)

    ผบลองสังเกตดู พวกพนักงานขายของหรือผู้จัดการเวลาพูดกับผู้อำนวยการโรงเรียน แสนอ่อนน้อมยิ้มแย้ม แต่พอผู้อำนวยการไปแล้ว พูดถึงเรื่อง "แคตตาล็อก" กลับพูดจาแบบดูถูกดูแคลนเหยียดหยามผู้อำนวยการเหล่านั้นมาก แต่ก็มีผู้จัดการร้านค้าบางคน เล่าว่า ผู้อำนวยการหลายคนไม่ยอมรับ "แคตตาล็อก" มีอยู่ร้านหนึ่งเล่าให้ฟัง พลางชี้นิ้วไปที่ผู้อำนวยการอาวุโสท่านหนึ่ง แล้วแอบกระซิบว่า ผู้อำนวยการคนนี้ไม่ยอมรับ "แคตตาล็อก" กลับขอให้ทางร้านค้าเปลี่ยน "แคตตาล็อก" เป็นปัจจัยอื่นที่เอื้อต่อการศึกษาของเด็กยากจนในชนบท ผมฟังแล้วก็รู้สึกอยากรู้จัก ผมลองแกล้งเข้าไปคุยแนะนำตัว หาเรื่องคุยทางวิชาการต่างๆ ท่านก็พูดคุยอย่างดี อ่อนน้อมถ่อมตนมากอย่างน่านับถือ คุยไปคุยมาจึงรู้ว่า ท่านเป็นนักเรียนเก่าราชสีมาวิทยาลัยรุ่นพี่ผมราว 2-3 ปี เมื่อ 40 กว่าปีมาแล้ว ก็ทำให้ดูสนิทสนมยิ่งขึ้น ท่านเล่าให้ฟังว่าปีนี้ท่านจะเกษียณแล้ว ได้หาทางตั้งกองทุนให้นักเรียนยากจนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน ผมฟังแล้วก็รู้สึกชื่นใจ หาก"ย่าโม" ได้รู้ได้เห็น ผมคิดว่าย่าโมท่านก็คงภูมิใจที่ลูกหลานของท่านทำหน้าที่ "เรือจ้าง" ได้อย่างมีเกียรติและน่ายกย่องโดยไม่ต้องอาสัย "แคตตาล็อก"


ความคิดเห็นที่ 84

แขชนะ
18 ก.พ. 2554 22:08
  1. คิดถึงสมัยที่อาจารย์จารุนีเป็นผู้อำนวยการ

    ผมสังเกตเห็นว่าเมื่อจัดให้มีการประชุมหรือการบรรยายทางวิชาการใน สสวท. ที่ไม่ได้มีผู้อำนวยการ หรือคนที่ให้คุณให้โทษเป็นประธานพิธีเปิด ก็มีคนเข้าร่วมฟังไม่มาก และหลายคนก็เข้ามาช้าเหมือนไม่ได้ตั้งใจเข้าฟัง แต่ขัดไม่ได้ ถ้ามีการเซ็นชื่อเข้าฟัง ก็จะดูดีขึ้นมาหน่อยหนึ่ง แต่ที่แน่ๆถ้ามีผู้อำนวยการ(ซึ่งให้คุณให้โทษได้)เข้าเป็นประธาน ผู้คนก็จะเข้ากันอย่างแน่นหนา มีอยู่ครั้งหนึ่งที่รัฐมนตรีมาเยี่ยม(สมัยนั้นคือคุณสุขวิช)คนยิ่งร่วมอย่างแน่นขนัด

    การระดมคนเข้าฟังหรือเข้าร่วมประชุมมากๆ ไม่ได้หมายความว่าการประชุมนั้นจะประสบความสำเร็จหากผู้ร่วมประชุมไม่ได้เข้าเนื่องจากความสนใจ หรือจิตวิญญาณอันแน่วแน่ที่จะรับประโยชน์จากการประชุมโดยตรง

    ที่พูดมานี้ ไม่ได้จะให้เกี่ยวข้องกับความเห็นทั้งสองความเห็นข้างต้นนี้ครับ ผมคิดถึงอาจารย์จารุนีที่เคยคุยกับผมในเรื่องนี้และตั้งข้อสังเกตไว้ ก็เลยเอามาเล่าให้ฟัง


ความคิดเห็นที่ 85

แขชนะ
21 ก.พ. 2554 03:53
  1. ผมอดที่จะพูดถึงเรื่องการประชุมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมต่อไม่ได้ หลังการประชุมที่อุบลราชธานีในวันนั้น มีบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์การศึกษาและบริษัทหนังสือบางบริษัทมาติดต่อผมให้ไปจัดการอบรมครูในต่างจังหวัด เขาบอกว่าเป็นโครงการที่ขายอุปกรณ์การศึกษาแล้วต้องแถมการอบรมครูด้วย ผมลองคุยถามรายละเอียดต่างๆ ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก มีร้านขายหนังสือที่ไปออกร้านบูธเล็กๆเล่าว่า ในช่วงเวลาเพียง 3 วันเขาขายหนังสือได้ราว 4 ล้านบาท (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) แต่เขาต้องจ่าย "ค่าแคตตาล็อก" ไปเป็นเงิน 8 แสนบาท คิดเป็นร้อยละ 20 นี่เพียงบูธเล็กๆเพียงบูธเดียว ในงานมีบูธที่ใหญ่โตกว่านี้อีกมากมาย หากไม่จัดทำ "แคตตาล็อก" ก็ไม่มีโอกาสขายของได้ คนค้าคนขายเขาก็ต้องการทำธุรกิจที่สุจริตตรงไปตรงมา แต่พวกนี้จะอยู่ไม่ได้ในสังคม ต้องเจ๊งไปตามๆกัน พวกที่สามารถอยู่ได้ก็ต้องทนกับการจัดทำ "แคตตาล็อก" ต่อไป ซึ่งนับวัน ค่าจัดทำก็ยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่า กิจกรรมเลือกชมสินค้าจาก "แคตตาล็อก" รอบๆห้องประชุมนั้นน่าสนใจกว่ากิจกรรมในห้องประชุมเป็นไหนๆ 

    มีเพื่อนๆครูโรงเรียนมัธยมจำนวนมากทุกภาคในประเทศไทย เล่าให้ฟังพร้อมกับการถอนหายใจว่า รัฐบาลจัดสรรเงินให้นักเรียนได้ซื้อหาวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาหัวละสองร้อยกว่าบาท นักเรียนจำนวนมากไปติดต่อร้านค้าในเมืองเพื่อ "ซื้อใบเสร็จรับเงิน" ตัวอย่างเช่น นักเรียนมัธยมต้นได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ 210 บาท แต่ไปฮั้วกับทางร้านค้า ซื้อใบเสร็จใบละ 60 บาท นักเรียนได้เงินเปล่าๆไปใช้ 150 บาท ผมถามเพื่อนๆครูเหล่านั้นว่า แล้วตรวสอบไม่ได้หรือ ครูตอบว่า ใครจะมานั่งตรวจสอบสินค้าในใบเสร็จแต่ละใน นักเรียนกี่พันคน ลำพังงานสอน งานตรวจการบ้าน งานกิจกรรมอื่นๆของโรงเรียน ครูก็จะตายอยู่แล้ว

    เมื่อพูดถึง "การพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล" ผมได้ฟังเพื่อนๆครูและผู้บริหารโรงเรียนหลายคนแล้วรู้สึกขัดหูมาก ปี 2553 มีโรงเรียนในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลอยู่ 500 โรงเรียน ในจำนวนนี้ มีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายโรงเรียนมาติดต่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานสากล หลายโรงเรียนพยายามจัดทำโครงการให้ครูในโรงเรียน "สอนเป็นภาษาอังกฤษ" ทั้งๆที่ผมเห็นครูในโรงเรียนแม้สอนเป็นภาษาไทยยังมีที่ผิดทางวิชาการอยู่มาก และหากสอนเป็นภาษาอังกฤษไม่ยิ่งไปใหญ่หรือ ผมมีลูกชายที่เคยเรียนในโรงเรียนเอกชนที่สอนสองภาษาโรงเรียนแรกของประเทศไทย เห็นครูชาวต่างชาติสอนลูกผิดมากมาย จนต้องไปบอกทางโรงเรียน หรือแม้แต่อบรมครูให้โรงเรียนฟรีๆ

    สมัยก่อนตอนที่ผมเรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยเบอร์ลินในเยอรมนี อาจารย์ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน โรงเรียนในความดูแลของมหาวิทยาลัย ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน คุณภาพของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมก็อยู่ในระดับมาฐานสากล ไม่เห็นว่าเขาต้อง "สอนเป็นภาษาอังกฤษ" เลย แต่แน่นอนนักเรียนต้องรู้ภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2 ภาษา

    เมื่อหลายปีก่อน ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายและเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยโตเกียว และได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยโตเกียว ใครๆก็รู้ว่า ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้นเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล แต่ผมก็เห็นเขาสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น เด็กนักเรียนและนักศึกษาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำไป

    ผมลองสังเกตครูไทยจำนวนมากเวลาไปประชุมในต่างประเทศ ก็มักจะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง แม้ว่าจะมีครูจำนวนมากที่สามารถพูดได้ดี แต่นั่นก็ไม่ใช่ครูส่วนใหญ่ที่อยู่ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลที่จะต้องสอนเป็นภาษาอังกฤษ

    คำถามที่อยู่ในใจผมตลอดเวลาก็คือ "การสอนเป็นภาษาอังกฤษจะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลจริงหรือ" ในเมื่อสอนเป็นภาษาไทยยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

    ผมเองไม่ได้ต่อต้านการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมเห็นว่าการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลก็คือทำอย่างไรก็ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ด้วยถาษาอะไรก็ได้) ที่สามารถทำให้นักเรียนมีความรู้และความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคมโลกอย่างปกติสุขและมีคุณภาพทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ สามารถมีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล ใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิต และสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก

    มีเรื่องมาฝากคุณครูผู้ถูกบังคับให้สอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยที่ตนเองไม่ค่อยคล่องภาษาอังกฤษ.......

    ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง คุณครู"สุดสวย"(นามสมมุติ)และสามีได้รับเชิญไปในงานเลี้ยงของเพื่อนฝรั่ง สามีของคุณครูสุดสวยมาร่วมงานไม่ได้ แต่ก็อาสามาส่งภรรยาที่หน้างาน แค่เพียงผ่านมาส่งแล้วไปไปประชุมต่อ ฝรั่งในงานหลายคนแสดงความสงสารคุณครูสุดสวยมาก คุณครูสุดสวยเองก็แปลกใจที่ทำไมตัวเองจึงแลดูเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่า มีฝรั่งเข้ามาทักทายสนทนากับคุณครูสุดสวยดังนี้.....

    ฝรั่ง: Good evening, Ajarn Sudsuay, how are you?ครูสุดสวย: Oh! I am fine, thank you and you?ฝรั่ง: Thank you, I am quite all right. But where is your husband?ครูสุดสวย: (คุณครูสุดสวยคิดในใจเป็นภาษาไทยว่า สามีของดิฉันเพิ่ง"ผ่านไป" เมื่อสักครู่นี้เอง เธอจึงตอบไปว่า) My husband just "passed away".ฝรั่ง: Oh! dear. I am so sorry to hear that.ครูสุดสวย: ???

     


ความคิดเห็นที่ 86

นิรันดร์
21 ก.พ. 2554 11:33
  1. เมื่อสิบกว่าปีก่อนสสวท ได้ออกหลักสูตรโครงสร้าง 3 ออกมานับว่าเกิดความปั่นป่วนในวงการศึกษาวิทยาศาสตร์ระดับม.ปลายจนกระทั่งต้องเลิกรากันไปดร.แขชนะพอมีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับเท่าที่ผมสัมผัสได้ก็คือไม่ได้เป็นความผิดพลาดของ สสวทแต่เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของครูที่นำหลักสูตรไปใช้


ความคิดเห็นที่ 87

แขชนะ
24 ก.พ. 2554 11:11
  1. ว่าจะตอบคำถามในความเห็นที่ 86 ของอาจารย์นิรันดร์ แต่ก็ทำได้ยากเพราะอยู่ต่างประเทศ โรงเรียนต่างๆในสิงคโปร์เชิญผมไปอบรมครูและแสดง Science Show ให้นักเรียนชมอีก วันนี้เพิ่งกลับมา

    มีอยู่หลายเรื่องที่ผมไม่มีอำนาจหน้าที่ที่สามารถชี้แจงแทน สสวท.ได้ เอาเป็นว่าจะเล่าเฉพาะส่วนที่ผมรับผิดชอบสมัยก่อนก็แล้วกัน.........ในหลักสูตรโครงสร้าง 2 นั้น วิชาฟิสิกส์มีอยู่ 6 รายวิชา พูดง่ายๆคือ ม.4-6 เรียน 6 เล่ม แต่รายวิชาบังคับมีเพียง 1 รายวิชา หรือเรียนเพียงเล่มที่ 1 ถ้าใครที่ไม่ได้เรียนต่อในสาขาที่ต้องใช้วิชาฟิสิกส์ เช่น วิศวกรรมศาสตร์ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียน เล่ม 2-6 หรือเรียกว่าแทบจะไม่ได้ซาบซึ้งกับหลักวิชาฟิสิกส์เท่าไรนัก หากเรียนเพียงเล่ม 1 เล่มเดียว ประกอบกับขณะนั้นผมเป็นกรรมการบริหารสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมี รศ.ดร.กำจัด มงคลกุลเป็นนายกสมาคม อาจารย์กำจัดเอาเรื่องเข้ามาหารือว่า คณะแพทยศาสตร์ของบางมหาวิทยาลัย กำลังพิจารณาว่าจะไม่ให้นักศึกษาแพทย์เรียนวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานคือ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ให้เริ่มเรียนวิชาแพทย์เลย เพราะถือว่าเรียนมาแล้วจากชั้นมัธยมศึกษาเพียงพอแล้ว หากเป็นเช่นนั้น หากนักเรียนเรียนวิชาบังคับฟิสิกส์เพียงเล่ม 1 เล่มเดียว ก็จะเรียกได้ว่าไม่รู้เรื่องราวของฟิสิกส์เลย แต่ในทางการแพทย์จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องฟิสิกส์อยู่มาก เช่นเรื่องความดันต่างๆในร่างกาย คลื่นไฟฟ้าสมองและหัวใจ และอื่นๆ จนมีการพูดเล่นในที่ประชุมว่า ต่อไปเวลาไปหาหมอต้องถามว่า หมอคนที่กำลังตรวจเรานั้น จบจากที่ไหน และปีไหน เพราะเราจะไม่เอาชีวิตของเราไปเสี่ยงกับหมอที่จบจากหลักสูตรดังกล่าว

    เมื่อเราไม่สามารถจัดการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเดิมได้ โดยที่เด็กนักเรียนเรียนวิชาฟิสิกส์เพียง 1 รายวิชา แต่อย่างน้อยก็ให้ได้เห็นภาพรวมกว้างๆของวิชาฟิสิกส์ จึงเกิดหลักสูตร 3 ที่รายวิชาบังคับแรก หรือเล่ม 1 นั้นจะพูดถึงเรื่องราวฟิสิกส์ทั่วไปอย่างกว้างๆแต่ไม่ลงลึกเนื่องด้วยมีเวลาจำกัด แต่เมื่อครูผู้สอนเห็นเนื้อหาที่จะต้องสอนที่ต้องพูดถึง กลศาสตร์ ความร้อน แสง เสียง และแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในเล่ม 1 เพียงเล่มเดียวแล้ว ก็อัดเนื้อหาของเล่ม 2-6 ลงไปหมดเลย ปํญหาก็คือเสียงบ่นว่า จะสอนเนื้อหาทั้งหมดของฟิสิกส์ลงไปใน 1 รายวิชาได้อย่างไร อันที่จริงมีการชี้แจงการใช้หลักสูตรนี้ทั่วประเทศหลายครั้งหลายหน ครูก็ดูเหมือนว่าจะไม่เข้าใจ และตั้งหน้าตั้งตาสอนอัดทั้งหมดลงไปใน 1 ภาคการศึกษา อันที่จริงหากใช้วิจารณญาณก็น่าจะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ ต้องอ่านจุดมุ่งหมายของรายวิชาให้ละเอียดว่าต้องการให้นักเรียนได้เรียนอะไรแค่ไหน

    ช่วงที่ผมพานักเรียนไปแข่งฟิสิกส์โอลิทปิกที่ปักกิ่ง ได้มีโอกาสศึกษาหลักสูตรวิชาฟิสิกส์ของจีน พบว่านักเรียนมัธยมปลายทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสายวิทย์หรือสายศิลป์ จะต้องเรียนวิชาบังคับที่สำคัญ 2 วิชาคือ วิชาฟิสิกส์กับวิชาคณิตศาสตร์ เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่การปฏิวัติทางวัฒนธรรมโดยประธานเหมา แม้ว่าจะมีนักการศึกษาหลายท่านคัดค้าน ก็ไม่สำเร็จ ทุกวันนี้เด็กนักเรียนที่จบม.6 ของจีนทุกคนไม่ว่าสายวิทย์หรือสายศิลป์ ต้องเรียนวิชาบังคับคือฟิสิกส์ เพราะเขาถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ รายละเอียดจะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปครับ


ความคิดเห็นที่ 89

แขชนะ
24 ก.พ. 2554 21:45
  1. โรงเรียนที่ผมไปจัดอบรมครูให้เขาเมื่อสองสัปดาห์ก่อนพอใจมาก ก็เลยเชิญให้ไปจัดเพิ่มอีก

    ที่เห็นในรูปเป็นกิจกรรม "แมวไม่รู้ล้ม" ใช้กรรไกรตัดตัวแมวและฐานสีฟ้าออกมา ตัดแบ่งขาแมวออกเป็น 4 ขา พับสลับ 2 ขามาด้านหนึ่ง พับสลับอีก 2 ขาไปด้านตรงข้าม ใช้กาวติดฐานสีฟ้าเพื่อถ่วงน้ำหนักแมว ปล่อยแมวจากที่สูงจากท่าใดก็ได้ แมวจะกลับตัวตั้งกับพื้นในท่ายืนเสมอ 

    ที่เห็นคือกิจกรรม Reaction time test อาศัยหลักการตกอย่างอิสระจากจุดหยุดนิ่ง และใช้สมการการเคลื่อนที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างระยะที่แผ่นกระดาษเคลื่อนที่ตกลงมากับเวลาที่ผ่านไป เราสามารถทำเป็นสเกลของเวลาบนแผ่นกระดาษดังรูป เมื่อให้เพื่อนร่วมงานปล่อยแผ่นกระดาษ แล้วจับก็จะวัดเวลาตอบสนอง หรือ Reaction time ได้ ปล่อยกระดาษเองแล้วจับเองไม่ได้

    ที่น่าสนใจคือ ถ้าให้ผู้เข้ารับการอบรมทำการวัดราว 5 ครั้งแล้วหาค่าเฉลี่ย จากนั้นให้นับจำนวนคนที่ได้ค่าเวลาต่างๆกัน เช่น ใครวัดได้  0.10 วินาที มีกี่คน 0.11 มีกี่คน 0.12 มีกี่คน และต่อๆไป..... นำค่าเวลามาเขียนกราฟร่วมกับจำนวนคนที่ได้ค่าเวลานั้นๆ จะได้กราฟรูปโค้งปกติ (Normal Curve) ดังรูป

    กิจกรรมที่่เห็นคือกิจกรรมเกี่ยวกับโมเมนต์ของแรงและหลักการเครื่องชั่งอย่างง่าย


ความคิดเห็นที่ 90

แขชนะ
24 ก.พ. 2554 22:28
  1. เมื่อปลายปีกลายนี้ผมได้มีโอกาสไปบรรยายให้ครูสิงคโปร์ฟังเกี่ยวกับการสอนวิทยาศาสตร์ให้สนุกเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในการบรรยายนั้นมีหัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์โรงเรียนเต้าหนานมาฟังด้วย รู้สึกพอใจมากจึงเชิญผมไปจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา

    ที่เห็นในรูปคือกิจกรรมสร้างกล้องจุลทรรศน์อย่างง่าย

    ที่เห็นคือกิจกรรมทำเทอร์โมมิเตอร์อบ่างง่าย

    แสงอาทิตย์ยามเช้าและยามเย็นส่องผ่านบรรยากาศเป็นระยะทางยาวกว่าตอนกลางวัน แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากกว่าแสงสีอื่นๆในสเปคตรัมของแสงแดด และมากกว่าขนาดของโมเลกุลของอากาศ มากกว่าขนาดของฝุ่นละอองในบรรยากาศ แสงสีแดงจึงเล็ดลอดส่องผ่านออกมาได้มากกว่าสีอื่น เราจึงเห็นขอบฟ้าเป็นสีแดง ส่วนแสงสีฟ้าเมื่อชนฝุ่นละอองจะกระเจิงขึ้นเบื้องบน เราจึงเห็นฟ้าด้านบนเป็นสีฟ้า ตอนสายหรือตอนเที่ยง แสงแดดมีความเข้มสูงกว่าตอนเช้าหรือตอนเย็น การดูดกลืนแสงและการกระเจิงจะน้อยกว่า เนื่องจากระยะทางในการผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาสั้นกว่า 

    เราอาจทดลองจำลองปรากฏการณ์ดังกล่าวได้โดยใช้แสงจากไฟฉายขนาดเล็กหรือหลอด LED สีขาวฉายแทนแสงอาทิตย์ และใช้กาวแท่งแทนบรรยากาศ เพราะกาวแท่งที่ขุ่นนั้นจะมีอนุภาคเล็กๆอยู่ภายในเหมือนกับฝุ่นละอองในบรรยากาศ ที่เห็นคือครูสิงคโปร์ท่านหนึ่งกำลังทดลองในห้องอบรมที่ปิดไฟให้มืด


ความคิดเห็นที่ 91

แขชนะ
27 ก.พ. 2554 03:47
  1. ว่าจะเล่าเรืองเมืองฮาร์บิ้น แต่ก็พาออกไปนอกเรื่องตั้งมากมาย ขอวกกลับมาเล่าต่อครับ

    เมืองต่างๆทั่วโลก เมื่อมีการตั้งเมืองก็มักจะเลือกทำเลที่มีแม่น้ำหล่อเลี้ยงชีวิตชาวเมือง เมืองฮาร์บิ้นนี้ก็เช่นกัน มีแม่น้ำที่สำคัญไหลผ่านคือแม่น้ำซงหัว ในฤดูหนาวแม่น้ำทั้งสายจะกลายเป็นน้ำแข็ง กลายเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เล่นกีฬาที่เกี่ยวกับน้ำแข็ง เช่น สเก็ตน้ำแข็ง เลื่อนลาก หรือเลื่อนที่ใช้สุนัขเทียมให้เช่าแล่นเล่นไปตามบริเวณแม่น้ำซงหัว

    หรือแม้แต่สนามเด็กเล่นที่รถแล่นบนน้ำแข็งให้เช่า


ความคิดเห็นที่ 92

แขชนะ
27 ก.พ. 2554 21:03
  1. อันที่จริงที่ว่าแม่น้ำเป็นน้ำแข็งทั้งสายนั้น ความจริงแล้วน้ำบริเวณผิวน้ำเท่านั้นที่เย็นจัดจนแข็ง เนื่องจากอากาศหนาวเย็นขนาด -25 องศาเซลเซียส แต่ตามหลักฟิสิกส์แล้ว น้ำแข็งเป็นตัวนำความร้อนที่เลว แต่เป็นฉนวนความร้อนที่ดี ดังนั้นแผ่นน้ำแข็งบนผิวน้ำจะเป็นฉนวนความร้อนที่ป้องกันให้น้ำใต้แม่น้ำไม่แข็งตัว ดังนั้นสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ใต้น้ำก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

    เมื่อยังมีสัตว์น้ำ เช่น ปลาหลากหลายชนิด อาศัยอยู่ในน้ำ จึงมักมีคนมาเจาะรูนำแข็ง เพื่อหย่อนเบ็ดลงตกปลา เป็นเสมือนกีฬาสนุกๆประจำฤดูหนาว ที่เห็นในรูป มีคนสองคนไปที่กลางแม่น้ำช่วยกันขุดเจาะน้ำแข็ง คนหนึ่งขุด คนหนึ่งโกยน้ำแข็ง

    เจาะอยู่ตั้งนาน พอทะลุแล้ว เตรียมจะตกปลา ปรากฏว่าอากาศหนาวมาก ผิวน้ำก็เป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็วปิดปากหลุม ทั้งสองคนก็เลยเลิกล้มความตั้งใจ หันไปเล่นอย่างอื่น

    ผมลองถ่ายเป็นภาพ 3 มิติมาให้ดู 2 แบบ คือแบบ Crossed eyes และแบบที่ต้องใช้แว่นตา


ความคิดเห็นที่ 93

แขชนะ
27 ก.พ. 2554 21:50
  1. ฮาร์บิ้นตั้งอยู่ที่เส้นรุ้งราว 46 องศาเหนือ ในฤดูหนาวท้องฟ้าจะมืดเร็ว ผมลองดูนาฬิกา เวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่ง แต่ท้องฟ้าก็ดูเหมือนบ่ายแก่ๆ ราวบ่ายสามโมงกว่าก็จะเริ่มมืดแล้ว ความดันบรรยากาศขณะนั้นวัดได้ 1007 HectoPascal หรือเท่ากับ 1007 มิลลิบาร์ หรือ 1.007 บาร์ ความสูงวัดได้ 65 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล


ความคิดเห็นที่ 94

แขชนะ
1 มี.ค. 2554 01:38
  1. ที่ริมฝั่งแม่น้ำซงหัว จะมีการเอาก้อนน้ำแข็งมาทำเป็นกำแพงประดับ มีหาบเร่แผงลอยวางขายของที่ระลึกอยู่เรียงราย ส่วนใหญ่เป็นพวกเครื่องกันหนาว เช่น ถุงมือ หมวก เป็นต้น นอกจากนั้นก็เป็นพวกสินค้าจากรัสเซีย เช่น  ช็อกโกเล็ตต่างๆ และ "ตุ๊กตาแม่ลูกดก" ดังแสดงตรงลูกศรสีแดงชี้

    ของกินอย่างหนึ่งที่คนนิยมกินกันคือ มันเผาร้อนๆ ได้กลิ่นยั่วยวนใจมาแต่ไกล และที่สำคัญ ขณะที่กินนั้นอุ่นมือเหลือเกิน

    นอกจากมันเผาร้อนๆแล้ว ผู้คนที่นี่ยังนิยมกินผลไม้ต่างๆที่เสียบไม้เป็นแท่งแล้วเคลือบน้ำตาล ดังรูปทางขวามือ ด้านหลังเรายังพอเห็นอาคารต่างๆจะเป็นสไตล์รัสเซีย


ความคิดเห็นที่ 95

แขชนะ
1 มี.ค. 2554 01:51
  1. ถ้าเดินทางในเมืองช่วงชั่วโมงเร่งด่วนรถราติดมาก อาจเรียกได้ว่าติดมากกว่ากรุงเทพฯของเราเสียอีก รถที่มีมือใหม่หัดขับก็มาก จะเห็นป้ายเขียนไว้หลังรถเป็นภาษาจีนเหมือนกันว่า "มือใหม่"


ความคิดเห็นที่ 96

แขชนะ
1 มี.ค. 2554 02:54
  1. สมัยก่อนนี้เมืองฮาร์บิ้นเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆมาก่อน ผู้คนที่นี่ทำมาหากินด้วยการจับปลา ดังนั้นภัตตาคารที่ขายอาหารการกินของที่นี่จึงมีเป็นจำพวกปลาเป็นจำนวนมาก เมือ่ไปถึงที่ภัตตาคาร ด้านหน้าจะเป็นที่โชว์สิ่งที่เราต้องการสั่งให้ทำ จะมีทั้งปลาสดตัวเล็กๆที่อยู่ในถังให้เราเลือกไปทำอาหาร

    หรืออาจเป็นปลาขนาดใหญ่ที่อยู่ในบ่อใหญ่ เราต้องไปเลือกดูว่าจะเอาตัวไหน พนักงานก็จะใช้สวิงจับปลาตัวนั้นขึ้นมา แล้วเอาไม้ทุบหัวให้ตายหรือหยุดดิ้น จากนั้นก็เอาไปทำอาหาร ดูแล้วกินมันไม่ลงเลยครับ

    หากใครทนดูการทรมานสัตว์ไม่ไหว ก็ใช้วิธีเลือกปลาที่ตายแล้วแช่แข็งไว้ มีวางเรียงรายให้เราเลือกดูโดยไม่ต้องใช้ตู้แช่แข็งเลยแม้แต่น้อย เพราะอากาศภายนอกห้องก็ติดลบ เกือบ -20 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว

    นอกจากอาหารจำพวกปลาแล้ว เขายังมีอาหารจำพวกสัตว์ปีกต่างๆไว้คอยบริการเช่นกัน โดยเราก็ต้องไปเลือกว่าจะเอาตัวไหน ดังรูป


ความคิดเห็นที่ 97

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 00:08
  1. ในฤดูหนาวที่นี่วันไหนท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใสก็ดูสวยงามดี แต่บางวันก็ดูทึมๆมืดๆ แต่กระนั้นทิวทัศน์ภายในเมืองเมื่อขับรถชมไปทั่วๆ ก็ดูแปลกตาสวยไปอีกแบบหนึ่ง หิมะที่เพิ่งจะตกยังคงค้างอยู่บนกิ่งไม้ ราวกับช่อดอกไม้ที่ทำด้วยน้ำแข็ง ริมถนนหลายสาย เราจะเห็นก้อนน้ำแข็งที่เอามาประดับทำเป็นกำแพงเมือง หรืออาคารหลังเล็กๆได้อย่างงดงาม ตึกรามบ้านช่องหลายแห่งดูคล้ายๆอาคารที่กรุงปารีส จนหลายคนเรียกเมืองฮาร์บิ้นว่า "ปารีสตะวันออก"


ความคิดเห็นที่ 98

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 00:49
  1. สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของเมืองฮาร์บิ้น ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมกันมากคือ Sun Island Park ช่วงตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมจนถึงเดือนกุมภาพันธ์จะมีงานนิทรรศการรูปปั้นแกะสลักน้ำแข็งนานาชาติ ช่างปั้นและแกะสลักน้ำแข็งจากประเทศต่างๆมาทำรูปปั้นต่างๆตามจินตนาการและศิลปะตลอดจนแทรกสอดเรื่องราวทางวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ หน้าประตูทางเข้าจะมีรูปปั้นหรืออนุสาวรีย์ที่ทำด้วยน้ำแข็ง ดูไกลๆเหมือนทำด้วยปูนที่ทาสีขาว เมือเข้าไปใกล้ๆอีกสักหน่อยแลดูเหมือนทำด้วยโฟม แต่เมื่อเข้าไปสัมผัสจริงก็จะรู้ว่าทำด้วยก้อนน้ำแข็ง วันที่ผมไปนั้นมีแสงแดดจ้า ดูเหมือนแดดจะร้อน แต่วัดอุณหภูมิดูแล้ว ลบยี่สิบว่าองศาเซลเซียส ตังนั้นน้ำแข็งที่เอามาปั้นไม่ละลายแน่ จะเข้าไปดูต้องซื้อตั๋วที่ทำด้วยบัตรแม่เหล็ก เวลาจะผ่านประตูเข้าไป ก็ต้องสอดเข้าทางเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ ไม้กั้นทางก็จะเปิดออก เหมือนเวลาเราเดินเข้าไปขึ้นรถไฟใต้ดินที่กรุงเทพ


ความคิดเห็นที่ 99

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 01:19
  1. ด้านขวามือที่เห็นในรูปจะเป็นห้องจำหน่ายบัตรเข้าเยี่ยมชม พูดเสียไพเราะ จริงแล้วมันคือ "ห้องขายตั๋ว" นั่นเอง จะเห็นมีผู้คนเข้าแถวรอซื้อตั๋ว ถัดมาทางซ้ายดูเหมือนเป็นสะพานมีรั้วกั้น นั่นคือทางเข้า

    เมื่อเข้ามาแล้ว จะเข้าไปเยี่ยมชมภายในสวน จะต้องเดินข้ามสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำใหญ่ ซึ่งได้กลายเป็นน้ำแข็งตลอดสายหมดแล้ว บนสะพานมักจะมีผู้คนมายืนถ่ายรูป เพราะจะเห็นฉากหลังที่มีแม่น้ำกลายเป็นน้ำแข็งทั้งสายที่ทอดยาวไปไกลสุดสายตา


ความคิดเห็นที่ 100

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 11:38
  1. เนื่องจากสะพานข้ามแม่น้ำไปยังสวนมีระยะทางยาวไกล หลายคนโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เดินไม่ค่อยไหว อีกทั้งอากาศก็หนาวเย็น จึงมักใช้รถบริการนำชมสวนที่จอดเรียงรายไว้คอยท่าอยู่บนสะพานเป็นจำนวนมาก ดังรูปบน เมื่อข้ามสะพานไปแล้วจะมาพบกับวงเวียนทางแยกที่มีสัญญลักษณ์ของมณฑลเฮียหลงเจียง หรือที่แปลว่า "แม่น้ำมังกรดำ"ตั้งตระหง่านอยู่ เป็นรูปปั้นของ "มังกรนั่ง 3 ตัว" กล่าวกันว่า "มังกรนั่ง" มีพบอยู่ที่มณฑลนี้มณฑลเดียวเท่านั้น


ความคิดเห็นที่ 101

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 11:47
  1. จากวงเวียนทางแยก ก็มีถนนสายต่างๆแยกออกไป ริมถนนแต่ละเส้นก็จะมีปฏิมากรรมน้ำแข็งจากประเทศต่างๆตั้งไว้เรียงรายให้ชม มีป้ายกำกับไว้ด้วยว่าเป็นของประเทศไหน และมีจินตนาการสร้างเป็นรูปหรือมีความหมายอย่างไร

    ปฏิมากรรมน้ำแข็งบางชิ้นก็เล็กบางชิ้นก็ใหญ่โตมหึมา

     


ความคิดเห็นที่ 102

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 12:46
  1. ต้นไม้ในฤดูหนาวที่นี่  บางต้นก็ไม่มีใบเหลืออยู่ บางต้นก็ยังมีใบ บางต้นบริเวณลำต้นมี Scar หรือแผลเป็น ศัพท์ทางวิชาการในภาษาไทยเรียกอะไรผมก็ไม่ทราบ แต่มีลักษณะแปลกน่า ดูสวยดีเหมือนกัน เพื่อนสมาชิกคนไหนที่มีความรู้และบังเอิญแวะเข้ามาอ่าน กรุณาเล่ารายละเอียดเรื่อง Scar ของต้นไม้ให้ฟังด้วยนะครับ

    ช่วงที่ผมไปนั้นเป็นช่วงที่เขาเพิ่งจะเริ่มงาน ปฏิมากรรมน้ำแข็งหลายชิ้นยังสร้างไม่เสร็จ ปฏิมากรทั้งหลายกำลังง่วนกับการสร้างอย่างวิจตรพิศดาร


ความคิดเห็นที่ 103

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 13:04
  1. ลองมาดูภาพ 3 มิติกันบ้างครับ

    บริเวณด้านหน้าทางเข้าสวน ใกลกับวงเวียนรูปปั้นมังกรนั่ง จะมีคนกำลังทำกำแพงประตูทางเข้าขนาดใหญ่

    วิธีการก่อน้ำแข็งนึ้นมาเป็นก้อนใหญ่ๆนั้น ก็จะต้องทำเป็นกรอบไม้ขนาดใหญ่ แล้วใช้รถยกโกยน้ำแข็งเข้าไปในแบบกรอบไม้ แล้วทุบให้แน่น ถ้าต้องก่อให้สูงๆก็จะต้องใช้เครนขนาดใหญ่ช่วยยก ดังแสดงในรูปด้านหลัง

    มุมมองอีกด้านหนึ่งของปฏิมากรชาวอิตาลีที่กำลังก่อสร้างปฏิมากรรมน้ำแข็งที่มีชื่อว่า Florence Cathedral

    ลองมามองดูผลงานมุมกว้าง แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็ดูงดงามน่าประทับใจ

    คนที่สนใจปฏิมากรรมอิตาลี มองดูปั๊บก็รู้ทันทีว่าเป็นของอิตาลี เพราะเห็นรูปปั้น "David" ของ "Michelangelo" แห่งเมือง Florence (ดูรูปบนประกอบ - ซ้ายมือ David ขวามือ Michaelangelo) คู่ปรับของ "Leonardo da Vinci" ที่แข่งกันเสมอว่า ใครจะแน่กว่าใคร( Leonardo da Vinci vs Michelangelo, who is the Greatest Master? )

    ต้องขอกราบขอบพระคุณอาจารย์จารุนีอีกครั้งหนึ่ง ที่ท่านได้ส่งผมไปร่วมงานสัปดาห์หนังสือที่อิตาลี และศึกษาดูงานที่เมือง Florence ผมได้ถ่าย Video ตอนไปดูงานนี้ด้วย โอกาสหน้าจะนำมาเล่าให้ฟังพร้อมภาพเคลื่อนไหวประกอบ


ความคิดเห็นที่ 104

Ouroboros
2 มี.ค. 2554 15:53
  1. สวัสดีครับ อ. แขชนะ  จากความเห็น 102 Scar หรือแผลเป็น ที่ อ. เห็น จริงๆ แล้วก็คือส่วน "Rhytidome" อาจเรียกว่า bark pattern คำในภาษาไทยที่มีความหมายตรงที่สุด น่าจะเป็น "ลายเปลือกไม้" ครับลายเปลือกไม้ไม่ได้เป็นแผลเข้าไปถึงเนื้อเยื่อที่มีชีวิต (ยกเว้นพืชบางชนิด) แต่เกิดการเจริญเติบโตของต้นไม้ เมื่อต้นไม้เจริญเติบโต มีเนื้อไม้เพิ่มขึ้น เส้นผ่านศูนย์กลางของลำต้นเพิ่มขึ้น เนื้อไม้จะดันเปลือกไม้ที่ไม่เจริญเติบโตแล้วให้ปริแตกออก รูปแบบของการปริแตกขึ้นอยู่กับรูปแบบการขัดสานกันของเส้นใยลิกโนเซลลูโลสในพืชแต่ละชนิด ซึ่งจะส่งผลต่อความแข็งแรงของปลือกไม้ จากรูปที่ อ. ถ่ายมาน่าจะเป็นเปลือกไม้ของต้น silver-birch ครับ


ความคิดเห็นที่ 105

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 21:23
  1. ขอบคุณมากครับคุณอู๋ ที่เข้ามาให้ความรู้อย่างกระจ่างแจ้ง แวะเข้ามาบ่อยๆนะครับ มีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับพฤกษศาสตร์แปลกๆที่ผมสังเกตเห็นแต่หาคำตอบไม่ได้ครับ แล้วจะค่อยๆทะยอยเอามาเล่าให้เพื่อนสมาชิกฟังครับ

    ลายที่ต้นไม้อีกอย่างหนึ่งที่เขาเรียกกันว่า "เปลือกไม้ลายทหาร" มันเป็นอย่างไรครับ


ความคิดเห็นที่ 106

แขชนะ
2 มี.ค. 2554 23:28
  1. ภายในสวนแห่งนี้ยังมีร้านค้า ขายของที่ระลึกด้วย อาคารหรือร้านค้าขายของที่นี่มีลักษณะพิเศษคือ มีการเอาน้ำแข็งมากคลุมหุุ้มรอบร้านเลยที่เดียว มองดูไกลๆเหมือนทำด้วยโฟมขาว แต่พอเข้าไปใกล้ๆเอามือสัมผัสก็รู้ว่าเป็นน้ำแข็งจริงๆ มีหลักการที่สำคัญทางฟิสิกส์ที่เอามาประยุกต์ใช้งานก็คือ น้ำแข็งเป็นตัวนำความร้อนที่เลวและเป็นฉนวนความร้อนที่ดี ดังนั้นถ้าเอาก้อนน้ำแข็งมาหุ้ม ก็จะป้องกันความหนาวเย็นจากภายนอกได้ เหมือนกับกระท่อมของชาวเอสกิโมที่เรียกว่า "IGLU" หรือสัตว์น้ำปูปลาที่สามารถอาศัยใต้แม่น้ำซึ่งอุณหภูมิสูงกว่า ศูนย์องศาเซลเซียส ที่ผิวน้ำเป็นน้ำแข็ง  ดังที่กล่าวถึงแล้วในความเห็นที่ 92


ความคิดเห็นที่ 107

แขชนะ
8 มี.ค. 2554 06:38
  1. ได้เห็นรูปปั้นน้ำแข็งจากประเทศอิตาลีแล้ว ทำให้นึกถึงอะไรๆหลายอย่างที่น่าสนใจ ไม่ใช่แต่เฉพาะงานทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมที่มีชื่อโด่งดัง หรือเรื่องราวประวัติศาสตร์วัฒนธรรมสมัยกรุงโรมเรื่องอำนาจและแผ่อิทธิพลไปทั่วยุโรป ไม่น้อยหน้าไปกว่าวัฒนธรรมของกรีกโบราณ แต่อิตาลียังมีนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญหลายคนที่วางรากฐานของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผู้หนึ่งที่เราอดจะกล่าวถึงไม่ได้็ก็คือ "กาลิเลโอ" นักฟิสิกส์ผู้ที่เรายกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งการทดลองทางวิทยาศาสตร์" กาลิเลโอเน้นการทดลองให้เห็นจริงและทำซ้ำได้ ไม่เชื่อจากคำบอกเล่าที่สั่งสอนกันมาโดยอาจารย์และไม่ได้ทดลองให้เห็นจริง จากนิสัยอันเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ใฝ่่รู้อย่างแท้จริงของกาลิเลโอ ทำให้ผลงานวิจัยค้นคว้าทดลองของท่านไปขัดกับคำสอนที่สั่งสอนกันมายาวนาน และที่สำคัญคือผลงานของท่านขัดกับคำสอนและความเชื่อของศาสนจักรในยุคนั้นที่มีอำนาจเหลือล้น สามารถแต่งตั้งและถอดถอนกษัตริย์ได้ การทดลองที่เลื่องชื่อที่เรารู้จักก็คือการทดลองทิ้งวัตถุสองก้อนที่มีขนาดและน้ำหนักต่างกันลงมาจากหอเอนเมือปิซ่า แต่วัตถุสองก้อนนั้นตกถึงพื้นพร้อมกัน การทดลองนี้เป็นจุดหนึ่งที่ท้าทายคำสอนจากศาสนจักร จนในที่สุดกาลิเลโอถูกจับตัวไปคุมขังในคุก จนตาบอด และถูกประหารชีวิตในวันที่ 8 มกราคม  ค.ศ.1642

    หลังจากที่กาลิเลโอถูกประหารชีวิตไปแล้วราว 3 ศตวรรษครึ่ง กรุงวาติกันได้เห็นแล้วว่าสิ่งที่กาลิเลโอพูดและทดลองให้เห็นนั้นเป็นความจริง จึงได้ออกจดหมายขอโทษกาลิเลโออย่างเป็นทางการ The Vatican's Turn to Recant-Beliefnet.com

    ผมได้รับทุนไปเรียนที่อิตาลี 2 ครั้ง ครั้งแรกปีค.ศ. 1983 ไปเรียนวิชา Microprocessor Appilcations in Physics ครั่งที่ 2 หลังจากที่จบปริญญาเอกจากเยอรมนีแล้ว คราวนี้ไปเรียนวิชา Real-time Control System เมื่อปี ค.ศ.1990 ผมเดินทางไปอิตาลีหลายครั้งในงานต่างๆ รวมทั้งงานที่ "อาจารย์จารุนี" มอบหมายด้วย ได้ไปเยือนเมืองต่างๆหลายเมืองจากทางเหนือติดเขตแดนสวิส ตะวันออกเฉียงเหนือ ไปถึง Venice, Treste ต่อไปเข้ายูโกสลาเวียสมัยนั้น ลงไปทางใต้จนถึงเมือง Napoli และ sorrento 

    สิ่งที่ผมตื่นเต้นมากอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือได้มาเยือนเมืองปอมเปอี(Pompeii) ที่นาโปลี หรือ Naples เมื่อเขียนแบบอังกฤษ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม ค.ศ.79 เป็นวันที่ภูเขาไฟวิซูเวียส (Mount Vesuvius) ระเบิดขึ้นหลังจากหลับไหลมานาน ทำให้เมืองแฝดสองเมืองคือเมืองปอมเปอีและเมืองเฮอร์คิวลาเนียมจมอยู่ใต้ลาวาและกองขี้เถ้า ต่อมาเมือ่ปี ค.ศ.1534 ได้มีการค้นพบซากของเมืองปอมเปอีเป็นครั้งแรก แต่มาเริ่มขุดค้นกันอย่างจริงจังตามหลักวิชาการเมื่อปี 1924 เป็นต้นมา ผมไปเยือนเมือปอมเปอีเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1983 ช่วงที่ไปเรียนที่อิตาลีครั้งแรก ได้ถ่ายรูปไว้ ด้านหลังที่เห็นอยู่ไกลๆนั้นคือภูเขาไฟวิซูเวียส

    เมื่อมาถึงนาโปลีแล้วก็อดที่จะไปเที่ยวเมือง Sorrento ไม่ได้ ผมได้ยินชื่อเมืองทั้งสองนี้มานานแล้วจากพ่อของผม พ่อเล่นเปียโนแล้วสอนให้ผมร้องเพลง SANTA LUCIA (เป็นขื่อเรือและเรื่องราวแถวๆเวนิส และริมฝั้งทะเล Adriatic) กับ เพลง come back to Sorrento ได้ยินเพลงสองเพลงนี้ทีไรทำให้คิดถึงพ่อและคิดถึงช่วงชีวิตตอนที่อาศัยอยู่ในอิตาลี ฟังตัวอย่างเพลงได้ที่นี่ครับ >>

    Torna Sorrento Napolitan version

    เพลงวนี้มีผู้ดัดแปลงไปขับร้องด้วยเนื้อร้องที่ต่างไป เช่น Version ของ >>  Dean Martin - Take Me In Your Arms

    Thumbnail

    หรือแม้แต่ Version ของ Elvis Presley  ในชื่อเพลง >>> Surrender


ความคิดเห็นที่ 108

แขชนะ
8 มี.ค. 2554 06:48
  1. โรมไม่ใช่เป็นแต่เศูนย์กลางของอิตาลี แต่ในสมัยก่อนเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรโรมันอันยิ่งใหญ่ จะขึ้นเหนือล่องใต้จะต้องมาผ่านกรุงโรม ผมได้มีโอกาสมาเยือนกรุงโรมหลายครั้งหลายหน ทั้งในช่วงที่มาเรียน มาเที่ยว และช่วงที่มางานที่อาจารย์จารุนี มอบหมายให้มา กรุงโรมมีสถานที่ที่น่าสนใจมากมายทั้งในแง่สถาปัตยกรรมและในแง่ประวัติศาสตร์-วัฒนธรรม ใครที่ได้ผ่านมาที่กรุงโรม ก็มักจะได้มาเยี่ยมเยือนนครวาติกัน ช่วงที่มางานมอบหมายจากอาจารย์จารุนี ผมก้ได้มีโอกาสมาเยือนกรุงวาติกัน ได้ถ่ายวิดิโอเก็บไว้ โอกาสหน้าจะได้นำมาเล่าสู่กันฟัง

    ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอิตาลีผมก็เคยประสบมา ในอิตาลีและในเมืองต่างๆในยุโรปหลายเมือง มีพวกยิปซีเรร่อนอยู่เป็นจำนวนมาก พวกนี้มักเป็นพวกมิจฉาชีพ ฉกชิงวื่งราวนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ ผมเคยโดนสามครั้ง ครั้งแรกที่กรุงโรม ครั้งที่สองที่เมืองมิลาน ครั้งที่สามที่เมือง Nice ประเทศฝรั่งเศส มีพวกยิปซีอายุราว 13-14 ปี 3-4 คน เข้ามารุมแย่งเอาของที่ผมหิ้วอยู่ ผมทั้งเตะต่อยผลักถีบฟาดอยู่สักพัก แต่ก็เอาอะไรไปไม่ได้ จนมีคนผ่านไปมาเข้ามาช่วย ยิปซีพวกนี้มักหากินแถวๆที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะแถวๆสถานีรถไฟ Roma Termini ในกรุงโรม

    หากได้มาเที่ยวแล้วมีคนที่อาศัยอยู่ในกรุงโรมพาไปเที่ยวก็จะสะดวกและอุ่นใจกว่ามาก ประสบการณ์ที่ดีครั้งหนึ่งก็คือได้มาเยือนกรุงโรมโดยมีเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมที่นครราชสีมาพามาเที่ยว รองศาสตราจารย์ ดร.อรนุช ภาชื่น จากมหาวิทยาลัยมหิดล

    ตอนที่ไปเที่ยวโรมครั้งนั้น อรนุชได้ทุนมาฝึกงานที่โรม และต้องเรียนภาษาอิตาลีด้วย ไปไหนมาไหนสะดวกมาก เพราะอรนุชจะช่วยเป็นล่ามให้อย่างดี ผมอยากซื้อของที่ระลึกจากกรุงโรม อรนุชแนะนำว่าอย่าซื้อในเมืองเพราะราคาแพง เธอแนะให้ไปซื้อที่ร้านข้างๆกรุงวาติกัน เป็นร้านเชิงการกุศลของแม่ชี ราคาถูกกว่าซื้อในเมืองมาก

    อีกครั้งหนึ่งที่ผมไปเยือนกรุงโรม คราวหลังนี้ได้เพื่อนเก่าสมัยเรียนปริญญาตรีด้วยกันคือ รองศาสตราจารย์ ดร.จ่ายฮก เอียบ ภาควิชาเคมี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ตอนนั้นจ่ายฮกกำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ที่อิตาลี จ่ายฮกบอกว่าเรียนหนัก ไม่ค่อยได้เที่ยวไหน ได้เพื่อนมาก็ดีแล้ว ถือโอกาสเที่ยวไปด้วยกันเลย ผมลงรถไฟจากสถานีกรุงโรม Roma Termini ผมรู้สึกหิวเพราะยังไม่ได้กินข้าวเช้ามาด้วย จ่ายฮกบอกว่าจะพาไปกินปิซซ่าอร่อยแบบ fast food มีร้านแห่งหนึ่งอยู่ไม่ไกล ระหว่างสถานีรถไฟและน้ำพุเทรวี่ ไปถึงก็เห็นผู้คนเข้าคิวซื้อปิซซ่า แต่ที่ร้านนี้ไม่มีโตีะให้แขกนั่ง คนซื้อแล้วก็เอาออกมากินนอกร้าน ผมลองกัดกินดู รู้สึกว่าไม่เห็นอร่อยดังคำร่ำลือ แม้จะกำลังหิวก็ตาม จ่ายฮกหัวเราะแล้วบอกว่า ปิซซ่าร้านนี้อร่อยเพราะมีที่มาที่ไป คือร้านนี้เป็นร้านที่อยู่ติดกับโรงระบำโป๊ ผู้ชายทั้งหนุ่มและแก่มักจะมาซื้อปิซซ่าร้านนี้ตอนมาดูระบำโป๊ มันจึงอร่อยเป็นพิเศษ ผมเหลี่ยวไปดูก็เห็นจริงที่ร้านอยู่ติดกับโรงรำบำโป๊และผู้คนมีจุดประสงค์มาซื้อเข้าไปกินขณะดูระบำโป๊

    หากเราเดินดูของที่ระลึกที่วางขายทั่วๆไปในกรุงโรม ไม่ว่าจะเป็นพวงกุญแจ ที่ทับกระดาษ หรือของตั้งโชว์ต่างๆ เรามักจะพบกับสิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์ของกรุงโรม คือ รูปเด็ก 2 คนกำลังกินนมหมาป่า ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะมีตำนานเกี่ยวกับการสร้างกรุงโรมดังนี้

    โรมิวลุส (Romulus; 771 ปีก่อนคริสตกาล-717 ปีก่อนคริสตกาล) และ เรมุส (Remus; 771 ปีก่อนคริสตกาล-753 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นผู้ก่อตั้งกรุงโรม ทั้งสองเป็นบุตรชายของนักบวชหญิง ริอา ซิลเวีย กับ Mars เทพเจ้าแห่งสงคราม

    ตำนานการก่อตั้งกรุงโรม ปรากฏอยู่ในบันทึกของ Plutarch นักปราชญ์กรีก และ Titus Livius - Levy นักประวัติศาสตร์ชาวโรมัน ตำนานกล่าวว่าโรมิวลุส และเรมุส ถูกทิ้งไว้ริมแม่น้ำไทเบอร์มาตั้งแต่แบเบาะ และเติบโตขึ้นจากการเลี้ยงดูขอหมาป่า ครั้นเมื่ออายุ 18 ปี โรมิวลุสและเรมุส ออกเดินทางจากหมู่บ้านเพื่อไปตั้งหมู่บ้านใหม่ หมู่บ้านของโรมิวลุส ชื่อ "โรม" หมู่บ้านของเรมุส ชื่อ "รีมอเรีย" (ปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดทราบตำแหน่งที่แน่นอนของหมู่บ้านนี้แล้ว) ต่อมาทั้งคู่เกิดขัดแย้งกัน และได้ประลองกำลังกันเมื่อวันที่ 21 เมษายน 753 ปีก่อนคริสตกาล และเรมุสเสียชีวิตในการประลองนั้น ต่อมาโรมิวลุสได้เป็นกษัตริย์องค์แรกของโรม

    โรมิวลุสปกครองกรุงโรมอยู่เป็นเวลา 38 ปี และหายสาบสูญไปหลังจากเกิดพายุอย่างกะทันหัน ตำนานกล่าวว่า โรมิวลุสไปเกิดใหม่บนสวรรค์ ในนามของ ควิรินุส (Quirinus) ดูเรื่องราวจากวิดิโอดังนี้ >>>>

      ThumbnailRomulus and Remus

    Romulus (c. 771 BC-c. 717 BC) and Remus (c. 771 BC-c. 753 BC) are the traditional founders of Rome, appearing in Roman mythology as the twin sons ...

    ด้านหน้าของส่วนแสดงน้ำแข็งสลักของอิตาลีใน Sun Island Park เป็นรูปแกะสลักของหมาป่ากับ โรมิวลุส และ เรมุส นั่นเอง


ความคิดเห็นที่ 109

แขชนะ
23 มี.ค. 2554 22:10
  1. วันนี้เป็นวันอุตุนิยมวิทยาโลก

    ผมจำได้ว่าผมเคยคุยกับอาจารย์จารุนี เกี่ยวกับเครื่องมือวัดเกี่ยวกับอุตุนิยมวิทยาในโรงเรียน และสร้างเครือข่ายการวัดทางอุตุนิยมวิทยาโดยอาศัยอินเตอร์เน็ต แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะโรงเรียนแต่ละโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนในโครงการ พสวท.ไม่พร้อม ผมเห็นเพื่อนๆที่ญี่ปุ่นเขาทำได้ เช่น เมื่อมีพายุเข้ามา ก็ให้โรงเรียนในเครือข่ายวัดค่าอุณหภูมิของอากาศ ความดันอากาศ ความชื้นของอากาศ หรือค่า pH ของน้ำฝน ในเวลาเดียวกัน แล้วส่งข้อมูลมายังศูนย์กลางเพื่อประมวลข้อมูล

    ผมเคยสอนวิชา Physics of Sensors และเคยศึกษาเกี่ยวกับ Biological sensors เช่น เสียงร้องของจิ้งหรีดสามารถบอกค่าอุณหภูมิขณะนั้นๆได้

     

    Image: two crickets viewed from above.

    เช่นจับเวลา 15 วินาที นับจำนวนครั้งที่จิ้งหรีดร้อง ได้ค่าเท่าไร ให้เอา เลข 37 ไปบวก จะเป็นค่าอุณหภูมิของอากาศขณะนั้นที่วัดเป็นฟาห์เรนไฮต์

     


ความคิดเห็นที่ 110

แขชนะ
5 เม.ย. 2554 05:43
  1. ขอย้อนกลับมาเที่ยวเมืองฮาร์บิน........ ศูนย์กลางเมืองฮาร์บินที่นักท่องเที่ยวมักจะมาเดินเที่ยวเล่นทั้งตอนกลางวันและกลางคืนก็คือที่ถนนสายหลัก หรือ Central street (中央大街Zhōngyāngdàjiē) เป็นถนนคนเดินที่มีผู้คนเดินช็ออปปิ้งกันอย่างหนาแน่น ถนนสายหลักนี้เป็นถนนที่สร้างขึ้นในยุคที่เมืองฮาร์บินกำลังถูกตั้งขึ้นเป็นเมืองหลักที่เชื่อมอารยธรรมตะวันตกและตะวันออก ราวๆร้อยกว่าปีมาแล้ว http://www.chinahighlights.com/harbin/attraction/the-central-street.htm

    ถนนสายนี้น่าจะมีอายุใกล้เคียงกับถนนบำรุงเมืองที่กรุงเทพ ถนนสายหลักนี้ถูกสร้างขึ้นราว 110 ปีมาแล้ว อาคารบ้านเรืองบริเวณนี้จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบรัสเซีย ในขณะที่บ้านเรือนแถวๆถนนบำรุงเมอืงจะเป็นแบบ ชิโนโปรตุกีส

    ผมมีโอกาสไปเยือนเมืองฮาร์บินในฤดูหนาว หลังจากสอนหนังสือที่เมืองกุ้ยหลิน มีวันหยุดหลายวันก็เลยหาโอกาสไปเที่ยว อุณหภูมิราว -20 กว่า เซลเซียส คิดว่าหากได้แวะกินซุปร้อนๆสักถ้วยหนึ่งคงจะช่วยได้มาก ผมเดินบนถนนสายหลักได้สักพักหนึ่ง ก็รู้สึกอยากลองชิมซุปสไตล์รัสเซีย ได้เห็นร้านอาหารรัสเซียที่มีชื่อเป็นภาษารัสเซียว่า "TATOC" หรือถ้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษจะได้ว่า "TATOS" ป้ายหน้าร้านบอกว่าตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 เป็นเวลาร้อยกว่าปีมาแล้ว คิดว่าน่าสนใจมากจึงลองเข้าไปชิมดู

    อากาศข้างนอกหนาวมาก แต่พอเข้าไปข้างในรู้สึกอุ่นดีมาก แว่นตาที่สวมใส่เป็นฝ้าขึ้นมาทันที เนื่องจากไอน้ำในร้านอาหารกระทบความเย็นจากแว่นตากลั่นตัวเป็นหยดน้ำ เท่านั้นยังไม่พอ เนื่องจากแว่นตามีอุณหภูมิติดลบ ละอองน้ำที่เกาะบนแว่นก็กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งทันที ภายในร้านตกแต่งแบบรัสเซีย มีรูปและแผ่นโปสเตอร์เก่าแก่ประดับมากมาย ร้านอาหาร Tatos นี้ ตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1901 โดยชาวอัลมาเนีย ชื่อ Tatos Grigorevich Del-Aknovy กล่าวได้ว่าเป็นร้านอาหารแบบฝรั่ง หรือแบบ คอเคเชี่ยนแห่งแรกในประเทศจีนก็ว่าได้ ร้านนี้เว็ปไซต์เสียด้วยครับ >>> http://www.tadaosi.cn/

    ตอนแรกที่เข้าไปลองชิม คิดว่าราคาคงแพง แต่ก็ตัดสินใจลองเพราะข้างนอกหนาวมาก เข้าไปรับไออุ่นสักพักก็น่าจะคุุ้มค่า ปรากฏว่าราคาค่าอาหารไม่แพงอย่างที่คิด ราคาใช้ได้ อาหารอร่อยมาก ผมได้ชิมซุปรัสเซีย กินสเต๊ก ก็เครื่องดื่ม คิดแล้วถูกกว่ากินอาหารระดับเดียวกันที่กรุงเทพเสียอีก บริกรชายชาวจีนพูดได้หลายภาษา พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก บริการดี พูดจาสุภาพอ่อนน้อม เขาบอกว่ามีชื่อภาษาอังกฤษว่า "Jason" ให้นามบัตรของร้านมาด้วย ทำให้ผมติดใจต้องมากินอีก

    ผมถาม Jason ว่าเจ้าของเป็นคนรัสเซียใช่ไหม เขาบอกว่าร้านนี้มีอายุร้อยกว่าปีมาแล้ว เปลี่ยนเจ้าของมาหลายคน ปัจจุบันเจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวจีน ตอนนี้ไม่อยู่ร้าน ไปเที่ยววันหยุดที่ปักกิ่ง


ความคิดเห็นที่ 111

แขชนะ
7 เม.ย. 2554 08:38
  1. เวลาเดินบนถนนในฤดูหนาวที่นี่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเมื่อหิมะตกลงมา บนพื้นจะเป็นน้ำแข็งและลื่นมาก เดินๆไปเรามักจะเห็นผู้คนลื่นไถลไปอยู่เสมอ หรือบางทีหากไม่ระวังก็จะลื่นล้มได้ง่ายๆ ผมเองก็ล้มมาหลายครั้งอยู่เหมือนกัน ตอนค่ำๆที่ร้านรวงต่างๆเริ่มปิดกันแล้ว ก็จะมีเจ้าหน้าที่จากทางการมาแซะน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนพื้นถนนออก เราจะเห็นว่าน้ำแข็งที่ปกคลุมบนถนนแต่ละวันจะหนามาก


ความคิดเห็นที่ 112

แขชนะ
7 เม.ย. 2554 09:06
  1. บนถนนสายหลัก หรือ  Central street นี้ มีร้านค้าหลายร้านที่มีตราสินค้าเลียนแบบสินค้าดังๆ หรือ แบรนด์ดังจากต่างประเทศ มีร้านอาหารอยู่ร้านหนึ่ง เมื่อมองดูไกลๆเผินๆ เหมือนร้านไก่ทอด KFC แต่พอไปดูใกล้ๆ กลับกลายเป็นร้านของคนจีน ชื่อร้าน P.C.Lee

    ยี่ห้อร้านแทนที่จะมีรูป ผู้พัน แซนเดอร์ส ก็กลับมีรูปคุณลีแทน


ความคิดเห็นที่ 113

แขชนะ
7 เม.ย. 2554 19:40
  1. หากใครได้มาเยือนเมืองฮาร์บิ้นในช่วงฤดูหนาว สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืนที่นักท่องเที่ยวจะพลาดไม่ได้ก็คือ การได้ไปเยือน ICE AND SNOW WORLD ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการปฎิมากรรมก้อนน้ำแข็งที่ทำเป็นอาคารต่างๆโดยเฉพาะทำเป็นตึกและปราสาทรูปทรงสวยๆ ตกแต่งและประดับประดาด้วยหลอดไฟแสงสีต่างๆอย่างงดงาม


ความคิดเห็นที่ 114

แขชนะ
9 เม.ย. 2554 01:24
  1. ภาพจาก ICE AND SNOW WORLD มุมต่างๆ


ความคิดเห็นที่ 115

แขชนะ
9 เม.ย. 2554 14:13
  1. สถานที่ท่องเที่ยวตอนกลางวันอีกแห่งหนึ่งของเมืองฮาร์บิ้นที่มีผู้นิยมไปเที่ยวชมคือ "สวนเสือไซบีเรีย" ค่าเข้าชมคนะละ 90 หยวน หรือประมาณ 450 บาท


ความคิดเห็นที่ 116

แขชนะ
9 เม.ย. 2554 15:01
  1. สวนเสือไซบีเรียนี้ จัดเป็นแบบสวนสัตว์เปิดเป็นบริเวณกว้าง มีกรงตาข่ายล้อมรอบ ผู้เยี่ยมชมจะต้องนั่งรถที่ทางสวนเสือจัดไว้ให้ เป็นรถที่จัดทำพิเศษป้องกันอันตรายจากการจู่โจมของเสือ ระหว่างที่รถเคลื่อนตัวผ่านเข้าไปในสวนเสืออย่างช้าๆ


ความคิดเห็นที่ 117

แขชนะ
10 เม.ย. 2554 05:08
  1. ขณะที่นั่งอยู่ในรถ เมื่อเรามองออกไปนอกหน้าต่างรถสองข้างทางจะพบเสือไซบีเรียอยู่กันกระจัดกระจายทั่วไปในสวนเสือ ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาปกคลุมพื้นดิน บ้างก็เข้าไปหลบลมหนาวในถ้ำที่ทำเทียมขึ้นมา


ความคิดเห็นที่ 118

แขชนะ
10 เม.ย. 2554 13:10
  1. กรงสวนเสือเปิดนี้จะเป็นกรงที่มีประตูสองชั้น เมื่อรถเคลื่อนที่เข้าไปหน้าประตู จะมีเจ้าหน้าที่บนหอบังคับการเปิดประตูที่ควบคุมทางไกลให้


ความคิดเห็นที่ 119

แขชนะ
11 เม.ย. 2554 01:52
  1. กิจกรรมโหดอย่างหนึ่งที่ทางสวนเสือจัดให้นักท่องเที่ยวได้ชมก็คือ เขาจะขับรถมาจอดที่ลานกว้างแห่งหนึ่งในสวน จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่เอารถหุ้มลูกกรงอีกคันหนึ่งมาทำการปล่อยสัตว์ปีก ซึ่งอาจจะเป็นนก หรือไก่ หรือเป็ด ออกมา โดยการแง้มประตูรถแล้วโยนสัตว์ปีกออกไป เสือก็จะมาคอยแย่งจับสัตว์ปีกที่ว่านี้ไปกิน ตัวไหนไวกว่าและแข็งแรงกว่าก็จะได้ไปกิน นัยว่าโหดมาก ดูแล้วไม่ค่อยสบายใจ แต่นักท่องเที่ยวชาวจีน เปล่งเสียงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน


ความคิดเห็นที่ 120

แขชนะ
11 เม.ย. 2554 02:29
  1. อันที่จริงนี่ยังไม่ค่อยโหดเท่าไร เมื่อปี พ.ศ.2548 ตอนที่ผมไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยที่กุ้ยหลินปีแรก เขาพาผมไปเที่ยวสวนเสือและหมีที่มีชื่อเสียงของกุ้ยหลิน มีการแสดงละครสัตว์หลากหลายแบบ แต่ที่สุดโหดก็คือการแสดงเสือไล่ล่ากินวัวเป็นๆ เจ้าของสวนอ้างว่า วันหนึ่งๆเขาต้องฆ่าวัวเอาเนื้อมาเลี้ยงเสือเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว อย่ากระนั้นเลย เอามาแสดงให้ผู้มาเที่ยวได้ชมด้วยเลยน่าจะดี การแสดงเริ่มโดยการเอาวัวปล่อยไว้ที่ลานกว้าง จากนั้นก็ปล่อยให้เสือที่หิว 2-3 ตัวออกมาจากกรงเข้าไปในลานกว้างที่มีวัว ตอนแรกผมไม่คิดว่าเป็นการโชว์สุดโหด คิดว่าเป็นการแสดงคล้ายๆละครสัตว์ระหว่างเสือกับวัว เห็นเสือ 2-3 ตัววิ่งวนรอบๆวัว จากนั้นเสือตัวหนึ่งก็กระโดดขึ้นไปขี่หลัง นึกว่าเสือเชื่องหยอกล้อกับวัว แต่ที่ไหนได้ พอเห็นเสืองับคอวัวแล้วฉีกเนื้อออกมา มีเลือดพุ่งออกมาเท่านั้นแหละครับ จึงรู้ว่าเป็นการแสดงสุดโหด ทนดูแทบไม่ได้ วัวก็ดิ้นรนหนีสุดชีวิต แต่ในที่สุดก็หมดแรงสู้เนื่องจากบาดเจ็บ ต้องนอนรอความตาย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็จะเอารถหุ้มลูกกรงมาไล่ต้อนเสือเข้ากรงด้านข้าง แล้วช่วยกันหามวัวที่บาดเจ็บนั้นไปชำแหละเนื้อมาเลี้ยงเสือ ปรากฏว่าหลังจากเปิดการแสดงได้ไม่นาน มีการวิจารณ์จากประชาชนชาวกุ้ยหลินอย่างมากทางหน้าหนังสือพิมพ์ หลายๆคนรุมด่าทอการแสดงสุดโหดนี้อย่างรุนแรง โดยเฉพาะพ่อแม่ที่เอาลูกมาเที่ยวชมการแสดงละครสัตว์ที่น่ารักของเสือกับหมี สุดท้ายทางสวนเสือและหมีก็ต้องยุติการแสดงโหดแบบนี้


ความคิดเห็นที่ 121

แขชนะ
11 เม.ย. 2554 20:50
  1. บางจุดจะมีสะพานทอดยาวออกไป เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทิวทัศน์ด้านกว้างของสวนเสือจากมุมสูง เพื่อความปลอดภัยก็ต้องมีกรงกั้นอย่างแน่นหนา ที่น่าสนใจคือ เสือไม่ยักไล่กินนกที่อยู่ข้างๆ ซึ่งต่างจากรูปที่ให้ดูในความเห็นข้างต้น ผมคิดว่านกที่เห็นในรูปนี้คงบินหนีได้รวดเร็ว ไม่เหมือนนกบางชนิดหรือไก่ที่ใช้เป็นเหยื่อให้เสือเพราะบินได้ไม่เก่ง หนีเสือไม่รอด เสือมันคงเกิดการเรียนรู้จากประสบการ์ที่เคยได้ลองมาแล้วว่าไม่ไวเท่านก


ความคิดเห็นที่ 123

แขชนะ
12 เม.ย. 2554 00:30
  1. บางคนซื้อไก่มาแล้วก็เอามาล่อเสือให้เสือกระโดดขึ้นมา แต่ก็ติดลูกกรง


ความคิดเห็นที่ 124

แขชนะ
12 เม.ย. 2554 00:36
  1. ถ้าจะปล่อยไก่ให้เสือกินต้องปีนขึ้นไปให้ไก่พ้นลูกกรง เมื่อปีนขึ้นไปแล้ว บรรดาเสือทั้งหลายก็เตรียมจะแย่งกันแบบใครดีใครได้


ความคิดเห็นที่ 125

แขชนะ
12 เม.ย. 2554 00:40
  1. ตัวไหนแย่งได้ก็จะมาหลบมุมกินไก่อยู่เงียบๆ เสือตัวอื่นจะมาแย่งมันก็จะส่งเสียงขู่ เหมือนหมาหวงกระดูกที่เราเห็นอยู่ทั่วไป


ความคิดเห็นที่ 126

แขชนะ
12 เม.ย. 2554 00:43
  1. อยู่ว่างๆ เสือก็มีการเล่นหยอกล้อกันเหมือนกันครับ


ความคิดเห็นที่ 127

ครูไผ่
12 เม.ย. 2554 09:50
  1. ทำไมเสือหลายตัวอยู่ในกรงเดียวกันได้


ความคิดเห็นที่ 128

แขชนะ
12 เม.ย. 2554 10:59
  1. อ๋อ! เพราะว่ามันเป็นกรงน่ะสิครับ จึงอยู่รวมกันหลายตัวได้ แต่เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ครับ (แฮะ แฮะ ตอบแบบกำปั้นทุบดิน) วานผู้รู้ช่วยมาเล่าแจ้งแถลงไขเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณล่วงหน้าครับ


ความคิดเห็นที่ 129

NpEdu
12 เม.ย. 2554 12:49
  1. เสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ เพราะ ตัวที่หลับ กรนเสียงดัง มันรำคาญจึงหนีไปหาถ้ำอื่นอยู่

ความคิดเห็นที่ 130

แขชนะ
12 เม.ย. 2554 12:54
  1. อ้อ อย่างนี้นี่เองเสือสองตัวอยู่ในถ้ำเดียวกันไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร แต่เสือสองถ้ำอยู่ในตัวเดียวกันนี่สิ แม่เสือทั้งสองถ้ำจะว่าอย่างไร


ความคิดเห็นที่ 131

12 เม.ย. 2554 16:25
  1. เป็นครู ก็ต้องมีจรรยาครู เป็นแพทย์ ก็ต้องมีจรรยาแพทย์ แพะ เมื่อมันจะชนกัน มันให้หัวและเขาตรงกันเสียก่อน ถ้ายังไม่ตรง มันก็จะปรับให้ตรง ถ้าตัวใดตัวหนึ่งปรับยังไม่เสร็จ มันก็จะรอก่อน เมื่อหัวและเขามันตรงกันดีแล้ว มันจึงจะพุ่งชนกัน ดังนั้น แพะ มันก็มีจรรยา เรียบกว่า จรรยาแพะ วัว ควาย เป็ด ไก่ สุนัข ไม่มีจรรยานะครับ ตัวที่แข็งแรงจะเอาเปรียบตัวที่ไม่แข็งแรง แต่แมว มีจรรยานะครับ เรียกกว่าจรรยาแมว แมวจะใช้จรรยาในการแย่งอาหารกันกินเท่านั้น ถ้าเป็นการแย่งตัวเมีย ก็กัดกันแทบจะตายไปข้างหนึ่งเลยนะครับ(แต่ก็ยังไม่เคยเห็นแมวตายเพรากัดกัน) จรรยาของแมวก็คือ เมื่อเราโยนอาหารให้ฝูงแมว ตัวใดตะบบได้ก่อน ไม่ว่าตัวเล็กหรือใหญ่ ตัวอื่นจะไม่แย่ง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวที่ตะปบอาหารไว้ได้ก่อน แม้จะตัวเล็กนิดเดียว ก็ตะบบหน้าตัวอื่นที่อยู่ใกล้และทำท่าจะแย่งอาหารด้วยนะครับ ไม่ทราบว่า เสือ มีจรรยาเสือหรือไม่ สำหรับสุนัขแย่งกันเก่งมาก ตัวที่มีกำลังมากกว่า นอกจากจะแย่งแล้ว ยังรังแกตัวที่มีกำลังน้อยกว่าอีก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าเราให้อาหารแก่ตัวเล็ก และอาหารหมด ตัวใหญ่มาทีหลัง จะดมปากตัวเล็ก ถ้าได้กลิ่อาหารในปากของตัวเล็ก ก็จะกัดตัวเล็ก

ความคิดเห็นที่ 132

แขชนะ
12 เม.ย. 2554 23:07
  1. จรรยาแมวมีเกี่ยวกับการเข้าคิวก่อน-หลังทีละตัวไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 133

Ouroboros
13 เม.ย. 2554 13:46
  1. {#emotions_dlg.q7} โอ้ 18+ นะครับเนี่ย


ความคิดเห็นที่ 134

แขชนะ
22 เม.ย. 2554 02:40
  1. [[215502]]

    ขณะที่เขียนความเห็นนี้ ผมอยู่ที่รัสเซีย มาบรรยายที่นี่เป็นครั้งที่ 4 แล้ว ต้องขอขอบพระคุณอาจารย์จารุนีที่ส่งผมไปประชุมที่ฮังการีเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนรักผู้เป็นกัลยาณมิตรชาวรัสเซีย Prof.Alexander Fishman แห่ง Kazan Federal University และได้เชิญผมมาบรรยายตามที่ต่างๆในเมือง Kazan มาคราวนี้ผมจะอยู่ที่นี่ราว 2 สัปดาห์ จะกลับเมืองไทยก็ราวสิ้นเดือนเมษายน มีอะไรมาเล่าสู่กันฟังอีกมากมาย


ความคิดเห็นที่ 135

แขชนะ
4 พ.ค. 2554 09:24
  1. มาคราวนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียน N19 รู้สึกดีใจมาก และแจ้งให้ทราบว่า ครูที่โรงเรียนที่ได้รับการอบรมเทคนิคการสอนฟิสิกส์จากผมเมื่อคราวที่แล้ว เอาไปประยุกต์ใช้งาน จนได้รับรางวัลครูฟิสิกส์ดีเด่นแห่งรัฐ Tatarstan (ดูรูป) ได้รับเงินรางวัลราวสองแสนบาท ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงขอให้ผมเดินทางมาจัดอบรมครูให้ที่รัสเซียทุกปี


ความคิดเห็นที่ 136

แขชนะ
7 มิ.ย. 2554 22:47
  1. สมัยก่อนนี้ เวลาเดินทางไปต่างประเทศ เราจะต้องแลกเงินไป หรือไม่ก็ซื้อเช็คแลกเงิน หากใช้เงินที่อิตาลีสมัยก่อนนี้ ต้องพกเงินลีร์จำนวนมากมหาศาล ชนิดที่กระเป๋าเงินตุงออกมาจนน่าเกลียด เพราะแต่ละใบมีค่าน้อย ต่อมาค่อยยังชั่ว มีเงินในอนาคตที่ทำด้วยพลาสติกที่เราเอามาใช้ก่อนแล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง นั่นคือบัตรเครดิต ต่อมาบริษัทห้างร้านต่างๆเห็นความสะดวก ก็ออกบัตรเครดิตต่างๆรวมทั้งบัตรสมาชิกที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนหรือให้ส่วนลดแก่สมาชิก ผมเองก็เป็นสมาชิกอยู่หลายแห่ง สิ่งที่น่ารำคาญก็คือต้องคอยพกบัตรเครดิตจำนวนมาก

    ผมสังเกตเห็นว่าบัตรสมาชิกส่วนมากมี Bar Code เวลาจะใช้ ทางห้างร้านก็จะมีเครื่องสแกน ผมก็เลยเอาบัตรต่างๆรวมทั้งสิ้น 16 ใบ มาสแกนแล้วทำบัตรใหม่ของผมเองเพียง 1 ใบแต่มี 2 หน้า เดี๋ยวนี้ผมพกบัตร Barcode พิเศษของผมเพียงใบเดียว เบากว่ากันเยอะเลยครับ


ความคิดเห็นที่ 137

แขชนะ
9 มิ.ย. 2554 14:59
  1. ขอกลับมาเล่าเรื่องเมืองฮาร์บิ้นต่อครับ

    ทุกเมืองที่ผมได้มีโอกาสไปเยือม ผมต้องพยายามถามดูว่ามีพิพธภัณฑ์วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีหรือไม่ หากมี ผมจะต้องพยายามหาโอกาสไปเยี่ยมชม ที่เมืองฮาร์บิ้นนี้ มีพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนกัน ที่นี่มีมหาวิทยาลัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใหญ่และมีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆที่ให้การสนับสนุนและมีส่วนให้ความรู้แก่ประชาชนครับ

    ผมได้ไปเยี่ยมชมในฤดูหนาวหลังจากเสร็จจากภารกิจสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยกวางสีที่กุ้ยหลินแล้ว บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังมีหิมะปกคลุมอยู่หนาพอสมควร ตัวอาคารมีขนาดใหญ่กว้างขวาง แบ่งเป็นส่วนแสดงถึง 4 ชั้น

    บริเวณห้องโถงชั้นล่างเป็นฝ่ายประชาสัมพันธ์ มีป้ายผังบอกข้อมูลห้องแสดงต่างๆ ด้านหน้าสุดของห้องโถงเป็นป้ายแสดงประวัติและผลงานของนักวิทยาศาสตร์จีน ทำให้เยาวชนภาคภูมิใจในชาติของตนเองได้อย่างมาก

    ปีกอีกด้านหนึ่งของอาคารชั้นล่างสุด จะเป็นห้องฉาพหนัง IMAX ผมสังเกตดูเห็นมีผู้เข้าชมทั้งชาวจีนและรัสเซีย ดังนั้นป้ายแสดงคำอธิบายต่างๆในพิพิธภัณฑ์นี้จะมีสองภาษา คือภาษาจีนและภาษารัสเซีย


ความคิดเห็นที่ 138

แขชนะ
9 มิ.ย. 2554 15:35
  1. พอขึ้นบันไดเลื่อนมาชั้นที่สอง ได้ยินเสียงเพลงบรเลงไพเราะ และเห็นมีผู้คนยืนห้อมล้อมชมการแสดงอะไรสักอย่างหนึ่ง เข้าไปดูใกล้ๆ ก้เห็นการแสดงหุ่นยนต์ที่โปรแกรมให้มีท่าเต้นเข้ากับจังหวะและท่วงทำนองเพลง น่าชมมากครับ เพราะท่าแต่ละท่าที่เขาโปรแกรมไว้นั้นล้วนแล้วแต่พิสดารและเรียกเสียงฮาจากผู้ชมได้มากทีเดียว

    พอจบการแสดงก็จะมีเจ้าหน้าที่มาเก็บหุ่นยนต์ทั้งสามตัวเข้าไปไว้ในกล่องเก็บอุปกรณ์ที่อยู่ด้านหลังและเตรียมนำมาแสดงในรอบต่อไป


ความคิดเห็นที่ 139

แขชนะ
9 มิ.ย. 2554 21:46
  1. มุมนิทรรศการหุ่นยนต์ยังมีอีกหลายมุม มุมหนึ่งที่เด็กๆชอบก็คือมุมที่ใช้หุ่นยนต์วาดรูปการ์ตูนลายเส้นหลากสี โดยอาศัยแขนกลที่จับปากกา แล้วโปรแกรมให้ขีดเขียนรูปลายเส้น อีกทั้งยังโปรแกรมให้เปลี่ยนปากกาเป็นสีต่างๆได้อย่างว่องไว


ความคิดเห็นที่ 140

แขชนะ
9 มิ.ย. 2554 22:47
  1. มุมกลไกฟันเฟืองที่น่าสนใจอีกมุมหนึ่งคือมุมเครื่องกลอย่างง่ายที่เชื่อมโยงกับร่างกายมนุษย์ โดยมีจักรยานให้คนขึ้นไปถีบได้จริงแล้วเชื่อมโยงกับโครงกระดูก แสดงให้เห็นว่าขณะทีี่เราถีบจักรยานนั้น โครงกระดูกของเราจะมีการเคลื่อนไหวอย่างไร


ความคิดเห็นที่ 141

แขชนะ
10 มิ.ย. 2554 19:45
  1. ในห้องโถงแสดงนี้มีมุมแสดงภาพสามมิติพร้อมคำอธิบายวิธีการถ่ายภาพ และการมองภาพสามมิติด้วยแว่นตาสีแดง-สีน้ำเงิน

    อันที่จริงในขณะที่มาเยือนพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นี้ ผมถ่ายเป็นภาพสามมิติและวิดีโอ ดูตัวอย่างภาพสามมิติได้ดังนี้ครับ


ความคิดเห็นที่ 142

แขชนะ
11 มิ.ย. 2554 21:37
  1. มีบันไดเลื่อนพาเราชึ้นไปชมนิทรรศการต่างๆชั้นสูงขึ้นไป

    มุมนิทรรศการร่างกายของเราและวิทยาศาสตร์สุขภาพ

    มุมนิทรรศการอาหารและโภชนการ

    มุมนิทรรศการเกี่ยวกับเสียง


ความคิดเห็นที่ 143

แขชนะ
13 มิ.ย. 2554 20:10
  1. ผมซื้อของเล่นมาชิ้นหนึ่ง เป็นกรอบที่มีตะปูหลายตัว เมื่อเอาหน้าแนบลงไปแล้วตะปูจะยุบตัวลงไปทำให้เรามองเห็นกรอบตะปูนั้นเป็น contour ของหน้าเราได้ แต่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีกรอบขนาดใหณ่ที่สามารถมองเห็น contour ทั้งร่างกายได้


ความคิดเห็นที่ 144

แขชนะ
13 มิ.ย. 2554 22:53
  1. อีกมุมหนึ่งของห้องแสดงนิทรรศการทั่วไปชั้นบน

    มุมนิทรรศการเกี่ยวกับระบบสุริยะ และ มุมคณิตศาสตร์ จักรยานส้อสี่เหลี่ยม แต่เคบื่อนที่เป็นเส้นตรงได้อย่างราบเรียบ เพราะพื้นมีลักณะโค้ง

    มุมนิทรรสการเกี่ยวกับ Re-cycle และห้องแสดงทางวิทยาศาสตรืซึ่งเปิดแสดงเป็นรอบๆ เป็นเรื่องต่างๆตามที่ประกาศไว้

    การแสดงทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ ปริมาตร ความดันและอุณหภูมิ ทดลองโดยใช้ลูกโป่งและไนโตรเจนเหลว (ถังสีฟ้า ฝาสีเหลือง)


ความคิดเห็นที่ 145

แขชนะ
15 มิ.ย. 2554 04:26
  1. มุมนิทรรศการทางอวกาศ

    มุมสวนสนุกสำหรับเด็ก ทำเป็นโครงสร้างแบบเรือที่แล่นในทะเล บริเวณทะเลด้านล่างทำด้วยลูกบอลพลาสติกขนาดเล็กจำนวนมาก เด็กๆก็สามารถลงไปนอนกลิ้งเล่นได้

    มุมนิทรรศการไฟฟ้าสถิต

    มุมนิทรรศการสวนธรรมชาติ และ ไดโนเสาร์


ความคิดเห็นที่ 146

แขชนะ
15 มิ.ย. 2554 04:51
  1. อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ "อุโมงค์ลวงตา"

    เป็นท่ออุโมงค์ที่หนุนอย่างช้าๆ และมีสะพานทางเดินให้คนเดินผ่านอุโมงค์เข้าไป ภายในอุโมงค์มีการประดับลวดลาย โดยให้สายตาของคนที่เดินผ่านอุโมงค์เห็นการหมุนของท่ออุโมง เกิดเป็นภาพลวงตา ทำให้รู้สึกว่าสะพานที่เดินนั้นจะหมุนบิดไปคนละทาง เมื่อเกิดความรู้สึกนั้น สมองก็จะพยายามสั่งให้ร่างกายเอียงตัวกลับเพื่อจะได้ทรงตัว แต่อันที่จริงสะพานหยุดนิ่ง ดังนั้น คนที่ยืนอยู่ด้านนอกจึงมองเห็นคนที่เดินบนสะพานมีการเอียงตัวไป

    สังเกตดูคนที่เดินผ่านอุโมงจะเอียงไปทางซ้ายมือ เนื่องจากเกิดภาพลวงตา คนมักจะเอนตัวไป จึงต้องทำเป็นราวสะพานให้คนจับเพื่อป้องกันไม่ให้ล้ม

    เมื่อคนเดินผ่านสะพานเอียงไปทางซ้ายกันมาก ผมสังเกตเห็นที่ราวสะพานด้านซ้ายจะมีรอยถลอกมาเพราะคนจับมากกว่าด้านขวานั่นเอง

    คลิกที่นี่ เพื่อชม Video เกี่ยวกับ >>>> อุโมงค์ภาพลวงตา

     


ความคิดเห็นที่ 147

NpEd
15 มิ.ย. 2554 12:40
  1. มีเรื่องจะขอแจม  คือ

    1. คลิกที่นี่ เพื่อชม Video เกี่ยวกับ >>>> อุโมงค์ภาพลวงตา  อยากทราบว่า ทำลิ้งค์ได้อย่างไร

    2. กระทู้ยาวไปแล้วนะ  เครื่องของผมโหลดช้ามากกว่าจะเข้ากระทู้ของท่านได้

    3. ตั้งกระทู้ใหม่ดีไหมครับ ให้สื่อความหมายทำนองว่า "ท่องไปกับ ดร.แข", "ติดตาม ดร.แข","ผลงาน ดร.แข"    (คล้ายอย่างนี้)

    4. ผมคั้งกระทู้ถึงทีมวิชาการว่า อย่างนี้ เหมาะสมหรือไม่

    เรียน  วิชาการทีมvcharkarn.com เป็นเว็บไซต์ชื่อดัง  รู้จักกันทั่วประเทศเว็บไซต์ของทุกโรงเรียนในประเทศไทย  จะต้องมีลิงค์มายังเว็บนี้ทั้งนั้นแต่เว็บบอร์ดของเว็บนี้ ยังล้าหลังอยู่เลย ไม่สามารถทำอะไรต่ออะไรได้หลายอย่างเหมือนกับเว็บทั่วๆไป  เช่นการนำรูปภาพ คลิปวีดีโอ และการทำลิงค์ไปยัง Url อื่นๆ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับเว็บที่เกี่ยวกับการศึกษาอย่างเว็บนี้ลองดูตัวอย่างเว็บบอร์ดนี้ซิครับ >>> เกษตรพอเพียง.คอม

    http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?board=1.0มีเครื่องอำนวยความสะดวกหลายอย่างที่สำคัญก็คือ  เขาสามารถย้ายกระทู้ไปไว้ในห้องที่เหมาะสมได้ด้วยV-Team  คงจะต้องปรับปรุงอีกสักตั้งแล้วหละครับด้วยความปราถนาดี


ความคิดเห็นที่ 148

แขชนะ
15 มิ.ย. 2554 14:43
  1. คำถามที่ว่าจะทำลิ้งค์อย่างไร เช่น  คลิกที่นี่ เพื่อชม Video เกี่ยวกับ >>>> อุโมงค์ภาพลวงตา  ทำได้ดังนี้ครับ

    เลือกเว็ป หรือ Youtube ที่เราต้องการลิ้งไป เช่น ถ้าเราค้นหาใน Googles พบหน้าข้างบน เราอยากจะทำลิ้งค์ไปที่ "เกษตรพอเพียง.คอม" ก็ให้เราทำ Highlight ที่บรืเวณ Hyperlink เช่นคำว่า  เกษตรพอเพียง.คอม   จากนั้นก็ copy แล้วเอาไป Paste ลงในกระทู้ หรือความเห็นที่เราต้องการแนะนำให้เพื่อนสมาชิกตามไปชม

    เมื่อเรา copy ลิ้งค์นี้แล้ว เราออาจจะเปลี่ยนคำพูดใหม่ ก็ทำได้ เช่น เปลี่ยนจาก เกษตรพอเพียง.คอม  ไปเป็นคำว่า กดที่นี่ก็ได้ครับ ลิ้งค์ไปเหมือนกัน แม้คำพูดจะเปลี่ยนไป แต่ลิ้งค์ยังอยู่ มันก็จะลิ้งคืไปที่ที่เราต้องการอยู่ดีครับ

    ลิ้งค์นี้อาจไม่ใช่คำพูดก้ได้ คือเป็นรูปที่มีลิ้งค์อยู่ เช่น

    ภาพขนาดย่อ

    สำหรับความเห็นอื่นๆ เป็นเรื่องของ "เจ้าของบ้านวิชาการ.คอม" ตอนนี้ผมพยายามไม่อยากเข้าไปยุ่งมากนัก พยายามทำ "Blog เทียม" บน วิชาการ.คอม เฉพาะ เรื่องที่เพื่อนเก่าๆแก่ๆอยากให้เขียนมาเล่าให้ฟัง เช่น  เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย  หรือ เรื่องที่ผมอยากเล่าเพื่อระลึกถึงบุคคลที่ผมเคารพและอยากให้เกียรติ เช่น  ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท.  นอกจากนี้ก็ไม่ค่อยอยากเข้าไปอีกแล้ว ไอ้ที่จะเขียนเรื่องเล่าประสบการณ์ต่างๆนับร้อยกว่ากระทู้ผมเลิกแล้วครับ จะเสนออะไรให้แก้ไขหรือทำให้ดีขึ้น ก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะไม่อยากได้ยินคำพูดที่มีความหมายว่า "เอ็งจะเข้ามา หรือจะออกไป หรือจะอย่างไร ข้าก็ไม่สน" คุ้นๆหูไหมครับ! ผมไม่เสียเวลาอีกแล้ว รู้สึกว่าตัวเราต่ำต้อยและไร้ค่าเสียจริง ที่นี่เป็นเวทีสาธารณะ ถ้าคนดูแลเว็ปเป็นเจ้าของเว็ปนี้จริงๆ ผมจะไม่หน้าด้านเหยียบเข้ามาอีกแน่นอน ผมจะเข้ามาก็เข้ามาทักทายเพื่อนๆบางคนที่ผมอยากสนทนาด้วยเท่านั้น ที่อื่นเข้าพูดจากันให้เกียรติมากกว่านี้มากครับ  


ความคิดเห็นที่ 150

แขชนะ
15 มิ.ย. 2554 22:10
  1. ผลที่ได้จะเป็นอย่างนี้ครับ

    มาใช้ blog กันเถอะ

    http://www.google.co.th/search?hl=th&source=hp&biw=924&bih=482&q=%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2+Google&rlz=1W1MOOI_en&aq=f&aqi=&aql=&oq=

     

    http://www.google.co.th/search?hl=th&source=hp&biw=924&bih=482&q=%E0%B8%94%E0%B8%A3.%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0&btnG=%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2+Google&rlz=1W1MOOI_en&aq=f&aqi=&aql=&oq=


ความคิดเห็นที่ 151

แขชนะ
16 มิ.ย. 2554 00:52
  1. บริเวณห้องโถงชั้นล่างใกล้ทางเข้า-ออก จะมีร้านขายของที่ระลึก มีทั้งขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่มและของเล่นต่างๆ ทั้งธรรมดาและในเชิงวิทยาศาสตร์ ที่เมืองไทยมีของเล่นวิทยาศาสตร์จากบริษัทของคนไทย Dig it up เป็นฟอสซิลไดโนเสาร์จำลอง ที่มีกิจกรรมน่าสนใจคือต้องอาศัยเครื่องมือที่ให้มาในกล่องสำหรับขุดเพื่อหาฟอสซิลของไดโนเสาร์ ราวกับเป็นนักสำรวจซากฟอสซิล แต่ที่ประเทศจีน ก็มีการเลียนแบบ แทนที่จะเป็นฟอสซิลไดโนเสาร์จำลอง ก็กลับกลายเป็นการขุดซากหุ่นทหารโบราณดินเผา Terracotta จำลองที่มีขายแก่ผู้มาเยี่ยมชม

    รูปซ้ายมือเป็นภาพบริเวณห้องโถงชั้นล่าง จะเห็นแผ่นป้ายแสดงประวัติและผลงานของนักวิทยาศาสตร์จีน ดังที่เล่าให้ฟังในความเห็นที่ 137 รูปล่างเป็นรูปตั๋วเข้าเยี่ยมชม ราคา 20 หยวน หรือประมาณ 100 บาทครับ

     


ความคิดเห็นที่ 152

แขชนะ
16 มิ.ย. 2554 23:20
  1. นอกจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แล้ว ที่ฮาร์บิ้นยังมีพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่น่าเยี่ยมชมเหมือนกัน บริเวณหน้าพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์นี้จะเป็นลานกว้าง มีอนุสาวรีย์แม่ทัพจีนท่านหนึ่งยู่กลางลานซึ่งมีหิมะปกคลุมอยู่หนา

    สัญญลักษณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของมณฑลนี้คือมังกรที่อยู่ในท่านั่ง ทั้งประเทศจีนจะหาดูรูปมังกรในท่านั่งเพียงแห่งเดียวก็คือที่มณฑล "เฮยหลงเจียง" ที่มีฮาร์บิ้นเป็นเมืองหลวงนี้เท่านั้น


ความคิดเห็นที่ 153

แขชนะ
18 มิ.ย. 2554 05:32
  1. ด้านหน้าประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์

    ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ มีการแสดงวัตถุโบราณต่างๆที่ขุดพบ รวมทั้งเมืองโบราณที่ขุดพบและทำเป็นแบบจำลองแสดงพระราชวังโบราณซึ้งมีลักษณะคล้ายๆพระราชวังต้องห้ามที่กรุงปักกิ่ง


ความคิดเห็นที่ 154

แขชนะ
18 มิ.ย. 2554 21:53
  1. ลองมาชมภาพ 3 มิติดูบ้างครับ

    มองจากพิพิธภัณฑ์ออกไปทางด้านหน้า

    แบบจำลองพระราชวังโบราณ

    แสดงหุ่นจำลองหมู่บ้านแถบบนี้ในสมัยโบราณ

    หัวมังกรนั่งสัญญลักษณ์ของมณฑลนี้ที่ขุดพบ

    ด้านข้างอาคารพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยหิมะที่ตกลงมาค้างอยู่หลายวัน


ความคิดเห็นที่ 155

แขชนะ
18 มิ.ย. 2554 23:38
  1. ขอย้อนกลับมาเที่ยวในเมืองฮาร์บิ้น สถานที่ที่เป็นศูนย์รวมทางจิตใจของผู้คนที่นี่ เห็นจะได้แก่ โบสถ์เซนต์โซเฟีย หลังจากที่มีการสร้างทางรถไฟ ทรานส์ไซบีเรีย เชื่อมโยงตะวันออกกับตะวันตกสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2446 มีชาวรัสเซียอบยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองฮาร์บิ้นมากขึ้น ชาวรัสเซียและชาวจีนที่นับถือศาสนาคริสต์ก็ได้การสร้างโบสถ์เซนต์โซเฟียขึ้น และสำเร็จเมื่อ ปีพ.ศ. 2450

    ในปี พ.ศ.2464 ฮาร์บินมีประชากร 300,000 รวมกับ คนรัสเซีย อีก100,000 คน โบสถ์เซนต์โซเฟียในปัจจุบัน ไม่ได้ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาแต่เป็นพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในคริสตจักรออร์ทอดอกซ์ทางตะวันออกไกล

    ภายในโบสถ์เป็นที่เก็บภาพเก่าแก่ที่เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองฮาร์บิ้น ไว้มากมาย มีรูปถ่ายที่น่าสนใจหลายรูป ผมใช้เวลาในโบสถ์นี้นานพอสมควรเพื่อถ่ายภาพทุกภาพที่อยู่ภายในทั้งหมด อันที่จริงก็เป็นการหลบลมและอากาศหนาวภายนอกที่เย็นถึง -20 องศาเซลเซียส ได้เป็นอย่างดี


ความคิดเห็นที่ 156

แขชนะ
24 มิ.ย. 2554 01:19
  1. บรรยากาศภายในโบสถ์เซนต์โซเฟีย


ความคิดเห็นที่ 157

แขชนะ
24 มิ.ย. 2554 02:59
  1. ภาพเมืองเก่าฮาร์บิ้นปี 1900 ที่แสดงในโบสถ์


ความคิดเห็นที่ 158

แขชนะ
24 มิ.ย. 2554 03:06
  1. ภาพในโบสถ์ภาพหนึ่ง แสดงให้เห็นเมืองฮาร์บิ้นราวต้นศตวรรษ 1900 แสดงวัฒนธรรมผสมผสานสองแบบ เห็นการแต่งตัวและรถลากของจีนสมัยโบราณ อีกภาพหนึ่งแสดงให้เห็นรถยนต์และผู้คนที่สวมชุดสากลแบบฝรั่ง มีป้ายบอกร้านรวงเป็นทั้งภาษาจีนและภาษารัสเซีย


ความคิดเห็นที่ 159

แขชนะ
24 มิ.ย. 2554 03:10
  1. ภาพอีกภาพหนึ่งที่น่าสนใจที่แขวนอยู่ในโบสถ์ เป็นภาพเก่า ขาว-ดำ แสดงแผงขายไม้เสียบผลไม้ชุบน้ำตาลเคลือบราวต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ผมนำมาเปรียบเทียบกับภาพแผงขายอย่างเดียวกันในปัจจุบัน ช่วงเวลาห่างกันถึง 100 ปี ผู้คนก็ยังกินของแบบเดิม


ความคิดเห็นที่ 160

แขชนะ
28 มิ.ย. 2554 05:11
  1. หลังจากหลบลมหนาวในโบสถ์อยู่นาน ก็ออกมาข้างนอกถ่ายรูปหน้าโบสถ์ไว้เป็นที่ระลึก แม้ว่าจะรู้สึกอบอุ่นภายในโบสถ์เปรียบเทียบกับอุณหภูมิติดลบกว่า 20 องศาแล้ว ผมเหลือบไปดูเทอร์โมมิเตอร์ภายในโบสถ์บอกค่าว่าอุณหภูมิ 6 องศาเซลเซียส  โบสถ์หลังนี้อยู่ใจกลางเมือง หากหันหลังให้โบสถ์เราจะเห็นศูนย์การค้าใหญ่ของเมืองดังแสดงในรูปล่างขวามือ


ความคิดเห็นที่ 161

แขชนะ
1 ก.ค. 2554 04:29
  1. ในช่วงชีวิตของคนเราที่ผ่านมาเกินกว่าครึ่งศตวรรษได้ผ่านเรื่องราวต่างๆทั้งดีทั้งร้าย ทั้งสนุกและเศร้า สิ่งหนึ่งที่มนุษย์ควรจะมีคือการนำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาเป็นบทเรียนที่จะทำให้สังคมอยู่อย่างปกติด้วยคุณงามความดี

    ชีวิตผมที่ผ่านมาได้พบกับเรื่องราวที่สกปรกโสมม และการใช้เล่ห์เหลี่ยมของผู้บริหารองค์กรหลายแห่งที่ทำลายล้างกันอย่างไม่ละลายต่อบาปกรรมที่ตนเองได้ก่อไว้แก่ผู้อื่นเพียงเพื่องตนเองได้ไต่ขึ้นไปเสวยสุขและหาผลประโยชน์ได้อย่างแนบเนียนและมีหน้ามีตาในสังคม ผมมีหลักฐานต่างๆทั้งเอกสาร ภาพถ่ายและเทปทีีงแอบอัดไว้เพียงเพื่อสั่งสอนลูกหลานไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง

    วันนี้มีเรื่องที่อดที่จะเอามาเล่าให้ฟังไม่ได้.......

    ผมได้เคยเล่าให้ฟังแล้วว่า ผมได้รับเชิญให้ไปสอนหนังสือที่รัสเซียหลายครั้งแล้ว ต่อมามีผู้บริหารระดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยของรัฐของติดตามไปด้วย โดยให้ผมช่วยบอกกับเพื่อนชาวรัสเซียให้ช่วยออกจดหมายเชิญอย่างเป็นทางการ เพื่อที่ว่าจะได้ทำเรื่องลาและเบิกค่าใช้จ่ายให้ อันที่จริงผมก้ไม่ได้รู้จักท่านนี้มาก่อน ไม่รู้ว่านิสัยใจคอเป็นอย่างไร เพียงแต่ได้รับการติดต่อจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยอื่นๆที่เคยทำงานร่วมกัน ด้วยความเกรงใจผมจึงรับปากช่วยดำเนินเรื่องติดต่อให้โดยหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ในครั้งนั้นมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ 5 แห่งร่วมเดินทางไปด้วย

    เมื่อเดินทางไปถึงเราก็ได้พบกับเรื่องที่น่าประหลาดใจ เจ้าภาพที่เชิญผมไปนั้นก็จัดรถฝ่ากองหิมะมารับคณะของเราอย่างดียิ่ง ผู้บริหารท่านหนึ่งพยายามสอบถามว่าระยะทางจากสนามบินถึงที่พักที่ต้องเดินทางราว 30-40 นาทีนั้นไกลเพียงใด และค่าจ้างรถที่มารับเราคิดเป็นเงินประมาณเท่าไร ทีแรกผมก้ไม่ได้รู้สึกอะไร ต่อเมื่อผู้บริหารท่านอื่นเอามาเล่าให้ฟังอย่างน่าสมเพชว่า เขาเอาข้อมูลเหล่านี้เพื่อไปตั้งเบิกเป็นค่าใช้จ่ายใส่กระเป๋าตนเอง ผมสังเกตเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่ร่วมเดินทางราว 2 สัปดาห์นี้ เห็นพฤติกรรมแบบนี้ของผู้บริหารท่านนี้อยู่ตลอดเวลา เวลารับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม เสร็จแล้วยังไม่พอยังแอบเอาอาหารห่อไปเพิ่มเพื่อรับประทานตอนกลางวันและตอนเย็นโดยไม่ต้องซื้อหาอีก เอาไปมากจนน่าเกลียด วันต่อๆมาพนักงานโรงแรมทนไม่ได้ถึงกับเข้ามาบอกว่าให้เอาอาหารที่แอบซ่อนไว้นั้นไปคืน พวกเราที่เดินทางไปด้วยนั้นอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี โดยเฉพาะผมเองที่ทำหน้าที่เหมือนหัวหน้าคณะที่นำทีมไป เพื่อนๆตำแหน่งใหญ่โตชาวรัสเซียเขาจะคิดอย่างไร ผมอายจริงๆครับ ผมได้มีโอกาสทำงานร่วมและติดต่อประสานงานทางวิชากการอีกหลายเรื่อง ก็เห็นพฤติกรรมแบบเดียวกันนี้ประจำ แต่ผมก้ไม่พยามยามแสดงออกมากนั้ก ได้แต่เก็บมาเล่าให้ลูกหลาน ลูกศิษย์ลูกหาฟังว่า สังคมของเราควรทำอย่างไร

    ขณะนี้ผู้บริหารท่านนี้กำลังจะหมดวาระลง แต่ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกหนึ่งสมัย ยังไม่สะใจ ได้ติดต่อผมมาอีกเพราะรู้ว่าผมเป็นญาติกับประธานคณะกรรมสรรหาผู้บริหารมหาวิทยาลัยตำแหน่งนั้น ขอร้องให้ช่วยบอกคุณงามความดีของตนเองให้กับประธานกรรมการสรรหาฟัง และยังไม่อายที่จะพูดกับผมว่า ขอให้ช่วยหน่อยเพราะมีเรื่องอีกหลายเรื่องที่จะต้องสะสางกับต่างประเทศ และจะขอร่วมเดินทาง "ไปเที่ยว"ต่างประเทศกับผมอีก ผู้บริหารมหาวิทยาลัยท่านอื่นๆรู้สึกไม่พอใจกับพฤติกรรมนี้ บางคนถึงกับบอกว่า ไม่อยากคบกับคนนนี้เพราะเอาเงินภาษีของพวกเราไปใช้หาความสุขสบายอย่างน่าเกลียด โดยเฉพาะมีหน้าที่สั่งสอนเยาวชนของเรา ในเมื่อตนเองเป็นแบบนี้ แล้วจะสั่งสอนเยาวชนอื่นๆอย่างไร ที่ร้ายก็คือ ผู้บริหารรุ่นน้องที่เป็นผู้ช่วยก้เอาเป็นเยี่ยงอย่างได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับชีวิตผมมากมาย ช่วงที่เป็นข้าราชการลาเรียนต่อปริญญาเอกที่เบอร์ลิน ตอนนั้นผมเป็นผู้แทนนักเรียนไทยในเบอร์ลิน ได้มีโอกาสพบปะผู้คนมากมาย ตั้งแต่เข้าเฝ้าร่วมโต๊ะเสวยกับสมเด็จพระพี่นาง ได้เป็นล่ามให้กับรองนายกรัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคน แต่ก็มีหลายครั้งที่ผมรู้สึกไม่สบายใจ ช่วงใกล้ๆจะปิดงบประมาณก็มักจะมีผู้บริหารบางคนมาขอให้อาจารย์ที่ปรึกษาของผมที่มีตำแหน่งใหญ่ในมหาวิทยาลัยเบอร์ลินออกจดหมายเชิญ เพื่อจะได้เบิกเงินหลวงมาเที่ยว  บางทีก็มีการขอร้องจากสถานฑูตให้มารับรองและเป็นล่ามให้กับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ตอนนั้นเราอายุน้อยไม่ถึง 30 ก็รู้สึกเป็นเกียรติ แต่พอได้เห็นพฤติกรรมแล้ว รับไม่ได้จริงๆ บางคนหนีบขวดแม่โขงเล็กใส่ในกระเป๋าจิบระหว่างเข้าร่วมประชุม เมาเล็กน้อยกลิ่นเหล้าเหม็นจนน่ารังเกียจ พวกฝรั่งก็ดูถูกมาก บางคนก็อยากหาประสบการแปลกๆใหม่ๆ มาขอให้พวกเราพาไปเที่ยวซ่องเบอร์ลิน

    ในชีวิตผมได้พบกับผู้บริหารต่างๆมากมายเหล่านี้ มีความรู้สึกที่เฝ้าถามตนเองว่า "ประเทศไทยจะสิ้นชาติหรือไม่หนอ?"


ความคิดเห็นที่ 162

แขชนะ
5 ส.ค. 2554 03:42
  1. วันนี้คิดถึงอาจารย์จารุนีเป็นพิเศษ

    ขณะนี้ผมอยู่ที่เขตปกครองตนเองมณฑล Inner Mogolia ของจีนตามคำเชิญของ China Association of Science and Technology (CAST) Cheng Donghong เพื่อนเก่าสมัยที่รู้จักกันตอนที่ไปประชุมกับอาจารย์จารุนีที่องค์การ UNESCO เมื่อปี 1993 ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วในตอนแรก Cheng Donghong เคยนำคณะผู้แทนมาเยือน สสวท. และอาจารย์จารุนีก็ให้ผมนำคณะผู้แทนไทยไปเยือนจีนเป็นการตอบแทน เดี๋ยวนี้ Cheng Donghong ใหญ่โตมาก มีระดับเทียบเท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ แม้กระนั้นเธอก็ยังคงความเป็นเพื่อนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

    ผมมาร่วมงานแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ที่เมือง Hohhot เมืองหลวงของ Inner Mongolia จนถึงวันที่ 7 สิงหาคม จากนั้นก็จะเดินทางไปปักกิ่ง Cheng Donghong จะเลี้ยงต้อนรับและให้ผมบรรยายให้กับนักวิชาการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 9 สิงหาคมนี้ Inner Mongolia อยู่ทางเหนือสุดของจีน ผมลองใช้นาฬิกาข้อมือพิเศษของผมวัดความสูงได้ 1105 เมตรสูงกว่าระดับน้ำทะเล

    ลองเอาถุงขนมที่ติดตัวมาจากห้องพักรับรองผู้โดยสารของการบินไทยออกมาดู ปรากฏว่าถุงพองออกมามาก แสดงว่าความกดดันของอากาศที่นี่ต่ำ ผมลองวัดความกดดันอากาศดูจากนาฬิกาข้อมือพบว่า ความกดดันอยู่ที่ 888 hPa และที่ความสูง 1105 เมตร

    มาถึงดินแดนสุดเส้นทางสายไหม ก็อดที่จะเล่าเรื่องของมาร์โคโปโลกับท่านกุปไลข่าน หลานปู่ของท่านเจ็งกีสข่านที่เคยปกครองดินแดนนี้ไม่ได้ แล้วจะค่อยๆนำมาเล่าต่อครับ ตอนนี้ต้องไปทำงานก่อน


ความคิดเห็นที่ 163

แขชนะ
6 ส.ค. 2554 05:24
  1. ภาพนี้ดูผิวเผินเหมือนคนจริงๆ แต่ความจริงเป็นหุ่นขี้ผึ้งของท่านกุปไลข่าน หลานปู่ของท่านเจ็งกีสข่าน ที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดของมณฑล Inner Mogolia


ความคิดเห็นที่ 164

แขชนะ
8 ส.ค. 2554 06:36
  1. เมื่อผมมาถึงเมืองไหน หากมีโอกาสผมก็มักจะหาทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของเมืองนั้น ที่นี่จะเป็นที่รวบรวมสิ่งต่างๆที่สะท้อนศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อตลอดจนประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนั้น ที่เห็นในรูปบนคืออาคารของพิพิธภัณฑ์ของ Inner Mongolia รูปกลางคือภาพของบริเวณหน้าอาคารเรามองออกมาจากตัวอาคาร ภาพล่างขวามือคือรูปปั้น "จอกเหล้าโบราณ" จำลองที่ขุดค้นพบในบริเวณนี้

    ไกด์ของพิพิธภัณฑ์ที่นี่แต่งตัวในชุดขาวสวมที่ติดผมคล้ายๆหมวกขนาดเล็ตามแบบพวกมองโกล แลดูเก๋ไม่เบาทีเดียว

    จุดที่น่าสนใจจุดหนึ่งภายในอาคารก็คือหุ่นขี้ผึ้งที่แสดงประวัติศาสตร์ของมองโกเลีย ที่น่าสนใจและผู้คนมักมักจะชอบดูก็คือรูปปั้นของที่กุปไลข่านและท่านมาร์โคโปโล

    มีหนังเรื่องหนึ่งเป็น mini series ราวปี 1982 ที่จีนและอิตาลีร่วมกันสร้าง ฉายทางโทรทัศน์ ตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่เยอมนีได้อัดเทปเก็บไว้ เป็นเรื่องราวของมาร์โค โปโลที่ได้เดินทางจากเวนิสไปพบกับท่านกุปไลข่านที่มองโกเลีย เป็นการเปิดประตูเชื่อมโยงวัฒนธรรมตะวันออกกับตะวันตก ไม่น่าเชื่อว่าคนเราจะมีความพยายาม ความมุ่งมั่นและความเชื่ออย่างแรงกล้าขนาดนั้น เมื่อปี 1983 ผมได้มีโอกาสไปเรียนวิชา Microprocessor Applications in Physics ที่เมือง Trieste ในอิตาลี ซึ่งห่างจากเมืองเวนิสไปไม่ไกลนัก เวลาว่างวันหยุดพวกเราที่ไปเรียนหนังสือที่นั่นก็มักจะนั่งรถไฟไปเที่ยวเมืองเวนิส นั่งรถไฟไปราวชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว

    ที่รู้สึกตื่นเต้นก็คือได้นั่งเรือกอนโดล่าเยี่ยมชมบ้านของมาร์โคโปโลดังแสดงในรูป ค่านั่งเรือที่นี่แพงมาก แต่โชคดีวันนั้นผมได้พบกับรุ่นพี่ที่จบเคมีจากจุฬา เพิ่งแต่งงานกับคนสวิสแล้วมาเที่ยวเวนิส พี่ก็เลยชวนนั่งเรือร่วมกันแล้วแชร์ค่าเรือกัน เมื่อคิดแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่นี่เดินทางกันยาวไกลได้ขนาดนั้นจนมาถึงมองโกเลีย และได้มาพบกับนักรบผู้ยิ่งใหญ่

    ผมได้ถ่ายภาพสามมิติของรูปปั้นหุ่นขี้ผึ่งของมาร์โคโปโลขณะเข้าพบท่านกุปไลข่านมาให้ชมครับ


ความคิดเห็นที่ 165

8 ส.ค. 2554 11:32
  1. เรียนสอบถามด้วยความเคารพครับ ทำไมการศึกษาฟิสิกส์ของเด็กไทยถึงแย่ลงเรื่อย ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่ สสวท.ก็ควบคุมหลักสูตรด้วยการสลับเนื้อหาตลอดมาครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 166

8 ส.ค. 2554 23:25
  1. คุณสงสัยค่ะ ในฐานะครูผู้สอนอยากบอกว่า ฟิสิกส์ต้องใช้คณิตศาสตร์มาก โดยเฉพาะตรีโกณมิติ แต่นักเรียนบางคนไม่ได้เรียนตรีโกณมิติมาก่อน เด็กบอกว่าเป็นวิชาเพิ่มเติม ถ้าเด็กไม่เลือกก็ไม่ได้เรียน ฟิสิกส์เรียนมีเพียง 3 คาบ/สัปดาห์ ครูต้องมาสอนตรีโกณมิติให้ก่อน สอนทั้งฟิสิกส์+คณิตศาสตร์ แถบต้องทำแล็ปอีก อย่าว่าแต่สอน 3 คาบ/สัปดาห์ 4 คาบ/สัปดาห์ก็ไม่พอ สสวท.ทำหลักสูตรทั้งคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เราเคยบอกแล้ว ว่า ม.4 นักเรียนควรเรียนตรีโกณก่อน เพื่อจะให้รับกับฟิสิกส์เขาบอกว่าไม่ได้ มาเรียนตรีโกณมิติ ตอน ม.5 แล้วจะให้ครูฟิสิกส์ทำอย่างไร สลับเนื้อหา แล้วมีประโยชน์อะไร สสวท.เคยออกมาติดตามการใช้หลักสูตรของครูหรือเปล่า กาปรับเนื้อหา ได้มีการสอบถามครูผู้สอนหรือไม่ ไม่อยากพูด(เขียน) เดี๋ยวจะหาว่าบ่น ประเทศจีนปฏิรูปการศึกษา ปี 2001 หลังจากนั้น 10 ปี (ปี2011) การศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของจีนเป็นอย่างไร เราก็คงรู้เห็นกันดี เปลี่ยนแปลงแค่คำพูด นักเรียนเป็นสำคัญ-นักเรียนเป็นศูนย์กลาง แผนการสอน-แผนการจัดการเรียนรู้ แต่ได้ติดตามกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูหรือไม่ จริงอยู่ว่า สสวท. มีหน้าที่ควบคุมหลักสูตร แต่ใครเป็นผู้ใช้ อะไรคือ ตัวเชื่อมระหว่างครูกับหลักสูตร ดูปัญหาการศึกษามันมีมากมายทุกวิชา หลักสูตรเน้นกระบวนการคิดและกระบวนการแสวงหาความรู้ แต่เด็กได้สิ่งนั้นหรือเปล่า ใครดู/ใครรับผิดชอบ เปลี่ยนแค่คำพูดมีประโยชน์อะไร ในที่สุด ทุกอย่างลงที่ครูผู้สอน อีกไม่นาน คนไทยจะไปอยู่ตรงไหนในประเทศไทย เมื่อเปิดโลกอาเซียน ปี 2558 ไม่อยากคิดเลย ...คุณสงสัยก็คงต้องสงสัยพร้อมกับคนอื่นๆต่อไป


ความคิดเห็นที่ 167

9 ส.ค. 2554 08:25
  1. ขอบคุณมากครับคุณครูฟิสิกส์ ผมเห็นใจครูผู้สอนมากครับ ทุกอย่างมาลงที่ครู แต่คนควบคุมแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร ช่วงเวลาการเรียนหรือรูปแบบการสอบเข้ามหาลัย ดูเหมือนไม่เคยตรวจสอบตัวเองเลยว่ากำหนดอะไรไปแล้วมีผลต่อการศึกษาของประเทศยังไงบ้าง โชคดีที่ไม่ได้อยู่ในยุคนี้ ขอบคุณอีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 168

แขชนะ
10 ส.ค. 2554 07:15
  1. จากความเห็นที่ 165..... เรียนสอบถามด้วยความเคารพครับ ทำไมการศึกษาฟิสิกส์ของเด็กไทยถึงแย่ลงเรื่อย ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่ สสวท.ก็ควบคุมหลักสูตรด้วยการสลับเนื้อหาตลอดมาครับ

    ผมไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการศึกษาฟิสิกส์ของเด็กไทยมานานกว่า 10 ปีแล้วตั้งแต่ออกจาก สสวท.และช่วงที่ทำงานที่ สสวท.ก็เพียง 42 เดือน ตามคำขอของอาจารย์จารุนี คงไม่สามารถตอบคำถามอะไรได้มากนัก กระทู้นี้เขียนขึ้นเพื่อระลึกถึงอาจารย์จารุนี ที่ให้โอกาสต่างๆที่ดีในชีวิตของผมเท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของสสวท.ในปัจจุบัน หลังจากออกมาจาก สสวท. ผมใช้เวลาส่วนใหญ่จัดกิจกรรมในประเทศต่างๆ (ในเมืองไทย คงไม่มีใครอยากคบด้วย) เช่น

    บรรยายในอเมริกา จัดอบรมครูในโครงการเด็กผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ของกษัตริย์ซาอุดิอารเบีย บรรยายให้กับนักศึกษาฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยนิวเดลฮี รวมทั้งจัด Science show ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติที่อินเดีย

    จัดกิจกรรม Science show และ workshop ให้กับเด็กและพ่อแม่ชาวญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียว อีกทั้งจัดการอบรมครูฟิสิกส์ที่อาร์เจนตินา เกี่ยวกับการใช้ Laser pointer ในการทดลองทางฟิสิกส์

    จัด workshop ที่กรุงเบอร์ลิน ในมหาวิทยาลัยที่ผมเรียนจบมาทาง Laser spectroscopy จัดอบรมครูฟิสิกส์และบรรยายให้กับนักเรียนฟิสิกส์ที่รัสเซีย ที่น่าดีใจคือครูชาวรัสเซียท่านหนึ่งเอาสิ่งที่ผมอมรมไปใช้แล้วได้รับรางวัลครูฟิสิกส์ดีเด่น ดังที่กล่าวมาแล้วในความเห็นที่ 134-135

    จัดอบรมครูที่ RECSAM ปีนัง มาเลเซีย จัดอบรมครูที่ลาวและกัมพูชาในโครงการของ UNESCO

    ช่วงเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมใช้เวลากับการจัดกิจกรรมนักเรียนและอบรมครูให้กับประเทศสิงคโปร์ ดังตัวอย่าง website ต่อไปนี้....

    http://www.synergyst.com/forms/TeachPhysicsCreatively.pdf

    ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ผมต้องขอขอบพระคุณอาจารย์จารุนี ที่หยิบยื่นโอกาสอันดีให้ผม ซึ่งผมก็ไม่สามารถตอบคำถามของ "คุณสงสัยครับ" ได้

     


ความคิดเห็นที่ 169

แขชนะ
11 ส.ค. 2554 12:59
  1. เมื่อเดินเข้ามาในอาคารพิพิธภัณฑ์ Inner Mogolia จะพบกับ Counter ประชาสัมพันธ์ การเยี่ยมชมนั้นจะต้องชมเป็นกลุ่มเล็กๆ และต้องอาศัยผู้นำชมดังภาพ

    ที่อยู่ด้านหลัง จะเป็นลานกว้าง เป็นที่นัดหมายของกลุ่มผู้มาเยี่ยมชม จะต้องใช้ผู้นำชมหลายคน และเนื่องจากพิพิธภัณฑ์ใหญ่มาก ผู้เยี่ยมชมมีมากมายหลายกลุ่มโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนนี้ ลานหน้าพิพิพธภัณฑ์จึงกว้างใหญ่มาก มีภาพปั้นแกะสลักเป็นรูปและเรื่องราวต่างๆของมณฑลประดับอย่างงดงาม ผู้คนที่มารอนัดหมายกันก็มักจะมานั่งพักและถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ที่เห็นรูปบนเป็นภาพมุมกว้าง รูปกลางเป็นภาพของมุมด้านซ้าย รูปล่างเป็นภาพของมุมด้านขวา


ความคิดเห็นที่ 170

12 ส.ค. 2554 11:33
  1. ขอบคุณมากครับ ผมดูกิจกรรมทั้งหมดน่าสนใจมากครับ ขอบคุณอีกครั้งครับ

ความคิดเห็นที่ 171

แขชนะ
14 ส.ค. 2554 20:18
  1. ขณะที่มาร์โค โปโลเข้าเฝ้าท่านข่าน ด้วยเกรงว่าจะลื่นไถลล้มทำแจกันมีค่าเสียหาย ท่านข่านจึงมีบัญชาให้นางผู้รับใช้ในวังมาถูพื้นก่อนที่จะเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิด

    พูดเล่นครับ !  ความจริงตอนนั้นมีคนทำความสะอาดเข้ามาพอดี ผมก็เลยถ่านภาพไว้สนุกๆ ไม่ค่อยมีให้เห็นครับ


ความคิดเห็นที่ 172

แขชนะ
14 ส.ค. 2554 23:43
  1. พนักงานถูพื้นที่นี่ เวลาถูพื้นด้วยไม้ถูพื้นที่เปียกแล้วจะมีการโบกพัดให้แห้ง แขกผู้มาเยี่ยมชมจะได้ไม่ลื่นล้ม


ความคิดเห็นที่ 173

แขชนะ
17 ส.ค. 2554 00:17
  1. ที่อาคารพิพิธภัณฑ์อีกอาคารหนึ่งเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับศิลปะยุคสมัยกุปไลข่าน ตัวหนังสือบอกรายละเอียดต่างๆในพิพิธภัณฑ์นี้จะเขียนเป็น 3 ภาษา คือภาษาจีน ภาษาอังกฤษและภาษามองโกเลีย ที่เห็นอยู่ด้านบนสุด

    คำว่า"มองโกล" เขียนเป็นตัวอักษรได้ดังข้างบนนี้


ความคิดเห็นที่ 174

แขชนะ
23 ส.ค. 2554 01:09
  1. พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีห้องแสดงต่างๆถึง 4 ชั้น ห้องแรกที่ผู้นำชมพาเราไปก็คือห้องที่แสดงเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ มีรูปปั้นและเรื่องราวต่างๆที่เขียนบรรยายด้วย 3 ภาษาคือ ภาษาจีน ภาษามองโกล และภาษาอังกฤษ นอกจากนั้นยังมีห้องแสดงพวกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของผู้นำ อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใข้ในการทำสงครามต่างๆ


ความคิดเห็นที่ 175

แขชนะ
24 ส.ค. 2554 03:22
  1. ห้องถัดไปเป็นห้องแสดงวิถีชีวิตของผู้คนพื้นเมืองที่นี่ในอดีต รวมทั้งเครื่องแต่งกายแบบต่างๆ

    ลักษณะภูมิประเทศที่นี่มีความแตกต่างสูง มีทั้งทุ่งหญ้าโล่งกว้างใหญ่ไพศาลและห้วงทะเลทรายที่แห้งแล้ง อีกทั้งฤดูกาลที่แตกต่างกัน ฤดูร้อนจะร้อนจัด ฤดูหนาวก็หนาวจัด ห้องนี้ก็แสดงความเป็นอยู่ของผู้คนในลักษณะภูมิประเทศที่แตกต่างกัน

    นอกจากนั้นยังแสดงชีวิตสัตว์ในทุ่งกว้างกับชีวิตสัตว์ในทะเลทราย


ความคิดเห็นที่ 176

แขชนะ
24 ส.ค. 2554 18:53
  1. ชาวมองโกลเรียกตัวเองว่าเป็นบุตรแห่งดินแดนทุ่งหญ้า ทางตอนเหนือของดินแดนแห่งนี้จะเป็นทุ่งหญ้าเรียบที่และดูเหมือนพรมสีเขียวขจีที่ปูแผ่กว้างไกลออกไปสุดลูกหูลูกตา การเดินทางจากที่หนึ่งไปจำเป็นต้องใช้ม้าเป็นภาหนะ ดังนั้นผู้คนในแถบนี้จึงมีความผูกพันกับม้าเป็นอย่างยิ่ง สัญญลักษณืต่างๆของเมืองจึงมักจะมีรูปม้าประกอบ

    ในพิพิธภัณฑ์จะมีส่วนแสดงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้เกี่ยวกับม้าในสมัยโบราณ ชาวมองโกลมีความเชี่ยวชาญในการใช้ม้าในหลายๆด้าน ตั้งแต่ใช้ในการรบสมัยเจ็งกีสข่าน กุปไลข่านเป็นต้นมา กองทัพที่ใช้ม้าสามารถเคลื่อนที่ได้รวดเร็วและไกล ดังนั้นการแผ่อำนาจยึดครองเมืองต่างๆเป็นเมืองขึ้นจึงทำได้รวดเร็วและกว้างขวาง การแผ่ขยายอำนาจในสมัยนั้นจึงยิ่งใหญ่นัก

    ชาวมองโกลใช่ว่าจะเป็นคนดุร้าย โหดเหี้ยม เหมือนนักรบโบราณเสียทีเดียว ที่นี่ยังเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยศิลปะวัฒนธรรมที่น่าสนใจ มีบทเพลงและบทกวีที่มีชื่อเสียงไม่น้อย อีกทั้งการแพทย์แผนโบราณรวมทั้งการฝังเข็มก็ยังเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ยุคโบราณ


ความคิดเห็นที่ 177

แขชนะ
25 ส.ค. 2554 00:24
  1. ในพิพิธภัณฑ์นี้ยังแสดงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงวิกฤตที่เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองและวัฒนธรรม และในช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองจีน

    ในห้องนิทรรศการเกี่ยวกับการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของจีน จะมีภาพถ่ายประวัติศาสตร์และเรื่องราวแสดงมากมายรวมทั้งอาวุธต่างๆของกองทัพแดง

    มีภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับท่านประธานเหมาที่เกี่ยวข้องกับเขตปกครองตนเอง Inner Mongolia


ความคิดเห็นที่ 179

แขชนะ
26 ส.ค. 2554 03:41
  1. บริเวณอีกชั้นหนึ่งอาคารนิทรรศการนี้ จะเป็นส่วนที่แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับทรัพยากรในแผ่นดิน เช่นพวกแหล่งแร่ที่เป็นประโยชน์ในงานอุตสหกรรม อัญมณีหรือหินที่มีค่า หรือแม้แต่ทรพยากรน้ำมัน ในห้องแรกจะเป็นการแนะนำแหล่งทรัพยากรต่างๆในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน (Inner Mongoliua) โดยอาศัยภาพถ่ายจากดาวเทียม

    แผงนิทรรศการส่วนหน้าทำได้น่าดูมากโดยเน้นให้ห้องมืด แต่ใช้ไฟส่องหินแร่ที่จัดแสดงไว้ในตู้รู้สี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ทำให้เพิ่มจุดเด่นเน้นจุดที่น่าสนใจ

    หินที่เป็นก้อนผลึกขนาดใหญ่รูปร่างแปลกๆมีให้ชมมากมาย ทั้งที่ใช้เป็นเครื่องประดับที่มีค่าและใช้ในงานอุตสากรรมประเทศต่างๆ

    ก้อนหินที่มีรูปร่างผลึกแปลกๆและมีสีสรรค์งดงามเหล่านี้มีอยู่มากมาย ผมเห็นมีหินพวกนี้วางขายที่ตลาดทั้วไป ผู้คนมักจะหาซื้อมาทำเป็นเครื่องประดับต่างๆดูงดงามมาก ที่เมืองไทยผมเคยเห็นผู้คนหน้าตาแปลกๆแบบพวกมองโกลหอบเอาหินสวยๆที่หาไม่ได้ในประเทสไทยมาเร่ขายตามที่ต่างๆอยู่หลายแห่งเหมือนกันครับ


ความคิดเห็นที่ 180

แขชนะ
26 ส.ค. 2554 05:28
  1. หินหลากหลายสีและรูปทรงที่มีลักษณะงดงามแตกต่างกันที่วางขายที่ตลาดในเมือง เขาเอามาใส่จานจัดวางดูคล้ายๆจานอาหารและผักผลไม้ ถ้ามองดูไกลๆแทบแยกไม่ออกเลยครับว่าเป็นก้อนหิน

    หน้าตาของชาวมองโกลพื้นเมืองจะเป็นแบบนี้ครับ หน้าเหมือนที่ผมเคยเห็นหอบเอาหินเครื่องประดับแปลกๆสวยๆมาเร่ขายอยู่ในกรุงเทพ รูปล่างเป็นรูปชองนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เป็นอาสาสมัครมาต้อนรับแขกชาวต่างประเทศที่เข้าร่วมประชุม เธอให้เรียนชื่อเธอว่า "Amy" เป็นลูกครึ่งชาวมองโกลพื้นเมืองกับชาวฮั่น(ชาวจีน) ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดของใบหน้าชาวมองโกลพื้นเมืองคือ มีนัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อน ดังแสดงในรูป


ความคิดเห็นที่ 181

แขชนะ
30 ส.ค. 2554 01:45
  1. นอกจากเรื่องราวของวิถีชีวิตผู้คนและทรัพยากรธรรมชาติต่างๆแล้ว ในพิพิธภัณฑ์นี้ยังมีเรื่องราวของชีวิตในยุคดึกดำบรรพ์ของดินแดนแห่งนี้อีกด้วย

    นิทรรศการเกี่ยวกับไดโนเสาร์นี้จะมีเจ้าหน้าที่นำชม และมีส่วนที่เป็นวิดีทัศน์ให้ชมเองโดยจะมีลำโพงที่ให้กำเนิดเสียงรูปโดม(ภาพซ้ายมือ) ผู้ชมจะต้องไปยืนอยู่ใต้โดมจึงจะได้ยินเสียงชัดเจน วิธีนี้ดีคือจะไม่มีเสียงออกมารบกวนผู้อื่น ใครอยากชมเรื่องอะไรเสียงก็จะออกมาบริเวณนั้นเฉพาะที่

    บางส่วนผมถ่ายเป็นภาพสามมิติมาให้ชมกันครับ >>>>

    ทำภาพสามมิติ

     


ความคิดเห็นที่ 182

แขชนะ
30 ส.ค. 2554 08:59
  1. ห้องแสดงนิทรรศการไดโนเสาร์นี้จะอยู่ชั้นต่ำสุด หรืออาจเรียกว่าชั้นใต้ดินเห็นจะได้ เพราะที่นี่มีซากไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์และมีขนาดสูงใหญ่มาก บริเวณกลางห้องโถงจึงต้องการที่โล่งเพื่อไดโนเสาร์จะไดยืดคอและหัวขึ้นไปชั้นบนได้


ความคิดเห็นที่ 183

แขชนะ
31 ส.ค. 2554 01:10
  1. บริเวณนี้เคยมีสัตว์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่มากมาย ซากสัตว์เหล่านี้มีหลากหลายชนิดและค่อนข้างสมบูรณ์ มีทั้งโครงกระดูก กระโหลกและไข่ไดโนเาร์จำนวนมาก

    มีโครงกระดูกสัตว์ดึกดำบรรพ์หลากหลายขนิดและหลายขนาดแสดงไว้ประกอบภาพวาดด้านหลังให้แลดูเหมือนบรรยากาศในยุคนั้น

    นอกจากโครงกระดูกแล้ว ยังมีหุ่นจำลองไดโนเสาร์ให้แลดูเหมือนจริงโดยมีกลไกทำให้เคลื่อนไหวได้ด้วยดังรูปข้างล่างนี้


ความคิดเห็นที่ 184

แขชนะ
31 ส.ค. 2554 22:29
  1. บริเวณนิทรรศการเกี่ยวกับสัตว์ดึกดำบรรพ์นี้กว้างขวางมาก บางมุมจะมีการตกแต่งด้วยไฟวิ่งที่ทำเป็นรูปไดโนเสาร์ ดังรูปบน


ความคิดเห็นที่ 185

แขชนะ
1 ก.ย. 2554 00:31
  1. หลังจากเยี่ยมชมพิพิธํภัณฑ์จนครบหมดแล้ว หากใครต้องการหาซื้อของที่ระลึกก็จะมาเลือกซื้อได้ที่ร้านใกล้ทางออก หรือหากใครอยากส่งไปรษณียบัตรที่เป็นรูปต่างๆของเมืองนี้ ก็สามารถมาหาซื้อและจัดส่งได้ที่ตู้ในมุมบริการไปรษณีย์ของพิพิธภัณฑ์

    หลังจากออกมาจากพิพิธภัณฑ์เตรียมขึ้นรถเดินทางต่อไป จะเห็นมีร้านค้าหาบเร่ขายของที่ระลึกต่างๆส่วนใหญ่จะเป็นพวกเครื่องหนังและหนังสัตว์ต่างๆ

    ดูท่าเราจะสำคัญมาก เพราะขณะที่เดินทางไปรับประทานอาหารเย็นที่เจ้าภาพจัดเลี้ยง จะมีรถตำรวจนำไปตลอดทาง

    เมื่อรถมาจอดที่บริเวณสี่แยก นอกจากจะมีไฟจราจรแล้ว ยังมีตำรวจหญิงคอยโบกรถอยู่กลางถนน น่าดูมากครับ

    ถนนในเมือง Hohhot เมืองหลวงของมองโกเลียในนั้นกว้างมาก ที่เป็นดังนี้เพราะเป็นการรองรับการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว สังเกตเห็นมีการก่อสร้างอาคารใหญ่ๆอยู่ทั่วไปทั้งเมือง การขยายตัวทางเศรษฐกิจของที่นี่เจริญมาก จากข้อมูลอ้างอิงนี้ เราจะได้ข้อมูลที่น่าสนใจ >>> http://www.starmass.com/china_review/city_overview/hohhot.htm  >>>

     

    ข้อมูลการเจริญเติบโตของประชากรตั้งแต่ปี 2001-2009

     

     

    ชาร์ตแสดง Nominal GDP และแนวโน้ม จะเห็นได้ว่า จากปี 2001 - 2009 มากขึ้นถึง 7.5 เท่า

     

    ชาร์ตแสดง Nominal GDP per capita และแนวโน้ม จะเห็นได้ว่า จากปี 2001 - 2009 มากขึ้นถึงเกือบ 8 เท่า เรียกได้ว่าเจริญเติบโตมากที่สุดในประเทศจีน ยังมากกว่าฮ่องกงและมาเก๊าเสียอีก

     

     


ความคิดเห็นที่ 186

แขชนะ
4 ก.ย. 2554 16:53
  1. รถตำรวจนำขบวนเรามาที่ภัตตาคารอาหารค่ำที่การแสดงดนตรีและนาฏศิลป์พื้นเมืองของมองโกเลีย

    หลังจากที่มีการแสดงดนตรีและฟ้อนรำแบบมองโกเลียต้อนรับพวกเราแล้ว ก็จะมีพิธีการเปิดเสิร์ฟอาหาร โดยจะมีการตัดชิ้นเนื้อแกะย่าง และเตรียมจอกเหล้าเลี้ยงรับรองโดยคณะเจ้าภาพ

    พิธิเสิร์ฟจอกเหล้าก็จะมีสาวงาม 3 คน แต่งกายในชุดพื้นเมือง มีผ้ายาวพาดบนมือทั้งสองข้าง และมีจอกเหล้าวางอยู่มือข้างใดข้างหนึ่งที่มีผ้าสีน้ำเงินพาดอยู่ จากนั้นสาวงามทั้งสามคนก็จะเดินเอาจอกเหล้าไปให้แขกผู้มาเยือนได้จิบเหล้าพื้นเมืองที่ละคนๆ จนครบทุกคน และแขกที่ีมานั้นจะต้องคื่มเหล้าให้หมดจอก ซึ่งอันที่จริงก็ไม่มากนัก ขนาดราวๆถ้วยน้ำจิ้มขนาดเล็กที่บ้านเรานั่นเอง เหล้าที่เอามาให้การต้อนรับนั้นก็เป็นเหล้าขาวที่มีปริมาณแอลกอฮอล์มากหน่อย เมื่อดื่มเข้าไปแล้วมันจะรู้สึก"วาบ"ตั้งแต่ลำคอไล่ลงไปตามลำไส้จนถึงท้อง รู้สึกมันร้อนๆวูบวาบจนหิวข้าวขึ้นมาทีเดียว

    หลังพิธีต้อนรับโดยเจ้าภาพแล้ว เราก็เริ่มรับประทานอาหารกัน ขณะเดียวกันก็มีการแสดงๆได้แก่การแสดงดนตรีพิ้นเมืองสลับกับการเต้นและฟ้อนรำตามแบบชาวมองโกล


ความคิดเห็นที่ 187

แขชนะ
13 พ.ย. 2554 10:34
  1. วันนี้คิดถึงอาจารย์จารุนีเป็นพิเศษ เพราะผมกำลังอยู่ที่เมืองซูริค และจะเดินทางเข้ากรุงปารีส ซึ่งเคยได้ร่วมการประชุม UNESCO กับอาจารย์จารุนีเมือ่ตอนที่รู้จักกันครั้งแรก ดังที่เล่าให้ฟังแล้วในตอนต้น

    ผมได้มีโอกาสจัดโปรแกรมทัศนศึกษาเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่างๆในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส ให้แก่กรรมการของที่ประชุมคณบดีวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศและได้มีโอกาสร่วมเดินทางมาด้วย ที่เห็นในรูปเป็นภาพหมู่ที่ถ่ายที่ Free University of Berlin เป็นที่ที่ผมเคยเรียนปริญญาเอกเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ผมยังติดต่อและมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อ 2 ปีก่อนผมก็ได้กลับมาเยี่ยมและบรรยายที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ อาศัยว่าเป็นศิษย์เก่า การติดต่อประสานงานต่างๆก็ง่ายขึ้น


ความคิดเห็นที่ 188

แขชนะ
23 พ.ย. 2554 22:20
  1. รูปเดียวกันกับข้างบน แต่เป็นแบบ 3 มิติครับ

    ถ่ายถาพร่วมกันหน้าประตู Brandenburg ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่สำคัญจุดหนึ่งของกรุงเบอร์ลิน แนวที่ผ่านประตูนี้เคยเป็นที่ตั้งของ "กำแพงเบอร์ลิน" ในยุคสงครามเย็น เปรียบเทียบกับรูปขณะมีกำแพงที่ผมถ่ายไว้เมื่อตอนไปเรียนปริญญาเอกเมื่อ 27 ปีก่อน

     


ความคิดเห็นที่ 189

พิทยา
24 พ.ย. 2554 08:47
  1. ไม่มีรูปปัจจุบันเทียบกันหรือครับ กำแพงเบอร์ลินหายไป คนมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ครับ


ความคิดเห็นที่ 190

แขชนะ
24 พ.ย. 2554 10:11
  1. รูปหมู่ที่เห็นคือรูปถ่ายปัจจุบันครับ ถ่ายกันเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง


ความคิดเห็นที่ 191

ครูไผ่
24 พ.ย. 2554 10:56
  1. อาจารย์พิทยาคงจะถามทางอ้อมว่ากางเกงตัวที่ใส่อยู่ในรูปเมื่อ 27 ปีก่อน ปัจจุบันยังใส่ได้อยู่หรือเปล่า กระมังคะ?


ความคิดเห็นที่ 192

แขชนะ
24 พ.ย. 2554 11:46
  1. ครูไผ่ชอบตัวเลข ผมจะบอกเป็นตัวเลขให้ฟังครับ ตอนเรียนปริญญาตรีน้ำหนัก 56 กก. ตอนเริ่มไปเรียนที่เยอรมนี หนัก 64 กก. ตอนจบกลับมา หนัก 78 กก. ตอนนี้ หนัก 90 กก. เวลาจะชั่งน้ำหนักต้องวานคนอื่นมาช่วยอ่านค่า ตัวเองมองไม่เห็นเข็มตาชั่งเพราะไขมันบังอยู่ครับ


ความคิดเห็นที่ 193

พิทยา
24 พ.ย. 2554 12:51
  1. ใช่ตามที่ครูไผ่ว่านะครับ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของ ดร.แข เทียบกับรูปเมือไปอยู่เยอรมัน ยี่สิบกว่าปีก่อน ที่สำคัญคือ ผมมองหาร ดร.แข ในรูปหมู่ไม่เจอครับ


ความคิดเห็นที่ 194

แขชนะ
24 พ.ย. 2554 21:06
  1. หาไม่เจอหรอกครับ เพราะผมเป็นคนถ่ายรูปครับ ดูนี่ดีกว่า รูปเปรียบเทียบของจริง เวลาผ่านไป 27 ปี เปลี่ยนไปทั้งขนาดและทิศทาง เอ้ย! ไม่ใช่ ติดปากเรื่องเวคเตอร์น่ะครับ


ความคิดเห็นที่ 195

แขชนะ
25 พ.ย. 2554 07:28
  1. รูปนี้ถ่ายที่บริเวณ Botanical garden และ Botanical Museum ของมหาวิทยาลัย Free Unuiversity of Berlin


ความคิดเห็นที่ 196

แขชนะ
26 พ.ย. 2554 04:30
  1. ส่วนของกำแพงเบอร์ลิน ที่ผมไปร่วมทุบมาเก็บไว้เป็นที่ระลึก ก่อนที่จะถูกทุบทิ้งทั้งหมดในเวลาต่อมา


ความคิดเห็นที่ 197

แขชนะ
26 พ.ย. 2554 22:11
  1. วันนี้มีเรื่องจะเล่าให้ฟัง จากความเห็นที่ 134-135 ข้างต้น ว่าผมได้ไปบรรยายและจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่รัสเซียมา 4-5 ครั้งแล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนชั้นนำ N19 แห่งเมือง Kazan ได้เชิญผมไปจัดอบรมครู และต่อมาท่านได้แจ้งให้ทราบว่า ครูที่โรงเรียนที่ได้รับการอบรมเทคนิคการสอนฟิสิกส์จากผมเมื่อคราวที่แล้ว เอาไปประยุกต์ใช้งาน จนได้รับรางวัลครูฟิสิกส์ดีเด่นแห่งรัฐ Tatarstan (ดูรูป) ได้รับเงินรางวัลราวสองแสนบาท ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงขอให้ผมเดินทางมาจัดอบรมครูให้ที่รัสเซียทุกปี

    ปรากฏว่า เมื่อวานนี้ผมได้รับการติดต่อจากโรงเรียน N19 ทราบข่าวว่า ท่านผู้อำนวยการได้การส่งเสริมให้ไปเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีศึกษาธิการ และครูที่ได้รับรางวัลที่เห็นในรูปนี้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการแทน และได้ขอให้ผมร่วมกิจกรรมการสอนทางไกลโชว์แขกผู้มาเยี่ยมโรงเรียน ท่านได้ขอให้ผมสอนนักเรียนในชั้นเรียนเกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้า โดยผ่าน Skype

    โดยการจัดชั้นเรียนตัวอย่างขึ้นแล้วให้ผมบรรยายประกอบการทดลองประมาณ 10 นาที มีการกล่าวนำและทักทายกัน ภาพและเสียงชัดเจน สนุกสนานมาก

    ทั้งเด็กนักเรียนและผู้มาเยี่ยมชมรู้สึกสนุกและตื่นเต้นด้วย โดยทางโรงเรียนได้เชิญผมไปบรรยายให้นักเรียนและอบรมครูฟิสิกส์อีกราวเดือนเมษายนปีหน้า


ความคิดเห็นที่ 198

แขชนะ
12 ธ.ค. 2554 03:40
  1. หน้าประตู Brandenburg ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ที่สำคัญจุดหนึ่งของกรุงเบอร์ลิน แนวที่ผ่านประตูนี้เคยเป็นที่ตั้งของ "กำแพงเบอร์ลิน" ในยุคสงครามเย็น ผมทำเป็นภาพ 3 มิติอีกแบบหนึ่งที่ต้องใช้แว่นตาดู

    จากเบอร์ลิน ผมก็มาเยี่ยมเพื่อนเก่าที่มิวนิค เคยร่วมงานกันมาสิบกว่าปีแล้ว คือ Dr.Christian Ucke (คนขวามือสุด) ซึ่งอยู่ที่ Technical University of Munich เราทำงานเกี่ยวกับของเล่นวิทยาศาสตร์ด้วยกัน ไปบรรยายตามประเทศต่างๆด้วยกันหลายประเทศ เช่น ฮังการี สเปน จีน และเยอรมนี ที่เห็นในรูป Dr.Ucke กำลังสาธิตการใช้ของเล่นบางอย่างในการสอนฟิสิกส์ คนซ้ายสุดคือ รศ.ดร.จุฑามาศ คณบดีวิทยาศาสตร์ สงขลานครินทร์ ถัดมาคือ ผศ.ดร.วรนุช คณบดีวิทยาศาสตร์ พระจอมเกล้า ธนบุรี และ ดร.ธีระเดช รองคณบดีวิทยาศาสตร์ พระจอมเกล้าธนบุรี

    นอกจากนั้นแล้ว Dr.Ucke ยังพาไปเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์คณิตศาสตร์ขนาดเล็กสำหรับกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์ที่สนุกๆ เราได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน หลังจากที่ไม่ได้พบกันมาหลายปี ผมก็บอกว่าผมจัดทำห้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้โรงเรียนหลายแห่งในหลายจังหวัดเหมือนกัน ผมใช้ชื่อว่า Discovery room หรือ ห้องแห่งการค้นพบ ดังแสดงเป็นผังในรูปต่อไปนี้

    Dr.Ucke พาไปพบหัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ พบไปดูห้อง Lab ฟิสิกส์ ทางมหาวิทยาลัยมีนโยบายว่า โครงสร้างของอาคารนอกจากจะใช้เป็นที่เรียนแล้ว ยังจะต้องปรับภูมิทัศน์โดยบูรณาการศิลปะวัฒนธรรม หรือ กิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจทางเทคโนโลยีสร้างไว้ประกอบด้วย ในการนี้ทางภาควิชาคณิตศาสตร์ได้สร้างอุโมงค์สไลด์ให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปมาเยี่ยมชม การมาเยือนครั้งนี้แล้วจบด้วยการพาไปเล่นอุโมงค์สไลด์สูง 4 ชั้น เป็นที่สนุกสนานมาก

    ที่เห็นในรูปคือ ผศ.ดร.คมศร รองคณบดีวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม กำลังไถลลงมาจากอุโมงค์สไลด์พร้อมกับถ่ายวิดีโอด้วยขณะไถลลงมา

    ก่อนกลับ Dr.Ucke ได้มอบหนังสือเกี่ยวกับของเล่นวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผลงานตลอด 20 ปีที่ผ่านมาที่เขียนร่วมกับเพื่อนผมอีกคนหนึ่งคือ Prof.Dr.Schlichting ดังแสดงในรูป ผู้สนใจอาจเข้ามาเยี่ยม Homepage ของ Dr.Ucke ได้ที่นี่ครับ http://www.ucke.de/christian/physik/english.htm


ความคิดเห็นที่ 199

แขชนะ
13 ธ.ค. 2554 02:06
  1. เมื่อมาถึงแคว้นบาวาเรีย เยือนเมืองมิวนิคแล้ว ก็อดที่จะไปเยี่ยมชนปราสาท Neuschwanstein ต้นแบบปราสาทของดีสนีย์แลนด์ไม่ได้

    จากเยอรมนี เราก็เดินทางต่อไปยังกรุงปารีสโดยรถไฟด่วนพิเศษ TGV


ความคิดเห็นที่ 201

แขชนะ
14 ธ.ค. 2554 00:46
  1. เรามาขึ้นรถไฟความเร็วสูงที่เมือง Dijon เตรียมขึ้นรถด่วนพิเศษ Paris-Lyon ผมลองวัดความดันบรรยากาศได้ค่า 997 hPa และความสูงจากระดับน้ำทะเลได้ 150 เมตร ขณะที่นั่งรถไฟความเร็วสูง TGV ผมลองใช้ GPS จากโทรศัพท์มือถือจับความเร็ว ปรากฏว่าความเร็วสูงสุดที่วิ่งของขบวนนี้คือ 180 กม ต่อ ชั่วโมง เราใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงก็ถึงปารีส ช่วงบ่ายแก่ๆ

    กลัวว่าแดดจะหมดและค่ำเร็ว เราจึงไม่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ถือโอกาสไปเที่ยว มหาวิหาร Notre Dame เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมภายในมหาวิหาร ขณะนั้นกำลังมีพิธีทางศาสนา ผู้คนเนื่องแน่นในโบส์ถ ได้ยินเสียงระฆังโบส์ถดังก้องกังวาน ทำให้ผมนึกถึงคนหลังค่อมตีระฆังมหาวิหารแห่งนี้ ผู้นั้นคือ ควอซีโมโด (Quasimodo) จากบทประพันธ์ ไอ้ค่อมแห่ง Notre Dame อันเลื่องชื่อของ วิคเตอร์ ฮูโก (Victor-Marie Hugo) นักเขียนแนวโรแมนติกชาวฝรั่งเศส ฮูโกเกิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2345 ที่เมืองเบอซองซง (Besancon) แคว้นฟร็องช์ กงเต (Franche-Comte) ประเทศฝรั่งเศส เขาได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานของ ฟร็องซัวส์ เรอเน (Francois-Rene de Chateaubriand) นักเขียนผู้สถาปนาวรรณกรรมแนวโรแมนติกในช่วงศตวรรษที่ 18 ฮูโกเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุ 22 ปีจากหนังสือรวมบทกวีเรื่อง Nouvelles Odes et Poesies Diverses และผลงานเล่มต่อมา Odes et Ballades ได้สร้างชื่อให้เขากลายเป็นนักกวีผู้ยิ่งใหญ่ผู้สร้างสรรค์สำนวนสวยงามเป็นธรรมชาติ เขาเริ่มเขียนในปี 2372 นิยายของเขาจะสะท้อนภาพชีวิตจริง และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมฝรั่งเศส ที่เสียดแทงจิตสำนึกของผู้อ่านอย่างรุนแรง ผลงานเด่น ๆ คือ Le Dernier jour d’un condamn (Last Days of a Condemned Man), Les Misrables และ Notre-Dame de Paris (The Hunchback of Notre Dame) ผลงานของฮูโกมีอิทธิพลต่อนักเขียนรุ่นหลังอย่างมาก นอกจากเขียนนิยายแล้ว เขายังเขียนบทละคร บทความ ทำงานศิลปะ และเป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ฮูโกเป็นนักเขียนคนสำคัญที่สนับสนุนวรรณกรรมแนวโรแมนติกในยุโรป

    เรื่องไอ้ค่อมแห่ง Notre Dame มีอยู่ว่า.....

    คืนหนึ่ง ผู้พิพากษาคล็อด ฟร็อลโล (Judge Claude Frollo) พร้อมกองทหารได้ซุ่มจับพวกลักลอบเข้ากรุงปารีสอยู่ริมน้ำแซน ข้างวัดนอทร์-ดามมีชาวยิปซีสี่คนล่องเรือเข้ามาลับ ๆ ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงเข้าแสดงตัวและจับกุม หญิงยิปซีคนหนึ่งถือห่อผ้าไว้และไม่ยอมให้ตรวจค้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงเข้าใจว่าเป็นของโจร และสั่งให้เจ้าพนักงานยึดมา นางขัดขืนแล้ววิ่งหนี ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงขี่ม้าไล่ตามไปถึงหน้าวัดนอทร์-ดาม เขากระชากห่อผ้าจากนาง เป็นเหตุให้นางล้มลงศีรษะฟาดพื้นวัดถึงแก่ความตายทันที ผู้พิพากษาฟร็อลโลเปิดห่อผ้าดู พบว่าเป็นทารกพิกลพิการอัปลักษณ์สุดขีด เขาเข้าใจว่าเป็นบุตรปิศาจ และขณะที่เขาจะทิ้งทารกนั้นลงบ่อน้ำข้างวัด เจ้าอาวาสออกมาห้ามทัน และต่อว่าเขาอย่างรุนแรงว่ามาทำบาปหน้าวัด ผู้พิพากษาฟร็อลโลโต้ว่าเป็นการวิสามัญฆาตกรรมซึ่งเขาชอบจะทำได้ เพราะนางขัดขืน อย่างไรก็ดี ด้วยความเกรงกลัวต่อบาปที่เจ้าอาวาสประณามว่า "ไม่พ้นสายตาของนอทร์-ดาม" เขายอมรับเลี้ยงทารกนั้นไว้เสมอเป็นบุตรในอุทร แต่ขอให้ทารกนั้นอาศัยอยู่กับเจ้าอาวาสในวัด

    ยี่สิบปีต่อมาทารกนั้น ซึ่งผู้พิพากษาฟร็อลโลให้ชื่อว่า ควอซีโมโด (Quasimodo) เติบโตขึ้นเป็นหนุ่มมีอัธยาศัยไมตรีงดงาม เขาอาศัยอยู่ในหอระฆังวัดและมีหน้าที่ตีระฆังให้วัด โดยผู้พิพากษาฟร็อลโลจะมาเยี่ยมเช้าสายบ่ายเย็น และถ่ายทอดศิลปวิทยาต่าง ๆ ให้ไม่ขาด แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลไม่ต้องการให้ควอซีโมโดออกนอกวัด เพราะเกรงผู้คนจะแตกตื่นในความอัปลักษณ์ของเขา จึงพร่ำสอนเขาว่า โลกภายนอกโหดร้าย และจะคอยซ้ำเติม "อาชญากรรม" ที่ควอซีโมโดเกิดมามีรูปทราม วัดนี้เท่านั้นที่จะเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์คุ้มครองให้ควอซีโมโดปลอยภัยทั้งปวง เพราะตามกฎหมายแล้ว ทุกชีวิตในพัทธสีมาวัดจะได้รับการอภัยทาน

    แม้ผู้พิพากษาฟร็อลโลจะสั่งสอนเช่นนั้น แต่ควอซีโมโดตัดสินใจไปพบเจอโลกภายนอก เขาปลอมตัวไปชมดูเทศกาลจำอวด (Festival of Fools) ที่มีขึ้นในจัตุรัส และมีผู้พิพากษาฟร็อลโลเป็นประธาน ในวันเดียวกันนั้น ผู้กองฟีบัส (Captain Phoebus) เข้ารายงานตัวต่อผู้พิพากษาฟร็อลโลพร้อมรับตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์คนใหม่ ในงานนั้น เอสเมอรัลดา (Esmeralda) นางระบำชาวยิปซีซึ่งลักลอบเข้าเมืองมาทำมาหากิน ได้ครองหัวใจคนทั้งเมือง ซึ่งรวมถึง ควอซีโมโด, ผู้กองฟีบัส และผู้พิพากษาฟร็อลโลด้วย ชาวปารีสพบและเลือกให้ควอซีโมโดเป็นราชาจำอวดคนใหม่ แต่เมื่อทราบว่าความน่าเกลียดของควอซีโมโดนั้นเป็นของจริง ต่างก็สะอิดสะเอียด และรุมรังแกควอซีโมโดอย่างสนุกสนาน ผู้พิพากษาฟร็อลโลซึ่งนั่งอยู่ในพลับพลาปฏิเสธจะช่วยเหลือ เพราะต้องการให้ควอซีโมโดเห็นว่าโลกภายนอกเลวร้ายจริงดังคำตน เอสเมอรัลดาเข้าหยุดการกลั่นแกล้ง และประณามผู้พิพากษาฟร็อลโลต่อธารกำนัลว่า เป็นผู้รักษาความยุติธรรม แต่กลับโหดร้ายต่อผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งให้จับกุมนาง ข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แต่นางทำเทศกาลปั่นป่วน และหลบหนีไปได้

    เอสเมอรัลดาเข้าไปอาศัยพัทธสีมาวัดนอทร์-ดาม และได้พบผู้กองฟีบัส ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลเข้ามาขัดจังหวะ และสั่งให้ลากนางออกไปนอกพัทธสีมาวัด เพื่อจะได้จับกุมได้ เจ้าอาวาสเข้าขัดขวางทันเวลา ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งให้วางยามทุกประตูวัด ถ้านางโผล่ออกไปแม้ก้าวเดียวก็ให้จับกุมทันที เย็นนั้น เอสเมอรัลดาพบและได้เป็นมิตรกับควอซีโมโด เพื่อตอบแทนที่นางช่วยเขาในเทศกาล เขาจึงช่วยนางหลบหนีทหาร ก่อนจากกัน นางมอบแผนที่ไปสู่รังลับของชาวยิบซีในกรุงปารีส เรียก วังปาฏิหาริย์ (Court of Miracles) เผื่อเขาต้องการชีวิตที่ดีกว่า ควอซีโมโดซึ้งน้ำใจนางและหลงรักนาง

    คืนนั้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลพบว่า แม้เขามีอุดมการณ์กวาดล้างคนนอกกฎหมาย แต่กลับหลงใหลในแอสเมรัลดาอย่างบ้าคลั่ง เขาภาวนาและระบายความในใจของเขาต่อพระแม่มารีย์ โดยไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดของเขา แต่โทษว่านางแอสเมรัลดาเป็นแม่มดและทำคุณไสยใส่เขา เขาเชื่อว่าครั้งนี้เป็นการที่พระเจ้าทดสอบเขา และเขาพ่ายแพ้การทดสอบ ถึงแม้เขาเชื่อว่าการสมสู่กับแม่มดจะทำให้ตกนรกหมกไหม้ชั่วกัลป์ก็ตาม เขาตัดสินใจตามจับนางเพื่อให้ได้นางมาครอง แม้จะต้องเผากรุงปารีสทิ้งทั้งกรุงก็ตาม และถ้านางปฏิเสธ ก็จะประหารชีวิตนางเสียให้สาสม รุ่งขึ้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลพร้อมกองทหารออกตามล่าแอสเมรัลดาไปทั้งกรุงปารีส เขาสอบสวนชาวเมืองหลายคน แต่เมื่อพบว่าชาวเมืองไม่ให้ความร่วมมือ จึงเชือดไก่ให้ลิงดู ผู้กองฟีบัสทนดูอยู่นาน ที่สุดก็ตัดสินใจไม่ฟังคำสั่งผู้พิพากษาฟร็อลโลอีกต่อไป ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งให้จับกุมเขา แอสเมรัลดาช่วยเขาหลบหนีได้ แต่เขาถูกยิงบาดเจ็บ นางพาเขาไปซ่อนที่หอระฆังพร้อมขอให้ควอซีโมโดช่วยเหลือ ขณะที่ทั้งคู่จุมพิตกันดูดดื่ม ผู้พิพากษาฟร็อลโลมาถึงวัดนอทร์-ดาม เพราะทราบว่าควอซีโมโดพานางออกจากวัด เขาให้อภัยควอซีโมโด และกล่าวว่า จะช่วยถอนมนตราที่แม่มดเอสเมอรัลดาสาปส่งมาให้ควอซีโมโด เพราะเขาทราบสถานที่ของวังปาฏิหาริย์แล้ว และรุ่งสางจะนำกำลังหนึ่งพันนายเข้าโจมตี

    ควอซีโมโดและผู้กองฟีบัสจึงรุดไปวังปาฏิหาริย์เพื่อเตือนชาวยิปซี โดยอาศัยแผนที่ที่เอสเมอรัลดาทิ้งไว้ให้ ผู้พิพากษาฟร็อลโลพร้อมกองทัพแอบติดตามทั้งคู่ไป และบุกเข้าถึงวังปาฏิหาริย์ทันเวลาก่อนชาวยิปซีหลบหนี เขาจับกุมชาวยิปซีทั้งปวง และสั่งให้ขังควอซีโมโดไว้ที่หอระฆัง รุ่งขึ้น เขาพิพากษาประหารชีวิตเอสเมอรัลดา โทษฐานเป็นแม่มดหมอผี และขณะที่กำลังจะจุดไฟเผานางกลางใจเมือง เขากระซิบนางว่า เป็นโอกาสสุดท้ายที่นางจะได้เลือกระหว่างมีชีวิตอยู่ต่อไปในฐานะคนรักของเขา หรือจะยอมเป็นของพระเพลิง นางถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าเขา เขาจึงจุดไฟประหารชีวิตนาง ควอซีโมโดฝ่าออกมาจากหอระฆังได้ และโหนสายระฆังลงมาเบื้องล่าง ชิงตัวนักโทษเอสเมอรัลดาเข้าไปในพัทธสีมาวัด แล้วร้องตะโกนว่า "เขตศักดิ์สิทธิ์" พร้อม ๆ กับเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมือง ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงสั่งทหารยึดวัดเอาไว้

    ควอซีโมโดราดทองแดงต้มสุกลงมาท่วมท้องถนนเบื้องล่างเพื่อกันไม่ให้ใครเข้าสู่วัดได้ แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลสามารถตะลุยเข้าไปในวัดได้ เจ้าอาวาสออกมาห้ามเขาอีกครั้ง เขาจึงฉุดเจ้าอาวาสลงไปกองกับพื้น แล้วขึ้นสู่หอระฆัง ขณะที่เขาพยายามจะแทงควอซีโมโดจากข้างหลัง ควอซีโมโดสู้กลับ และโยนเขาล้มลง เอสเมอรัลดาฟื้นขึ้นพอดี ผู้พิพากษาฟร็อลโลจึงคว้าดาบเพื่อจะเข้าประหารนางเอง ควอซีโมโดอุ้มนางวิ่งออกไปหลบโดยห้อยโหนอยู่ใต้ระเบียง แต่ผู้พิพากษาฟร็อลโลเห็นเข้า และไล่ฟัน ในระหว่างการต่อสู้นั้น ผู้พิพากษาฟร็อลโลเปิดเผยเรื่องการตายของมารดาควอซีโมโด แล้วกระชากครุยผู้พิพากษาของตนไปคลุมควอซีโมโดและฉุดให้เขาตกระเบียง แต่ควอซีโมโดคว้าปลายครุยเอาไว้ ทำให้ผู้พิพากษาฟร็อลโลตกลงไปห้อยอยู่กับเขาด้วย ผู้พิพากษาฟร็อลโลเอี้ยวตัวไปเกาะรางน้ำรูปปนาลีไว้ ได้ ส่วนควอซีโมโดนั้นมีเอสเมอรัลดาคว้ามือไว้ข้างเดียว ผู้พิพากษาฟร็อลโลไต่ขึ้นไปยืนเหนือรางน้ำได้ เขาคว้าดาบขึ้น และร้องว่า "และข้าจะฟาดฟันปิศาจร้าย แล้วโยนร่างมันลงไปในนรกโลกันตร์" ("And he shall smite the wicked and plunge them into the fiery pit.") แต่เขาลืมว่า รางน้ำนั้นเขาใช้ดาบฟันไปก่อนหน้านี้ เมื่อรับน้ำหนักตัวเขาอีก มันจึงปริแตกออก ผู้พิพากษาฟร็อลโลเสียการทรงตัวและหล่นลงห้อยอยู่กับรางน้ำ ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขา ศีรษะปนาลีที่ยอดรางน้ำนั้นเกิดมีชีวิตขึ้น แล้วพ่นไฟคำราม เขาตกใจเป็นอันมาก และร่วงจากหอระฆังลงสู่ทะเลทองแดงต้มที่ควอซีโมโดเทราดลงมาบนพื้นเบื้องล่าง ก่อนหน้านี้ถึงแก่ความตาย เอสเมอรัลดานั้นยึดควอซีโมโดไว้ไม่อยู่ เขาจึงลื่นหลุดจากมือนาง แล้วร่วงลงเช่นกัน แต่ผู้กองฟีบัสซึ่งเข้าถึงวิหารสำเร็จจับเขาไว้ได้กลางอากาศพอดี ทั้งควอซีโมโด, เอสเมอรัลดา และผู้กองฟีบัสได้พบกันอีกครั้ง ควอซีโมโดอวยพรให้เอสเมอรัลดาและผู้กองฟีบัสผูกสัมพันธ์รักกันอย่างเป็นสุข

    เช้าวันใหม่ ชาวปารีสเฉลิมฉลองชัยชนะ ควอซีโมโดก้าวออกจากวัดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาได้รับการเชิดชูและต้อนรับอย่างเป็นสุข

    อ้างอิง: คนค่อมแห่งนอเทรอดาม (ภาพยนตร์ พ.ศ. 2539) - วิกิพีเดีย

    ชมหนังการ์ตูนของวอลต์ดีสนีย์ เรื่องนี้ได้ที่นี่ครับ >>> The Hunchback of Notre Dame I [Thai Dub] Part 1/2 - YouTube


ความคิดเห็นที่ 204

แขชนะ
14 ธ.ค. 2554 22:40
  1. ภายในมหาวิหาร Notre Dame เปิดให้ผู้คนเข้าไปเยี่ยมชมและทำพิธีทางศาสนาได้ ผมเดินเวียนอยู่ 1 รอบ บริเวณรอบๆวิหารจะมีรูปปั้นของนักบุญต่างๆตั้งอยู่เรียงราย ในบรรดารูปปั้นนักบุญทั้งหลายนี้ ก็มีรูปปั้นของนักบุญ โจน ออฟ อาร์ค (Joan of Arc)

    ในปี ค.ศ.1429 เด็กสาวอายุ 17 ปีผู้หนึ่ง ได้นำทัพมุ่งไปยังนครออร์เลอองส์ของฝรั่งเศส ซึ่งถูกล้อมโดยอังกฤษเธอคือ ชาน ดาร์ค หรือเรียกว่า โจน ออฟ อาร์ค ในภาษาอังกฤษ

    ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก โจน เชื่อว่าตนได้ยินเสียงของนักบุญบัญชา ให้เธอปลดปล่อยฝรั่งเศสจากอังกฤษผู้รุกราน   นักบุญเหล่านั้นสั่งให้เธอเป็นผู้พิทักษ์ กษัตริย์ฝรั่งเศส และนำมาทำพิธีราชาภิเษกที่เมืองแรงส์

    โจน ได้ขับพวกอังกฤษออกจากออร์เลอองส์ และได้มีชัยในการต่อสู้ครั้งแล้วตรั้งเล่าเรื่อยไป เธอได้เห็นการราชาภิเษกที่เมืองแรงส์ แต่สงครามก็ยังไม่ยุติ ในที่สุด โจนก็ถูกจับและถูกเผาไฟตาย แต่แบบอย่างของเธอเป็นแบบอย่างให้ชาวฝรั่งเศสขับไล่ชาวอังกฤษออกไป ราว 500 ปีต่อมาโจนได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญ ในปี ค.ศ. 1920

    มีผู้สร้างภาพยนต์หลายคนนำไปทำเป็นภาพยนต์ ในแบบที่แตกต่างกันไป เช่น  The Messenger: The Story of Joan of Arc (1999)

    หนังตัวอย่าง >>> http://www.imdb.com/title/tt0151137/


ความคิดเห็นที่ 205

ครูไผ่
15 ธ.ค. 2554 10:46
  1. ขอบคุณค่ะ

    เคยอ่านเรื่อง The Hunchback of Notre Dame สมัยเรียนเรียนปริญญาตรี ในวิชาภาษาอังกฤษ ได้รับมอบหมายงานให้อ่านเรื่องนี้  ตอนนั้นอ่านแล้วก็พอเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่ไม่ชัดเจนเท่ากับที่อ่านเป็นภาษาไทยข้างบนนี้


ความคิดเห็นที่ 206

แขชนะ
16 ธ.ค. 2554 00:54
  1. เมื่อมาถึงปารีสแล้ว ก็อดนึกถึงเรื่องรหัสลับดาวินชีไม่ได้ ต้องไปแวะเยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (ฝรั่งเศส: Musée du Louvre) หรือในชื่อทางการว่า the Grand Louvre เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะตั้งอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงที่สุด เก่าแก่ที่สุด และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งได้เปิดให้สาธารณะชนเข้าชมได้เมื่อปี พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์กาเปเซียง ตัวอาคารเดิมเคยเป็นพระราชวังหลวง ซึ่งปัจจุบันเป็นสถานที่ที่จัดแสดงและเก็บรักษาผลงานทางศิลปะที่ทรงคุณค่า ระดับโลกเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น ภาพเขียนโมนาลิซา, The Virgin and Child with St. Anne, Madonna of the Rocks ผลงานของเลโอนาร์โด ดาวินชี หรือภาพ Venus de Milo ของอเล็กซานดรอสแห่งแอนทีออก ในปี พ.ศ. 2549 พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์มีผู้มาเยี่ยมชมเป็นจำนวน 8.3 ล้านคน ทำให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้มาเยี่ยมชมมากที่สุดในโลกและยังเป็นสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุดในกรุงปารีส

    พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ออกแบบโดย ไอ. เอ็ม. เป สถาปนิกชาวจีน-อเมริกัน


ความคิดเห็นที่ 207

แขชนะ
18 ธ.ค. 2554 21:34
  1. ห่างจาก พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ไปไม่ไกลนัก จะเป็นที่่ตั้งของ โรงอุปรากรปาแลการ์นีเย (ฝรั่งเศส: Palais Garnier; Opéra de Paris; Opéra Garnier; Paris Opéra) เป็นโรงอุปรากรตั้งอยู่ในกรุงปารีสในฝรั่งเศส ที่สร้างโดย ชาร์ล การ์นีเย เป็นสถาปัตยกรรมแบบฟื้นฟูบาโรก โรงอุปรากรปาแลการ์นีเยถือกันว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของยุค

    เมื่อทำการเปิดในปี ค.ศ. 1875 โรงอุปรากรมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Académie Nationale de Musique - Théâtre de l'Opéra” (สถาบันดนตรีแห่งชาติ - โรงละครเพื่อการแสดงอุปรากร) ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้กันมาจนกระทั่งปี ค.ศ. 1978 เมื่อได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น “Théâtre National de l'Opéra de Paris” (โรงละครแห่งชาติเพื่อการแสดงอุปรากรแห่งปารีส) แต่หลังจากคณะอุปรากรแห่งปารีส (Opéra National de Paris) เลือกโรงอุปรากรบัสตีย์ซึ่ง เป็นโรงอุปรากรที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เป็นโรงอุปรากรหลักแล้ว โรงละครแห่งชาติก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ปาแลการ์นีเย” แม้ว่าจะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “Académie Nationale de Musique” (สถาบันดนตรีแห่งชาติ) แม้ว่าคณะอุปรากรจะย้ายไปยังโรงอุปรากรบัสตีย์ แต่ “ปาแลการ์นีเย” ก็ยังคงเรียกกันว่า “โรงอุปรากรปารีส”


ความคิดเห็นที่ 208

แขชนะ
1 ม.ค. 2555 01:32
  1. สวัสดีปีใหม่ 2555

    ช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมใช้เวลาอยู่ในประเทศจีน โดยมาสอนหนังสือที่นี่เช่นเดียวกันทุกปี มาเมืองจีนครั้งใด ก็อดที่จะระลึกถึงอาจารย์จารุนีไม่ได้ เพราะท่านเป็นผู้เปิดโอกาสให้ผมได้มาสร้างความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับสถาบันต่างๆในจีน อย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดว่าจะดีถึงขนาดนี้

    ช่วงแรกผมมาบรรยายที่โรงเรียนมัธยมที่เมืองเวิ่นโจว (Wenzhou) เป็นเมืองท่าทางฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ใกล้กับไต้หวัน เพียงแต่ข้ามทะเลมาเพียงนิดเดียว ผู้อำนวยการโรงเรียนนี้เคยฟังผมบรรยายในการอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่กุ้ยหลินปีกลายนี้ เมื่อผมมีโอกาสผ่านมา ท่านก็เลยถือโอกาสเชิญมาบรรยายให้นักเรียนมัธยมของโรงเรียนจำนวน 300 คน โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนที่เก่งทางด้านวิทยาศาสตร์ นักเรียนได้รับรางวัลทางวิทยาศาสตร์ต่างๆมากมาย

    หลังจากบรรยายเสร็จก็มีการแต่งตั้งผมให้เป็นที่ปรึกษาของโรงเรียน และต่อไปนี้ให้ผมเดินทางมาให้คำปรึกษาแก่โรงเรียนช่วงสั้นๆเป็นประจำทุกปี โดยเน้นการสร้างสื่อการสอน ทำการอบรมครูวิทยาศาสตร์ และให้คำปรึกษาแก่นักเรียนในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์

    จากเมืองเวิ่นโจว ผมเดินทางต่อไปยังกุ้ยหลินอีกเช่นเคย โดยเป็นอาจารย์พิเศษของ Guangxi Normal University มาตั้งแต่ปี 2005 ปีนี้ทางมหาวิทยาลัยได้จัดให้ผมมาบรรยายที่โรงเรียนมัธยมในโครงการของมหาวิทยาลัย เป็นนักเรียนชั้น ม.6 ดังแสดงในรูป ส่วนรูปล่างเป็นรูปภายในห้องอ่านหนังสือในหอสมุดของมหาวิทยาลัย นักศึกษานั่งอ่านหนังสืออย่างแน่ขนัดตลอดทั้งปีไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน อยากให้นักศึกษาของไทยเป็นแบบนี้บ้างจัง

    นอกจากการบรรยายในโรงเรียนแล้ว ยังบรรยายในการอบรมครูวิทยาศาสตร์ที่มาจากโรงเรียนในมณฑลต่างๆในโครงการอบรมครูวิทยาศาสตร์ 5 ปี ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ภาพล่างซ้ายมือ ถ่ายร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทปีที่หนึ่ง ส่วนภาพล่างขวาเป็นการถ่ายรูปหมู่นักศึกษาและอาจารย์ในสถาบันในงานเลี้ยงปีใหม่ที่เพิ่งจะผ่านมา


ความคิดเห็นที่ 209

แขชนะ
3 ม.ค. 2555 01:50
  1. อันที่จริงผมตั้งใจจะเล่าเรื่องการไปเยือน Inner Mongolia ให้จบ แต่ก็มีภาระกิจสำคัญอื่นที่ทำให้ต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ และอดที่จะเอามาเล่าให้ฟังไม่ได้

    ผมได้มีโอกาสไปเยือนทุ่งกว้างใหญ่ไพศาลของดินแดนแห่งนี้ ชาวมองโกลอาศัยอยู่ในเต๊นท์ดังแสดงในรูป เป็นเต๊นท์ที่มิดชิดกันหิมะและลมหนาวได้ดี เมื่อไปถึงหมู่บ้าน จะมีพิธีต้อนรับแขกโดยเอาจอกเหล้าขาวขนาดเล็กมาเลี้ยง เวลานำมาต้องงานบนผ้าขาว แล้วก็จะเอาผ้าขาวผืนนั้นมาคล้องต้อนรับ

    ชาวมองโกลอาศัยอยู่กันเป็นกลุ่มๆหรือหมู่บ้านเล็กๆ แต่ละกลุ่มจะอยู่ห่างไกลกันมาก ต้องอาศัยม้าเป็นพาหนะ บริเวณชุมชนเหล่านี้จะมีคอกม้าที่เลี้ยงไว้ใช้งาน และมีไว้ให้นักท่องเที่ยวมาหัดขี้ม้าเล่น เจ้าภาพที่จัดงานได้เตรียมม้าไว้ให้ผมขี่เล่นอยู่พักหนึ่ง


ความคิดเห็นที่ 210

ครูไผ่
3 ม.ค. 2555 05:19
  1. นอกจากการใช้ทุ่งกว้างสำหรับให้แขกผู้มาเยือนขี่ม้าเล่นแล้ว  วิถีชีวิตตามปกติของชาวมองโกลใช้ทุ่งกว้างทำอะไรคะ หรือใช้เลี้ยงสัตว์ ในฤดูใบไม้ผลิทุ่งกว้างเหล่านี้คงเต็มไปด้วยหญ้าเขียวขจีใช่ไหมคะ มีพื้นที่เพาะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชพันธุ์ธัญญาหารมากน้อยแค่ไหนคะ


ความคิดเห็นที่ 211

แขชนะ
4 ม.ค. 2555 00:44
  1. บริเวณที่ผมอยู่นี้เป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ไพศาล ผมวัดความสูงบริเวณนี้ได้ 1695 เมตรสูงจากระดับน้ำทะเล และความดันบรรยากาศ 828 hPa ต่ำกว่าบรรยากาศปกติซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1000 hPa

    ถนนหนทางเป็นถนนที่สร้างอย่างดี ไฟริมถนนอาศัยไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์และพลังงานลมที่สะสมไว้

    บริเวณชุมชนใกล้เมืองที่เป็นทุ่งหญ้ามีการเลี้ยงสัตว์ต่างๆ เช่น ม้า วัว แพะ แกะ อูฐ นอกจากนั้นยังมีการปลูกผักผลไม้ ดอกไม้ เมื่อมีดอกไม้ ผลพลอยได้ที่ตามมาคือมีการเลี้ยงผึ้งเพื่อเอาน้ำผึ้ง

    ชาวมองโกลนิยมรับประทานเนื้อวัว โดยเอามาทำเป็นอาหารหลากหลายและแปรรูปเป็นอาหารแห้งส่งเป็นสินค้าทำรายได้ไม่น้อย ส่วนหนังวัวก็เอามาทำเป็นเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ รวมทั้งของประดับบ้านและพวงกุญแจ มีจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว ทำรายได้ให้แก่มณฑลเป็นจำนวนมาก

    ที่เมือง Hohhot ซึ่งเป็นเมืองหลวงของ Inner Mongolia นี้ มีโรงงานผลิตเสื้อผ้าขนสัตว์ที่เอาขนแกะและขนอูฐมาทำ ที่นี่มีการเลี้ยงวัวกันมาก เนื้อวัวจึงเป็นอาหารหลักของชาวมองโกล เนื้อที่เหลือใช้ก็นำมาแปรรูปเป็นเนื้อตากแห้งปรุงสำเร็จรสต่างๆใส่ห่อสูญญากาศ นอกจากนั้นยังมีเนื้อวัวทำเป็นห่อเล็กๆคล้ายๆห่อขนม สำหรับกินเล่นเป็นคำๆ ดังแสดงในรูป

    แพะ แกะ และวัว สามารถให้น้ำนมที่เอามาทำเป็นอาหารได้หลายรูปแบบ ดื่มเป็นนมสดก็ได้ ทำเป็นเนยใช้ปรุงอาหารก็ได้ หรือทำเป็นขนมขบเคี้ยว เช่นพวกนมอัดเม็ดสำหรับรับประทานเล่น มีการแปรรูปทำเป็นอุตสาหกรรมอาหารนมขนาดใหญ่

    ตลอดทางที่รถของเราผ่านไป จะเห็นทุ่งที่มีการปลูกดอกไม้หลากหลายชนิด อีกทั้งริมทางยังเห็นผู้คนเลี้ยงผึ้งเพื่อเอาน้ำผึ้งเป็นระยะๆ ที่น่าสนใจคือ พลังงานที่เขาใช้นั้นเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง อีกทั้งยังมีจานดาวเทียมรับสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ได้อีกด้วย สังเกตดูที่ผมวงสีแดงไว้ นอกจากจะมีน้ำผึ้งขายแล้ว ยังมีเกสรผึ้งจำหน่ายด้วย เจ้าภาพเลี้ยงรับรองมีการเอาเกสรผึ้งมาใส่กาแฟหรือเครื่องดื่มร้อนๆให้เรารับประทาน ซึ่งเป็นอาหารประจำของชาวมองโกล

    นอกจากผลิตภัณฑ์นมและน้ำผึ้งแล้ว ชาวบ้านยังมีการปลูกพืชผักผลไม้ มีการจำหน่ายพืชผลไม้ตากแห้งอยู่ทั่วไป ผมสังเกตเห็นว่ามีการเอาดอกบานไม่รู้โรยมาทำเป็นชาชงดื่มกันด้วย มีมะขาม องุ่นตากแห้ง มะเขือเทศตากแห้ง เม็ดอัลมอนต์ และอื่นๆอีกมาก


ความคิดเห็นที่ 212

แขชนะ
12 ม.ค. 2555 03:16
  1. ช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ทำให้ระลึกถึงอาจารย์จารุนีหลายเรื่อง ผมได้มีโอกาสไปเยือนสงขลาและยะลา มีหลายครั้งที่ผมได้มีโอกาสเดินทางไปราชการภาคใต้กับอาจารย์จารุนี อาจารย์เล่าว่าเคยอยู่ปักษ์ใต้สมัยเด็กๆ มีญาติพี่น้องอยู่ทางใต้ ผมได้ไปสงขลากับอาจารย์หลายครั้งในโครงการ พสวท. เพื่อตรวจเยี่ยมโรงเรียนในโครงการ ผมมีวิดีทัศน์ที่ถ่ายไว้หลายตอน มีเรื่องที่น่าสนใจที่จะนำเอามาเล่าให้ฟังโอกาสหน้า

    มาสงขลาคราวนี้ ผมได้รับเชิญให้มาบรรยายให้กับนิสิตที่เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยทักษิณ เมื่อจบการบรรยายที่มหาวิทยาลัยทักษิณแล้ว มีโรงเรียนที่จังหวัดยะลาทราบว่าผมเดินทางมาทางใต้ จึงเชิญให้ไปบรรยายที่จังหวัดยะลา โรงเรียนที่ยะลาบอกว่าไม่ค่อยมีวิทยากรอยากมาทาง 3 จังหวัดภาคใต้นี้ ทำให้นักเรียนขาดโอกาสในการรับรู้เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากเป็นอาจารย์ที่สนิทชิดชอบรู้จักกันมานานเกือบ 20 ปีแล้ว สมัยที่อาจารย์จารุนีทำโครงการวิทยากรแกนนำ อาจารย์สรชา จาระแว เป็นหนึ่งในวิทยากรแกนนำ สสวท. ได้ติดต่อมาผมจึงเต็มใจเดินทางไปบรรยายให้ที่โรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิ มีนักเรียนมัธยมเข้าร่วมกิจกรรมราว 200 คน เป็นนักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ชั้น ม.1 ประมาณ 30 คน นอกนั้นเป็นนักเรียนคัดจากชั้น ม.4-ม.5 ที่เห็นในรูปล่างเป็นพิธีเปิด

    ผมให้นักเรียนทำกิจกรรมหลายอย่าง มีกิจกรรมอย่างหนึ่งที่นักเรียนชอบมากคือ กิจกรรมทำกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายใช้เอง < ดูรายละเอียดที่นี่

    ผมให้นักเรียนทำกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายคนละอัน แล้วให้ส่องดูสิ่งต่างๆ เช่น เซลเยื่อหอม เส้นผม และเส้นที่ขีดด้วยปากกาลูกลื่น (ภาพบนขวาสุด) เนื่องจากเป็นลูกกลิ้ง หมึกจะออกมาจาก 2 ด้านข้างลูกกลิ้งเราจึงเห็นเป็น 2 เส้นคู้ขนาน แต้เนื่องจากเส้นที่ขีดด้วยปากกาลูกลื่นมีขนาดเล็กเราจึงเป็นเป็นเส้นเดียว แต่หากใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องจะเห็น 2 เส้นอย่างชัดเจน ผมให้นักเรียนถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายนี้โดยใช้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตอลธรรมดา หรือแม้แต่ใช้กล้องจากโทรศัพท์มือถือก็ยังถ่ายได้ ดังได้แสดงเป็นตัวอย่างข้างบนนี้

    นอกจากกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายแล้ว ผมก็ให้ทำกิจกรรมและประดิษฐ์สิ่งอื่นๆอีก เช่น แว่นตารูเข็ม ซึ่่งอธิบายด้วยปรากฏการณ์รูเข็ม << คลิกดูรายละเอียด  

    หลังจากเสร็จภาระกิจที่โรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิแล้ว วันรุ่งขึ้นผมก็มาจัดกิจกรรมที่โรงเรียนสตรียะลา เป็นเด็กนักเรียนผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์ชั้น ม.1 มีทั้งนักเรียนมุสลิมและนักเรียนพุทธ บรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนานเช่นกัน ผมมาบรรยายที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ยะลาเป็นประจำทุกปี มีโรงเรียนมุสลิมที่เป็นแบบสหศึกษาก็มี แต่จะมีการแบ่งแยกนักเรียนชายและนักเรียนหญิงคนและซึก ไม่ปะปนกัน ต่างจากโรงเรียนสหศึกษาของรัฐที่นักเรียนนั่งปะปนกันได้ แต่ที่แตกต่างกันคือ นักเรียนหญิงมุสลิทจะมีผ้าคลุมศีรษะสีขาว ส่วนนักเรียนชายจะสวมกางเกงขายาวต่างจากนักเรียนศาสนาอื่นที่สวมกางเกงขาวั้น ดังแสดงในรูป

    หลังจากเสร็จภาระกิจที่ยะลาแล้ว ทางโรงเรียนที่ยะลาก็มาส่งผมที่สนามบินหาดใหญ่เพื่อขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพ ตลอดระยะเวลาที่จัดกิจกรรมครั้งนี้ ผมอดที่จะระลึกถึงอาจารย์จารุนีไม่ได้ ที่ท่านได้ให้โอกาสผมได้มีประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมในโครงการ พสวท. ผมคิดถึงพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆที่เคยทำงานร่วมกันในโครงการ พสวท. ของ สสวท.

     

    จะด้วยกระแสจิตหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ขณะที่รอเครื่องบินอยู่ที่สมานบินหาดใหญ่ สายตาก็เหลือบไปเห็น อาจารย์วราภรณ์ ที่เคยทำงานร่วมกันในที่ สสวท. กำลังบอกกับพรรคพวกที่มาด้วยพลางชี้มาทางผม ผมจึงเดินเข้าไปพบด้วยความดีใจ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่ผมไม่เคยได้มีโอกาสพบเพื่อนๆร่วมงานที่ผมให้ความนับถือมากที่สุด หัวหน้าทีมที่มาตรวจเยี่ยมโครงการพสวท.คราวนี้คือ รอง ผอ.สสวท. อาจารย์ ดวงสมรคล่องสารา ดูภาพเคลื่อนไหวประกอบ

    อีกผู้หนึ่งคือ อาจารย์ ดร.พรชัย  อินทร์ฉาย (หัวหน้าสาขา)

    อีก 2 คนที่พบวันนั้นคือ อาจารย์นุชรัตน์ (ฐิตารีย์) อานัติ อีกคนหนึ่งเป็นน้องใหม่ที่ผมไม่เคยรู้จกมาก่อนคือ อาจารย์ สุวิมล จรูญโสตร์

    การที่ผมบอกว่าเป็นเพื่อนๆร่วมงานที่ผมให้ความนับถือมากที่สุด ก็เพราะในช่วงเวลาที่ผมทำงานที่สสวท.นั้น ห้องทำงานของผมอยู่ชั้นที่ 2 ส่วนโครงการ พสวท.นั้นอยู่ชั้นที่ 3 ตรงกับห้องของผมพอดี เมื่อผมเลิกงาน ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเวลาที่พนักงานสาขาอื่นๆกลับไปกันเกือบหมดแล้วคือ ราวๆ 6 โมงเย็น - 1 ทุ่ม ทุกคั้งที่เดินขึ้นไป จะพบบกับพวกน้องๆเหล่านี้นั่งทำงานกันอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอง ผอ.ดวงสมร สมัยนั้นยังเป็นหัวหน้าโครงการ พสวท. ก็มักจะอยู่กับน้องๆเหล่านี้เสมอ น้องเหล่านี้ทำงานหนักกว่าสาขาอื่น แต่สังเกตุดูแล้ว ทุกคนทุ่มเททำงานกันด้วยความรับผิดชอบและด้วยความเต็มใจ เมื่อเลิกงานผมมักจะเดินขึ้นไปพูดคุย หยอกล้อ และแซวบ้างเป็นประจำก่อนกลับบ้าน ที่ผมนับถือเพราะน้องๆเหล่านี้ตั้งใจทำงานและรับผิดชอบสูง ต่างจากพนักงานสาขาอื่นๆหลายคนที่ผมสังเกตุเห็นว่า พอเวลา บ่าย 3 โมง ก็มักจะมานั่งรอที่บริเวณตอกบัตรพนักงาน ทั้งๆที่ยังไม่หมดเวลาทำงาน ผมเองนับว่าเป็นคนที่มาทำงานสายเป็นประจำ อาจเรียกได้ว่าเป็นคนที่มาทำงานสายมากที่สุดในองค์กรก็ว่าได้ แต่ผมลองนั่งคำนวณเวลาทำงานของผมแล้ว เฉลี่ยวันละ 8-9 ชั่วโมง แต่ก็ยังถูกตราหน้าว่ามาทำงานสาย แต่ละองค์กรก็มีวัฒนธรรมและแนวคิดที่แตกต่างกันไป สมัยที่ผมอยู่ที่เบอร์ลิน ผมมาทำงาน 10 โมงเช้า กลับบ้านเกือนเที่ยงคืนทุกวัน ก็ไม่เห็นมีใครตราหน้าว่าผมขี้เกียจมาทำงานสาย วัฒนธรรมขององค์กรเป็นอย่างไรเราก็ต้องยอมรับ ไม่งั้นก็ลาออกไปเสียดีกว่า

    ผมถึงไถ่ถึงเพื่อนๆและน้องๆอีกหลายคน บางคนก็ยังอยู่ที่ พสวท. บางคนก็ย้ายไปที่อื่น อันที่จริงผมมีรูปและวิดีทัศน์ที่ถ่ายไว้สมัยนั้น วันหน้าจะได้เอาเรื่องสนุกๆเกี่ยวกับ พสวท.มาเล่าให้ฟังพร้อมภาพประกอบครับ

    ก่อนขึ้นเครืองบินผมก็ได้ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึกในแบบ 3 มิติ ดังแสดงข้างต้น แต่ต้องใช้แว่นตา 3 มิติ ซึ่งหาดูรายละเอียดได้จากบทความที่ผมเขียนไว้ดังนี้ >> ภาพสามมิติ

    เมื่อถามไถ่ถึงพี่ๆ เพื่อนๆ ชาวสสวท. ผมก็อดที่จะใจหายไม่ได้เมื่อทราบว่า อาจารย์พงษ์ชัย ศรีเพ็ญ ที่ใครๆเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า "พี่ต๋อ" พี่ที่เคยเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสวท.สมัยหนึ่ง กำลังป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลภูมิพลฯ ผมจึงรีบไปเยี่ยม เพราะไม่ได้พบปะกับพี่ต๋อมาหลายปีแล้วตั้งแต่ออกมาจากสสวท. ราว 14 ปี เห็นจะได้

    ผมไม่เคยมาที่โรงพยาบาลนี้มาก่อน พอขับรถเข้ามาในโรงพยาบาลก็พยายามหาที่จอดรถ มีป้ายบอกทางไปยังที่จอดรถ เลี้ยวหลายเลี้ยวมากจนเกือบงง สุดท้ายไปถึงที่จอดรถด้านหลังโรงพยาบาลห่างออกไปไกลพอสมควร เดินจนเมื่อยเหมือนกัน พอมาถึงตึกหน้าตามที่อาจารย์ดวงสมรบอก ผมก็เข้าไปถามหาห้องพิเศษชั้น 10 ในลิฟท์ก็มีบริการความสะดวกสำหรับคนพิการ ที่ปุ่มกดชั้นต่างๆจะมีตัวเลขพร้อมอักษรเบรลล์ สำหรับคนตาบอด อีกทั้งยังมีเสียงบอกว่าลิฟท์กำลังขึ้นหรือลง และถึงชั้นไหนแล้ว

    พอไปถึงชั้นที่ 10 ก็ถามหาห้องพิเศษที่พี่ต๋ออยู่ โผล่หน้าเข้าไปดู ตอนแรกจำพี่ต๋อไม่ได้ เพราะไม่ได้พบกันมาเกือน 15 ปี ผมว่าพี่ต๋อเองก็คงจำผมไม่ได้เช่นกัน หลังจากทักทายกันแล้ว ก็ถามไถ่กันตามประสาพี่น้องคนเคยทำงานร่วมกัน

    พี่ต๋อในความทรงจำของผมก็คือใบหน้าที่อยู่ในรูปที่ผมวงสีแดงเอาไว้ รูปที่เห็นนี้เป็นตอนที่ผมนำทีม สสวท.เดินทางไปดูงานที่ปักกิ่ง ภายใต้การสนับสนุนของอาจารย์จารุนี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมมีความสำพันธ์ที่ดีกับจีน ได้ไปทำงานในมหาวิทยาลัยของจีนและเป็นที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ของสถาบันอีกหลายแห่งของจีน

    การไปปักกิ่งคราวนั้น ทาง China Association of Science and Technology (CAST) ได้จัดโปรแกรมทัศนศึกษาให้เราหลายแห่ง มีอยู่วันหนึ่งเขาพาไปเยี่ยมชมโรงงานหินอ่อนที่เขาเอามาสร้างพระราชวังต้องห้าม ผมศึกษาเส้นทางดูแล้วเห็นว่าใกล้กับบริเวณที่มีการขุกค้นพบกระโหลก "มนุษย์ปักกิ่ง" จึงขอให้เขาพาไปดูโรงงานหินอ่อนน้อยหน่อย แต่ให้แวะดูพิพิธภัณฑ์มนุษย์ปักกิ่งด้วย ภาพที่เห็นนี้เป็นภาพเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ปัจจุบันปรับปรุงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าชมกว่าที่เห็นมาก ของที่ระลึกจากโรงงานหินอ่อนคือหินทับกระดาษสลักชื่อ หนักราว 2 กิโลกรัม น้ำหนักกระเป๋าเขาให้คนละ 20 กิโลกรัม ผมกับพี่ต๋อมองหน้ากันแล้วคิดกันว่าจะโยนทิ้งก่อนกลับบ้าน แต่พอเอาเข้าจริงๆ เราก็ขนกลับมาด้วย หากหนักเกินไปเราคงทิ้งที่สนามบิน แต่นี้ก็เอามาได้ ผมยังเก็บเป็นที่ระลึกจนทุกวันนี้

    ผมถ่ายวิดีทัศน์ตลอดการเดินทางในคราวนั้น หากมีโอกาสจะนำมาเล่าสู่กันฟังในความประทับใจไม่รู้ลืมที่ครั้งหนึ่งที่พี่ต๋อกับผมเคยร่วมงานกัน


ความคิดเห็นที่ 213

แขชนะ
13 ม.ค. 2555 03:56
  1. ประสบการณ์ในชีวิตการเรียนหนังสือของผมในสาขาฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยบอร์ลิน และการทำงานในมหาวิทยาลัยในเมืองไทยก่อนมาทำงานที่ สสวท. มันต่างจากชีวิตที่ สสวท.มากทีเดียว ผมไม่ค่อยคุ้นกับวัฒนธรรมขององค์กรนี้เท่าไร ผมต้องยอมรับว่า ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผมอย่างมากในการปรับตัวเข้ากับสังคมของ สสวท.คือ "พี่ต๋อ" ผมค่อนข้างลำบากใจหลายอย่างในการทำงานกับเพื่อนร่วมงานหลายคนที่นี่ โดยธรรมชาติของผมชอบมีอารมณ์ขัน ในขณะที่เพื่อนร่วมงานหลายคนไม่มีอารมณ์ขัน อีกทั้งตีความหมายของอารมณ์ขัน ไปในแง่ลบ ประกอบกับการที่ผมไม่ชอบทำอะไรซ้ำกับคนอื่น ผมชอบทำอะไรใหม่ๆที่ต่างจากคนอื่น เมื่อมาอยู่ในสังคมนี้ จึงทำให้ผมกลายเป็น "ตัวประหลาดที่แปลกแยก"

    ผมเคารพรัก "พี่ต๋อ" เพราะพี่ต๋อเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดต่างจากคนอื่น แต่ก็มีวิธีการที่จะอยู่ในสังคมแห่งนี้ได้อย่างมีความสุข ผมเรียนรู้หลายอย่างจากพี่ต๋อ และได้รับความช่วยเหลือจากพี่ต๋อหลายอย่าง การสนทนาได้สนทนากับพี่ต๋อทำให้ผมรู้สึกสบายใจ ผมได้พัฒนาความคิดใหม่ๆหลายอย่าง จากการได้คุยกับพี่ต๋อ ซึ่งพี่ต๋อเองก็คงไม่รู้ตัว ผมมีความสุขมากที่ได้คุยกับพี่ต๋อ เพราะพี่ต๋อเป็นคนมีอารมณ์ขันและเข้าใจผู้คน และที่สำคัญคือการมีความคิดในเชิงบวก ผมสังเกตหลายครั้งที่พี่ต๋อมีความคิดสร้างสรรค์ในเชิงบวกอย่างมาก แต่คนในสังคม สสวท.จำนวนไม่น้อยแปรเจตนารมณ์ของพี่เขาไปในแง่ลบ หลายครั้งจึงทำให้เกิดปัญหา ผมเองก็เจอเรื่องแบบนี้ไม่น้อยทีเดียวในสังคมแห่งนี้

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นช่วงที่มีการจัดงานรื่นเริงฉลองปีใหม่ แต่ละสาขาก็จัดเตรียมการแสดงและอาหารมาร่วมเป็นซุ้ม สำหรับสาขาฟิสิกส์ที่ผมรับผิดชอบอยู่ก็มีรายการสนุกคือ "การปาเป้า" และ "อาหารไทยพื้นเมือง" แนวคิดของผมคือเน้นของไทยๆโบราณ ที่สนุกสนานและตลกขบขัน ในการปาเป้านั้น ผมก็เอารูปตัวผมเองไปเป็นเป้าในการขว้างลูกดอก รูปที่ผมใช้ผมก็ไปถ่ายแบบย้อนยุคสมัยโบราณ มีร้านรับถ่ายแถวๆดิโอลด์สยาม ดังแสดงในรูปข้างล่างนี้

    คุณรัชนี น่วมสำราญ และคุณอุปการ จีระพันธ์ ผู้ช่วยของผม ทำหน้าที่ประสานงานเป็นแม่งานในการร่วมของสาขาฟิสิกส์ สำหรับอาหารย้อนยุคของเรา ก็มีหลายอย่าง แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่ผมตั้งใจจะให้สนุกสนานแบบมีอารมณ์ขันก็คือ "ข้าวเกรียบปากหม้อ" สำหรับอาหารชุดนี้เราทำพิเศษ โดยให้คุณอุปการ ไปเตรียมหม้อใบใหญ่ พร้อมฝาปิด ส่วนคุณรัชนีก็ไปหาซื้อข้าวเกรียบฮานามิ เวลาบริการคนมาเยี่ยมซุ้ม ก็จะเอาช้าวเกรียบฮานามิวางบนปากหม้อ แล้วให้เขาหยิบกินเล่นกัน ผมว่ามันน่าจะสนุกสนานแบบ "กวนๆ" ตามแบบงานรื่นเริงปีใหม่ แต่ผลกลับกลายเป็นแง่ลบไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

    มีอาจารย์ผู้ใหญ่หลายท่าน ไม่พอใจที่ผมเขียนเมนูอาหารในแนวหลอกลวงผู้คนให้เข้าใจผิด ไม่น่าเชื่อเลยว่าเรื่องแค่นี้จะกลายเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนไม่พอใจ หากเป็นองค์กรอื่น ผมว่าคงฮากันแบบสนุกสนาน ผมคาดผิดอย่างมาก ไม่เชื่อสายตาตนเองว่า องค์กรที่รับผิดชอบการศึกษาวิทยาศาสตร์ของชาติ จะมีอาจารย์ผู้ใหญ่ระดับสูงมองเรื่องอารมณ์ขันแค่นี้เป็นเรื่องใหญ่โตเสียหาย

    คุณรัชนีเล่าให้ฟังว่า มีผู้คนหลายคนไม่พอใจที่ไม่ได้ลิ้มลองอาหารย้อนยุค แต่กลายเป็นอาหารสูตรใหม่ของผมคือ "ข้าวเกรียบปากหม้อ" ต่างก็พากันมาขว้างปาลูกดอกใส่หน้าผมบนรูปถ่ายย้อนยุค ผมลองแอบย่องไปดูเป็นบางครั้งบางคราว ก็ได้รับรู้ว่ามีใครบ้างที่เกลียดชังผม ซึ่งก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจ หากมีโอกาสจะได้นำเรื่องราวที่สนุกๆมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับบัตรสนเท่ห์ และเทคนิคทางแสงเลเซอร์ที่ผมใช้ในการหารอยนิ้วมือบนบัตรสนเท่ห์ คนที่ สสวท.ไม่มีใครรู้ว่าผมจบปริญญาเอกทางแสงเลเซอร์และเคยทำเรื่องการหารอยนิ้วมือบนวัตถุพยาน ท่านที่สนใจหาอ่านบทความได้ที่นี่ครับ

    เรื่องนี้ทำให้ผมคิดถึงเรื่องของเพื่อนๆบางคนที่เรื่องไม่น่าจะเป็นเรื่อง จากเรื่องขำขันกลายเป็นเรื่องใหญ่โต เรื่องมีอยู่ว่า

    สมัยก่อนนี้พ่อผมทำงานที่เวียงจันทน์ ผมก็ตามพ่อไปเรียนหนังสือที่หนองคาย ฝั่งตรงข้ามกับเวียงจันทน์ก็คืออำเภอศรีเชียงใหม่ ผมเรียนชั้น ม.ศ.2-3 สมัยก่อน เทียบได้กับ ม.3-ม.4 ปัจจุบัน สมัยนั้นมีเพลงดังของคุณธานินทร์ อินทรเทพ ชื่อเพลง ทำบุญด้วยอะไร- ขับร้องโดย คุณธานินทร์ อินทรเทพ

     

    มีเนื้อร้องดังนี้ ผู้หญิง ที่สวยอย่างคุณ ทำบุญ ไว้ด้วยอะไร จึงสวยน่าพิสมัย น่ารักน่าใคร่ พริ้งพราว คงถวาย มะลิไหว้พระ วรรณะจึงได้นวลขาว เนตรน้อย ดั่งสอยจากดาว กระพริบพร่างพราว หนาวใจ ตักบาตร คงใส่ ด้วยข้าวหอม จึงสวย ละม่อมละไม บุญทาน ที่ทำ ด้วยเต็มใจ เธอจึงได้พรสี่ประการ อายุ วรรณะ สุขะ พละและปฏิภาณ เพียงพบ เจ้านั้นไม่นาน พี่ซมพี่ซาน ลุ่มหลง

    ด้วยความคึกคะนองสมัยเด็ก เรามักจะเอาเพลงมาแปลงให้สนุกๆ เป็น

    ผู้หญิง ที่ผิวด่างดำ ทำกรรม ไว้ด้วยอะไร ไม่สวย ไม่พิสมัย ไม่รัก ไม่ใคร่ พริ้งพราว คงถวาย โอเลี้ยงไหว้พระ วรรณะจึงได้ดำปรื๋อ เนตรน้อย ดั่งนกถึกทือ กระพริบพร่างพราว หนาวใจ ตักบาตร คงใส่ ด้วยข้าวเหม็น เนื้อเย็นจึงเหม็นทั้งกาย บุญทาน คงทำ ไม่เต็มใจ เธอจึงได้พรสี่ประการ อ้วนตุ๊ อ้วนต๊ะ อ้วนโต พะโล้ไม่รับประทาน เพียงพบ เจ้านั้นไม่นาน พี่ซมพี่ซาน วิ่งหนี

    ผมกับเพื่อนอีกคนหนึ่งคือ ทรงศักดิ์ ขาววิสุทธิ์ ชอบเอามาร้องตอนพักกลางวัน ต่อมาผมก็ได้รับ "จดหมายลับ" ฉบับหนึ่งจากนักเรียนหญิงที่อยู่ห้องเรียนถัดไป ที่เขียนข้อความด่าว่าผมต่างๆนาๆ ต่อว่า ทำไมผมจึงด่าเขามากมายนัก ทั้งๆที่ไม่เคยพูดคุยกัน จดหมายด่าว่าผมยาวเหยียด ทั้งๆที่ผมเองก็ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย สอบถามหาต้นเหตุอยู่หลายวันจึงได้ความว่า เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นชื่อ "วรรณะ" เพื่อนสมาชิกลองคิดดูตามเนื้อร้องข้างบนสิครับว่า คนที่ชื่อ "วรรณะ" เธอเป็นคนผิวคล้ำอีกทั้งยังรูปร่างท้วมๆ หากได้ยินเนื้อร้องแบบนี้จะโกรธเคืองเพียงใด

    พนักงาน สสวท. สมัยที่ผมทำงานอยู่นั้น หลายคนเป็นแบบนี้ จึงเป็นเหตุให้ผมมักจะมีผู้มาต่อว่า อยู่บ่อยๆ ทั้งๆที่ผมชอบอารมณ์ขันและไม่รู้เรื่องว่าจะเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ได้ หลายคนถึงขนาดหาทางต่อว่าและแก้แค้น ไม่น่าเชื่อ !


ความคิดเห็นที่ 214

แขชนะ
13 ม.ค. 2555 11:16
  1. เรื่องของ "คน" เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก มีผู้กล่าวว่า....

    คนดี.ชอบแก้ไข คนจัญไร.ชอบแก้ตัวคนชั่ว.ชอบทำลาย คนมักง่าย.ชอบทิ้งคนจริง.ชอบทำ คนระยำ..ชอบติคนขาดสมาธิ.ชอบหลงลืม คนด่ำดื่ม..ชอบจินตนาการคนพาล.ชอบหาเรื่อง คนปราชญ์เปรื่อง..ชอบความรู้คนสู้.ชอบบุก คนรักสนุก.ชอบเล่นคนใจเย็น.ชอบสุขุม คนหนุ่ม.ชอบซู่ซ่าคนสูงค่า.ชอบมีศีล คนบ้าบิ่น.ชอบท้าทายคนเหนื่อยหน่าย.ชอบเซื่องซึม คนขรึม.ชอบวางแผนคนขาดแคลน.ชอบบ่นหา คนศรัทธา.ชอบเลื่อมใสคนพอใจ.ชอบหัวเราะ คนมีเคราะห์.ชอบหมอดูคนเป็นครู.ชอบสอน คนงอน.ชอบให้ง้อคนท้อ.ชอบหลบหนี คนไม่ดี.ชอบส่อเสียดคนขี้เกียจ.ชอบมักง่าย คนใส่ร้าย.ชอบระแวงคนแสดง.ชอบมารยา คนอิจฉา.ชอบกลโกงคนโย่ง.ชอบความสูง คนที่จูง.ชอบดึงคนขี้หึง.ชอบหูเบา คนเขลา.ชอบให้ยอคนสอพลอ. ชอบเสนอหน้า คนเป็นข้า. ชอบรับใช้คนผิดใจ. ชอบหน้างอ คนหล่อ. ชอบสาวสวยคนรวย.ชอบรักษาหน้าตา คนเบาปัญญา.ชอบยุแหย่คนแพ้.ชอบคุยโว คนโมโห. ชอบกัดฟันคนขยัน.ชอบทำงาน คนสำราญ. ชอบแย้มยิ้มคนกรุ้มกริ่ม.ชอบเจ้าชู้ คนหดหู่.ชอบเหงาหงอยคนด้อย. ชอบอยากเด่น คนทะเล้น.ชอบแกล้งแหย่คนแก่.ชอบเล่าเรื่องเดิม คนริเริ่ม. ชอบบุกเบิกคนถือฤกษ์.ชอบโหราศาสตร์ คนขี้ขลาด. ชอบใจเสาะคนหัวเราะ. ชอบตาหยี คนเหล่านี้ ..ล้วนคือคน !

    แต่อย่างไรก็คาม โดยทั่วไป ไม่ได้หมายถึง สสวท. องค์กรที่มีคนโง่อยู่มาก ยังดีกว่า มีพวกมองโลกในแง่ลบ และคิดถึงคนอื่นในแง่ร้ายอยู่มาก (เพียงเพราะตนเองชั่ว จึงคิดว่าคนอื่นคงชั่วแบบตนเอง) 

     


ความคิดเห็นที่ 215

นิรันดร์
13 ม.ค. 2555 11:23
  1. สวัสดีปีใหม่ 2555 เพื่อนรัก ในชั้นเรียนของผม ผมมักพูดให้กำลังใจลูกศิษย์สาวๆที่ตัวดำอยู่เสมอบอกกับพวกหนุ่มๆว่า หากอยากให้ลูกหลานของคุณอยู่กับโลกที่มีรูรั่วของโอโซนได้ล่ะก็หาแฟนตัวดำๆเข้าไว้พวกขาวเหลืองเปลืองสบู่ทั้งหลายจะถูก UV เป็นมะเร็งผิวหนังสูญพันธุ์หมดฝรั่งตาน้ำข้าว ขาวหมวยอย่างเกาหลีจะไม่มีเหลือด้วยไม่มีเม็ดสีคอยสกัด UV ที่มาทำร้ายเซล


ความคิดเห็นที่ 216

แขชนะ
13 ม.ค. 2555 12:03
  1. สวัสดีปีใหม่ เพื่อนรัก อยากทราบรสนิยมของเพื่อน หากย้อนเวลากลับไปเป็นหนุ่ม เพื่อนชอบสาวแบบไหน สาวหมวยผิวขาว ฝรั่งผมทอง หรือ สาวนิโกรผิวดำ?

     


ความคิดเห็นที่ 217

นิรันดร์
13 ม.ค. 2555 12:17
  1. คนที่เพื่อนไปยืนข้างหลัง วันที่ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๒๐ ที่ฉะเชิงเทราดูตัวอย่างได้ที่ ความเห็น #27 ของhttp://www.vcharkarn.com/vcafe/195349


ความคิดเห็นที่ 218

นิรันดร์
13 ม.ค. 2555 12:25
  1. เดือนหน้า อยากจะเชิญเพื่อนไปงานแต่งลูกสาวเสียหน่อยเจ้าสาวบอกว่าเพื่อนพ่อก็นึกออกแต่ลุงนิดคนเดียว


ความคิดเห็นที่ 219

แขชนะ
13 ม.ค. 2555 12:41
  1. ด้วยความยินดี

    ลูกสาวคนที่อยู่ในรูปใช่ไหม ถามให้แน่ใจ เผื่อว่าจะมี(ลูกสาว)หลายคน


ความคิดเห็นที่ 220

พิทยา
13 ม.ค. 2555 12:42
  1. สวัสดีปีใหม่ครับ ทุก ๆ ท่าน

    อ.แขครับ "ผมก็อดที่จะใจหายไม่ได้เมื่อทราบว่า อาจารย์พงษ์ชัย ศรีเพ็ญ ที่ใครๆเรียกกันอย่างสนิทสนมว่า "พี่ต๋อ" " พี่ต๋อ นั้น นามสกุลท่านคือ "ศรีพันธุ์" ครับ ที่รู้เพราะท่านเป็นคนเชียงราย และเพื่อนรุ่นเดียวกับท่านเป็นครูที่โรงเรียนเดียวกับผมครับ(ตอนนี้เกษียณอายุไปแล้ว) บอกข่าวมาด้วยความระลึกถึงครับ


ความคิดเห็นที่ 221

แขชนะ
13 ม.ค. 2555 12:47
  1. ขออภัยที่เขียนนามสกุลพี่ต๋อผิด ผมดูละครไทยมากไปหน่อย เลยสับสนเอานามสกุลนางเอกคนโปรดของผมมาใช้แทน


ความคิดเห็นที่ 222

นิรันดร์
13 ม.ค. 2555 12:51
  1. สวัสดีปีใหม่ครับคุณครูพิทยา ปีใหม่ที่ผ่านมา ผมได้ไปแวะเชียงรายถ่ายภาพคู่กับรูปคนดังของเชียงรายมาเป็นหลักฐานด้วยครับ


ความคิดเห็นที่ 223

นิรันดร์
13 ม.ค. 2555 21:51
  1. ลูกสาวที่จะแต่งงานเป็นพี่ของคนในรูป#219 ครับ คาดว่าคิวคนในรูปคงจะตามมาเร็วๆนี้


ความคิดเห็นที่ 224

แขชนะ
14 ม.ค. 2555 03:16
  1. ผลงานอีกชิ้นหนึ่งที่ผมได้ร่วมงานกับพี่ต๋อคือแผ่นโปสเตอร์วิทยาศาสตร์ที่แจกให้ตามโรงเรียนต่างๆในชนบท

    เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่ทำงานที่ สสวท. ผมทำงานอีกอย่างหนึ่งด้วยคือ เป็นกรรมการสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในตำแหน่ง ประธานสาขาครูวิทยาศาสตร์ เราได้เงินสนับสนุนจากเครือซิเมนต์ไทย ให้จัดกิจกรรมเกี่ยวกับครูวิทยาศาสตร์ เช่นให้รางวัลครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น งานอบรมครู ฯลฯ ขณะนั้น คุณธนิตชัย ณ นคร (ปัจจุบันถึงแก่กรรมแล้ว) เป็นผู้แทนจากเครือซิเมนต์ไทย ได้มาหารือผมเกี่ยวกับการจัดทำโปสเตอร์วิทยาศาสตร์แจกแก่โรงเรียนต่างๆในชนบท แนวคิดของเราก็คือ โรงเรียนในขนบทนั้นขาดแคลนเครื่องมือและครูวิทยาศาสตร์ หากเรามีแผ่นโปสเตอร์ความรู้ที่สำคัญต่างๆทางวิทยาศาสตร์ไปติดตามผนังห้อง นักเรียนก็จะได้มีโอกาสอ่านผ่านตาทุกวัน ก็จะได้รับความรู้ซึมซับอยู่ทุกวัน โดยที่ไม่ต้องมีครู และหากทำให้โปสเตอร์นั้นเป็นแนวการ์ตูนที่กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น โดยมีข้อความ และคำถามเชิงก่อให้เกิดการสืบเสาะแสวงหาความรู้ได้เองก็จะยิ่งดี ทั้งนี้ทางเครือซิเมนต์ไทยจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการผลิตและพิมพ์แจกจ่าย

    ผมเคยเห็นโปสเตอร์ในแนวนี้จากญี่ปุ่น ผมมีเพื่อนญี่ปุ่นที่รู้จักกันตอนไปประชุมวิชาการของ ICASE (International Council of Associations for Science Education) ที่มะนิลา เมื่อปี 2522 ชื่อ ดร.โอซูมิ ตอนหลังเราได้มาพบกันอีกครั้งเมื่อ ดร.โอซุมิ มาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ สสวท. พี่ต๋อรู้จักดีตั้งแต่สมัยที่พี่ต๋อไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น

    ผมเห็นว่าพี่ต๋อมีความรู้เกี่ยวกับด้านนี้ โดยเฉพาะงานพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ จึงนำเสนอ อาจารย์จารุนี ให้รับทำโครงการนี้โดยมีพี่ต๋อเป็นแม่งาน มีการประชุมกันหลายครั้ง กว่าจะสำเร็จออกมาได้ก็เล่นเอาเหนื่อยทีเดียว โปสเตอร์วิทยาศาสตร์นี้ คุณธนิตชัย บอกว่าขอให้ถือว่าเป็นโครงการทดลอง หากสำเร็จก็จะขยายเป็นโครงการใหญ่อื่นๆต่อไป แต่ก็ไม่ได้สานต่อเพราะท่านถึงแก่กรรมเสียก่อน โปสเตอร์ในชุดนี้มี 6 เรื่องคือ ความปลอดภัยในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการ การวัด แรง กรดเบส พลังงาน แม่เหล็ก

    อันที่จริงงานชิ้นนี้เป็นผลงานของบุคคลหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายวิชาการ ฝ่ายศิลป์ที่ช่วยวาดรูป และฝ่ายธุรการ เป็นโครงการที่นานมากแล้ว ผมจำไม่ได้ว่ามีใคร ชื่ออะไรบ้าง ต้องขออภัยหากผมมิได้เอ่ยนามของท่านผู้ร่วมงานนี้ ผมจะขอทยอยนำเอาผลงานส่วนหนึ่ง(ฉบับย่อ)ของท่านเหล่านี้ มานำเสนอเพื่อประกอบความรู้เป็นวิทยาทานดังต่อไปนี้


ความคิดเห็นที่ 225

ครูไผ่
14 ม.ค. 2555 17:56
  1. สวัสดีปีใหม่ค่ะ ทุกๆ ท่าน และขอแสดงความยินดีกับอาจารย์นิรันดร์ที่กำลังจะเป็นคุณพ่อตาในเร็วๆ นี้ และเป็นคุณตา (จริงๆ) ต่อไป

    รู้สึกว่าอาจารย์แขชนะจะเชียร์สาวนิโกรนะคะ ดูรูปในความเห็นฯ 216 เลือกรูปสาวนิโกรที่สวยมาเทียบกับหมวยและแหม่มที่ไม่สวย อย่างนี้เป็นการเปรียบเทียบที่มีอคติตั้งแต่การเลือกตัวอย่างค่ะ


ความคิดเห็นที่ 226

แขชนะ
14 ม.ค. 2555 21:45
  1. .


ความคิดเห็นที่ 227

แขชนะ
15 ม.ค. 2555 07:51
  1. พี่ต๋อจากพวกเราไปอย่างสงบแล้วเมื่อคืนนี้ ขอแสดงความอาลัยรัก ขอให้คุณงามความดีของพี่ที่ทำให้กับวงการการศึกษาวิทยาศาสตร์ จงนำดวงวิญญาณของพี่ไปสู่สุขคติด้วยเทอญ


ความคิดเห็นที่ 228

แขชนะ
16 ม.ค. 2555 00:42
  1. เมื่อวานนี้ ผมไปรดน้ำศพพี่ต๋อที่วัดธาตุทอง ศาลาที่ 8 มีผู้ใหญ่ของ สสวท. เช่น ผอ. รอง ผอ. และเพื่อนเก่าๆ มาร่วมงานรดร้ำศพ และฟังสวดมากมาย จะฌาปนกิจศพวันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม เวลา 20.00 น.


ความคิดเห็นที่ 229

แขชนะ
16 ม.ค. 2555 22:31
  1. วันนี้วันครู 16 มาราคม 2555

    วันนี้ที่ สสวท.มีงานเลี้ยงฉลองครบ 40 ปี สสวท. ผู้อำนวยการ สสวท.เชิญให้มาร่วมงานและพบปะเพื่อนเก่าๆ พบกับผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการเก่าหลายท่าน ถ่ายภาพร่วมกับ ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน หลังจากที่ไม่ได้ร่วมงานกันถึง 15 ปี


ความคิดเห็นที่ 230

แขชนะ
17 ม.ค. 2555 07:54
  1. งานของพี่ต๋อ


ความคิดเห็นที่ 231

แขชนะ
18 ม.ค. 2555 00:14
  1. .


ความคิดเห็นที่ 232

แขชนะ
20 ม.ค. 2555 01:19
  1. .

     


ความคิดเห็นที่ 233

19 ก.พ. 2555 10:46
  1. อยากได้วิธีการประดิษฐ์ เครื่องอัดเสียงแบบเอดิสันน่ะครับ แล้วก็ขั้นตอนการใช้อย่างละเอียดครับ เพื่อจะได้ทำการทดลองเพื่อการศึกษาครับ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 234

20 ก.พ. 2555 12:34
  1. อยากได้วิธีการประดิษฐ์ เครื่องอัดเสียงแบบเอดิสันครับ เพื่อการศึกษาต่อไปและก็วิธีการทดลองด้วยนะครับขอบคุณครับหรือส่งมาที่ aa.-aa----@hotmail.com ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 235

แขชนะ
20 ก.พ. 2555 22:28
  1. ผมเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงที่สังคมไทยมีการเปลี่ยนอย่างมากในช่วงครึ่งศตวรรษ ผมเริ่มชีวิตการเรียนด้วยอุปกรณ์การเรียนประจำตัวคือ กระดานชนวน หรือ Old Pad หลังจากเวลาผ่านไป 50 กว่าปี ผมก็ได้มีโอกาสใช้ iPad ช่างเป็นเทคโนโลยีที่ต่างกันราวกับฟ้ากับก้นเหวเสียนี่กระไร

    สมัยก่อนนี้ หลายคนอาจบอกว่าเป็นระบบที่ล้าสมัย การติดต่อสื่อสารใช้เวลานานมาก ตอนเรียนชั้นประถมศึกษา เรามีวิชาการเขียนจดหมาย ครูเคร่งครัดกับเรื่องของมารยาทในการเขียนจดหมาย หัวจดหมาย คำขึ้นต้น คำลงท้าย การใช้สรรพนามต้องถูกต้อง ไม่งั้นจะไม่ได้คะแนน หากสอบตกหลายวิชาก็ต้องเรียนซ้ำชั้น หากเราเขียนจดหมายถึงคนที่ไม่รู้จัก เราต้องแนะนำตัวอย่างไร ใช้คำพูดอย่างไร หากเป็นผู้สูงอายุกว่า แต่เราไม่รู้จัก ควรเรียกเขาว่าอะไร เช่น คุณพี่ คุณป้า คุณน้า คุณอา คุณครู อาจารย์ และหากเป็นจดหมายที่เราต้องขอความช่วยเหลือ ยิ่งจะต้องเป็นจดหมายที่รักษามารยาทอย่างยิ่ง การใช้คำพูดควรเป็นทางการอย่างอ่อนน้อม

    น่าแปลก สมัยนี้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว เรามีเวลาเหลือที่จะทำอะไรมากมายกว่าเดิมหลายเท่า แต่การเขียนจดหมายกลับทำได้สั้นกว่าสมัยก่อนมาก ไม่มีเวลาแม้แต่จะแนะนำตัวกัน และที่น่าแปลกคือ มักใช้ชื่อเล่น หรือนามแฝง ติดต่อขอความช่วยเหลือโดยไม่บอกกล่าวว่าเป็นใครมาจากไหน ผมมีโอกาสติดต่อกับสื่อมวลชนมากมาย แม้แต่เชิญให้ไปออกรายการโทรทัศน์ คนที่มาติดต่อ แทนที่จะติดต่อทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการ กลับแนะนำตัวเองโดยใช้ชื่อเล่น แหม่ม ติ๋ม อ้วน จุ๊บแจง นิ้งหน่อง ตุ๋ย และอะไรบ้าๆบอๆอีกมากมาย สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก ช่างเป็นสังคมที่ฉาบฉวย ไม่จริงจัง ทำอะไรเป็นเล่นไปหมด ตำรวจจราจรที่ีทำหน้าที่กลางถนนยังทำท่ารำอย่างสนุกครื้นเครงราวกับรำวงในงานวัด ซึ่งเราจะไม่มีทางเห็นลักษณะนี้ในประเทศที่มีความเจริญและมีวินัยอย่างเยอรมนี อเมริกา หรือ ญี่ปุ่น

    สมัยก่อนนี้ การค้นคว้าหาความรู้ทำได้ยากเย็น และเสียเวลามาก ห้องสมุดก็มีหนังสือไม่มากพอที่จะให้ค้นคว้า แต่เรากลับมุมานะพยายามทำเองแม้จะไม่สามารถหาข้อมูลได้จากหนังสือ ต่างจากปัจจุบัน ข้อมูลมีให้ค้นตว้ามากมายทั่วโลก อีกทั้งยังมีทั้งภาพนิ่งและภาพยนต์พร้อมเสียงให้ค้นคว้าได้มากและรวดเร็ว แต่เยาวชนกลับไม่ขวนขวายช่วยตัวเอง กลับขอร้องให้คนอื่นช่วยทำให้โดยไม่ค้นคว้าหรือพยายามให้ถึงที่สุด ดังจะเห็นได้จากกระทู้ต่างๆที่ขอให้ช่วยทำการบ้านให้ แล้วยังขอด่วนเพื่อเอาไปส่งครูโดยที่ตัวเองไม่ได้ทำเอง

    สมัยก่อนนี้ คนเรามีความมุมานะพยายามมากกว่าปัจจุบัน เรามักจะลองทำเองก่อน แล้วค่อยให้ครูหรือผู้รู้ช่วยชี้แนะ เช่น การฝีมือ หรือการแต่งคำประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ทำเองก่อนแล้วขอให้ผู้รู้ช่วยให้ความรู้เพิ่มเติม ทำให้เรารู้จักคิดได้เอง เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและความผิดพลาดซึ่งจะทำให้เราทำเป็นและจำได้ไปตลอดชีวิต และการขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น เราจะมีความเกรงใจมาก บางทีต้องไปหาผู้รู้หรือคุณครูถึงบ้านและต้องนัดหมายท่านก่อน เพราะจะไปรบกวนเวลาของท่าน ต่างจากปัจจุบัน หากต้องการอะไรก็บอกความประสงค์ให้ผู้รู้หรือครูช่วยทำให้เสร็จเรียบร้อย แถมยังสั่งอีกว่าเอาด่วน ช่วยส่งมาให้ด้วย เป็นใครมาจากไหนก้ไม่ต้องมีการแนะนำตัวให้รู้จักมักคุ้นด้วยไมตรีอันดีกันก่อน จะขอความช่วยเหลือจากเขา ยังใช้งานเขาอย่างไร้มารยาท

    ผมเดินทางไปสอนหนังสือบรรยายมาทั่วโลกใช้หนังสือเดินทางมาสิบกว่าเล่มแล้ว เมื่อหันกลับมามองสังคมไทยเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศที่เขาสร้างชาติขึ้นมาจากความมุมานะและพากเพียรของคนในชาติแล้วรู้สึกเป็นห่วงประเทศไทยของเรา คนสมัยใหม่ไม่มีความพากเพียรพยายาม ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ สังเกตได้จากบทเพลงต่างๆที่ขับร้องกันในปัจจุบัน แต่งไม่เป็นหรือขี้เกียจแต่ง จนต้องเอาเพลงสมัยก่อนๆที่มีผู้แต่งไว้แล้วมาขับร้องใหม่ เราจะเห็นได้เกลื่อนตลาดเพลงเลยทีเดียว แม้แต่บทละครที่เอามาเล่น เนื้อเรื่องเดียวกัน ชื่อเรื่องเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนตัวแสดงไปเรื่อยๆ เรามีภาษาของเราเอง ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่พัฒนานาอย่างยาวนาน เรายังไม่รู้จักรักษา ใช้กันอย่างผิดเพี้ยนทำให้วิบัติผิดเพี้ยนไปมากมาย จนไม่สามารถสื่อสารกันเองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เกิดปัญหาถกเถียงกันมากมาย เรามีวัฒนธรรมทางภาษาที่งดงามสะท้อนถึงภูมิปัญญาของคนไทย เรามีรูปแบบของร้อยกรองหลากหลายชนิดที่พวกฝรั่งก็ไม่สามารถแต่งได้มากมายอย่างเรา จะขอยกข้อความจากบทประพันธ์เรื่องสี่แผ่นดินของ ม.ร.ว.คึกฤทธฺ์ ปราโมทมาตอนหนึ่งที่ว่า......

    "สวดมนต์เย็นบนพระที่นั่งบ่ายวันนี้มังคะ  เสด็จให้มาทูลถามเสด็จว่าจะเสด็จหรือไม่เสด็จ   ถ้าเสด็จจะเสด็จ  เสด็จจะเสด็จด้วย" และเสด็จก็ตรัสตอบว่า"พลอยถ้าจะยังไม่เคยได้ยินภาษาชาววังไหน พลอยบอกมาลัยเขาสิว่า เสด็จให้ไปทูลเสด็จว่าเสด็จจะเสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จด้วย เสด็จก็จะดีพระทัยมาก"

    เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซี่ยนในไม่ช้านี้ เรายังไม่รู้จักตัวเราเอง ไม่รู้จักกำพืดและวัฒนธรรมอันดีงามของเรา ผมเป็นห่วงว่าเรากำลังจะพัฒนามาตรฐานชาติของเราไปสู่สากล(โลก) พวกผมอีกไม่นานก็จะค่อยๆจากไป หากคนรุ่นใหม่ยังไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักวัฒนธรรมอันดีงามที่บรรพบุรุษสั่งสมกันมาอย่างยาวนานแล้ว ประเทศไทยของเราจะอยู่บนเวทีโลกได้อย่างสง่าผ่าเผยได้อย่างไร


ความคิดเห็นที่ 236

แขชนะ
2 มี.ค. 2555 00:16
  1. หากพูดถึงเรื่องประตูสู่อาเซี่ยน ทำให้นึกถึงจังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดชายแดนไทยติดกับสะหวันนะเขตของลาว

    สัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสไปจัดกิจกรรมค่ายโครงงานวิทยาศาสตร์ให้กับนักเรียนโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จังหวัดมุกดาหาร

    แม่น้ำโขงที่นี่มีสะพานเชื่อมไทย-ลาวแห่งที่สอง ตลาดริมโขงนี้มีชื่อเรียกว่า "ตลาดอินโดจีน" มีสินค้าหลากหลายชนิดจากประเทศต่างๆ เช่น ลาว พม่า จีนและเวียดนาม

    มีแผงลอยขายของพวกสมุนไพรต่างๆจากฝั่งลาวด้วย มีของแปลกๆที่ผมไม่เคยเห็นหลายอย่าง เช่นฟอสซิลของหอยน้ำจืด ดังรูป

    มีกิจกรรมทำภาพสามมิติด้วย

    มีกิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ผมให้นักเรียนทำก็คือ การทดลองทำให้เห็นการเคลื่อนที่ของเสียง ความเร็วของเสียงในอากาศประมาณ 330 เมตรต่อวินาที ผมให้นักเรียนราว 100 คน เข้าแถวเรียงเดี่ยวห่างกันคนละประมาณ 2 ก้าว ผมนัดแนะกับนักเรียนว่าผมจะเป่านกหวีด เมื่อนักเรียนได้ยินเสียงนกหวีดก็ให้ยกมือ เมื่อเสียงเคลื่อนที่ไปถึงใครคนนั้นก็ยกมือ ดังนั้นเราก็พอจะมองเห็นว่าเสียงเคลื่อนที่ไปเร็วอย่างไร ดังแสดงในรูป


ความคิดเห็นที่ 238

แขชนะ
29 มี.ค. 2555 07:29
  1. ย้อนหลังไป 18 ปีที่แล้ว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2537 ผมได้มีโอกาสถ่ายรูปกับอาจารย์จารุนี ร่วมกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กรองทองไคริรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา สมัยนั้น ดร.กรองทองทำหน้าที่หัวหน้าแผนกคณิตศาสตร์อยู่ที่ RECSAM ปีนัง ภายใต้คำสั่งคณะรัฐมนตรีในตอนนั้น ผมได้มีรู้จักและร่วมงานกับ ดร.กรองทองมานานราว 20 ปี

    จากวันที่ 25 มีนาคม เมื่อ 18 ปีที่แล้ว มาถึงวันที่ 25 มีนาคม 2555 ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับ ดร.กรองทองอีกโดบพาอาจารย์ 3 คน และนักศึกษา 3 คน สาขา Tourism ของ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มาเยี่ยมชม Guangxi Normal University และมาเก็บข้อมูลวิจัยเปรียบระหว่างธุรกิจ Homestay หรือ Guesthouse ของจีนกับของไทย คนที่สวมกางเกงสีเขียวคือ อาจารย์Liang Runchan เคยเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่ผมสอนที่กุ้ยหลิน เธอเรียนจบมาทางด้านชีววิทยา ผมเลยเอามาสอนที่วิทยาลัยนานาชาติ สวนสุนันทา วิชา Environmental world และ ช่วยสอนภาษาจีนด้วย ภาพนี้ถ่ายที่สนามบินกุ้ยหลิน 

    ขณะนี้มีการประชุมทางวิชาการระหว่างจีนกับประเทศยุโรปเกี่ยวกับการพัฒนา หลักสูตรการศึกษาพื้นฐาน ผู้จัดได้มีการจัดให้ผู้แทนจากยุโรปมาเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมในการดูแล ของมหาวิทยาลัย และได้เชิญมาผมบรรยายแสดงทางวิทยาศาสตร์ให้นักเรียนมัธยมและแขกพิเศษจาก ยุโรปที่โรงเรียน ถ่ายรูปร่วมกันกับผู้อำนวยการโรงเรียน เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2555


ความคิดเห็นที่ 239

แขชนะ
5 เม.ย. 2555 01:40
  1. เรื่องของความฝันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนคิดไปต่างๆนาๆได้ไม่รู้เบื่อ เนื่องด้วยยังไม่มีความเข้าใจที่แน่ชัด บางคนมองในแง่ของความรักอันหวานชื่น บางคนว่าถ้าฝันเห็นงูรัดก็จะได้พบความรัก หลายคนฝันแล้วตีความกันไปต่างๆนาๆ ในชีวิตของผมมีเรื่องราวแปลกเกี่ยวกับความฝันที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมากมาย ที่ไม่สามารถอธิบายได้ คราวใดที่ผมเดินทางไปเมืองจีน ผมมักจะฝันถึงพ่อที่เสียไปแล้ว ที่น่าแปลกใจคือ มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่ผมไปสอนหนังสือที่เมืองจีน ผมฝันถึงพ่อ ฝันว่าได้คุยกับพ่อหลายเรื่อง สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ วันต่อมาฝันถึงพ่ออีก ฝันว่าพ่อชวนคุยต่อจากเรื่องที่คุยค้างกันไว้เมื่อวาน เพื่อนๆหลายคนบอกว่าเป็นความผูกพันกับพ่อ จิตใต้สำนึกเลยเอาไปผูกเป็นเรื่องต่อกัน ไม่มีสาระอะไรที่มีนัยสำคัญ

    มีเพื่อนรักของผมคนหนึ่งตอนที่ผมไปเรียนหนังสือที่หนองคายในวัยเด็ก หลังจากที่ผมจากมา 20 กว่าปี มีอยู่คืนหนึ่งฝันถึงแต่เพื่อนคนนี้ทั้งคืน ฝันว่าเพื่อนแวะมาเยี่ยมพูดคุยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ผมฝันถึงเพื่อนคนนี้ทั้งคืน วันรุ่งขึ้นรู้สึกว่าคิดถึงเพื่อนคนนี้มาก จึงโทรศัพท์กลับไปที่หนองคาย จึงรู้ว่าคืนที่ฝันนี้เพื่อนคนนี้ถูกฆ่าตาย

    เหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นอีกเมื่อตอนที่ผมไปเรียนปริญญาเอกที่เบอร์ลิน มีอยู่คืนหนึ่งผมวันถึง อาจารย์ประยูร ร่มโพธิ์ ซึ่งเป็นอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์จุฬา ที่ผมสนิทมากและช่วยท่านทำงานมานาน ฝันถึงอาจารย์ประยูรทั้งคืน วันรุ่งขึ้นโทรศัพทืกลับบ้านจึงทราบว่าอาจารย์ประยูรเสียชีวิตแล้วในวันที่ผมฝัน

    มีเหตุการณ์ความฝันแปลกเกิดกับผมหลายอย่าง เล่าให้เพื่อนๆฟัง แต่ละคนล้วนแล้วแต่บอกว่า "ขอร้องนะเพื่อน พยายามอย่าฝันถึงกันนะ"

    มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมฝันถึงอาจารย์จารุนี แต่คราวนี้ผมทราบแล้วว่าท่านเสียแล้ว ในฝันนั้น อาจารย์จารุนีมาเยี่ยมผม พูดคุยกันตั้งนาน ในฝันผมก็ถามท่านไปว่า อาจารย์เสียชีวิตแล้วไม่ใช่หรือ อาจารย์ตอบว่าใช่ แต่ดูใบหน้าและการพูดคุยเหมือนสมัยที่ท่านมีชีวิตอยู่ไม่มีผิด มิหนำซ้ำท่านยังชวนให้ผมขึ้นรถของท่าน ขับพาไปเที่ยว ท่านแนะนำให้รู้จักเพื่อนๆของท่านหลายคน ซึ่งแต่ละคนล้วนแล้วแต่เสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น ที่รู้เพราะเพื่อนของท่านเวลาขึ้นรถที่อาจารย์ขับนั้น ไม่ต้องเปิดประตู ผ่านเข้ามาเฉยๆ แถมยังผ่านตัวผมเข้าไปนั่งข้างในเอง

    อย่าถือเป็นเรื่องจริงจังและวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์นะครับ ผมเล่าความฝันของผมให้ฟังเฉยๆ ด้วยความระลึกถึงอาจารย์จารุนีเท่านั้นครับ


ความคิดเห็นที่ 240

นิรันดร์
5 เม.ย. 2555 08:27
  1. ๕๕๕ฝันก็คือฝัน อย่าไปกังวลกับมันมากเกินไปผมก็มีฝันว่าบินไปในท้องฟ้าได้ นึกจะไปไหนก็ลอยไปได้ดังใจนึกบ้าง มีติดขัดบ้างผมเคยมีบ้านอยู่ที่ราชวัตร คิดว่าเพื่อนคงเคยไปบ้านนั้นตั้งอยู่บนที่ดินของอาจารย์ภิยโย ปันยารชุนเราย้ายออกจากบ้านกลับไม่ได้รื้อบ้านตามเราออกมาผม แม้ว่าจากหลังนี้ไปแล้ว ในความฝันของผม ผมจะอยู่ที่บ้านหลังนี้เสมออาจารย์ท่านไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ เมื่อกลับมาก็ต้องการที่ดินเพื่อปลูกบ้านของท่านเราก็ต้องไปรื้อบ้านหลังนั้นออกจากที่ ตอนที่รื้อบ้าน พ่อของผมท่านขายบ้านเป็นไม้เก่าตอนที่รื้อบ้าน ผมไม่ได้ไปกับพ่อ ไม่ได้เห็นกับตาว่าบ้านนี้ไม่มีอีกแล้วแต่ในความฝันของผมก็ยังเป็นบ้านหลังนี้เสมอทั้งที่ผมก็รู้ว่าไม่มีบ้านแล้วผมแปลกใจกับความฝันของตัวเองมากจนทนไม่ได้ว่าจริงๆแล้วบ้านยังอยู่หรือไม่ผมจึงตัดสินใจไปให้เห็นกับตาว่ามีหรือไม่มีบ้านหลังจากเห็นกับตาว่าไม่มีบ้านหลังนี้อีกแล้ว ผมก็ไม่เคยฝันถึงบ้านนี้อีกเลยผมคิดว่าฝันของผมน่าจะนำมาวิเคราะห์ว่ามันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไร


ความคิดเห็นที่ 242

แขชนะ
5 เม.ย. 2555 23:26
  1. [[252808]]

    ผมจำบ้านที่ราชวัตรของเพื่อนได้ จากสถานีรถไฟบางซื่อ เรานั่งรถเมล์เขียวศรีนครสาย 5 บางซื่อ-จักรวรรดิ (ภาพอ้างอิง >>> http://www.pantown.com/board.php?id=34132&area=4&name=board3&topic=9&action=view) ไปบ้านนั้นด้วยกัน ภาพบ้านนั้นยังอยู่ในจินตนาการของผม จำภาพของ "เทอด" น้องชายของเพื่อนกำลังอ่านนิตยสาร "เด็กก้าวหน้า" ของสำนักพิมพ์ก้าวหน้า อยู่บนเก้าอี้ แล้วผมถามว่า กำลังอ่านหนังสืออะไร เทอดตอบพลางหัวเราะว่า "เด็กถอยหลัง" จำภาพคุณพ่อของเพื่อนที่หันหน้ามาบอกว่า "มีที่ไหนกันเด็กถอยหลัง" ตอนนี้หากผมตามไปดูว่าไม่มีบ้านนั้นอีกแล้ว ผมก็ยังมีภาพนั้นติดหัว ต่างจากความฝันของเพื่อนที่ไม่เคยฝันอีกเลยหลังจากเห็นความจริง

    ผมกลับไปดูบ้านที่ผมเกิด และยังมีความทรงจำ ทั้งยังฝันได้อีกนาน เพราะเป็นเขตอนุรักษ์บ้านเก่าของ กทม. รื้อถอนไม่ได้

    วันนี้ขับรถผ่านราชวัตร ใช่โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพปากซอยเข้าบ้านอาจารย์นิรันดร์สมัยก่อนที่ราชวัตร มีสะพานข้ามคลองเข้าไปในซอย


ความคิดเห็นที่ 243

แขชนะ
6 เม.ย. 2555 02:30
  1. เมื่อพูดถึงเรื่องคนตาย ผมมีเรื่องที่น่าสนใจจะมาเล่าให้ฟัง.......

    เรื่องมีอยู่ว่า ผมไปซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง เป็นนาฬิกาแบบดิจิตอล เพื่อเป็นการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของนาฬิกา มันจะไม่มีการแสดงตัวเลขบอกเวลา ต่อเมื่อต้องการทราบเวลา ให้ใช้นิ้วมือเคาะที่ตัวนาฬิกา มันก็จะแสดงตัวเลขเวลา แล้วตามด้วยอุณหภูมิขณะนั้น หรือหากวางนาฬิกาไว้ไกลมือ ก็ใข้วิธิตบมือให้เกิดเสียงดัง ก็จะแสดงตัวเลขบอกเวลาได้เช่นกัน ดังแสดงในรูป

    มีอยู่วันหนึ่ง ผมเอานาฬิกาเรือนนี้ไปตั้งอยู่บนเครื่องรับโทรทัศน์ แล้วนั่งดูรายการ "คนอวดผี" กับลูกชายของผม ลูกผมสังเกตเห็นสิ่งประหลาดเกิดขึ้นคือ ช่วงที่รายการคนอวดผีจะตัดไปเป็นช่วงโฆษณา จะมีคำว่า "คนอวดผี" ทุกครั้งที่ตัว "ว.แหวน" ปรากฏออกมาครึ่งตัว นาฬิกาเรื่อนนี้จะปรากฏตัวเลขบอกเวลาขึ้นมาทุกครั้ง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร

    พรุ่งนี้ค่อยมาเล่าต่อครับว่ามันเป็นเพราะอะไร........หรือว่ามันมีพลังงานบางอย่างมาทำให้เป็นอย่างนั้น..ก็เป็นได้......!


ความคิดเห็นที่ 244

ครูไผ่
6 เม.ย. 2555 17:41
  1. จากความเห็นที่ 239อาจารย์แขชนะอย่าเพิ่งฝันถึงครูไผ่นะคะ


ความคิดเห็นที่ 245

แขชนะ
11 เม.ย. 2555 05:19
  1. จากความเห็นที่ 243 ผมทดลองโดยใช้โทรศัพท์มือถือที่สามารถสร้างคลื่นเสียงความถี่ต่างๆได้ ต่อเครื่องขยายเสียงแล้วออกมาทางลำโพงที่วางใกล้ๆนาฬิกา ผมปรับความถี่ต่างๆ แล้วดูว่าที่ความถี่เท่าไรจึงกระตุ้นนาฬิกาให้แสดงผล ปรากฏว่าที่ความถี่ประมาณ 120 Hz , 180 Hz และ 240 Hz สามารถทำให้นาฬิกาแสดงผลออกมา ดูจากผลการทดลอง จึงน่าสรุปได้ว่า ความถี่เริ่มต้นที่ทำให้นาฬิกาแสดงผลน่าจะอยู่ที่ 60 Hz  และ ความถี่ Harmonics ของมันก็สามารถกระตุ้นได้ด้วย


ความคิดเห็นที่ 246

แขชนะ
18 เม.ย. 2555 22:59
  1. วันนี้ 18 เมษายน เวลาประมาณ 15.30 น. ผมและลูกชายสังเกตเห็นวัตถุประหลาดคล้ายซิการ์เป็นโลหะเงาวาวบินอยู่บนฟ้ามองจากปากเกร็ดไปทางเหนือ ลูกชายผมชี้ให้ดู สังเกตเห็นบินอยู่สักพักหนึ่ง ราว 10 วินาที ก็หายวับไปกับตาอย่างรวดเร็ว เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเครื่องบินที่จะหายวับไปกับตาในท้องฟ้าที่ใสไม่มีเมฆ ใครเห็นบ้างช่วยบอกมาด้วยครับ เห็นคล้ายๆกับที่แสดงในรูปครับ


ความคิดเห็นที่ 247

แขชนะ
23 เม.ย. 2555 06:37
  1. สวัสดีครับ ตอนนี้ผมอยู่ที่รัสเซีย มาบรรยายให้นักเรียน และจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์รัสเซียเหมือนเช่นทุกปีครับ ปีนี้ได้ไปบรรยายที่เมืองใหม่ๆที่ยังไม่เคยไป รูปที่เห็นคือที่สนามบินที่มอสโคว์ ถ่ายเมื่อเย็นวันที่ 22 เมษายน จะทยอยเล่าเรื่องและเอารูปมาให้ดูครับ


ความคิดเห็นที่ 248

แขชนะ
28 เม.ย. 2555 03:58
  1. ตอนนี้ผมอยู่ที่เมือง Kazan เมืองหลวงของรัฐ Tatarstan ซึ่งเป็นรัฐหนึ่งในเขตการปกครองของสหพันธรัฐรัสเซีย มาบรรยายตามคำเชิญของเพื่อนรัก Prof.Alexander Fishman ได้มีโิอกาสร่วมงานวันวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนมัธยมชั้นนำของ Kazan เลยจับเอาเด็กนักเรียนรัสเซียมาทดลองเพื่อให้มองเห็นภาพว่าเสียงเคลื่อนที่ได้เร็วแค่ไหน

    รูปนี้ถ่ายกับผู้อำนวยการโรงเรียน อายุเพียง 25 ปี แต่เป็นครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นได้รับรางวัล 2 แสนบาท (มากกว่าครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย 4 เท่า)

    การทดลองนี้ผมทำคลิปวิดีโอลงใน Youtube แล้ว ท่านที่สนใจ ตามมาดูได้ที่ลิ้งค์นี้ครับ >>> Viewing speed of sound

    Thumbnail


ความคิดเห็นที่ 249

แขชนะ
28 เม.ย. 2555 07:19
  1. รูปนี้ผมถ่ายกับ Alexander ที่หน้าโรงเรียน วัน เวลา และพิกัดดังแสดงในรูป

    ผมระลึกถึงอาจารย์จารุนี ที่ให้โอกาสผมเดินทางไปประชุมที่ฮังการี ทำให้ผมได้รู้จัก Prof.Dr.Alexander Fishman และ Prof.Dr.Xingkai Luo จาก Guangxi Normal University ผู้เป็นกัลยาณมิตรทั้งสอง จากการที่ได้รู้จักและทำงานร่วมกันมากว่า 16 ปี ทำให้ผมได้เดินทางเข้า-ออก ประเทศรัสเซีย และประเทศจีน จนไม่อยากนับจำนวนครั้ง และจากการที่ได้มาเยือน 2 ประเทศนี้ในเมืองต่างๆ ทำให้ผมสนุกกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของทั้ง 2 ประเทศ

    Alexander จาก Tatarstan ทำให้ผมรู้จักเรื่องราวของพวก Tatar ที่ยกทัพไปตีจีนผ่านทางคาซัคสถาน ไปทางมณฑลซินเจียง การที่ได้รู้จักกับ Xingkai ทำให้ผมได้ไปเยือนมณฑลซินเจียง และกำแพงเมืองจีน หลายครั้งหลายครา กำแพงนี้ก็สร้างขึ้นมากั้นพวกที่มารุกรานนั่นเอง

    จากความเห็นของอาจารย์นิรันดร์.......ดูเหมือนนักเรียนที่นี่จะแต่งตัวกันเรียบร้อยดีมากเลยครับ แล้วก็ได้แถวยาวดีจัง ตอนที่ผมเคยรับราชการอยู่ ผมถูกจ้าวนายเรียกไปอบรมว่าครูไม่ควรมาเล่นกับนักเรียน ก็เพราะผมเอานักเรียนเอาชั้นเรียนฟิสิกส์ไปไว้ที่สนามฟุตบอล แต่เรื่องก็นานยี่สิบกว่าปีมาแล้ว

    ที่ Kazan ข้าวกลางวันจานละเท่าใดครับ จะได้เทียบถูกว่ารางวัลที่เขาได้รับมากกี่เท่าของที่ครูไทยได้รับ

    ผมไม่รู้หรอกว่าข้าวแกงที่โรงเรียนมีขายตรงไหน เพราะเขาไม่กินกัน แต่พอจะบอกรายได้ให้เปรียบเทียบกัน ครูที่จบปริญญาตรีของเขา เงินเดือนราว 6000 บาท สกุลเงิน Ruble ของเขากับเงินบาท พอๆกันคือ ราว 1:1 ตำแหน่งศาสตราจารย์เงินเดือนราว 2 หมื่นบาท ตำแหน่งรองศาสตราจารย์เงินเดือน 1 หมื่น 2 พันบาท แต่การทำงานทุ่มเท และ คุณภาพของเขา เป็นอย่างไรถ้าเทียบกับคนไทย ผมไม่อยากพูด หากให้ผมพูดจริงๆ เพื่อนๆร่วมอาชีพคนไทยต้องเอาเท้ากระแทกปากแน่!

    ผมสังเกตดูทั้งที่โรงเรียนและในมหาวิทยาลัย ทั้งที่รัสเซีย และที่ประเทศจีน ผมยังไม่เห็นพวก "ตุ๊ดแต๋ว" เลยครับ (ความจริงอาจจะมีก็ได้ และขออภัย ไม่มีเจตนาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล) เพื่อนๆอาจารย์รัสเซียและจีนที่เคยไปเมืองไทย ถามผมว่า ทำไมประเทศไทยจึงมีนักเรียนและนักศึกษาที่มีพฤติกรรมข้ามเพศแบบนี้มากมายเหลือเกิน


ความคิดเห็นที่ 250

แขชนะ
28 เม.ย. 2555 07:39
  1. ผมไปสอนหนังสือที่โรงเรียนนานาชาติที่กรุงเทพ ก็สังเกตเห็นเด็กๆแต่งตัวน่ารักเรียบร้อยดีมากเหมือนกันครับ ดังแสดงในรูป คนที่เห็นในรูปที่ลูกศรสีแดงชี้อยู่ นามสกุล "วงศ์คำเหลา" ทายซิครับว่าเป็นลูกใคร


ความคิดเห็นที่ 251

ครูไผ่
28 เม.ย. 2555 08:24
  1. ลูกของ หม่ำ จ๊กมก หรือคะ


ความคิดเห็นที่ 253

แขชนะ
28 เม.ย. 2555 10:58
  1. เทวดาตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธ

    สงสัยหลวงพี่นกแสก เอามาวางผิดกระทู้ ผมเลยย้ายไปไว้ที่นี่ครับ >>>> ต่างมุมมอง..................


ความคิดเห็นที่ 254

แขชนะ
4 พ.ค. 2555 05:31
  1. สมัยที่ทำงานกับอาจารีย์จารุนี เกี่ยวกับโครงการ พสวท. ผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือและทำกิจกรรมที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนยุคแรกในโครงการ พสวท. และได้สร้าง "ห้องแห่งการค้นพบ" ขึ้นที่โรงเรียน และสมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จมาเปิด ท่านผู้อำนวยการโรงเรียนและผมได้มีโอกาสวายคำอธิบายเกี่ยวกับกิจกรรม

    ต่อมาผมได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และ สมาคมวิทยาศาสวตร์แห่งประเทศไทยฯ จัดทำ "ห้องแห่งการค้นพบ" หรือ Discovery room และนำไปแสดงที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมได้ถ่ายวิดีโอลงใน You Tube >>> DISCOVERY ROOM-THAILAND

     


ความคิดเห็นที่ 255

แขชนะ
7 พ.ค. 2555 19:47
  1. เรากำลังจะก้าวไปสู่ประชาคมอาเซี่ยน หากใครได้ไปทำธุระที่สิงคโปร์ จะต้องเจอชาวสิงคโปร์มากมายที่มีเชื้อสายจีน และมีชื่อจีน แต่บางคนก็เปลี่ยนเป็นชื่อแบบฝรั่ง ท่านอาจจะเจอเหตุการณ์ดังต่อไปนี้

    Chinese speaking to a Chinese operator Chinese speaking to a Chinese operator...  Caller: Hello, can I speak to Annie Wan? Operator: Yes, you can speak to me. Caller: No, I want to speak to Annie Wan! Operator: Yes I understand you want to speak to anyone. You can speak  to me. Who is this? Caller: I'm Sam Wan. And I need to talk to Annie Wan! It's urgent. Operator: I know you are someone and you want to talk to anyone! But  what's this urgent matter about? Caller: Well... just tell my sister Annie Wan that our brother Noe Wan  was involved in an accident. Noe Wan got injured and now Noe Wan is  being sent to the hospital. Right now, Avery Wan is on his way to the  hospital. Operator: Look, if no one was injured and no one was sent to the  hospital, then the accident isn't an urgent matter! You may find this  hilarious but I don't have time for this! Caller: You are so rude! Who are you? Operator: I'm Saw Ree. Caller: Yes! You should be sorry. Now give me your name!! Operator: That's what I said. I'm Saw Ree

     


ความคิดเห็นที่ 256

แขชนะ
25 มิ.ย. 2555 17:47
  1. สมัยก่อนตอนที่ทำงานกับอาจารย์จารุนี กิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขันหุ่นยนต์ หรือตัวต่อต่างๆยังไม่มีมากเท่าเดี๋ยวนี้ วันที่ 14 กรกฏาคม ศกนี้ จะมีการแข่งขันตัวต่อ GIGO ที่ไต้หวัน มีเด็กนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ St. Stephen เข้าร่วมแข่งขัน ผมก็จะได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปด้วย ดูตัวอย่างของกิจกรรมที่เด็กนักเรียนประถมโรงเรียนนี้ทำดังนี้ครับ >>> Gigo Activity from Thailand 2012

     

     


ความคิดเห็นที่ 257

พิทยา
26 มิ.ย. 2555 19:24
  1. บทสนทนา "Chinese speaking to a Chinese operator " เยี่ยมมากครับ ขออนุญาตเอาไปให้ครูภาษาอังใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนครับ


ความคิดเห็นที่ 260

แขชนะ
21 ก.ค. 2555 21:27
  1. ถูกเส้นกับคนไทยแน่ครับคุณอาหมอผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าตอนอบรมครู แต่เปลี่ยนตัวละครนิดหน่อย คือแทนที่จะเป็นวัว ผมใช้สุนัขแทน งับคอภรรยาตาย เล่าจบก็ฮากัน ผมอบรมครูไม่ว่าภาคไหนของประเทศไทย ก็ฮากันทุกครั้งครับ คุณอาหมอต้องดูโฆษณานี้ประกอบด้วย เพราาะมันจะไปด้วยกันครับ McDonald's Greatest Commercial

    ภาพขนาดย่อ


ความคิดเห็นที่ 261

นิรันดร์
22 ก.ค. 2555 15:03
  1. คนที่ฮานี่ แยกเพศครูชาย-หญิงไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 262

แขชนะ
22 ก.ค. 2555 15:31
  1. ไม่แยกครับ ครูผู้หญิงฮาเพราะได้แนวคิดใหม่


ความคิดเห็นที่ 263

แขชนะ
14 ส.ค. 2555 02:21
  1. ทุกครั้งที่ผมได้รับเชิญจากสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ผมจะระลึกถึงอาจารย์จารุนีเสมอ เพราะท่านเป็นผู้ทำให้ผมได้รู้จักเพื่อนๆชาวจีนในแวดวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งต่อมาก็ได้ขยายความร่วมมือไปอีกหลายมิติ

    ขณะนี้ผมอยู่ที่หยินชวน เมืองหลวงของเขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย (อังกฤษ: Ningxia Hui Autonomous Region; จีน: 宁夏回族自治区) ชื่อย่อ "หนิง" (宁) เป็นหนึ่งในห้าเขตปกครองตนเองของจีน ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ทางตอนบนของแม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง)

    ผมได้รับเชิญให้มาร่วมงานแข่งขันโครงงานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ครั้งที่ 27 จัดโดยสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน ได้มีโอกาสพบเพื่อนเก่าๆสมัยที่อาจารย์จารุนีได้สร้างความสัมพันธ์ไว้ ซึ่งปัจจุบันก็ได้กลายมาเป็นผู้บริหารระดับสูงของสมาคมวิทยาศาสต์จีน นอกจากจะได้พบเพื่อนๆชาวจีนแล้วยังได้พบกับเพื่อนๆจากประเทศต่างๆที่เคยทำงานด้วยกันเป็นเวลากว่าสิบปี

    ที่นี่มีสิ่งที่น่าสนใจที่เรียกว่าเป็นหนึ่งในมรดกโลก และเป็นจุดศุนย์กลางที่สำคัญจุดหนึ่งบนเส้นทางสายไหม ดังจะได้เล่าให้ฟังต่อไป


ความคิดเห็นที่ 264

ครูไผ่
14 ส.ค. 2555 03:37
  1. 回族 (หุยจู) คือ ชนเผ่าหุย ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม ใช่ไหมคะขอรูปที่เห็นหน้าชนเผ่าหุยชัดๆ ด้วยค่ะ


ความคิดเห็นที่ 265

ครูไผ่
18 ส.ค. 2555 17:28
  1. ไปหารูปชนเผ่าหุยซึ่งเป็นจีนมุสลิมมาได้แล้วค่ะ

    http://xingbenben66.meeli.cn/blog/20042

    จีนมุสลิมผู้สูงอายุ http://www.flickr.com/photos/eviltomthai/3641675099/

    สาวสวยเผ่าหุยในประเทศจีน http://www.muslimwww.com/2011/0914/xMMDAwMDAwOTgxMA.html

    หนุ่มสาวเ่ผ่าหุย http://hunli.lilywed.cn/cehua/5476_2.html

    คู่บ่าวสาวจีนมุสลิม (ชนเผ่าหุย) http://www.56china.com/2012/0623/73441.html

     

    คู่บ่าวสาวเผ่าหุยอีกชุดหนึ่ง http://huizu.baike.com/article-97030.html

    เด็กๆ เผ่าหุยในประเทศจีน http://www.glulu.com/messages.asp?articleid=588&dalei=101

    ศิลปการแสดง http://58.30.249.178/minzu/huizu/2010/11/11/1417231363.html

     


ความคิดเห็นที่ 266

นิรันดร์
18 ส.ค. 2555 22:47
  1. แปลกที่มีแต่คนหน้าตาดีๆทั้งนั้นเลย ชักอยากจะเห็นด้วยตาเสียแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 267

ครูไผ่
19 ส.ค. 2555 05:42
  1. คนมุสลิมส่วนใหญ่ตาคม จมูกโด่ง ผิวเนียนอยู่แล้ว แต่ที่อยู่เมืองร้อนไม่ค่อยขาว 

    ที่อยู่เมืองหนาว (ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน) คงขาวมาก ก็เลยยิ่งสวยใหญ่เลย 


ความคิดเห็นที่ 268

ครูไผ่
19 ส.ค. 2555 06:24
  1. หนุ่มสาววัยรุ่นเผ่าหุยกับการแต่งกายยุคปัจจุบัน

     

    http://tv.ifensi.com/article-285619-8.html

    http://www.zhikanlz.com/novel/326?page=4


ความคิดเห็นที่ 269

แขชนะ
1 ก.ย. 2555 12:24
  1. ผมกลับมาเมืองไทยแล้ว มีเรื่องเล่าและรูปที่ถ่ายไว้ที่จะเอามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากมาย แต่ยังไม่ว่างเลย เพราะกำลังเร่งงานเนื่องจากจะปิดงบประมาณ แต่วันนี้มีเรื่องที่อดไม่ได้อยากจะเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการทำหนังสือเรียนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผมได้รับเชิญให้ไปอ่านและตรวจต้นฉบับหนังสือเรียนของ สสวท. เขียนโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย ระดับรองศาสตราจารย์ ซึ่งเคยเขียนหนังสือมาหลายเล่ม หนังสือเรียนที่ใช้เป็นแบบเรียนทั่วประเทศ ควรใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ไม่ชักชวนให้เด็กนักเรียนเห็นชอบกับการทำภาษาไทยให้วิบัติ ไม่น่าเชื่อเลยว่าอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและเขียนตำราหลายเล่มมาแล้วเหล่านี้ จะเป็นตัวการทำให้ภาษาวิบัติ เช่น หนังสือเรียนบางตอนที่เน้นให้นักเรียนมีกิจกรรมที่สนุกสนาน จะมีตัวการ์ตูนที่สนทนากัน แต่ภาษาที่ใช้สนทนานั้น เป็นแบบเป็นกันเองโดยใช้ภาษาพูดที่ใช้กันใน Facebook หรือ SMS หรือภาษาวัยรุ่นนิยมใช้กัน เช่น จิงป่าว, ทำได้มั๊ยคับ, อยากได้อ่ะคับ เป็นต้น ความจริงภาษาพูดที่ไพเราะและไม่ทำให้ภาษาวิบัติมีมากมาย ทำไมจึงไม่เลือกใช้ผมทนไม่ได้เลยกับพวกอาจารย์ที่มีแนวคิดแบบนี้ และที่สำคัญ หัวดื้อ ไม่ค่อยรับฟัง เพราะเขามีตำแหน่งใหญ่ และเคยเขียนหนังสือมามากมายภาษาไทยของเราคงไม่ตกต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว น่าเสียดาย {#emotions_dlg.d8}


ความคิดเห็นที่ 270

KornR
1 ก.ย. 2555 14:09
  1. อย่างนี้ก็แสดงว่า     1.ในมหาวิทยาลัยนั้นมีตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญ(ทำ)ภาษาไทยวิบัติ     2.รองศาสตราจารย์เหล่านี้ใช้ภาษาได้พอๆกับเด็กมีข้อสรุปอื่นอีกไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 271

แขชนะ
1 ก.ย. 2555 22:44
  1. เท่านั้นยังไม่พอครับ พวกที่รับติว สอนกวดวิชาทำภาษาเสียมากมาย แล้วพวกเด็กๆก็จำเอาไปใช้ ไม่ต้องไปไหนไกลครับ กระทู้ที่ลงโฆษณากวดวิชาในในวิชาการ.คอมก็มีให้เห็นเกือบทุกวัน เช่น  รับสอนภาษาอังกฤษ โดยนิสิตจุฬาคะ !!  หรือ รับสอนพิเศษเคมี ฟิสิกส์ โดยอาจารย์มหาลัย เป็นต้น


ความคิดเห็นที่ 272

พิทยา
2 ก.ย. 2555 12:13
  1. เดี๋ยว ราชบัณฑิตก็ยอมรับเอาไว่อย่างเป็นทางการ เช่น "อาชญา"  สมัยที่เราเรียนให้อ่านว่า "อาด-ยา" แต่ตอนนี้ให้อ่านว่า "อาด-ชะ-ยา" ได้ด้วย (เดิมใครอ่านแบบนี้ถือว่าอ่านผิด) คำอื่น ๆ อีก คมนาคม มกราคม สัปดาห์ ก็เหมือนกัน ผมเคยเอาหลักที่เคยเรียนมาไปต่อว่าเด็กว่าอ่านไม่ถูก พอไปดูในหนังสือ"พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน" และ/หรือหนังสือ "อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร" ก็หน้าแตกไม่มีชิ้นดี จนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยกล้าบอกว่าคำใดเขียนถูกเขียนผิดหรือ อ่านผิดอ่านถูกแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 273

แขชนะ
2 ก.ย. 2555 12:59
  1. ผมก็เคยเจอแบบอาจารย์พิทยาครับ เช่นคำว่า "ปรัชญา" 

    สมัยผมเป็นนักเรียน ครูสอนว่าให้อ่านว่า ปรัดยา แต่ต่อมา ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเวลาพูดออกอากาศ ท่านอ่านว่า ปรัดชะยา แถมเพลงร้องที่ปรากฏในสื่อเสนอประชาชนทุกๆวัน ก็ยังใช้ ปรัดชะยา ก็เลยกลายเป็นถูกต้อง

    เช่นเดียวกับคำว่า "เชย" ของคุณ ป.อินทรปาลิต ก็กลายมาเป็นคำในความหมายใหม่ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน


ความคิดเห็นที่ 274

แขชนะ
2 ต.ค. 2555 17:04
  1. ผมได้มีโอกาสเข้าไปช่วยงานที่ สสวท.ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ในฐานะผู้ชำนาญ สาขาออกแบบสร้างอุปกรณ์ โดยคำชักชวนของ ศ.ดร.สุขุม ศรีธัญญรัตน์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสสวท. แต่ตอนหลังก็มาทำเต็มตัวในสมัยของอาจารย์จารุนี ผมจำได้ว่าในยุคนั้น มีการพูดถึงเรื่องของกัมมันตภาพรังสีที่รั่วไหล มีโรงเรียนหลายโรงเรียนมาถามเกี่ยวกับการวัดกัมมันตภาพรังสี ซึ่งโดยมากมักจะหมายถึงหัววัดรังสีประเภทไกเกอร์ ว่าจะลองผิตดูเองหลายทีแล้ว แต่ก็ติดอุปสรรคต่างๆมากมายสมัยที่ผมเรียนปริญญาโท หัวข้อวิทยานิพนธ์ของผมคือการสร้างหัววัดรังสีไกเกอร์แบบ Self-quenched ได้รังเงินทุนสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่มีโอกาสทำต่อ มีผู้ทำงานวิจัยต่อจากผมอีกหลายคนโดยเอาวิธีทีผมเขียนไว้ในวิทยานิพนธ์ไปใช้ ก็ประสบความสำเร็จ ได้เงินทุนไปมากมายผมมาลองคิดต่อว่าจะทำอย่างไรจึงจะพัฒนาหัววัดประเภทไกเกอร์อย่างง่ายๆราคาถูก โดยเอาแนวคิดในวิทยานิพนธ์ของผมมาใช้ ได้วิธีการดังนี้ครับ

    หากระบอกพลาสติกใสขนาดไม่ต้องใหญ่และไม่ต้องหนามาก หาแผ่นอลูมิเนียมบางๆที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านเครื่องเหล็กมาตัดแล้วขดเปนทรงกระบอกวางไว้ในกระบอกพลาสติก หาวลดตัวนำทำเป็นขั้วไฟฟ้าแกนกลาง ภายในกระบอกพลาสติกให้ฉีดแกสบิวเทน (ที่ใช้เติมไฟแช็ค) เข้าไปเล็กน้อย เพื่อเป็น Quenching gas จากนั้นให้ต่อลวดแกนกลางและทรงกระบอกอลูมิเนียมเข้ากับแหล่งจายไฟแรงสูงราวๆ 4500 โวลต์ ดังแสดงในรูป

    แหล่งจ่ายไฟฟ้าแรงสูงที่ใช้ก็ทำจากแหล่งจ่ายไฟแรงสูงในไม้ตียุงที่วางขายทั่วไป ผมลองแกะเอาวงจรแหล่งจ่ายไฟแรงสูงออกมาทดลองวัดค่าไฟฟ้าแรงสูงปรากฏว่าได้ค่าประมาณ 1500 โวลต์ ให้เอาวงจรไม้ตียุง 3 อันมาต่ออนุกรมก็จะได้ไฟประมาณ 4500 โวลต์ นำไปต่อกับหัววัดรังสีที่เตรียมไว้

    แหล่งกำเนิดกัมมันคภาพรังสีที่เราจะเอามาใช้วัดนี้ ก็หาได้จากสารกัมมันตรังสีที่มีล่องลอยอยู่ในอากาศตามธรรมชาติ วิธีการคือ เป่าลูกโป่ง เอาเอาผ้าขนสัตว์หรือผ้าไหมมาถูที่ลูกโป่งให้เกิดประจุไฟฟ้าสถิตทีผิวของลูกโป่ง แล้วท้งไว้ราวครึ่งชั่วโมง ประจุไฟฟ้าสถิตนี้จะจับฝุ่นละอองในอากาศรวมทั้งสารกัมมันตรังสีที่ปนอยู่ในอากาศ จากนั้นให้ปล่อยลมออก จะทำให้เพิ่มความเข้มของสารกัมมันตรังสีขึ้นเพราะพื้นที่ผิวลูกโป่งลดลง เปิดเครื่องรับวิทยุไปที่ช่องว่างๆที่ไม่มีสถานีใด เมื่อเอาลูกโป่งที่มีสารกัมมันตรังสีเข้ามาใกล้ๆ รังสีที่ออกมาจากสารกัมมันตรังสีจะวิ่งเข้าไปในหัววัดรังสีและทำให้อากาศในหัววัดรังสีแตกตัวเป็นไอออนบวกและลบ ไอออนทั้งสองเมื่ออยู่ในสนามไฟฟ้าก็จะ๔ุกเร่งให้เคลื่อนที่ด้วยพลังงานศักย์ไฟฟ้าที่เปลี่ยนเป็นพลังงานจลน์ เมื่อประจุบวกและประจะลบวิ่งไป ก็จะไปชนโมเลกุลของอากาศอื่นๆแตกตัวเป็นประจุเพื่มขึ้น เมื่อประจุจำนวนมากนี้เคลื่อนที่ไปยังขั้วไฟฟ้า ก็จะเกิดการรวมตัวกัน คายพลังงานออกมาในรูปของคลื่นแม่เห็กไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าบางส่วนมีพลังงานสูง เช่นพวกอูลตร้าไวโอเล็ต จะวิ่งไปชนผิวอลูมิเนียมทำให้อิเล็กตรอนหลุดออกมาได้ตากหลักโฟโตอิเล็กตริก ทำให้เกิดขบวนการแตกตัวอีก ซึ่งไม่ได้เกิดจากรังสีจริง เร๊ยกว่าเกิดการ "นับหลอก" ด้วยเหตุนี้เองเราจึงต้องใส่แก็สบิวเทนเพื่อระงับรังสีอูลตร้าไวโอเล็ตที่จะไปชนแผ่นอลูมิเนียม เพราะอูลตร้าไวโอเล็ตจะชนโมเลกุลของบิวเทนแล้วแตกสลายโมเลกุลของบิวเทน ไม่มีพลังงานเหลือพอที่จะทำให้เกิดโฟโต้อิเล็กตริกที่ผิงแผ่นอลูมิเนียม

    ขณะที่มีการรวมตัวกันของประจุต่างชนิดกันที่ขั้วโลหะ เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้น บางส่วนจะอยู่ในช่วงคลื่นวิทยุ ดังนั้นหากเราเอาเครื่องรับวิทยุที่เปิดทิ้งไว้มาใกล้ๆ จะทำให้รับคลื่นวิทยุได้ เกิดเป็นเสียงซ่าๆ หากเิกิดมีรังสีเข้ามาตัวหนึ่งเกิดการแตกตัวในหัววัดก็จะดัง 1 ที หากรังสีเข้ามามากก็จะดังซ่ามาก


ความคิดเห็นที่ 276

แขชนะ
4 ส.ค. 2556 00:47
  1. ขอเล่าเรื่องย้อนหลังสักเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจ.......

    อาจารย์จารุนี สูตะบุตร ได้ไปร่วมประชุมที่องค์การ UNESCO และได้ชวนผมมาทำงานที่ สสวท.โดยให้ทำงานตำแหน่งบริหารและชดใช้ทุนให้ทั้งหมดที่ผมได้ทำสัญญาก่อนไปเรียนต่อปริญญาเอกที่เบอร์ลิน และที่องค์การ UNESCO ผมได้มีโอกาสอันสำคัญที่ผมคาดไม่ถึงคือได้รู้จักกับ Dr. Cheng Donghong จาก China Association for Science and technology (CAST) ต่อมา Donghong เดินทางมาประชุมที่ประเทศไทยหลายครั้ง ทั้งงานของ UNESCO และ เป็นผู้นำบุคคลากรแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับ สสวท. เราได้ร่วมงานกันหลายงาน งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่เราได้ทำร่วมกันก็คือเขียนคู่มือ Training of the Trainers ทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การ UNESCO ผู้สนใจสามารถ Download มาอ่านได้ฟรีครับที่นี่ >>> Eng - The Training of trainers manual for promoting scientific and ...  ตอนหลัง Donghong ได้รับตำแหน่งใหญ่โตเป็นเลขาของท่านรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ของจีน คือท่าน เติ้งหนาน ซึ่งเป็นลูกสาวของท่านเติ้งเสี่ยวผิง แม้กระนั้นเธอก็ยังคงความเป็นเพื่อนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผมจึงได้รับอานิสงส์เดินทางไปบรรยายและร่วมกิจกรรมกับสมาคมวิทยาศาสตร์ของจีนทุกปี ได้มีโอกาสพบกับท่านเติ้งหนานทุกปี อีกทั้งยังร่วมรับประทานอาหารกับท่านด้วย ตำแหน่งของ Donghong ใหญ่ระดับรัฐมนตรีในปัจจุบัน ปีนี้เธอมาเป็นประธานเปิดงานวิทยาศาสตร์ที่ Nanjing ด้วย

    เราออกเดินทางจากกุ้ยหลินตอนเช้า 8.10 น. ของวันที่ 1 สิงหาคม มาถึงสนามบิน Nanjing ตามพิกัด เวลาเกือบสิบโมงเช้า

    หลังจากรับกระเป๋าจากสายลำเลียงแล้ว ก็ออกมาทางออก มีนักศึกษาที่เป็นอาสาสมัครช่วยงานมาต้อนรับ แล้วพาไปขึ้นรถเดินทางเข้าเมืองไปพักที่โรงแรม Shuang Men Luo ผมใช้ GPS วัดระยะทางจากสนามบินถึงโรงแรมราวสามสิบกว่ากิโลเมตร

    มีนักเรียนจีนจากเมืองอื่นร่วมเดินทางมาด้วย เราเอาข้าวของออกจากรถแล้วเข้าไปยังโรงแรมที่ผู้จัดเตรียมไว้ให้

    หลังจากลงทะเบียนและรับกุญแจห้องแล้ว ก็มารับประทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารที่จัดไว้อย่างหรูสำหรับแขกจากต่างประเทศ

     


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น