ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท.

กระทู้นี้ตั้งใจจะเขียนขึ้นเพื่อเล่าประสบการณ์อันดีงาม 42 เดือนที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมที่ทำงานในช่วงที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

ในช่วงชีวิตคนเรา ต้องประสบกับสิ่งต่างๆมากมาย บางอย่างอาจมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในทางที่มีคุณค่ายิ่งอย่างชนิดที่เราไม่อาจคาดเดาได้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)สมัยหนึ่ง เป็นผู้มีพระคุณท่านหนึ่งที่มีส่วนส่งเสริมและผลักดันให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไป มองโลกในแง่ที่ดี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น เข้าใจและอยากมีส่วนแก้ไขปัญหาการศึกษาของชาติ โดยเฉพาะในแง่วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โอกาสที่ท่านมอบให้ผมเป็นโอกาสที่มีคุณค่ายิ่ง คุณงามความดีต่างๆดังที่จะกล่าวต่อไปในกระทู้นี้ ต้องมอบให้แก่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จารุนี สูตะบุตร ขอให้ดวงวิญญาณของท่านได้โปรดรับทราบว่ายังมีผู้ที่ระถึงคุณงามความดีของท่านอีกมากมาย


ฟังเสียงอาจารย์ได้ที่นี่ครับ >>> {[222801]}



ความคิดเห็นที่ 1

แขชนะ vcharkarn vteam
25 ธ.ค. 2553 01:28
  1. ผมรู้จักอาจารย์จารุนีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2536 ท่านโทรศัพท์มาหาผมที่บ้านเพื่อติดต่อให้ผมมาทำงานที่ สสวท. ผมก็เรียนให้ท่านทราบว่าผมต้องติดชดใช้ทุนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง เนื่องจากได้ทุนไปเรียนต่อปริญญาเอกด้าน Laser Spectroscopy ทีมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เยอรมนี ท่านบอกว่าจะขออนุมัติกระทรวงศึกษาเพื่อชดใช้ทุนให้และให้มาทำงานใช้ทุนที่ สสวท.เป็นเวลา 40 เดือน โดยมีตำแหน่งบริหารและเงินเดือนที่น่าจูงใจมาก ผมยังไม่ได้ตอบตกลงในทันที


    ช่วงนั้นกำลังจะมีการประชุมผู้บริหารการศึกษาระดับสูงของประเทศต่างๆทั่วโลก ณ สำนักงานใหญ่องค์การ UNESCO กรุงปารีส จัดโดยองค์การ UNESCO ร่วมกับ International Council of Associations for Science Education (ICASE - www.icaseonline.net) อาจารย์จารุนีก็จะไปร่วมประชุม ผมเองก็ได้รับทุนจาก UNESCO ให้ไปประชุมด้วยในฐานะตัวแทนจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์



     


    ในครั้งนั้นเป็นการประชุมในหัวข้อ Project 2000+: Scientific and Technological Literacy for All (STL) และมีการประชุมใหญ่สามัญเพื่อเลือกตั้งกรรมการบริหารองค์กร ICASE สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยก็เป็นสมาชิก ICASE ด้วย ผมร่วมกิจกรรมกับองค์การ ICASE มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 การประชุมครั้งนั้น ผมได้รับเลือกตั้งให้เป็น Asian Representative ของ ICASE (และตอนหลังผมได้มีโอกาสได้รับเลือกตั้งเป็น President ของ ICASE)


    อาจารย์จารุนีเสนอว่า ให้ไปพูดคุยตกลงกันที่กรุงปารีส การประชุมในครั้งมีส่วนพลิกผันชีวิตการทำงานของผมโดยสิ้นเชิง ในเวลาต่อมาทำให้ผมได้มีโอกาสพบปะบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆอีกมากมาย เช่น กษัตริย์ซาอุดิ อารเบีย. ท่านเติ้ง หนาน รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ของจีน ซึ่งเป็นลูกสาวท่านเติ้งเสี่ยวผิง จะได้เล่าให้ฟังต่อไป ที่กรุงปารีส อาจารย์จารุนีได้นัดผมรับประทานอาหารเย็นวันหนึ่งเพื่อพูดคุยเจรจา เย็นวันนั้นท่านได้แนะนำให้ผมรู้จักผู้ใหญ่บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งคือ "อาจารย์ศรีน้อย โพวาทอง" ท่านเป็นผู้แทนประเทศไทยประจำองค์การ UNESCO สำนักงานใหญ่ บรรยากาศอาหารค่ำวันนั้นเป็นบรรยาการที่สนุกสนานเป็นกันเองน่าประทับใจมากครั้งหนึ่งในชีวิตผม หลังอาหารค่ำอาจารย์ศรีน้อย ได้ให้คนขับรถขับรถยนต์เที่ยวรอบๆกรุงปารีสยามค่ำคืน คนขับรถขับไปหลายแห่ง แต่แล้ว ทั้้งอาจารย์จารุนี และ อาจารย์ศรีน้อย หันมาถามพลางอมยิ้มว่า "รู้จักสวนสาธารณะ Bois de Boulogne ไหม" ผมเห็นท่านทั้งสองถามแล้วอมยิ้ม แสดงว่าต้องมีอะไรพิเศษแน่ เนื่องจากผมมาเที่ยวกรุงปารีส 8 ครั้งแล้ว สมัยที่ผมเรียนปริญญาเอกที่กรุงเบอร์ลิน ผมมาเที่ยวทุกปี ผมทราบว่า Bois de Boulogne ก็เป็นสานสาธารณะคล้ายสวนลุมพืนีที่กรุงเทพบ้านเรา กลางวันก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ส่วนกลางคืนก็มักจะมีพวกอาชีพขายบริการทางเพศมายืนเรียกลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกระเทย เปรียบได้กับพวก "ผีขนุน" แถวๆสนามหลวงบ้านเรา เมื่ออาจารย์ทั้งสองถามผมแบบมีนัย ผมก็เลยถามท่านกลับไปว่า สวนที่ท่านถามนั้นเป็นสวนสาธารณะตอนกลางวัน หรือตอนกลางคืน ท่านทั้งสองหัวเราะ แล้วบอกว่า "แสดงว่าเธอรู้จักปารีสจริง" คนขับรถก็ขับรถลัดเลาะไปดู "ผีขนุนฝรั่งเศส" ประดับความรู้รอบตัว


    สวน Bois de Boulogne ตอนกลางวัน          



     


    สวน Bois de Boulogne ยามค่ำคืน 


     
















ความคิดเห็นที่ 2

แขชนะ vcharkarn vteam
25 ธ.ค. 2553 03:30


  1. วันถัดมา มีเวลาว่างช่วงบ่ายหลังการประชุม UNESCO อาจารย์จารุนีชวนผมและสมาชิกที่ไปร่วมประชุมด้วยไปเที่ยวสวนสาธารณะแห่งหนึ่งคือ สวนบากาแตล (Bagatelle) ผมไม่เคยทราบเลยว่าฝีมือถ่ายภาพของอาจารย์จารุนีจะยอดมาก สามารถถ่ายภาพ Shot งามๆได้อย่างฉับไว จำได้ว่าอาจารย์ชอบถ่ายเป็นภาพ Slide เพื่อประโยชน์ในการใช้ประกอบการบรรยายทางวิชาการ



    บากาแตลเป็นสวนกุหลาบที่สวยงามแห่งหนึ่งแถวๆชานกรุงปารีสฝั่งตะวันตก แถบเดียวกับ Bois de Boulogne ที่กรุงปารีสนั้น บริการขนส่งมวลชนสะดวกมาก สามารถนั่งรถไฟใต้ดินที่เรียกว่า "Metro" แล้วไปต่อรถเมล์หรือรถไฟชานเมือง พวก RER ได้สะดวกมาก ตรงเวลาด้วยครับ การไปสวนบากาแตล เราอาจไปด้วยรถไฟใต้ดินลงที่สถานี Pont de Neuilly แล้วนั่งรถเมล์สาย 43 ต่อไปจนสุดสายแล้วเดินไปอีกเล็กน้อย


    บากาแตลเป็นวังเก่าที่ประทับของพระอนุชาของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ปัจจุบันเป็นสวนสาธารณะที่รวบรวมพันธุ์กุหลาบไว้หลากหลายจนนับไม่ถ้วน บางส่วนก็มีการจัดตกแต่งเป็นซุ้มประตู และแผงไม้เพื่อไม้ประเภทเถาได้พันเลื้อยเกาะเกี่ยวแลดูงามตา บางส่วนก็จะมีต้นไม้ใหญ่ร่มรื่นมาก ด้านข้างจะเป็นสระน้ำ มีพืชน้ำที่ขึ้นเรียงรายดูเย็นตา เมื่อมองจากสระน้ำเข้าไปจะเห็นปราสาทสีขาวขนาดย่อมเป็นสง่าอยู่ปลายสายตา


    Balade au parc de bagatelle (paris)




    ช่วงที่เราไปตอนนั้นเป็นฤดูร้อน สวนบากาแตลจะมีการแสดง Chamber Music ผมได้แผ่นพับการแสดงในสวนมาด้วยแผ่นหนึ่ง แต่เราก็อยู่ไม่ถึงการแสดง เพียงแต่เดินชมสวน ถ่านรูปเป็นที่ระลึก  เพราะไม่มีเวลามาก และผมเองก็ต้องเตรียมการประชุมด้วย





ความคิดเห็นที่ 3

แขชนะ vcharkarn vteam
26 ธ.ค. 2553 11:08
  1. เมื่อปี ค.ศ.1990 มีการประชุมใหญ่ที่สำคัญระดับโลกเกี่ยวกับการศึกษา มีการพิจารณาว่าในอดึตที่ผ่านมาการศึกษาของโลกเป็นอย่างไร และพิจารณาว่าในศตวรรษที่ 21 ที่กำลังจะก้าวเข้ามานั้น โลกเราควรมีทิศทางการศึกษาอย่างไร การประชุมครั้งสำคัญที่ยิ่งใหญ่ทางการศึกษานี้ หลายคนคงคาดไม่ถึงว่าประเทศไทยจะได้รับความไว้วางใจให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม


    รัฐมนตรีศึกษาธิการและนักการศึกษาระดับสูงของหลายๆประเทศเข้าร่วมการประชุมครั้งนั้นและได้ออกแถลงการณ์หรือคำประกาศร่วมกันเกี่ยวกับแนวทางการศึกษาโลกในศตวรรษที่ 21 เกี่ยวกับ Education For All พยายามขจัดความไม่รู้หนังสือให้หมดไปจากโลก เรียกว่า แถลงการณ์จอมเทียน >>  WEF (Jomtien Declaration   เสาหลักสำคัญทางการศึกษาขององค์การ UNESCO ก็คือ



    http://www.unesco.org/delors/fourpil.htm



    ต่อมาอีก 3 ปี International Council of Associations for Science Education (ICASE)-(www.icaseonline.net) และ UNESCO ได้พิจารณาเห็นว่า การรู้หนังสือหนังสือแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอเสียแล้วสำหรับโลกในศตวรรษที่ 21เพราะเป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้ร่วมกันจัดการประชุมขึ้นที่ปารีสดังที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นการประชุมที่มีชื่อว่า Project 2000+: Scientific and Technological Literacy for All (STL)


    ในการประชุมครั้งนั้น มีอยู่ session หนึ่งที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เป็นการนำเสนอที่น่าตื่นตาตื่นใจเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก คือการนำเสนอผลงานของบุคคลสำคัญของฝรั่งเศสที่เป็นผู้บุกเบิกเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางทะเล บุคคลสำคัญท่านนั้นคือ Jacques Cousteau - Wikipedia, the free encyclopedia


    หรือที่คนทั่วไปเรียกท่านว่า "กัปตันคุสโต" เชิญชมผลงานต่างๆของท่านได้ที่นี่ >>> วิดีโอสำหรับ cousteau


    สมัยที่อาจารย์จารุนี สูตะบุตรเป็นผู้อำนวยการ สสวท. ท่านได้ริเริ่มให้มีหลักสูตรวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศไทย ผมเคยได้ยินท่านเอ่ยชื่อบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญในการเริ่มงานหลักสูตรวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. พรสวรรค์ วิสุทธิวิเศษ : Pornsawan Visoottiviseth และ ดร.ลัดดาวัลย์ กัณหสุวรรณ ซึ่งผมรู้จักท่านทั้งสองดี และได้เคยร่วมงานกัน มีเรื่องราวที่ตื่นเต้นเสืี่ยงชีวิตร่วมกันดังจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป


    เมือ่กล่าวถึงเรื่องราวต่างๆทางสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับทะเล หรือได้ชมภาพยนต์สารคดีเกี่ยวกับทะเล เรามักจะได้ยินเพลงไพเราะคุ้นหูแทรกเป็น Background อยู่เสมอ เพลงนั้นก็คือ La Mer. Charles Trénet เป็นผู้ประพันธ์ (อ้างอิง >>> Charles Trenet - Wikipedia, the free encyclopedia) ท่านแต่งเพลงนี้โดยได้รับแรงบันดาลใจขณะอยู่บนรถไฟเมือ่ปี ค.ศ.1943 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชม วิดีโอสำหรับ Charles Trenet เพลงนี้ถูกแปลงใส่เนื้อเพลงเป็นภาษาต่างๆมากมาย เช่น เป็นภาษาอังกฤษโดย Westlife Beyond The Sea หรือแม้แต่เป็นเพลงภาษาไทยคือเพลง ชมประดู่   แม้แต่หนังตลกเรื่อง ของ Mr.Bean ก็ยังเอาเพลงนี้มาเป็นเพลง Highlight ตอนจบ


      Mr Bean's Holiday the end_La mer Charles Trénet


    เพลงชาติไทย - วิกิพีเดีย ของเราที่แต่งโดยพระเจนดุริยางค์ ก็แต่งขึ้นขณะที่ท่านนั่งบนรถรางสายบางขุนพรหม-ท่าเตียน     ....ประเทศสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง.....





ความคิดเห็นที่ 4

แขชนะ vcharkarn vteam
10 ม.ค. 2554 23:40
  1. ผมห่างหายไป 2 สัปดาห์ ไม่มีโอกาสมาเล่าเรื่องต่อเพราะต้องไปสอนหนังสือในประเทศจีน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสิ่งที่อาจารย์จารุนีได้มอบไว้ให้แก่ผม

    หากไม่เพราะอาจารย์จารุนีส่งผมไปประชุมที่ฮังการีเมื่อสิบกว่าปีก่อนนี้ ผมก็คงไม่มีโอกาสอันดีที่จะได้มาสอนหนังสือที่ประเทศจีน เพราะเมื่ออาจารย์จารุนีส่งผมไปประชุมเกี่ยวกับการศึกษาฟิสิกส์ที่ฮังการี ผมจึงมีโอกาสได้พบกับเพื่อนชาวจีนคนหนึ่ง ซึ่งต่อมาเราได้สนิทสนมกันแล้วกลายมาเป็นเพื่อนผู้เป็นกัลยาณมิตรชือ Professor Dr.Luo Xingkai ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ (Research Institute for Science Education) หรือ เรียกย่อๆว่า RISE แห่ง Guangxi Normal University ที่เมืองกุ้ยหลิน ในมณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน เรารู้จักและทำงานร่วมกันมาสิบกว่าปี Prof.Luo ได้เชิญให้ผมมาทำงานที่มหาวิทยาลัยในฐานะ Visiting Professor แต่ไม่ต้องอยู่ประจำที่มหาวิทยาลัย ปีหนึ่งผมก็ต้องเดินทางไปสอนนักศึกษาปริญญาโทสาขาการศึกษาวิทยาศาสตร์ราว 2 ครั้ง ผมทำงานที่นี่เป็นเวลาราว 6 ปีแล้ว เรื่องราวต่างๆเกี่วกับเมืองกุ้ยหลินสามารถอ่านได้จากกระทู้ เรื่องเล่าจากเมืองกุ้ยหลิน



    รูปบนซ้ายเป็นพิธีลงนามจัดตั้ง ICASE Teacher Training Center ขึ้นที่มหาวิทยาลัยGuangxi Normal University ลงนามร่วมกับท่านอธิการบดี ในขณะที่ผมดำรงตำแหน่ง President ของ ICASE รูปบนขวามือ ผมถ่ายรูปร่วมกับนักศึกษาปริญญาโทที่ไปสอน รูปล่างซ้ายเป็นอาคารหอสมุดของมหาวิทยาลัย ส่วนรูปล่างขวาเป็นบรรยากาศในห้องอ่านหนังสือในหอสมุด เห็นแล้วตกใจ เพราะมันช่างต่างจากบรรยากาศของห้องอ่านหนังสือในห้องสมุดของประเทศไทยยิ่งนัก



ความคิดเห็นที่ 5

นิรันดร์ vcharkarn vteam
11 ม.ค. 2554 00:01
  1. ความแตกต่างที่ชัดมาก ๆ ก็คือ
    1. มีของกินอยู่บนโต๊ะในห้องสมุดด้วย {#emotions_dlg.q5} 
        ข้อนี้ อาจทำให้เด็กมีความรู้สึกว่า ห้องสมุดกับเรา เป็นมิตรที่ดีต่อกัน ไม่มีข้อห้าม ข้อห้าม
        และข้อห้าม ...

    2. เด็กนั่งกันแน่นห้องสมุดมาก ๆ
        เด็กที่อื่นอาจมีห้องสมุดประจำตัว พกไปไหนมาไหนได้(notebook&internet)
        แต่ที่เมืองจีน อากู๋คุยไม่ค่อยถนัดเท่าใดนัก อาจจะดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่มุมมองของสังคม
       
    3.  เด็กไทยไม่ได้รับการปลูกฝังให้เรียนหนังสือด้วยตัวเอง หาความรู้ด้วยตัวเอง
         หากครูสั่งให้เด็กอ่านหนังสือเอง หรือทำรายงาน ครูอาจถูกผู้ปกครองนักเรียนร้องเรียน
         ว่าไม่สอนหนังสือ ขี้เกียจสอน ฯลฯ ครูจะต้องให้ความรู้ทั้งหมดให้แก่เด็ก
         สอนไม่ครบตามตัวหนังสือก็ถูกประเมินว่าสอนไม่ได้ตามแผนการสอน




ความคิดเห็นที่ 6

แขชนะ vcharkarn vteam
11 ม.ค. 2554 04:52
  1. ช่วงที่ผมมาสอนที่กุ้ยหลินนี้ อากาศค่อนข้างหนาวราว 2 องศาเซลเซียส บนเขามีน้ำค้างแข็งแล้ว แต่ยังไม่มีหิมะ


    ผมมาสอนทั้งนักศึกษาปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ปี 3-4 และนักศึกษาปริญญาโท
    (ดูรูปตัวอย่าง)





ความคิดเห็นที่ 7

แขชนะ vcharkarn vteam
11 ม.ค. 2554 05:05
  1. การทำกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายใช้เองที่มีราคาถูก มีกำลังขยายสูงประมาณ 250 เท่า
    มากพอจะใช้ในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี เช่น มองเห็น เซลล์เยื่อหอม
    ลำต้นพืชภาคตัดขวาง เห็นท่ออาหาร-ท่อน้ำเลี้ยง และเซลล์เม็ดเลือดแดง ฯลฯ
    นอกจากนั้นยังสามารถใช้กล้องดิจิตอล
    หรือกล้องจากโทรศัพท์มิอถือถ่ายภาพไว้ประกอบการทำ E-book ได้ด้วย



    เราสามารถทำเลนส์ได้จากการหลอมหลอดแก้ว Capillary
    ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการชีววิทยา โดยใช้ตะเกียงแก๊ส ถ้าใช้ตะเกียงแอลกอฮอลจะไม่ร้อนพอ เมื่อแก้วหลอมเหลวมันจะย้อยเหมือนของเหลว
    ขณะหลอมเลนส์จะต้องใช้นิ้วมือค่อยๆจับหลอดหมุนไปหมุนมา เพื่อไม่ให้แก้วที่หลอมนั้นย้อยลงมา
    แก้วจะมีรูปร่างเป็นทรงกลมเพราะขณะที่เป็นของเหลว ความดันของบรรยากาศจะดันทุกทิศทาง
    เสมือนหยดน้ำนั่นเอง หลอมจนกระทั่งได้ปมแก้วที่มีขนาดประมาณ
    2 มม. จากประสบการณ์พบว่าขนาดนี้จะดีที่สุด ถ้าเล็กกว่านี้ระยะโฟกัสจะสั้นและเกิดความคลาดมาก
    รูปจะไม่สวย ถ้าเลนส์ใหญ่กว่านี้กำลังขยายจะน้อย 



    หลังจากหลอมแก้วได้เป็นปมขนาดประมาณ 2 มม.แล้ว ก็ทิ้งไว้จนกระทั่งแก้วเย็นตัวลง
    จึงเอาตะไบสามเหลี่ยมขนาดเล็กมาตัด โดยจับแท่งแก้วดังรูป และใช้ตะไบถูลงบนหลอดแก้ว
    Capillary 1 ครั้ง จากนั้นใช้นิ้วหักเบาๆ
    จะต้องตัดเลนส์ให้ให้มีก้านขนาดประมาณ
    5 มม. เพื่อใช้ยึดติดบนฝาขวดด้วยเทปกาวใส



    เมื่อติดเลนส์บนฝาขวดแล้ว
    ก็จะต้องหาตัวอย่างมาส่องดู เช่นใช้เทปกาวใสไปแปะกับเยื่อหอมแล้วนำเทปกาวใสมาพาดลงบนปากขวดดังแสดงในรูป
    เวลามองจะต้องมองทางรูเล็กๆและหันไปทางแสงสว่าง
    เราสามารถปรับโฟกัสได้โดยการหมุนฝาขวด เพื่อเลื่อนระยะระหว่างตัวอย่างที่จะศึกษาและเลนส์
    สำหรับผู้ที่สวมแว่นอยู่ จะต้องถอดแว่นออกแล้วปรับโฟกัสจากตัวกล้องโดยตรง
    จะเห็นภาพดีกว่าสวมแว่น ตัวอย่างที่แสดงนี้คือเซลล์เยื่อหอมครับ




    ขอแสดงสรุปรายละเอียดเพิ่มเติมในการทำเลนส์ของกล้องจุลทรรศน์
    นอกจากเราจะเอาฝาขวดน้ำดื่มมาทำเป็นกล้องจุลทรรศน์แล้ว เราอาจใช้ตลับพลาสติกเล็กมาแทนได้ ดังแสดงในรูป



    แทนที่เราจะใช้ตามอง
    เราอาจใช้แสงที่มีความเข้มสูงๆ เช่นแสงเลเซอร์ ส่องทางด้านเลนส์
    ผ่านเนื้อเยื่อที่ต้องการดู แล้วให้ไปปรากฏบนฉาก โดยมีการปรับโฟกัสเช่นเดียวกัน
    ก็สามารถใช้เป็น
    Microprojector
    ได้เป็นอย่างดี
    ภาพที่เห็นเป็นการใช้ แสงเลเซอร์สีเขียวส่องไปปรากฏบนฉาก ภาพที่เห็นเป็นภาพเซลเยื่อหอม





ความคิดเห็นที่ 8

แขชนะ vcharkarn vteam
12 ม.ค. 2554 02:49
  1. ตัวอย่างกิจกรรมในการบรรยายที่กุ้ยหลิน




    ผมชอบงานประดิษฐ์ของเอดิสัน เช่น เครื่องอัดเสียง และเครื่องเล่นจานเสียง ผมได้ทดลองสร้างเครื่องอัดแผ่นเสียงตามแบบของเอดิสัน แลัวนำไปใช้ประกอบการสอน กระบอกรับเสียงของผม ใช้ถ้วยกระดาษที่ติดเข็มไว้ที่ก้นกระป๋อง แผ่นเสียงที่จะอัด ผมใช้ถ้วยพลาสติกใสที่ติดอยู่บนแท่นที่ขับให้หมุนด้วยมอเตอร์และสามารถเลื่อนถ้วยได้เป็นระยะที่คงที่เมื่อมอเตอร์หมุน เวลาอัดก็เอาถ้วยที่ติดเข็มมาจ่อไว้ที่ถ้วยเปล่าที่จะอัด เมื่อมอเตอร์หมุน ก็พูดใส่เสียงลงไปในถ้วยกระดาษ ก้นถ้วยกระดาษก็จะสั่นและเจาะถ้วยแผ่นเสียงลึก-ติ้นตามเสียงพูด เมื่ออัดเสร็จ
    ก็เอามาเล่นโดยวางเข็มแผ่นเสียงลงบนร่องที่อัดแล้วให้มอเตอร์หมุน เนื่องจากร่องแผ่นเสียงขรุขระตามเสียงพูด เข็มก็จะขูดและสั่นตาม ส่งพลังงานไปที่ถ้วยกระดาษเป็นเสียงดังออกมา ผมให้ลูกศิษย์นักศึกษาปริญญาโทผู้หนึ่งเป็นผู้ช่วยสาธิตตามที่ผมได้สอนไว้



     




ความคิดเห็นที่ 9

แขชนะ vcharkarn vteam
13 ม.ค. 2554 00:13
  1. ในการสอนเรื่องกล้องจุลทรรศนือย่างง่าย ผมได้พูดถึงระบบเลนส์ของกล้องจุลทรรศน์ โดยใช้เม็ดเลนส์ขนาดเล็กดังที่กล่าวแล้วข้างต้น และผมยังได้ใช้ภาชนะพลาสติกกลมแทนตัวเลนส์กลม แล้วใช้เลำแสงเลเซอร์สองเป็นลำให้เกิดทางเดินของแสงผ่านเลนส์ โดยแสดงให้เห็นผลการทดลองสองอบ่าง แล้วถามว่าภาชนะกลมที่ใช้แทนเลนส์นั้น เป็นเลนส์นูนหรือเลนส์เว้า เพราะเหตุใด ท่านตอบได้หรือไม่



     


    ส่วนอีกการทดลองหนึ่งเป็นสโตรโบสโคปอย่างง่าย ใช้ส่องดูสายน้ำที่ไหลออกมาเป็นสายอย่างต่อเนื่อง เมือใช้สโตรโบสโตปส่องดูจะเห็นเป็นหยดน้ำ ดังแสดงในร฿ป





ความคิดเห็นที่ 10

NpEdu vcharkarn veditor
13 ม.ค. 2554 16:11
  1. ดร.แขชนะ  อธิบายหลักการบันทึกเสียงแบบดิจิตอล  และนำมาใช้ทำเล่นๆ ได้ไหมครับ

    อ้อ  หลักการบันทึกเสียง(หรือภาพ) ด้วยแผ่นซีดีรอมด้วยนะครับ




ความคิดเห็นที่ 11

แขชนะ vcharkarn vteam
14 ม.ค. 2554 10:42
  1. สวัสดีครับคุณ NpEdu 


    ขอบคุณครับที่ตามมาคุยกันที่นี่ ช่วงนี้ผมอาจจะยุ่งนิดหนอย เพราะต้องเตรียมจัดการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับ "ของเล่นวิทยาศาสตร์" ให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา หากมีเวลาว่างฏจะค่อยๆทะยอยตอบคำถามครับ


    เอาคำถามแรกก่อนก็แล้วกันครับ


    อธิบายหลักการบันทึกเสียงแบบดิจิตอล  และนำมาใช้ทำเล่นๆ ได้ไหมครับ


    การบันทึกเสียงแบบดิจิตอลที่ง่ายที่สุดก็คือใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงที่เราใช้กันอยู่ประจำวันนี้แหละครับ ตัวแปรหลักๆก็คือความเข้มหรือคุณภาพของเสียงและความถี่ของเสียง เราแปลงพลังงานเสียงให้อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้า ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ไมโครโฟน แล้วจัดเก็บข้อมูลทางไฟฟ้านี้ในรูปของค่าที่แบ่งเป็นช่วงเล็กๆ ดังแสดงในรูป คือคลื่นเสียงรูปไซน์ (Sine)แบบอนาล็อก ถูกแปลงเป็นไฟฟ้าช่วงๆ เราจะเห็นเป็นช่องๆเหลี่ยมๆแบบดิจิตอล ถ้าช่องที่แบ่งเล็กมากๆก็จะได้ความละเอียดสูงใกล้เคียงกับสัญญาณอนาล็อก



    เราสามารถทำกิจกรรมที่สนุกได้ดังนี้ครับ


    ผมเอาไฟล์เสียงอาจารย์จารุนีมาใช้ โดยใช้โปรแกรมจัดการเสียง ไฟล์Wav ทั่วๆไป ผมตัดเอาเฉพาะคำพูดของอาจารย์บางคำ เช่นคำว่า "สวัสดี"



    จับภาพรูปคลื่นเสียงออกมา จะเห็นว่ารูปคลื่นมีทั้งเฟสบวกและลบ เราตัดภาพรูปคลื่นออกมาเพียงเฟสบวกหรือลบเพียงด้านเดียวก็พอ จากนั้นก็จัดรูปให้มีขนาดเล็กลงเป็นแบบแถบเสียง ลดค่าแอมปลิจูดลง แล้วขยายสัญญาณเวลาแนวนอนออกไปใฟ้ยาวเต็มห้ากระดาษ พิมพ์ภาพรูป"ครึ่งคลื่น"นี้ลงบนกระดาษแข็ง ดังแสดงในรูป



    เอากรรไกรตัดรูปคลื่นที่เป็นช่วงๆนี้ออกมาเป็นร่องเล็ก-ใหญ่ออกมาเป็น"แถบเสียง" หากระดาษเล็กๆอีกแผ่นหนึ่งมารูดบนแถบเสียงที่เป็นร่องๆ ดังแสดงในรูป



    จะได้ยินเสียงดังออกมาจากแผ่นกระดาษ เป็นเสียงของอาจารย์จารุนีที่พูดคำว่า "สวัสดี" การใช้กระดาษมารูดบนแถบเสียงนั้นต้องทดลองดูเอง ถ้ารูดช้าจะได้เสียงต่ำ เสียงจะคล้ายๆเสียงผู้ชาย ถ้ารูดเร็วหน่อยจะเป็นเสียงผู้หญิง ถ้ารูดเร็วมากๆจะได้ยินเสียงคล้ายๆเสียง "โดนัลด์ดั๊ก"



    สำหรับเรื่องซีดีรอม ต้องขอติดไว้ก่อน มีกิจกรรมสนุกๆเกี่ยวกับซีดีรอมอีกมาก ผมเคยใช้สอนในต่างประเทศหลายแห่ง สำหรับเมืองไทย ยังไม่เคยมีใครเชิญไปพูดเลยครับ


     




ความคิดเห็นที่ 12

แขชนะ vcharkarn vteam
15 ม.ค. 2554 00:31
  1. ขอย้อนกลับมาที่การประชุม UNESCO เมื่อปี 1993


    เช้าวันหนึ่งอาจารย์ศรีน้อย โพวาทอง ได้นัดผมที่ UNESCO เพื่อจะพาไปรู้จักผู้บริหารระดับสูงท่านหนึ่ง ชื่อ Dr. Siegbert Raither ท่านเป็นหัวหน้าโปรแกรมฟิสิกส์ของแผนกการศึกษาวิทยาศาสตร์พื้นฐานขององค์การ UNESCO อาจารย์ศรีน้อยบอกว่าท่านเป็นคนเยอรมันจบฟิสิกส์เหมือนผม ก็เลยอยากให้รู้จักกันไว้ หลังจากคุยกับ Dr Raither สักครู่หนึ่งก็ทราบว่าท่านกำลังทำหลักสูตรฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัยของ UNESCO สรุปเนื้อหาสมัยนั้นได้ดังนี้



    นับว่าเป็นประโยชน์แก่ผมมากทีเดียว เพราะขณะนั้นผมกำลังช่วยงานอาจารย์วิรุฬห์ สายคณิต และ อาจารย์วิจิตร เส็งหพันธ์ ทำหลักสูตรฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เมื่อทำหลักสูตรเสร็จ ทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีก็พาพวกเราที่เป็นทีมทำหลักสูตรไปทัศนศึกษาตามที่ต่างๆในจังหวัดอุบลราชธานี ที่เห็นในรูปเป็นบริเวณเขตแดนลาว-ไทย (ดูป้ายภาษาลาวด้านหลัง)



    ผมคุยกับ Dr Raither อยู่พักใหญ่ๆ ก็รู้ว่าฑื้นฐานของท่านเป็นนักฟิสิกส์มาก่อน ผมเองก็จบฟิสิกส์เลเซอร์มาจากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน แต่หันมาสนใจปัญหาการศึกษาวิทยาศาสตร์ ท่านเล่าให้ฟังว่ามักมีปัญหาทางความคิด หรือช่องว่างระหว่างนักการศึกษาและนักวิทยาศาสตร์อยู่เสมอ ซึ่งผมเองก้เห็นเช่นเดียวกัน อันที่จริงเป็นปัญหาที่พูดคุยกันมานานแล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้


    ต่อมาในปี 2004 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีน-China Association for Science and Technology (CAST) ร่วมกับองค์การ UNESCO ได้จัดการประชุมนานาชาติเรื่อง Bridging the Gap between Scientists and science Educators in Asia and the Pasific จัดขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ทางผู้จัดการประชุมได้เชิญผมเข้าร่วมประชุมและให้หาผู้แทนจากประเทศไทยอีกท่านหนึ่ง โดยมีเงื่อนไขว่า ต้องการนักวิทยาศาสตร์ 1 คน และนักการศึกษา 1 คน ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจการศึกษา ก้ไปแทนได้ทั้ง 2 แบบ ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้น ผมก้ได้ติดต่อ รองศาสตราจารย์ บุญรักษา สุนทรธรรม ขณะนั้นเป็นคณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ อาจารย์บุญรักษา หรือที่ผมเรียกว่า "พี่แป๊ะ" เราสนิทสนมกันมาเกือบ 40 ปีแล้วตั้งแต่เรียนปริญญาตรีที่จุฬา ผมเป็นรุ่นน้องพี่แป๊ะ 2 ปี แต่ก็ร่วมวงเล่นกีต้าร์และเล่นเทนนิสกับพี่แป๊ะประจำ พี่แป๊ะได้รับรางวัลพระราชทานในฐานะครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทสไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เรียกได้ว่าไปประชุมได้ทั้ง 2 แบบ


    พอเครื่องบินไปลงที่สนามบินเซี่ยงไฮ้ เราก็ต้องต่อรถเข้าไปเมืองเพื่อเข้าที่พัก การเดินทางเข้าเมืองเราอาศัยรถไฟแม่เหล็กความเร็วสูง หรือที่เรียกว่า Maglev ผมเก็บตัวอย่างตั๋ว Maglev และถ่ายรูปพี่แป๊ะขณะนั่งรถไฟไว้ด้วยครับ



    ในการประชุมครั้งนั้นมีผู้แทนจากประเทศต่างในเอเชียและแปซิฟิกเข้าร่วมหลายประเทศ แม้ว่าสิงคโปร์จะไม่ได้เป็นสมาชิกองค์การ UNESCO ในขณะนั้น แต่ก็มีผู้มาร่วมสังเกตการณ์ 2 คน คือ คุณ Cheng Fun และ คุณ Li Sung ต่อมาผมได้ร่วมงานกับทั้ง 2 ท่านจัดการอบรมครูวิทยาศาสตร์ ซึ่งผมต้องเดินทางไปสิงคโปร์ทุก 2 เดือน เพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ดังปรากฏในเว็ปปต่อไปนี้ >>> http://www.synergyst.com/evnt_edu.html#funscitheatre





ความคิดเห็นที่ 13

แขชนะ vcharkarn vteam
16 ม.ค. 2554 12:25
  1. ความจริงการประชุมนานาชาติเรื่อง Bridging the Gap between Scientists and science Educators ที่จัดโดย UNESCO นั้นมีอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะแต่เอเชียและแปซิฟิก ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ >>>> PDF version (218Ko) - Bridging the Gap between Scientists
    and
    ...
    ส่วนรายงานฉบับสมบูรณ์ของการประชุมที่เซี่ยงไฮ้ดังกล่าวข้างต้นสามารถดูได้จากที่นี่ครับ >>> Final
    report; Regional Workshop on Bridging
    the Gap Between
    ...


     




ความคิดเห็นที่ 14

แขชนะ vcharkarn vteam
18 ม.ค. 2554 04:24
  1. นอกจากอาจารย์จารุนีแล้ว ยังมีบุคคลอีกหลายคนที่ผมได้มีโอกาสพบปะรู้จักในการประชุม UNESCO เมื่อปี 1993 ที่ทำให้ชีวิตการทำงานของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง


    บุคคลคนแรกคือ Prof.Jack Holbrook




    ผมพบกับ Jack (ดู >>> http://www.icaseonline.net/com_2.html) ครั้งแรกในการประชุมนานาชาติของ ICASE ที่กรุงมะนิลาเมื่อ ปี 1979 ตอนผมได้รับการคัดเลือกจากสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ โดยศาสตราจารย์ ดร.ประชุมสุข อาชวอำรุง ให้เป็นตัวแทนจากประเทศไทยให้ไปนำเสนอผลงานทางวิชาการ ขณะนั้นผมเรียนปรฺญญาโทที่มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังจะจบ การประชุม ICASE ครั้งนั้นเรื่อง Low-Cost Equipment for Integrated Science at all Levels ที่เห็นในรูปซ้ายมือคือ Jack ถ่ายร่วมกับ อาจารย์วิเชียร สามารถ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ ภาพนี้ราว 30 ปีมาแล้ว ส่วนรูปขวามือ ผมกำลังแนะนำตัวเองต่อที่ประชุมที่กรุงมะนิลา


    หลังจากนั้นผมก็ได้ติดต่อกับ Jack มาตลอด Jack ได้แนะนำผมให้เข้ามาร่วมทำงานกับ ICASE และเป็นผู้เสนอชื่อผมเข้ารับการเลือกตั้งเป็น ICASE Asian Representative ในการประชุมที่ UNESCO ครั้งนั้น ผมรู้จัก Jack มานานกว่า 30 ปีแล้ว เราช่วยเหลือเกื้อกูลกัน Jack ช่วยให้ผมได้เดินทางไปบรรยายตามประเทศต่างๆในหลายๆทวีป ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งที่ jack ได้แนะนำให้ผู้จัดการประชุม NSTA ของอเมริกาเชิญผมไปบรรยายคือที่เมือง Atlanta มลรัฐ Goergia ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ Coke ผมได้มีโอกาสบรรยายแบบ Entertaining Lecture ในงาน NSTA สำหรับแขกคนสำคัญที่มีอาหารกลางวันเลี้ยงด้วย เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในการบรรยายผมได้พูดถึงเรื่องภาพ 3 มิติ ผู้ฟังต้องสวมแว่นขณะบรรยายในบางครั้ง



    Jack ได้แนะนำให้ผมรู้จัก Prof.Dr.Miia Rannikmae จากประเทศ Estonia



    หลังจากนั้นเราก็ร่วมงานกันมาตลอด ผมเชิญ Miia มาบรรยายในประเทศต่างๆหลายครั้ง ขณะเดียวกัน Miia ก็เชิญผมไปบรรยายที่ มหาวิทยาลัยTartu ใน Estonia มา 2 ครั้งแล้ว ดูที่นี่ >>> http://fotoalbum.ee/photos/propsis/20135377 ประเทศ Estonia มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง โอกาสหน้าจะเล่าให้ฟังรวมทั้งพาไปชมโบราณสถานที่เป็นมรดกโลกที่ Estonia


    นอกจาก Miia แล้ว Jack ยังแนะนำให้ผมรู้จักลูกศิษย์ของเขาที่ University of Hong Kong  ชื่อ C.K. Or



    ต่อมาเรากลายเป็นเพื่อนสนิทที่เดินทางไปร่วมประชุมในประเทศต่างๆมากมาย ปัจจุบัน C.K. Or เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนมีชื่อแห่งหนึ่งในฮ่องกง ผมได้มีโอกาสไปเยี่ยมและบรรยายให้นักเรียนที่โรงเรียนของ C.K. Or ฟังด้วย


    ผมได้มีโอกาสได้รู้จักเพื่อนใหม่จากอเมริกาใต้ คือ Prof.Marta และ Gabriela สองแม่ลูกนักวิชาการจากอาร์เจนตินา



    ต่อมาผมได้เชิญ Gabriela มาประชุมที่เมืองไทย และท่านทั้งสองก็ได้เชิญผมไปประชุมและบรรยายในมหาวิทยาลัย Mar del Plata ในอาร์เจนตินา มีสิ่งที่น่าสนใจที่อยากเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป


    โอกาสอันสำคัญที่ผมคาดไม่ถึงคือได้รู้จักกับ Dr. Cheng Donghong จาก China Association for Science and technology (CAST)



    Donghong เดินทางมาประชุมที่ประเทศไทยหลายครั้ง ทั้งงานของ UNESCO และ เป็นผู้นำบุคคลากรแลกเปลี่ยนทางวิชาการกับ สสวท. เราได้ร่วมงานกันหลายงานรวมทั้งการประชุมที่เซี่ยงไฮ้ดังกล่าวข้างต้น เธอก็เป็นผู้จัด งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่เราได้ทำร่วมกันก็คือเขียนคู่มือ Training of the Trainers ทางการศึกษาวิทยาศาสตร์ขององค์การ UNESCO ผู้สนใจสามารถ Download มาอ่านได้ฟรีครับที่นี่ >>> Eng - The
    Training of trainers
    manual for promoting
    scientific and ...
      ตอนหลัง Donghong ได้รับตำแหน่งใหญ่โตเป็นเลขาของท่านรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ของจีน คือท่าน เติ้งหนาน ซึ่งเป็นลูกสาวของท่านเติ้งเสี่ยวผิง แม้กระนั้นเธอก็ยังคงความเป็นเพื่อนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ผมจึงได้รับอานิสงส์เดินทางไปบรรยายและร่วมกิจกรรมกับสมาคมวิทยาศาสตร์ของจีนทุกปี ได้มีโอกาสพบกับท่านเติ้งหนานทุกปี อีกทั้งยังร่วมรับประทานอาหารกับท่านด้วย (ดูรูปท่านเติ้งหนานกำลังพูดเปิดงานวิทยาศาสตร์)


    การประชุม UNESCO ครั้งนั้น มีการจัดทัศนศึกษาตามที่ต่างๆด้วย ที่สำคัญแห่งหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ La Villette ที่นี่มีท้องฟ้าจำลองด้วย ผมเข้าไปดูการแสดงท้องฟ้าจำลองคนเดียวในวันนั้น ต่อมามีคนมานั่งข้างๆผม ท่าทางเป็นผู้ดีอังกฤษ พูดจาดี ถามว่าผมมาจากประเทศไทยใช่หรือไม่ เขาบอกว่าเขาชอบนิสัยใจคอของชาวเอเชีย หลังจากแนะนำตัวแล้วผมจึงทราบว่าเขาชื่อ Cyril T. King มาจาก Belfast ไอร์แลนด์เหนือ ที่เห็นในรูปซ้ายมือ



    หลังจากนั้นเราก็ติดต่อไปมาหาสู่กัน เป็นเพื่อนสนิทที่เป็นกัลยาณมิตรอีกผู้หนึ่งจวบจนปัจจุบัน ผมได้มีโอกาสไป Belfast และได้พักที่บ้านของ Cyril ได้เยี่ยมชมโรงเรียนหลายแห่ง ขณะนั้นมีการทดลองหลักสูตรใหม่คือ Technology and Design ได้สังเกตุการณ์เรียนการสอนในห้องเรียนด้วย ในภาพเด็กชั้นประถมกำลังเลื่อยไม้ทำรถที่วิ่งด้วยแรงลมจากลูกโป่ง เมื่อปีกลายนี้ขณะที่ผมสอนหนังสือที่กุ้ยหลินช่วง Xmas นั้น Cyril ก็อยู่ที่จีน ผมจึงถือโอกาสเชิญมาบรรยายที่กุ้ยหลินด้วย เราจึงได้เที่ยวและร่วมฉลอง Xmas กันที่เมืองจีน เช่นเดียวกัน Xmas ที่ผ่านมาเร็วๆนี้ ผมสอนหนังสืออยู่ที่กุ้ยหลิน Cyril ก็อยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่ปีนี้ไม่ได้พบกัน




ความคิดเห็นที่ 15

แขชนะ vcharkarn vteam
18 ม.ค. 2554 22:49
  1. ในแง่ของกิจกรรมที่ร่วมกับองค์การ UNESCO ผมอดที่จะกล่าวถึงบุคคลสำคัญอีกคนหนึ่งไม่ได้ ท่านเป็นผู้ที่นำผมไปทำงานเป็น Resouirce person ของ UNESCO ทำกิจกรรมต่างๆในหลายประเทศ ซึ่งผมจะได้เล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป บุคคลท่่านนี้คือ คุณ Lucille Gregorio



    คุณ Lucille Gregorio เป็นญาติกับประธานาธิบดีกลอเรีย มาคาปากัล-อาร์โรโย สามีของคุณ Lucille เคยเป็นรองอธิการบดี University of the Philiuppines ที่ Diliman และเคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการของฟิลิปปินส์สมัยหนึ่ง ผมไปมาหาสู่ที่บ้านของท่านที่มะนิลาหลายครั้ง


    เมื่อผมได้รับเลือกตั้งเป็น ICASE Asian Representative ที่กรุงปารีส คุณ Lucille ก้ได้รับเลือกตั้งเป็น ICASE President-Elect แต่ต่อมาเธอต้องลาออกเพราะมาทำงานที่ องค์การ UNESCO ที่กรุงเทพ เนื่องจากเป็นข้อบังคับของ UNESCO


    น้องสาวของคุณ Lucille ชื่อ Dr.Merle Tan ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง Director ของ National Institute for Science and Mathematics Education (NISMED - UP NISMED Web Site) หรือพูดง่ายๆคือ สสวท.ของฟิลิปปินส์นั่นเอง ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่นี่ 3-4 ครั้งแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการบรรยายหลักในงานฉลองการก่อตั้ง NISMED ครบรอบ 40 ปี ดังแสดงในรูป



    สามีคุณ Lucille นั่งหน้าซ้ายมือ สวมเสื้อสีเขียวอ่อน สวมแว่น อันที่จริงมีเรื่องราวที่สนุกๆในการไปเยือนฟิลิปปินส์อีกหลายเรื่อง จะค่อยๆทยอยเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไปครับ




ความคิดเห็นที่ 16

แขชนะ vcharkarn vteam
19 ม.ค. 2554 08:11
  1. ใครได้มีโอกาสมาเยือนกรุงปารีส ก็มักจะต้องหาโอกาสไปชมหอไอเฟลสักครั้ง เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้วหอไอเฟลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสัญญลักษณ์ของงานแสดงสินค้าครั้งยิ่งใหญ่ สร้างโดย Gustave Eiffel - Wikipedia, the free encyclopedia


    สมัยนั้นมีผู้คัดค้านกันมาก ถึงขนาดออกมาเดินขบวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เห็นว่าหอไอเฟลนี้หน้าเกลียดและทำลายทัศนียภาพของกรุงปารีส แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว เวลาเนิ่นนานมา หอไอเฟลกลับกลายเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงปารีส หรือเป็นสัญญลักษณ์ของประเทศฝรั่งเศสเลยก็ว่าได้ จนถึงกับมีภาพของหอคอยและผู้สร้างคือ Gustave Eiffel อยู่บนธนบัตร 200 ฟรังค์ในสมัยก่อน ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโร



    มีภาพสมัยโบราณเป็นบันไดเวียนสำหรับผู้ที่จะขึ้นไปชมทัศนยภาพบนกรุงปารีสเบื้องบน ภาพจาก True Vission History Channel



    ปัจจุบันมีลิฟท์ให้บริการสะดวกสะบาย



    ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองฮิตเลอร์มายึดครองกรุงปารีส และโกรธชาวฝรั่งเศสที่ต่อต้านจึงสั่งให้ทำลายหอไอเฟลนี้เสีย




    นายพลชาวเยอรมันหลายนายที่หลงไหลในความงามของหอไอเฟล และเสียดาย จึงเพิกเฉยต่อคำสั่งของฮิตเลออร์ ต่อมากองทัพพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่ Normandy เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 1944  กรุงปารีสจึงถูกปลดปล่อย หอไอเฟลจึงลอกพ้นจากการถูกทำลาย



    ท่านที่อยากชมความงามของหอไอเฟลในรูปแบบ 3 มิติ ก็สามารถดูได้โดยใช้แว่นตาพิเศษ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ >>>


    ภาพสามมิติ และ  Eiffel Tower – 3D anaglyph gallery


    สิ่งที่ท่านต้องทำเพื่อให้มองเห็นภาพสามมิติก็คือ
    ต้องทำแว่นตาสามมิติโดยเอากระดาษแบบข้างล่างนี้มาพับแล้วเจาะเป็นช่อง 2
    ช่อง ช่องสีน้ำเงินให้สอดกระดาษแก้วใสสีน้ำเงินไว้ตรงกลางด้านใน
    ช่องสีแดงให้สอดกระดาษแก้วใสสีแดงไว้ตรงกลางด้านในเช่นกัน 

    เมื่อทำเสร็จแล้วจะได้แว่นตามองภาพสามมิติดังนี้
    หลังจากนั้นก็เอาแว่นมามองดูภาพที่ผมถ่ายในระบบสามมิติโดยให้สีน้ำเงินอยู่
    ตรงตาข้างขวา และสีแดงอยู่ตรงตาข้างซ้าย


     










     




ความคิดเห็นที่ 17

ครูไผ่ vcharkarn vteam
19 ม.ค. 2554 08:42
  1. คนสวยมาก ๆ ที่นั่งอยู่ทางแขนข้างซ้ายของอาจารย์แขชนะใน คหพต 15 คือใครคะ




ความคิดเห็นที่ 18

แขชนะ vcharkarn vteam
19 ม.ค. 2554 12:47
  1. ครูไผ่ตาเฉียบคม ตรวจละเอียดมากเลยครับ


    เธอเป็นแขกคนสำคัญคนหนึ่งของ UP (เรามักใช้คำย่อว่า UP แทน University of the Philiuppines) มีเชื้อสายสเปน เป็นประธานมูลนิธิทางการศึกษาอะไรสักอย่างผมก็จำไม่ได้ครับ อายุ 60 กว่าปีแล้วครับ แต่ยังคงสวยพริ้ง ที่เห็นในรูปสวมชุดสีเขียวอ่อน ขณะนั่งฟังผมบรรยาย "Entertaining Lecture" คนทางขวามือของเธอคือคุณ Lucille คนทางซ้ายคือ Dr.Tan ผอ. NISMED น้องของคุณ Lucille เธอชอบกล้องจุลทรรศน์ที่ผมกล่าวถึงในความเห็นที่ 7 มากจึงขอมาส่องดู หลังจากนั้นก็ติดต่ออยากให้ผมไปบรรยายต่ออีกหลายเมืองในฟิลิปปินส์



    คนเก่าคนแก่ที่นี่สืบเชื้อสายมาจากสเปน หรือมีความสัมพันธ์กับสเปนมายาวนาน ตั้งแต่เป็นเมืองขึ้นสเปนมานานนับ 400 ปีก่อนที่อเมริกันจะมายึดครองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภายใต้การบัญชาการของนายพลแม็คอาร์เธอร์ เจ้าของคำพูด "I Shall Return"



    หลังสงครามโลกครั้งที่สอง อเมริกันได้ทิ้งรถจี๊บ (Jeep) ไว้ที่ฟิลิปปินส์หลายคัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ จึงมีการดัดแปลงเอามาทำเป็นโดยสารสำหรับประชาชน เหมือนกับรถสองแถวบ้านเราว่างั้นเถอะครับ มีการตกแต่งประดับประดาตกแต่ง แต้มสีหลากสีดูคล้ายรถสิบล้อบ้านเรา รถโดยสารพวกนี้จึงถูกเรียกชื่อว่า "Jeepney" ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ >>>> http://en.wikipedia.org/wiki/Jeepney       



    รถ Jeepney ในปัจจุบันแตกต่างจากเมื่อ 30 กว่าปีก่อน เมื่อผมไปเยือนมะนิลาครั้งแรก เมื่อก่อนนี้เป็นรถคันสั้นๆ ตกแต่งอย่างสวยหรู (รูปบนซ้ายมือ) เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน รถ Jeepney จึงถูกขยายให้ยาวขึ้นเพื่อรับผู้โดยสารได้มากขึ้น การตกแต่งก็น้อยลง แต่มีป้ายโฆษณามาติดข้างรถแทน (รูปล่าง) ภายในมหาวิทยาลัยก็มี Jeepney วิ่งวนอยู่ภายใน Campus ด้วย (รูปบนขวามือ)



    ตอนที่ผมได้รับเชิญไปบรรยายที่ Atlanta เมืองต้นกำเนิด Coke ผมได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Coke ภายในยังมี "Jeepney" ประดับตกแต่งอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญลักษณ์หนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์ไปแล้วก็ว่าได้




ความคิดเห็นที่ 19

แขชนะ vcharkarn vteam
19 ม.ค. 2554 16:07
  1. ใครอยากได้แบบกระดาษตัดโครงสร้างของหอไอเฟล เชิญที่นี่เลยครับ



     



    ทำเสร็จแล้วจะมีหน้าตาแบบนี้ครับ





ความคิดเห็นที่ 20

แขชนะ vcharkarn vteam
19 ม.ค. 2554 17:03
  1. ผมรู้สึกสนุกกับการไปประชุมที่องค์การ UNESCO ในครั้งนั้นมาก
    เมื่อกลับมาจึงตัดสินใจ มาร่วมงานกับอาจารย์จารุนี บุคคลอีกสองท่านที่ผมไม่อาจลืมได้ในชีวิตผมและต้องขอแสดงความขอบคุณ ก็คือ
    ท่านรองผู้อำนวยการ สสวท. ทั้ง 2 ท่านในขณะนั้นคือ รองศาสตราจารย์ เย็นใจ สมวิเชียร และ ดร.นงนุช ชาญปริยวาทีวงศ์ 


    ผมรู้จักอาจารย์เย็นใจก่อนหน้านี้แล้ว
    เพราะเคยร่วมงานเกี่ยวกับโอลิมปิกวิชาการ ส่วนพี่นงนุช มารู้จกกันที่นี่
    "พี่นุช" เป็นคนหนึ่งที่ผมอยากร่วมงานด้วย ตลอดระยะเวลา 40
    กว่าเดือนที่ผมร่วมงานกับพี่นุช
    ผมยังไม่เคยได้ยินพี่นุชพูดจาว่ากล่าวใครให้เสียน้ำใจ มีแต่ผมเสียอีก
    ตอนนั้นอายุ 30 กว่าๆ พูดจาขวางคนขวางโลกหลายครั้ง พี่นุชก็ได้แต่มองหน้า
    เหมือนกับจะพูดเตือนใจด้วยความเอ็นดูว่า "เบาๆหน่อยน้อง อย่าซ่านัก"
    ตามความรู้สึกของผม
    พี่นุชมีความตั้งใจทำงานและจริงใจที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยร่วมงานมา


    อันที่จริงผมรู้จัก สสวท.มานานแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 จากการแนะนำของ ศาสตราจารย์ ดร.สุขุม ศรีธัญญรัตน์ ซึ่ง
    ท่านเป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์ผมที่จุฬา ท่านให้ผมมาช่วยงานสาขาออกแบบฯ
    ภายใต้การดูแลแนะนำจาก "พี่สันต์" ผู้ควบคุมงานช่างและการออกแบบในสมัยนั้น
    แต่ต่อมาทางสสวท.อยากให้ผมมาช่วยงาน โครงการใหม่คือ
    โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีปรีชาญาณทาง
    วิทยาศาสตร์ ซึ่งมี ดร.ผุสดี ตามไท เป็นหัวหน้าโครงการ เพื่อนๆที่ทำงาน
    สสวท.สมัยนั้นพูดกันเล่นๆสนุกเป็นการเล่นคำในภาษาไทยว่า ปรีชาญาณ กับ
    ปรีชาหย่อน มันใช้แทนกันได้ เรามักจะเรียกว่า "หย่อนยาน"
    ก็เลยเปลี่ยนชื่อโครงการใหม่เป็น โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.)ในปัจจุบัน


    เมื่อมาทำงานที่ สสวท.ระยะแรกนี้
    อาจารย์จารุนีก็หาตำแหน่งหรืออัตราที่ว่างให้ลงก่อน
    แล้วค่อยย้ายตำแหน่งภายหลัง ตำแหน่งสูงที่อาจารย์จารุนีแต่งตั้งให้ผมคือ "ตำแหน่งที่ปรึกษา ระดับ 8" ตำแหน่งนี้ตั้งแต่ตั้ง สสวท.มาในตอนนั้นมีเพียงคนเดียวคือ ศาสตราจารย์ไขศรี อาภรณ์รัตน์ ซึ่งท่านเกษียณไปแล้ว เมื่อบรรจุผมในตำแหน่งนี้ ผมก็จะเป็นคนที่ 2


    อันที่จริงผมรู้จักอาจารย์ไขศรีเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียนมัธยม
    ที่ราชสีมาวิทยาลัย
    ตอนนั้นท่านทำงานเป็นประธานชุมนุมวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ท่านคัดเลือกนักเรียน 30
    คนจากทั่วประเทศมาเข้าค่ายฝึกวิจัยวิทยาศาสตร์ ครั้งที่ 1 เมื่อ 40 ปีก่อน
    ผมก็ได้รับการคัดเลือกมาด้วย ท่านพาพวกเราเข้าพบนายกรัฐมนตรีสมัยนั้นคือ
    จอมพลถนอม กิตติขจร และถ่ายรูปร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาล
    อาจารย์ไขศรีคือคนที่ผมวงกลมสีแดงไว้และนั่งติดกับท่านจอมพลถนอมทางขวามือ



    ผมได้ภาพเด็ดจากพี่นักข่าวคือ ตอนที่ท่านจอมพลถนอมเดินมาพูดคุยกับนักเรียน พอท่านเดินมาถึงผม ผมยกมือไหว้คารวะท่าน พี่นักข่าวถ่ายภาพไว้ไม่ทันเพราะผมเอามือลงเร็ว แต่พอท่านจอมพลถนอมรับไหว้ผม พี่นักข่าวจับภาพไว้ได้ทันพอดี ดังแสดงในรูปครับ



    พอผมสอบเข้าเรียนต่อได้ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬา อาจารย์ไขศรี ก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของผมอีกเช่นกัน รู้สึกดีใจ และคุ้นเคยกับท่านดีตั้งแต่นั้นมา ท่านเสียมาหลายปีแล้ว ผมได้มีโอกาสไปคารวะท่านครั้งสุดท้ายที่วัดธาตุทอง


    หลังจากที่ผมมาทำงานที่ สสวท.ได้สักพักหนึ่ง ก็ได้ทำความตกลงเกี่ยวกับการชดใช้เงินทุนคืน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหาร เพราะไปเรียนต่อสาขาฟิสิกส์ เลเซอร์ที่เยอรมนี



    ..........


    ต้องขอขอบคุณพี่วรินทร์ หัวหน้าการเงิน และคุณอำไพ นักปราชญ์ เจ้าหน้าที่บุคลากร ที่ดำเนินเรื่องอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเต็มใจและจริงใจ ผมไม่เคยลืมเลยครับ


     


     


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น