ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก (ครูวราภรณ์ ทวีศานต์)

เอกสารประกอบการเรียน
วิชาวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รหัสวิชา ส43101
เรื่องภูมิลักษณ์ของประเทศไทย
สาระภูมิศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4
ชุดที่ 4 ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก
นางวราภรณ์ ทวีศานต์
ครูวิทยฐานะ ครูชำนาญการ
โรงเรียนท่าช้างวิทยาคาร อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 5
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน



คำนำ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา ส43101 ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 สาระภูมิศาสตร์ ประกอบด้วยเอกสารประกอบการเรียนจำนวน 6 ชุด ได้แก่
ชุดที่ 1 ภูมิลักษณ์ของภาคเหนือ
ชุดที่ 2 ภูมิลักษณ์ของภาคกลาง
ชุดที่ 3 ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชุดที่ 4 ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก
ชุดที่ 5 ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันตก
ชุดที่ 6 ภูมิลักษณ์ของภาคใต้
เอกสารประกอบการเรียนชุดนี้เป็นชุดที่ 4 ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก จัดทำขึ้นจากประสบการณ์
ในการสอน ซึ่งผู้เรียนได้รวบรวมปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นระหว่างการสอนโดยพบว่าหลักสูตรช่วงชั้นที่
4 พ.ศ.2544 มีการแยกสาระทำให้ระดับ ม.4,ม.5,ม.6เกิดความสับสนในการแบ่งเนื้อหา นักเรียนอาจเรียนได้
ไม่ครบ ผู้สอนจึงได้พยายามหาวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหา โดยจัดทำนวัตกรรมประเภทเอกสาร
ประกอบการเรียนที่มีกิจกรรมการเรียนรู้อย่างหลากหลาย โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และ
เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ได้ทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่สร้างขึ้น ปรากฏว่าเอกสาร
ประกอบการเรียน สาระภูมิศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถพัฒนาผู้เรียนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ของนักเรียนสูงขึ้น นักเรียนมีความใฝ่รู้ ใฝ่เรียน มากยิ่งขึ้น
ณ โอกาสนี้
คำชี้แจงการใช้เอกสารประกอบการเรียน
คำชี้แจงการใช้เอกสารประกอบการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รหัสวิชา ส43101
สาระภูมิศาสตร์ จัดทำขึ้นจากประสบการณ์ในการสอน ซึ่งผู้จัดทำได้คัดกรองคัดสรรและรวบรวมเนื้อหา
จากตำราและเอกสารต่างๆ มีเนื้อหาตรงตามจุดประสงค์การเรียนรู้ และสอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนที่ผู้จัดทำกำหนดขึ้น โดยมุ่งเน้นการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นผู้สำคัญและการสอดแทรกคุณธรรม
ให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง ดี มีความสุข
สรุปข้อแนะนำการใช้ดังนี้
1.ใช้เป็นสื่อการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รหัสวิชา ส43101 สาระภูมิศาสตร์ ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6
2.ใช้เป็นคู่มือการเรียนของผู้เรียน
3.ใช้เป็นคู่มือการสอนของผู้สอน
4.ใช้เป็นเอกสารประกอบการศึกษาค้นคว้า
5.ใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
6.การนำเอกสารฉบับนี้ไปใช้ สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไข เพิ่มเติมได้ ตามความพอใจของ
ผู้ใช้เพราะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพจริง
7.เอกสารประกอบการเรียนฉบับนี้ใช้เวลาในการเรียนการสอน 2 ชั่วโมง
8.ก่อนใช้ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียนจบให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน
แบบทดสอบก่อนเรียนเรื่องภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก
เรื่อง ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว
1.ในภาคตะวันออกประกอบด้วยหินอายุต่างๆกัน เพราะเหตุใดภาคตะวันออกบริเวณจังหวัดจันทบุรีและ
ตราดจึงมีแร่รัตนชาติมาก
ก.มีเทือกเขาหินแกรนิต
ข.หินแปรแทรกขึ้นมาเป็นชั้นหนา
ค.มีหินอายุเก่าแก่ผ่านการสึกกร่อนผุพังมามาก
ง.มีหินบะซอลล์ดันตัวแทรกขึ้นมาเป็นหย่อมๆ
2.ข้อใดคือสาเหตุที่ภาคตะวันออกต้องใช้พรมแดนแบบเรขาคณิต
ก.ไม่มีจุดแบ่งเขตแน่นอน
ข.ไม่มีพรมแดนธรรมชาติ
ค.เป็นการกำหนดของประเทศเพื่อนบ้าน
ง.ไม่ก่อให้เกิดปัญหาและง่ายต่อการจัดทำ
3.ข้อใดสรุปลักษณะภูมิประเทศของภาคตะวันออกได้ดีที่สุด
ก.พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ มีเทือกเขาวางตัวในแนวเหนือ-ใต้
ข.พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงมีที่ราบแคบๆ อยู่ทางตอนบนของภาค
ค.พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินเขาสลับกับที่ราบหุบเขา ที่ราบลุ่มแม่น้ำ และที่ราบชายฝั่งทะเล
ง.พื้นที่ประมาณ 2 ใน 3 เป็นภูเขาสลับกับที่ราบชายฝั่งทะเลแคบๆ
4. “ฉนวนไทย” อยู่บริเวณจังหวัดใด
ก.ชลบุรี ระยอง ข.จันทบุรี ตราด ค.ตราด สระแก้ว ง.สระแก้ว ปราจีนบุรี
5.แร่ชนิดใดทำรายได้ให้ภาคตะวันออกมากที่สุด
ก.เหล็ก ข.รัตนชาติ ค.ทรายแก้ว ง.ควอตช์
6.ลักษณะภูมิอากาศของภาคตะวันออกส่วนใหญ่เป็นอย่างไร
ก.ที่ราบป่าฝนเขา
ข.มีอากาศแบบมรสุมเมืองร้อน
ค.มีภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น
ง.มีอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน
7.วัตถุประสงค์ข้อสำคัญใดที่รัฐบาลได้ดำเนินการอุตสาหกรรมในโครงการอุตสาหกรรมชายฝั่งตะวันออก
(Eastern Seaboard)
ก.ใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติบริเวณอ่าวไทย
ข.กระจายประชากรให้ออกจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ค.ลดการนำเข้าด้านวัตถุดิบการเกษตรและช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ง.ลดจำนวนประชากรที่จะอพยพเข้ากรุงเทพมหานครและลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ
8.บริเวณใดที่ประชากรในภาคตะวันอออกตั้งถิ่นฐานอยู่หนาแน่นมากที่สุด
ก.ที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง
ข.ที่ราบชายฝั่งทะเลตอนใต้
ค.เนินเขาทางภาคกลางของภาค
ง.ที่ราบลุ่มแม่น้ำตอนเหนือของภาค
9.ถ้านักเรียนจะพาเพื่อนชาวต่างประเทศไปชมทัศนียภาพของทะเล หาดทรายและปะการังสวยงาม นักเรียน
ควรจะไปที่ใด
ก.เกาะช้าง
ข.เกาะล้าน
ค.เกาะสีชัง
ง.เกาะเสม็ด
10.สาเหตุสำคัญข้อใดที่ก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำในทะเล บริเวณชายฝั่งทะเลของภาคตะวันออกของประเทศ
ไทย
ก.การทำเกษตรผิดวิธี
ข.การขยายการอุตสาหกรรมและการเพาะปลูก
ค.การเลี้ยงปลาในเขตน้ำกร่อยและป่าชายเลน
ง.การขยายตัวด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
เมื่อนักเรียนทำ
แบบทดสอบเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว ตรวจ
คำตอบด้านหลังได้เลย
นะครับ
ใบความรู้
เรื่อง ทำเลที่ตั้ง ขนาด อาณาเขตและการแบ่งเขตการปกครอง
ทางภูมิศาสตร์ของภาคตะวันออก
รายวิชา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม รหัสวิชา ส43101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
สาระ ภูมิศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง ภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก
ภาคตะวันออก แม้จะเป็นภาคที่มีขนาดพื้นที่น้อยกว่าทุกภาคของประเทศ แต่ถ้าหาก
พิจารณาถึงภูมิทัศน์โดยรวมกลับพบว่า การที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานครซึ่งเป็น
ศูนย์กลางของการบริหารประเทศ การมีลักษณะภูมิประเทศที่เอื้อต่อการเป็นแหล่งท่องเที่ยว
การมีชื่อเสียงและความสำคัญในการสร้างผลผลิตทางการเกษตรและการประมง การมีแหล่ง
ผลิตอัญมณีที่มีชื่อเสียงและมีคุณภาพ ตลอดจนเป็นภาคที่ได้รับการพัฒนาให้มีความก้าวหน้า
ทางด้านอุตสาหกรรมและการขนส่งทางทะเลแล้ว ปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาส่งผลให้ภาค
ตะวันออกเป็นอีกภาคหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจให้แก่
ประเทศ
ทำเลที่ตั้ง ขนาดพื้นที่ และการแบ่งเขตการปกครองทางภูมิศาสตร์
ทำเลที่ตั้งของภาคตะวันออก เมื่อพิจารณาตำแหน่งที่ตั้งของทุกจังหวัดในภาคตะวันออก
กับระยะทางตามเส้นทางหลวงจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางของประเทศ จะพบว่ามี
ระยะทางที่ไม่ห่างไกลนัก ที่ตั้งจังหวัดที่อยู่ไกลสุดก็มีระยะทางเพียง 358 กิโลเมตร ซึ่งก็เป็น
ข้อดีอีกประการหนึ่งในเรื่องทำเลที่ตั้งของภาคตะวันออก โดยเฉพาะการขนส่งถ่ายเทสินค้าเข้า
สู่เมืองหลวง
1) ที่ตั้งสัมบูรณ์ของภาคตะวันออก พบว่า
- ทิศเหนือของภาคอยู่ที่ละติจูด 14 องศา 30 ลิปดา
- ทิศใต้สุดของภาค อยู่ที่ละติจูด 11 องศา 32 ลิปดาเหนือ
- ทิศตะวันออกสุดของภาค อยู่ที่ลองจิจูด 102 องศา 52 ลิปดาเหนือ
- ทิศตะวันตกสุดของภาค อยู่ที่ลองจิจูด 100 องศา 48 ลิปดาเหนือ
2) ที่ตั้งสัมพันธ์ของภาคตะวันออก พบว่า
- ทิศเหนือ ติดต่อกับจังหวัดบุรีรัมย์ นครราชสีมา และนครนายก ดินแดนที่อยู่
เหนือสุดอยู่ที่เขาใหญ่ อำเภอประจันตคาม จังหวัดปราจีนบุรี
- ทิศใต้ ติดต่อกับอ่าวไทย ดินแดนที่อยู่ทางใต้สุดของภาคตะวันออก คือ ปลาย
แหลมสารพัดพิษ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
- ทิศตะวันออก ติดต่อกับประเทศกัมพูชา โดยมีแนวทิวเขาบรรทัดเป็น
พรมแดน ดินแดนที่อยู่ตะวันออกสุด คือ แหลมสารพัดพิษ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
- ทิศตะวันตก ติดต่อกับกรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ และอ่าวไทย
ดินแดนที่อยู่ตะวันตกสุดอยู่ที่ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
จากภาพรวมของทำเลที่ตั้งของภาคตะวันออก ดังกล่าว หากมองในภาพความสัมพันธ์ที่
เกิดจากตำแหน่งที่ตั้ง พบจุดเด่นและจุดด้อยของทำเลที่ตั้งของภาคตะวันออก ดังนี้
(1) จุดเด่นของทำเลที่ตั้ง สามารถวิเคราะห์ ได้ดังนี้
- การพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ภาคตะวันออกมีพื้นที่ติดต่อกับทะเลซึ่งเป็นชายฝั่งน้ำ
ลึก จึงเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งทางเรือได้ดี ซึ่งรัฐบาลได้สร้างท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง
จังหวัดชลบุรีขึ้นจนเสร็จเรียบร้อย และกำลังดำเนินการสร้างท่าเรือน้ำลึกมาบตาพุด จังหวัด
ระยอง ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง
- การคมนาคมทางอากาศและทางบก ขณะนี้รัฐบาลได้ปรับปรุงสนามบินอู่
ตะเภา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ให้ใช้เป็นสนามบินพาณิชย์สำรอง ซึ่งเป็นการช่วยลดความ
แออัดของท่าอากาศยานกรุงเทพได้อีกส่วนหนึ่ง โดยผู้โดยสารที่จะเข้ามายังประเทศไทย
สามารถลงที่สนามบินอู่ตะเภา และเดินทางเข้าเมืองหลวงได้สะดวกและไม่ไกลนัก นอกจากนี้
ยังปรับปรุงถนน และสร้างทางรถไฟจากภาคตะวันออกไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมี
อาณาเขตติดต่อกัน ทำให้ภาคตะวันออกกลายเป็นประตูสู่ทะเลของภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้
ด้วย
- การพัฒนาให้เป็นเมืองศูนย์กลาง เนื่องจากภาคตะวันออกอยู่ใกล้
กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของแทบทุกระบบ ภาคตะวันออกจึงสามารถที่จะ
รับรองการขยายสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีศูนย์กลางในเมืองหลวงได้ เช่น การอุตสาหกรรม การคมนาคม
ขนส่ง เป็นต้น การขยายสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ออกสู่ภูมิภาคนี้ จะเป็นการช่วยลดปัญหาการจราจร
มลพิษ และชุมชนแออัดของกรุงเทพมหานครได้
- การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม จากอดีตที่ผ่านมากรุงเทพมหานครได้พัฒนา
อุตสาหกรรมต่าง ๆ ขึ้นมากลางชุมชนอย่างไม่มีการวางแผนที่ดีนัก การที่ละเลยระบบที่
เหมาะสมในการดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหานานัปการ ต่อมารัฐบาลจึงได้วางแผนและ
ดำเนินการขยายอุตสาหกรรมออกไปสู่ภาคตะวันออก ตามโครงการพัฒนาชายฝั่งตะวันออก
(Eastern Seaboard) ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวเป็นไปได้ด้วยดี ส่งผลให้ประชากรส่วนหนึ่งใน
ภูมิภาคนี้มีการประกอบอาชีพในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น
- การท่องเที่ยวและการบริการ การที่จังหวัดในภาคตะวันออกมีชายฝั่งติดต่อกับ
ทะเล ยกเว้นจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ส่งผลให้พื้นที่ของจังหวัดต่าง ๆ เหล่านี้มีสถานที่ที่
เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแหล่งหนึ่งของประเทศ
และทำให้เกิดรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นและประชากรในภูมิภาคได้อีกทางหนึ่ง
(2) จุดด้อยที่เป็นผลมาจากทำเลที่ตั้ง แม้ทำเลที่ตั้งของภาคตะวันออกในภาพรวมจะ
เกิดผลดีต่อการพัฒนาและการสร้างระบบเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ แต่ก็มีจุดด้อยที่น่าสังเกต
ดังนี้
- ในด้านความมั่นคง การมีอาณาเขตติดต่อกับเพื่อนบ้าน ซึ่งสามารถคมนาคม
ติดต่อได้สะดวกทั้งทางปกและทางน้ำ ทำให้มีปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาการลักลอบเข้าเมือง
ปัญหาโจรกรรม ปัญหาการค้าสินค้าที่หลีกเลี่ยงภาษี ปัญหาผู้ร้ายหนีข้ามแดน
- ในด้านเศรษฐกิจ มักมีการตรวจสอบ พบว่าบริเวณชายแดนของภาค
ตะวันออกที่ผ่านมามักมีปัญหาการค้าหนีภาษี และยังมีปัญหาของชาวประมงเกี่ยวกับปัญหาการ
ล่วงละเมิดน่านน้ำระหว่างกัน
- อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ปัญหาดังกล่าว แม้จะเป็นจุดด้อยที่มีผลมา
จากทำเลที่ตั้ง แต่ในภาพรวมก็ไม่ถือว่ามีความเสียหายจนแก้ไขไม่ได้ ซึ่งหน่วยงานทางราชการ
ทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นก็ได้วางมาตรการในการแก้ไข ซึ่งมีแนวโน้มว่าปัญหาดังกล่าวใน
ปัจจุบันได้ลดน้อยลงไปมาก
ขนาดพื้นที่ และการแบ่งเขตการปกครองทางภูมิศาสตร์ของภาคตะวันออก
ภาคตะวันออก มีเนื้อที่ 34,380.500 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณร้อยละ 6.70 ของ
เนื้อที่ทั่วประเทศ เป็นภาคที่มีขนาดเล็กที่สุดของประเทศ โดยมีจังหวัดในเขตปกครองทาง
ภูมิศาสตร์รวม 7 จังหวัด เรียงลำดับพื้นที่จังหวัดจากมากไปหาน้อยตามลำดับ ได้แก่ (1) จังหวัด
สะแก้ว (7,195,138 ตารางกิโลเมตร) (2) จังหวัดจันทบุรี (6,338,000 ตารางกิโลเมตร) (3) จังหวัด
ฉะเชิงเทรา (5,351,000 ตารางกิโลเมตร) (4) จังหวัดปราจีนบุรี (4,762,362 ตารางกิโลเมตร) (5)
จังหวัดชลบุรี (4,363,000 ตารางกิโลเมตร) (6) จังหวัดระยอง (3,552,000 ตารางกิโลเมตร) (7)
จังหวัดตราด (2,819,000 ตารางกิโลเมตร)
แผนที่ ทางด้านภูมิศาสตร์ของภาคตะวันออก
ลักษณะโครงสร้างทางธรณีวิทยาของภาคตะวันออก
เมื่อพิจารณาโครงสร้างทางธรณีวิทยาของภาคตะวันออกจากชนิดของหินอัคนี หินชั้น
และหินแปร ที่ปรากฏในพื้นที่ของภาคนี้จะพบว่า
1. หินอัคนี ที่พบในภาคนี้ที่สำคัญประกอบด้วย หินแกรนิต และหินบะซอลต์
1) หินแกรนิต จะพบได้เป็นบริเวณกว้างทางซีกตะวันตกของภาค โดยเฉพาะใน
กลุ่มภูเขาที่อยู่ในเทือกเขาจันทบุรีที่ทอดผ่านจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี โดยนักธรณีวิทยาได้
ตรวจพบว่า หินแกรนิตที่พบในภาคตะวันออกนี้เกิดขึ้นในตอนต้นของมหายุคมีโซโซอิก โดยมี
อายุตั้งแต่ 245-66.4 ล้านปีที่ผ่านมา โดยหินแกรนิตเหล่านี้จะถูกนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับการ
ก่อสร้าง หรือในบางพื้นที่ เช่น ในอำเภออ่างศิลา จังหวัดชลบุรี ได้นำหินแกรนิตมาสกัดเป็น
ครกหิน และแกะสลักหินเป็นสิ่งของประดับตกแต่งต่าง จนพัฒนามาเป็นสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์
ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของจังหวัดชลบุรี
2) หินบะซอลต์ เป็นหินอัคนีชนิดหนึ่งเช่นกัน แต่หินชนิดนี้จะพบอยู่บางบริเวณของ
ภาคตะวันออก โดยหินชนิดนี้ถือว่าเป็นแหล่งกำเนิดของแร่รัตนชาติที่สำคัญโดยเฉพาะพลอยสี
ต่าง ๆ เช่น ทับทิม บุษราคัม และไพริน โดยพบในบริเวณบางแห่งในเขตอำเภอขลุง และอำเภอ
โปร่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี และบริเวณอำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราด อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน
แหล่งการขุดทำพลอย ในภาคตะวันออกก็เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากผลของการขุดค้นและการทำ
เหมืองพลอยที่ผ่านมา
หินแกรนิตนำมาทำเป็นครก อำเภออ่างศิลา จังหวัดชลบุรี
ที่มา www.khonmuangchon.com
2. หินชั้น ที่พบมากในภาคนี้ ประกอบด้วย หินดินดาน หินทราย หินกรวดมน และ
หินปูน
1) หินดินดาน หินทราย และหินกรวดมน เป็นหินที่พบทั่วไปในภาคนี้ คือ ตั้งแต่
ทิวเขาทางตอนเหนือสุดของจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ลงมาจนถึงจังหวัดตราด โดยเฉพาะ
ในบริเวณทิวเขาสันกำแพง ทิวเขาจันทบุรี และทิวเขาบรรทัด
ซึ่งส่วนใหญ่มักนำมาใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้าง
2) หินแปร ที่พบมากในภาคนี้ มี หินไนส์ และ หินซีสต์ แต่นำมาใช้เชิง
เศรษฐกิจน้อย หินไนส์และหินซีสต์จะพบมากบริเวณทิวเขาทางด้านตะวันออกของจังหวัด
ชลบุรีต่อเข้าไปทางตอนเหนือของจังหวัดระยอง และบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ในเขต
จังหวัดสระแก้วและจันทบุรี
เขตภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก
ภาคตะวันออก เป็นภาคที่มีภูมิประเทศที่สวยงามทั้งภูมิประเทศบนพื้นทวีป บริเวณ
ชายฝั่งทะเลและหมู่เกาะต่าง ๆ ถึงแม้ว่าภาคตะวันออกจะอยู่ติดและใกล้ชิดกับภาคกลางก็ตาม
แต่กลับพบว่าลักษณะภูมิประเทศโดยรวมจะมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนใหญ่ของ
ภาคตะวันออกจะมีลักษณะเป็นที่ราบลอนลาด บริเวณตอนกลางของภาคจะมีทิวเขาจันทบุรี
ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิตที่มีความแข็งแกร่งวางตัวอยู่ในแนวตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตก
เฉียงใต้ส่วนทางตะวันออกของภาคจะมีทิวเขาบรรทัดซึ่งมีลักษณะเป็นเขายอดตัดกั้นพรมแดน
ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาตอนกลางของภาคจะมีลักษณะเป็นที่ราบน้ำไหลตัดผ่าน
ส่วนทางใต้ของภาคตะวันตกของภาคมีลักษณะเป็นที่ราบ ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้แม่น้ำส่วน
ใหญ่ของภาคนี้ไหลลงทางใต้สู่อ่าวไทย ทำให้ชายฝั่งบริเวณปากแม่น้ำ เกิดเป็นบริเวณพื้นที่ชาย
เลนหรือป่าโกงกางขึ้น กลายเป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่า นอกจากนี้ยังพบว่าที่ราบชายฝั่งบาง
แห่งของภาคนี้มีหาดทรายที่กว้างใหญ่และมีความสวยงาม เกิดเป็นภูมิลักษณ์ของแหล่ง
ท่องเที่ยวขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้ จากความหลากหลายของลักษณะภูมิประเทศในภาคตะวันออก
เมื่อนำมาประกอบในการพิจารณาแบ่งเขตภูมิลักษณ์ ตลอดจนเชื่อมโยงต่อความสัมพันธ์ในด้าน
ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จึงแบ่งเขตภูมิลักษณ์ของภาคตะวันออก ได้ดังนี้
1. เขตภูมิลักษณ์ที่มีลักษณะเป็นที่ราบลอนลาดและภูเขา ได้แก่ พื้นที่บริเวณตอนใน
ของจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว และพื้นที่ที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา รวมไปถึงพื้นที่
บางส่วนของจังหวัดชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ที่อยู่ชิดกับขอบของภูเขา โดยพื้นที่
ดังกล่าวนี้จะมีลักษณะเป็นที่ราบที่มีลักษณะสูง ๆ ต่ำ ๆ มีเนินเขาเตี้ย ๆ สลับเป็น ช่วง ๆ ลักษณะ
เหล่านี้หากพบอยู่ในพื้นที่ที่ระหว่างหุบเขาจะเกิดจากการสะสมตัวของดินตะกอนเชิงเขา ซึ่ง
เรียกว่า ที่ราบดินตะกอนเชิงเขา แต่ถ้าเป็นที่ราบของชายฝั่งทะเลจะเป็นผลมาจากการยกตัวของ
ชายฝั่งทะเลซึ่งก็จะเรียกที่ราบดังกล่าวนี้ว่า ที่ราบฝั่งทะเลยกตัว นอกจากนี้ลักษณะของที่ราบ
ลอนลาดแล้ว ในพื้นที่ติดต่อกันนี้ยังมีภูเขาที่สำคัญ ได้แก่ เขาเขียว เขาชะเมา ทิวเขาจันทบุรี และ
ทิวเขาบรรทัด โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่น่าสนใจ ดังนี้
1) เขาเขียว เป็นภูเขาเตี้ย ๆ ทอดตัวลงจากทางด้านตะวันออกของจังหวัดชลบุรีลงไป
ทางใต้ ขนานชายฝั่งทะเลลงไปจนถึงเขตอำเภอสัตหีบและจังหวัดระยอง ยอดเขาเขียว ถือว่าเป็น
ยอดเขาที่มีความสูงที่สุดในจังหวัดชลบุรีถึง 798 เมตร
2) เขาชะเมา เป็นเขาที่ทอดตัวมาจากบริเวณรอยตะเข็บของ 4 จังหวัด คือ จังหวัด
ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง และจันทบุรี ลงมาทางใต้ตามแนวเขตแดนของจังหวัดระยองและ
จันทบุรี โดยยอดเขาชะเมา มีความสูงถึง 1,028 เมตร
3) ทิวเขาจันทบุรี เป็นภูเขาที่ประกอบด้วยภูเขาใหญ่น้อยหลายลูก โดยทอดตัวจากรอย
ตะเข็บของชายแดน 3 จังหวัด คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และจันทบุรี เข้าสู่ทางตอน
เหนือและทางตะวันออกของจังหวัดจันทบุรี ทิวเขาจันทบุรีเป็นทิวเขาที่มีโครงสร้างที่
ประกอบด้วยหินแกรนิตที่แข็งแกร่งแทรกตัวขึ้นมาสลับระหว่างชั้นหิน นอกจากนี้ยังมี
หินบะซอลต์แทรกตัวขึ้นมาเป็นหย่อม ๆ ซึ่งเป็นแหล่งแร่รัตนชาติในเขตจังหวัดจันทบุรี ยอดเขา
สูงในทิวเขาจันทบุรี ได้แก่ ยอดเขาสอยดาวใต้ สูง 1,640 เมตร มีความสูงมากที่สุดในภาคนี้ และ
ยอดเขาสอยดาวเหนือ สูง 1,608 เมตร
4) ทิวเขาบรรทัด อยู่ทางด้านตะวันออกของภาค เป็นทิวเขาที่ทอดตัวอยู่ในแนวเหนือ –
ใต้ ตามพรมแดนไทย – กัมพูชาในเขตจังหวัดตราด เนื่องจากทิวเขาบรรทัดวางขวางกั้นทิศทาง
ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จึงทำให้มีปริมาณฝนตกบริเวณด้านต้นลมในเขตนี้มากที่สุดแห่งหนึ่ง
ของประเทศไทย ทิวเขาบรรทัดมียอดเขาที่สำคัญ เช่น เขาตาบาด สูง 836 เมตร เขาสามง่าม สูง
746 เมตร และเขาทับกะได สูง 713 เมตร
2. เขตภูมิลักษณ์ที่ทีลักษณะเป็นที่ราบ เขตที่ราบในภาคตะวันออก ได้แก่ บริเวณที่ราบ
ใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของภาคต่อเนื่องกับที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาของภาคกลาง ที่ราบนี้อยู่
ระหว่างแนวทิวเขาสันกำแพงและทิวเขาจันทบุรี ในเขตจังหวัดปราจีนบุรีและสระแก้ว ซึ่งนัก
ธรณีวิทยาสันนิษฐานว่า ในอดีตเป็นทิวเขาต่อเนื่องกัน แต่เนื่องจากเกิดการเปลี่ยนแปลงในทาง
ธรณีวิทยา ทำให้แผ่นดินเกิดการยุบตัวลง กลายเป็นที่ราบระหว่างทิวเขา ซึ่งมีแนวยาวต่อเนื่อง
ไปถึงเขตประเทศกัมพูชา นักภูมิศาสตร์เรียกที่ราบในเขตนี้ว่า ฉนวนไทย หมายถึง พื้นที่ราบที่
เชื่อมระหว่างที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาของภาคกลางกับที่ราบต่ำเขมรในประเทศกัมพูชา บริเวณ
ที่ราบนี้ในส่วนที่อยู่ในดินแดนไทย ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำบางประกงและสาขา ซึ่งอยู่ใน
เขตจังหวัดปราจีนบุรี และสระแก้วบางส่วนของจังหวัดฉะเชิงเทรา และทางตอนเหนือของ
จังหวัดชลบุรี ที่ราบดังกล่าวนี้เป็นที่ราบดินตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาทับถมกัน เนื่องจากบริเวณ
พื้นที่ลุ่มแม่น้ำบางประกงเป็นที่ราบต่ำ โดยเฉพาะบริเวณตั้งแต่ตัวเมืองฉะเชิงเทราไปจนถึงปาก
แม่น้ำบางประกง จึงทำให้แม่น้ำบางประกงลดอัตราการไหลของน้ำลงอย่างมากและไหลคด
เคี้ยวมากจนเปลี่ยนทางเดินไหลลัดตัดตรงส่วนของแม่น้ำบางประกงที่คดเคี้ยวหลายแห่งจนถูก
ตัดขาดกลายเป็นแอ่งน้ำที่มีลักษณะเป็นบึงหรือทะเลสาบรูปโค้งคล้ายแอก เกิดจากการที่ทางน้ำ
โค้งตวัด ปิดหัวท้ายด้วยตะกอนดินทรายที่ถูกกระแสน้ำพัดพามาจากต้นน้ำ
3. เขตภูมิลักษณ์ที่เป็นแม่น้ำ แม่น้ำที่สำคัญในภาคตะวันออก ได้แก่ แม่น้ำบางประกง
แม่น้ำระยอง แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำประแสร์ แม่น้ำเวฬุ ซึ่งไหลลงสู่อ่าวไทย แม่น้ำใน
ภาคตะวันออกส่วนมากเป็นแม่น้ำสายสั้น ๆ ซึ่งพัดพาเอาดินตะกอนมาทิ้งไว้จนเกิดเป็นที่ราบ
แคบ ๆ บริเวณลุ่มแม่น้ำ และปากแม่น้ำโดยทั่วไป ทำให้มีดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำนา
และทำสวนผลไม้ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ในระดับสูงมีการระบายน้ำดี และมีความชุ่มชื้น สามารถ
เพาะปลูกไม้ยืนต้นได้ เช่น เงาะ ลางสาด ยางพารา มะพร้าว เป็นต้น แม่น้ำสายสำคัญของภาคนี้มี
ข้อมูลดังนี้
1) แม่น้ำบางประกง เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดของภาคตะวันออก คือ ยาวประมาณ 115
กิโลเมตร ต้นกำเนิดจากทิวเขาสันกำแพงและทิวเขาจันทบุรี โดยแม่น้ำสายนี้เมื่อไหลผ่าน
จังหวัดสระแก้วและปราจีนบุรี เรียกว่า แม่น้ำปราจีนบุรี แล้วไหลลงสู่อ่าวไทยระหว่างอำเภอ
บางประกง จังหวัดฉะเชิงเทรา กับอำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี นับเป็นแม่น้ำที่สำคัญที่สุด
ของภาคตะวันออก แม่น้ำบางประกงตอนที่อยู่ในเขตอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จะมี
แควใหญ่มาบรรจบ 2 แคว คือ แควหนุมาน และ แควพระปรง ตอนที่ไหลผ่านอำเภอบางน้ำ
เปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา จะมีแม่น้ำนครนายกไหลมาบรรจบอีกสายหนึ่ง
(1) แควหนุมาน ต้นน้ำอยู่ที่ทิวเขาสันกำแพงด้านใต้ ประกอบด้วยลำห้วยหลาย
สายไหลมาบรรจบกันที่ตำบลสามพันตา ไหลออกแม่น้ำบางประกงทางฝั่งขวาที่ตำบลกบินทร์
บุรีหรือปากน้ำกบินทร์ ฤดูแล้งน้ำจะแห้งเป็นห้วง ๆ มีทรายและแกร่งโผล่ให้เห็นเป็นตอน ๆ
แควนี้ยาวประมาณ 27 กิโลเมตร
(2) แควพระปรง เกิดจากภูเขาในอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ไหลผ่าน
อำเภอเมืองสระแก้ว จังหวัดสระแก้ว เรียกว่า แม่น้ำพระปรง แล้วไหลไปรวมกับแควหนุมานที่
อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นลำน้ำเล็ก ๆ ฤดูน้ำหลากน้ำจะเต็มฝั่ง ฤดูแล้งน้ำจะแห้ง
เป็นตอน ๆ แควนี้ยาวประมาณ 180 กิโลเมตร
แม่น้ำบางประกงตั้งแต่จังหวัดปราจีนบุรีถึงใกล้ปากแม่น้ำ จะเดินเรือได้สะดวก นอกจาก
บริเวณปากแม่น้ำที่มีสันดอน การแล่นเข้าออกของเรือขนาดใหญ่ไม่สะดวกต้องรอให้น้ำขึ้นจึง
แล่นเข้าออกได้
2) แม่น้ำระยอง มีต้นกำเนิดอยู่ที่เขาเลี้ยงควายอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ไหลสู่ทะเล
ที่ตัวเมืองระยอง ยาวประมาณ 70 กิโลเมตร
3) แม่น้ำประแสร์ ต้นกำเนิดอยู่ที่เขาชะเมา ไหลลงสู่ทะเลที่อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
แม่น้ำนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แม่น้ำแกลง ยาวประมาณ 115 กิโลเมตร
4) แม่น้ำจันทบุรี มีต้นกำเนิดอยู่ที่เขาสอยดาวใต้ ไหลลงสู่ทะเลที่อำเภอเมืองจันทบุรี
จังหวัดจันทบุรี ยาวประมาณ 130 กิโลเมตร
5) แม่น้ำเมืองตราด ต้นกำเนิดอยู่ที่ทิวเขาจันทบุรีและทิวเขาบรรทัด เรียกว่า คลองใหญ่
ไหลผ่านอำเภอเขาสมิง เรียกว่า แม่น้ำเขาสมิง แล้วไหลผ่านอำเภอเมืองตราด ลงสู่ทะเล เรียกว่า
แม่น้ำเมืองตราด ยาวประมาณ 55 กิโลเมตร
4. เขตภูมิลักษณ์ที่มีลักษณะภูมิประเทศแบบชายฝั่ง ภาคตะวันออกมีอาณาเขตติดต่อ
กับทะเลส่วนหนึ่ง จึงทำให้มีลักษณะภูมิประเทศแบบชายฝั่งอยู่บางส่วน ที่สำคัญจำแนกได้ ดังนี้
1) เกาะ ชายฝั่งทะเลตะวันออกมีเกาะใหญ่เกาะน้อยอยู่หลายเกาะ ที่สำคัญได้แก่ เกาะสี
ชัง จังหวัดชลบุรี เกาะล้าน เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามมากแห่งหนึ่งของภาค
ตะวันออก นอกจากนี้ยังมีเกาะครามใหญ่ เกาะหมาก เกาะกูด เกาะแสมสาร และเกาะเสม็ด ส่วน
เกาะช้าง ในจังหวัดตราด เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออก และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2
ของประเทศไทย รองจากเกาะภูเก็ต
2) อ่าว ในเขตพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียง ได้แก่
(1) อ่าวพัทยา อยู่ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มี
ชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
อ่าวพัทยา เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
ที่มา www.weekendhobby.com
(2) อ่าวบางแสน เป็นอ่าวที่ชายหาดสวยงาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่ง
หนึ่งอยู่ในเขตตำบลแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี
(3) อ่าวอุดม อยู่ในเขตอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ใช้เป็นท่าเรือสำหรับขนถ่าย
น้ำมันดิบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อนำมากลั่นที่โรงงานกลั่นน้ำมัน ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณนี้
(4) อ่าวสัตหีบ อยู่ในเขตอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เป็นอ่าวน้ำลึกเหมาะต่อการ
สร้างเป็นท่าเรือน้ำลึก เนื่องจากมีเกาะตั้งเรียงรายอยู่ที่ปากอ่าว ทำให้เกิดเป็นแนวขวางกั้นคลื้น
ลม ได้แก่ เกาะพระ เกาะเตาหม้อ เกาะยอ เกาะแมว และเกาะหนู
3) แหลม ที่สำคัญที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก ได้แก่
(1) แหลมฉบัง อยู่ในเขตอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
(2) แหลมสิงห์ อยู่ในเขตอำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดชลบุรี
(3) แหลมงอบ อยู่ในเขตอำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด
(4) แหลมสารพัดพิษ อยู่ในเขตอำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นแหลมที่ยื่น
ออกไปตะวันออกสุดของภาคตะวันออก นับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของภาค
ตะวันออก
หาดบางแสน อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี
ที่มา www.coloroftheeast.com
ภูมิลักษณ์กับการประกอบอาชีพของประชากรในภาคตะวันออก
ภาคตะวันออก เป็นภาคที่มีพื้นที่แคบ ๆ มีสภาพสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ
คล้ายคลึงกับภาคกลาง แต่มีภาพรวมขององค์ประกอบต่าง ๆ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ
ภาคตะวันออกมีลักษณะภูมิกาอากาศร้อนฝนตกชุกคล้ายคลึงกับภาคใต้ มีโครงสร้างทาง
ธรณีวิทยาเป็นเขตหินเก่าที่เป็นแหล่งที่มีสายแร่ของรัตนชาติ ลักษณะภูมิประเทศภายในเป็น
ภูเขา เนินเขา และที่สูง ซึ่งลาดเอียงลงสู่อ่าวไทย มีที่ราบสูงอยู่บ้าง ได้แก่ ที่ราบเชิงเขา ที่ราบลุ่ม
แม่น้ำ และที่ราบชายฝั่ง แต่เป็นบริเวณแคบ ๆ ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศเช่นนี้ เหมาะแก่
การปลูกไม้ผล ส่วนด้านปลายลมที่มีฝนตกน้อยก็เหมาะแก่การปลูกพืชไร่
ชายฝั่งของภาคตะวันออกเป็นชายฝั่งน้ำลึกซึ่งเหมาะแก่การสร้างท่าเทียบเรือ มีเกาะ อ่าว
แหลม และชายหาดที่สวยงามเหมาะแก่การท่องเที่ยวอยู่มากมาย และตั้งแต่ พ.ศ. 2524 เป็นต้น
มา รัฐบาลได้มีโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก เพื่อกระจายอุตสาหกรรมในเขตเมือง
หลวงและพื้นที่ข้างเคียงไปสู่พื้นที่ 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา โดยอุตสาหกรรม
ที่กระจายออกไป ได้แก่ อุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ โดยการ
พัฒนาท่าเรือน้ำลึกขึ้นมารองรับ จากภาพรวมดังกล่าวก่อให้เกิดภาพปฎิสัมพันธ์กับอาชีพสำคัญ
ของประชากรในภาคตะวันออก มีดังนี้
1. การเพาะปลูก ภาคตะวันออกเป็นแหล่งที่มีฝนตกชุกตลอดปี ซึ่งคล้ายคลึงกับภาคใต้
พืชผลที่เพาะปลูกในภาคนี้จึงมีความคล้ายคลึงกับภาคใต้ ที่สำคัญได้แก่ ข้าว ยางพารา ไม้ผล
เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ปลูกอ้อยและมันสำปะหลังอยู่มากอีกด้วย
2. การเลี้ยงสัตว์ จังหวัดชลบุรีเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงไก่มากเป็นอันดับ 1 และเลี้ยงเป็ด
มาก เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทราเลี้ยงเป็ดมากเป็นอันดับ 1 ของประเทศ
สำหรับกระบือมีเลี้ยงมากที่จังหวัดปราจีนบุรี การที่ภาคตะวันออกมีการเลี้ยงสัตว์มากก็เพราะ
ภูมิภาคนี้อยู่ใกล้เมืองหลวง ซึ่งเป็นตลาด ซื้อ- ขาย ที่มีขนาดใหญ่นั่นเอง จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญที่
ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการเลี้ยงสัตว์
3. การทำป่าไม้ ภาคตะวันออกเป็นภาคที่มีพื้นที่ไม่มากนัก ประกอบกับมีการบุกเบิก
พื้นที่ป่า เพื่อใช้ที่ดินในการเพาะปลูก ตั้งถิ่นฐาน และขุดค้นหาแร่ ปัจจุบันจึงทำให้พื้นที่ป่าไม้
เหลืออยู่น้อย แต่จากการที่พื้นที่เป็นภาคที่มีปริมาณฝนสูง จึงส่งผลให้พื้นที่ป่าไม่ไม่ผลัดใบอยู่
หนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณไหล่เขาและป่าชายเลน ประกอบกับเป็นภาคที่อยู่ใกล้เมืองหลวง
และมี
No results found.

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น