ความดันกับจุดเดือดของน้ำ

มีขวดน้ำปิดสนิทอยู่ใบหนึ่ง ภายในบรรจุน้ำอยู่1/3ของขวด ถ้าเราดูดอากาศในขวดออกจนความดันเหลือน้อยมาก น้ำในนั้นจะเดือดรึปล่าวครับ แล้วถ้าไม่เดือดน้ำจะกลายเป็นไอเพิ่มมากขึ้นรึปล่าว ถ้าดูปกติก็น่าจะเพิ่ม เพราะความดันลดลง แต่จากสมการH2O(l)----->H2O(g)ค่าkขึ้นอยู่กับ[H2O] และการลดความดันโดยดูดอากาศออกไม่มีผลต่อค่าk ดังนั้น[H2O]ต้องคงที่ เลยงงแล้วว่าเป็นแบบไหนครับ



ความคิดเห็นที่ 64 

แป้งหวาน (Guest)
18 ก.ย. 2551 12:53
  1. ถามใหม่นะค่ะ....อยากทราบว่า
    1. เขาใช้ความดันเท่าไหร่ในการอัดน้ำอัดลม...
    2. ในกระป๋องน้ำอัดลมมีความดันเท่าไหร่

    ***ขอให้ผู้ทราบข้อมูล ช่วยตอบด้วนนะค่ะ...อยากทราบจริงๆ***




ความคิดเห็นที่ 7

เด็กม.3 (Guest)
14 เม.ย. 2547 22:24
  1. ผมขอยกคำพูดที่คุณนิรันดร์กล่าว แล้วฟังดูแปลกๆสัก 3-4ข้อ

    1.ผมเข้าใจว่าเรายังคงมีก๊าซในถัง และของเหลวไม่ได้เต็ม

    ภาชนะตั้งแต่แรก

    2.ผมว่าคุณเข้าใจผิดนิดนึงตั้งแต่แรก คนที่ถามไม่ได้หมายความ

    ว่า เราดูดก๊าซออกเรื่อยๆอย่างที่คุณเข้าใจ( และอธิบายใน

    ความเห็นที่ 1 ย่อหน้าที่ 1 ซึ่งคุณอาจจะแย้งกลับมาอีกว่า

    ไม่ใช่ แต่ไม่เป็นไร) เค้าถามว่าถ้าดูดออกหมดภายใน

    ครั้งเดียว (ซึ่งตรงนี้ผมว่าเดี๋ยวคุณก็จะแย้งว่า คำว่าครั้งเดียว

    ของผมก็ยังถือว่ามีช่วงเวลา แต่เราถือว่าคำว่าดูดออกคือดูด

    อากาศอื่นที่มิใช่ไอน้ำที่ระเหยขึ้นมา ซึ่งเดี๋ยวคุณก็บอกว่าเป็น

    ไปไม่ได้ ตรงนี้ผมยอมรับและเราคงต้องลงไปในรายละเอียด

    เพิ่มเติม ) เมื่อคุณดูดอากาศออก อย่างรวดเร็ว (โดยใช้ปั้มใน

    อุดมคติอย่างที่คุณว่า ) และปิดฝาทันที และถือว่าระบบเป็น

    ระบบอิสระ(คุณคงเข้าใจแน่นอน) ก๊าซจะระเหยและอิ่มตัวภาย

    ในทันที และระดับของเหลวไม่เปลี่ยน ดังนั้นไม่เกิดงาน



ความคิดเห็นที่ 2

bug (Guest)
7 เม.ย. 2547 14:58
  1. ผมลองดูค่า ความดันไอของน้ำที่ 0 องศาC นี่ตกประมาณ 610 pascal ปั๊มต้องทำความดันสัมบูรณ์ในภาชนะให้ได้กว่าต่ำกว่า 610 Pa น้ำจึงจะมีโอกาศเย็นจนเป็นน้ำแข็งครับ



ความคิดเห็นที่ 18

bug (Guest)
16 เม.ย. 2547 09:23
  1. ผมเห็นด้วยกับ อ นิรันทร์ครับ อย่าไปสับสนกับการที่จะมีอากาศหรือไม่ครับ ยังไงเสียในระบบจะต้องมีความดันอยู่ค่าหนึ่งซึ่งได้มาจากความดันไอไม่มีทางเป็นสูญญากาศได้หรอกครับถ้ายังมีน้ำอยู่ในระบบ ในกรณีที่เราปั๊มเอามวลสารออกจากภาชนะไม่ว่าจะเป็นน้ำหรืออากาศอย่าไปคิดว่าปั๊มทำให้ความดันต่ำลงครับปั๊มหน้าที่แค่ดูดเอาสารออกจากระบบ ส่วนสารในระบบเป็นคนที่ทำให้เกิดความดันขึ้นมาต่างหากครับ



ความคิดเห็นที่ 11

bug (Guest)
15 เม.ย. 2547 11:01
  1. ตัวอย่างในกรณีนี้จะทำเป็นระบบปิดก็ได้ครับ ทำแบบเดียวกับน้ำยาแอร์ในระบบปรับอากาศไงครับ ประเด็นคงอยู่ที่ว่าเราควบคุมเงื่อนไขสภาวะในการทดลองได้หรือปล่าว ในกรณีนี้ถ้าภาชนะที่ใส่น้ำเป็นฉนวนที่ดีพอและเราสามารถรักษาความดันในขวดให้ต่ำมากๆมันก็เกิดน้ำแข็งได้ครับ



    อีกเรื่องคือการที่เห็นน้ำเดือดอย่าเข้าใจผิดว่ามันจะต้องมีอุณหภูมิสูง100c เสมอไปนะครับ



ความคิดเห็นที่ 30

bug (Guest)
19 เม.ย. 2547 11:32
  1. ในเรื่องเคมี

    คุณ PC ลองพิจารณาในกรณีของ pure substance ค่าk มันขึ้นกับความเข้มข้นจริงหรือ ลองค้นดูซิครับว่าค่าK eq ของปฏิกิริยานี้ควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่อันที่คุณเขียนขึ้นมาหรอกครับ แล้วก็ค่า k ขึ้นกับอุณหภูมิอย่างเดียวก็ไม่จริงนะครับ

    ยังไม่ต้องเอาเรื่องเป็นน้ำแข็งเข้าไปรวมนะเอาแค่เบื้องต้นนี่ก่อน



ความคิดเห็นที่ 37

bug (Guest)
21 เม.ย. 2547 16:16
  1. คุณ Chemist แน่ใจหรือครับว่าการลดความดันไม่รบกวนสมดุล

    แล้วความเข้มข้นของน้ำเป็นยังไงครับผมเข้าใจว่า นี้ไม่ใช่สารละลายนะน้ำเพียวๆ มันไม่มีเทอมของความเข้มข้นเข้ามาเกี่ยวข้องหรอกครับ ผมถึงให้น้องเขาไปค้นดู ว่า K ของสมดุลอันนี้มันขึ้นกับอะไร จากtext เคมีที่ผมอ่านเขาเขียนไว้เลยว่ามันขึ้นกับ ความดันไอ ครับไม่มีเทอมของความเข้มข้นเลย

    และจากหลักของ ชาเตอลิเยร์ เรารบกวนสมดุลย์ของการเปลี่ยนเฟสโดยการลดความดัน ระบบก็จะปรับตัวในทิศที่จะลดการรบกวนโดยการเพิ่มปริมาณส่วนที่เป็นไอเพื่อชดเชยความดันที่เสียออกไปคำตอบมันก็มาทิศทางเดียวกันแล้วนี่ครับ



ความคิดเห็นที่ 43

bug (Guest)
22 เม.ย. 2547 14:03
  1. ผม miss concept ไปหลายจุด เอาใหม่ครับ

    ขอเสนอดังนี้ครับ

    ในระบบของเรามี อากาศกับน้ำอยู่ขวดแล้วกันนะครับ

    ที่ 25องศาC ความดันไอของน้ำประมาณ0.03 atm ครับ

    ให้ระบบของเราที่เริ่มต้น มีความดันรวม 1atm ครับนั้นคือpartial pressure ของน้ำ 0.03 atm

    partial pressure ของอากาศ 0.97 atm ถ้าเราเพิ่มส่วนที่เป็นอากาศปั๊มอากาศเข้าไปเช่น เพิ่มเข้าไปอีก 1 atm Pของอากาศจะกลายเป็น 1.97 ความดันรวมกลายเป็น 2atm ถึงความดันของระบบจะเปลี่ยนไป แต่อันนี้ไม่รบกวนสมดุลย์เพราะ partial pressure ของน้ำเท่าเดิมและเท่ากับความดันไอของน้ำที่อุณหภูมินั้น

    ในทางกลับกันถ้าเราสามารถปั๊มเอาแต่อากาศอย่างเดียวออกได้ ก็ไม่รบกวนสมดุลย์เช่นกันครับเพราะ P ของน้ำ ยังเท่ากับความดันไอที่อุณหภูมินั้นอยู่ เว้นแต่เราปั๊มจนอากาศออกไปหมด ถึงตรงนี้ความดันไอ ความดันของน้ำ และความดันของระบบจะเท่ากัน ซึ่งเมื่อเราปั๊มต่อไปอีก เท่ากับไปลดความดันของน้ำให้น้อยกว่าความดันไออันนี้สมดุลย์จะถูกกวนแล้วครับเพราะเมื่อความดันไอสูงกว่าความดันที่กดไว้น้ำจะต้องเดือดครับ



    ในกรณีจริงๆเราไม่สามารถปั๊มเอาแต่อากาศออกได้จะต้องมีไอน้ำปนออกไปด้วยการที่ระบบสูญเสียไอน้ำก็คือเราไปลด partial pressure ของน้ำให้ต่ำกว่าความดันไอ น้ำจะต้องระเหยเพิ่มขึ้น ตรงนี้สมดุลย์เปลี่ยนคนละเงื่อนไขกับการรบกวนในแง่ความดันของระบบ และไม่จำเป็นต้องเดือดเพราะ ถ้าความดันรวมของระบบสูงกว่าความดันไอก็ไม่เดือดครับ



ความคิดเห็นที่ 57

bug (Guest)
26 เม.ย. 2547 18:13
  1. ผมขอต่อจากความเห็นที่43 หน่อยนะครับ เรื่องการรบกวนระบบจากความดันและค่า K ไม่เปลี่ยน ผมยกตัวอย่างในกรณีการเพิ่มตัวที่ไม่เกี่ยวข้อง(อากาศ)แล้วความดันรวมของระบบเปลี่ยน แต่ไม่มีผลกับ K และกรณีที่สองคือรบกวนความดันของตัวที่เกี่ยวข้อง(น้ำ) ด้วยการดูดไอน้ำออกจากระบบไปด้วย อันนี้ก็ยังเป็นไปตามหลักสมดุล ครับ คือเราไปลดความดันน้ำและไปลดความดันรวมด้วยแต่ประเด็นหลักคือเราไปลดในส่วนของน้ำซึ่งมีผลรบกวนระบบโดยตรงระบบก็ทำงานตามหลักสมดุลย์โดยการระเหยน้ำเพิ่มขึ้นไปเพื่อรักษาความดันในส่วนของน้ำไว้หรือแปลว่าระบบพยายามจะรักษาค่า K ให้คงที่ไว้นั้นเอง ในความพยายามตรงนี้มีผลข้างเคียงครับ คือในระบบที่ส่วนที่เป็นของเหลวมีมวลปริมาณมากก็จะไม่มีปัญหาในการรักษาK ไว้เพราะการเปลี่ยนเฟสดูดพลังงาน ซึ่งจะทำให้พลังงานของระบบลดลงเพราะสูญเสียออกไปพร้อมกับไอ ถ้าการสูญเสียนี้อยู่ในระดับที่ระบบความคุมสมดุลย์ได้ อุณหภูมิจะคงที่ ถ้าการสูญเสียอยู่ในระดับที่ระบบควบคุมไม่ได้ อุณหภูมิก็จะเปลี่ยน เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน K ก็เปลี่ยนตาม เมื่อ K เปลี่ยน ความดันไอก็เปลี่ยนตามอันนี้สมดุลย์เลื่อนไปแล้ว ดังนั้นถ้าการสูญเสียไอน้ำมีมากและปริมาณน้ำในขวดมีน้อยก็มีความเป็นไปได้ครับที่น้ำจะถูกทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็งได้ เพราะการเปลี่ยนเฟสของน้ำใช้พลังงานมากกว่าการลดอุณหภูมิซะอีก 25-> 0 องศาC อันนี้เราอาจพอจะคำนวนแบบประมาณๆได้นะครับ



    ความร้อนแฝงเป็นไอที่25C x มวลของน้ำที่กลายเป็นไอ = มวลของเหลว x cp x (25-0) + ความร้อนแฝงในการหลอมเหลวที่0C x มวลของเหลว



ความคิดเห็นที่ 58

bug (Guest)
26 เม.ย. 2547 18:31
  1. อีกหน่อยครับ คือเมื่อพูดถึงเรื่องphase diagram ในความเห็นที่52 ครับ คือ เส้นแบ่งเฟสระหว่างไอน้ำกับน้ำ จะเริ่มจากจุด triple point และไปสิ้นสุดลอยๆที่อุณหภูมิและความดันค่าหนึ่ง

    ซึ่งเราเรียกว่าจุดวิกฤษ ครับ คือเลยจากนี้ไปจะไม่มีเส้นแบ่งเฟสเพราะน้ำจะกลายเป็นไอทั้งหมด เขาทดลองอย่างนี้ครับคือมีน้ำและไออย่างเดียวในภาชนะปิดแล้วให้ความร้อนเพิ่มเข้าไป ความดันและอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นโดยไม่มีการเดือดและจะมีสองเฟสไปตลอดช่วงค่าอุณหภูมิและความดันในระบบจะไต่ไปตามเส้นแบ่งเฟสจนกระทั้งถึงจุดวิกฤษ ส่วนที่เป็นของเหลวจะหายไปโดยไม่มีการเดือดครับ น่าลองดูเหมือนกันนะครับ แต่ค่ามันค่อนข้างสูงคงหาภาชนะยากสักหน่อย



ความคิดเห็นที่ 5

เด็กมอสาม (Guest)
11 เม.ย. 2547 21:14
  1. กระผมคิดว่าที่คุณนิรันดร์กล่าวมา เป็นไปได้น้อยมากครับ เนื่องจากผมยอมรับว่า การที่เราลดความดันแล้วจะทำให้อุณหภูมิลดลง และจะทำให้ค่า k เปลี่ยน ( คุณคงรู้นะว่าค่าคงที่สมดุลย์เปลี่ยนแปลงเนื่องจากการเปลี่ยนอุณหภูมิ ) ถ้าเป็นอย่างที่คุณ

    นิรันดร์ว่า แล้วทำไมก๊าซมีเทนที่บรรจุในถังที่ดูดอากาศออกหมดจึงยังคงสภาพของเหลวรวมทั้งก๊าซในถังได้ล่ะ ครับ ช่วยอธิบายด้วย เมื่อค่าคงที่เปลี่ยน สมดุลย์จะเลื่อนไปข้างหน้า น้ำจะระเหยมากขึ้น เข้าสู่สมดุลย์อีกครั้ง และขอย้ำว่าจะไม่มีอะไรกลายเป็นของแข็งเด็ดขาด ขอให้คำอธิบายของคุณนิรันดร์เป็นขั้นเป็นตอน และชัดเจนกว่านี้ด้วยนะครับ



ความคิดเห็นที่ 51

ศิษย์เอกไกรทอง (Guest)
23 เม.ย. 2547 20:09
  1. ไปลองศึกษาจาก สมการคลอเซียส-คลาเปรองต์ ละกันนะครับ

    ผมขี้เกียจพิมพ์สมการ



ความคิดเห็นที่ 1

นิรันดร์ vcharkarn vteam
7 เม.ย. 2547 09:17
  1. ตราบใดที่ยังพอมีอุณหภูมิอยู่บ้าง ถ้าคุณลดอุณหภูมิลง น้ำในขวดก็จะระเหยออกมา เพื่อรักษาสมดุลย์ แต่การที่น้ำระเหยออกมา ต้องอาศัยความร้อน ดังนั้น น้ำจะเย็นลง ๆ และในที่สุด น้ำนั้นก็จะกลายเป็นน้ำแข็งไปได้



    ผมไม่แน่ใจว่าประสิทธิภาพของเครื่องปั๊มของคุณจะดีขนาดไหนและสูบอากาศได้เร็วและทำความดันได้ต่ำมากแค่ไหน



    แต่ถ้าจะลองดู ผมว่า อย่างใส่น้ำถึง 1/3 ขวดเลย

    เอาสัก 5-10 cc ก็พอ แล้วคุณจ้องให้ดีเวลาปั๊มนะครับ

    มันอาจจะเดือดให้คุณเห็นสัก 2-3 วินาที แล้วก็จะกลายเป็นน้ำแข็งได้ในชั่วพริบตา



ความคิดเห็นที่ 4

นิรันดร์ vcharkarn vteam
8 เม.ย. 2547 10:22
  1. ในขณะที่คุณปั๊มอากาศออก ก๊าซที่อยู่ภายในภาชนะอุณหภูมิจะไม่คงที่นะครับ แต่จะลดลงด้วย



ความคิดเห็นที่ 6

นิรันดร์ vcharkarn vteam
12 เม.ย. 2547 08:52
  1. ผมขอยกคำข้อสงสัยของคุณ"เด็กม.3"(ซึ่งอยู่ชั้นเดียวกับลูกชายคนเล็กขี้สงสัยของผมพอดี)มาแล้วตอบให้ตรง ๆ ทีละจุดนะครับ



    0. กระผมคิดว่าที่คุณนิรันดร์กล่าวมา เป็นไปได้น้อยมากครับ

    ตอบ

    เข้าใจถูกต้องครับ เป็นไปได้น้อย แต่ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้




    1. แล้วทำไมก๊าซมีเทนที่บรรจุในถังที่ดูดอากาศออกหมดจึงยังคงสภาพของเหลวรวมทั้งก๊าซในถังได้ล่ะ ครับ ช่วยอธิบายด้วย

    ตอบ

    ที่คุณสงสัยไม่เป็นความจริงครับ

    เมื่อคุณดูดอากาศออกจากถัง จนหมด ไม่ได้แปลว่าไม่มีก๊าซเหลือในถัง

    มีเทนที่เป็นของเหลวจะกลายเป็นก๊าซและฟุ้งขึ้นมาจนเต็มถัง

    สรุปก็คือ ภายในถังจะเป็นของเหลวกับก๊าซอยู่รวมกัน

    เมื่อคุณนำก๊าซออกมาใช้เรื่อย ๆ ก๊าซก็จะยังเต็มถังตลอดเวลาครับ

    ก๊าซจะไม่พร่องเลย แต่จะมากขึ้นด้วยซ้ำไป

    ส่วนที่น้อยลงจะเป็นของเหลว จนกว่าของเหลวในถังจะหมด





    2. เมื่อค่าคงที่เปลี่ยน สมดุลย์จะเลื่อนไปข้างหน้า น้ำจะระเหยมากขึ้น เข้าสู่สมดุลย์อีกครั้ง

    ตอบ

    ถูกต้องครับ




    3. และขอย้ำว่าจะไม่มีอะไรกลายเป็นของแข็งเด็ดขาด

    ตอบ

    ไม่ถูกต้องครับ

    คุณต้องกลับไปอ่านความคิดเห็นที่ 1 ย่อหน้าที่ 2

    การที่เหตุการที่ผมเล่ามา จะเกิดขึ้นได้ คุณจะต้องปั๊มให้เร็วพอ

    ต้องไม่รอให้พลังงานความร้อนจากสิ่งแวดล้อม ทะลักเข้าสู่ระบบ

    อุณหภูมิของระบบก็จะลดลงได้ ซึ่งเป็นไปตามกฏ thermodynamics ข้อ 1 ซึ่งโดยพื้นฐานคุณคงจะยังไม่ได้เรียนเพราะเพิ่งอยู่ม.3 ผมเข้าใจว่าเด็กมัธยม น่าจะเรียนในวิชาฟิสิกส์ ม.6 หรือในเคมีม.ปลายชั้นใดชั้นหนึ่ง แต่ไม่ใช่ ม.3

    การที่เราปั๊มเอาอากาศออก อากาศที่เหลืออยู่จะขยายตัวจนเต็มภาชนะตลอดเวลา(ซึ่งตรงนี้ คุณเข้าใจผิดตั้งแต่แรก โดยคิดว่าของเหลวเต็มภาชนะ) การที่ก๊าซมีการขยายตัว เป็นการทำงาน เมื่อมีการทำงาน ก็จะทำให้พลังงานที่มีอยู่ภายในมวลก๊าซลดลง ส่งผลให้อุณหภูมิของระบบลดลง รวมถึงการที่ของเหลวกลายเป็นไอ(ซึ่งตรงนี้ คุณเข้าใจผิดตั้งแต่แรก โดยคิดว่าของเหลวเต็มภาชนะ และทำให้คิดต่อไม่ได้) ก็ต้องการพลังงานจำนวนหนึ่ง ที่เรียกว่า ปริมาณความร้อนแฝง (ซึ่งตรงนี้เด็กม.3 ควรจะเรียนแล้ว)





    ขอฝากนิดหนึ่ง

    ระวังคำว่าเด็ดขาดหน่อย



    พระพุทธองค์ทรงสอนว่า

    สัพเพธัมมาอนิจจา

    หมายความว่า สิ่งทังหลายทั้งปวงไม่เที่ยงแท้แน่นอน

    สัพเพธัมมาทุกขา

    หมายความว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

    เข้ากันได้กับวิชาวิทยาศาสตร์พอดิบพอดีเลยครับ



    สุขสันต์วันสงกรานต์

    อย่าลืมไปกราบเท้าขอพรผู้ใหญ่นะครับ

    นิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา

    หมายความว่า

    การรู้จักบุญคุณและการตอบแทนบุญคุณ เป็นเครื่องหมายของคนดี

    ซึ่งตรงกับประเพณีสงกรานต์พอดิบพอดีครับ



ความคิดเห็นที่ 26

นิรันดร์ vcharkarn vteam
17 เม.ย. 2547 11:08
  1. ตอบตรง ๆ นะครับ

    ไม่ถูกครับ

    น้ำไม่ได้ดูดความร้อนจากสิ่งแวดล้อมแล้วจึงเดือด

    น้ำเดือดเพราะความดันสิ่งแวดล้อมลดลงจนเท่ากับความดันไอของน้ำที่อุณหภูมินั้น

    ขณะที่น้ำเดือดและกลายเป็นไอ ไอน้ำ ได้พาเอาความร้อนที่มีอยู่ในน้ำออกไป ทำให้พลังงานจลน์โดยเฉลี่ยของอณูน้ำที่เหลือลดลงจนต่ำกว่าจุดเยือกแข็งของนำ และน้ำก็แข็ง



    ลองกลับไปพิจารณาความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 17 ดี ๆ ครับ



ความคิดเห็นที่ 24

นิรันดร์ vcharkarn vteam
16 เม.ย. 2547 18:28
  1. ที่จริงแล้ว ฟิสิกส์ กับเคมี รวมกัน เรียกว่า วิทยาศาสตร์กายภาพครับ

    มันแยกไม่ขาดจากกันหรอกครับ

    บางคนแอบเรียกเคมีว่า ฟิสิกส์ของวาเลนซ์อิเล้กตรอน

    ถ้าผมจำไม่ผิด

    นักฟิสิกส์บางคนก็ได้รางวัลโนเบลทางเคมี ก็คงจะเป็นท่านรัทเธอร์ฟอร์ด

    และก็มีนักเคมีได้รางวัลโนเบลทางฟิสิกส์ ก็น่าจะเป็นท่านมาดามคูรี



    เพื่อนผมมีอยู่ 1 คน(เท่าที่ผมทราบ)เรียนปริญญาตรีเคมี แต่มาทำด็อกเตอร์ทางฟิสิกส์(ดร.จ่ายฮก เอียบ)



    สรุปว่า ฟิสิกส์ เคมีเป็นพี่น้องท้องเดียวกันล่ะครับ(ผมสรุปเอง นะครับ เด็ก ม.3 หรือ ม.อื่นอย่าเอาไปอ้างกับครูนะครับ สอบตกผมไม่รับรองนะครับ )



ความคิดเห็นที่ 22

นิรันดร์ vcharkarn vteam
16 เม.ย. 2547 12:36
  1. การทดลองที่คุณอาจจัดให้เกิดขึ้นได้อย่างที่ผมเล่าให้ฟังคือแข็งจากการเดือดหรือเดือดจนแข็ง


    http://physicslearning.colorado.edu/display.asp?Code=4C31.20&Type=Demos



    คุณ"เด็กม.3"ลองชวนครูที่โรงเรียนทำเล่นดูนะครับ

    ผมเป็นเด็ก ผมก็ดื้อเหมือนกัน(แก่แล้วก็ดื้อกว่าเก่าเสียอีก)

    ครูสอนถ้าขัดแย้งกับความเชื่อที่ผมมีอยู่ ผมก็ดื้อไม่เชื่อ ขนาดยอมสอบตกก็เคย

    จนผมประจักษ์จริงแล้วจึงเชื่อ



    แต่การดื้ออย่างมีเหตุผล กับดื้อรั้นดันทุรัง ไม่เหมือนกันนะครับ



    ขอบคุณที่ยังตามอ่านความคิดเห็นของผมทั้งที่อ่านแล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง




ความคิดเห็นที่ 21

นิรันดร์ vcharkarn vteam
16 เม.ย. 2547 12:24
  1. ลูกผมบอกว่าพ่อนี่วัยชราแล้วนะยัง....(เขิน ไม่บอกต่อ)

    ผมมีหลานปู่คนหนึ่งแล้ว คิดว่าไม่นานคงจะมีหลานตา

    แต่คำขอบคุณ ผมว่า เราฝึกทำไว้ให้เด็กรุ่นหลัง เห็น ก็เป็นสิ่งที่ดี

    วัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง ผมเองก็เคยถูกสอนมาอย่างที่คุณ"Chemist"ว่าก็คือถ้าผู้ใหญ่กว่าทำประโยชน์ให้เรา เราก็ขอบคุณ ถ้าเป็นเด็กกว่าทำให้ก็ขอบใจ อย่างที่คุณว่านั้นถูกต้อง

    แต่ ทำดีเกินไป ดีกว่าทำดีน้อยไป รับไว้ไม่เสียหายหรอกครับ



    กลับมาต่อที่ฟิสิกส์กัน



    ถ้าทำอย่างที่ในความคิดเห็นที่ 19 นั้น คุณจะไม่เห็นน้ำเดือดหรอกครับ

    เนื่องมาจาก

    ตอนที่น้ำแข็งละลายนั้น ความร้อนจากสิ่งแวดล้อมได้ไหลเข้ามาในระบบตลอดเวลาอย่างช้า ๆ ทำให้ความดันเหนือผิวน้ำค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง(ลองย้อนกลับไปดูข้อสรุปในความคิดเห็นที่ 17 ครับ)



ความคิดเห็นที่ 17

นิรันดร์ vcharkarn vteam
16 เม.ย. 2547 09:03
  1. ขอบคุณคุณ"Chemist"ที่มาช่วยให้ความกระจ่างแก่"เด็กมอ3"ด้วยนะครับ



    คุณ"Chemist"ครับ

    นิยามการเดือดก็คือ การที่ของเหลวมีความดันไอเท่ากับความดันของสิ่งแวดล้อมครับ

    คุณอาจทำได้หลายอย่าง

    1. เพิ่มความดันไอให้กับของเหลว(โดยการเพิ่มอุณหภูมิ)

    2. ลดความดันของสิ่งแวดล้อม(โดยการเอาของเหลวไว้ในภาชนะปิด แล้วสูบอากาศออก)

    ในกรณีที่ 2. ถ้าคุณลดความดันลงอย่างช้า ๆ น้ำระเหยออกไปมากแล้วพาความร้อนไปจนน้ำที่เหลือเย็นลง ก็ไม่ทันได้เดือดก็แข็งเสียก่อน

    แต่ถ้าคุณลดความดันลงได้อย่างรวดเร็วพอจนน้ำมีความดันไอเท่ากับสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะแข็ง มันก็จะเดือดได้ครับ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น