วิชาการดอทคอม ptt logo

บทคัดย่อ+บทที่ 3 ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

โพสต์เมื่อ: 18:18 วันที่ 8 ก.ย. 2554         ชมแล้ว: 8,252 ตอบแล้ว: 0
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> ครูคุยทั่วไป
บทคัดย่อ ชื่อเรื่อง : ผลการใช้บทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ชื่อผู้ศึกษา : วาสนา แสนขันแก้ว หน่วยงาน : โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เชียงราย เขต 4 ปีที่ทำการศึกษา : ปีการศึกษา 2552 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อสร้างบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่าย ของตนเองและครอบครัว กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย บทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด จำนวน 6 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และแบบสอบถามความความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชน บ้านต้าตลาด ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ ผลการศึกษา พบว่า จากการดำเนินการศึกษาตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ สามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1. บทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว กลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 คือมีประสิทธิภาพ 82.00/83.20 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2552 ที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 25.20 คิดเป็นร้อยละ 84.00 และคะแนนเฉลี่ย ก่อนเรียน เท่ากับ 13.16 คิดเป็นร้อยละ 43.87 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชน บ้านต้าตลาด ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว อยู่ในระดับ มาก (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.42) และเมื่อแยกพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ถึงมากที่สุด ทุกรายการ โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ นักเรียนมีความสุข สนุกสนานเมื่อเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.69) รองลงไป ได้แก่ นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข และนักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ (ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.67) บทที่ 3 วิธีดำเนินการศึกษา การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ เป็นการพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่าย ของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ปีการศึกษา 2552 ศึกษาได้ดำเนินการ ดังนี้ 1. ประชากร 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 3. แผนแบบการทดลอง 4. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การจัดทำกับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นเครื่องมือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ได้แก่ 1. บทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย จำนวน 6 เล่ม ประกอบด้วย 1.1 บทเรียนสำเร็จรูปเล่มที่ 1 เรื่อง รายได้ของครอบครัว 1.2 บทเรียนสำเร็จรูปเล่มที่ 2 เรื่อง รายจ่ายของครอบครัว 1.3 บทเรียนสำเร็จรูปเล่มที่ 3 เรื่อง รายได้ของตนเอง 1.4 บทเรียนสำเร็จรูปเล่มที่ 4 เรื่อง รายจ่ายของตนเอง 1.5 บทเรียนสำเร็จรูปเล่มที่ 5 เรื่อง การวางแผนใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว 1.6 บทเรียนสำเร็จรูปเล่มที่ 6 เรื่อง ออมเป็นมีใช้ไม่ขัดสน 2. แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด แบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. บทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว กลุ่มสาระ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด การสร้างบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 เล่ม ได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1.1 ศึกษาเอกสาร ทฤษฎี ผลการวิจัย การสร้างบทเรียนสำเร็จรูป และการหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป 1.2 ศึกษาหลักสูตร เอกสารหลักสูตร การจัดสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น โครงสร้างหลักสูตรและตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1.3 เลือกสาระที่นำมาสร้างบทเรียนสำเร็จรูป โดยเป็นในสาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว และวางโครงเรื่อง กำหนดจุดประสงค์ ของแต่ละเรื่อง 1.4 สร้างบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ซึ่งผู้ศึกษาได้กำหนดเนื้อหาและจุดประสงค์ เพื่อจัดทำเป็นแผนจัดการเรียนรู้ได้ 6 แผน 1.5 นำเนื้อหาที่ได้จัดทำแผนจัดการเรียนรู้เขียนเป็นบทเรียนสำเร็จรูปในลักษณะบทเรียนสำเร็จรูปแบบเส้นตรง ตามจุดประสงค์ เนื้อหา ที่กำหนดไว้ โดยแบ่งกรอบเนื้อหา ออกเป็น 6 เล่ม เพื่อให้ผู้เรียนสะดวกในการศึกษาค้นคว้าในเนื้อหาแต่ละเล่ม มีรายละเอียด ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 เนื้อหาในบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในแต่ละเล่ม บทเรียนสำเร็จรูป กรอบเนื้อหา เล่ม 1 รายได้ของครอบครัว กรอบที่ 1 รายได้ของครอบครัว กรอบที่ 2 การทำงานที่ก่อให้เกิดรายได้ กรอบที่ 3 การทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กรอบที่ 4 อาชีพสุจริต กรอบที่ 5 รายได้ประจำ กรอบที่ 6 อาชีพที่มีรายได้ประจำ กรอบที่ 7 รายได้จากการผลิตสินค้าและบริการ กรอบที่ 8 อาชีพที่มีรายได้จากการผลิตและบริการ กรอบที่ 9 รายได้เสริม กรอบที่ 10 อาชีพเสริมมีอะไรบ้าง เล่ม 2 รายจ่ายของครอบครัว กรอบที่ 1 รายจ่ายของครอบครัว กรอบที่ 2 รายจ่ายของครอบครัวมีอะไรบ้าง กรอบที่ 3 รายจ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต กรอบที่ 4 รายจ่ายที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ กรอบที่ 5 รายจ่ายประจำวัน กรอบที่ 6 รายจ่ายประจำเดือน กรอบที่ 7 รายจ่ายที่ไม่แน่นอน กรอบที่ 8 รายได้น้อยใช้จ่ายมาก กรอบที่ 9 รายได้มากใช้จ่ายน้อย กรอบที่ 10 หลักการใช้จ่ายที่เหมาะสม ตารางที่ 1 (ต่อ) บทเรียนสำเร็จรูป กรอบเนื้อหา เล่ม 3 รายได้ของตนเอง กรอบที่ 1 รายได้ของตนเอง กรอบที่ 2 การช่วยพ่อแม่ทำงานที่ก่อให้เกิดรายได้ กรอบที่ 3 การช่วยพ่อแม่ทำงานที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ กรอบที่ 4 รู้จักออมเพิ่มรายได้ กรอบที่ 5 รายได้จากเงินรางวัล กรอบที่ 6 รายได้จากของขวัญ กรอบที่ 7 เพิ่มรายได้ด้วยความพอเพียง เล่ม 4 รายจ่ายของตนเอง กรอบที่ 1 รายจ่ายของนักเรียน กรอบที่ 2 การใช้จ่ายที่เหมาะสมสำหรับนักเรียน กรอบที่ 3 การใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมสำหรับนักเรียน กรอบที่ 4 การใช้จ่ายอย่างพอเพียง กรอบที่ 5 รู้จักใช้จ่ายสิ่งที่เป็นประโยชน์ กรอบที่ 6 รู้จักใช้เงินในการเลือกซื้อ กรอบที่ 7 รู้จักจัดสรรแบ่งปันเงินบางส่วน กรอบที่ 8 การซื้อสินค้าด้วยเงินสะสม เล่ม 5 การวางแผนใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว กรอบที่ 1 ความหมายของการวางแผนการใช้จ่ายเงิน กรอบที่ 2 ใครควรเป็นผู้วางแผนการใช้จ่ายเงิน กรอบที่ 3 ร่วมกันวางแผนการใช้จ่าย กรอบที่ 4 มาเริ่มการวางแผนการใช้จ่ายเงิน กรอบที่ 5 การบันทึกรายรับ-รายจ่าย กรอบที่ 6 ตัวอย่างบันทึกรายรับรายจ่ายของครอบครัว กรอบที่ 7 ตัวอย่างบันทึกรายรับรายจ่ายของตนเอง กรอบที่ 8 ประโยชน์ของการบันทึกรายรับรายจ่าย ตารางที่ 1 (ต่อ) บทเรียนสำเร็จรูป กรอบเนื้อหา เล่ม 6 ออมเป็นมีใช้ ไม่ขัดสน กรอบที่ 1 การออมคืออะไร กรอบที่ 2 การออมที่ดี กรอบที่ 3 การออมกับคุณธรรม กรอบที่ 4 ความสำคัญของการออม กรอบที่ 5 การออมระยะสั้น กรอบที่ 6 การออมระยะกลาง กรอบที่ 7 การออมระยะยาว กรอบที่ 8 วิธีการออมเงินด้วยตนเอง กรอบที่ 9 ตัวอย่างการออม กรอบที่ 10 ผลดีของการออม 1.6 สร้างแบบประเมินบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยกำหนดการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญดังนี้ 5 หมายถึง มีคุณภาพมากที่สุด 4 หมายถึง มีคุณภาพมาก 3 หมายถึง มีคุณภาพปานกลาง 2 หมายถึง มีคุณภาพน้อย 1 หมายถึง มีคุณภาพน้อยที่สุด นำบทเรียนสำเร็จรูปที่สร้างขึ้นพร้อมทั้งแบบประเมินบทเรียนสำเร็จรูป ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบข้อบกพร่องและความสมบูรณ์ของเนื้อหา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประกอบด้วย 1.6.1 นางวิภาวดี สิงขรวัฒน์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทิงวิทยาคม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 36 (เชียงราย-พะเยา) 1.6.2 นายอุดม ชิดชม ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านร่องขุ่นป่าข่า กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 1.6.3 นางวิไลวรรณ ชิดชม ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านป่าตาลใต้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 1.6.4 นางตติยา นพวงศ์ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอนุบาลบ้านพระเนตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 1.6.5 ดร.โชคชัย แสนขันแก้ว ครูชำนาญการ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย 1.7 นำผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน มาหาค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ระดับคุณภาพ โดยยึดเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ระดับคะแนนเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไป จึงจะนำไปใช้ โดยเทียบกับเกณฑ์ ดังนี้ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 72-73) ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 หมายถึง มีคุณภาพมากที่สุด ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.51 – 4.50 หมายถึง มีคุณภาพมาก ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.51 – 3.50 หมายถึง มีคุณภาพปานกลาง ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.51 – 2.50 หมายถึง มีคุณภาพน้อย ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.00 – 1.50 หมายถึง มีคุณภาพน้อยที่สุด จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญพบว่า คุณภาพของบทเรียนสำเร็จรูปทั้ง 6 เล่ม มีความเหมาะสมอยู่ระหว่าง 4.35 – 4.68 (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม ที่ภาคผนวก ค) ซึ่งแสดงว่าบทเรียนสำเร็จรูปมีคุณภาพอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ ก่อนนำไปทดลองใช้ 1.8 นำบทเรียนสำเร็จรูปที่ได้รับการปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ ดังนี้ 1.8.1 ทดลองครั้งที่ 1 การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง โดยทดลองกับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนบ้านต้านาล้อม จำนวน 3 คน ประกอบด้วยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สูง ปานกลาง และต่ำ อย่างละ 1 คน ผู้ศึกษาได้ชี้แจงให้นักเรียนทั้ง 3 คน เข้าใจขั้นตอนการเรียนจากบทเรียนสำเร็จรูป แล้วให้นักเรียนได้เรียนบทเรียนสำเร็จรูปทีละบทอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ ผู้ศึกษาสังเกตพฤติกรรมผู้เรียนแต่ละคนและจดบันทึกไว้ นำผลการทดลองมาคำนวณหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ปรากฏว่า มีประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ (ดังแสดงในภาคผนวก ค) และจากการทดลอง พบว่า การเขียนตอบนักเรียนบางคน ทำได้ช้า เนื่องจากนักเรียนอ่านและเขียนหนังสือไม่คล่อง ครูต้องเข้าไปดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดในวิธีการศึกษาบทเรียนสำเร็จรูป และนำข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไขบทเรียนสำเร็จรูปให้ดีขึ้น 1.8.2 ทดลองครั้งที่ 2 การทดลองแบบกลุ่มเล็ก ทดลองกับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านต้าหลวง ปีการศึกษา 2551 จำนวน 9 คน ประกอบด้วยนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สูง ปานกลาง และต่ำ อย่างละ 3 คน ให้นักเรียนทดสอบก่อนเรียนทั้งกลุ่ม หลังจากนั้นให้เรียน หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว จากบทเรียนสำเร็จรูปทั้ง 6 เล่ม แล้วให้ทดสอบหลังเรียน เพื่อหาข้อบกพร่องของบทเรียน ทางด้านภาษา เนื้อหา เวลาที่ใช้ และภาพประกอบ โดยสังเกต จากพฤติกรรมขณะทำบทเรียนสำเร็จรูปและซักถามปัญหาต่างๆ ที่นักเรียนพบจากบทเรียนสำเร็จรูป นำผลการทดลองมาคำนวณหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป ปรากฏว่าบทเรียนสำเร็จรูปมีประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ (ดังแสดงในภาคผนวก ค) ปรับปรุงแก้ไขเอกสารการสอน 1.8.3 ทดลองครั้งที่ 3 ทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ปีการศึกษา 2551 ทั้งห้อง จำนวน 23 คน นำผลการทดลองมาคำนวณหาประสิทธิภาพ โดยเทียบกับเกณฑ์ 80/80 พบว่าประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูป จากการทดลองใช้ครั้งที่ 3 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (ดังแสดงในภาคผนวก ค) 1.9 ปรับปรุง แก้ไข และทำต้นแบบบทเรียนสำเร็จรูปให้สมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้ กับกลุ่มประชากร ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ปีการศึกษา 2552 ต่อไป 2. แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ผู้ศึกษาได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 2.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เกี่ยวกับหลักสูตร จุดมุ่งหมาย โครงสร้าง และศึกษาสาระและมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม แนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2 ศึกษาเนื้อหาสาระ หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว จากผังมโนทัศน์ และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2.3 ศึกษาวิธีการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ จากคู่มือการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระ การเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 2.4 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รายละเอียดดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลา 1. รายได้ของครอบครัว ทุกครอบครัวจำเป็นต้องทำงาน เพื่อหารายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งรายได้ของครอบครัว เป็น เงิน สิ่งของ หรือบริการที่ครอบครัวได้รับผลตอบแทนจากการใช้แรงกาย สติปัญญา และความรู้ความสามารถของคนในครอบครัว ในการประกอบอาชีพที่สุจริต 1. บอกที่มาของรายได้ของคนในครอบครัวได้ 2. รู้และเข้าใจการทำงานที่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งด้านการผลิตและการบริการของครอบครัว 2 ชั่วโมง 2. รายจ่ายของครอบครัว รายจ่ายของครอบครัว เป็นเงินที่ใช้ในการซื้อสิ่งต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต รายจ่ายของแต่ละครอบครัวนั้นจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกในแต่ละครอบครัว รวมทั้งการรู้จักใช้เงินของคนในครอบครัวด้วย 1. บอกที่มาของรายจ่ายของคนในครอบครัวได้ 2. รู้และเข้าใจการใช้จ่ายที่เหมาะสมกับครอบครัว 3. บอกหลักการใช้จ่ายที่เหมาะสมได้ 2 ชั่วโมง 3. รายได้ของตนเอง รายได้ของนักเรียนมาจากเงินที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองให้ไปเป็นค่าใช้จ่ายที่โรงเรียนในแต่ละวัน นักเรียนบางคนอาจทำงานพิเศษในวันหยุดหรือช่วงปิดภาคเรียนเพื่อหารายได้มาใช้จ่าย 1. บอกที่มาของรายได้ของตนเองได้ 2. รู้และเข้าใจการทำงานที่ก่อให้เกิดรายได้ทั้งด้านการผลิตและการบริการของตนเอง 2 ชั่วโมง ตารางที่ 2 สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ต่อ) สาระการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลา 4. รายจ่ายของตนเอง รายจ่ายของราในแต่ละวันมักจะใช้เป็นค่าอาหารกลางวัน ค่าขนม ค่าของเล่นที่โรงเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน การใช้จ่ายที่เหมาะสมจะทำให้เรามีเงินเพียงพอ การไม่ซื้อทุกอย่างที่อยากได้ เลือกซื้อเฉพาะสิ่งของที่จำเป็น จะทำให้เรามีเงินเหลือเก็บ 1. อธิบายเกี่ยวกับรายจ่ายของตนเองได้ 2. รู้และเข้าใจการใช้จ่ายที่เหมาะสมกับตนเอง 2 ชั่วโมง 5. การวางแผนการใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว การวางแผนการใช้จ่ายเงิน เป็นการกำหนดว่าเราจะใช้จ่ายเงินไปทำอะไร ปกติทุกคนจะมีรายจ่ายมากมาย แต่เมื่อรายได้มีจำกัด กากรเลือกซื้อสิ่งของจึงควรมีการวางแผนการใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าก่อน และตัดสินใจซื้อด้วยความรอบคอบ 1. รู้และเข้าใจการวางแผนการใช้จ่ายของตนเองและครอบครัวได้ 2. รู้และเข้าใจการบันทึกรายรับรายจ่ายของตนเองและครอบครัว 2 ชั่วโมง 6. ออมเป็นมีใช้ไม่ขัดสน การออม เป็นการเก็บสะสมเงินไว้เพื่อนำมาใช้เมื่อมีความจำเป็น เงินออมสามารถช่วยให้เราวางแผนในการซื้อสิ่งของต่าง ๆ ในอนาคต การที่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันประหยัด เป็นการลดรายจ่ายให้กับครอบครัว และทำให้ครอบครัวมีเงินออมเก็บไว้ใช้ในวันข้างหน้า 1. อธิบายความหมายและความสำคัญการออมเงินได้ 2. บอกผลดีของการออมเงินได้ 3. รู้และเข้าใจวิธีการออมเงิน 2 ชั่วโมง 2.4 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตามหัวเรื่องให้ครอบคลุมเนื้อหาและสอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ จำนวน 6 แผน โดยแต่ละแผนจะประกอบไปด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ในแต่ละแผน ดังนี้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง รายได้ของครอบครัว แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง รายจ่ายของครอบครัว แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง รายได้ของตนเอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง รายจ่ายของตนเอง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง การวางแผนใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง ออมเป็นมีใช้ไม่ขัดสน 2.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ (ดังแสดงในภาคผนวก ก) เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม โดยได้แก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 2.6 สร้างแบบประเมินคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนสำเร็จรูป เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยกำหนดการให้คะแนนของผู้เชี่ยวชาญดังนี้ 5 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อยที่สุด นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นพร้อมทั้งแบบประเมิน ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ความเหมาะสม และผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน มาหาค่าเฉลี่ยตามเกณฑ์ระดับคุณภาพ โดยยึดเกณฑ์ตัดสินคุณภาพแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ระดับคะแนนเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไปจึงจะนำไปใช้ โดยเทียบกับเกณฑ์ ซึ่งปรับปรุงจากหนังสือการวิจัยเบื้องต้น (บุญชม ศรีสะอาด. 2545 : 103) ดังนี้ ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.51 – 4.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.51 – 3.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.51 – 2.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อย ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.00 – 1.50 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อยที่สุด จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญพบว่า คุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.49 (ดังแสดงในภาคผนวก ค) ซึ่งแสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 2.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการแก้ไขปรับปรุงไปทดลองใช้ร่วมกับบทเรียนสำเร็จรูป และปรับปรุงก่อนนำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มประชากร 3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบปรนัย ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 3.1 ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.2 ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สารที่ 3 เศรษฐศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ศึกษามาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงค์การเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ 3.3 จัดทำตารางวิเคราะห์เนื้อหาและระดับพฤติกรรมการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยวิเคราะห์เนื้อหาและสัดส่วน ของข้อสอบที่ใช้ทดสอบและข้อสอบที่ต้องการ แล้วสร้างเป็นแบบเลือกตอบ (Multiple choice) ชนิด 3 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 3.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน พิจารณาตรวจสอบความถูกต้อง ความครอบคลุมในเนื้อหา โดยกำหนดค่าคะแนนของผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ +1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบวัดได้ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 0 หมายถึง เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบวัดได้ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ -1 หมายถึง เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบวัดได้ไม่ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ จากการนำคะแนนที่ได้จากการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ มาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ได้ค่าเท่ากับ 1.0 ทุกข้อ (ดังแสดงในภาคผนวก ค) จากนั้นแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น 3.5 นำแบบทดสอบที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ แล้วนำไปทดลองใช้ (Try -Out) กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ปีการศึกษา 2551 จำนวน 23 คน นำผลมาวิเคราะห์หาความยากง่าย (Item Difficulty) และค่าอำนาจจำแนก (Item Discriminating Power) ของแบบทดสอบโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Simple Items Analysis คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย อยู่ระหว่าง 0.20-0.80 และ ค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ไว้จำนวน 30 ข้อ (ดังแสดงในภาคผนวก ค) 3.2 นำข้อสอบที่ได้มาตรฐานตามที่คัดเลือกไว้ 30 ข้อ ไปทดลองใช้ กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนอนุบาลบ้านพระเนตร จำนวน 21 คน เพื่อหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป Simple Items Analysis ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.911 (ดังแสดงในภาคผนวก ค) 3.3 จัดพิมพ์แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อใช้กับกลุ่มประชากรเป้าหมายในปีการศึกษา 2552 ต่อไป 4. แบบสอบถามความความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ผู้ศึกษาได้ดำเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 4.1 ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ จากตำราการวัดผลการศึกษา และหนังสือการวิจัยทางการศึกษา 4.2 สร้างข้อความที่แสดงความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 1 ฉบับ โดยที่ข้อความหนึ่ง ๆ มีความหมายเดียว ใช้ภาษาที่ง่ายและชัดเจน จำนวน 12 รายการ ดังนี้ 4.2.1 เนื้อหาในบทเรียนสำเร็จรูปไม่ยากเกินไป 4.2.2 เนื้อหาในบทเรียนสำเร็จรูปทำให้นักเรียนเข้าใจง่าย 4.2.3 เมื่อนักเรียนไม่เข้าใจขั้นตอนใดสามารถย้อนกลับมาศึกษาใหม่ได้ 4.2.4 นักเรียนรู้สึกภูมิใจเมื่อตอบคำถามได้ 4.2.5 นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข 4.2.6 นักเรียนพอใจที่สามารถตรวจคำตอบด้วยตนเอง 4.2.7 นักเรียนพอใจที่ได้ทำกิจกรรมด้วยตนเอง 4.2.8 มีการทดสอบก่อนและหลังเรียนทำให้ทราบความก้าวหน้า 4.2.9 นักเรียนพอใจที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน 4.2.10 นักเรียนชอบเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป 4.2.11 นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 4.2.12 นักเรียนรู้สึกมีความสุขและสนุกสนานที่เรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป 4.3 นำแบบสอบถามความพึงพอใจที่สร้างเสร็จให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน(รายนามผู้เชี่ยวชาญดังภาคผนวก ก) พิจารณาความครอบคลุม ถูกต้อง เหมาะสมของภาษา แล้วนำมาคำนวณหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ได้ค่าเท่ากับ 1.0 ทุกข้อ (ดังแสดงในภาคผนวก ค) จากนั้นแก้ไขปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 4.4 นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ไปทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ทั้งห้อง จำนวน 23 คน (กลุ่มเดียวกับที่ทดลองใช้บทเรียนสำเร็จรูปครั้งที่ 3) แล้วคำนวณหาค่า ความเชื่อมั่นของทั้งฉบับด้วยวิธีการของครอนบาค (Cronbach) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 (ดังแสดงในภาคผนวก ค) 4.5 จัดพิมพ์แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยบทเรียนสำเร็จรูป เป็นฉบับจริงเพื่อนำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มประชากร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ในปีการศึกษา 2552 ต่อไป แผนแบบการทดลอง การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงทดลอง ด้วยแผนแบบการทดลอง One Group Pretest –Posttest Design โดยการจัดให้มีการทดสอบก่อนเรียนและทดสอบหลังเรียน ดังภาพต่อไปนี้ ภาพที่ 6 แสดงแผนแบบการทดลอง ที่มา : (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538 : 249) เมื่อ T1 หมายถึง การทดสอบก่อนที่จะจัดกระทำการทดลอง (Pretest) X หมายถึง การจัดกระทำ (Treatment) T2 หมายถึง การทดสอบหลังที่จัดกระทำการทดลอง (Posttest) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการทดลองด้วยตนเองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวนนักเรียน 25 คน โดยดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หน่วย รายได้และรายจ่าย ของตนเองและครอบครัว แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ใช้เวลา 60 นาที ตรวจและบันทึกคะแนน 2. ผู้ศึกษาดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียน หน่วย รายได้และรายจ่ายของตนเองและครอบครัว ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนบ้านต้าตลาด ในระหว่างวันที่ 3 พฤศจิกายน ถ


art-22@live.com(180.180.128.47)





ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม