เอทิลแอลกอฮอล์ กับเมทิลแอลกอฮอล์มีสมบัติอย่างไรฮะ

ลืมปายแล้วอ่ะ
23 พ.ค. 2547 11:12
23 ความเห็น
49286 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1  DJ (Guest)

รู้แต่ว่า ติดไฟได้เหมือนกัน ละลายน้ำก้อได้ แต่ เอทิลฯน่ะกินได้ เมทิลฯกินมะได้อ่ะ
23 พ.ค. 2547 11:59


ความคิดเห็นที่ 2 ffhfghg (Guest)

ไปหาในหนังสือไป
3 มิ.ย. 2547 12:51


ความคิดเห็นที่ 3 66666 (Guest)

สมบัติเหมือนกันครับ แตกต่างกันที่ความเข้มข้น เมทิลเข้มข้นมากกว่า 90 % กินไม่ได้ ไอระเหยค่อนข้างอันตราย มีจุดวาบไฟต่ำ (ประมาณ 60 - 70 องศา )
3 มิ.ย. 2547 15:23


ความคิดเห็นที่ 5 โดย Omkoy

เอทิลแอลกอฮอล์กินได้นะครับ ก็ที่หมักเหล้าเบียร์หรือไวน์ต่างๆแล้วเกิดแอลกอฮอล์ก็ตัวนี้แหละครับ ส่วนเมทิลแอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่อร่างกาย ถ้ากินหรือสูดดมมากๆความดันจะสูงขึ้นฉับพลัน ตาจะบอด เมทิลแอลกอฮอล์จะทำปฏิกิริยากับสารเคมีในร่างกายเปลี่ยนเป็นฟอร์มาลดีไฮด์(ฟอร์มาลีนที่ใช้ดองศพ) ซึ่งเป็นพิษมาก คนกินจะม่องเท่งในไม่กี่ชม.
22 ธ.ค. 2547 17:53


ความคิดเห็นที่ 6 อยากตอบ (Guest)

เมทิลแอลกอฮอล์มีคาร์บอนแค่ตัวเดียว ส่วนเอทิลแอลกอฮอล์มีคาร์บอน 2 ตัว และเมทิลแอลกอฮอล์ก็เป็นพิษต่อร่างกายด้วย
12 ม.ค. 2548 18:17


ความคิดเห็นที่ 7 กิ๊ฟท์ (Guest)

เมทิลน่ะกินแล้วก็ตาบอดไม่งั้นก็ตาย ส่วนเอทิลกินได้นะ
16 ม.ค. 2548 15:15


ความคิดเห็นที่ 8 โดย ครูตี๋

ไม่ใช่ต่างกันเรื่องความเข้มข้นเลย



ชนิดต่างกัน เพราะจำนวนโมเลกุล (ขนาดโมเลกุล) ต่างกัน



โดยทั่วไป สมบัติทางกายภาพ ใกล้เคียงกันมาก
17 ม.ค. 2548 21:11


ความคิดเห็นที่ 9 linkin_pix@hotmail.com (Guest)

สูตรก็ต่างกันนะ methanol c-1 ส่วน ethanol c-2 จ้ะ ส่วนสมบัติอื่นๆก็อย่างที่ความเห็นอื่นๆเค้าบอกมานะ การเกิดปฏิกิริยาก็คล้ายๆกันนะ เพราะมี funtional gr. เหมือนกันคือ R-OH นะ
23 ก.พ. 2548 02:22


ความคิดเห็นที่ 10 คิงคอง (Guest)

web master กรุณาลบความเห็นที่ผิดจากข้อเท็จจริงอย่างรุนแรงออกไปเถอะครับ ก่อนที่น้องๆจำได้ข้อมูลผิดๆ
23 ก.พ. 2548 12:23


ความคิดเห็นที่ 11 rpprpp00@thaimail.co.th (Guest)

ของขอบคุณที่ให้ความรู้

(อรรถรส ศรี...)
3 ก.ค. 2549 17:04


ความคิดเห็นที่ 12 Joy_ralikit@hotmail.com (Guest)

น่าจะมีข้อมูลมากกว่านี้น่ะแต่ก็ขอบคุณที่ให้ความรู้
24 ก.ค. 2549 10:06


ความคิดเห็นที่ 21 โดย nanashi

แอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมัก คาร์โบไฮเดรทและเอาไว้ใช้ในการผสมเครื่องดื่ม เขาเรียกว่า “เอธิลแอลกอฮอล์” เช่น การหมักข้าวมอลต์ในการทำเบียร์ การหมักน้ำตาลเมา การหมักน้ำผลไม้ในการทำไวน์ เอธิลแอลกอฮอล์รับรองได้เลยครับว่าไม่มีพิษมีภัย ยกเว้นแต่ว่าถ้าจะบริโภคกันมากเกินไป แต่จะตรงกันข้ามกับเมธิลแอลกอฮอล์ซึ่งได้จากการกลั่นไม้หรือพืชบางชนิด เป็นสารที่มีพิษถึงตายห้ามบริโภคโดยเด็ดขาด เคยมีผู้หลงผิดใช้เมธิลแอลกอฮอล์ในการดองยา คือ จะทำคล้ายๆ กับยลิเคียวร์ที่พระคริสต์ทำกันในสมัยก่อน หรือไม่ก็ผสมทำเป็นสุราดื่ม โดยเฉพาะที่ประเทศอินเดียที่มีข่าวเสมอว่าในงานแต่งงาน แขกที่มาในงานต้องตายกันเป็นจำนวนมาก เพราะไปดื่มเหล้าที่เจ้าภาพใช้แอลกอฮอล์ผิดชนิดผสมเข้าไป

27 มี.ค. 2551 14:27


ความคิดเห็นที่ 22 kyugfgk (Guest)

ควายจิงๆๆๆๆๆๆคนที่อ่านอ่ะ 555555555+♥
27 ส.ค. 2554 21:10


ความคิดเห็นที่ 23 auuhlala@hotmail.com (Guest)

Ethyl alcohol (เอทิลแอลกอฮอล์)
คำนำ
เอทิลแอลกอฮอล์ (ethyl alcohol) หรือเอทานอล (Ethanol) เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง ได้จากการหมักพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด แอลกอฮอล์ชนิดนี้กินได้ นำมาใช้ได้หลากหลาย เช่น ใช้เป็นตัวทำละลายสี แลคเกอร์ และยา ใช้เช็ดทำความสะอาดแผล ใช้เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่ เหล้า ไวน์ และเบียร์ ใช้เป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อน ใช้ในการผลิตเครื่องสำอาง ใช้เป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ใช้ตกตะกอนกรดนิวคลีอิกในงานอณูชีววิทยา (Molecular Biology) เป็นต้น ส่วนแอลกอฮอล์อีกประเภทหนึ่งคือ เมทิลแอลกอฮอล์ (methyl alcohol) เป็นแอลกอฮอล์ที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี แอลกอฮอล์ชนิดนี้เป็นอันตรายต่อเยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่สามารถกินได้
คุณลักษณะของเอทิลแอลกอฮอล์ เป็นของเหลวไม่มีสี ระเหยได้ ไวไฟสูง สามารถละลายน้ำได้

ข้อมูลสาร
ชื่อ : Ethyl alcohol
สูตร : C2H5OH


รูปโครงสร้าง Ethyl alcoho

ข้อมูลความปลอดภัย
การหายใจเข้าไปทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ไอ เซื่องซึม และเกิดโรคน้ำท่วมปอด การสัมผัสถูกผิวหนัง ทำให้เกิดการระคายเคือง แสบไหม้ ผื่นแดง สารนี้ดูดซึมผ่านผิวหนัง การกลืนหรือกินเข้าไป ทำให้เกิดการระคายเคือง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ และมีอาการเซื่อง การสัมผัสถูกตาทำให้เกิดการระคายเคืองทำให้ตาแดง และปวดตา

การกำจัด
เนื่องจากเป็นสารที่สามารถละลายน้ำได้หากมีความเข้มข้นไม่สูงคือมีเอทานอลละลายอยู่ไม่เกิน 100 กรัมในน้ำ 1 ลิตร (ต่อ 1 วัน) สามารถทิ้งลงท่อน้ำได้ (University of California, Berkeley) แต่หากมีความเข้มข้นสูงกว่านี้ควรส่งให้หน่วยงานพิเศษสำหรับการจัดการของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำไปกำจัด โดยระบุเป็นของเสียประเภทที่ 10 Oxygenated (X: Oxygenated)
27 พ.ย. 2555 19:26

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น