ปรากฎการณ์น้ำขึ้นน้ำลง แย้งกับกฎทางฟิสิกส์หรือไม่ครับ

ผมลองค้นจาก Google แล้ว ยังไม่พบคำอธิบายที่ตอบข้อสงสัยได้
ขอผู้รู้ช่วยอธิบายให้ด้วยครับ

จุดที่ผมสงสัยคือ เราจะเรียนมาตั้งแต่เล็กแล้วว่าน้ำขึ้นสูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่อโลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน โดยให้เหตุผลว่าแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ร่วมกับแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์จะมีผลให้น้ำขึ้นได้สูงสุด

หากเป็นกรณีที่เป็นการเรียงตัวแบบ โลก - ดวงจันทร์ - ดวงอาทิตย์ คำอธิบายนี้ก็ตอบโจทย์ได้
แต่ถ้าหากเป็นการเรียงตัวแบบ ดวงจันทร์ - โลก - ดวงอาทิตย์ คำอธิบายนี้ดูจะขัดแย้งเพราะแรงลัพธ์ของแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะหักล้างกัน ซึ่งน่าจะทำให้เกิดภาวะน้ำลงมากกว่ากรณีดวงจันทร์อยู่ตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ด้วยซ้ำไป

ใครพอมีคำอธิบายดีๆสำหรับกรณีนี้ไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 1

พิทยา
17 มี.ค. 2555 12:00
  1. ดูแล้วข้อความที่ว่านี้ไม่ได้ขัดแย้งนี่ เพียงแต่"คนสงสัย" จะคิดแบบ "เถรตรง" จึงเอา "แต่ถ้าหากเป็นการเรียงตัวแบบ ดวงจันทร์ - โลก - ดวงอาทิตย์ คำอธิบายนี้ดูจะขัดแย้งเพราะแรงลัพธ์ของแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์และดวง อาทิตย์จะหักล้างกัน" ไปคิดปนกับ ข้อความ "น้ำขึ้นสูงสุดจะเกิดขึ้นเมื่อโลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน " แบบเถรตรง จริงๆ แล้ว แต่ถ้าหากเป็นการเรียงตัวแบบ ดวงจันทร์ - โลก - ดวงอาทิตย์ แรงลัพธ์ของแรงโน้มถ่วงจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะหักล้างกัน" ก็สมเหตุสมผลอยู่แล้วนี่


ความคิดเห็นที่ 2

17 มี.ค. 2555 19:46
  1. ขอบคุณ อ.พิทยาที่กรุณาให้ความเห็นครับ ประเด็นที่ผมยกขึ้นมานั้น มาจากปรากฎการณ์น้ำขึ้นสูงสุดนั้นเกิดขึ้นเมื่อโลก ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เรียงตัวอยู่ในแนวเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบ ดวงจันทร์ - โลก - ดวงอาทิตย์ หรือ โลก - ดวงจันทร์ - ดวงอาทิตย์ ในกรณีแรก แรงลัพธ์ของแรงโน้มถ่วงหักล้างกัน แต่ในกรณีที่สองแรงลัพธ์ของแรงโน้มถ่วงเสริมกัน ซึ่งการอธิบายปรากฎการณ์นี้จะอธิบายโดยใช้กรณีที่แรงลัพธ์ของแรงโน้มถ่วงเสริมกันเท่านั้น โดยละเลยที่จะอธิบายว่าทำไมแรงลัพธ์ของแรงโน้มถ่วงที่หักล้างกันก็ทำให้น้ำขึ้นสูงสุดได้เช่นกัน ส่วนกรณีน้ำลงจะเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์อยู่ในแนวตั้งฉากกัน อ.พิทยามีความเห็นอย่างไรครับ

ความคิดเห็นที่ 3

พิทยา
18 มี.ค. 2555 10:52
  1. บางส่วนจาก http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/physics1/tides/tides.htm " ... ดังนั้นแรงที่กระทำกับโลกบริเวณที่ใกล้กับดวงจันทร์มากที่สุด จะเกิดแรงมากที่สุดด้วย  น้ำในมหาสมุทรจึงถูกดูดเข้ามาในบริเวณนี้มากกว่าบริเวณอื่น ส่วนน้ำด้านข้างของโลกทั้งสองจะลีบลง  ส่วนด้านตรงกันข้ามมีแรงกระทำเหมือนกัน  แต่ว่าน้อยกว่าด้านที่ติดกับดวงจันทร์ มันจึงดูดน้ำจำนวนมหาศาลให้ติดกับผิวโลก  แต่ไม่สามารถเลื่อนมาทางด้านหน้าได้  จึงเกิดการนูนขึ้นอีกด้านหนึ่ง  ซึ่งเป็นด้านตรงกันข้าม แต่ว่าการนูนน้อยกว่า ด้านใกล้           ด้วยเหตุผลนี้ที่ทำให้ด้านที่ติดกับดวงจันทร์ เกิดน้ำขึ้น  ส่วนด้านตรงกันข้ามก็น้ำขึ้นเหมือนกันแต่น้อยกว่าด้านแรก  ส่วนด้านข้างสองด้าน   ซึ่งมีลักษณะลีบ  น้ำจะลง..." ถ้าพิจารณาข้อความนี้ดี ๆ เราจะพบว่าเมื่อดวงจันทร์ดึงดูดน้ำด้านใกล้ดวงจันทร์ให้สูงขึ้น ขณะเดียวกันระดับน้ำด้านตรงข้ามดวงจันทร์ก็จะสูงขึ้นด้วย ตรงนี่น่าจะอธิบายข้อที่คิดว่าขัดแย้ง เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ด้านตรงข้ามกันนะครับ

    หรือดูจาก http://secondsci.ipst.ac.th/index.php?option=com_content&view=article&id=243:2011-10-19-06-22-34&catid=19:2009-05-04-05-01-56&Itemid=34 มีคำอธิบายว่า "ส่วนในวันขึ้น 7 (หรือ 8) ค่ำ และแรม 7 (หรือ 8) ค่ำ ดวงจันทร์จะทำมุมตั้ง ฉากกับดวงอาทิตย์เมื่อมองจากโลก ทำให้แรงไทดัลจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์หัก ล้างกัน น้ำจึงขึ้นต่ำที่สุดและลงน้อยที่สุด หรือมีความแตกต่างของระดับน้ำ ที่ขึ้นและลงน้อยที่สุด เรียกว่าเป็น น้ำตาย (Neap tide) ซึ่งจะเกิดขึ้น เดือนละสองวันเช่นกัน" จะเห็นว่าแรงจากดวงจั้นทร์ทำให้น้ำขึ้นสูงส่วนแรงจากดวงอาทิตย์ทำให้น้ำลง แรงทั้งสองนี้จึงหักล้างกัน


ความคิดเห็นที่ 4

18 มี.ค. 2555 11:41
  1. ขอบคุณ อ.พิทยาครับ บทความทั้งสองที่ อ.พิทยาอ้างถึงนั้นอธิบายถึงรายละเอียดที่ชัดเจนว่าทำไมน้ำขึ้นจึงเกิดทั้งสองฝั่งของโลก แต่ก็เป็นเช่นเดียวกันกับบทความอื่นๆที่ผมได้อ่านมา คือจะอธิบายเรื่องน้ำขึ้น "สูงสุด" อย่างคลุมเครือ บทความจาก สสวท.อธิบายไว้แค่ว่า "ดวงอาทิตย์ก็มีบทบาทต่อการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงเช่นกัน เพราะดวงอาทิตย์ก็มีแรงโน้มถ่วง แต่เนื่องจากดวงอาทิตย์อยู่ไกลจากโลกมาก ผลของแรงไทดัลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงบนโลกจึงมีแค่เพียงครึ่งหนึ่งของผลจากดวงจันทร์เท่านั้น ในวันเพ็ญ (ขึ้น 15 ค่ำ) หรือวันเดือนมืด (แรม 15 ค่ำ) ดวงจันทร์ โลกและดวงอาทิตย์จะอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน ทำให้แรงไทดัลจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เสริมหรือหักล้างกันมากที่สุด" แต่ทิ้งข้อสงสัยไว้ว่าทำไมแรงไทดัลที่หักล้างกันในวันเพ็ญ สามารถทำให้น้ำขึ้นสูงสุดได้ ส่วนกรณีของภาควิชาฟิสิกส์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลนั้นระบุไว้ว่า "น้ำขึ้นได้สูงสุดและต่ำสุด เกิดขึ้นเมื่อ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ อยู่ด้านเดียวกับโลก (เริ่มข้างขึ้น) หรืออยู่ตรงกันข้าม( ขึ้น 15 ค่ำ)" และไม่มีคำอธิบายไว้เช่นกัน ไม่ทราบว่าใครพอจะอธิบายจุดนี้ได้บ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 5

18 มี.ค. 2555 11:46
  1. เพิ่มเติมอีกนิดครับ บทความของ สสวท. อธิบายเรื่องน้ำลงไว้ว่า "ส่วนในวันขึ้น 7 (หรือ 8) ค่ำ และแรม 7 (หรือ 8) ค่ำ ดวงจันทร์จะทำมุมตั้งฉากกับดวงอาทิตย์เมื่อมองจากโลก ทำให้แรงไทดัลจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์หักล้างกัน น้ำจึงขึ้นต่ำที่สุดและลงน้อยที่สุด หรือมีความแตกต่างของระดับน้ำที่ขึ้นและลงน้อยที่สุด เรียกว่าเป็น น้ำตาย (Neap tide) ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนละสองวันเช่นกัน" ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หากแรงไทดัลจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์หักล้างกัน น้ำจะขึ้นต่ำที่สุดและลงน้อยที่สุด แต่ในคืนวันเพ็ญ แรงไทดัลหักล้างกันมากที่สุด ทำไมจึงกลับทำให้น้ำขึ้นสูงสุด???

ความคิดเห็นที่ 6

นิรันดร์
19 มี.ค. 2555 09:12
  1. .


ความคิดเห็นที่ 7

นิรันดร์
19 มี.ค. 2555 09:48

ความคิดเห็นที่ 8

นิรันดร์
19 มี.ค. 2555 09:49

ความคิดเห็นที่ 9

20 มี.ค. 2555 00:02
  1. ขอบคุณ อ.นิรันดร์ครับ ผมอ่านดูแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมผลต่างของสนามโน้มถ่วงจึงเกิดเป็นแรงดึงดูดที่ทำให้น้ำแยกเป็นสองด้านได้ และถ้าดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ด้านตรงข้ามกันของโลก สนามโน้มถ่วงนี้จะไม่หักล้างกันหรือครับ และถ้าหักล้างกัน ผลต่างที่ว่านี้จะลดลงไป ทำให้แรงดึงดูดนั้นลดลงด้วยหรือไม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 10

นิรันดร์
20 มี.ค. 2555 01:16
  1. คุณลองนึกว่าตัวคุณเองเป็นโลก(ไม่ใช่โรค)ดูนะครับแบ่งตัวคุณเป็นสามส่วนเท่าๆกัน มือซ้าย 20 kg, กลางลำตัว 20 kg และมือขวา 20 kgการคิดแบบนี้เป็นการคิดเพื่อให้เห็นภาพพจน์ อาจเรียกว่าเป็น simplification modelคุณยืนกางแขนซ้ายและขวาออกให้ตรงๆในระนาบเดียวกัน๐ ผมออกแรงดึงมือขวา มือซ้าย และตัวคุณไปทางขวา แต่ละตำแหน่งด้วยแรง 1000 นิวตันเท่ากันผลก็คือตัวคุณจะเคลื่อนที่ไปตามแรงดึงด้วยความเร่งค่าหนึ่ง มือขวาและซ้ายก็เช่นกันทำให้ตัวคุณไม่ต้องพยายามออกแรงดึงมือซ้ายและมือขวาให้เคลื่อนที่ตามตัวคุณไปด้วย๐ เอาใหม่ ผมออกแรงดึงมือขวาของคุณไปทางขวาด้วยแรง 1200 นิวตัน ดึงตัวคุณไปทางขวาด้วยแรง 1000 นิวตัน และดึงมือซ้ายของคุณด้วยแรง 800 นิวตันมันจะทำให้ตัวคุณถูกดึงด้วยแรงลัพธ์ 3000 นิวตันเท่ากับกรณีแรก แต่ตัวคุณจะต้องออกแรงดึงมือซ้ายและมือขวา เพราะตัวคุณจะรู้สึกว่ามือซ้ายและมือขวาของคุณกำลังจะเคลื่อนที่หนีห่างออกไปจากตัวคุณที่จริงแล้ว สนามแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่กระทำต่อโลกมันไม่ได้มากมายอย่างที่ผมสมมติหรอก มันต่างกันนิดเท่านั้น แต่มันก็เพียงพอที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นพร้อมกันทั้งสองด้านได้ผมในตัวอย่างข้างต้นทำหน้าที่แทนดวงจันทร์ ตัวคุณแทนโลกหาก...


ความคิดเห็นที่ 11

นิรันดร์
20 มี.ค. 2555 01:26
  1. หากยังนึกไม่ออกอีก ก็ต้องวานเพื่อนอีกคนหนึ่งมาทำตัวเป็นดวงอาทิตย์ที่อยู่ด้านตรงกันข้ามกับดวงจันทร์ก่อนที่จะมีดวงอาทิตย์ หากคุณอยู่ในอวกาศและเคลื่อนที่ด้วยแรงของสนามคุณจะไม่รู้สึกว่าตัวคุณเคลื่อนที่ เหมือนเวลาคุณโดดลงมาจากที่สูง ขณะที่ลอยอยู่ คุณจะรู้สึกถึงสภาพไร้น้ำหนัก แต่ตัวคุณจะต้องดึงมือซ้ายและมือขวาของคุณเข้าหากันด้วยแรงข้างละ 200 นิวตันในระหว่างที่คุณลอยอยู่นี้ให้เพื่อนออกแรงดึงคุณไปทางซ้ายดังนี้ดึงมือซ้ายคุณด้วยแรง 600 นิวตัน ดึงตัวคุณด้วยแรง 500 นิวตัน และดึงมือขวาของคุณด้วยแรง 400 นิวตัน....


ความคิดเห็นที่ 12

21 มี.ค. 2555 10:07
  1. ขอบคุณครับ ผมเข้าใจว่าคงจะคล้ายๆกับเรื่องความเค้น (Stress) ความเครียด (Strain) ของวัตถุเมื่อมีแรงภายนอกมากระทำ แต่เนื่องจากโลกมีส่วนประกอบที่เป็นน้ำและของแข็ง ส่วนที่เป็นน้ำที่เป็นของไหลจึงเปลี่ยนรูปตามแรงดึงได้มากกว่า แต่แรงโน้มถ่วงที่มากระทำกับโลกก็มีค่าน้อยลงตามระยะทางที่เพิ่มขึ้นจากดวงอาทิตย์ (หรือดวงจันทร์) ดังนั้นทุกๆระยะที่เพิ่มขึ้นก็เกิดความแตกต่างของแรงทั้งสิ้น ทำไมน้ำจึงต้องแยกออกจากกันที่จุดกึ่งกลางโลกครับ และกรณีดวงจันทร์อยู่คนละด้านกับดวงอาทิตย์ สนามโน้มถ่วงจะหักล้างกันหรือไม่ครับ แล้วสนามโน้มถ่วงสามารถส่งผ่านของแข็งได้หรือไม่ครับ อย่างเช่นโลกบังสนามโน้มถ่วงไว้ไม่ให้ส่งผ่านไปอีกซีกโลกครับ

ความคิดเห็นที่ 13

NpEd
21 มี.ค. 2555 12:12
  1. อ่านหลายเที่ยว ก็ยังไม่เข้าใจข้อสงสัยของ จขกท.ไม่ทราบว่าคำตอบนี้ ใช้ได้หรือไม่

    1. ถ้าอยู่ในแนวเดียวกัน คือ โลก ดวงจันทร์  ดวงอาทิตย์ (เดือนดับ) น้ำจะขึ้นสูงมาก  เพราะมีสองแรงช่วยกันดึง

    2. ถ้าอยู่ในแนวเดียวกันคือ ดวงจันทร์ โลก  ดวงอาทิตย์ (วันเพ็ญ) สองแรงดึงไปทางตรงกันข้าม น้ำจะขึ้นสูงมากเช่นเดียวกัน

    3.  ถ้าอยู่ในแนวเดียวกันคือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โลก  แบบนี้ไม่มีโอกาสเกิดขึ้นได้

    4. ถ้าโลกและดวงอาทิตย์ตั้งฉากกัน (วันขึ้นหรือแรม 8 ค่ำ) สองแรงทำมุมฉากกัน ใครดีใครได้ ใครมีแรงมากก็ได้น้ำไปมาก ใครอยู่ใกล้แม้แแรงจะน้อย ก็จะได้น้ำไปมากกว่าคนที่แรงมาก แต่อยู่ไกล

    นั่้นคือน้ำจะขึ้นสูง(แต่ไม่สูงมาก)ทางด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์

     

    ปัญหา ด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์ น้ำขึ้นสูงเนื่องจากแรดงดึงดูดของดวงจันทร์

    แต่ทำไมด้านตรงข้ามน้ำจึงขึ้นด้วยล่ะ


ความคิดเห็นที่ 14

Ankkarn
21 มี.ค. 2555 14:52
  1. ถ้าดึงลำตัวและแขนซ้ายขวาแต่ละตำแหน่งด้วยแรง 1000 นิวตันเท่าๆกันไปทางขวามือโลกจะเคลื่อนที่ด้วยความเร่งค่าๆหนึ่ง โดยไม่ต้องพยายามออกแรงดึงแขนซ้ายขวาให้เคลื่อนตามไปด้วยซึ่งแรงลัพธ์เท่ากับ 3000 นิวตันถ้าดึงแขนซ้ายด้วยแรง 800 นิวตัน ลำตัว 1000 นิวตัน และแขนขวา 1200 นิวตันแรงลัพธ์ยังเท่ากับ 3000 นิวตันเหมือนเดิม แต่...โลกจะรู้สึกว่าแขนซ้ายและขวากำลังหลุดออกจากตัวไป โลกต้องออกแรงฉุดแขนซ้ายด้วยแรง 200 นิวตัว และออกแรงต้านแรงดึงแขนขวา 200 นิวตันเอาไว้ถ้าโลกไม่ออกแรงฉุดแขนซ้าย แขนซ้ายก็จะหลุดออกไปถ้าแขนซ้านคือน้ำกำลังจะหลุดออกนอกโลก หมายความว่าเรากำลังเห็นน้ำขึ้นด้านตรงข้ามดวงจันทร์ครับ


ความคิดเห็นที่ 15

21 มี.ค. 2555 14:55
  1. ขอบคุณครับ ประเด็นน้ำขึ้นที่ฝั่งตรงข้าม มีการอธิบายว่าเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง โดยแรงเหวี่ยงจากการหมุนจะทำให้น้ำฝั่งตรงข้ามขึ้นด้วย ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับคำอธิบายนี้ เพราะถ้าเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองแล้ว น้ำจะต้องขึ้นพอๆกันรอบโลก ไม่ใช่เฉพาะฝั่งตรงข้าม ตามที่ผมเข้าใจจากที่อ่านมา กรณีโลก-ดวงจันทร์ จะมีการโคจรรอบจุดศูนย์กลางมวล ไม่ใช่ดวงจันทร์โคจรรอบโลก เนื่องจากมวลโลกเท่ากับ 81 เท่าของดวงจันทร์โดยประมาณ ดังนั้นจุดศูนย์กลางมวลนี้จะอยู่ที่ระยะ 1/82 ของระยะทางระหว่างจุดศูนย์กลางโลกถึงจุดศูนย์กลางดวงจันทร์ จะได้ค่าประมาณสี่พันกว่ากิโลเมตรจากจุดศูนย์กลางโลกซึ่งจุดนี้จะอยู่ใต้ผิวโลกประมาณสองพันกิโลเมตร ดังนั้น เมื่อโลกโคจรรอบจุดศูนย์กลางมวลนี้ โลกก็จะถูกเหวี่ยงเป็นวงกลมไปรอบๆจุดนี้ น้ำทะเลก็จะถูกเหวี่ยงไปอยู่ด้านตรงข้าม (เหมือนกับเครื่องแยกการโดยใช้แรงเหวี่ยง) ขณะเดียวกันน้ำทะเลด้านที่หันเข้าหาดวงจันทร์ก็ถูกแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ดูดไว้ ดังนั้นจึงเกิดน้ำทะเลขึ้นทั้งสองด้านของโลก ทีนี้ผมคิดต่อไปอีกนิดว่า กรณีดวงอาทิตย์-โลกก็น่าจะเป็นแบบเดียวกัน คือน้ำฝั่งดวงอาทิตย์และด้านตรงข้ามดวงอาทิตย์ก็จะขึ้นสูง และเมื่อดวงอาทิตย์-โลก-ดวงจันทร์เรียงอยู่ในแนวเดียวกันก็จะได้ 1) ดวงอาทิตย์-โลก-ดวงจันทร์ => น้ำขึ้นจากแรงเหวี่ยงของดวงอาทิตย์เสริมด้วยน้ำขึ้นจากแรงโน้มถ่วงดวงจันทร์ ในทำนองเดียวกันอีกฝั่งก็จะได้ น้ำขึ้นจากแรงเหวี่ยงของดวงจันทร์เสริมด้วยน้ำขึ้นจากแรงโน้มถ่วงดวงอาทิตย์ 2) ดวงอาทิตย์-ดวงจันทร์-โลก => น้ำขึ้นจากแรงเหวี่ยงของดวงอาทิตย์เสริมด้วยน้ำขึ้นจากแรงเหวี่ยงของดวงจันทร์ ส่วนอีกฝั่งจะได้ น้ำขึ้นจากแรงโน้มถ่วงดวงจันทร์เสริมด้วยน้ำขึ้นจากแรงโน้มถ่วงดวงอาทิตย์ ประเด็นที่ผมยังคงสงสัยก็คือกรณี ดวงอาทิตย์-โลก-ดวงจันทร์ นั้น โลกอยู่ในสนามโน้มถ่วงของดวงอาิทิตย์และดวงจันทร์ ถ้าเราหยิบโลกออก สนามโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์น่าหักล้างกันและควรจะมีจุดหนึ่งซึ่งสนามโน้มถ่วงกลายเป็นศูนย์ ทีนี้พอเราวางโลกลงไปผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่าสภาพน้ำขึ้นก็ยังคงสูงสุดเหมือนกับกรณีที่ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์อยู่ข้างเดียวกัน ไม่ทราบว่าผมเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 16

Ankkarn
21 มี.ค. 2555 15:35
  1. ลองคิดดูว่าที่ระยะระหว่างโลกกับดวงจันทร์ มีตรงจุดไหนที่สนามโน้มถ่วงของโลกและสนามโน้มถ่วงของดวงจันทร์หักล้างกันจนกลายเป็นศูนย์บ้างครับ


ความคิดเห็นที่ 17

21 มี.ค. 2555 15:53
  1. ถ้าลองคำนวณดู น่าจะได้ที่จุด [ระยะทางระหว่างโลกถึงดวงจันทร์*sqrt(Mโลก/Mดวงจันทร์)]/[sqrt(Mโลก/Mดวงจันทร์)+1] ครับ

ความคิดเห็นที่ 18

นิรันดร์
21 มี.ค. 2555 16:37
  1. พี่นภครับแรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นสูงนั้น ไม่ใช่เป็นตัวแรงดึงดูดครับแม้แรงดึงดูดมาก แต่เป็นแรงที่สม่ำเสมอจะไม่ทำให้เกิดไทดอลฟอร์ซสนามแรงโน้มถ่วงที่ดวงอาทิตย์กระทำต่อโลกประมาณ 5.9x10-3 N/kgสนามแรงโน้มถ่วงที่ดวงจันทร์กระทำต่อโลกประมาณ 3.3x10-5 N/kgเรียกว่าดวงอาทิตย์ดูดแรงมากกว่าดวงจันทร์ร้อยกว่าเท่าแต่ความแตกต่างของสนามของแรงดึงดูด(ของดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์)ที่โลกถูกกระทำด้านใกล้ และด้านไกลต่างหากที่มีผลต่อน้ำขึ้น-น้ำลงสนามแรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่กระทำต่อโลกด้านใกล้ดวงจันทร์มากกว่าด้านไกลอยู่ 4.4x10-6 N/kgสนามแรงดึงดูดของดวงทิตย์ที่กระทำต่อโลกด้านใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าด้านไกลอยู่ 2.0x10-6 N/kgดังนั้นดวงจันทร์มีผลต่อน้ำขึ้นน้ำลงบนโลกมากว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 2 เท่า


ความคิดเห็นที่ 20

นิรันดร์
21 มี.ค. 2555 16:58
  1. คิดเรื่องไทดอลฟอร์ซหรือแรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงเมื่อคุณเริ่มเข้าใจบ้างแล้วให้คิดถึงเพียงความแตกต่างของสนามแรงโน้มถ่วงด้านใกล้กับด้านไกลเท่านั้นครับตำแหน่งที่สนามแรงโน้มถ่วงหักล้างกันเป็นศูนย์ได้นั้น เป็นเพียงจุดเล็กๆจุดเดียวแต่โลกมีขนาดจึงไม่สามารถทำให้ทั้งโลกอยู่ในบริเวณที่สนามแรงโน้มถ่วงสุทธิเป็นศูนย์ได้ทั้งโลกหรอกครับลองนึกถึงตัวเราเอง เราอยู่ในสนามโน้มถ่วงของโลก เราก็ไม่เคยรู้สึกเลยว่าโลกดูดเราเนื่องจากสนามโน้มถ่วงรอบๆตัวเรามีเพียงค่าเดียว เนื่องจากตัวเราเล็กนิดเดียวนั่นเองแม้ขณะที่ดิ่งพสุธาลงมาจากเครื่องบิน เราลอยกลางอากาศเราก็ไม่รู้สึกว่าโลกดูด แต่เราจะรู้สึกว่าอากาศต้านเท่านั้นทีนี้ลองเอาหินก้อนหนึ่งมาผูกที่ปลายเท้า แล้วเอาร่มมาผูกคอ(ขออภัยที่ทำให้รู้สึกสยดสยอง)แล้วดิ่งพสุธาใหม่ คราวนี้เราจะรู้สึกว่าหัวกับขาถูกดึงออกจากตัวทั้งสองข้าง


ความคิดเห็นที่ 21

21 มี.ค. 2555 17:19
  1. ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์ครับ ถ้าคิดเพียงคู่ดวงจันทร์-โลกก็พอจะเข้าใจแต่ยังไม่ชัดนักครับ แต่พอเอาดวงอาทิตย์มาวางตรงข้ามทีไร ผมจะงงว่ามันเสริมกันได้อย่างไร คุณ Ankkarn ครับ ผมคิดว่าสนามโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ก็จะมาหักล้างสนามโน้มถ่วงของโลกให้ลดลงครับ ก็น่าจะถือว่ายังคงมีอิทธิพลอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 22

Ankkarn
22 มี.ค. 2555 01:17
  1. ครับ อิทธิพลของสนามแรงโน้มถ่วงที่ดึงคูดระหว่างกันก็ยังคงดำเนินต่อไปและแม้ว่าระหว่าง ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ หากหยิบโลกออกไปเหลือเพียงดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ มันจะเกิดอะไรขึ้นมันก็เปลี่ยนจากคู่ของโลกกับดวงจันทร์ดึงดูดกัน ไปเป็นคู่ของดวงจันทร์กับดวงอาทิตย์ดึงดูดกันแทนครับลองศึกษาความเห็นที่ ๑๘ และ ๒๐ ข้อเขียนของอาจารย์นิรันดร์อีกครั้ง (หลายครั้งก็ได้)ไม่ต้องรีบ มีอะไรอยู่ในนั้นมากทีเดียว ผมก็กำลังศึกษาอยู่เหมือนกันครับ


ความคิดเห็นที่ 23

22 มี.ค. 2555 10:17
  1. คุณ Ankkarn ครับ ประเด็นของ อ.นิรันดร์น่าสนใจจริงๆครับ ตามความเข้าใจของผมในตอนนี้ ผมคิดว่าบางทีการที่น้ำขึ้นอาจจะไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากแรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แต่อาจจะเป็นผลมาจากแรงเหวี่ยงของน้ำทะเลที่ถูกโลกเหวี่ยงออกไป ที่ผมคิดเช่นนั้นเพราะถ้าดูจากค่าสนามโน้มถ่วงที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทำกับโลกจะเห็นว่ามีค่าน้อยมากจนเป็นไปไม่ได้เลยที่แรงนี้จะสามารถยกน้ำสูงขึ้นเป็นเมตรได้ ที่จริงแล้วคงไม่สามารถยกได้เลยแม้แต่น้อย ดังนั้นผมจึงคิดว่าน่าจะเกิดจากการที่สนามโน้มถ่วงนั้นมาหักล้างกับสนามโน้มถ่วงโลก ในด้านที่โลกหันเข้าหาดวงจันทร์จะมีสนามโน้มถ่วงน้อยกว่าด้านตรงข้าม เมื่อสนามโน้มถ่วงน้อยลงแรงที่กระทำกับน้ำก็น้อยลง นั่นคือแรงสู่ศูนย์กลางของน้ำลดลง เมื่อแรงสู่ศูนย์กลางลดลง น้ำจึงเคลื่อนสูงขึ้นเพื่อเพิ่ม R ซึ่งถ้าเป็นกรณีแบบนี้ ในด้านตรงข้ามโลก น้ำทะเลไม่ควรจะสูงขึ้นในระดับใกล้เคียงกันแต่สาเหตุที่น้ำทะเลด้านตรงข้ามเพิ่มสูงขึ้นน่าจะมาจากการที่โลกหมุนรอบจุดศูนย์กลางมวลของ "โลก-ดวงจันทร์" ทำให้น้ำทะเลถูกเหวี่ยงให้สูงขึ้นด้วย model นี้เป็นไปได้ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 24

นิรันดร์
22 มี.ค. 2555 10:54
  1. ความเข้าใจผิดในความเห็นที่ 23สนามโน้มถ่วงที่ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทำกับโลกจะเห็นว่ามีค่าน้อยมากจนเป็นไปไม่ได้เลยที่แรงนี้จะสามารถยกน้ำสูงขึ้นเป็นเมตรได้ ที่จริงแล้วคงไม่สามารถยกได้เลยแม้แต่น้อยคิดคร่าวๆแล้วสนามโน้มถ่วงเนื่องจากดวงจันทร์ที่ต่างกันเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้น้ำด้านน้ำขึ้นสูงกว่าด้านที่น้ำลงได้ 4 หากเสริมกับสนามโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ก็จะเพิ่มขึ้นอีกห้าสิบเปอร์เซน หรือประมาณ 6 เมตร ทำให้เราพบว่าบางทีก็มีเกาะโผล่ขึ้นมาบางทีเกาะก็หายไป(เกาะเตี้ยๆ)


ความคิดเห็นที่ 25

22 มี.ค. 2555 15:07
  1. อาจารย์นิรันดร์ครับ ผมยังนึกไม่ออกว่าจะใช้กฎทางฟิสิกส์ใดมาอธิบายถึงการที่แรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์ 5.9x10-3 N (หรือหากใช้ผลต่างของแรง 2.0x10-6 N) มายกน้ำมวล 1 kgขึ้นมาได้ ในเมื่อโลกดึงดูดน้ำมวลนี้อยู่ด้วยแรง 9.8 N หรือกว่า 1600 เท่าของแรงโน้มถ่วงจากดวงอาทิตย์ รบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 26

Ankkarn
23 มี.ค. 2555 06:01
  1. ทำความเข้าใจกับประโยคด้านล่างอีกครั้งครับความเห้นที่ ๑๘...แรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นสูงนั้น ไม่ใช่เป็นตัวแรงดึงดูดครับแม้แรงดึงดูดมาก แต่เป็นแรงที่สม่ำเสมอจะไม่ทำให้เกิดไทดอลฟอร์ซ......แต่ความแตกต่างของสนามของแรงดึงดูด(ของดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์)ที่โลกถูกกระทำด้านใกล้ และด้านไกลต่างหากที่มีผลต่อน้ำขึ้น-น้ำลง...ความเห็นที่ ๒๐คิดเรื่องไทดอลฟอร์ซหรือแรงที่ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงเมื่อคุณเริ่มเข้าใจบ้างแล้วให้คิดถึงเพียงความแตกต่างของสนามแรงโน้มถ่วงด้านใกล้กับด้านไกลเท่านั้นครับ...ความเห็นที่ ๒๔คิดคร่าวๆแล้วสนามโน้มถ่วงเนื่องจากดวงจันทร์ที่ต่างกันเท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้น้ำด้านน้ำขึ้นสูงกว่าด้านที่น้ำลงได้...


ความคิดเห็นที่ 27

พิทยา
23 มี.ค. 2555 06:39
  1. "ถ้าคิดเพียงคู่ดวงจันทร์-โลกก็พอจะเข้าใจแต่ยังไม่ชัดนักครับ แต่พอเอาดวงอาทิตย์มาวางตรงข้ามทีไร ผมจะงงว่ามันเสริมกันได้อย่างไร" ลองคิดดูว่า มีดวงจันทร์อย่างเดียวทำให้น้ำขึ้นทั้งด้านใกล้และไกลดวงจันทร์ เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ตรงข้ามกับดวงจันทร์ ผล(จากดวงอาทิตย์ - ตอนนี้อย่าเพิ่งไปคิดถึงดวงจันทร์)ก็คือทำให้น้ำขึ้นทั้งด้านใกล้และไกลดวงอาทิตย์ น้ำขึ้นจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จึงเสริมกัน พอจะอธิบายแบบนี้ได้ไหมครับ


ความคิดเห็นที่ 28

23 มี.ค. 2555 09:30
  1. คุณ Ankkarn ครับ ผมต้องยอมรับครับว่าด้วยความรู้ความเข้าใจที่ผมมีอยู่ ผมยังไม่เข้าในสองประเด็นหลัก ประเด็นแรก ความแตกต่างของแรงทำให้น้ำแยกออกจากกันไปทั้งสองฝั่งได้อย่างไร ในประเด็นนี้ ผมลองใช้ model คร่าวๆแบบวัตถุสองชิ้นติดกันอยู่ด้วยสปริงและมีแรงกระทำกับวัตถุ A เท่ากับ 10 N ทิศไปทางขวา และมีแรงกระทำกับวัตถุ B เท่ากับ 8 N ทิศไปทางขวาเช่นกัน Free Body ของทั้งระบบก้จะเป็น BA-->18 N ถ้าเขียน Free Body ของแต่ละตัวก็จะได้ R10 N B-->(8 N + R) จากข้างบนจะแบ่งได้เป็นแรงภายนอกคือ 10 + 8 N และแรงภายในคือ R แรงภายนอกที่กระทำกับ AB จะมีผลที่ทำให้ AB พยายามแยกจากกัน ส่วนแรงภายใน R ก็จะพยายามดึงให้ AB คืนตัวกลับมาที่เดิม ประเด็นคือถ้าดู A จะเห็นได้ว่า A จะเคลื่อนไปทางขวาตามแรงดึง และถ้าดูที่ B ก็จะเห็นเช่นเดียวกันว่า B จะเคลื่อนไปทางขวาเช่นกันทั้งๆที่ AB เหมือนกับจะถูกดึงให้แยกจากกัน ดังนั้นผมจึงยังไม่เข้าใจว่าแรงดึงดูดที่แตกต่างกันจะทำให้น้ำทั้งสองฝั่งขึ้นได้พร้อมกันได้อย่างไร ประเด็นที่สองคือผลต่างของแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์ที่ 2.0x10-6 N ต่อมวลน้ำ 1 kg จะเอาชนะแรงโน้มถ่วง 9.8 N ของโลกได้อย่างไรครับ คุณ Ankkarn พอจะมีคำอธิบายไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 29

23 มี.ค. 2555 09:32
  1. แก้ไข Free Body ครับ Free Body ของทั้งระบบก้จะเป็น BA-->18 N ถ้าเขียน Free Body ของแต่ละตัวก็จะได้ R10 N B-->(8 N + R)

ความคิดเห็นที่ 30

23 มี.ค. 2555 09:36
  1. อืม..ดูเหมือนระบบจะไม่รับสัญญลักษณ์ ลองอีกทีครับ Free Body ของทั้งระบบก้จะเป็น BA-->18 N ถ้าเขียน Free Body ของแต่ละตัวก็จะได้ R --A ==>10 N B-->(8 N + R)

ความคิดเห็นที่ 31

23 มี.ค. 2555 09:53
  1. อ.พิทยาครับ ถ้าเราคิดแบบต่างคนต่างดึงคนละด้าน ก็น่าเป็นไปได้ แต่อย่างที่อาจารย์นิรันดร์อธิบายไว้ว่า สนามโน้มถ่วงที่ดวงอาทิตย์กระทำกับโลกนั้นกระทำทั้งสองฝั่ง แต่จะมีค่าแตกต่างกัน ในที่นี้ผมตีความว่ากรณีที่โลกอยู่ตรงกลาง ถ้าเราดูทางฝั่งดวงจันทร์ จะได้ว่าดวงจันทร์กำลังดึงดูดน้ำอยู่ แต่ขณะเดียวกันสนามโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ที่ข้ามฝั่งมาด้านนี้ก็น่าจะส่งผลหักล้างสนามโน้มถ่วงของดวงจันทรืเพราะมีทิศตรงข้ามกัน ดังนั้นจึงเป้นประเด็นที่ผมยังไม่เข้าใจว่าทำไมสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจึงไม่มีผลหักล้างกันครับ

ความคิดเห็นที่ 32

นิรันดร์
23 มี.ค. 2555 11:37

ความคิดเห็นที่ 33

นิรันดร์
23 มี.ค. 2555 11:38

ความคิดเห็นที่ 34

23 มี.ค. 2555 12:50
  1. ขอบคุณ อ.นิรันดร์ครับ รบกวนถามข้อสงสัยหน่อยครับ จากสมการ P=(Rho)gh เราจะได้ค่าความดันในที่ความลึกต่างกัน ผมสงสัยตรงที่อาจารย์กำหนดให้น้ำต่อถึงกันหมดจะได้ความดันเท่ากัน ตรงนี้น่าจะเป็นว่า ที่ความลึกเท่ากันจะมีความดันเท่ากันหรือเปล่าครับ บรรทัดถัดมา อาจารย์กำหนดให้ dP = (rho)d(gh) = (rho)(gdh+hdg) = 0 ผมสงสัยตรงที่กำหนดให้ dP = 0 เพราะด้านขวาจะเห็นว่ามี dh หรือมีความลึกต่างกัน ดังนั้น dP จึงไม่น่าจะเท่ากับศูนย์ รบกวนอาจารย์ช่วยอธิบายให้หน่อยครับ

ความคิดเห็นที่ 35

นิรันดร์
23 มี.ค. 2555 13:12
  1. P ไม่ได้ขึ้นกับ h เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับ g ด้วยขณะที่ P เท่ากัน g มากกว่า h จะน้อยกว่าg น้อยกว่า h ก็จะมากกว่าดังนั้น สนามโน้มถ่วงที่สม่ำเสมอ(dg = 0)จึงไม่ทำให้เกิดน้ำขึ้น(dh = 0 ไปด้วย)


ความคิดเห็นที่ 36

23 มี.ค. 2555 13:39
  1. ขอบคุณครับ รบกวนถามต่อเนื่องครับ เมื่อเราทราบว่ามี dh และมี dg ทำไมจึงสรุปว่าไม่มี dP ครับ อีกจุดที่สงสัยคือค่า h ที่แทนด้วยรัศมีโลก ทำไมถึงใช้ค่ารัศมีโลกครับในเมื่อ h คือความลึกของน้ำ

ความคิดเห็นที่ 37

นิรันดร์
23 มี.ค. 2555 14:35
  1. ประมาณเอาครับเมื่อน้ำขึ้นสุดแล้วประมาณว่าน้ำนิ่ง dP = 0ที่จริงแล้วมันนิ่งไม่ได้เพราะโลกเคลื่อนที่ด้วย ดวงจันทร์เคลื่อนที่ด้วย โลกหมุนด้วยแต่ที่ทำให้ดูเพื่อให้เห็นภาพว่า สนามโน้มถ่วงของดวงจันทร์นั้นทำให้เกิดน้ำขึ้นได้อย่างไรผมไม่มีความสามารถคิดให้ละเอียดถูกต้องเป๊ะได้ด้วยพื้นก้นทะเลต่างลึกไม่เท่ากัน มีทวีป มีการหมุนรอบตัวเอง มีแรงเสียดทานจากการไหล ฯลฯผมเพียงพยายามทำให้คุณรู้สึกเชื่อว่าสนามโน้มถ่วงของดวงจันทร์มีผลต่อน้ำขึ้นน้ำลงจริงๆและขึ้นได้สูงเป็นเมตรๆทั้งที่ความแตกต่างของสนามโน้มถ่วงมีเพียงหนึ่งในสิบล้านของสนามโน้มถ่วงของโลก


ความคิดเห็นที่ 39

23 มี.ค. 2555 17:36
  1. ขอบคุณ อ.นิรันดร์ครับ ผมคิดว่าการแทนค่าหากใช้ค่าที่ต่างกัน ผลออกมาก็ต่างกันมากครับ อย่างเช่นถ้าแทนค่า h ด้วยค่า 4300 m. ซึ่งเป้นค่าเฉลี่ยของความลึกของมหาสมุทร Reference: oceanservice.noaa.gov/facts/oceandepth.html ค่า dh ที่ได้ก็จะเหลือเพียง 2 มิลลิเมตรเท่านั้น ทั้งนี้บนข้อสมมุติฐานที่ว่า dP เป็นศูนย์อีกด้วย นอกจากนั้น ค่า dg ได้จากการเทียบคนละซีกโลก ขณะที่ค่า dh เป็นค่าที่เทียบกับความลึกที่ไม่มากนัก หรืออีกนัยหนึ่งคือ dh/dg = -h/g อาจจะใช้ค่า h และค่า g ที่ไม่สะท้อนถึง dh/dg จริงๆเพราะมาจากคนละพิกัด ดูแล้วผมก็ยังคงสงสัยอยู่ว่าสามารถใช้ตัวเลขเช่นนี้ได้หรือไม่ครับ

ความคิดเห็นที่ 40

23 มี.ค. 2555 23:17
  1. ผมลองใช้ concept ของ อ.นิรันดร์โดยคิดที่ระดับท้องมหาสมุทรที่คนละฝั่งโลกมาคำนวนณดู จะได้ว่า ซีกโลกด้านใกล้ดวงจันทร์ P1 = (rho)(9.8 - 3.3x10^-5)h1 ซีกโลกตรงข้ามดวงจันทร์ P2 = (rho)[9.8 - (3.3x10^-5 - 4.4x10^-6)]h2 P1 - P2 = (rho){(9.8 - 3.3x10^-5)h1 - [9.8 - (3.3x10^-5 - 4.4x10^-6)]h2} ถ้าให้ P1 - P2 = 0 จะได้ h1/h2 = [9.8 - (3.3x10^-5 - 4.4x10^-6)] / (9.8 - 3.3x10^-5) h1/h2 = 1.00000045 แทนค่า h2 ที่ 4300 m จะได้ h1 = 4300.002 m ครับ

ความคิดเห็นที่ 41

นิรันดร์
24 มี.ค. 2555 12:16
  1. เห็นด้วยกับความเห็นที่ 38 ของคุณอังคารครับที่จริงแล้ว สูตร P = (rho)gh นี้ เป็นสูตรความแตกต่างของความดันของสองตำแหน่งที่มีความสูงต่างกัน hอย่างไรก็ตาม โมเดลที่ผมแสดงในความเห็นที่ 33 ก็คงไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนผมคิดว่า g ที่ผิวโลกคิดจากศูนย์กลางโลก ผมจึงแทนที่ h ด้วย Rโลกซึ่งอาจผิดก็ได้ แต่ผมมองว่ามันให้คำตอบที่สอดคล้องกับระยะที่น้ำขึ้นลงในทะเลไม่ตรงเป๊ะ แต่มันก็ไม่ต่างมากมายเป็นสิบเท่าหากคุณต้องการคำนวณเรื่องนี้อย่างละเอียด ผมแนะว่าคุณควรศึกษาอย่างจริงจังอาจเอาตำราดาราศาสตร์ สมุทรศาสตร์ มาศึกษา เพราะผมคิดว่าคนที่มีความรู้ตรงเรื่องนี้จะยอมมาเสียเวลาอธิบายให้คงไม่มี ไม่เช่นนั้นก็คงได้ความชัดเจนไปแล้วเรื่องเหล่านี้ ผมก็ไม่ได้ศึกษามาอย่างจริงจัง แต่คิดจากความรู้พื้นฐานฟิสิกส์ที่เรียนเมื่อสี่สิบปีก่อนหากถามมาลึกซึ้งกว่านี้ก็คงไม่มีปัญญาตอบแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 42

นิรันดร์
24 มี.ค. 2555 21:07
  1. ผมพยายามอีกครั้ง


ความคิดเห็นที่ 43

นิรันดร์
26 มี.ค. 2555 11:52
  1. ถึงเราจะไม่เรียนจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยแต่เรายังคงเรียนรู้เพิ่มเติมได้เรื่อยๆผมได้พยายามคิดหาวิธีคำนวณระดับสูงของน้ำขึ้น-ลงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ใหม่อีกครั้งแต่คุณ"สงสัย"หายไปไม่มาซักโต้แย้งอีก รู้สึกเหงาๆผมไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับการที่คุณโต้แย้งทุกความเห็นผมถือว่าเรื่องวิชาการ หากเราไม่เห็นด้วยเราก็ถกกันไปได้เรื่อยๆเชื่อกันก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ ไม่ได้โกรธกันนะครับอย่างไรก็ตาม แต่ละแนวคิดที่ผมนำเสนอนั้น ก็ต้องใช้เวลาพอสมควรเนื่องจากความรู้เรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาจากความจำสมัยเป็นนักเรียน-นิสิตแต่พยายามค้นและคิด (ซึ่งเชื่อว่าก็คงมีท่านอื่นคิดมาแล้ว แต่ผมไม่ได้หาจนพบ)หากคิดแล้วไม่มีคนอ่านก็นับว่าน่าเสียดายหากท่านอื่นที่เข้ามาอ่านก็เชิญวิจารณ์ได้นะครับ ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหรือไปพบตำราหรือหลักฐานอื่นที่ใช้ในการคำนวณระดับน้ำขึ้น-ลงด้วยแรงโน้มถ่วงก็กรุณาบอกด้วย จะได้เปรียบเทียบกับการคำนวณของผม


ความคิดเห็นที่ 44

26 มี.ค. 2555 12:45
  1. อ.นิรันดร์ครับ ขอบคุณ อ.นิรันดร์ที่กรุณาสละเวลาแสดงรายละเอียดการคำนวณอีกครั้ง ที่จริงผมมีความเห็นต่างอยู่แต่เกรงว่าอาจารย์อาจจะไม่สบายใจก็เลยไม่ได้แสดงความเห็นไว้ เมื่อได้อ่านความเห็นของอาจารย์แล้วก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมากครับ ที่จริงจุดประสงค์ที่ผมถามเรื่องนี้ก็เพราะผมเชื่อว่าที่ผมสงสัยนั้น ก็คงจะมีคนสงสัยในเรื่องเดียวกันแต่ไม่ได้คำตอบและปล่อยให้เรื่องผ่านไปบน "ความเชื่อ" ตามตำรามากกว่า "ความรู้" ที่ได้จากการแสดงเหตุผลทางวิชาการ จึงลองตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาและรู้สึกยินดีที่มีผู้ร่วมให้ความเห็นในแง่มุมต่างๆซึ่งแง่มุมเหล่านี้เราอาจจะไม่ได้พบในห้องเรียนครับ สำหรับจุดที่ผมเห็นต่างจากการคำนวณตามความเห้น 42 นั้น จุดแรกผมคิดว่า ค่า dR กับ dg ยังคงเป้นคนละพิกัด dR เป็นผลต่างระหว่างพิกัดจุดศูนย์กลางโลกกับผิวโลก แต่ dg เป็นผลต่างระหว่างคนละซีกโลก แต่กรณีนี้แก้ไขเพียงค่า dg เป็นครึ่งหนึ่งคือ 2.2x10^-6 ก็จะเป้นพิกัดเดียวกัน ได้ค่า dH ประมาณ 1.5 m. แต่..เนื่องจากโลกไม่ได้เป้นดาวเคราะห์น้ำ ดังนั้น dH ตั้งแต่จุดศูนย์กลางโลกมาถึงผิวก้นมหาสมุทรที่ควรมีค่าประมาณ 1.5 เมตร(ในกรณีโลกเป็นดาวเคราะห์น้ำ) นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น dH ที่เกิดขึ้นจริงจึงมีเพียงช่วงก้นทะเลถึงผิวน้ำซึ่งก็จะยังคงมีค่าเพียงประมาณ 2 mm. เท่านั้น ส่วนกรณีที่คุณ Ankkarn ให้ความเห็นไว้ในความเห้น 38 นั้น ผมเห็นตรงกันครับว่าถ้าผู้สังเกตอยู่ระหว่างกลางก็จะเห้นมวลทั้งสองกำลังแยกออกจากกัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือมวลทั้งสองยังคงเคลื่อนไปในทิศเดียวกัน (เมื่อเทียบกับผู้สังเกตภายนอก) เราจึงไม่น่าจะสรุปได้ว่ามวลทั้งสองวิ่งไปทิศตรงข้ามกัน เพราะหากเคลื่อนที่ไปทิศตรงข้ามกันจริง ไม่ว่าผู้สังเกตจะอยู่ตรงไหนก็จะเห็นว่าแยกจากกันจริงๆครับ ส่วนเรื่อง Free Body นั้น ผมก็เขียน R ไว้ที่มวลทั้งสองครับแต่มีปัญหาบางอย่างกับระบบจึงทำให้ใส่ลูกศรทั้งสองด้านไม่ได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 47

นิรันดร์
26 มี.ค. 2555 15:27
  1. ตอนที่ผมเป็นเด็ก ผมก็เรียนเท่าที่คุณถามในต้นกระทู้นั่นแหละครับ และก็ไม่เคยได้คิดต่อผมมาเริ่มคิดเอาก็ต่อเมื่อมีนักเรียนหรือลูกศิษย์หรือเพื่อนครูอาจารย์เอาปัญหามาถามทั้งหมดที่ผมอธิบายในกระทู้นี้ ผมก็เพิ่งเรียนรู้เมื่อถูกถามเหมือนกันผมชอบตรงไปตรงมา ที่บอกอะไรคุณไป ก็หมายความตรงตามนั้น ไม่ต้องตีความอีกครับทีแรกผมก็คิดว่าคุณเป็นเด็กมัธยมช่างสงสัย ผมก็ตอบไประดับหนึ่งเมื่อคำถามมากขึ้นก็รู้สึกว่าไม่ใช่ที่คุณแย้งมาในความเห็น #40 ผมก็เห็นด้วยว่าความเห็นที่ 32-33 มันไม่ใช่คำตอบที่ดีแต่มันเกินความสามารถที่ผมจะอธิบายตอนนั้น และผมก็ไม่รู้ว่าจะคิดต่ออย่างไรแต่ผมเมื่อพบคำถามที่อยากจะตอบ ผมก็คิดต่อแล้วก็มาถึงคำอธิบายในความเห็น #42ซึ่งน่าจะแก้ข้อสงสัยในความเห็น #40 ของคุณได้ผมแนะนำว่า คุณควรสมัครสมาชิกเสียเมื่อเป็นสมาชิกแล้ว คุณสามารถพิมพ์สมการได้ในระดับหนึ่งหรือสามารถส่งภาพได้เหมือนอย่างที่ผมทำ คือผมเขียนคำบรรยายใน Wordบันทึกหน้าจอเป็นภาพ crop และส่งภาพมาทำให้แสดงสมการได้อย่างถูกต้องขอบคุณคุณ"อังคาร"ด้วยที่พยายามช่วยกันอธิบายครับ


ความคิดเห็นที่ 48

26 มี.ค. 2555 15:33
  1. คุณ Ankkarn ครับ ผมเห็นตรงกันกับคุณ Ankkarn ครับ แต่ประเด็นของผมคือ ถ้าเลื่อนแกน A มาอยู่ตรงกลางของจุดเริ่มต้นและแกน A อยุ่คงที่ เราจะเห็นมวล A ห่างออกไป แต่เห็นมวล B เคลื่อนใกล้เข้ามา กรณีนี้จะแตกต่างจากการที่มวล A กับ B เคลื่่อนไปคนละทิศจริงๆ เราจะเห็นว่า A และ B เคลื่อนออกจากกันและเคลื่อนห่างออกจากตัวเราด้วยครับ ที่จริงถ้าสมมติว่าโลกเป็นดาวเคราะห์น้ำ ดูจากวิธีคำนวณของอาจารย์นิรันดร์ โดยเทียบด้านใกล้ดวงจันทร์กับแกนกลางโลก และแกนกลางโลกกับด้านตรงข้าม ก็จะเห้นว่าน้ำด้านใกล้ดวงจันทร์จะสูงกว่าน้ำตรงแกนกลางโลก และน้ำตรงแกนกลางโลกจะสุงกว่าน้ำด้านไกล แสดงให้เห็นว่าน้ำด้านไกลไม่ได้ขึ้นพร้อมกันกับด้านใกล้ครับหรือน้ำไม่ได้แยกเป็นสองด้านออกจากกันครับ

ความคิดเห็นที่ 49

นิรันดร์
26 มี.ค. 2555 16:18
  1. เป็นความเข้าใจผิดของคุณสงสัยในความเห็นที่ 48 ครับในวิธีอธิบายของผม ด้านที่อยู่ตรงข้ามดวงจันทร์น้ำจะขึ้นสูงเหมือนกับด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์ครับการคำนวณนี้ ต้องอาศัยความรู้เรื่องการเคลื่อนที่สัมพัทธ์กันครับเอาแกนกลางโลกเป็นตำแหน่งอ้างอิง


ความคิดเห็นที่ 50

27 มี.ค. 2555 13:10
  1. รบกวน อ.นิรันดร์อธิบายเพิ่มเติมให้ด้วยครับ ตามความเข้าใจของผมตามการคำนวณของอาจารย์ dR ที่เพิ่มขึ้นของน้ำฝั่งดวงจันทร์ เนื่องจากค่าสนามโน้มถ่วงฝั่งดวงจันทร์สูงกว่าอีกฝั่ง ดังนั้นในทำนองเดียวกันก็น่าจะได้ว่า dR ของน้ำที่กึ่งกลางโลก ก็ควรสูงกว่าน้ำที่อยู่ตรงข้ามดวงจันทร์เพราะสนามโน้มถ่วงสูงกว่า โดยระดับน้ำจะค่อยๆเพิ่มจากจุดต่ำสุดที่ด้านตรงข้ามดวงจันทร์ ไปถึงจุดสูงสุดที่ด้านใกล้ดวงจันทร์ ไม่ได้แยกออกจากกันเป็นสองฝั่ง ผมลองคำนวณอีกวิธีตามความเห้น 23 ที่ผมเสนอไว้ โดยให้สนามโน้มถ่วงจากดวงจันทร์หักล้างกับสนามโน้มถ่วงโลก g0 = V^2/R0 g1 = V^2/R1 จะได้ g0/g1 = R1/R0 (9.8 - 4.4x10^-6)/9.8 = 6.4x10^6/R0 ได้ R0 = 6,400,002.87 คิดเป็นผลต่างเท่ากับ 2.87 เมตร หรืออีกนัยหนึ่งคือ ฝั่งใกล้ดวงจันทร์ น้ำจะขึ้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1.44 เมตร และฝั่งตรงข้ามน้ำจะลดต่ำกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 1.44 เมตรเช่นกัน แต่ใตฝั่งตรงข้าม น้ำที่เกิดจากแรงเหวี่ยงของโลกรอบจุดศูนย์กลางมวล โลก-ดวงจันทร์จะสูงกว่าปกติ เมื่อหักล้างน้ำที่ลดลงจากสนามโน้มถ่วงจากดวงจันทรืแล้วก็ยังคงมีค่าเป้นบวก ทำให้น้ำฝั่งตรงข้ามเป้นบวก เมื่อนำดวงอาทิตย์เข้ามาใน model นี้ ก็อาจจะอธิบายปรากฎการณ์น้ำขึ้นสูงสุดในสองกรณีได้แบบนี้ครับ กรณีที่หนึ่ง ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่ด้านเดียวกัน ผลต่างของสนามโน้มถ่วงสองด้านเพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำในฝั่งใกล้เพิ่มสูงกว่าปกติ แต่ในขณะเดียวกัน น้ำที่เกิดจากแรงเหวี่ยงของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็อยู่ในตำแหน่งเสริมกันเช่นกันแม้จะถูกหักล้างจากน้ำลงที่มากกว่าปกติแต่ยังคงเป็นบวกมากกว่าปกติ ดังนั้นน้ำในฝั่งตรงข้ามจึงเพิ่มสูงขึ้นด้วย กรณีที่สอง ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่คนละด้านของโลก สนามโน้มถ่วงหักล้างกัน ทำให้น้ำขึ้นจากสนามโน้มถ่วงลดลงแต่ได้เสริมจากน้ำจากแรงเหวี่ยงที่สูงเพิ่มกว่าปกติเพราะไม่ถูกหักล้างจากน้ำลง ทำให้น้ำขึ้นในกรณีนี้สูงกว่าปกติเช่นกัน ไม่ทราบว่ามีความเห้นกับmodel นี้อย่างไรครับ

ความคิดเห็นที่ 51

นิรันดร์
27 มี.ค. 2555 14:20
  1. ผมคิดว่า ผมจะคอยให้คุณเป็นสมาชิกก่อน จะได้คุยกันได้ชัดเจนกว่านี้นะครับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยภาพเข้ามาช่วยมากๆ นอกจากนั้น สมการก็ต้องมีความถูกต้องแม่นยำสมัครสมาชิกไม่ยากหรือครับ ไม่กี่นาทีก็เสร็จนะครับช่วงนี้ ผมกำลังพยายามอธิบายเรื่องอื่นอยู่ด้วย เป็นเรื่องง่ายๆแต่ต้องวาดรูปประกอบ จึงต้องใช้เวลาพอสมควร


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น