คิดอย่างไรกับการตั้งกระทู้ "เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ"ในบอร์ดนี้

ชอบ  หรือ  ไม่ชอบ

ดี  หรือ ไม่ดี

ย่างไร  เพราะเหตุใด




ความคิดเห็นที่ 1

O_o (Guest)
28 มี.ค. 2555 04:00
  1. รกครับ แปะแล้วก็วิ่งหนีไม่มีประโยชน์อะไร เว็บบอร์ดเป็นที่เสวนา อันนี้แปะแล้วทิ้ง ๆ น่าเบื่อ เขียนอะไรลงไปก็ไม่มีอะไรกลับมา เสียเวลากดเข้าไปดู



ความคิดเห็นที่ 2

ศานติ vcharkarn vteam
28 มี.ค. 2555 06:49
  1. ผมไม่มีตัวเลขสนับสนุน แต่ผมคิดว่าคนอ่านทั้งบทความตั้งแต่ต้นจนจบ คงหาได้น้อยมาก สาเหตุอันหนึ่งที่หาคนอ่านยากเพราะเท่าที่เห็นมา ทุกคนเขียนโดยไม่มีย่อหน้าเลย ดูท่าทียังกับเขาบังคับว่าการสรุปต้องมีเพียงย่อหน้าเดียว เลยอัดไว้ในย่อหน้าเดียว เคยพยายามอ่านแต่ปวดหัว เดี๋ยวนี้เลยไม่อ่าน




ความคิดเห็นที่ 3

Ouroboros vcharkarn veditor
28 มี.ค. 2555 11:50
  1. ส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยชอบนัก เพราะรู้สึกว่า ส่วนใหญ่เป็นการนำมาแปะไว้เฉยๆ ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนหรืออภิปรายกันซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของเว็บบอร์ด

    มองอีกมุมหนึ่งก็คิดว่า คนที่มาเผยแพร่คงเป็นผลพวงจากโครงสร้างและข้อกำหนดในการประเมินต่างๆ

    ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงได้สร้างพื้นที่ให้เผยแพร่โดยเฉพาะ ด้วยหวังว่าจะแยกการเผยแพร่ลักษณะนี้ออกไป รวมกันไว้ที่เดียว ซึ่งจะจัดระเบียบและพัฒนาต่อไปได้ง่ายขึ้น

    แต่แม้จะมีส่วนเผยแพร่ผลงานครูแล้ว ก็ยังมีคนมาโพสต์ในคาเฟ่อยู่ดี
    จากที่สังเกต คนที่มาโพสต์มักเป็นคนที่ไม่รู้ว่าควรใส่ไว้ตรงไหน จึงโพสต์ในคาเฟ่ (เข้าใจว่าที่นี่คงโพสต์ง่ายที่สุด)
    กับอีกกลุ่มคือ โพสต์ในส่วนที่จัดให้ไว้แล้ว แต่มาโพสต์ซ้ำอีกที

    เคยลองตอบกระทู้ของกลุ่มแรกว่า ให้ไปเผยแพร่ไว้ในทีจัดไว้ให้ดีกว่า แต่ดูเหมือนคนที่โพสต์จะไม่กลับมาอ่านอีกเลย




ความคิดเห็นที่ 4

หน้าใหม่
28 มี.ค. 2555 12:34
  1. จัดประเภทกระทู้ที่มาโพสต์ในช่วง ๓ เดือนแรกของปี นี้ แบบคร่าวๆ  ประมาณ ๑๘๐๐ กว่ากระทู้

    แบ่งเป็น  ๓  กลุ่ม   แบบง่ายๆ  คือ

    ๑  กลุ่มคำถาม (การบ้าน)  คำขอต่างๆ  ความช่วยเหลือ ถามเรื่องส่วนตัว
    ๒  กลุ่มให้ข้อมูล เผยแพร่ข้อมูลวิชาการ  นำบทความต่างๆ  มาโพสต์ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ข้อมูล
    ๓  กลุ่ม นำเสนอกระทู้ในเชิงขอความคิดเห็น  

    พบว่า กลุ่มที่ ๑ และ ๒  จะมีปริมาณใกล้เคียงกัน  ๔๗.๕   และ   ๔๘.๗ %  ตามลำดับ
    ที่เหลือ ประมาณ  ๓ % เศษๆ  เป็น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 

     




ความคิดเห็นที่ 5

หน้าใหม่
28 มี.ค. 2555 12:37
  1. ตีความเอาเองว่า  การนำข้อมูลมาเผยแพร่ในส่วนนี้  แม้จะมีส่วนที่แยกไว้แล้วเป็นการเฉพาะ
    ก็คงเห็นว่า   ส่วนนี้มีคนเข้ามาอ่านเยอะมาก

    การโพสต์บทความไว้   ก็คงเพื่อต้องการเผยแพร่ให้คนรู้  แต่ไม่คิดจะรับข้อคิดเห็นจากผู้อ่านก็เป็นได้

    จึงวางแล้ววางเลย   (และอาจไม่ได้วางเอง)  




ความคิดเห็นที่ 6

แขชนะ vcharkarn vteam
28 มี.ค. 2555 23:24
  1. ผมคิดว่าสาเหตุใหญ่ที่เกิดปรากฏการณ์นี้ก็คือ ผลพวงจากระบบประกันคุณภาพที่ออกมาเป็นกฏหมายว่าจะต้องทำผลงานและมีเวทีที่จะนำผลงานไปเสนอต่อที่สาธารณะ หากได้โพสต์แล้วก็มีที่อ้างอิงว่าได้ทำตามที่กฏเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษากำหนด การที่เอาบทคัดย่อมาลงแล้วได้ชื่อว่านำเสนอผลงานต่อที่สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าจะมีการประกันว่ามีคุณภาพหรือคุณภาพจะดีขึ้น


    จากการสังเกตหลายๆอย่าง ผมมีความคิดเห็นดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ หลายท่านอาจเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่โง่ๆและเป็นไปในแง่ลบ ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะคนเราคิดต่างได้เพราะมีมุมมองที่ต่างกัน


    ตั้งแต่มีระบบประกันคุณภาพเข้ามาตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อนๆครูอาจารย์หลายคนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จากปกติเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง ใช้เวลากับการหาเทคนิคการสอนหรือสื่อการสอนใหม่ๆมาใช้ทำให้นักเรียนเรียนอย่างสนุกและรักในวิชานั้นๆ และมีเวลาให้กับเด็ก สังเกตการพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เยี่ยมเยียนเด็กที่มีปัญหา พฤติกรรมเปลี่ยนไปราวกับเป็นนักโทษที่ต้องรอเวลาว่าผู้คุมจะมาตรวจห้องขังเมื่อไร จะต้องทำให้เรียบร้อย ไม่งั้นจะต้องถูกลงโทษ คราวใดที่มีการประกาศว่าจะมีผู้(คุม)มาตรวจเยี่ยม เพื่อนๆครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะไม่เป็นอีันทำการเตรียมการสอนอย่างมีประสิทธิภาพเพือเด็ก ทิ้งหน้าที่หลักคือ "การสร้างคนที่มีคณภาพทางการศึกษาให้ประเทศชาติ" กลับทำงานกระดาษเพื่อให้เห็นว่าได้ทำเรื่องนั้นแล้ว ได้ทำเรื่องนั้แล้ว ซึ่งต้องใช้เวลามากมาย (ได้ทำแล้วกับการทุ่่มเทเวลาในการพัฒนาคุณภาพต่างกัน) งานในหน้ากระดาษที่บอกว่าเป็น "ตัวบ่งชี้นั้น" เพื่อนๆครู-อาจารย์ทั้งหลาย จะต้องพยายดั้นด้นหามาให้ได้ครบ ไม่งั้นทั้งองค์กรจะไม่ผ่านการประเมิน เมื่อมีกรรมการกลั่นกรองแล้วเห็นว่าไม่น่าจะผ่าน ก็จะต้องหาทาง "ดิ้นสุดฤทธิ์" เพื่อให้ผ่านการประเมิน ผมเห็นมีหลายแห่งถึงขนาด "แต่งนิยาย" ให้ดูสวยว่าเคยนำผลงานไปเสนอที่นั่นที่นี่ (รวมทั้งในวิชาการ.คอม) แต่หากจะดูคุณภาพแล้ว ผมมีความคิดเห็นเหมือนๆกับหลายท่านที่ได้แสดงมาข้างต้น นำมาโพสต์แล้วก็หายหัวไป การพูดคุยเพื่อขยายผลแห่งงานที่นำเสนอนั้นไม่มี แล้วที่โพสต์มา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดี หลายกระทู้อ่านไม่รู้เรื่อง ขณะที่มีผู้มาตรวจคุณภาพ (นักเรียนก็รอวิชาการใหม่ๆจากความคิดสร้างสรรค์ของครู) ครูจะทิ้งเด็กแล้วหันมาทำ "Paper work" เพื่อให้ตัวครูและสถาบันอยู่รอดพ้นการประเมิน ได้เงินเดือนเพิ่ม จะได้ชื่อว่า "ผ่านการประกันคุณภาพ" และนี่ครับคือการที่ได้มีการประกันแล้วว่าการศึกษานั้นจะมีคุณภาพ บางโรงเรียนถึงขนาดได้ชื่อว่ามีมาตรฐานสากล(โลก)


    มีโรงเรียนบางแห่งในภาคอีสานที่ต้องการแสดงว่าตนนั้นเป็นแนวหน้าในการพัฒนาคุณภาพ จัดการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เชิญโรงเรียนต่างๆมาร่วมแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลังจากกำหนดวันเวลาและเชิญผู้เข้าร่วมประชุมเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า ตอนหลังแจ้งเลื่อนการประชุมออกไป เพียงเพราะรัฐมนตรีที่เป็นประธานไม่สามารถมาเิปิดงานได้ หลังจากเลื่อนวันประชุมไปแล้วและกำหนดใหม่ เชิญโรงเรียนต่างๆมาอีก ต่อมาก็จะเลื่อนการประชุมไปอีก เพราะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่จะมาเปิดงาน จึงสรุปได้ว่า "คุณภาพทางวิชาการนั้นขึ้นอยู่กับผู้มาเป็นประธาน หรือเป็นผู้ตรวจเยี่ยม" แทนที่จะดูที่ผลผลิตสุดท้ายที่ได้คือ "คุณภาพของนักเรียน หรือผู้เรียน" ซึ่งอันที่จริงแล้วดูไม่ยาก ดูจากการประเมินคุณภาพของนักเรียนไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่มีผู้ทำไว้มากมาย ก็จะเห็นได้ชัดว่า คุณภาพที่เรารับประกันไว้เป็นอย่างไร


    ผมไม่เถียง หากจะมีผู้แย้งว่า แล้วจะใช้อะไรเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีการทำงานจริงหรือไม่จริง หากจะพิจารณาจากเวลาที่ใช้ในการเตรียม "Paper work" ตามแบบที่ทำกันอยู่นี้ กับเวลาที่ใช้ทุ่มเทในการเตรียมการสอน สร้างสื่อการสอนและตรวจงานผู้เรียนแล้ว เราจะเห็นว่า เป็นการเพิ่มภาระผู้สอนอย่างมาก น่าเสียดายทีเดียวที่ ผมได้พบเห็นครู-อาจารย์ทั้งรุ่นเพื่อนๆ น้องๆ และรุ่นลูกๆ ที่มีความสามารถสูงจำนวนมากมายลาออกจากระบบการศึกษา ทั้งที่เกษียณก่อนกำหนด และที่ไปหางานใหม่ทำเป็นจำนวนมากมาย เพราะทนต่อกรอบที่ถูกกำหนดจนกระดิกตัวแทบไม่ได้ ไม่มีเวลาหาสิ่งใหม่ๆทางวิชาการ



    ความจริงผมมีความคิดเห็นที่อยากจะเล่าให้ฟังหลายเรื่อง แต่ตอนนี้ผมมาสอนหนังสือและทำงานวิจัยที่กุ้ยหลิน และมีการประชุมวิชาการระหว่างจีนกับยุโรป ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมบางส่วนดังแสดงในรูปที่ถ่ายร่วมกับนักวิชาการพัฒนาหลักสูตรของประเทศต่างๆในยุโรป ยุ่งๆนิดหน่อย แต่ก็คันปาก(มือ) อดไม่ได้ที่จะมาพูด (พิมพ์) ให้เพื่อนสมาชิกทราบเพื่ออภิปรายเชิงสร้างสรรค์ครับ หากข้อคิดเห็นนี้เป็นข้อคิดเห็นที่ท่านคิดว่าโง่ๆ ก็ขอความกรุณาชี้แนะด้วยครับ จะได้ประกันว่าผมจะได้มีคุณภาพจริง




ความคิดเห็นที่ 8

แขชนะ vcharkarn vteam
25 มิ.ย. 2555 18:46
  1. ผมลองคิดเล่นๆเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประกันคุณภาพของอาจารย์มหาวิทยาลัย เอาเฉพาะงานบริการวิชาการ ที่ไม่เกี่ยวกับงานวิจัย และงานสอน ทางมหาวิทยาลัยบางแห่งให้แนวทางในการจัดเตรียมเอกสารไว้ดังนี้




    รวมทั้งสิ้น 35 รายงการ


    สมมุติว่าปีการศึกษาที่ผ่านมา ผมมีงานบริการทางวิชาการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัยจำนวน
    13 รายการ และส่วนมากต้องเตรียมเป็นภาษาต่างประเทศ
    รวมทั้งต้องมีการสร้างอุปกรณ์การทดลองต่างๆ ดังนี้



    ผมลองคิดเล่นๆ เมื่อเอาจำนวนงานบริการ(เฉพาะนอกงบประมาณ) 13 รายการ คูณกับจำนวนรายการเอกสารต้องเตรียม 35 รายการ ก็จะได้เป็นงานเอกสารจำนวน 455 รายการ และแต่ละรายการก็ต้องมีเอกสารย่อยและรูปถ่ายอีกเป็นจำนวนมาก รายการนี้ยังไม่รวมงานบริการวิชาการ งานวิจัยที่ใช้งบประมาณ และงานเอกสารการสอนต่างๆอีกหลายรายการ


    เพื่อนๆสมาชิกลองช่วยคิดเล่นๆว่า แต่ละโครงการต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมเอกสารนานเท่าไร การประกันคุณภาพขึ้นอยู่กับเอกสารจำนวนมากที่เอามาแสดง บางครังผมรู้สึกอายตัวเองที่ได้รับเชิญไปเป็น Keynote speaker แล้วต้องวิ่งวานให้คนถ่ายรูปตอนยืนอยู่ที่เวที เพื่อใช้ประกอบหลักฐานว่าไปทำงานจริง หากไม่มีภาพประกอบก็จะไม่สมบูรณ์ ต้องตรวจสอบว่าจริงหรือเปล่าแบบนักโทษ กลัวจะพูดเท็จ ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนไทยเราไม่ค่อยมีเกียรติ ต้องคอยกันคนโกงที่มีอยู่มากมาย แม้แต่ในคุกยังทำธุรกิจผิดกฎหมายได้ ผมลองสังเกตดู ทุกครั้งที่มีการประชุม หรืออบรมครู จะมีครูเป็นจำนวนมากมายืนถ่ายรูปทำท่าว่าบรรยายบนเวที หรือ บนโพเดียม เพื่อใช้ประกอบหลักฐานในการประกันคุณภาพ ใครลองช่วยคำนวณดูว่าจำนวนกระดาษที่ใช้จัดทำเอกสารประกันคุณภาพต้องใช้มากเพียงใดทั่วประเทศ ตรวจนิดเดียว พอผ่านแล้วเอาไปใช้ทำอะไรที่เกิด Impact ต่อการศึกษาหรือเปล่า


    ถ้าผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่างๆในหลายทวีปใน 1 ปี แต่ผมคงสอบตกกับการใช้เวลามากมายในการทำเอกสารประกันคุณภาพ ซึ่งไม่ใช่งานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆทางวิชาการเลย เมื่อสอบตกผมก็ได้คะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ประกันคุณภาพ แสดงว่าผมไม่มีคุณภาพ แสดงว่ามหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆที่เชิญผมไปบรรยายก็จะต้องไม่มีคุณภาพด้วย


    ผมเพียงแต่คิดเล่นๆสนุกๆ ต้องขออภัยหากเป็นความคิดเห็นที่โง่ๆ ท่านผู้ใดมีความคิดเห็นที่ดีกรุณาชี้แนะด้วยเพื่อผมจะได้ปรับปรุงตัวให้มีคุณภาพกับเขาบ้าง


    ในกระทู้ต่างๆบนวิชาการ.คอม มีโฆษณารับทำผลงานและรับทำเอกสารประกันคุณภาพด้วยนะครับ ลองหาดูครับมีมากมาย ราคาตกลงกันได้ครับ เป็นธุรกิจที่กำลังเฟื่องฟู ของให้ประเทศไทยมีคุณภาพดีมากๆ จงเจริญ ไชโย




ความคิดเห็นที่ 10

onuma_au_yut@hotmail.com (Guest)
8 ก.พ. 2556 10:36
  1. ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์
    ผู้รายงาน นางอารี แตะแอ
    ปีการศึกษา 2554

    บทคัดย่อ
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ (2) เปรียบเทียบทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน (3) ศึกษาคุณภาพผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน แบบบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากการทำโครงงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการคิดของนักเรียน แบบฝึกหัดท้ายวงจร แบบทดสอบท้ายวงจร แบบทดสอบวัดทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าสถิติ t-test (Dependent) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการพรรณนาวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้จากการสังเกตและการสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า
    1. นักเรียนมีทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
    2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
    3. ผลการศึกษาคุณภาพผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ พบว่า โครงงานวิทยาศาสตร์มีคุณภาพอยู่ในระดับดียอดเยี่ยม
    4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ หลังการใช้ชุดกิจกรรม โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก



ความคิดเห็นที่ 11

onuma_au_yut@hotmail.com (Guest)
21 ก.พ. 2556 15:48
  1. ชื่อรายงาน รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
    สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์)
    ชื่อผู้รายงาน นางพัชราลักษณ์ ศิริกุลพิทักษ์
    ปีที่จัดทำ พ.ศ. 2555

    บทคัดย่อ

    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพหนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ตามเกณฑ์การประเมิน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 กลุ่มการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาคือ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนเทศบาล1(สังขวิทย์) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง จำนวน 33 คน
    เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย
    ชั้นอนุบาลปีที่ 1 และแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 และแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาเด็กปฐมวัย ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาทั้ง 10 เล่ม
    ผลจากการศึกษาพบว่า
    1. ประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีค่า 82.97 / 87.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
    2. ผลเปรียบเทียบพัฒนาการด้านภาษา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 10 เล่ม หลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05



ความคิดเห็นที่ 12

yada_bulin@hotmail.com (Guest)
9 ก.ค. 2557 14:29
  1. ชื่อเรื่องวิจัย รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร
    กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
    ชื่อผู้วิจัย นางสุวนีย์ สุวินัย
    สถานที่ทำงาน โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
    ปี พ.ศ. 2554
    บทคัดย่อ

    รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระ
    การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
    ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะหลังจากเรียน เรื่อง การคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ เรื่อง การคูณและการหาร โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 44 แผน 2) แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 ชุด รวมทั้งสิ้น 87 แบบฝึก ซึ่งมีประสิทธิภาพ 85.57/83.75 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.94 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ t – test




    ผลการวิจัย
    1. การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.18/88.59
    2. แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8169 แสดงว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.69
    3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การคูณและการหาร โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น