วิชาการดอทคอม ptt logo

คิดอย่างไรกับการตั้งกระทู้ "เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ"ในบอร์ดนี้

โพสต์เมื่อ: 22:42 วันที่ 27 มี.ค. 2555         ชมแล้ว: 26,739 ตอบแล้ว: 12
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์

ชอบ  หรือ  ไม่ชอบ
ดี  หรือ ไม่ดี
ย่างไร  เพราะเหตุใด



NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง





จำนวน 10 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 28 มี.ค. 2555 (04:00)
รกครับ แปะแล้วก็วิ่งหนีไม่มีประโยชน์อะไร เว็บบอร์ดเป็นที่เสวนา อันนี้แปะแล้วทิ้ง ๆ น่าเบื่อ เขียนอะไรลงไปก็ไม่มีอะไรกลับมา เสียเวลากดเข้าไปดู
O_o (IP:58.8.115.148)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 28 มี.ค. 2555 (06:49)

ผมไม่มีตัวเลขสนับสนุน แต่ผมคิดว่าคนอ่านทั้งบทความตั้งแต่ต้นจนจบ คงหาได้น้อยมาก สาเหตุอันหนึ่งที่หาคนอ่านยากเพราะเท่าที่เห็นมา ทุกคนเขียนโดยไม่มีย่อหน้าเลย ดูท่าทียังกับเขาบังคับว่าการสรุปต้องมีเพียงย่อหน้าเดียว เลยอัดไว้ในย่อหน้าเดียว เคยพยายามอ่านแต่ปวดหัว เดี๋ยวนี้เลยไม่อ่าน


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5903 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 มี.ค. 2555 (11:50)

ส่วนตัวแล้ว ไม่ค่อยชอบนัก เพราะรู้สึกว่า ส่วนใหญ่เป็นการนำมาแปะไว้เฉยๆ ไม่ใช่เพื่อแลกเปลี่ยนหรืออภิปรายกันซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของเว็บบอร์ด

มองอีกมุมหนึ่งก็คิดว่า คนที่มาเผยแพร่คงเป็นผลพวงจากโครงสร้างและข้อกำหนดในการประเมินต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ทีมงานจึงได้สร้างพื้นที่ให้เผยแพร่โดยเฉพาะ ด้วยหวังว่าจะแยกการเผยแพร่ลักษณะนี้ออกไป รวมกันไว้ที่เดียว ซึ่งจะจัดระเบียบและพัฒนาต่อไปได้ง่ายขึ้น

แต่แม้จะมีส่วนเผยแพร่ผลงานครูแล้ว ก็ยังมีคนมาโพสต์ในคาเฟ่อยู่ดี
จากที่สังเกต คนที่มาโพสต์มักเป็นคนที่ไม่รู้ว่าควรใส่ไว้ตรงไหน จึงโพสต์ในคาเฟ่ (เข้าใจว่าที่นี่คงโพสต์ง่ายที่สุด)
กับอีกกลุ่มคือ โพสต์ในส่วนที่จัดให้ไว้แล้ว แต่มาโพสต์ซ้ำอีกที

เคยลองตอบกระทู้ของกลุ่มแรกว่า ให้ไปเผยแพร่ไว้ในทีจัดไว้ให้ดีกว่า แต่ดูเหมือนคนที่โพสต์จะไม่กลับมาอ่านอีกเลย


Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2439 ครั้ง - ดาว 306 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 28 มี.ค. 2555 (12:34)

จัดประเภทกระทู้ที่มาโพสต์ในช่วง ๓ เดือนแรกของปี นี้ แบบคร่าวๆ  ประมาณ ๑๘๐๐ กว่ากระทู้

แบ่งเป็น  ๓  กลุ่ม   แบบง่ายๆ  คือ

๑  กลุ่มคำถาม (การบ้าน)  คำขอต่างๆ  ความช่วยเหลือ ถามเรื่องส่วนตัว
๒  กลุ่มให้ข้อมูล เผยแพร่ข้อมูลวิชาการ  นำบทความต่างๆ  มาโพสต์ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ข้อมูล
๓  กลุ่ม นำเสนอกระทู้ในเชิงขอความคิดเห็น  

พบว่า กลุ่มที่ ๑ และ ๒  จะมีปริมาณใกล้เคียงกัน  ๔๗.๕   และ   ๔๘.๗ %  ตามลำดับ
ที่เหลือ ประมาณ  ๓ % เศษๆ  เป็น การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 

 


หน้าใหม่
ร่วมแบ่งปัน1102 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 28 มี.ค. 2555 (12:37)

ตีความเอาเองว่า  การนำข้อมูลมาเผยแพร่ในส่วนนี้  แม้จะมีส่วนที่แยกไว้แล้วเป็นการเฉพาะ
ก็คงเห็นว่า   ส่วนนี้มีคนเข้ามาอ่านเยอะมาก

การโพสต์บทความไว้   ก็คงเพื่อต้องการเผยแพร่ให้คนรู้  แต่ไม่คิดจะรับข้อคิดเห็นจากผู้อ่านก็เป็นได้

จึงวางแล้ววางเลย   (และอาจไม่ได้วางเอง)  


หน้าใหม่
ร่วมแบ่งปัน1102 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 28 มี.ค. 2555 (23:24)

ผมคิดว่าสาเหตุใหญ่ที่เกิดปรากฏการณ์นี้ก็คือ ผลพวงจากระบบประกันคุณภาพที่ออกมาเป็นกฏหมายว่าจะต้องทำผลงานและมีเวทีที่จะนำผลงานไปเสนอต่อที่สาธารณะ หากได้โพสต์แล้วก็มีที่อ้างอิงว่าได้ทำตามที่กฏเกณฑ์ประกันคุณภาพการศึกษากำหนด การที่เอาบทคัดย่อมาลงแล้วได้ชื่อว่านำเสนอผลงานต่อที่สาธารณะ ไม่ได้หมายความว่าจะมีการประกันว่ามีคุณภาพหรือคุณภาพจะดีขึ้น


จากการสังเกตหลายๆอย่าง ผมมีความคิดเห็นดังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ หลายท่านอาจเห็นว่าเป็นความคิดเห็นที่โง่ๆและเป็นไปในแง่ลบ ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะคนเราคิดต่างได้เพราะมีมุมมองที่ต่างกัน


ตั้งแต่มีระบบประกันคุณภาพเข้ามาตามสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อนๆครูอาจารย์หลายคนมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จากปกติเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง ใช้เวลากับการหาเทคนิคการสอนหรือสื่อการสอนใหม่ๆมาใช้ทำให้นักเรียนเรียนอย่างสนุกและรักในวิชานั้นๆ และมีเวลาให้กับเด็ก สังเกตการพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เยี่ยมเยียนเด็กที่มีปัญหา พฤติกรรมเปลี่ยนไปราวกับเป็นนักโทษที่ต้องรอเวลาว่าผู้คุมจะมาตรวจห้องขังเมื่อไร จะต้องทำให้เรียบร้อย ไม่งั้นจะต้องถูกลงโทษ คราวใดที่มีการประกาศว่าจะมีผู้(คุม)มาตรวจเยี่ยม เพื่อนๆครูบาอาจารย์ทั้งหลาย จะไม่เป็นอีันทำการเตรียมการสอนอย่างมีประสิทธิภาพเพือเด็ก ทิ้งหน้าที่หลักคือ "การสร้างคนที่มีคณภาพทางการศึกษาให้ประเทศชาติ" กลับทำงานกระดาษเพื่อให้เห็นว่าได้ทำเรื่องนั้นแล้ว ได้ทำเรื่องนั้แล้ว ซึ่งต้องใช้เวลามากมาย (ได้ทำแล้วกับการทุ่่มเทเวลาในการพัฒนาคุณภาพต่างกัน) งานในหน้ากระดาษที่บอกว่าเป็น "ตัวบ่งชี้นั้น" เพื่อนๆครู-อาจารย์ทั้งหลาย จะต้องพยายดั้นด้นหามาให้ได้ครบ ไม่งั้นทั้งองค์กรจะไม่ผ่านการประเมิน เมื่อมีกรรมการกลั่นกรองแล้วเห็นว่าไม่น่าจะผ่าน ก็จะต้องหาทาง "ดิ้นสุดฤทธิ์" เพื่อให้ผ่านการประเมิน ผมเห็นมีหลายแห่งถึงขนาด "แต่งนิยาย" ให้ดูสวยว่าเคยนำผลงานไปเสนอที่นั่นที่นี่ (รวมทั้งในวิชาการ.คอม) แต่หากจะดูคุณภาพแล้ว ผมมีความคิดเห็นเหมือนๆกับหลายท่านที่ได้แสดงมาข้างต้น นำมาโพสต์แล้วก็หายหัวไป การพูดคุยเพื่อขยายผลแห่งงานที่นำเสนอนั้นไม่มี แล้วที่โพสต์มา เราจะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดี หลายกระทู้อ่านไม่รู้เรื่อง ขณะที่มีผู้มาตรวจคุณภาพ (นักเรียนก็รอวิชาการใหม่ๆจากความคิดสร้างสรรค์ของครู) ครูจะทิ้งเด็กแล้วหันมาทำ "Paper work" เพื่อให้ตัวครูและสถาบันอยู่รอดพ้นการประเมิน ได้เงินเดือนเพิ่ม จะได้ชื่อว่า "ผ่านการประกันคุณภาพ" และนี่ครับคือการที่ได้มีการประกันแล้วว่าการศึกษานั้นจะมีคุณภาพ บางโรงเรียนถึงขนาดได้ชื่อว่ามีมาตรฐานสากล(โลก)


มีโรงเรียนบางแห่งในภาคอีสานที่ต้องการแสดงว่าตนนั้นเป็นแนวหน้าในการพัฒนาคุณภาพ จัดการประชุมสัมมนาทางวิชาการ เชิญโรงเรียนต่างๆมาร่วมแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลังจากกำหนดวันเวลาและเชิญผู้เข้าร่วมประชุมเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า ตอนหลังแจ้งเลื่อนการประชุมออกไป เพียงเพราะรัฐมนตรีที่เป็นประธานไม่สามารถมาเิปิดงานได้ หลังจากเลื่อนวันประชุมไปแล้วและกำหนดใหม่ เชิญโรงเรียนต่างๆมาอีก ต่อมาก็จะเลื่อนการประชุมไปอีก เพราะมีการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีที่จะมาเปิดงาน จึงสรุปได้ว่า "คุณภาพทางวิชาการนั้นขึ้นอยู่กับผู้มาเป็นประธาน หรือเป็นผู้ตรวจเยี่ยม" แทนที่จะดูที่ผลผลิตสุดท้ายที่ได้คือ "คุณภาพของนักเรียน หรือผู้เรียน" ซึ่งอันที่จริงแล้วดูไม่ยาก ดูจากการประเมินคุณภาพของนักเรียนไทยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆที่มีผู้ทำไว้มากมาย ก็จะเห็นได้ชัดว่า คุณภาพที่เรารับประกันไว้เป็นอย่างไร


ผมไม่เถียง หากจะมีผู้แย้งว่า แล้วจะใช้อะไรเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีการทำงานจริงหรือไม่จริง หากจะพิจารณาจากเวลาที่ใช้ในการเตรียม "Paper work" ตามแบบที่ทำกันอยู่นี้ กับเวลาที่ใช้ทุ่มเทในการเตรียมการสอน สร้างสื่อการสอนและตรวจงานผู้เรียนแล้ว เราจะเห็นว่า เป็นการเพิ่มภาระผู้สอนอย่างมาก น่าเสียดายทีเดียวที่ ผมได้พบเห็นครู-อาจารย์ทั้งรุ่นเพื่อนๆ น้องๆ และรุ่นลูกๆ ที่มีความสามารถสูงจำนวนมากมายลาออกจากระบบการศึกษา ทั้งที่เกษียณก่อนกำหนด และที่ไปหางานใหม่ทำเป็นจำนวนมากมาย เพราะทนต่อกรอบที่ถูกกำหนดจนกระดิกตัวแทบไม่ได้ ไม่มีเวลาหาสิ่งใหม่ๆทางวิชาการ



ความจริงผมมีความคิดเห็นที่อยากจะเล่าให้ฟังหลายเรื่อง แต่ตอนนี้ผมมาสอนหนังสือและทำงานวิจัยที่กุ้ยหลิน และมีการประชุมวิชาการระหว่างจีนกับยุโรป ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรมบางส่วนดังแสดงในรูปที่ถ่ายร่วมกับนักวิชาการพัฒนาหลักสูตรของประเทศต่างๆในยุโรป ยุ่งๆนิดหน่อย แต่ก็คันปาก(มือ) อดไม่ได้ที่จะมาพูด (พิมพ์) ให้เพื่อนสมาชิกทราบเพื่ออภิปรายเชิงสร้างสรรค์ครับ หากข้อคิดเห็นนี้เป็นข้อคิดเห็นที่ท่านคิดว่าโง่ๆ ก็ขอความกรุณาชี้แนะด้วยครับ จะได้ประกันว่าผมจะได้มีคุณภาพจริง


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6421 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 25 มิ.ย. 2555 (18:46)

ผมลองคิดเล่นๆเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประกันคุณภาพของอาจารย์มหาวิทยาลัย เอาเฉพาะงานบริการวิชาการ ที่ไม่เกี่ยวกับงานวิจัย และงานสอน ทางมหาวิทยาลัยบางแห่งให้แนวทางในการจัดเตรียมเอกสารไว้ดังนี้




รวมทั้งสิ้น 35 รายงการ


สมมุติว่าปีการศึกษาที่ผ่านมา ผมมีงานบริการทางวิชาการที่ไม่ได้ใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัยจำนวน
13 รายการ และส่วนมากต้องเตรียมเป็นภาษาต่างประเทศ
รวมทั้งต้องมีการสร้างอุปกรณ์การทดลองต่างๆ ดังนี้



ผมลองคิดเล่นๆ เมื่อเอาจำนวนงานบริการ(เฉพาะนอกงบประมาณ) 13 รายการ คูณกับจำนวนรายการเอกสารต้องเตรียม 35 รายการ ก็จะได้เป็นงานเอกสารจำนวน 455 รายการ และแต่ละรายการก็ต้องมีเอกสารย่อยและรูปถ่ายอีกเป็นจำนวนมาก รายการนี้ยังไม่รวมงานบริการวิชาการ งานวิจัยที่ใช้งบประมาณ และงานเอกสารการสอนต่างๆอีกหลายรายการ


เพื่อนๆสมาชิกลองช่วยคิดเล่นๆว่า แต่ละโครงการต้องใช้เวลาในการจัดเตรียมเอกสารนานเท่าไร การประกันคุณภาพขึ้นอยู่กับเอกสารจำนวนมากที่เอามาแสดง บางครังผมรู้สึกอายตัวเองที่ได้รับเชิญไปเป็น Keynote speaker แล้วต้องวิ่งวานให้คนถ่ายรูปตอนยืนอยู่ที่เวที เพื่อใช้ประกอบหลักฐานว่าไปทำงานจริง หากไม่มีภาพประกอบก็จะไม่สมบูรณ์ ต้องตรวจสอบว่าจริงหรือเปล่าแบบนักโทษ กลัวจะพูดเท็จ ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนไทยเราไม่ค่อยมีเกียรติ ต้องคอยกันคนโกงที่มีอยู่มากมาย แม้แต่ในคุกยังทำธุรกิจผิดกฎหมายได้ ผมลองสังเกตดู ทุกครั้งที่มีการประชุม หรืออบรมครู จะมีครูเป็นจำนวนมากมายืนถ่ายรูปทำท่าว่าบรรยายบนเวที หรือ บนโพเดียม เพื่อใช้ประกอบหลักฐานในการประกันคุณภาพ ใครลองช่วยคำนวณดูว่าจำนวนกระดาษที่ใช้จัดทำเอกสารประกันคุณภาพต้องใช้มากเพียงใดทั่วประเทศ ตรวจนิดเดียว พอผ่านแล้วเอาไปใช้ทำอะไรที่เกิด Impact ต่อการศึกษาหรือเปล่า


ถ้าผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายในมหาวิทยาลัยต่างๆในหลายทวีปใน 1 ปี แต่ผมคงสอบตกกับการใช้เวลามากมายในการทำเอกสารประกันคุณภาพ ซึ่งไม่ใช่งานสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆทางวิชาการเลย เมื่อสอบตกผมก็ได้คะแนนไม่ถึงตามเกณฑ์ประกันคุณภาพ แสดงว่าผมไม่มีคุณภาพ แสดงว่ามหาวิทยาลัยในประเทศต่างๆที่เชิญผมไปบรรยายก็จะต้องไม่มีคุณภาพด้วย


ผมเพียงแต่คิดเล่นๆสนุกๆ ต้องขออภัยหากเป็นความคิดเห็นที่โง่ๆ ท่านผู้ใดมีความคิดเห็นที่ดีกรุณาชี้แนะด้วยเพื่อผมจะได้ปรับปรุงตัวให้มีคุณภาพกับเขาบ้าง


ในกระทู้ต่างๆบนวิชาการ.คอม มีโฆษณารับทำผลงานและรับทำเอกสารประกันคุณภาพด้วยนะครับ ลองหาดูครับมีมากมาย ราคาตกลงกันได้ครับ เป็นธุรกิจที่กำลังเฟื่องฟู ของให้ประเทศไทยมีคุณภาพดีมากๆ จงเจริญ ไชโย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6421 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 8 ก.พ. 2556 (10:36)
ชื่อเรื่อง รายงานการพัฒนาทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์
ผู้รายงาน นางอารี แตะแอ
ปีการศึกษา 2554

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 สิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ (2) เปรียบเทียบทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ ก่อนเรียนและหลังเรียน (3) ศึกษาคุณภาพผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียน (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์) สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครตรัง จังหวัดตรัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย จำนวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 20 แผน แบบบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์จากการทำโครงงาน แบบสังเกตพฤติกรรมการคิดของนักเรียน แบบฝึกหัดท้ายวงจร แบบทดสอบท้ายวงจร แบบทดสอบวัดทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และค่าสถิติ t-test (Dependent) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการพรรณนาวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการบันทึกหลังการจัดการเรียนรู้จากการสังเกตและการสัมภาษณ์ ผลการวิจัย พบว่า
1. นักเรียนมีทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังการใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
3. ผลการศึกษาคุณภาพผลงานโครงงานวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ พบว่า โครงงานวิทยาศาสตร์มีคุณภาพอยู่ในระดับดียอดเยี่ยม
4. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกสร้างโครงงานวิทยาศาสตร์ หลังการใช้ชุดกิจกรรม โดยภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก
onuma_au_yut@hotmail.com (IP:110.78.146.45)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 21 ก.พ. 2556 (15:48)
ชื่อรายงาน รายงานการใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา
สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 1 (สังขวิทย์)
ชื่อผู้รายงาน นางพัชราลักษณ์ ศิริกุลพิทักษ์
ปีที่จัดทำ พ.ศ. 2555

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพหนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ตามเกณฑ์การประเมิน 80/80 และเพื่อเปรียบเทียบผลพัฒนาการด้านภาษาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 กลุ่มการวิจัยที่ใช้ในการศึกษาคือ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1/1 ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนเทศบาล1(สังขวิทย์) อำเภอเมือง จังหวัดตรัง จำนวน 33 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย
ชั้นอนุบาลปีที่ 1 และแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 และแบบทดสอบพัฒนาการด้านภาษาเด็กปฐมวัย ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์โดยใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาทั้ง 10 เล่ม
ผลจากการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 มีค่า 82.97 / 87.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้
2. ผลเปรียบเทียบพัฒนาการด้านภาษา ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้หนังสือส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา สำหรับเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 1 จำนวน 10 เล่ม หลังการใช้สูงกว่าก่อนการใช้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
onuma_au_yut@hotmail.com (IP:119.42.84.135)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 9 ก.ค. 2557 (14:29)
ชื่อเรื่องวิจัย รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้วิจัย นางสุวนีย์ สุวินัย
สถานที่ทำงาน โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุรินทร์ เขต 1
ปี พ.ศ. 2554
บทคัดย่อ

รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระ
การเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ นักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะหลังจากเรียน เรื่อง การคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ เรื่อง การคูณและการหาร โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะคณิตศาสตร์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 จำนวน 26 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 44 แผน 2) แบบฝึกทักษะ จำนวน 6 ชุด รวมทั้งสิ้น 87 แบบฝึก ซึ่งมีประสิทธิภาพ 85.57/83.75 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.25 ถึง 0.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.23 ถึง 0.94 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะที่มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ t – test




ผลการวิจัย
1. การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านหัวแรตนาโพธิ์ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 82.18/88.59
2. แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่อง การคูณและการหาร ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8169 แสดงว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.69
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การคูณและการหาร โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก
yada_bulin@hotmail.com (IP:101.51.133.229)

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม