ไขปัญหาชีวิต กับ อ.สุธัช (ทุกปัญหาแก้ได้) | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

ไขปัญหาชีวิต กับ อ.สุธัช (ทุกปัญหาแก้ได้)

โพสต์เมื่อ: 05:33 วันที่ 13 เม.ย. 2555         ชมแล้ว: 33,915 ตอบแล้ว: 69
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป

ไม่มีปัญหา

ใครที่มีปัญหาชีวิต
ต้องการหาคนรับฟัง และช่วยหาทางแก้ไข

เชิญได้ที่กระทู้นี้..ครับ

ทุกปัญหามีไว้แก้..ไม่ใช่มีไว้แบก



myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง





จำนวน 69 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 เม.ย. 2555 (07:45)


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 14 เม.ย. 2555 (05:59)


"ปัญหา" มันก็แค่ "ปมเชือก"
"ผูกได้" มันก็ต้อง "แก้ได้"




myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 14 เม.ย. 2555 (06:51)


อย่ากลัว "ปัญหา"
การหลบไม่ใช่วิธี "แก้ปัญหา"




myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 14 เม.ย. 2555 (07:00)

มีใครทราบชื่อกับประโยชน์หรืิอที่ใช้ของปมเชือกต่างๆ ใน ค.ห.ที่ ๒ ไหมครับ


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5243 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 14 เม.ย. 2555 (08:04)

เป็นภาษาอังกฤษ..ครับ



1. Thumb or over-hand knot, tied at the end of a rope to prevent it from opening out, &c.
2. Right or reef-knot, for securing all lashings where the ends of the rope meet together.
3. Draw-knot, which offers great facility in undoing.
4. Running-knot, used to bind or draw anything close.
5. Sheepshank, serving to shorten a rope without cutting it or unfastening the ends.
6. Clove-hitch, which binds with excessive force, and by which alone a weight can be hung to a smooth pole.
7. Timber-hitch, very useful in hauling to move a weight.
8. Single bowline-knot, easy to undo, useful to throw over a post &c., to haul on, used for the draw-loop of a slip noose.
9. Double bowline-knot, for slinging a cask.
10. Running bowline-knot.
11. Woolding or packing-stick hitch, used to tighten ropes.
12. Men's harness hitch, passing over the shoulder and under the opposite arm of men drawing a carriage, &c.
13. Stopper hitch, for stoppering the fall of a tackle, &c.
14. Inside clinch, for fastening a cable to the anchor ring, &c.
15. Common or sheet bend, a very secure method of joining two ropes, or fastening a rope to a loop.
16. Hawser bend, for joining two ropes, easily undone.
17. Cat's paw, the turn in the bight of a rope, for hooking a tackle to it.
18. Dragrope or lever-hitch, used for fixing hand-spikes or capstanbars to the ropes attached to heavy carriages, &c., which have to be moved by men.
19. Half-hitch, cast on the bight of a rope.
20. Carrick bend. A wall-knot is a knot made at the end of a rope to prevent it from passing through a hole.


ที่มา : http://www.cruiserswiki.org/wiki/Knots


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 14 เม.ย. 2555 (08:25)

แบบที่ 2, 15, 20 คล้ายกันมาก ต่างกันแบบละนิดละหน่อย


แบบที่ดิฉันใช้บ่อยคือ แบบที่ 18 คล้ายกับการถักโครเชต์ เป็นเงื่อนไม่ตาย สามารถดึงปลายทั้งสองข้างออกกลับเป็นเส้นเดิมได้ทันที


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 14 เม.ย. 2555 (09:45)

ตอนนี้เริ่มรู้สึกนิดๆ ว่าจะมีปัญหาชีวิต


คือเริ่มสังเกตว่า กระทู้ที่ดิฉันเข้าไปตอบหรือเสวนาด้วย มักจะไม่มีใครมาคุยต่อ


ความจริงตั้งแต่อดีตนานมาแล้วก็มีหลายกระทู้ที่ดิฉันคุยอยู่คนเดียวด้วยความมันในอารมณ์ โดยไม่แคร์ความรู้สึกของตนเองที่ไม่มีใครคุยด้วย แต่เต็มใจทำด้วยความพอใจของตนเอง


ตอนนี้ เริ่มแคร์ความรู้สึกของตัวเองนิดๆ อยากรู้ว่า ที่ไม่ค่อยมีใครมาคุยต่อ เช่น ในกระทู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์นั้น เป็นเพราะว่า เราตอบได้ชัดเจนมากจนผู้ที่ต้องการคำตอบไร้ข้อกังขาใดๆ อีก หรือเป็นเพราะว่า เราเป็นคนไม่น่าคบ ไม่น่าคุยด้วย?


ฟังดูคล้ายๆ จะน้อยใจนะ  มันสัมพันธ์กับจำนวนเส้นผมบนศีรษะที่ลดลงหรือเปล่า?{#emotions_dlg.a2} แต่ก็ยังดูเต็มหัวอยู่นะ โชคดีที่เส้นผมมีลักษณะฟู {#emotions_dlg.q6}


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 14 เม.ย. 2555 (11:22)

เอามาฝากครูไผ่..ครับ


ความดี... ที่มองไม่เห็น
ความดีไม่มีขาย... อยากได้ต้องทำเอง


บ่อยครั้งที่เราทำในสิ่งที่เรียกว่า “ความดี” นั้น กลับไม่มีใครมองเห็น


ที่ไม่มีใครมองเห็นนั้น เพราะเรามักคาดหวังว่า การทำความดีนั้น ควรมีสิ่งตอบแทนเสมอ


ในชีวิตจริง สิ่งที่ถูกเรียกว่า “ความดี” นั้น มักจะถูกมองข้ามไป เพราะความดีนั้นถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องทำ เป็นกติกาของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน


หน้าที่หนึ่งของผมคือ ดูแลคุณแม่อายุ 82 ปี ผมใช้เวลาอยู่กับแม่ พาแม่ไปวัด ไปซื้อของ ไปทานข้าวด้วยกัน และมักรู้เสมอว่าเมื่อไหร่ที่แม่รู้สึกน้อยใจหากผมทำอะไรที่ไม่ถูกใจ ในใจผมได้แต่คิดว่า เราทำดีมาร้อยอย่าง ขัดใจเรื่องเดียวไม่เหลือความดีเลย...


อีกหน้าที่หนึ่งของผมคือ พ่อที่ต้องดูแลลูกสองคน เฝ้าทะนุถนอม เอาใจใส่ดูแล ถึงเวลาที่ต้องลงโทษบ้าง มักจะได้ยินลูกชายผมพูดว่า พ่อไม่รักผม มันเป็นความดีที่มองไม่เห็นเช่นกัน


ผมเคยทำงานในสายงานบริหารทรัพยากรบุคคลมานานกว่า 10 ปี และต้องคลุกคลีกับระบบประเมินผลงานของพนักงานมาไม่น้อย ทั้งการประเมินผลงานรายไตรมาส รายครึ่งปี และรายปี เพื่อการปรับตำแหน่งและขึ้นเงินเดือน


ระบบการประเมินผลงานเป็นระบบที่น่าเชื่อถือ แต่บางทีหัวหน้างานบางคนใช้ระบบประเมินผลงานเพื่อประโยชน์ส่วนตน คนที่เอาใจนาย คนที่ฝากมา คนที่รู้จัก มากกว่าคนที่มีผลงาน ทำความดี


หัวหน้างานบางคน ประเมินผลงานที่ข้อผิดพลาดมากกว่าผลงาน พนักงานที่ทำงานแบบเรื่อยๆ ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ ก็สามารถทำงานแบบเอาตัวรอดไปได้ในแต่ละปี


ตามประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว ความดีนั้น เมื่อทำไปแล้ว มักไม่เห็นผลทันที มันเหมือนกับต้นไม้ที่รอการพิสูจน์ว่า ดอกและผลผลิตที่ออกมานั้น มันมีคุณค่ามากขนาดไหน


ความดี...คือรางวัลที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองเป็นสำคัญ
ความดี...เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เลียนแบบได้ แต่บางครั้งก็ทำยาก
ความดี...เป็นเหมือนเกราะคุ้มกัน เมื่อมีภัย เป็นภูมิคุ้มกันโดยธรรมชาติ
ความดี...เป็นเหมือนสมุดบัญชีธนาคาร ที่เราสะสมไว้ ออกดอกออกผลกับตัวเราเองเมื่อถึงเวลา
ความดี...ไม่เคยสูญสลาย หรือหายไปจากโลกนี้ ถึงแม้ตัวเราเองจะไม่อยู่ในโลกนี้


คนที่คิดดี ทำดี มักจะไม่มีความลับคอยปิดบังคนอื่น มีสุขภาพจิตที่ดี


ความดีที่แท้จริง คือ “การปิดทองหลังพระ”...ทำแล้วไม่หวังสิ่งตอบแทน ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ ไม่ต้องการโดดเด่น ความดีมักจะอยู่คู่กับความสุภาพ ถ่อมตน


อย่าท้อแท้...และหมดหวัง แต่จงมั่นใจและพิสูจน์ในสิ่งที่ทำ


มองให้เห็นความดีในตัวผู้อื่น และผลของความดีนั้นจะปรากฏในตัวเราเอง
ความดีนั้น...สื่อได้ด้วยความดี 


ที่มา : http://www.oknation.net/blog/Samaritans/2011/05/21/entry-1


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 14 เม.ย. 2555 (12:17)

ขอบคุณ myschool ที่มองว่าเป็น "ความดี"


จะรักษาและพัฒนาให้สมค่ากับมุมมองของคุณค่ะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 14 เม.ย. 2555 (13:26)



"เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งทำความดี เราควรแสดงความรับรู้อย่างชื่นชมให้เขาได้รู้เห็น 
เพื่อเป็นกำลังใจส่งเสริมให้ ไม่ท้อแท้เหนื่อยหน่าย ต่อการที่จะกระทำความดีต่อไป"


ที่มา : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 14 เม.ย. 2555 (13:32)

.....Yell.......


KNowarp
ร่วมแบ่งปัน3122 ครั้ง - ดาว 342 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 14 เม.ย. 2555 (13:43)

เรื่องต่อไปนี้ ไม่ใช่ปัญหา แต่อยากคุยกับครูไผ่


เมื่อ 6 ปีก่อน ผมได้คุยกับอาจารย์นิรันดร์เพื่อนที่คบกันมา 50 กว่าปี เพื่อนชวนให้มาช่วยเด็กๆหรือเยาวชนไทยที่มีปัญหาหลายๆอย่างโดยเฉพาะเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้เว็ปเป็นสื่อกลาง อันที่จริงผมมีภาระงานมากอยู่แล้ว แต่ก็พยายามเจียดเวลาทุ่มเทให้ ครูไผ่คงทราบดีว่าต้องใช้เวลามากเพียงใด แต่มีอยู่คราวหนึ่งที่เว็ปมีปัญหา เว็ปมาสเตอร์ก็ดูเหมือนจะไม่ใส่ใจจะแก้ปัญหา หรือ ชี้แจงให้ชัดเจน แถมยังพูดจาที่ทำให้ผมรู้สึกว่า "ผมเสียเวลาทุ่มเทไปทำไม ในเมื่อคนรับผิดชอบยังไม่ใส่ใจ" เลยไม่อยากเข้ามาอีก แต่ก็มีกระทู้อยู่ 2 กระทู้ ที่มีคนจำนวนมากติดต่อมาทางโทรศัพท์(น่าสังเกตว่าใช้โทรศัพท์คุย แทนที่จะคุยทางเว็ป) อยากให้เข้ามาเขียนเล่าอะไรที่เป็นประสบการณ์ให้ฟัง


ประสบการณ์ก็เหมือนครูไผ่ครับคือ ไม่ค่อยมีใครเข้ามาคุยด้วย จะมีก็หน้าเก่าๆขาประจำอยู่ไม่กี่คน (ครูไผ่ก็เป็นหนึ่งในนั้น) ตอนแรกๆก็ตั้งใจว่าจะเล่าเรื่องราวต่างๆจากประสบการณ์ในอดีตให้ใครๆฟัง เขียนๆไปก็รู้สึกว่าเหมือนตัวเองเป็นไอ้บ้าพูดอยู่คนเดียว แต่ลองดูจำนวนผู้เข้ามาเยี่ยม ก็ปรากฏว่าไปถึง 6 แสนกว่าคน เดียวนี้ลองเช็คดู ปรากฏว่ามีคนเข้ามาอ่านวันละประมาณ 900-1000 คน โดยไม่ได้เข้ามาทักทายพูดคุย ผมลองรวบรวมความเห็นต่างๆในกระทู้นั้นออกมาพิมพ์ ปรากฏว่าได้ความหนาถึง 800 กว่าหน้า A4 ลองกลับมานั่งอ่านเอง ก็ยังได้ประโยชน์ ได้ความคิดต่อยอดอีกมากมาย


ผมเลยมีความคิดว่า จะเขียนไปเรื่อยๆ เล่าเรื่องราวต่างๆในอดีต โดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นคุณงามความดีของผู้คน ของคุณครูทั้งหลายของผมในอดีต ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่มี่ว่า "จะมีคนอ่านไหม" แต่อยู่ที่ว่า "ความตั้งใจที่จะเล่าสิ่งที่เป็นสาระแก่สังคมมากกว่า" โดยไม่สนใจว่าจะได้รับอะไรตอบแทน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 14 เม.ย. 2555 (13:52)

ขอบคุณ คุณ KNwarp ที่มา yell ให้


ตอนนี้อาจารย์แขชนะยังอยู่ต่างประเทศ หรือกลับเมืองไทยแล้วคะ


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 14 เม.ย. 2555 (16:39)

ผมเพิ่งกลับมาจากกุ้ยหลิน ตอนนี้อยู่เมืองไทย แต่สัปดาห์หน้าจะไปสอนหนังสือที่รัสเซีย 2 เมืองคือ Kazan และ เมือง Nabereznie Cheln ครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 14 เม.ย. 2555 (18:51)

ขอเชิญผู้ที่เคยได้รับคำแนะนำและสิ่งดีๆจากเว็บบอร์ดแห่งนี้
ได้โปรดร่วมกันแสดงพลังน้ำใจแด่ "ผู้ให้สิ่งดีๆ" กัน..ครับ


(ก๊อปปี้รูป Thumb up รูปใดรูปหนึ่งไปปะในกระทู้ของคุณ)


 
  
   
 


   

  


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 14 เม.ย. 2555 (22:57)

การอยู่ร่วมกันในสังคมที่ผู้คนที่มาจากบริเวณที่มีวัฒนธรรมที่แตกต่าง ประสบการณ์ที่หลากหลาย ความเข้าใจในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและภาษาที่ใช้สื่อสารกันเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็น หาไม่แล้ว หากแต่ละคนมี "อัตตา" และยึดถือว่าสิ่งที่ผู้คนต่างวัฒนธรรมแสดงออกนั้นเป็นการสื่อแบบวัฒนธรรมของตนเอง ก็จะมีแต่ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน



เมื่อหลายปีก่อน ผมได้มีโอกาสไปทวีปอเมริกาใต้ ไปสอนหนังสือที่อาร์เจนติน่า อยู่ราว 3 สัปดาห์ หลังจากอยู่นานพอสมควรก็เกิดความสนิทสนมกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่นั้น ก่อนจากมาเพื่อชาวอเมริกาใต้ที่สนิทสนมกันนั้นได้ยกมือขึ้นทำเป็นสัญญลักษณ์แบบที่เห็นในรูป แสดงถึงการบอกว่าขอให้เพื่อนโชคดี เดินทางปลอดภัย ถ้าเราไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเขา เป็นต้องได้วางมวยกันแน่นอน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 15 เม.ย. 2555 (04:34)


ขอบคุณ อ.แขชนะ ครับ


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 15 เม.ย. 2555 (13:25)

จาก http://www.iidc.indiana.edu/cedir/kidsweb/amachart.html

และจาก http://dajuana.com/name-meanings/meaning-of-the-letter-t.html

“T” represents development.

นั่นคือ อักษร T แทน "การพัฒนา" 
ดังนั้น การให้สัญลักษณ์  ที่อาจารย์แขชนะกล่าวถึงในความเห็นที่ 16 จึงน่าจะเปรียบได้กับคำกล่าวอวยพรต่อไปนี้ของคนไทยด้วยค่ะ :  "ขอให้เจริญก้าวหน้า"   หรือผู้สูงวัยให้พรว่า "จำเริญ จำเริญ นะลูก"     หรือที่พระภิกษุกล่าวว่า "เจริญพร"

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 15 เม.ย. 2555 (13:31)


นิ้ว นิ้ว นิ้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 15 เม.ย. 2555 (16:51)
เพลงความสำคัญของนิ้ว
(แต่งเมื่อตะกี้นี้ เมื่อเห็นคำว่า "นิ้ว นิ้ว น้ว" ในกระทู้่ที่ 19)

(ทำนองเพลง ช้าง ช้าง ช้าง น้องรู้จักช้างหรือเปล่า)
นิ้ว นิ้ว นิ้ว นิ้ว นิ้ว
น้องรู้จักนิ้วหรือเปล่า
นิ้วนั้นสำคัญไม่เบา
เราจับเราใช้ไม่เกี่ยงงอน
ใช้รำใช้ฟ้อนก็อ่อนช้อย
แทนเสียงร้อยความสัมพันธ์

(ทำนองเพลง วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก)
วันใดขาดนิ้วแล้วเธอจะรู้สึก
วันไหนสำนึกแล้วเธอจะเสียใจ
มีนิ้วเรียวอยู่ปลายมือเธอมิต้องห่วงอันใด
บวกลบคูณหารได้เสมอ

เชิญปรับปรุงและแต่งต่อค่ะ

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 15 เม.ย. 2555 (19:02)

คุณครูไผ่ ครับ ลองเข้าไปอ่านกระทู้ "ดูดวง ตามวันที่ ทีีเกิด วันที่ 1 ถึงวันที่ 31" อาจจะทำให้เรา เข้าใจตนเอง มากขึ้น นะครับ


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน496 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 15 เม.ย. 2555 (19:34)

{#emotions_dlg.a7} อ้าว ! ครูไผ่กลายเป็นคนมีปัญหาจริงๆ ไปแล้วหรือนี่


ว่าแต่ คุณ T.พรสรวง (คนเดิม) ชวนครูไผ่เข้าไปเล่นปริศนาผะหมี ครูไผ่ก็ไปเล่นแล้ว คุณ T. เข้าไปดูผลงานครูไผ่บ้างแล้วยังคะ?


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 15 เม.ย. 2555 (20:40)

เข้าไปดูแล้วครับ คุณครูไผ่ ก็เก่งนะครับ แต่งโคลง แต่งกลอน ได้ดีมากเลยครับ


ที่คุณครูไผ่ บอกว่า "อ้าว ! ครูไผ่กลายเป็นคนมีปัญหาจริงๆ ไปแล้วหรือนี่" ก็นำมาจาก ข้อความที่คุณครูไผ่เขียนไว้ นะครับ
"ตอนนี้เริ่มรู้สึกนิดๆ ว่าจะมีปัญหาชีวิต คือเริ่มสังเกตว่า กระทู้ที่ดิฉันเข้าไป
ตอบหรือเสวนาด้วย มักจะไม่มีใครมาคุยต่อ
ความจริงตั้งแต่อดีตนานมาแล้ว
ก็มี
หลายกระทู้ที่ดิฉันคุยอยู่คนเดียวด้วยความมันในอารมณ์
โดยไม่แคร์
ความรู้สึกของตนเองที่ไม่มีใครคุยด้วย
แต่เต็มใจทำด้วยความพอใจของตน
เอง ตอนนี้
เริ่มแคร์ความรู้สึกของตัวเองนิดๆ อยากรู้ว่า ที่ไม่ค่อยมีใครมาคุย
ต่อ เช่น
ในกระทู้เกี่ยวกับคณิตศาสตร์นั้น เป็นเพราะว่า
เราตอบได้ชัดเจน
มากจนผู้ที่ต้องการคำตอบไร้ข้อกังขาใดๆ อีก
หรือเป็นเพราะว่า เราเป็นคน
ไม่น่าคบ ไม่น่าคุยด้วย?"
อันนี้ต้องวิเคราะห์ตัวเราเองนะครับ ว่าเราคิดว่าเราทำดีแล้ว ทำไมคนอื่นจึงไม่เห็นความดีของเรา เราลองแง้มใจดูสิ เอาใจเขามาใส่ใจเรา เพลงแง้มใจ บอกว่า "เอาดวงใจของเขา ใส่ดวงใจของเรา แล้วจะรู้ว่าเขาคิดกะเรายังไง คิดยังโง้นยังงี้ คิดเอาเองเรื่อยไป เปิดประตูหัวใจ ให้ใจมันแง้ม...ออกมา"  ขอฝากอีกนิดนึงนะครับว่า การที่เราทำอะไรแล้ว ไม่ต้องให้ใครมายอมรับ หรือรับรองผลงานของเรา ถ้าเราทำดีแล้ว ถูกต้องแล้ว ก็จงทำต่อไปเถิด ถ้าเราต้องให้คนอื่นมายอมรับ ความสามารถ หรือการกระทำของเรา จะทำให้เราขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เราจะทำอะไรไม่ได้ แต่ความเชื่อมั่นในตนเอง ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำให้เราไม่ฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น สรุปแล้วก็ไม่มีใครพูดด้วย หรือทำงานด้วยเช่นกัน ครับ นี่ผมพูดตามหลักจิตวิทยา นะครับ เป็นคำแนะนำเฉยๆครับ อย่าโกรธผมนะครับ ถ้าโกรธ ก็ขออภัยด้วยครับ




T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน496 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 15 เม.ย. 2555 (21:25)

กระทู้นี้กำลังจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "ร่วมใจแก้ไขปัญหาครูไผ่" พูดเล่นครับ ความจริงครูไผ่ไม่มีปัญหาหรอกครับ แต่ชอบสร้างปัญหา(คณิตศาสตร์)ให้คนอื่นเสียมากกว่าครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 15 เม.ย. 2555 (21:44)

เอ่อ... ความจริงตอนนี้ครูไผ่ก็ยังไม่ทุกข์ร้อนว่าจะมีใครคุยด้วยหรือไม่
แต่ทำทั้งหมดด้วยความชอบ ความพอใจของตนเองค่ะ

เมื่อกว่าสิบปีมาแล้วเคยถูกคนที่ตั้งกระทู้เพื่อคุยกับอาจารย์นิรันดร์โดยเฉพาะไล่ไม่ให้เข้าไปในกระทู้ของเขาด้วยซ้ำไป เขาบอกว่าความเห็นของคุณไพจิตร เด็ก ม.1 ก็รู้ ทำให้เขาเสียเวลาเปิดดู (ตอนนั้น ดิฉันใช้ชื่อจริงค่ะ) 

แต่คุณไพจิตรก็ยังคงเข้าไป เพราะมั่นใจว่าไม่ได้ทำสิ่งเลวร้ายให้ใครเสียหาย และพิจารณาแล้วว่า เว็บบอร์ดเป็นที่สาธารณะ ไม่ใช่ที่ส่วนตัวของใคร ถ้าใครต้องการคุยกับใครเป็นการส่วนตัว ก็ควรจะคุยกันทาง mail จริงไหมคะ

คราวนี้ เห็นอาจารย์สุธัชตั้งกระทู้รับแก้ปัญหาชีวิตขึ้นมา แล้วยังไม่มีใครเข้ามาปรึกษา ก็เลยช่วยหาปัญหามาปรึกษา เพื่อให้กระทู้มีความเคลื่อนไหวคึกคักค่ะ
และขอขอบคุณคำแนะนำดีๆ จากคุณ T. ด้วยนะคะ  

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 16 เม.ย. 2555 (00:48)
77346


ผมใช้นิ้วประกอบนิทานเล่าให้ลูกฟังตอนที่เขายังเล็กอยู่ ตอนหลังเรียกร้องให้เล่นและเล่านิทานทุกคืนเลย สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ดีมาก

แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 16 เม.ย. 2555 (05:24)


ถ้า "วิชาการ.คอม" เป็นสระบัวแห่งนี้
ความรู้ต่างๆ ก็เปรียบเหมือน "ดอกบัว"
คนที่พายเรือ ก็เปรียบเหมือน "ผู้ที่เข้ามาอ่านกระทู้"
เขาเข้ามาที่สระบัว เพื่อเก็บสายบัว จับปลา
เมื่อได้ในสิ่งที่ต้องการแล้วก็กลับไป
และจะกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ โดยที่เขาไม่รู้หรอกว่า
ถ้าไม่มีสระน้ำ ก็ไม่มีดอกบัว
ถ้าไม่มีดอกบัว ก็ไม่มีสายบัว
ถ้าไม่มีสระน้ำและดอกบัว ก็จะไม่มีปลา
ทุกอย่างย่อมต้องพึ่งพาอาศัยกัน
ดอกบัวหมื่นดอก ดูไม่ออกว่าดอกไหนสวยที่สุด
ดอกบัวที่สวยที่สุดจะอยู่ในสระน้ำที่มีดอกบัวเพียงดอกเดียว
แต่สระน้ำที่มีดอกบัวดอกเดียว จะไม่มีปลามาอาศัย
เมื่อไม่มีปลา ไม่มีดอกบัว
ก็คงไม่มีใครอยากเข้ามาที่สระบัวแห่งนี้

(ผมเป็นดอกบัวตรงหัวเรือครับ เรือชนเกือบทุกวันแต่ไม่ยอมตาย)


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 16 เม.ย. 2555 (10:18)

บัวตูมบัวบาน- พร ภิรมย์




เพลงประกอบรูปข้างบนครับ

 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 16 เม.ย. 2555 (10:21)

เห็นรูปนิ้วหัวแม่มือสอดระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลางที่ครูไผ่กับอาจารย์แขชนะส่งเข้ามาแล้วสะดุ้ง ไม่ทราบธรรมเนียมที่อาร์เจนติน่าแต่ที่อเมริกากับอิตาลี่ถือว่าหยาบมาก ผมสงสัยว่าอาจารย์แขชนะอาจโดนต้ม

เคยอ่านประวัติการวาดเพดาน Sistine Chapel (Michelagelo and the Pope's Ceiling) ผู้เขียนบรรยายถึงแต่ละภาพ มีอยู่ภาพหนึ่งเป็นภาพหมอดูหญิง (sibyl)สามคนมีเด็กเล็กไม่นุ่งผ้าที่เรียก cherubs สองสามคนเดินนำ ก่อนสมัย telephoto lens ไม่มีใครเห็นมือของ cherubs แต่มาตอนหลังมี lens ดีๆถึงมารู้ว่า cherubs นั้นทำมือแบบรูปที่อาจารย์แปะมา (ภาษาอิตาเลี่ยนแปลเป็นอังกฤษ เขาเรียกการทำมือแบบนี้ว่า giving the fig) กล่าวกันว่า Michelangelo เกลียดหญิงที่มีอาชีพพยากรณ์อนาคตมากเลยใช้เด็กให้แสดงความในใจแทน

นอกจากนั้นแล้วตรงเหนือประตูที่สันตปาปา Julius II จะเข้าได้วาดภาพยิวในตำนานชื่อ Zechariah ไว้แต่ใส่หน้าของ
สันตปาปา Julius II เข้าไป แล้วสีของเสื้อผ้าก็ใช้สีของราชวงศ์สันตปาปาคนนี้ ทำให้สันตะปาปาพอใจมาก มีเด็ก cherubs สองคนชะโงกหัวมองข้ามไหล่ Zachariah ลงมาที่ประตูที่สันตปาปาจะเข้ามาในท้องพระโรงนี้ ต่อมาเมื่อมี tele-photo lens ถึงรู้ว่า cherubs สองคนนี้ทำมืออย่างว่า เป็นการดูถูกสันตปาปาอย่างหนัก

กล่าวกันว่า Michelangelo ไม่ถูกเส้นกับ Julius II แรกเริ่มไม่ยอมวาดภาพบนเพดานให้เพราะถือตัวว่าเป็นช่างปั้นไม่ใช่วาด หนีออกจากกรุงโรมไป Julius II ให้คนไปขู่รัฐที่ Michelangelo หลบอยู่ ว่าถ้าไม่กลับมาจะส่งกองทัพไปตีเมือง เลยต้องกลับมาโดยไม่เต็มใจ ภาพที่วาดจึงซ่อนปริศนาไว้มาก เช่นมีการเตือนให้สำนึกว่าศาสนาคริสต์มีรากมาจากศาสนายิว โดยที่สมัยนั้นชาวคริสต์ก็เริ่มดูถูกกดขี่ยิวแล้ว มีอยู่ภาพหนึ่งที่ไม่มีใครสังเกตุจนกระทั่งมีการปฏิรูปทำความสะอาดเพดาน เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วมาถึงรู้ว่าแขนเสื้อของ Aminadab (บรรพบุรุษของพระเยซู ซึ่งเป็นยิว) มีวงกลมสีเหลืองปะอยู่ เพื่อประจานว่าเป็นยิว (Hitler ไม่ได้เป็นคนริเริ่มการประจานแบบนี้ ทำกันมาหลายพันปีแล้ว) คิดกันว่า Michelagelo ต้องการจะเตือนว่าศาสนาคริสต์มีรากมาจากศาสนายิว ถ้าสนใจลอง

http://michaelprescott.typepad.com/michael_prescotts_blog/2009/06/silly-putti.html


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5243 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 16 เม.ย. 2555 (11:10)

ผมคล้อยตามความเห็นของคุณหมอศานติเรื่องนิ้วหัวแม่มือครับ
แต่ก็ไม่รู้ว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างนี้มันเป็นอย่างไรแน่เหมือนกัน
คนไทยเราบางคนก็หลอกให้ฝรั่งทำสิ่งที่น่าอายหรือหยาบคาย
เช่นกล้วยแขกหรือกล้วยทอด ก็บอกฝรั่งให้เรียกเปลี่ยนก-ไก่เป็นค-ควาย
แล้วล -ลิงที่กล้ำมันก็ไม่ค่อยมีกันอยู่แล้ว แล้วก็หัวร่อชอบใจกัน
หรืออีกคำหนึ่งก็คือกิน ก็บอกว่าให้ แดก
และที่ไม่แน่ใจก็คือ มังคุด ที่บอกว่า แมงโก้ส้นตีน จนกลายเป็น แมงโก้สทีน ไป(กรณีนี้ได้ยินเล่าต่อๆกันมา)

แม้กระทั่งคนไทยด้วยกันเอง
คำว่า"กิน"ก็ใช้คำว่า"ทาน"แทนที่จะใช้คำว่า"รับประทาน"
ในความเห็นผม คำว่า"กิน"เป็นคำสุภาพ
คำหยาบที่มีความหมายเดียวกันคือ"แดก"หรือ"ยัด"หรือ"ยัด..." (หยาบเกินจะกล้าโพสต์)
ส่วน"รับประทาน"นั้นก็เป็นคำที่สุภาพมาก
แต่"ทาน"ไม่ได้หมายความว่า"กิน" เป็นการใช้คำผิดความหมาย

ยังมีอีกหลายคำที่ผมเห็นว่าเราใช้คำสุภาพที่ผมไม่เห็นด้วย แต่เกรงจะออกนอกประเด็น"ปัญหาชีวิต"มากเกินไปครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน25011 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 16 เม.ย. 2555 (12:08)

ผมลองค้นดูในเว็ปได้ความดังนี้ครับ


Hand and Finger Signals


Fig SignFig Sign


An
interesting sign with very different meanings is the “fig sign". The
thumb is poking out between the index and middle finger. In ancient
Rome, it was a sign for good luck and that meaning has survived in
Portugal and Brazil.
However, in many other countries, as far spread as
Indonesia, Turkey, Greece or modern Russia, it is a very rude signal
meaning, "screw you".


อ้างอิง >>>  http://www.brighthubeducation.com/studying-a-language/37970-aggressive-body-language-in-other-cultures/


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 16 เม.ย. 2555 (12:21)


คำพูดหนึ่งก็มีหลายความหมาย แล้วแต่ว่าใช้ที่ไหน
ไม่เว้นแม้กระทั่งภาษามือ
ขอบคุณเพื่อนมากที่พยายามหาหลักฐานมายืนยัน

ภาษาไทยของเราเองก็มีเช่นที่คำหนึ่งคำ มีความหมายตรงกับข้าม

ฉัน
ใช่รักเธอน้อยลง (อาจฟังเหมือนลิเกนิดๆ)


ประโยคนี้หมายความว่า ฉันไม่ได้รักเธอน้อยลง

หรือ
แกล้งเดินไม่ให้เห็นรอยพาชี
หมายความว่า จงใจเดินไม่ให้เห็นรอยเท้าม้า


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน25011 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 16 เม.ย. 2555 (12:34)

เพลงเพราะจัง..ครับ ฟังแล้วสบาย..ใจ {#emotions_dlg.d1}


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 16 เม.ย. 2555 (12:39)

เพื่อนชาวญี่ปุ่นมาเรียนภาษาไทย แล้วบอกว่างงมาก

คนต่อยกัน ตัวต่อตัว หมายความว่า คน 2 คนต่อยกัน
แต่หนุ่มสาวไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสอง หมายความว่าไปกัน 2 คน
เพื่อนญี่ปุ่นสงสัยว่า ตัวต่อตัว หมายถึง 2 คน แล้วทำไม สองต่อสอง จึงไม่ใช่ 4 คน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 16 เม.ย. 2555 (14:40)



น่าแปลกจริงจริงด้วย
หนึ่งต่อสอง ก็สามคน
สองต่อหนึ่ง
ก็สามคน
พอเป็นสองต่อสอง
กลับเหลือเพียงสองคน

จะเหมือน
มาตัวเดียวมองเห็น
มาสองตัวกลับมองไม่เห็น
ไม่มาสักตัวกลับเห็นชัดมาก
หรือเปล่า
 



นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน25011 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 16 เม.ย. 2555 (14:57)
จากความเห็นที่ 29 ขอบพระคุณคุณหมอที่กรุณาให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งค่ะ
แต่อาจารย์แขชนะก็มีหลักฐานมายืนยันว่าไม่ได้โดนต้ม
อย่างไรก็ตาม โดยสามัญสำนึกของคนที่ไม่ทราบวัฒนธรรมพิเศษนั้น มันก็เป็นลักษณะที่ไม่น่าดูและส่อไปในทางหยาบคายค่ีะ

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 16 เม.ย. 2555 (17:08)

อะไรที่เราเรียกว่าหยาบคายหรือลักษณะที่ไม่น่าดู ไม่น่าฟัง


สมัยหนึ่งเพลงบัวตูมบัวบาน โดย พร ภิรมย์ (ท่านมรณะภาพเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2553) ถูกรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (2502-2506) สั่งห้ามร้อง หรือ ออกอากาศ เพราะถือว่าเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องในแนวสองแง่สองง่ามส่อไปในแนวลามกอนาจาร แต่ต่อมาพร ภิรมย์ ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในปี พ.ศ. 2509 ถึง 3
รางวัล จากเพลง บัวตูมบัวบาน และ ดาวลูกไก่ และได้รับรางวัลกึ่งศตวรรษลูกทุ่งไทย ในปี พ.ศ. 2532 จากเพลง บัวตูมบัวบาน


บัวตูมบัวบาน- พร ภิรมย์



บัวตูมบัวบาน โดย พร ภิรมย์


..ลงเรือน้อยลอยวน ในสายชลห้วยละหาน
..มีทั้งบัวตูมบัวบาน ดอกใบไหวก้านงามตา
..เมื่อลมพัดมาชื่นใจ
..ผึ้งตอมหอมบินดมกลิ่นบัว
..ซ่อนตัวรำพันฝันใฝ่
..เหมือนดนตรีชะโลมกล่อมใจ
..ฟังยิ่งฟังไป เร้าฤทัยลำพอง
..ปองจะเด็ดบัวบาน
..ครวญคิดนานหวั่นเจ้าของ
..ใจหมายดึงโน้มโลมรอง
..หากบัวไม่มีเจ้าของ จะชมทั้งสองปทุม
..เอื้อมมือหมายดึงเพียงดอกบาน
..ก็เกรงสะท้านถึงก้านดอกตูม
..แสนเสียดายเหมือนชายหมดภูมิ
..จะเด็ดดอกตูม ยังนึกเสียดายดอกบาน
..เรือเร็วไปหน่อยค่อยค่อยทวน
..บัวหอมชวนอกสะท้าน
..งามทั้งบัวตูมบัวบาน เทพไททุกแดนพิมาน
..ประทานสมดังตั้งใจ
..เอื้อมมือหมายดึงดอกตูมก่อน
..ดอกบานก็ค้อนแสนงอนไปใย
..จะเด็ดดอกบานดอกตูมก็สั่นแกว่งไกว
..จะเด็ดดอกไหนกันหนอบัวตูมบัวบาน
..จะเด็ดทีเดียวเสียทั้งคู่
..ครวญคิดดูอยู่ไม่นาน
..พอดอกตูมแย้มตระการ
..ดอกบานก็คงแห้งโหย
..กลีบราร่วงโรยน่าชัง
..ต้องลาแล้วหนอบัวช่องาม
..บาปเคราะห์และกรรมประดัง
..แล้วจ้ำเรือน้อยค่อยเข้าฝั่ง
..ไม่ยอมกลับหลัง หมดหวังทั้งตูมทั้งบาน
..เรือเร็วไปหน่อยค่อยค่อยทวน
..บัวหอมชวนอกสะท้าน
..งามทั้งบัวตูมบัวบาน เทพไททุกแดนพิมาน
..ประทานสมดังตั้งใจ
..เอื้อมมือหมายดึงดอกตูมก่อน
..ดอกบานก็ค้อนแสนงอนไปใย
..จะเด็ดดอกบานดอกตูมก็สั่นแกว่งไกว
..จะเด็ดดอกไหนกันหนอบัวตูมบัวบาน
..จะเด็ดทีเดียวเสียทั้งคู่
..ครวญคิดดูอยู่ไม่นาน
..พอดอกตูมแย้มตระการ
..ดอกบานก็คงแห้งโหย
..กลีบราร่วงโรยน่าชัง
..ต้องลาแล้วหนอบัวช่องาม
..บาปเคราะห์และกรรมประดัง
..แล้วจ้ำเรือน้อยค่อยเข้าฝั่ง
..ไม่ยอมกลับหลัง หมดหวังทั้งตูมทั้งบาน..



 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 16 เม.ย. 2555 (17:29)
ในท้ายความเห็นที่ 16 อาจารย์แขชนะก็เขียนไว้ว่า
"ถ้าเราไม่เข้าใจวัฒนธรรมของเขา เป็นต้องได้วางมวยกันแน่นอน"

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 16 เม.ย. 2555 (18:01)

จากความเห็นของอาจารย์นิรันดร์ในความเห็นที่ 35 ทำให้ผมนึกถึงคำถามชวนงง หรือ ปัญหาเชาวน์



เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปจัดอบรมครูที่อุบลราชธานี มีอาจารย์จากมหาวิทยาลับแห่งชาติลาวมาร่วมฟังด้วย อาจารย์ลาวถามผมว่า "ตัวอะไรเอ่ย มี 3 หัว 8 ขา และ 2 หาง" ตัวนี้อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของเรานี่เอง แต่เวลาอ่านออกเสียงต้องเป็นแบบลาวสักหน่อยนะครับจึงจะใช้ได้


ถามว่าตัวที่ว่านี้คืออะไร


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 16 เม.ย. 2555 (21:48)

ผมลองค้นต่อไปอีก จริงอย่างอาจารย์ว่า ใช้เป็นการอวยพรในบางประเทศ บางคนว่ารวมทั้งกรุงโรมสมัยโบราณด้วย ถ้าอย่างนั้นการสันนิฐานว่า Michelangelo แอบด่า Pope Julius II ก็เป็นเรื่องเหลวไหล เขียนขื้นมาให้น่าทึ่ง ตกลงสรุปได้อย่างเดียวว่าไม่ใช้ดีกว่า


ศานติ
ร่วมแบ่งปัน5243 ครั้ง - ดาว 592 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 16 เม.ย. 2555 (22:22)

หลังจากร้องบัวตูมบัวบานเล่นแล้ว พาลนึกไปถึงเพลงแปลงเพลงหนึ่งที่เกี่ยวข้อง
หลายท่านอาจเคยร้องเล่นกันเวลาไปเที่ยวด้วยกัน

"ลงเรือน้อยขายถั่ว
พอเรือมันรั่วถั่วจมหาย
ไอ้ถั่วที่จมมันก็ไม่ลอย
ไอ้ถั่วที่ลอยมันก็ไม่จม
ไอ้ถั่วที่จมมันก็ไม่ลอย

   ลงเรือน้อยขาย.... (ใครนึกสนุกก็ลองมาต่อกันเล่น อาจแก้ปัญหาความเครียดได้ )


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน25011 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 19 เม.ย. 2555 (07:22)


คุณคิดว่าปัญหาอะไรที่แก้ไม่ได้..?
ลองยกตัวอย่างมาซิครับ
ผมจะลองแก้ดู


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 19 เม.ย. 2555 (07:27)

อยากทราบว่า ไก่ กับ ไข่ อะไรเกิดก่อนครับ คิดไม่ตกจริงๆมานานมากแล้ว {#emotions_dlg.q6}


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 19 เม.ย. 2555 (08:03)

ตามความคิดของผม
คิดว่า "ไข่เกิดก่อน" ครับ 




เพราะในทางวิทยาศาสตร์ "เซลล์" คือต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

เซลล์ของสัตว์ปีก > ไข่ > สัตว์ปีก > กลายพันธุ์ > ไก่ > ผสมพันธุ์ > ไข่ไก่ > ไก่

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับรังสีคอสมิค (Cosmic Ray)
กำลังศึกษาว่ารังสีคอสมิคมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ DNA

"Can Cosmic Rays change Human DNA ? Decoding Evolution: Destiny of Humankind"
(http://www.youtube.com/watch?v=snpyCKYvvg8)


รังสีคอสมิค หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "พลังจักรวาล" ครับ


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 20 เม.ย. 2555 (02:38)

พระพุทธเจ้าค้นพบเซลล์คนแรกจริงหรือ ? << คลิกที่นี่


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 20 เม.ย. 2555 (06:05)

ดิฉันออกเสียงคำภาษาลาวได้เพียงไม่กี่คำ  แน่ใจว่าไม่ครอบคลุมถึงคำตอบของปัญหาในความเห็นที่ 39  จึงยอมให้เฉลยได้แล้วค่ะ  


หัวที่กล่าวถึงเกี่ยวกับเศียรพระด้วยหรือคะ?


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 20 เม.ย. 2555 (07:04)

เฉลยคือ "ไก่พม่า" >>> ไก-พะ-ม่า (คือ ไก่ พระ และ ม้า นั่นเอง)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 20 เม.ย. 2555 (07:36)

การเกิดแบบ  "โอปปาติกะ"  (อ่านว่า  โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)


http://www.buddhadasa.com/FAQ/FAQ_2122.html


http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B0


 


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน4242 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 20 เม.ย. 2555 (08:32)

ภพ-ภูมิ


http://nkgen.com/704.htm


http://mediacenter.mcu.ac.th/data/caipyo/m4/Unit2/unit2-27.php


http://thai.mindcyber.com/buddha/why1/1129.php


 


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน4242 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 20 เม.ย. 2555 (11:18)


ไก่ออกลูกเป็นไก่  โดยฟักไข่ภายในตัว ลูกไก่ออกมาในสภาพแข็งแรง แต่แม่ไก่ตายเพราะบาดเจ็บภายใน


แหล่งข่าว: http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNek5EZzJORGd4TXc9PQ==


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 22 เม.ย. 2555 (06:36)


มีปัญหาให้แก้ 6 ข้อ คุณจะแก้ข้อไหนก่อน


1. มีคนโทรมา โทรศัพท์ดัง
2. เด็กทารกร้องไห้จ้า
3. มีคนมาหา เคาะประตูเรียกอยู่หน้าบ้าน
4. ฝนทำท่าจะตก และคุณยังไม่ได้เก็บผ้าที่ตากไว้เลย
5. คุณลืมเปิดก๊อกน้ำในครัวทิ้งไว้ และมันเริ่มไหลนองพื้นแล้ว 
6. มีคนมาโพสด่าคุณบน Facebook


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 22 เม.ย. 2555 (07:16)

ดูข้อ 2 ก่อนให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก


ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 22 เม.ย. 2555 (07:32)

พรุ่งนี้เฉลยนะครับ {#emotions_dlg.a2}


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 22 เม.ย. 2555 (10:42)

มีปัญหาให้แก้ 6 ข้อ คุณจะแก้ข้อไหนก่อน


ตอบ ทำข้อ 5 ก่อน แล้วทำข้อ 3 เปิดประตู แล้วบอกคนที่มาเคาะว่า ขอเก็บผ้าก่อนนะครับ แล้วทำข้อ 4 แล้วทำข้อ 2 แล้วย้อนมาทำข้อ 3 สนทนากับคนที่มาเคาะประตู แล้วทำข้อ 1 โทรกลับไป แล้วสุดท้ายทำข้อ 6 ครับ รอฟังเฉลยจาก อาจารย์สุธัช อยู่นะครับ


1. มีคนโทรมา โทรศัพท์ดัง
2. เด็กทารกร้องไห้จ้า
3. มีคนมาหา เคาะประตูเรียกอยู่หน้าบ้าน
4. ฝนทำท่าจะตก และคุณยังไม่ได้เก็บผ้าที่ตากไว้เลย
5. คุณลืมเปิดก๊อกน้ำในครัวทิ้งไว้ และมันเริ่มไหลนองพื้นแล้ว 
6. มีคนมาโพสด่าคุณบน Facebook


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน496 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 23 เม.ย. 2555 (04:42)


สวัสดีครับครูไผ่ ผมแวะเข้ามาทักทาย ตอนนี้ผมอยู่ที่รัสเซีย มาบรรยายให้นักเรียน และจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์รัสเซียเหมือนเช่นทุกปีครับ ปีนี้ได้ไปบรรยายที่เมืองใหม่ๆที่ยังไม่เคยไป รูปที่เห็นคือที่สนามบินที่มอสโคว์ ถ่ายเมื่อเย็นวันที่ 22 เมษายน


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 23 เม.ย. 2555 (06:06)
สวัสดีค่ะ อาจารย์แขชนะ  ตอนนี้อากาศที่รัสเซียเป็นอย่างไรบ้างคะ 
กรุงเทพฯ ฝนกำลังตกหนักค่ะ ตั้งแต่เช้ามืดเลย
อาจารย์อ่านภาษารัสเซียได้ไหมคะ
รอดูภาพอื่นๆ ต่อไปค่ะ

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 23 เม.ย. 2555 (06:29)

อยากฟัง(อ่าน)ต่อ และดูภาพอื่นๆ ย้ายมาคุยกันที่นี่ดีกว่าครับ กระทู้นี้เผื่อให้คนที่มีปัญหาเขามาปรึกษาได้ครับ


>>>> ระลึกถึงผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุนี สูตะบุตร ผู้อำนวยการ สสวท.


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 23 เม.ย. 2555 (06:37)

มาเฉลยกัน..ครับ


1. มีคนโทรมา โทรศัพท์ดัง
    ถ้าคุณเลือกข้อนี้แสดงว่า ในหัวของคุณมีแต่เรื่อง งาน งาน งาน แล้วก็ งาน
    ปล่อยวางซะบ้าง การประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่มีแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียวนะ..ครับ
    
2. เด็กทารกร้องไห้จ้า
    คุณเป็นคนรักครอบครัว และให้ความสำคัญกับครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใด ถ้าคุณเลือกข้อนี้
    คุณจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมากๆ แต่ระวังนะครับ รักมาก ก็ ทุกข์มาก
    ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า

3. มีคนมาหา เคาะประตูเรียกอยู่หน้าบ้าน
    คุณเป็นคนที่ขาดเพื่อนไม่ได้ เพื่อนสำคัญที่สุด ไปไหนไปกัน เฮไหนเฮนั่น เพื่อนข้าใครอย่าแตะ
    แต่เพื่อนไม่ได้อยู่กับคุณชั่วชีวิต หันไปสนใจคนข้างๆบ้างนะ..ครับ

4. ฝนทำท่าจะตก และคุณยังไม่ได้เก็บผ้าที่ตากไว้เลย
    เรื่องเงินๆทองๆ จะเป็นสิ่งที่คุณให้ความสนใจมากที่สุด คุณกลัวความยากแค้น ขัดสน คุณคิดว่า
    ขาดเงินแล้วชีวิตจะไม่มีความสุข แต่ก็มีหลายอย่างที่เงินก็ซื้อไม่ได้..ครับ

5. คุณลืมเปิดก๊อกน้ำในครัวทิ้งไว้ และมันเริ่มไหลนองพื้นแล้ว 
    เรื่องเซ็กส์เป็นขนมหวานสำหรับคุณ แล้วคุณก็ชอบกินขนมหวานเสียด้วย เวลาที่คุณมีความสุขที่สุด
    เป็นเวลาที่คุณได้ลิ้มชิมรสขนมหวานใหม่ๆ ชิ้นที่คุณโปรดปราน แต่ควรระวังเรื่องสุขภาพด้วย
    เพราะของหวานอาจจะทำให้ฟันผุได้..นะครับ

6. มีคนมาโพสด่าคุณบน Facebook
    คุณเป็นคนรักตัวเอง ตัวกู ของกู ไม่แปลกหรอกครับที่คนเราจะรักตัวเอง แต่จะรักอย่างสร้างสรรได้
    อย่างไร ใจเย็นๆครับ อย่าใจร้อน ตั้งสติ คิดให้รอบคอบก่อนทุกครั้ง ที่จะตัดสินใจทำอะไร ฟังดูแล้ว
    ไม่ค่อยดีเลย แต่คุณโชคดีนะครับ เพราะถ้าคุณศรัทธาในพระธรรม คุณจะไปได้เร็วกว่าคนอื่น
    อาจถึงขั้นนิพพานเลยก็ได้..ครับ


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 23 เม.ย. 2555 (08:58)
ทายแม่นมากค่ะ
ดิฉันเลือกข้อ 2  ไม่มีครอบครัวของตัวเอง  แต่รักครอบครัวของพ่อแม่ ครอบครัวของพี่ ของน้อง และของเพื่อนๆ มาก

ครูไผ่
ร่วมแบ่งปัน3632 ครั้ง - ดาว 285 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 24 เม.ย. 2555 (03:17)

ผมได้มีโอกาสสอนวิชา Critical Thining and Decision Making มีสิ่งที่น่าพิจาณาประกอบการตัดสินใจหลายประการ คนเราเกิดมาทุกคนมีความแตกต่างกันในหลายๆแง่ ทั้งร่างกาย สิ่งแวดล้อม และเงื่อนไขทางสังคม แต่เพื่อให้ทุกคนอยู่ในสังคมได้อยา่างปกติสุข จึงต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันในสังคม คือ มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน แต่หากมองสังคมไทยแล้ว มันมีอะไรๆที่เป็นสองมาตรฐานอยู่มากมาย ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้ แต่จะยกตัวอย่างคำพูดของ George Orwell   ในเรื่อง Animal Farm  (<<<< อ่่านเรื่อง online ได้ที่นี่) ที่ว่า "Everybody is equal, but some are more equal than others" หรืออาจแปลเป็นไทยว่า "ทุกคนเท่าเทียมกัน แต่บางคนเท่าเทียมกันได้มากกว่า" เราคงต้องบอมรับว่า คนเราไม่เท่ากัน หรือ ไม่เหมือนกันจริงๆ แต่เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นสุข

เมื่อเกิดมาเป็นคน หากจะอยู่ในสังคมได้ต้องอาศัย "สติ" และ "ปัญญา" เมื่อเกิดมีปัญหา หลายคนจะตื่น ร้อนรุ่ม คิดไปในทางไม่ดีต่างๆนานา จึงไม่มี "สติ" ในการคิดวิเคราะห์ หากเราหยุดนิ่งสักนิดหนึ่ง แล้วคิดหาว่าอะไรคือเหตุ อะไรคือผล และผลนั้นมีความร้ายแรงมากเพียงใด อันที่จริงร้ายแรงที่สุดก็คือเสียชีวิต ตราบใดที่เราสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ มันก็ยังคงมีความหวังที่จะกอบกู้สถานการณ์ได้ เมื่อมีสติ แล้ว จึงใช้ปัญญา หาทางคิดผลได้ ผลเสีย คิดหาทางเลี่ยง ลดความสูญเสีย หรือบรรเทาให้น้อยลง หากเราใช้ปัญญาอย่างจริงๆจังๆ เราจะพบว่า "ทุกๆปัญหาย่อมมีทางออก" แต่หากเราร้อนรน ไม่ใช้ปัญญา จะปรากฎว่า "ทุกๆทางออกจะมีแต่ปัญหา"

หากจะบอกว่า อันที่จริงเราใช้หลักทางพุทธศาสนามาช่วยได้ หลายคนก็คงไม่อยากคุยด้วย เพราะเห็นเป็นเรื่องน่าเบื่อ จะขอแนะนำหนังสือที่อ่านสนุกใช้กับชีวิตประจำวันได้คือ  How To Stop Worrying And Start Living By Dale Carnegie   หรือแปลเป็นไทยว่า วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข โดย เดล คาร์เนกี้  แปลโดย อาษา ขอจิตต์เมตต์  
ปัญหาของใคร เราก็ไม่สามารถหยั่งรู้ได้ในเงื่อนไขของชีวิตเขา สิ่งที่เราจะช่วยได้คือ ให้เขา มี"สติ" และใช้ "ปัญญา" หรือช่วยใช้ปัญญาหาทางเลือกเพื่อบรรเทาทุกข์ของเขา จึงเป็นที่มาของคำที่คนโบราณได้ศึกษาเรียนรู้มาแล้วว่า มี "สติปัญญา" บริษัททุกแห่งต้องการพนักงานที่มี "สติปัญญา"สูง พ่อแม่ต้องการ ลูกเขย หรือลูกสะใภ้ที่มี "สติปัญญา" สูง เืพื่อที่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ทุกสถานการณ์

ผมเข้าใจว่าผู้ตั้งกระทู้มีเจตนาอันประเสริฐที่จะช่วยให้ผู้มีปัญหาได้นำปัญหามาให้ช่วยหาทางแก้ไข เพียงแค่คิดรวบรวมคำพูดจะถามเท่านั้น ก็เรียก "สติ" กลับคืนมาเื่พื่อคิดที่มาของปัญหาแล้วในระดับหนึ่ง เมื่อสติกลับคืนมา"ปัญญา"ก็เกิด และหากมีผู้รับฟังปัญหา ความกดดันก็อาจลดลงและเพิ่มความสามารถทางปัญญาหาทางแก้ไขหรือบรรเทาได้

แต่ในความเป็นจริง คนเราเมื่อมีปัญหาคับข้องใจส่วนตัวจริงๆ คงจะมีไม่กี่คนที่เอาปัญหาไปถามในที่สาธารณะที่คนอ่านนับล้านคนเช่นบนเว็ปนี้ หรือจะมีก็เป็นปัญหาที่ต้องการหาคนหลายคนช่วยให้ข้อมูลยิ่งมากยิ่งดี เช่น ถามข้อมูล ถามทาง ช่วยหาแมวหาย ช่วยทำการบ้านให้หน่อย ช่วยแต่งกลอนให้หน่อย เอาด่วนมากส่งครูวันพรุ่งนี้ คำถามปัญหาพวกนี้จะมีมากกว่า ผมเขียนกระทู้บนเว็ปนี้กว่าร้อยกระทู้ มีเพียงไม่กี่คนที่ถามบนเว็ปและให้โต้ตอบกัน แต่ที่พบมากคือ หลายคยมีปัญหาแล้วหาทางค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมล์ของผม แล้วส่งมาถามเป็นการส่วนตัวเสียมากกว่า แม้แต่ฝ่ายขายหรือประชาสัมพันธ์ของ KFC ยังโทรมาขออนุญาตผมเอากิจกรรมเด็กๆที่ผมเขียนไปทำของแจกลูกค้าของ KFC ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ตั้งกระทู้มายังไม่มีใครเขียนมาให้ช่วยแก้ปัญหาจริงๆจังๆเลย จะมีก็แต่พวก "กองเชียร์หน้าเดิม" ที่คอยสนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์เป็นประโยชน์แก่สังคมเท่านั้น

การใช้ข้อมูลที่จำกัดในการพิจารณาตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง อาจทำให้ผิดพลาดได้ เรื่องนี้ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วในกระทู้ไหนก็จำไม่ได้ แต่จะขอยกตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องจริงของครูในจังหวัดในอิสาน........ครูท่านหนึ่งตั้งใจสอนลูกศิษย์อย่างมาก ทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และทุนทรัพย์ส่วนตัว คิดหาทางสอนนักเรียนด้วยวิธีการและสื่อการสอนต่างๆ แต่มีนักเรียนคนหนึ่งที่ครูท่านนี้สังเกตเห็นว่า ทุกครั้งที่ครูเริ่มสอน เด็กคนนี้จะหันหน้าออกนอกหน้าต่าง จนครูทนไม่ได้ต้องมาว่าให้่เจ็บๆ เพื่อที่ว่านักเรียนคนนี้จะได้สำนึกผิดและกลับมาตั้งใจเรียน เด็กนักเรียนถึงกับน้ำตาซึม เพื่อนๆที่นั่งข้างๆรีบบอกกับครูว่า "ครูครับอย่างไปว่าเขาเลยครับ สงสารเขาเถอะครับ หูของเขาพิการข้างหนึ่ง เขาจึงต้องหันหน้าเอาหูข้างที่ใช้ได้ฟังครูพูด" เท่านั้นเอง ครูก็น้ำตาซึมเหมือนกัน คำถามคือ "เราตัดสินคนด้วยอะไร และหากเราจะช่วยเขา เรารู้ข้อมูลเบื้องลึกที่เขาไม่อยากบอกแล้วหรือยัง

มีชายคนหนึ่ง เป็นคนสุภาพอ่อนน้อม แต่เงียบขรึม ไม่ค่อยชอบยุ่งกับใคร ไม่ชอบติดต่อผู้คน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับ Social network ทั้งหลาย เขาจะไม่สนใจเลยทีเดียว เขาอาศัยอยู่รวมกับพี่สาวที่มีลูกเล็กๆที่มีอาการโคลิค และอยู่กับน้องชายที่กำลังเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าและกำลังทำโครงงานเกี่ยวกับระบบตัดน้ำตัดไฟแบบอัตโนมัติ น้องบอกว่าทดลองติดตั้งอุปกรณ์แล้วไปพบอาจารย์ อาจจะกลับมาเย็นสักหน่อย ไม่ต้องเป็นห่วง แต่น่าสงสารพี่น้องสามคนนี้ ที่พ่อและแม่ต้องมีอันต้องจากไปในช่วงสงกรานต์ แต่ก่อนตาย พ่อและแม่ได้สั่งไว้ว่า ให้นำอวัยวะไปบริจาคให้ผู้ยากไร้ที่ต้องการอวัยวะด่วน เขาจึงรีบติดต่อขอคำแนะนำจากหมอว่าจะต้องทำอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้บังเกิดเกล้าอันจะเป็นมหากุศล คุณหมอบอกว่าขอตรวจสอบข้อมูลผู้รับบริจาคอวัยวะก่อนว่าเข้ากันได้ไหม แล้วจะรีบโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบโดยด่วนเพื่อป้องการการเสียหายของอวัยะของพ่อแม่ ชายคนนี้เพิ่งกลับมาจากทำบุญให้พ่อแม่ช่วงสงกรานต์รถเปรอะเปื้อนมาก เขาจึงล้างรถแล้วเอาผ้าเช็ดรถที่ใช้แล้วนั้นไปตาก ทันใดนั้นก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น 6 อย่างต่อไปนี้ คุณคิดว่าเขาควรจะทำข้อไหนก่อนดีครับ และหากเขาทำแล้ว คุณจะตัดสินว่าเขาเป็นบุคคลประเภทใด

1. มีคนโทรมา โทรศัพท์ดัง
2. เด็กทารกร้องไห้จ้า
3. มีคนมาหา เคาะประตูเรียกอยู่หน้าบ้าน
4. ฝนทำท่าจะตก และคุณยังไม่ได้เก็บผ้าที่ตากไว้เลย
5. คุณลืมเปิดก๊อกน้ำในครัวทิ้งไว้ และมันเริ่มไหลนองพื้นแล้ว 
6. มีคนมาโพสด่าคุณบน Facebook


  


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 24 เม.ย. 2555 (04:55)

ความเห็นส่วนตัว ผมว่าเขาจะต้องเลือกข้อ 2 เด็กร้องไห้จ้า

เพราะดูจากเนื้อเรื่องของอ.แขชนะแล้ว เรื่องเล่าของชายคนนี้เกี่ยวพันกับคนในครอบครัว
แต่ลูกชายคนกลางของครอบครัวนี้ คงจะไม่ค่อยมีความสุขมากสักเท่าไร เพราะดูจากบุคคลิก
ที่เงียบขรึม ไม่ชอบยุ่งกับใคร 


คู่สามี-ภรรยาส่วนมากจะตั้งตารอลูกคนแรก และถ้าหากเกิดมีลูกติดๆกัน
ลูกคนกลางค่อนข้างที่จะมีปัญหา พ่อแม่จะไม่ห่วงมากนัก เพราะมีพี่คอยดูแล
จะไปห่วงลูกคนสุดท้องมากกว่า ทำให้เกิดช่องว่าง (ที่มองไม่เห็น)
ยิ่งลูกชายคนกลางเป็นคนสุภาพอ่อนน้อมแล้วล่ะก้อ จะมองไม่เห็นช่องว่างนี้เลย


ถ้าเสียงโทรศัพท์เกิดดังขึ้น คงมี 2 สายที่เรียกเข้ามา คือ สายจากคุณหมอ (เรื่องของพ่อแม่)
และสายจากน้องชาย (เรื่องของน้องชาย) ซึ่งทั้ง 2 สายก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวทั้งนั้น


ไม่ทราบว่าความเห็นของผม พอจะเข้าท่าไหม..ครับ {#emotions_dlg.q5}


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 24 เม.ย. 2555 (05:29)

คำตอบจะเป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้นครับ แล้วแต่เจ้าตัว ซึ่งรู้ดีและสามารถจัดลำดับความสำคัญตามเงือ่นไขของตนเองอย่างดีที่สุด สิ่งสำคัญคือต้องมีสติแก้ไขปัญหาด้วยปัญญา และผู้จะช่วยเหลือนั้นต้องกระทำด้วยเมตตา และคิดในเชิงบวกเสมอ เช่น


บางคนอาจตอบว่าเลือกข้อ 1 เพราะต้องการทำให้ความต้องการของพ่อแม่ก่อนตายให้บรรลุผล การร้องไห้ของเด็กเป็นอาการโคลิค ซื่งเกิดเป็นประจำทุกวันเป็นปกติ นอกนั้นเป็นเรื่องรองที่ไม่สำคัญเท่าเรื่องของพ่อแม่ หรือ.....


บางคนอาจจะบอกว่า เลือกข้อ 3 เพราะน้องชายว่าจะกลับเย็นหน่อยเพราะไปหาอาจารย์ แต่นี่กลับมาก่อนคงลืมอะไรที่สำคัญแน่ๆ ส่วนโทรศัพท์นั้น หากสำคัญจริง รออีก 2-3 นาทีเดี๋ยวเขาก็โทรมาใหม่แน่ เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง


บางคนอาจจะบอกว่า เลือกข้อ 2 ต้องไปดูหลานก่อน เพราะอาการโคลิค ของหลานนั้น เกิดขึ้นทีไรต้องตามด้วยอาการชักที่น่ากลัวมาก เรื่องอื่นเป็นเรื่องรอง


บางคนอาจจะตอบว่า แล้วมันเรื่องอะไรของคุณที่จะไปช่วยเขาเลือก เป็นรื่องของเขาที่จะคิดอย่างรอบคอบอยู่แล้ว


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5988 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 24 เม.ย. 2555 (05:45)


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 3 พ.ค. 2555 (05:21)

ปัญหา คือ "บ่อเกิดแห่งปัญญา"



เราทุกคนต่างก็ไม่อยากให้เกิด ปัญหา ขึ้นกับตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่ในชีวิตจริงก็ไม่มีใครที่จะไม่เคยพบปัญหาเช่นกัน เพราะปัญหาก็คือส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นเรื่องธรรมดา ที่เราจะต้องเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับมัน


เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าตัวปัญหานี่แหละที่ก่อให้เกิดปัญญาแก่เรา มาตั้งแต่วันที่เราเริ่มเรียนรู้แล้ว ตั้งแต่เด็กเรียนหนังสือ เรามีการบ้าน ซึ่งก็คือปัญหาที่เราต้องหาคำตอบ และเมื่อเรารู้คำตอบก็จะทำให้เราเกิดปัญญาขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นเราอาจจะมองว่า การบ้านนี้ยากจัง แต่เมื่อเราทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปเราก็จะรู้สึกว่ามันง่าย นั่นก็เพราะว่าเรามีปัญญาเกิดขึ้นแล้ว


เช่นเดียวกับการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเราเจอปัญหา เราก็จะมองว่ามันยาก ไม่มีทางผ่านไปได้ เกิดความกังวล ความเครียด ขาดสติ จนบางคนถึงกับแก้ปัญหาโดยไม่คิดให้ดีก่อนเลยก็ได้ ซึ่งมันเป็นการแก้ไขที่ผิด หรือที่เรียกว่า ขาดสติ


ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกในตัวของมันเอง เพียงแค่ใช้สติสักนิด คิดให้ถี่ถ้วน ก็จะเกิดเป็นปัญญา สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้


ปัญหาเกิดขึ้นมาเพื่อให้เราได้รู้จักการใช้สติใคร่ครวญหาทางแก้ ไม่ได้เกิดมาเพื่อให้เราคร่ำครวญจมอยู่กับมัน ทุกอย่างที่เกิดขึ้นย่อมมีสาเหตุของมัน และเมื่อเรารู้สาเหตุที่ทำให้เกิดได้ เราก็สามารถหาทางแก้ไขมันได้เช่นกัน


ปัญหาทำให้เราเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมีปัญญา อย่าย่อท้อ ใช้สติ คิดให้รอบคอบ คนเราล้มเพื่อลุก ไม่ใช่นอนรอให้คนอื่นมาข้าม ในเมื่อเราก็เคยผ่านปัญหามามาก แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่นี้ทำไมเราจะผ่านมันไปอีกไม่ได้  


ที่มา : http://www.thaieditorial.com/tag/แก้ปัญหาด้วยปัญญา/


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 3 พ.ค. 2555 (05:49)

1+2=3


กว่าจะตอบปัญหาข้อนี้ได้ คุณจะต้องมีองค์ความรู้ดังต่อไปนี้


2+1=1+2
1<2<3
3>2>1
1,2,3 เป็น ตัวเลขอาราบิค
1 น้อยกว่า 2 และ 3
2 มากกว่า 1 แต่น้อยกว่า 3
3 มากกว่า 1 และ 2
+ เป็นเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์
+ หมายถึงผลสะสม ของจำนวน 2 จำนวน ที่มากระทำกัน 


 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 66 3 พ.ค. 2555 (06:04)

 


1+2=3
ปัญหา ปัญญา คำตอบ


ถ้าอยากได้คำตอบ คุณต้องรู้จักใช้ปัญญา
ถ้าอยากมีปัญญา คุณต้องปรับตัวเพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้
ถ้าอยากได้องค์ความรู้ที่ทำให้เกิดปัญญา คุณต้องศรัทธาในครูบาอาจารย์

 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 4 พ.ค. 2555 (05:27)

ถ้าคุณไม่อยากได้คำตอบ ปัญหาก็จะไม่เกิด
ถ้าไม่อยากรู้คำตอบ ปัญญาก็ไม่เกิด
ปัญญาเกิดได้ เพราะคุณอยากหาคำตอบ ให้กับปัญหา
ปัญญาที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ต้องมีปัญหา คือ "การรู้แจ้ง"



พระพุทธเจ้าทรง "ตรัสรู้" ด้วยตัวของพระองค์เอง


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 10 พ.ค. 2555 (06:23)

ปัญหา : อาการปวดหลัง ปวดเอว


โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง (Musculotendinous strain) เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง (Back pain) พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวเป็นต้นไป แต่อาการปวดหลัง ปวดเอว ซึ่งเป็นปัญหากับหลายๆคน โดยเฉพาะเมื่อย่างเข้าสู่วัยกลางคน ถ้าปวดหลัง ปวดเอวจากกล้ามเนื้อ จะเป็นภาวะที่ไม่อันตรายร้ายแรง แต่ก่อให้เกิดความเจ็บ ปวด และอาจเป็นอาการปวดหลัง ปวดเอวเรื้อรังได้


โดยอาการปวดจะแสดงในลักษณะต่าง เช่น บางรายอาจปวดเฉพาะบริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ บางรายอาจปวดหลังและร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี บางรายอาจมีอาการปวดเอว แล้วก็มีอาการตึงมาทางหน้าท้อง


สาเหตุของอาการปวดหลัง ปวดเอว แบ่งได้เป็น 3 สาเหตุหลัก


1. ปวดหลังจากไตอักเสบ หรืออาจมีนิ่วที่ไต มักจะมีไข้ ปวดเอว ปัสสาวะอาจมีแสบ ขัด ขุ่น ถ้าเคาะเบาๆ ที่เอวด้านที่ปวดจะเจ็บมากจนสะดุ้ง


2. ปวดหลังจากกระดูกสันหลัง หรือหมอนรองกระดูกสันหลังที่เอวเคลื่อนกดทับเส้นประสาท มักพบในคนเลยวัยกลางคนแล้ว คนที่ต้องแบกของหนักเสมอ หรือผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุที่บริเวณหลัง บางรายเท้าจะอ่อนแรง ยกปลายเท้าไม่ขึ้น อาการอาจค่อยเป็นค่อยไป บางรายก้มยกของหนัก แล้วหมอนรองกระดูกก็เคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท ทำให้ปวดกะทันหันก็มี


3. ปวดหลัง ปวดเอว จากกล้ามเนื้อหลัง มักเกิดจากการทำงานก้มๆ เงยๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป นั่งเล่นเกมส์หรือทำงานนานเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลังส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลัง จึงเกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่มีน้ำหนักตัวมาก หรือหญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้ และที่สำคัญเมื่ออายุมากขึ้น เส้นเอ็นหรือกล้ามเนื้อหลัง เอว หน้าท้อง จะมีอาการหดเกร็งหรือเกิดอาการตึง เรียกว่า "กษัยเส้น"


จะทราบได้อย่างไรว่าปวดหลัง ปวดเอว จากสาเหตุใด ให้ทดลองดังนี้


ขั้นแรก ลองให้นอนหงายบนพื้นแข็ง ๆชันเข่าขึ้นบน ท่านี้จะทำให้กล้ามเนื้อหลังคลายตัว ถ้าอาการดีขึ้น ก็น่าจะปวดหลัง ปวดเอวจากกล้ามเนื้อ


ขั้นต่อมา ลองใช้กำปั้นทุบเบาๆ ที่บั้นเอวข้างที่ปวด ถ้าปวดจนสะดุ้ง ร่วมกับมีไข้ ปัสสาวะแสบ ขัด ขุ่น ก็มีโอกาสเป็นไตอักเสบ ควรรีบพบแพทย์ทันที ถ้าทุบแล้วรู้สึกว่าสบาย อาการดีขึ้น ก็น่าจะปวดหลังจากกล้ามเนื้อ


ขั้นสุดท้าย ลองนอนหงาย เหยียดขาทั้ง 2 ข้างออก แล้วให้คนอื่นยกขาข้างที่ปวดเอวขึ้นมาตรงๆ เร็วๆ โดยที่ขาอีกข้างยังเหยียดราบอยู่ ถ้าเกิดอาการปวดเอวด้านที่ยกขาขึ้น และปวดร้าวแปล๊บไปที่ปลายเท้า ก็น่าจะเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท ควรรีบพบแพทย์ทันที


วิธีแก้อาการปวดหลัง ปวดเอว ที่ปวดจากกล้ามเนื้อหลัง ต้องดูว่าอิริยาบถเป็นอย่างไร


ถ้าอาการปวดหลังเกิดจากการนอน ที่นอนควรใช้แบบแน่นยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูก ฟองน้ำหรือเตียงสปริง เพราะหลังจะจมอยู่ในแอ่น ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น จนเกิดอาการปวดหลังได้


ท่านอนที่ผิด คือการนอนคว่ำจะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้ การนอนหงายทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ทำให้ปวดหลังได้ ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้โคนขา จะช่วยให้กระดูกสันหลังแบนราบ และควรมีหมอนรองรับบริเวณคอไว้


การนอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรนอนให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ ตะโพกและเข่ากอดหมอนข้างไว้ หลังให้โก่งเล็กน้อย


การนั่ง ควรนั่งให้ชิดขอบในของเก้าอี้โดยหลังไม่โก่ง เก้าอี้ที่นั่งต้องรองรับก้นและโคนขาได้ทั้งหมด ความสูงพอดีที่เท้าแตะพื้น


การยืน ควรยืนพักขา 1 ข้าง คือ เข่าตึงข้างหนึ่ง หย่อนข้างหนึ่ง จึงจะไม่ทำให้หลังแอ่น


การยกของ อย่าก้มลงยกของ การก้มตัวลงหยิบของในลักษณะเข่าเหยียดตรงเป็นท่าที่ทำให้ปวดหลังได้ เพราะกล้ามเนื้อหลังจะเป็นส่วนที่ออกแรง จึงอาจทำให้เกิดอาการอักเสบได้ ควรย่อเข่าลงนั่งกับพื้น ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา


การนั่งขับรถ บางท่านต้องขับรถเป็นระยะเวลานาน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้มีอาการปวดหลัง ปวดเอว ดังนั้นท่านั่งขับรถจะต้องนั่งให้ถูกวิธี และควรมีการพักโดยออกมายืนแล้วบิดขี้เกียจบ้าง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลัง


ส่วนประกอบของหลัง


หลังของเราประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังทั้งหมด 24 ชิ้นที่เรียกว่า vertebrae โดยเรียงซ้อนกันตั้งแต่กระดูกสะโพกถึงกะโหลกศีรษะ ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะมีหมอนรองกระดูกขั้นกลาง เพื่อรับแรงกระแทกของกระดูก และเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว กระดูกสันหลังทำหน้าที่เป็นแกนกลางของร่างกาย กระดูกจะถูกยึดติดเป็นแนวโดยอาศัยกล้ามเนื้อและเอ็น การหดเกร็งกล้ามเนื้อหลังจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว


หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการปวดหลัง ควรรีบพบแพทย์


- ปัสสาวะแสบ ขัด ขุ่น ปัสสาวะลำบาก
- มีอาการชาบริเวณหลังหรือบริเวณอวัยวะเพศ
- มีอาการชาและอ่อนแรงขาข้างหนึ่ง
- มีอาการปวดแปล๊บที่ขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง
- เดินเซ


วิธีแก้


ข้อมูลนี้ผมบังเอญเจอในอินเตอร์เน็ต เขาบอกให้กินยากษัยเส้น บอกยี่ห้อมาด้วย
พอดีผมมีอาการปวดหลังบ่อยๆ หลังเกรง แต่ทุบตรงที่ปวดแล้วไม่สะดุ้งแปล็บๆ
เลยจะไปลองซื้อยาที่ว่านี้มากินดูสักแผง ถ้าอาการดีขึ้น หรือไม่หาย ก็จะมาเล่าให้ฟัง

แต่ถ้าผมไม่ได้มาบอก ก็แสดงว่าอาจจะพ้นทุกข์ในชาตินี้ไปแล้ว..ครับ {#emotions_dlg.a2}


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 6 ส.ค. 2555 (04:57)


สมกับเป็น "คนไทย" มีปัญหา ก็เก็บไว้ในใจ
แล้วเมื่อไหร่จะแก้ปัญหาได้ 


myschool
ร่วมแบ่งปัน932 ครั้ง - ดาว 62 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.3228 seconds !