'พิมพวดี' หนูน้อยวิญญาณระลึกชาติ โดย หมออาจินต์ บุณยเกตุ | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

'พิมพวดี' หนูน้อยวิญญาณระลึกชาติ โดย หมออาจินต์ บุณยเกตุ

โพสต์เมื่อ: 16:29 วันที่ 13 เม.ย. 2555         ชมแล้ว: 9,165 ตอบแล้ว: 0
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป

ขอนำเรื่อง วิญญาณที่ระลึกชาติได้ อย่างอัศจรรย์ เกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีมาแล้ว มาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เพราะไปเห็นรายการ ตีสิบ ของคุณวิทวัส และ พันเอก นายแพทย์ พงษ์ศักดิ์  ตั้งคณา ทางช่อง 3 จึงนำมาเล่าให้ฟังอีกครั้งครับ



T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง





จำนวน 9 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 13 เม.ย. 2555 (16:31)

ขอเล่าความหลังเรื่อง หนูน้อยวิญญาณระลึกชาติได้ เรื่อง หนูพิมพวดี


'พิมพวดี'
หนูน้อยวิญญาณระลึกชาติ โดย หมออาจินต์ บุณยเกตุ


ขอบอกว่าเรื่องนี้ยาวมาก
แต่เป็นเรื่องจริง


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 13 เม.ย. 2555 (16:33)

เรื่องเป็นอย่างไรเท็จจริงแค่ไหน ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟัง ณ บัดนี้
ผมเริ่มเรื่องว่าผมได้ป่วยด้วยโรคปวดประสาทสมองเส้นที่ห้า (ประสาทสมองมีสิบสองคู่)ทางด้านขวา เริ่มเป็นมาตั้งแต่วัยรุ่น อายุราว ๆ 16-17 ปี ตอนนั้นพอดีเกิดสงครามอินโดจีนและก็เป็นเรื่อยมา ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นๆหายๆโดยมีอาการปวดประสาทด้านขวาตั้งแต่เบ้าตาขึ้นไปถึงกลางกระหม่อม ปวดอยู่ซีกเดียว ตอนนั้นยังเป็นหนุ่มแน่นอายุยังน้อยอาการก็ไม่ทรมานรุนแรงมากนัก กินยาแก้ปวดแรงๆ หน่อยก็บรรเทาไปได้
ได้ขอให้อาจารย์ที่ศิริราชตรวจท่านก็บอกว่าสายตามีส่วนช่วยให้ปวดประสาทได้
เพราะสายตาไม่ดีผมก็เลยสวมแว่นตามาตั้งแต่อายุยี่สิบปีจนบัดนี้
สรุปว่าผมป่วยด้วยโรคนี้มานานเป็นสิบๆ ปี ตอนที่เป็นนายแพทย์ผู้อำนวยการที่จังหวัดภูเก็ตก็เป็นตอนที่ไปศึกษาต่อที่อเมริกาสามปีก็เป็นทั้งสามปี แพทย์ที่อเมริกาชวนผ่าตัดผมก็ยอมพอจะผ่าตัดมันก็เกิดหายปวดเพราะมันเป็นๆหายๆ หมอที่นั่นเลยไม่กล้าผ่า ผมเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์อยู่ฝ่ายวิชาการเกิดปวดมากอีกหนทนไม่ไหวต้องเข้ารับการรักษาที่ศิริราชตอนนี้เอง โรคนี้ไม่รู้สาเหตุแต่เดี๋ยวนี้ คุณหมอศิระ บุญยรัตเวช หัวหน้าศัลยกรรมโรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้เชี่ยวชาญทางศัลยกรรมสมองและประสาท
(ท่านผู้นี้เองที่รักษาผมหายขาด ด้วยการฉีดน้ำยาเข้าไปในสมองไปทำลายต้นตอของประสาทเส้นนี้ให้หมดสภาพไปเลย) ท่านบอกว่าหนึ่งในสาเหตุของโรคนี้ก็คือเส้นโลหิตในสมองเส้นหนึ่งไปเบียดเส้นประสาทสมองเส้นที่ห้านี้เมื่อเส้นโลหิตขยายตัวตามจังหวะการเต้นของหัวใจ มันก็จะเบียดกระตุ้นเส้นประสาทนี้ทุกทีหนักๆเข้าก็ระบม ปวดอย่างนี้ คนโบราณเรียกว่าลมตะกัง หมอปัจจุบันเรียก ไมเกรน หรือ ติ๊ค เดอลารู หรือไทรเจมินัลนิวราลเจีย ซึ่งมันก็ชื่อเดียวกัน การรักษายากมาก ตอนปี พ.ศ. 2504 นั้น คุณหมอศิระยังไม่กลับจากการศึกษาต่อจากอังกฤษท่านกลับมาตอน พ.ศ. 2507 หรือราวๆ นั้น ท่านศาสตราจารย์น.พ.อุดม โปษกฤษณะ เป็นผู้รักษาผม ,ศ.จ.น.พ. วิชัย บำรุงผล แห่งภาควิชาศัลยกรรม และ ศ.จ.น.พ.สมบัติ
สุคนธพันธ์ ฝ่ายโรคทางยามาร่วมด้วย ทั้งสองท่านหลังนี้เป็นเพื่อนกัน ก็เลยตั้งใจมากเป็นพิเศษแต่มันไม่หาย ผมได้ถูกรับตัวไว้เพื่อตรวจละเอียด และรักษาที่ตึกวิบูลลักษณ์ชั้นล่างห้องที่เท่าไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว ได้รับการดูแลเยียวยารักษาอย่างดีจากครูบาอาจารย์และเพื่อนฝูงแต่อาการปวดประสาทก็รุนแรงมาก แทบจะผูกคอตายไปหลายหน คืนหนึ่งราวๆสองทุ่มเศษๆ โรคปวดประสาทมาเอาผมอีกทีนี้ปวดดิ้นเลย พยาบาลให้กินยาฉีดยาตามแพทย์สั่งไว้ก็ไม่สงบ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมก็นอนหลับตาเอามือกุมขมับข้างที่ปวดแล้วภาวนาบริกรรมพุทโธๆๆ ทำอานาปาณสติไปเรื่อย ๆ ที่ผมทำแบบนี้ได้ก็เพราะเมื่อปี พ.ศ.
2500ผมบวชพระที่วัดราชาธิวาสหนึ่งพรรษา วัดนี้เป็นวัดวิปัสสนากรรมฐาน ผมก็ได้รับการอบรมเรื่องนี้มาด้วยพอทำสมาธิวิปัสสนาสักครู่อาการปวดก็สงบลง มันก็เป็นเช่นนี้ คือปวดสักพักแล้วก็บรรเทาพอสงบผมก็เลยสงบจิตทำสมาธิต่อ ประมาณ 3 ทุ่มเศษ ผมมองเห็นอะไรลางๆก็ลืมตาขึ้นมาพลางถามภรยาและพยาบาลพิเศษที่เฝ้าอยู่สองคนนี้ว่า "ใครมา" ได้รับคำตอบว่า "ดึกแล้ว ไม่มีใครมาหรอก" ผมก็หลับตาเข้าสมาธิต่อพอสักครู่ก็เห็นชัด ขนาดลืมตามองก็เห็นชัด ว่ามีเด็กผู้หญิงรูปร่างอ้วนเหลือกำลัง อ้วนอย่างกับเป็นโรคชนิดหนึ่งแต่หน้าตายังเด็ก มายืนอยู่ข้างเตียง เธอแต่งตัวด้วยชุดของโรงพยาบาล เมื่อเห็นเช่นนี้ผมก็เอ่ยปากถามว่า "หนู เป็นใคร มาทำไมที่นี่" ผมพูดออกมาดังๆ เพื่อให้สองคนนั้นได้ยิน  รวมทั้งคุณใบ กล้าหาญ ซึ่งรับราชการอยู่ที่โรงพยาบาลสงฆ์จนทุกวันนี้และไปเฝ้าผมอยู่ด้วย ภรรยาจึงมาเขย่าแขนแล้วพูดว่า "เธอๆนี่อยู่นี่ๆๆ" ก็คงนึกว่าผมปวดมากจนเพ้อ ผมก็บอกว่า "ไม่ได้เพ้อหรือเสียสติอะไรหรอก แต่มีใครเห็นไหม หนูอ้วนมานั่งอยู่ข้างเตียงนี่"สองคนนั้นตอบว่า "ไม่มีใคร ดึกแล้ว.." ผมสังเกตว่าสองคนนั่นเขยิบเข้ามาชิดๆกัน ภรรยาผมก็ทำท่าจะสวดมนต์เห็นพนมมือไหว้พระปลกๆ แต่ผมก็ยังข้องใจ เพราะหนูคนนั้นก็ยังนั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยมผมก็เลยพูดออกมาดังๆ กับภรรยาและพยาบาลในห้องว่า "จะคุยกับหนูคนนี้นะ ช่วยจดๆจำๆ ไว้ด้วย" แล้วผมก็ถามด้วยเสียงออกจะดังๆ ว่า "หนูเป็นใคร มาทำไมในห้องนี้.."
แม่หนูตอบว่า "..หนูเคยป่วยในห้องนี้และตายในห้องนี้ เมื่อประมาณสองปีมาแล้ว.."ภรรยาผมคอยฟังและคอยจด..
"อ้อ หนูเคยมาป่วยที่ห้องนี้และตายที่ห้องนี้..หนูป่วยเป็นอะไรตาย" "ป่วยด้วยโรคอ้วนตายค่ะ"ภรรยาและพยาบาลช่วยกันจดใหญ่ "หนูเป็นลูกใครหลานใครจ๊ะ" "คุณตาหนูเป็นพระยาค่ะ ชื่อของท่านขึ้นต้นด้วย อ
ลงท้ายด้วย สิริ"
ผมทวนคำพูดของเธอดังๆ ให้ได้ยินทุกคน "งั้นหนูก็เป็นหลาน"ผมพยายามนึก สักครู่ก็นึกออกแล้วพูดออกมาว่า "หลานเจ้าคุณอัชราทรงสิริ ใช่ไหมล่ะ" หนูคนนั้นก็ตอบว่า "ใช่ค่ะ คุณอาเก่งมาก.." "แล้วพ่อหนูล่ะ" "คุณอาไม่รู้จักหรอกค่ะ" ผมถามต่อไปว่า "หนูมีพี่น้องกี่คน" "มีสามคนค่ะ หนูเป็นผู้หญิงคนเดียว"
ผมทวนคำพูดดังๆ ทุกคำ เพื่อให้ผู้ที่กำลังฟังได้ยินด้วย
"หนูมานี่มีความประสงค์อะไรจ๊ะ" "หนูมีเพื่อนหนึ่งคน
เขาเสียชีวิตเมื่อกลางปีกลายที่ตึกเด็ก เขาบอกว่า เขาเป็นลูกคุณอา
เมื่อชาติก่อนเขาอยากจะมาหาและมาช่วยคุณอาให้หายป่วยจากโรคนี้ เขาให้หนูมาบอกคุณอาก่อนค่ะ"จากนั้น แม่หนูคนนั้นก็หายไป หายวับไปเลย ผมก็ลุกขึ้นนั่ง เล่าทุกสิ่งทุกอย่างให้ภรรยาและพยาบาลที่นั่งอยู่ด้วยฟังพยาบาลคนนั้นเธอตื่นเต้นมาก พลางบอกกับผมว่า พรุ่งนี้เขาจะไปถามหัวหน้าตึก ขอค้นประวัติและขอทราบว่า ตึกนี้ห้องนี้ เมื่อประมาณปี
2502 มีเด็กหญิงถึงแก่กรรมที่ตึกนี้ห้องนี้หรือเปล่า เพราะเธอแปลกใจและสนใจที่ผมพูดกับแม่หนูคนนั้น เป็นเรื่องเป็นราวตั้งนานจากนั้นผมก็เข้านอนไป โดยไม่ลืมภาวนาบริกรรมพุทโธๆๆ ไปด้วย ประมาณห้าทุ่มคืนเดียวกันนี้เองด้วยอาการปวดประสาทอย่างแรงได้ปลุกผมตื่นขึ้นมาอีก แต่สองคนที่อยู่ในห้องหลับไปแล้ว
ตอนนี้เงียบสงัด แต่ผมนอนกุมขมับ กุมศีรษะด้านขวาอยู่คนเดียวด้วยความปวดที่ออกจะรุนแรงเอาการอยู่ผมก็ได้ยิน
เสียงแว่วๆ ที่หูว่า "เธอ พ่อเธอนอนอยู่นี่ยังไง..
เข้ามาสิ.." ผมลืมตาขึ้นมอง ก็ไม่เห็นอะไร แต่พอหลับตาก็ได้ยินเสียงพูดอีกว่าเข้ามาสิมาเถอะ ผมลืมตาอีกที ทีนี้เห็นเด็กสองคนมายืนที่ข้างเตียงผม คนหนึ่งอ้วนปี๋ก็คนเก่าอีกคนหนึ่งอยู่ในวัยสิบสองขวบ หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู เธอเดินมายืนข้างเตียงผมแล้วพูดว่า"พ่อ หนูมาช่วยพ่อ" ผมจึงเรียกภรรยาผมและพยาบาลให้ตื่น แล้วถามว่า
"เห็นเด็กผู้หญิงสองคนตรงนี้ไหม เด็กๆ มายืนอยู่ที่นี่แน่ะ" พยาบาลเปิดไฟในห้องนอนสว่างพรึ่บแล้วบอกว่าไม่เห็นมีใครมาสักคนนี่คะ ผมก็ยืนยัน (ความจริงนอนยันเพราะตอนนั้นนอนอยู่บนเตียงไม่ได้ยืนสักที)
ว่า
"มีซิ มีแม่หนูสองคนมาเยี่ยม แล้วมายืนอยู่ตรงนี้ นี่ยังไง.."พลางผมก็ยื่นมือออกชี้ที่ตัวเด็ก คุณใบยกเก้าอี้มา
2 ตัว ให้แขกที่เขามองไม่เห็นนั่งข้างเตียงทันที.. ภรรยาผมกับพยาบาลตื่นขึ้นนั่งขยับตัวเข้ามาชิดกันแล้วทั้งสองคนก็พนมมือทำท่าจะสวดมนต์อีกรอบ หนูอ้วนยืนอยู่สักครู่ก็ลาไป"คุณอาคะหนูไปก่อนนะคะ" ว่าแล้วก็หายวับไปอีกที.. เหลือแต่แม่หนูคนเล็กคนเดียว
ตอนนี้เธอนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนผม ข้อศอกสองข้างเท้าที่นอนยันคางไว้ แล้วถามว่า
"พ่อปวดศีรษะมากหรือคะ" ผมตอบว่า "ตอนนี้ปวดมากจ้ะ" เธอก็ยื่นมือข้างหนึ่งมากุมหรือกดศีรษะด้านที่ปวดของผมไว้
แล้วบอกว่า "สักครู่จะทุเลา" ต่อจากนั้นสักพัก อาการปวดศีรษะก็สงบ ผมจึงถามเธอว่า"หนูเป็นใคร แล้วทำไมมาเรียกว่าพ่อ.." ตอนนี้สองคนนั้นเริ่มจดอีก
"ชาติที่แล้วมา หนูเป็นลูกพ่อ.." ผมก็ทวนคำพูดของแม่หนูนั้นว่า"อ้อ ชาติที่แล้วเป็นลูกของพ่อ.." ต่อไปนี้เป็นคำสนทนาของผมกับเด็กหญิงผู้นั้นโดยผมถามดังๆ และทวนคำตอบดังๆ เช่นเคย  "ชาติก่อนนี้หนูเป็นลูกผู้ชายหรือผู้หญิง" "เป็นผู้หญิงค่ะ" "หนูเป็นอะไรถึงตาย..ในชาติก่อนนั้น" "หนูไปเล่นน้ำแล้วไถลลื่น เลยตกแม่น้ำตาย.." "หนูตายที่ไหน..""ตกน้ำตายที่ท่าโรงโม่" จึงถามเธอว่า "โรงโม่อยู่ที่ไหน" "ก็อยู่แถวๆ ท่าเตียนนี่แหละ..ไม่ไกลเท่าไร"


 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 13 เม.ย. 2555 (16:35)

"ตอนที่ตกน้ำตายอายุเท่าไหร่.." "ก็สิบกว่าขวบค่ะ" "ชาติก่อนนี้พ่อเป็นอะไร" "ชาติก่อนนี้พ่อรับราชการในรัชกาลที่ 3 เป็นผู้คุมนักโทษและราชมัล.." "ราชมัลเป็นอย่างไร พ่อไม่รู้จัก..""ราชมัลเป็นผู้คุม เป็นคนลงโทษนักโทษ ทรมานนักโทษรวมทั้งประหารชีวิตนักโทษด้วย.."ผมได้ฟังแล้วตกใจมาก เพราะชาตินี้ผมไม่ชอบเบียดเบียนใคร ไม่ชอบการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอย่างใดทั้งสิ้นแล้วจึงถามแม่หนูนั้นหว่า "ที่พ่อป่วยนี้ป่วยมานานเป็นเพราะอะไร แล้วเมื่อไหร่จะหาย"เธอตอบผมว่า "ป่วยเพราะกรรมเก่าที่ทำไว้แต่ชาติก่อน พ่อมีหน้าที่เกี่ยวกับนักโทษควบคุมลงโทษ ทรมานเขา กรรมก็ตามสนองในชาตินี้" ผมแย้งว่า"ก็เราทำตามหน้าที่ ลูกบอกว่าหน้าที่คือควบคุม ลงโทษ ทรมาน ถ้าเราไม่ทำเราก็ผิด.."แม่หนูก็ตอบว่า "ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนใหญ่สูงดำถูกฎีกาว่าฆ่าชาวบ้านตาย ทำทารุณต่างๆ แก่ราษฎร ความจริงเขาไม่ได้ทำแต่ชาวบ้านรวมหัวกันไปใส่ความเขา พระอัยการก็คุมตัวมาลงโทษ สอบถาม เขาไม่ได้ทำเขาก็ไม่รับราชมัลก็คือพ่อได้ลงโทษเขา จับเขาเข้าขื่อคาตอกเล็บเขา แล้วเอาเครื่องมาบีบขมับเขาบีบขมับจนเขาสลบเพราะความเจ็บปวด เขาก็ไม่รับว่าเป็นผู้ร้าย พ่อก็ลงโทษบีบขมับเขาอีกเพื่อให้เขารับว่าเป็นสัตย์เขาก็ไม่รับ ในที่สุดเขาทนทรมานไม่ไหวเขาก็ขาดใจตาย
ก่อนตายเขาผูกใจพยาบาทอาฆาตไว้ว่าจะจองเวรไปทุกชาติจนกว่าจะหมดเวรตอนนี้
กรรมมาตามทันอย่างเต็มที่แล้วจึงได้ป่วยเช่นนี้"
ผมทวนคำพูดของแม่หนูน้อยทุกอย่าง
ภรรยาและพยาบาลนั่งจำและจดไว้ทุกคำพูดผมจึงถามต่อไปว่า "เมื่อไหร่จะชดใช้กรรมนี้หมดเสียที"แม่หนูตอบว่า "พ่อทำไว้มาก ทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว กรรมก็สลับกัน กรรมดีทำให้พ่อเกิดมาอย่างนี้ กรรมชั่วก็ตามมาสนองอย่างนี้" "แล้วเมื่อไหร่จะหมดบาปหมดกรรม" "อีกสี่ปี"แม่หนูตอบว่า "พ.ศ. 2508 พ่อถึงจะหมดกรรมนี้แล้วถึงจะหายป่วย"ภรรยาผมนั่งฟังอยู่ตลอด ก็ขอให้ผมถามว่า "เมื่อชาติก่อนเธอเกิดเป็นอะไร"แม่หนูตอบว่า "คุณแม่เมื่อชาติก่อนนี้เป็นแม่ชี ถือศีลกินเพลอยู่วัดใต้"ผมก็ไม่ทราบว่าวัดใต้ไหน แม่หนูก็บอกว่า เวลาปวดประสาทมากๆ ให้นึกถึงเธอ เธอจะมาช่วยให้เบาบางลงแล้วก็เอามือมากุมศีรษะข้างที่ปวดพลางก็พูดว่า "พรุ่งนี้ แปดนาฬิกาหมอจะเอาตัวไปผ่ากะโหลกศีรษะ.." ผมก็ย้ำว่า "พรุ่งนี้เช้าหรือ จะผ่ากะโหลกพ่อหรือ.."เธอก็พยักหน้ารับคำแล้วก็บอกว่า "หนูจะไปก่อนละ " พยาบาลและภรรยาผมนั่งสงบอย่างบอกไม่ถูกและแล้วในที่สุดก็ม่อยหลับไปทั้งสามคนรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 8.00 น อาจารย์หมออุดม มาตรวจเยี่ยมได้รับรายงานว่าเมื่อคืนนี้ปวดประสาทมากปวดจนดิ้นถึงสองครั้งท่านยืนคิดสักครู่แล้วจึงพูดว่า
"แปดโมงเช้านี้จะเอาตัวไปผ่าตัด ผ่าเอาปมประสาทที่ปวดออก" แล้วหันมาสั่งพยาบาลให้ไปบอกหัวหน้าตึกว่า "ให้เตรียมคนไข้รายนี้ไปผ่าตัด"ภรรยาและพยาบาลมองหน้ากันด้วยความงุนงงเต็มที เพราะไม่มีใครเชื่อว่าจะนำผมไปผ่าตัดที่งงก็เพราะเมื่อคืนนี้ ได้ยินผมพูดคนเดียว คือทวนคำพูดของแม่หนูว่า พรุ่งนี้ แปดนาฬิกาหมอจะเอาไปผ่าตัด ตอนนั้นก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง มาตอนนี้เชื่อแล้ว เชื่อไม่มีข้อสงสัย  สักครู่พยาบาลก็เข้ามาในห้องผมจัดแจงโกนผม โกนคิ้วด้านขวาขึ้นไปถึงกลางศีรษะ แล้วทำความสะอาดต่อจากนั้นก็ฉีดยาให้สลึมสลือ ก็ประเภทมอร์ฟีน จน 8.00 น.
รถเข็นคนไข้ก็มาเทียบ เอาตัวผมนอนเปลเข็นไปห้องผ่าตัด
โดยมีภรรยาผมเดินตามไปด้วย ผมเองตอนนั้นก็จะหลับมิหลับแหล่อยู่แล้วและแล้วผมก็หมดสติไปเมื่อได้รับยาสลบที่ห้องผ่าตัด ผมมาทราบตอนหลังว่า ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ผมได้รับการผ่าตัดนั้นพยาบาลในห้องได้ไปคุยกันกับหัวหน้าตึก และคุยกันต่อๆไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ ทุกคนมีอาการเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็แปลกใจทุกคน ที่ประหลาดใจมากก็คือ
ในเมื่อผมเรียนจบจากศิริราชไปตั้งกว่าสิบปี จบแล้วออกไปเลย ไม่ทำงานอยู่ในนั้น เหตุไฉนจึงทราบเรื่องเด็กหญิงที่เป็นโรคอ้วน
และเด็กหญิงถึงแก่กรรมที่เตียงที่ผมนอนป่วยในตึกวิบูลลักษณ์ และเธอตายในปีนั้นๆด้วยความสนใจพยาบาลหัวหน้าตึกได้ไปค้นประวัติ สืบประวัติของผู้ป่วยที่มาป่วยตึกนี้ในปี 2502-2503 ค้นอยู่นานเพราะไม่ทราบชื่อผู้ป่วย และในที่สุดก็ค้นมาจนได้ว่าได้มีเด็กหญิงหนึ่งคนป่วย และถึงแก่กรรมที่ห้องนี้ด้วยโรคอ้วนจริง ความประหลาดใจในหมู่คนที่รู้เรื่อง
ก็ชักจะกลายเป็นความเชื่อขึ้นมาทีละน้อย ๆ แต่พอพยาบาลที่เฝ้าเธอบอกว่า เด็กที่บอกว่าเป็นลูกในชาติก่อนมาหาคุณหมอเมื่อคืนนี้มาบอก
ว่าจะถูกผ่าที่ศีรษะเช้าวันนี้ พอวันรุ่งขึ้นเช้าอาจารย์หมออุดมก็มาเอาตัวไปจริงๆ
"แปลกนะเธอ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ"พยาบาลสาวพึมพำกันทั้งตึกและจากตึกนี้ก็ไปตึกโน้นไปจนทั่วโรงพยาบาลภายในไม่กี่วันอาจารย์หมออุดม ท่านเคยรักษาโรคนี้ให้ผมมาสองสามครั้งแล้ว โดยฉีดยาเข้าไปในกะโหลกศีรษะหมายจะให้ยาไปทำลายประสาทที่ปวดแต่ไม่ได้ผล มันเหมือนกับตีงูให้หลังหัก โรคนี้อาละวาดใหญ่ที่ฉีดยาเข้าไปในศีรษะนี้ ประมาณสี่ครั้งในสองปี เมื่อฉีดยาไม่ได้ผล ท่านก็เลยผ่าลงไปในสมองตัดปมประสาทเสียเลยโดยเจาะกะโหลกศีรษะด้านขวาเหนือหูขึ้นมาหน่อย คงจะเหมือนกับชาติก่อนที่ไปบีบขมับเขาตามที่แม่หนูเธอว่า..เจาะแล้วเอากระดูกกะโหลกออกมา ขนาดราวๆ เหรียญสองสลึง ทำให้มีรูเกิดขึ้น จากนั้นก็เอามีดเอากรรไกร เข้าไปตัดเส้นประสาทเส้นที่ 5 แต่อาจารย์ท่านว่าการผ่าตัดทำด้วยความยากลำบากมากเพราะเรื้อรังมานาน ประกอบกับได้รับการฉีดแอลกอฮอลล์ เข้าไปหลายหน มันก็เกิดพังผืดขึ้น ผลการผ่าตัดไม่น่าพอใจเท่าไร แต่เชื่อว่าคงให้ผลไม่น้อยการผ่าตัดประสาทสมองนี้กินเวลาราว ๆ สี่ชั่วโมง เพราะความยากลำบากดังกล่าว พอราวๆเที่ยง เขาก็เข็นรถกลับมาที่เดิม ในห้องมีแม่ผม ภรรยา พ่อตา แม่ยาย ซึ่งทั้งสองท่านนี้มีศักดิ์เป็นลุงและเป็นป้าของผมด้วย ทุกคนก็คิดว่าผมคงตายไปแล้ว เพราะนานเหลือทนระหว่างที่คอยรับผมในห้องพยาบาลและภรรยาก็เล่าเรื่องทั้งหมดเมื่อคืนให้ทุกคนได้ฟัง ต่างก็รับฟังโดยไม่มีข้อสงสัยใด
ๆ ค่ำนั้นก็เกิดอาการปวดขึ้นมาอีก ทีนี้ปวดสองอย่างคือ ปวดเจ็บในสมองที่ผ่าตัด ปวดแผลมิหนำซ้ำโรคปวดเดิมก็ไม่ทุเลา ทำให้เกิดทุกข์ทรมานกว่าเก่า มือทั้งสองก็กุมที่แผลกุมศีรษะร้องปวด ดิ้นไป และแล้วก็นึกได้..

"หนู ช่วยพ่อด้วย" ผมตะโกนออกมาดังๆ ในห้องนั้นมีญาติพี่น้องมาเยี่ยมกันมากมายต่างก็ได้รับฟังเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด ทุกคนสงบ มีแต่ผมผู้เดียว ทุรนทุรายอยู่บนเตียง..ชั่วอึดใจเดียว ก็ปรากฏร่างของเด็กหญิงที่บอกว่าเคยเป็นลูกผมเมื่อชาติก่อนมานั่งอยู่ข้างเตียง
ผมจึงถามว่า
"มาแล้วหรือลูก .. ลูกช่วยพ่อที ตอนนี้ปวดเหลือทนแล้ว"แม่หนูก็เอามือมาวางที่ศีรษะ แล้วพูดว่า "เดี๋ยวจะทุเลา" ก็เป็นจริงอย่างว่าอาการปวดก็บรรเทาลง พยาบาลซึ่งถือเข็มฉีดยาจะฉีดให้ก็เลยไม่ต้องฉีด คุณใบ ก็ช่วยยกเก้าอี้ให้แขกที่แลไม่เห็นนั่งอย่างเคย.. แม่หนูก็นั่งอยู่ข้างเตียง เอาศอกยันเตียงเอามือเท้าคางตามเดิมผมก็ถามว่า "หนูอ้วน ไปไหนล่ะ" เธอตอบว่า
"ไม่ได้มาวันนี้.."ทุกคนในห้องฟังผมโต้ตอบพูดคุยกับแม่หนู ผมถามต่อไปว่า "หนูชื่ออะไรจ๊ะ"เธอตอบว่า ก่อนที่จะตายนี้ "หนูชื่อพิมพวดี" "หนูเป็นอะไรตาย.." "เป็นไข้เลือดออกตายค่ะ" "ตายที่นี่หรือ.." "ตายที่ตึกเด็กค่ะ" "ตายเมื่อไรจ๊ะ" "เมื่อปี 2503 ค่ะ""หนูมีพี่น้องกี่คน" "มีห้าคนค่ะ" "ผู้หญิง ผู้ชายกี่คน" "หนูเป็นหญิงคนเดียวค่ะ" "พ่อแม่เสียใจมากไหม ที่หนูตายจากไป" "พ่อแม่เสียใจมากเพราะหนูเป็นลูกผู้หญิงคนเดียว พ่อสร้างพลับพลาอุทิศส่วนกุศลให้หนูที่วัดมกุฎฯ เอาชื่อหนูไปตั้งชื่อพลับพลานี้มีรูปหนูแล้วมีคำจารึก มีศพของหนูฝังอยู่ในนี้ด้วยค่ะ พ่อดีขึ้นแล้ว หนูขอลาไปก่อนแล้วจะมาหาพ่ออีกจ๊ะ.." คำพูดทุกคำระหว่างแม่หนูพิมพวดีกับผม ทุกคนในห้องได้ยินได้ฟังและฟังอย่างตั้งอกตั้งใจจริงๆ พยาบาลมาฉีดยาให้ผมอีก แล้วผมก็หลับไปจนเช้า โดยไม่มีอาการปวดรุนแรงมารบกวนอีกเลยในคืนนั้นเหมือนกับยังไม่สิ้นกรรมสิ้นเวร อาการของโรคที่สงบไปคืนหนึ่งนั้น พอรุ่งเช้าก็เอาอีกปวดอีก ทุรนทุราย ร้องครวญครางอีก อาจารย์ท่านก็มาดูอาการทุกเช้าทุกวันสั่งการรักษาทุกวัน เช้าสบายสายปวด กลางวันสบาย บ่ายปวดดิ้น
หรือพอตอนเย็นสบายชื่นฉ่ำ พอค่ำก็ร้องคราง เป็นอย่างนี้อีกสามหรือสี่วัน ทุกครั้งที่ปวดผมจะนึกถึงหนูพิมพวดีทันทีไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ถ้าเป็นกลางวันก็จะได้ยินเสียงพูดว่า "พ่อ หนูมาแล้ว"
แล้วเธอก็จะเอามือมาช่วยกุมที่ปวดจนผมทุเลา คำพูดที่ผมพูดคือ "มาแล้วหรือลูก" ทุกคนที่มาเยี่ยมผมหรือมาอยู่ในห้องจะเงียบสงบ คอยฟังคำพูดของผมที่พูดกับวิญญาณในเรือนร่างของหนูพิมพ์อย่างใจจดใจจ่อเหมือนนัดกัน ในเย็นวันหนึ่ง เย็นมากแล้ว ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ ซึ่งเป็นพี่ชายของผมท่านไปเยี่ยมพร้อมด้วยบุตรชายของท่าน คุณวีระวัฒน์ บุณยเกตุ หรือที่ญาติๆ เรียกชื่อเล่นว่า
บู๊  เป็นคนขับรถพาพี่ชายไปที่ศิริราช (ท่านถึงอนิจกรรมไปแล้ว เหลือคุณวีระวัฒน์ ซึ่งเดี๋ยวนี้ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
กระทรวงอุตสาหกรรม) คุณทวีเป็นประจักษ์พยานท่านหนึ่ง โดยในขณะนั้นอาการปวดของผมกำเริบอีกปวดมากขึ้นๆ ผมก็นอนร้องเรียกหนูพิมพ์ให้มาช่วย คุณทวีท่านทราบเรื่องอยู่บ้างแล้วจากปากคำของญาติๆท่านก็เลยนั่งอยู่ ปกติท่านไปเยี่ยมผมบ่อยมาก แต่ไปนั่งไม่นาน เพราะท่านทนความสงสารในความทุกข์ทรมานของผมไม่ไหวเย็นนั้นท่านนั่งอยู่นานหน่อย พอดีผมปวดมาก แล้วร้องเรียกหนูพิมพ์ว่า
"ลูกมาช่วยพ่อที" (คุณทวีทราบเรื่องนี้จากญาติพี่น้องมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้ท่านมาเห็นพอดี) คือผมเรียกหนูพิมพ์หนูพิมพ์ก็มา ผมก็ถามเธอว่า"ผ่าแล้ว ทำไมยังไม่หายอีก" หนูพิมพ์ตอบว่า"ยังไม่หาย ยังไม่หมดเวรกรรมที่ทำไว้.." แล้วเมื่อไรจะหาย เธอตอบว่า "ราวๆอีกสี่ปี พ.ศ. 2508 นั่นแหละ" ผมถามดังๆ ต่อไปว่า "แล้วทำอย่างไรต่อไป"เธอตอบว่า "พรุ่งนี้ แปดโมงเช้า หมอจะเอาตัวไปผ่าอีกจะต้องผ่าอีกสองครั้ง รวมสี่ครั้งในคราวนี้.."
ผมก็ทวนคำพูดของเธอแล้วร้องว่า "ต้องผ่าอีกสี่ครั้งเชียวรึ.."คุณทวีนั่งฟังอย่างสงบ ทุกคนเงียบและคอยฟัง ครู่ใหญ่ ๆ อาการปวดก็บรรเทา หนูพิมพ์จึงบอกกับผมว่า"หนูจะลาไปก่อน วันนี้รีบหน่อย เพราะจะไปรับกุศลที่เขาอุทิศให้ที่พลับพลาพิมพวดี.."ทุกคนได้ยินคำพูดที่ผมทวนคำพูดของหนูพิมพ์


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 13 เม.ย. 2555 (16:37)


ผมจึงถามเธอว่า "เขาอุทิศส่วนกุศลให้เรื่องอะไร" เธอตอบว่า "เขาบำเพ็ญกุศลศพใครไม่รู้คืนนี้ที่พลับพลา คนตายมีเหรียญตรา มีสายสะพาย.."ผมก็ทวนคำพูดออกมาดังๆ คุณทวีที่นั่งอยู่ก็อยากพิสูจน์ จึงให้วีระวัฒน์ลูกชาย ขับรถยนต์ออกไปเดี๋ยวนั้นไปดูซิว่าที่พลับพลาพิมพวดีวัดมกุฏฯ มีการบำเพ็ญกุศลใคร ศพเหรียญตรา น่าจะรับพระราชทานเพลิงที่สุสานหลวงวัดเทพศิรินทร์เพราะหนูพิมพ์บอกว่ามีสายสะพาย คุณวีระวัฒน์ บุณยเกตุ จึงรีบขับรถออกไปจากศิริราชทันที
ไปที่วัดมกุฎฯ
พอถึงพลับพลาพิมพวดี ก็เดินเข้าไปดูหน้าพลับพลาปรากฏว่าเป็นความจริงคืนนั้นมีการนำศพออกมาจากสุสานมาบำเพ็ญกุศล พรุ่งนี้จะรับพระราชทานเพลิง เป็นศพของรองอธิบดีกรมเจ้าท่าผมก็ลืมชื่อของท่านเสียแล้ว รูปถ่ายหน้าโกฐ เป็นรูปเต็มยศ มีเหรียญตรา มีสายสะพายจริงคุณวีระวัฒน์ จึงรีบขับรถมาเรียนคุณทวีว่าเป็นอย่างที่ผมทวนคำพูดของหนูพิมพ์ทุกประการ คุณทวีนั่งสงบกล่าวออกมาคำเดียวว่า แปลก แต่จริง.. ผมต้องเล่าย้อนไปนิดหน่อย คือตอนที่หนูพิมพ์นั่งอยู่ข้างเตียงผมเอามือเท้าคางยันขอบเตียงอย่างเคย เธอพูดว่า "เสียดาย" ผมถามว่า"เสียดายอะไร" เธอตอบว่า
"แก้วระย้าโคมไฟที่พลับพลาคนที่ยกขาหยั่งวางพวงหรีด ทำขาหยั่งไปโดนโคมแก้วช่อระย้าตกลงมาแตกหลายช่อ ทำให้ไม่สวยพ่อแม่ก็ไม่ทราบ อีกสองสามวันคุณพ่อหนูชาตินี้จะมาเยี่ยมพ่อ พ่อช่วยบอกคุณพ่อหนูให้ช่วยเปลี่ยนระย้าที่ตกลงมาแตกให้ทีหนูไม่สบายใจ" ผมทวนคำพูดนี้ให้ทุกคนได้ยินทั้งคุณทวีด้วย ก่อนที่คุณวีระวัฒน์ จะกลับมาจากวัดมารายงานเรื่องศพที่พลับพลานั้น คุณทวีและบุตรชาย กลับไปด้วยความประหลาดใจว่า ผมนอนเจ็บอยู่ที่เตียงตั้งสิบกว่าวัน ทำไมรู้เรื่องที่จะเผาศพรองอธิบดีกรมเจ้าท่า และศพตั้งบำเพ็ญกุศลที่พลับพลาพิมพวดี.. วิญญาณคงมาบอกจริงๆวิญญาณมีจริงหรือ คนตายแล้วยังวนเวียนอยู่หรือ อะไรที่มาพูดกับน้องชาย ผมว่าท่านคงนั่งคิดนอนคิดไปนานคืนนั้นผมปวดอีกครั้งหนึ่ง พอเช้า อาจารย์หมออุดมก็มาเยี่ยมเช่นเคย พอทราบว่ายังปวดอีกท่านก็ยืนอยู่ครู่ใหญ่ แล้วหันมาสั่งพยาบาลว่า ไปบอกหัวหน้าตึกให้เตรียมคนไข้นี้ไปห้องผ่าตัดอีกที
เช้าวันนี้ก่อนแปด น. ผมตะลึง ภรรยาและพยาบาลงง ทุกคนในตึกนั้นเมื่อทราบคำสั่งก็ประหลาดใจเพราะพยาบาลที่เฝ้าเธอเล่าให้เพื่อนๆ ฟังตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วว่า เช้านี้ผมจะต้องถูกผ่าอีกเพราะหนูพิมพ์บอกล่วงหน้าไว้แล้วผมก็ถูกนำไปห้องผ่าตัด ดมยาสลบผ่าตัดดึงเอารากประสาทเส้นนี้ออกโดยพยายามดึงเอาออกให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ราวๆเกือบเที่ยงก็กลับมาที่ห้องนอนที่ตึกพักโดยสลบมาบนรถเปลตามเคย พอฟื้นมา อาการปวดเจ็บแผลก็มาแทน แต่อันนี้ระงับได้ด้วยการฉีดยาพยาบาลมาฉีดยาระงับปวดให้เป็นระยะๆ พอค่ำลงก็สงบ ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง เข้ามาเยี่ยมกันมากมายตามเคยที่มาเยี่ยมจริงๆ ก็มี ที่อยากรู้เรื่องวิญญาณของเด็กที่มาช่วยผมก็มี พอสักสามทุ่มคืนนั้นหนูพิมพ์ก็มาอีกตามเคย เธอเอามือมาวางที่ขมับผม ปวดทั้งแผลผ่าตัดและที่ปวดอยู่เดิมทำอย่างไรมันก็ไม่หาย ผมนอนทนเอา ภาวนาบริกรรมไปจนหลับไปในทีสุด แล้วเธอก็กลับไปเมื่อผมสงบข่าวลือจากปากต่อปาก ไปไกลยิ่งกว่าประชาสัมพันธ์ทางสื่อมวลชน และก็แน่นอนข่าวนั้นก็ย่อมต้องมากกว่าความเป็นจริงจนวันหนึ่งคุณชิต สุวรรณปัทม์ เคยเป็นพยาบาลอาวุโสที่สายนัดดาคลีนิคของท่าน น.พ.ม.ล.เต่อ สนิทวงศ์ ซึ่งผมเคยทำงานอยู่กับท่านเมื่อ พ.ศ.
2493 ถึง 2495 ก็สามสิบแปดปีมาแล้ว เป็นคนชอบพอกันในสมัยที่ทำงานอยู่ด้วยกัน เธอมาเยี่ยมแล้วมาบอกกับผมว่าจะมีคนมาพบมาหา และมาคุยเรื่องหนูพิมพ์ผมก็บอกเธอว่า ก็มีอย่างที่พยาบาลและภรรยาผมได้ยินได้ฟังก็เท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น(คุณชิตนี่ถึงแก่กรรมไปเมื่ออายุราวๆ70 ปี เมื่อ 4-5 ปีมานี่) ถัดต่อมาอีกวันหรือสองวันเย็นๆ มีชายหญิงคู่หนึ่ง ซึ่งผมไม่รู้จักกันมาก่อนมาขอเยี่ยม ดูเหมือนจะเป็นเวลาประมาณ 18-19 น. ขณะนั้นผมอาการดีขึ้นนิดหน่อย ไม่ใช่กำลังปวดประสาท สองท่านก็มานั่งสนทนาด้วยแล้วก็เลียบเคียงเข้ามาถามเรื่องหนูพิมพ์ผมก็สรุปให้ท่านฟังนิดๆ หน่อยๆ มีภรรยาและพยาบาลที่เฝ้าคอยเสริมให้แจ่มชัดขึ้น สองท่านนี้เอาพวงมาลัยดอกมะลิพวงใหญ่ๆมาแขวนให้ผมที่หัวเตียงนอนในห้อง เผอิญจุดธูปหอมบูชาพระกลิ่นผสมกันหอมพิกล ทำท่าจะเป็นวัดหรือศาลเจ้าไปโน่นสักครู่ใหญ่ คุณผู้ชายที่มาด้วยก็ขออนุญาตเอารูปถ่ายเด็กๆ ผู้หญิงราวๆ สักสามสิบใบเห็นจะได้มาวางเรียงๆ กันบนที่นอน ผมชักสงสัยท่านจะมาทำพิธีปัดรังควาน หรือทำพิธีแขกที่เรียกว่าอิศวระกุมารี คือเอาเด็กๆ พรหมจรรย์มาบูชาพระอิศวร บนบานศาลกล่าวให้ผมหายป่วยไข้หรืออย่างไรแต่ไม่ใช่ พอท่านค่อยๆ เอารูปถ่ายขนาดสักสองนิ้วบ้าง สามนิ้วบ้าง มาวางเรียงเต็มหน้าเตียงที่ผมนอนอยู่เรียบร้อยแล้วท่านก็ถามว่า คุณหมอช่วยชี้ซิครับ ว่าคนที่มาหาคุยกับคุณหมอ แล้วบอกว่าชาติก่อนเป็นลูกสาวคุณหมอและชาตินี้เกิดมาเป็นลูกสาวผมน่ะ คนไหนในรูปถ่ายที่นำมาเรียงอยู่นี่ ผมลุกขึ้นนั่งแล้วหยิบแว่นตามาสวมดูไปทีละรูปๆดูไม่นานนัก โดยวิธีหยิบรูปที่ไม่ใช่หนูพิมพ์ออกมากองไว้พวกหนึ่ง หยิบออกมากองทีละใบๆเหลือใบสุดท้ายทิ้งไว้บนเตียงหนึ่งใบแล้วก็หยิบรูปนี้ขึ้นชูพลางบอกว่า"หนูคนนี้แหละครับ ที่มาหาผมทุกวัน"ทั้งสองท่านที่มาเยี่ยม หุบรอยยิ้มที่มุมปาก คุณผู้หญิงร้องไห้โฮใหญ่คุณผู้ชายเช็ดน้ำตาแล้วบอกว่า "ใช่แล้วครับ รูปนี้คือรูปถ่ายหนูพิมพวดีลูกสาวผมถ่ายในเครื่องแบบนักเรียน ส่วนรูปอื่นๆ นั้นเป็นรูปเพื่อนๆ ของหนูพิมพ์.." ห้าหกชีวิตในห้องพักคนไข้ที่ผมนอนป่วยอยู่เงียบหมด แทบไม่ได้มีแม้แต่เสียงลมหายใจ ต่างคนต่างก็เขยิบเข้ามาดูรูปหนูพิมพ์ที่วางอยู่บนเตียง
ซึ่งตอนนี้อยู่ในมือผม
พอบรรยากาศเริ่มคลี่คลายในทางปกติขึ้นแล้ว ท่านที่มาเยี่ยมก็บอกว่า "ผมทราบจากคุณชิต ก็เลยมาถือโอกาสเยี่ยมและสอบถามถึงลูกสาวผม..ทุกวันนี้ผมก็ยังระลึกถึงหนูพิมพ์อยู่เสมอแกเป็นเด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูมาก ท่านั่งประจำของแกก็คือท่านั่งเท้าคางเอาข้อศอกยันพื้นไว้อย่างที่คุณหมอพูดจริงๆผมชื่อ เสียง โหสกุล ครับ ผมมีกิจการส่วนตัวค้าขายเครื่องอะไหล่รถยนต์ทุกชนิดที่เป็นตึกสามชั้นอยู่ตรงสามแยกสะพานนพวงศ์ทิศใต้ของโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์นี่เองครับ.."ผมก็ถามคุณเสียงว่า "คุณเสียงมีบุตรธิดากี่คน" คุณเสียงก็บอกซึ่งผมจำไม่ได้ว่าสามหรือสี่คน แต่ที่แน่ๆ มีธิดาคนเดียวคือหนูพิมพ์นี่ เธอป่วยด้วยไข้เลือดออกเสียชีวิตที่ตึกเด็กโรงพยาบาลศิริราช ประมาณปี พ.ศ. 2503 จริงส่วนเรื่องเด็กหญิงคนอ้วนๆ ที่ตายด้วยโรคอ้วนนั้นไม่ทราบเรื่อง ผมก็ถามคุณเสียงว่ามีอะไรเกี่ยวกับหนูพิมพ์
อีกไหม ผมอยากทราบ คุณเสียงก็พูดว่า
เช้าวันหนึ่งพระภิกษุสงฆ์ห้ารูปจากวัดเทพศิรินทร์นี่เองได้เดินไปที่ร้าน
เสรีวัฒนามีตาลปัตรทุกองค์และมีลูกศิษย์ตามไปด้วยสองสามคน พอพระท่านเดินทางไปถึง ก็ก้าวเข้าไปในร้าน ลูกศิษย์ก็ร้องบอกว่าพระมาแล้วครับ คุณเสียงก็งงจึงถามว่ามาเรื่องอะไร..
พระรูปหนึ่งในคณะก็พูดว่าที่เมื่อเย็นวานนี้ให้เด็กผู้หญิงไปนิมนต์พระมารับ
สังฆทานห้ารูป
นิมนต์ให้มาที่นี่ คุณเสียงก็พูดว่าไม่เคยให้เด็กคนไหนไปนิมนต์ พอดีพระองค์หนึ่งเหลือบไปเห็นรูปถ่ายของหนูพิมพ์ที่ติดไว้ข้างฝาท่านก็ชี้ว่า หนูคนนี้แหละที่ไปนิมนต์อาตมา นั่งอยู่ด้วยกันสามองค์ ได้ยินชัดทั้งสามองค์ส่วนสององค์นั้น อาตมานิมนต์มาให้ครบห้าองค์ตามที่แม่หนูบอก.. คุณเสียงตะลึงและงงเป็นที่สุดจะไม่เชื่อก็ไม่ได้ และเผอิญวันนี้เป็นวันที่ถึงแก่กรรมของหนูพิมพ์ พ่อแม่จะทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้อยู่แล้วฉะนั้นก็เลยเปลี่ยนเป็นทำสังฆทานตามที่หนูพิมพ์ปรารถนา คุณเสียงและภรรยา นั่งอยู่อีกสักพักก็กลับ ก่อนกลับได้ถามผมว่า หนูพิมพ์พูดหรือเปล่าว่าวิญญาณของเธอจะไปไหนต่อ ผมก็ตอบว่า "อีกไม่ช้าหนูพิมพ์จะไปเกิดและทีนี้จะไปเกิดเป็นผู้ชาย เธอคุยกับผมว่าอย่างนั้น" พอได้ยินคำนี้ภรรยาคุณเสียงก็ยกมือไหว้พึมพำว่า "เกิดชาติใดฉันใดขอให้มาเป็นแม่ลูกกันอีก"ก่อนจากกัน ทั้งสองท่านได้ออกปากเชิญผมว่า ถ้าผมหายป่วยเมื่อไหร่จะเชิญผมและภรรยาไปรับประทานอาหารที่บ้านสักครั้งผมจึงออกปากขอรูปถ่ายของหนูพิมพ์ไว้ เพื่อจะได้ดู และอุทิศกุศลให้เธอ เวลาสวดมนต์และทำบุญกุศล พอค่ำอาการปวดก็มาเยือนผมนึกไปถึงหนูพิมพ์พยายามเข้าสมาธิไปมันก็ไม่ทุเลา หนูพิมพ์มาเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ พอรู้ว่าเธอมาผมก็พูดว่า"มาแล้วหรือลูก" แล้วผมก็ถามว่า "เมื่อไหร่จะหาย หรือหมดเวรกรรมเสียทีมันทรมานจริงๆ " หนูพิมพ์ก็ตอบว่า "อีกสี่ปีถึงจะพบหมอที่จะรักษาให้หายขาดได้เมื่อนั้นก็หมดเวร แล้วก็จะมีความสุขตลอดไป" ผมก็ถามต่อไปว่า"แล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ในตอนนี้ เพราะตอนนี้ปวดมาก" เธอตอบว่า"พรุ่งนี้ พ่อจะต้องถูกผ่าตัดอีก คราวนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับงวดนี้ และจะเป็นการผ่าตัดที่ทารุณที่สุดในชีวิตพ่อ!"
          รุ่งเข้า 7 นาฬิกา อาจารย์ท่านก็มาเยี่ยมตามเคย พอได้รับรายงานจากพยาบาลท่านก็ยืนนิ่งครู่หนึ่งแล้วก็หันมาพูดกับผมว่า "เดี๋ยวแปดโมงเช้าเอาไปผ่าอีกที ทีนี้จะเลาะประสาทฝอยออกหมดทั้งแถบมันคงจะไม่มีอะไรมาปวดอีกแล้ว" พอราว ๆ
8 นาฬิกา รถเข็นคันนั้นก็มาอีกคราวนี้พยาบาลไม่ฉีดยาให้ก่อนผ่าตัด ผมจึงถามพยาบาลว่าทำไมไม่ฉีดยาสลบก็ได้รับคำตอบว่า คราวนี้อาจารย์จะผ่าสด ๆ ไม่ใช้ยาฉีดไม่ใช้ยาชาใด ๆ ทั้งสิ้นจะได้รู้ว่าประสาทฝอยเส้นไหนมันเสีย มันถึงปวด ผมก็นึกว่ากรรม กรรมแน่แท้ เวลาผ่าตัดผมร้องออกมาดังกว่าวัว กว่าควาย ที่กำลังถูกเชือดอีก เพราะการผ่าตัดแบบนี้ เวลาดึงเส้นประสาททีไรก็สะดุ้งจนตัวลอย
พยาบาลห้องผ่าตัดก็กดหัวไว้ ทั้ง ๆ ที่พันธนาการไว้อย่างเหนียวแน่น ผมร้องโอดโอยดังที่สุดในชีวิต เจ็บที่สุดในชีวิตปวดที่สุดในชีวิต และทารุณที่สุดในชีวิตเหมือนกับที่หนูพิมพ์ บอกไว้ไม่มีผิด และสุดท้ายผมก็สลบไปเอง เพราะความเจ็บปวด มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อพบว่าตัวเองมาอยู่ในห้องนอนที่สายน้ำเกลือรุงรัง มีสายยางอยู่ที่จมูกที่ปากก็พบภรรยาและพยาบาล ที่นั่งเฝ้าอยู่ พอหลับตาสักครู่ หนูพิมพ์ก็เอามือมากุมตรงที่แผลผ่าตัด และที่ปวดอยู่ ผมก็ถามเธอว่า


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 13 เม.ย. 2555 (16:39)

นายแพทย์อาจินต์ : พ่อหมดเวร หรือยัง
          พิมพวดี โหสกุล   : พ่อชดใช้กรรมตามที่เขาอาฆาตไว้มากแล้วต่อไปนี้จะดีขึ้น ๆ
          นายแพทย์อาจินต์ :พ่อจะถูกผ่าตัดอีกไหม
          พิมพวดี โหสกุล   : ไม่มีอีกแล้ว
          นายแพทย์อาจินต์ : แล้วจะปวดโรคประสาทนี้อีกไหม
          พิมพวดี โหสกุล   : ยังมี แต่ไม่ทารุณมากนัก จะมีอีกสี่ปี
          นายแพทย์อาจินต์ : แล้วจะให้พ่อทำอย่างไรต่อไป
          พิมพวดี โหสกุล  : ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขาไปเรื่อย ๆขออโหสิเขาเสียภาวนา แล้วส่งใจไป   แผ่ส่วนกุศลให้เขาเสมอๆ นะพ่อนะ

         นายแพทย์อาจินต์ : พ่อจะกลับบ้านได้เมื่อไหร่
         พิมพวดี โหสกุล   : วันอาทิตย์นี้แหละจ้ะพ่อ
         นายแพทย์อาจินต์ : ถ้ามันยังไม่หาย จะกลับไปได้อย่างไร
         พิมพวดี โหสกุล   : ก็ยังมีกรรมเบา
ๆ หลงเหลืออยู่อีก ถึงจะเป็นก็ไม่รุนแรงเท่าคราวนี้จ้ะ

         นายแพทย์อาจินต์ : เวลาพ่อกลับบ้านแล้ว พ่อจะเรียกให้ลูกไปหาจะได้ไหม
          พิมพวดี โหสกุล  : หนูจำต้องลาไปเกิดแล้ว และเป็นผู้ชายจ้ะ..แล้วลูกเข้าบ้านพ่อไม่ได้เจ้าที่เจ้าทาง เขาห้ามจ้ะ หนูลาพ่อเลยนะและทีนี้จะไม่มาอีกแล้วจ้ะพ่อ พ่ออย่าลืมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เขา
และเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย นะพ่อนะ
เสียงหนูพิมพ์แว่ว ๆ แต่ชัดเจนติดมาจนบัดนี้  แล้วหนูพิมพ์ไม่ปรากฏกายให้เห็นอีกเลย อาการปวดผมก็บรรเทาเบาบางลง ๆ


 คืนนั้น ผมนอนหลับได้ดีมากอาการปวดประสาทมีรบกวนนิดหน่อย ตอนที่หลับก็หลับสนิท ไม่มีอะไรมาแผ้วพานในใจผมก็เข้าสมาธิต่อไปเรื่อย ๆ เมื่อรู้สึกตัว เช้าวันอาทิตย์ผมถวายบังคมลาสมเด็จพระราชบิดา ลาพยาบาล ลาแพทย์ที่ช่วยเหลือก่อนกลับบ้านผมถือรูปหนูพิมพวดีไว้ในมือ แล้วสั่งให้รถแวะไปที่วัดมกุฏกษัตริยารามก่อนเพื่อไปดูศาลาพิมพวดี ไปดูรูปหนูพิมพ์ผู้มีพระคุณผมยกมือขึ้นอุทิศส่วนกุศลให้เธอและบอกเธอว่า จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เมื่อสวดมนต์ก็จะอุทิศส่วนกุศลให้เธอทุกวัน จนกว่าผมจะตายไปและขอให้ได้พบกันเป็นพ่อลูกทุกๆ ชาติ….
ผมขอจบเรื่องนี้ ด้วยความเชื่อว่า จิต และวิญญาณ นั้น มีจริง เพราะผมได้ประสบกับตัวเองมาแล้ว ดังที่เล่าให้ท่านฟังนี้ฯลฯ...
คุณเสนาะ นิลกำแหง สมาชิกผู้หนึ่งในคณะที่เราไปเที่ยวเล่นกอล์ฟกันได้ยินขึ้นพูดว่า
ผม เสนาะ นิลกำแหง คุณหมออาจินต์อาจจะยังไม่รู้จักผมละเอียดนัก เพราะเพิ่งเดินทางมาเที่ยวกันเป็นครั้งแรกผมขอเรียนว่า เด็กหญิงที่เป็นโรคอ้วนแล้วเสียชีวิต ที่ตึกวิบูลลักษณ์นั้นเป็นเรื่องจริง เพราะเด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นลูกสาวของผมเธอเสียชีวิตที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยโรคอ้วน เนื่องจากฮอร์โมนผิดปกติไม่มีทางรักษาให้หายได้ เมื่อ พ.ศ. 2502 และจำนวนพี่น้องที่เธอบอกกับหมอเป็นความจริงทุกประการครับผมขอยืนยัน และไม่ต้องไปถามที่ไหนอีกแล้ว
ผมก็ยกมือไหว้ท่าน เพราะท่านแก่กว่าผม แล้วเรียนท่านว่า ผมเพิ่งรู้ว่า คุณเสนาะเป็นบิดาของหนูที่เป็นโรคอ้วนตายวันนี้และเดี๋ยวนี้เอง
เรื่องนี้อาจจะมีคติอยู่บ้างพอสมควร ขอท่านผู้อ่านทุกคน จงได้รับกุศลผลบุญนี้ทุกท่าน

และหากข้อเขียนนี้เกิดประโยชน์ในทางการบุญการกุศลแก่ท่านแม้แต่น้อยนิดก็ตามขอให้ได้รับกุศลนี้โดยทั่วกัน และหวังว่าท่านผู้อ่านทุกคน คงมีใจเมตตา อุทิศส่วนกุศลของท่านที่บำเพ็ญกุศลแล้วแก่หนู
พิมพวดี โหสกุล เพื่อที่เธอจะได้ประสบสุขต่อไปทุกชาติทุกภพในฐานะที่เธอเป็นผู้ให้ความสว่างว่า
บาปบุญมีจริง กรรมและผลแห่งกรรมมีจริงแก่ผมและทุกท่าน...ฯลฯ...


ต่อคำถามที่เกิดขึ้นในใจตอนนี้....ผมขอตอบว่า
ผมนะเชื่อเรื่องวิญญาณมีจริง จิตมีจริงและกรรมดี กรรมชั่วมีจริง และผลแห่งกรรมดี กรรมชั่ว ก็ตอบสนองกับเราจริง ด้วยครับเพียงแต่ว่า จะช้าหรือจะเร็วเท่านั้นครับ


 ...และนี่คือเรื่องราวเหนือธรรมชาติเกี่ยวกับ "พิมพวดี โหสกุล" หนูน้อยระลึกชาติ ซึ่งขึ้นอยู่ที่วิจารณญาณส่วนบุคคลในการตัดสินใจที่เชื่อว่าวิญญาณมีจริงหรือไม่                


              23 กุมภาพันธ์  2551


 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 13 เม.ย. 2555 (16:43)




 


 


 



 


 


 


 


 



 


 


 



 


 


 



 


 


 


 


 


 



 


 


 


 


 



 


 


 



 


 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 เม.ย. 2555 (16:45)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 18 ธ.ค. 2554 (02:02) แจ้งลบ



 


 


 


 


 



 


 


 


 


 



T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 13 เม.ย. 2555 (16:47)

พิมพวดี โหสกุล  : หนูจำต้องลาไปเกิดแล้ว และเป็นผู้ชายจ้ะ..


 


ไม่รู้ว่า หนูพิมพวดี ไปเกิดเป็นนักการเมืองแถวดอนเมืองหรือเปล่า
ตั้งแต่ พ.ศ.2503 ก็ห้าสิบกว่าปีแล้วนะ


 


ฯพณฯ ทวี บุณยเกตุ   ท่านเป็นอดีต นายกรัฐมนตรี ที่อยู่ในวาระ น้อยที่สุด (มั๊ง) ของไทย


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 14 เม.ย. 2555 (10:47)

อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ ทุกท่านเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องนี้ แสดงความคิดเห็นได้นะครับ ผมไปพบเรื่อง หนูพิมพวดี ในหนังสืออนุสรณ์ของงานศพ ที่เขาพิมพ์มาแจก ก็ไปค้นคว้าในอินเตอร์เน็ต ก็เลยได้รายละเอียดของเรื่องหนูพิมพวดี แล้วนำมาเล่าให้ทุกท่านอ่าน นี่แหละครับ


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน495 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.2829 seconds !