|
ที่เก็บ Stem cell ในอังกฤษเปิดแล้ว!!!!!
โพสต์เมื่อ:
14:53 วันที่ 7 มิ.ย. 2547 ชมแล้ว:
132,231
ตอบแล้ว:
34
จำนวน 20 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2| ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 7 มิ.ย. 2547 (14:55) http://www.sciencedaily.com/releases/2003/08/030819073513.htm ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 มิ.ย. 2547 (09:01) ช่วยขยายหน่อยได้ไหมครับว่า Stem cell คือเซลที่ตรงไหน ต่างจากเซลเนื้อหนังตามร่างกายหรือเซลสืบพันธุ์อย่างไร ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 มิ.ย. 2547 (14:23) สเต็มเซลล์ : \\"เซลล์ผู้สร้าง\\" มหัศจรรย์ ในระยะ 2-3 ปีนี้มีงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่ก่อให้เกิดความตื่นเต้นในวงการชีววิทยาเป็นอย่างมาก เป็นการค้นพบว่าร่างกายมนุษย์มีเซลล์มหัศจรรย์ชนิดหนึ่งอยู่จริง ซึ่งเซลล์ชนิดนี้นอกจาก จะช่วยไขปัญหาพื้นฐานเรื่องเซลล์หลายๆ เรื่องแล้ว เรายังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ได้มากมายเซลล์ชนิดนี้ก็คือ สเต็มเซลล์ ชีววิทยาของสเต็มเซลล์ ร่างกายของเราถือกำเนิดขึ้นมาจากเซลล์ โดยเริ่มจากการปฏิสนธิ ในตอนแรกเริ่ม เซลล์ก็มีลักษณะเหมือนกัน แต่ต่อมาก็มีการพัฒนาไปเป็นเซลล์รูปแบบจำเพาะ เรื่องนี้เป็นข้อพิศวงในวงการชีววิทยา จากเอ็มบริโอ เซลล์ได้แบ่งตัวเพิ่มจำนวน และพัฒนาต่อไปเป็นบลาสโตซิสต์ ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีบริเวณกระจุกตัวของเซลล์เรียวกว่า มวลเซลล์ด้านใน ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ สเต็มเซลล์ยังคงความสามารถในการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็น เซลล์กระดูด เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้แต่เซลล์สมอง รวมทั้งสเต็มเซลล์ยังคงความสามารถ ในการเพิ่มจำนวนตัวเองได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งนี่เองที่เป็นต้นตอของการคิดนำสเต็มเซลล์ไปใช้ การตามล่าหาสเต็มเซลล์มนุษย์ ความสนใจเรื่องสเต็มเซลล์มีมานานแล้ว เมื่อ 150 ปีก่อน รูดอลฟ์ เวอร์โช ได้เสนอว่า เซลล์ทั้งหลายต่างกำเนิดมาจากเซลล์ ในวงการแพทย์สมัยใหม่เองก็มีการใช้สเต็มเซลล์ ในการรักษาผู้ป่วยมานับสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครที่สามารถพบหรือแยกสเต็มเซลล์ ในไขกระดูกออกมาได้ จนกระทั่งปลายปี 2541 คณะนักวิจัยที่นำโดย เจมส์ ทอมสัน จึงสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้ และตีพิมพ์ผลงานของเขาในวารสาร Science ฉบับ วันที่ 6 พฤศจิกายน 2541 งานวิจัยของทอมสันยังแสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ของมนุษย์ที่เขาเตรียมได้นั้นสามารถ พัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ หมายถึงแนวคิดที่จะนำสเต็มเซลล์ไปทดแทนเซลล์หรืออวัยวะ บางอย่างที่เสียหายไปอาจเป็นไปได้จริง สเต็มเซลล์กับหน้าที่จำเพาะ ก่อนที่เราจะสามารถนำสเต็มเซลล์ไปใช้งานได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจ และหาทางควบคุมและชักนำให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่จำเพาะให้ได้ เสียก่อน เพื่อกระตุ้นให้สเต็มเซลล์กลายเป็นเซลล์อวัยวะที่เราต้องการ การศึกษาสเต็มเซลล์ในปัจจุบันล้วนอาศัยสเต็มเซลล์จากเซลล์ตัวอ่อนหรือ embrionic stemcell : ES ซึ่งเมื่อจากการทำการทดลองต่างๆ ก็ทำให้เราพบว่า โปรตีนต้านมะเร็งเม็ดเลือดขาว อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์จำเพาะ คือเมื่อไม่ใส่โปรตีนนี้ลงไป ในอาหารเลี้ยงเซลล์ สเต็มเซลล์ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์จำเพาะ ทว่าเซลล์ที่เกิดขึ้น ก็ไม่อาจทำนายได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาต่อมาของ เจอราด เบน และ เดวิด ก็อทท์เลียบ ในการเติมกรดเรติโนอิก (อนุพันธ์ของวิตามิน เอ)ลงไปใน ES ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ประสาทขึ้นมาได้ จากผลการศึกษาต่างๆ ทำให้เราเชื่อได้ว่า หากเรามีความรู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์มากพอ เราจะสามารถ กระตุ้นให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์จำเพาะจำพวก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ และเซลล์ประสาทได้ สเต็มเซลล์กับการประยุกต์ใช้ ปัญหาหนึ่งของการนำสเต็มเซลล์มาประยุกต์ใช้ก็คือ ปัญหาด้านจริยธรรมของการนำเซลล์ตัวอ่อนมาใช้ นอกจากปัญหานี้แล้ว การจะนำสเต็มเซลล์มาใช้ก็ต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะจากการทดลองพบว่า เมื่อฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในหนูแล้ว ผลเสียที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งก็คือ มีเนื้องอกเกิดขึ้นด้วย เราจึงต้อง ศึกษาผลตรงนี้ให้ดีที่สุด สำหรับการนำไปใช้ เราสามารถนำสเต็มเซลล์ไปใช้ในรูปของเซลล์โดยไม่ต้องให้มันพัฒนาเป็นเนื้อเยื่อ ที่สมบูรณ์เสียก่อน และเป้าหมายอันท้าทายของการประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์ก็คือ การสร้างอวัยวะเพื่อการปลูกถ่าย โดยที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายปฏิเสธอวัยวะ การสร้างอวัยวะดังกล่าวในทางทฤษฎีสามารถทได้ 2 วิธี คือใช้เทคนิคทางพันธุวิศวกรรมกับสเต็มเซลล์เพื่อกำจัด ยีนในการสร้างโปรตีนที่ผิวนอกของเซลล์ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายมองเป็นสิ่งแปลกปลอม วิธีการนี้มี ความยุ่งยากไม่น้อย อีกวิธีการหนึ่งทำโดยการสร้างเซลล์ที่มีพันธุกรรมเหมือนกับผู้ป่วย ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีของสเต็มเซลล์ คู่กับเทคโนยีโคลนนิ่งแบบถ่ายโอนนิวเคลียส ในทางปฏิบัติก็คือนำนิวเคลียสของเซลล์ผู้ป่วยไปฉีดใน ไข่เพื่อเพาะเลี้ยงเป็นเอ็มบริโอ แล้วจึงนำไปเข้าสู่ขั้นตอนของสเต็มเซลล์ การประยุกต์อีกแบบหนึ่งที่มีการคิดกันก็คือ หากเราสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกจากร่างกายได้โดยง่าย เราอาจจะนำสเต็มเซลล์นั้นมาเพิ่มจำนวนแล้วฉีดกลับเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งสเต็มเซลล์นี้ ควรจะวิ่งไปยังส่วนของร่างกายที่เสียหาย แล้วเกิดการซ่อมแซมได้เอง และบางทีอาจถึงขั้นกลายเป็น แนวทางชะลอความแก่ของมนุษย์ก็เป็นได้ รายละเอียดเพิ่มเติม อาจได้ในนิตยสาร ฉบับ 163 มีนาคม 2544 ข้อมูลเพิ่มเติมในอินเทอร์เน็ตศึกษาได้จาก http://www.nih.gov/stemcell/news/primer.htm และ http://www.newscientist.com http://update.se-ed.com/163/stemcell.htm โดย..ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ และ ถิรนันท์ วงษ์สมบัติ nattawut (IP:203.185.133.6,10.226.75.100,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 มิ.ย. 2547 (14:26) สเต็มเซลล์ (Stem cell) หรือที่เรียกย่อกันในปัจจุบันว่า ES cell (Embryonic stem cell) หมายถึง เซลล์ต้นกำเนิดที่สามารถเป็นแหล่งสร้างเซลล์ลูกหลานได้ โดย ES cell ของมนุษย์จะเป็นเซลล์ต้นตอที่จะเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย แต่เนื่องจากพบว่า stem cell จะหายไปในระหว่างการเจริญชั้นต่อไป ทำให้มนุษย์ไม่สามารถย้อนกลับไปสู่ขั้นตอนการเจริญตามแบบแผนที่เกิดในระยะตัวอ่อนได้อีก ดังนั้นจากความรู้ที่ว่าการทำโคลนนิ่งของเซลล์สามารถสร้างสายพันธุ์ของเซลล์ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนเดิมทุกประการ จึงได้มีความพยายามที่ทำให้ ES cell ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดแรกสุดกลับคืนมาโดยใช้เทคนิคการทำโคลนนิ่งของเซลล์ร่างกายของคน (Somatic cell) ที่ได้จากเซลล์เม็ดเลือด และเซลล์เยื่อบุภายในช่องปาก ประโยชน์ที่จะได้จากเทคโนโลยีนี้ ที่สำคัญได้แก่การนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะเพาะเลี้ยง ES cell ของมนุษย์และชักนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอวัยวะแต่ละส่วน จากนั้นจึงจะนำมาใช้เป็นอวัยวะทดแทนให้กับผู้ป่วยแทนการใช้อวัยวะที่ได้มาจากการบริจาคในปัจจุบัน สเต็มเซลล์ เซลล์มหัศจรรย์ผู้เริ่มต้นและสานต่อชีวิตมนุษย์ ภาษาละตินที่กล่าวถึงข้างต้นเป็นของนายแพทย์ชาวเยอรมัน รูดอลฟ์ เวอร์โช (Rudolf Ludwig Karl Virchow) [รูปที่ 1] ซึ่งหากแปลเป็นภาษาอังกฤษหมายถึง every cell stems from another cell ซึ่งเมื่อแปลเป็นภาษาไทยอีกทีก็หมายถึง เซลล์ทั้งหลายต่างกำเนิดมาจากเซลล์อื่น ข้อความซึ่งกลายเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในวงการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ข้อความที่บ่งบอกถึงความสนใจของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมาตั้งแต่ 170 ปีก่อน และเมื่อนักวิทยาศาสตร์คนแล้วคนเล่าศึกษาต่อยอดกันมาเรื่อยๆ ผ่านช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ ก็เป็นที่ทราบกันว่า มนุษย์อย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีต้นกำเนิดมาจากเซลล์ชนิดหนึ่ง ชนิดที่มีความมหัศจรรย์ มหัศจรรย์ตรงที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อใดก็ได้ในร่างกาย สมอง หัวใจ ปอด ตับ กล้ามเนื้อ ซึ่งเซลล์ที่กล่าวถึงก็คือ สเต็มเซลล์ เซลล์ต้นกำเนิด เซลล์ผู้เริ่มต้น และสานต่อชีวิตของมนุษย์ แหล่งกำเนิดของสเต็มเซลล์อยู่ที่ไหน ลองจินตนาการดูนะคะว่า คุณมีตาทิพย์ สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่เล็กมาก เล็กขนาดที่เรียกว่า ซุปเปอร์จิ๋ว มองเห็นแม้กระทั่งเซลล์เม็ดเลือด เกร็ดเลือด และสิ่งต่างๆ ในร่างกาย คราวนี้เราจะพาทุกคนที่มีตาทิพย์เข้าไปสำรวจในร่างกายของใครคนหนึ่ง เข้าไปในที่ที่ทำให้คุณทราบว่า สเต็มเซลล์ แยกเป็น 2 ประเภทตามแหล่งกำเนิดคือ สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic stem cell) และสเต็มเซลล์จากร่างกาย (adult stem cell) สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน (Embryonic stem cell) ณ เวลานี้ คุณกำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต สเปิร์มเข้าปฏิสนธิกับไข่ และต่อมาก็พัฒนาไปเป็นตัวอ่อน (Embryo) ช่วงเป็นตัวอ่อนนี้ เซลล์เริ่มแบ่งตัวเพิ่มจำนวนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นแปด และแบ่งต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้กลุ่มเซลล์ ตัวอ่อนระยะ 3 - 5 วัน ที่มีกลุ่มเซลล์ประมาณ 150 เซลล์ เราเรียกว่าระยะบลาสโตซิสต์ หากเพ่งดูให้ดีๆเราจะเห็นว่า ภายในเซลล์บลาสโตซิสต์นี้มีกลุ่มเซลล์เรียกว่า มวลเซลล์ชั้นใน (inner cell mass) ซึ่งมีจำนวนเซลล์ประมาณ 30 เซลล์ ซึ่งมวลเซลล์นี้เองที่นักวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสเต็มเซลล์ [รูปที่ 2] ซึ่งมีความสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะ (differentiation) โดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นเซลล์กระดูก เซลล์เม็ดเลือด เซลล์สมอง เซลล์ตับ ฯลฯ รวมแล้วกว่า 220 ชนิด ซึ่งพัฒนาต่อไปเป็นเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และการที่สเต็มเซลล์ถือกำเนิดมาจากช่วงการพัฒนาไปเป็นตัวอ่อนจึงเรียกชื่อเต็มๆ ว่า สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน หรือ Embryonic stem cell สเต็มเซลล์จากร่างกาย (Adult stem cell หรือ Somatic stem cell) เมื่อคุณเดินทางต่อไปอีก เข้าไปในระบบเลือด เข้าไปในสมอง เข้าไปในตับ คุณก็พบว่า แหล่งของสเต็มเซลล์อีกแหล่งหนึ่งได้มาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายมนุษย์หลายชนิด สเต็มเซลล์ในระบบเลือดเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แม้กระทั่งเกร็ดเลือด [รูปที่ 3] ทราบไหมคะว่า เดิมนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า สเต็มเซลล์จากร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใดก็ตามจะไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อต่างชนิดได้ เช่น สเต็มเซลล์ในระบบเลือดมีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เม็ดลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกร็ดเลือด เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทในสมองได้ สเต็มเซลล์ในตับก็จะสร้างเซลล์ตับ เป็นต้น สรุปก็คือ เชื่อกันว่าสเต็มเซลล์จากร่างกายจะทำหน้าที่เฉพาะในเซลล์นั้นๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ในเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ในเนื้อเยื่ออีกชนิดหนึ่งได้ ซึ่งเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า Plasticity เช่น เซลล์ในระบบเลือดเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ประสาทหรือเซลล์ตับ เซลล์ในไขกระดูกสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเป็นต้น จากที่กล่าวมาข้างต้น คงพอจะทำให้ทราบคร่าวๆ ถึงแหล่งกำเนิดสเต็มเซลล์แล้วนะคะ เมื่อทราบถึงแหล่งที่มา ก็พอจะมองภาพออกแล้วว่านักวิทยาศาสตร์สามารถหาแหล่งสเต็มเซลล์ได้จากที่ไหนบ้าง แหล่งแรกเลยก็คือ ร่างกายของเราเอง คือ จากระบบเลือด ระบบประสาท ฯลฯ ส่วนแหล่งที่สองเป็นสเต็มเซลล์ที่มาจากการแท้ง และแหล่งที่สาม เป็นสเต็มเซลล์ที่มาจากเอ็มบริโอของมนุษย์ซึ่งมีอายุไม่กี่วัน ซึ่งเอ็มบริโอนั้นอาจจะมาจากการปฏิสนธิ คือ ถ้าไข่ปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ ไม่ว่าจะเป็นในร่างกายหรือนอกร่างกาย เมื่อนำไปย้ายฝากก็จะได้เด็กหลอดแก้ว (IVF) นอกจากนั้นก็มาจากการโคลน (Cloning) ก็ได้ ซึ่งในการโคลนนั้น นักวิทยาศาสตร์จะนำนิวเคลียสของไข่ออก จากนั้นเอาเซลล์ร่างกายใส่เข้าไปเหมือนกับทฤษฎีการโคลนแกะดอลลี่ แต่แทนที่จะเอาไปย้ายฝากในท้องของตัวแม่และรอจนได้ลูกโคลน แต่นักวิทยาศาสตร์จะเอาเอ็มบริโอในระยะบลาสโตซิสมาพัฒนาเป็นสเต็มเซลล์ในห้องปฏิบัติการแทน ในงานวิจัยนั้น นักวิทยาศาสตร์เล็งเห็นความสำคัญของการนำสเต็มเซลล์มาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ เพื่อรักษาอาการป่วยอันเนื่องมาจากเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะเสียหายหรือเสื่อมสภาพไป โดยหวังให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นอวัยวะที่ต้องการได้ [รูปที่ 4] ดังนั้น จึงมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสเต็มเซลล์กันในหลายหน่วยงาน กว่า 20 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามแยกสเต็มเซลล์จากเอ็มบริโอหรือตัวอ่อนของหนู (Mouse) เพื่อนำมาเลี้ยงในห้องทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า โดยหวังที่จะต่อยอดเพื่อแยกสเต็มเซลล์ของมนุษย์ขึ้นมาเลี้ยงในห้องทดลองให้ได้ จนกระทั่งปลายปี 2541 นี้เอง ที่ทีมนักวิจัยนำโดย เจมส์ ทอมสัน (James Thomson) สามารถแยกสเต็มเซลล์ออกมาได้ และตีพิมพ์ผลงานของเขาในวารสาร Science และก็งานวิจัยของทอมสันอีกนั่นแหละที่แสดงให้เห็นว่า สเต็มเซลล์ของมนุษย์ที่แยกมาได้ และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้ [รูปที่ 5] ที่ว่า มหัศจรรย์ นั้น เพราะมีคุณสมบัติใด สเต็มเซลล์มีคุณสมบัติเด่นที่เป็นปัจจัยให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกสนใจเซลล์ชนิดกันมาก ในที่นี้ขอสรุปให้ทราบพอคร่าวๆ ดังนี้ 1. เป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ สเต็มเซลล์ไม่ได้มีโครงสร้างพิเศษที่จะเอื้ออำนวยให้สามารถทำหน้าที่อย่างเฉพาะเจาะจงได้ .สเต็มเซลล์ไม่สามารถปั๊มเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายได้เหมือนเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ไม่สามารถจับโมเลกุลของออกซิเจนในกระแสเลือดได้เหมือนเซลล์เม็ดเลือด ไม่สามารถรับสัญญานจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์หนึ่งเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้เหมือนเซลล์ประสาท แต่สเต็มเซลล์มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์เม็ดเลือด หรือแม้กระทั่งเซลล์ประสาทได้ [รูปที่ 6] คุณสมบัติข้อนี้เป็นที่น่าสนใจมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์เพิ่งเข้าใจกลไกของสัญญาณภายในและภายนอกเซลล์ที่ทำให้สเต็มเซลล์เปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะหรือที่เรียกว่า Differentiation ได้ โดยผลจากการวิจัยทำให้ทราบว่า มีทั้งปัจจัยภายในและภายนอกสเต็มเซลล์ที่ทำให้เกิดกระบวนการดังกล่าว ปัจจัยภายในควบคุมโดยยีนภายในเซลล์นั่นเอง ส่วนปัจจัยภายนอกควบคุมโดยสารเคมีที่หลั่งออกมาจากเซลล์อื่น ลักษณะทางกายภาพระหว่างสเต็มเซลล์และเซลล์ใกล้เคียง รวมทั้งโมเลกุลอื่นรอบๆ สเต็มเซลล์ ปัจจุบัน ยังมีข้อสงสัยหลายประการเกี่ยวกับกลไกการเปลี่ยนไปทำหน้าที่เฉพาะของสเต็มเซลล์ ซึ่งต้องอาศัยการวิจัยกันต่อไป 2. เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า สเต็มเซลล์ไม่เหมือนเซลล์สมอง เซลล์เม็ดเลือด หรือเซลล์ประสาท ตรงที่สามารถสำเนาเซลล์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่จำกัด ซึ่งเซลล์อื่นๆ จะไม่มีคุณสมบัตินี้ เช่น เซลล์สมองของนักร้องชื่อดังถูกทำลายไปเนื่องจากอุบัติเหตุ ก็ไม่สามารถสร้างขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียไปได้ เป็นต้น สเต็มเซลล์ที่ถูกแยกไปเลี้ยงในห้องปฏิบัติการระยะหนึ่ง (หลายเดือน) โดยวิธีที่เหมาะสมมีศักยภาพที่จะสร้างเซลล์ได้นับล้านเซลล์ [รูปที่ 7] ด้วยคุณสมบัติข้อนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะศึกษาวิธีเลี้ยงสเต็มเซลล์ที่เหมาะสมในห้องปฏิบัติการ เพื่อให้เซลล์สามารถเจริญได้อย่างไม่จำกัด ซึ่งหมายถึง ปริมาณของเซลล์ที่มากพอที่จะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ในห้องปฏิบัติการนั้น หากนักวิทยาศาสตร์อยากได้สเต็มเซลล์เยอะๆ แต่ใช้สเต็มเซลล์จากร่างกาย ผลที่ได้ก็คือเซลล์จะพัฒนาช้า แบ่งเซลล์ช้า อีกทั้งการพัฒนาของเซลล์ไปเป็นเนื้อเยื่ออื่นยังมีข้อจำกัด ไม่ได้พัฒนาเป็นเซลล์อื่นได้ทุกอย่าง ตรงข้ามกับเซลล์ของเอ็มบริโอ ซึ่งแบ่งตัวได้เร็ว จากเอ็มบริโอเพียงหนึ่งเซลล์ สามารถแบ่งตัวเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ และพัฒนาไปเป็นเซลล์ของร่างกายได้หลายชนิด ไม่ว่าหัวใจ กระดูก ตับ เซลล์ทุกอย่างพัฒนาได้หมด อย่างไรก็ตาม สเต็มเซลล์จากร่างกายมีข้อดีตรงที่ไม่มีข้อจำกัดทางชีวจริยธรรมเหมือนสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะสามารถนำสเต็มเซลล์ไปใช้ประโยชน์ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติต่างๆ ของสเต็มเซลล์ และหาทางชักนำให้สเต็มเซลล์พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่จำเพาะ และเป็นอวัยวะที่ต้องการ [รูปที่ 9] ซึ่งจากการศึกษาวิจัยจากหลายๆ หน่วยงาน ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่า สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์จำเพาะขึ้นมาในห้องปฏิบัติการได้ อย่างไรก็ตาม การจะนำสเต็มเซลล์มาใช้ก็ต้องศึกษาให้รอบคอบ เพราะจากการทดลองพบว่า เมื่อฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปในหนูแล้ว พบผลเสียประการหนึ่งคือ มีเนื้องอกเกิดขึ้นด้วย ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงต้องศึกษาผลตรงนี้อย่างรอบคอบ ดังนั้น การศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้มาซึงความรู้ที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งหากต่อยอดไปเรื่อยๆ และมีความรู้มากพอ ความหวังที่จะนำสเต็มเซลล์ไปทดแทนเซลล์หรืออวัยวะบางอย่างที่เสียหายหรือเสื่อมสภาพไปของมนุษย์เห็นท่าจะเป็นจริงขึ้นมาสักวัน และบางทีอาจถึงขั้นกลายเป็น แนวทางชะลอความแก่ของมนุษย์ก็ได้ ที่มา 1. ข้อมูลและรูปจากอาจารย์ศิรศักดิ์ เทพาคำ เรียบเรียงจาก www.nature.com/nsu/031006/031006-17.html ที่มา : โครงการเผยแพร่ความรู้ผลงานทางวิชาการผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เดลินิวส์ วันที่ 9 มกราคม 2545 หน้าที่ 10 http://www.scithai.com/cont_detail_n.asp?conid=869 nattawut (IP:203.185.133.6,10.226.75.100,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 มิ.ย. 2547 (18:20) จาก ความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 3 ที่ว่า (ในวงการแพทย์สมัยใหม่เองก็มีการใช้สเต็มเซลล์ ในการรักษาผู้ป่วยมานับสิบปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครที่สามารถพบหรือแยกสเต็มเซลล์ ในไขกระดูกออกมาได้) นั้น ถ้ายังไม่มีใครแยก สเต็มเซลได้ แล้วตอนนั้น เขาเอา สเต็มเซล จากไหนหรือครับ หรือว่าจะต้องเอามาจาก บลาสโตซิส กันตรง ๆ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด บลาสโตซิสนี่ น่าจะเล็กมากเลย งง งง ว่า หาออกมาได้อย่างไร แล้วใครจะยอมสละ embryo ให้มาสกัด สเต็มเซล และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด จากตอนท้าย ๆ ของความคิดเห็นเพิ่มเติมที่ 3 แสดงว่า ตอนนี้ เราทำโคลนนิงมนุษย์กันแล้ว อย่างน้อยก็ถึงขั้นเป็น บลาสโตซิส ใช่ไหมครับ ขอบคุณมากที่พยายามให้ความรู้ ผมได้พยายามชักชวนเพื่อนบางคนให้เข้ามาหาความรู้ทางอินเตอร์เน็ต พอได้เข้ามาสัมผัส เขาถึงกับตะลึงว่า ทำไมคนบางคนถึงได้ยอมสละเวลามากมายเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ที่บางทีไม่เคยเห็นหน้าหรือไม่เคยรู้จักกันเลย ขอบคุณอีกครั้งครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 18 ก.ค. 2547 (20:34) old cell 47110031 (IP:202.28.38.236,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 18 ก.ค. 2547 (20:38) old cell prapit (IP:202.129.32.13,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 26 ต.ค. 2547 (10:59) มีเนื้อหามากกว่านี้ไหมคะอยากได้เนื้อหาเพิ่มอีกค่ะ น้องแนน (IP:202.29.80.51,192.168.0.149,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 22 ธ.ค. 2547 (00:36) เพิ่งได้มาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ stem cell ซึ่งต้องทำรายงานได้อ่านแล้วน่าสนใจมาก แต่ไม่แน่ใจว่าเราจะช้าไปหรือเปล่า .. คืออยากได้ข้อมูลรูปภาพประกอบน่ะค่ะ จากที่เขียนไว้มีรูปประกอบถึง 9 รูป แต่ไม่เห็นเลยค่ะ พอ link เข้าไปดูใน nature ก็ต้องเป็นสมาชิกด้วย ดูยุ่งยากน่าดู ถ้าจะไม่เป็นการรบกวนมากเกินไปขอความกรุณาคุณ nattawat ด้วยกรูนาหน่อยได้ไหมคะ ดิฉันเป็นนักศึกษาค่ะ ช่วยส่ง email ไปบอกจะเป็นพระคุณอย่างสูงค่ะ และขอบคุณมากนะคะสำหรับความรู้ดี ๆ ขอบพระคุณอาจารย์ ศิรศักดิ์ด้วยนะคะ ่jutarat_jib@yahoo.com (IP:158.108.210.217,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 11 พ.ย. 2548 (19:24) ผมอยากได้ stem cell reserch ที่เป็นภาษาอังกฤษจะหาได้จากที่ไหนครับจะเอาไปทำรายงานส่งอาจารย์ช่วยส่งมาทางmailที่นะครับ gapk@thaimail.com (IP:61.91.224.60,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 30 ม.ค. 2549 (16:24) ไม่รู้ว่าจะสมัคร และลงบทความอย่างไร ส่งไปอย่างนี้แล้วกันนะคะอาจได้ประโยชน์บ้าง usacha@bkk.shimz.co.th scihub@gmail.com (IP:203.144.169.34,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 30 ม.ค. 2549 (16:30) http://www.scihub.com เวปนี้ก็พอมีข้อมูลอยู่พอสมควร เป็นเวปของคนไทย อ้อย (IP:203.144.169.34,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 12 ก.พ. 2549 (12:06) สารเคมีที่ใช้ในการกระตุ้นให้เซลล์มีการแบ่งตัว มีอะไรบ้างคะมีหลักการทำงานอย่างไร อิวจัง (IP:202.5.89.141,192.168.1.81,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 7 มี.ค. 2549 (14:50) ที่ไหนรักษาโรคหัวใจด้วยวิธีสเมเซลล์ และค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไร ใครทราบโปรดตอบด้วยค่ะ sexyyy99@hotmail.com (IP:203.170.255.222,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 26 มี.ค. 2549 (13:57) น้องๆหรือเพื่อนๆของพวกเรา ที่กำลังเรียนปริญญาตรีสายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เช่นชีววิทยา ชีวเคมี กายวิภาคศาสตร์ เภสัชศาสตร์ สัตวแพทยศาสตร์ สัตวบาล สรีรวิทยา และสายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง สนใจเรียนต่อปริญญาโท-เอก ทางด้าน Stem cell, Cloning เชิญติดต่อได้ที่ ดร.รังสรรค์ พาลพ่าย ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีตัวอ่อนและเซลล์ต้นกำเนิด มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ศูนย์วิจัยฯของเราเป็นผู้นำในศาสตร์นี้ในประเทศไทย มีลูกวัวโคลนนิ่งเกิดมาแล้ว 20 ตัว ผลิตStem Cell ได้เอง มีนักเรียนทุนของเรากำลังเรียนปริญญาเอกด้าน Stem Cell ที่อังกฤษ เมื่อจบแล้วจะกลับมาร่วมงานกับศูนย์วิจัยของเรา วิชาที่เปิดสอนได้แก่ 1. Animal Biotechnology 2. Animal Cloning Techology 3. Selected Research in Biotechnology 4. Stem Cell Technology 5. In vitro Fertilization and Embryo Transfer หากน้องๆมีผลการเรียนดีเยี่ยม 3.5 ขึ้นไปและความรู้พื้นฐานทางด้านนี้ดี มีโอกาสได้ทุนเรียนป.โท-เอก โดยทุนจะให้ค่าเล่าเรียน และค่าใช้จ่ายรายเดือน ไม่มีข้อผูกพันใดๆ และมีโอกาสไปทำวิจัยที่ต่างประเทศทางด้านนี้ ขอให้เตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ แล้วสมัครเรียนต่อสาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เพื่อเข้าเรียนเทอมต้นซึ่งจะเปิดปลายเดือน พ.ค. ปีนี้สมัครไม่ทันแล้ว ขอให้รอสมัครปีหน้าประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ. 2550 สอบคัดเลือกประมาณเดือนมีนาคม 2550 หรือหากใครสนใจเรียนในปีหน้า และตอนนี้จบแล้วสามารถสมัครเป็น Research Trainee ก่อน 1 ปี มีเงินเดือน และปีหน้าจะได้เข้าเรียนและทำวิจัยด้านนี้ด้วย ส่วนเงินเดือนยังได้อยู่ โทร.ติดต่อได้ที่ 044-224 234 เวลาราชการ หรืออีเมลไปสอบถามได้ rparnpai@yahoo.com (IP:203.158.4.155,192.168.32.14,) กรุณาช่วยให้ความรู้ด้วยครับ 1.สเต็มเซล ไม่ทราบเรานำมาจากที่ไหน จากใคร uo015718048@yahoo.com (IP:203.114.124.63) embrionic stem cell ถือว่าเป็นการฆ่าคนหรือไม่ spss (IP:202.28.181.9) เรียน ทุกท่าน เนื่องจากคุณแม่ของผมซึ่งตอนนี้อายุ 65 ปี ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับความบกพร่องของไขกระดูกสันหลัง คุณหมอที่รักษา ท่านบอกว่าเป็นโรคที่ชื่อ มอเตอร์นิวโรว์ ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นโรคเดียวกับ ALS รึป่าว แต่ที่อยากถามผู้รู้ก็คือ มันมีทางรักษาหรือไม่ หรือเคยมีใครรักษาหายบ้าง แล้วไปรักษาที่ไหน สงสารคุณแม่มากครับ ตอนนี้ท่านเดินไม่ได้แล้ว แขนทั้งสองข้างก็ไม่สามารถใช้การได้แล้ว พูดไม่ชัด และทานอาหารได้ลำบากครับ ใครมีข้อมูลที่พอจะทำให้ทราบได้ว่ามีทางรักษา ขอความกรุณาครับ ขอบคุณมากครับ somboonchao@gmail.com (IP:203.113.0.192) stem cell ที่มาจากรกเด็กล่ะมีจริงหรือเปล่า ที่ตอนนี้นำมาทำเป็นผลิตภัณท์ลบริ้วรอย และรักษาสิว ฝ้า จุดด่างดำ ฯลฯ ถ้ามีจริงแล้วมีผลข้างเคียงอย่างไรบ้าง หน่อย (IP:203.146.63.185) หากสนใจลองสอบถามรายละเอียดได้ที่ http://www.thaistemlife.co.th/newindex/ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() Hot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |