ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 พ.ค. 2555 (16:43) 2) เสรีภาพของปวงชนชาวไทย
1. เสรีภาพในเคหสถาน
ชาวไทยทุกคนย่อมได้รับความคุ้มครองในการอาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข
การเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นโดยปราศจากการยินยอมของผู้ครอบครอง
หรือการเข้าไปตรวจค้นเคหสถานโดยไม่มีหมายค้นจากศาลย่อมทำไม่ได้
2.
เสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่
การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักรหรือห้ามมิให้บุคคลผู้มี
สัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักรจะกระทำมิได้
3.
เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นผ่านการพูด การเขียน การพิมพ์
การโฆษณาและการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น จะจำกัดแก่บุคคลชาวไทยมิได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ
เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
4.
เสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย การตรวจ การกัก หรือ
การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งการกระทำต่าง
ๆเพื่อเผยแพร่ข้อมูลนั้นจะกระทำมิได้
5. เสรีภาพในการนับถือศาสนา
นิกาย ลัทธิ ความเชื่อทางศาสนา
และเสรีภาพในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของตน
โดยไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมือง
และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ย่อมเป็นเสรีภาพของประชาชน
6.
เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ
การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำไม่ได้
เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชนที่จะใช้ที่
สาธารณะหรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเมื่อประเทศอยู่ในภาวะสงคราม
หรือระหว่างประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
7.
เสรีภาพในการรวมตัวกันเป็นสมาคม สหพันธ์ สหองค์กร องค์กรเอกชน
หรือหมู่คณะอื่น การจำกัดเสรีภาพต่าง ๆเหล่านี้จะกระทำมิได้
เว้นแต่อาศัยอำนาจกฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือป้องกันการผูกขาดในทางเศรษฐกิจ
8.
เสรีภาพในการรวมตัวจัดตั้งพรรคการเมือง
เพื่อดำเนินกิจกรรมทางการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
9.
เสรีภาพในการประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม
การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะทำได้
โดยอาศัยกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของ
ประเทศ
และเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัีนทางการค้า
http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2147
นกแสก
ร่วมแบ่งปัน4188 ครั้ง - ดาว 251 ดวง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 22 พ.ค. 2555 (16:44) สิทธิ
เป็นเสมือนทั้งเกราะในการคุ้มกันประชาชนให้พ้นจากภัยคุกคามของกำลังอิทธิพล
และอำนาจที่ไม่ยุติธรรม
และเป็นเสมือนกุญแจให้ประชาชนสามารถใช้ไขไปสู่ประโยชน์ด้านต่างๆ
ได้
โดยในที่นี้จะเน้นเฉพาะสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติรับรองไว้
ซึ่งมีขอบเขตครอบคลุมถึงผลประโยชน์จากโอกาสและทางเลือกอันพึงมี
พึงกระทำ
และพึงได้ โดยที่สิ่งนั้นไม่ถูกโต้แย้งและขัดขวางโดยกฎหมาย
องค์กรรัฐเจ้าหน้าที่รัฐ
และคนอื่น
ทั้งนี้โดยที่ประชาชนมีอิสระตามเสรีภาพในการใช้สิทธินั้นได้ตามเจตจำนงอิสระ
ของตนเองหรือตามความสามารถในการตกลงใจของตนเองได้ด้วย
ไม่อยู่ภายใต้การบังคับกะเกณฑ์โดยอิทธิพลอย่างอื่น
ทั้งนี้สามารถจำแนกสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของประชาชน
ออกได้เป็น 3 ส่วนดังนี้ คือ สาระสำคัญของสิทธิ
พันธะของรัฐที่มีต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
และการใช้ประโยชน์จากสิทธิเสรีภาพของประชาชน
สาระสำคัญของสิทธิ ได้แก่
1) สิทธิ เสรีภาพในความเป็นมนุษย์ เป็นสิทธิ เสรีภาพ เกี่ยวกับชีวิต ร่างกาย ความคิด จิตใจ
และความเป็นอยู่ของประชาชน
ซึ่งถือเป็นสิทธิจะอยู่ จะเป็น
หรือเป็นสิทธิที่ติดมากับตัวของประชาชนทั้งหลาย
ตั้งแต่เกิดมาเป็นคน โดยที่รัฐไม่อาจปฏิเสธความเป็นคน
และศักดิ์ศรีความเป็นคนของประชาชนด้วยการกระทำที่เป็นการล่วงล้ำเกิน
คุกคาม หรือละเมิดได้ เช่น การไม่ถูกลงโทษด้วยวิธีโหดร้าย
ไร้มนุษยธรรม
การมีเสรีภาพในเคหสถานส่วนตัว เสรีภาพการเดินทาง การนับถือศาสนา
การสื่อสาร
คมนาคม การแสดงความคิดเห็น การมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
และการเลือกถิ่นที่อยู่
เป็นต้น (ตามมาตรา 4 มาตรา 26 และมาตรา 28)
ที่กล่าวว่าเป็นสิทธิที่จะอยู่
จะเป็น หรือ เป็นสิทธิที่ติดมากับตัวประชาชน
ก็เพราะเป็นสิทธิที่เป็นส่วนควบติดอยู่กับความเป็นคนตามธรรมชาติ
โดยที่ทุกคนมีอยู่เหมือนกัน
รัฐไม่อาจเข้าไปแทรกแซงให้เกิดความแตกต่าง
หรือ สูญสิ้นสิทธิอันเป็นเสมือนองค์ประกอบของชีวิต จิตใจ
และร่างกายนั้นได้
ดังนั้น สิทธิ
เสรีภาพในความเป็นมนุษย์จึงเป็นสิทธิของคนที่ห้ามไม่ให้รัฐกระทำซึ่งอาจ
เรียกสิทธิแบบนี้ได้ว่าเป็นสิทธิที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐ
2) สิทธิ เสรีภาพในความเป็นพลเมือง เป็นสิทธิ
เสรีภาพเกี่ยวกับการที่สามารถเรียกร้องความต้องการขั้นพื้นฐานจากรัฐในฐานะ
ที่เป็นราษฎรของรัฐได้
ซึ่งรัฐมีหน้าที่ให้การสนองตอบในรูปของบริการสาธารณะ
ถือเป็นสิทธิที่จะเรียกขอได้
จะรับเอาได้
หรือเป็นสิทธิที่ตามมากับตัวโดยที่งอกขึ้นมาจากความเป็นพลเมืองหรือเป็น
ราษฎรของรัฐ
โดยที่รัฐไม่อาจจะปฎิเสธความรับผิดชอบหรือความช่วยเหลือด้วยการเพิกเฉยไม่
กระทำการตอบสนองตามความเรียกร้องต้องการของประชาชนซึ่งรัฐมีหน้าที่ให้ความ
คุ้มครองได้
เช่น
-
สิทธิในการรับการศึกษา (ตามมาตรา 43)
-
สิทธิของผู้บริโภค
-
เสรีภาพในการชุมนุม
-
เสรีภาพในการรวมตัวเป็นหมู่คณะ
-
สิทธิการรับข้อมูลข่าวสารจากรัฐ
-
เสรีภาพการจัดตั้งพรรคการเมือง
-
สิทธิการรับบริการสาธารณสุข
-
สิทธิการฟ้องหน่วยราชการ
-
สิทธิมีส่วนร่วมกับรัฐ
-
สิทธิคัดค้านการเลือกตั้ง
-
สิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายและข้อบัญญัติท้องถิ่น
-
สิทธิการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่น
ทั้งนี้ ในการใช้สิทธิเสนอกฎหมายนั้นมีขอบเขตจำกัดเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิ
เสรีภาพตามหมวด 3 และเกี่ยวกับนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามหมวด 5 เท่านั้น
เป็นต้น
ที่กล่าวว่าเป็นสิทธิที่จะเรียกขอได้
หรือจะรับเอาได้
หรือเป็นสิทธิที่ตามมากับตัวโดยที่งอกขึ้นมาจากความเป็นพลเมืองของรัฐ
เพราะเป็นสิทธิที่ขึ้นอยู่กับความเป็นพลเมืองของรัฐ
โดยที่การได้รับความยุติธรรมจากการใช้สิทธิสำคัญกว่าการได้รับประโยชน์จาก
สิทธิที่เท่ากัน
เช่น พลเมืองที่เด็กได้รับสิทธิการศึกษาภาคบังคับฟรี
แต่พลเมืองที่เป็นผู้ใหญ่ได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง
และสมัครรับเลือกตั้ง
ขณะที่พลเมืองที่ด้อยโอกาสจะได้รับสิทธิการสงเคราะห์จากรัฐ
ทั้งที่คนปกติทั่วไปไม่ได้รับสิทธิดังกล่าว
ดังนั้นสิทธิเสรีภาพในความเป็นพลเมืองจึงเป็นสิทธิของพลเมืองที่ไม่จำเป็น
ว่าทุกคนจะต้องได้รับประโยชน์เท่ากัน
แต่หากเป็นสิทธิอะไรของใครก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องรับผิดชอบในการสนอง
ตอบต่อการใช้สิทธินั้น
กล่าวคือ
พลเมืองที่เป็นเด็กย่อมสามารถเรียกร้องการศึกษาฟรีในภาคบังคับจากรัฐได้เช่น
เดียวกับผู้ใหญ่ก็ย่อมสามารถเรียกร้องการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้
ดังนั้นสิทธิเสรีภาพของพลเมืองจึงเป็นสิทธิที่สงวนไว้ให้เป็นหน้าที่ของรัฐ
ที่จะต้องจัดหาให้ประชาชน
หรือบังคับให้รัฐจะต้องกระทำซึ่งอาจเรียกสิทธิแบบนี้ได้ว่าเป็นสิทธิที่เป็น
ปฏิฐานกับรัฐ
3) สิทธิในความเสมอภาค เป็นสิทธิ
เสรีภาพเกี่ยวกับการได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกันจากรัฐ
หรือการไม่เลือกปฏิบัติ
เว้นแต่การเลือกปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือให้ผู้เสียเปรียบ
ผู้ด้อยโอกาส ได้รับสิทธิโอกาสเท่าเทียมกับคนอื่นได้
ซึ่งถือเป็นสิทธิที่จะมีจะเหมือนหรือเป็นสิทธิ
เสรีภาพที่ดำรงอยู่นอกตัวของประชาชน
(มาตรา 30) โดยที่รัฐไม่อาจปฏิเสธความเป็นกลาง
หรือความเป็นธรรมด้วยการละเลยเพิกเฉยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วย
หรือ
หยิบยื่นโอกาสอันพึงมีพึงได้ให้กับประชาชนได้รับอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน
โดยที่ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะความแตกต่างตามธรรมชาติ
และเพราะการกระทำหรือละเว้นการกระทำของรัฐที่ไม่เท่าเทียมกัน
เช่น
-การเสมอกันในกฎหมาย
-
การไม่ถูกเกณฑ์แรงงาน
-
การได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ
-
การได้รับความคุ้มครองโดยรัฐ และ
-
สิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ เป็นต้น
ที่กล่าวว่าเป็นสิทธิที่จะมีจะเหมือนหรือเป็นสิทธิ
เสรีภาพที่ดำรงอยู่นอกตัวของประชาชน
ก็เพราะเป็นสิทธิที่ช่วยชดเชย
ความแตกต่างตามธรรมชาติของคนให้ได้รับโอกาสและศักยภาพใหม่เพิ่มขึ้น
โดยที่รัฐเป็นฝ่ายช่วยเสริมสร้างหรือเกื้อหนุนให้มีความเสมอเหมือนกัน
โดยที่ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะต้องได้รับประโยชน์ที่เท่ากันจากการได้รับสิทธิ
นั้น
เช่น
คนทั่วไปย่อมได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายเท่าเทียมกันในการขอแจ้งจดทะเบียน
เป็นนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจ
แต่ไม่จำเป็นว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จหรือร่ำรวยได้เท่าเทียมกันจากการ
ประกอบธุรกิจนั้น
ดังนั้นสิทธิในความเสมอภาคจึงเป็นสิทธิที่รัฐให้หลักประกันในการได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน
แต่รัฐไม่ต้องผูกพันว่าทุกคนจะต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการใช้สิทธินั้นให้ได้เท่ากันเสมอไป
ดังนั้นสิทธิในความเสมอภาคจึงเป็นสิทธิที่กำหนดให้รัฐดำรงฐานะของความเป็นคน
กลางในการถือดุลย์ระหว่างความแตกต่างกันตามธรรมชาติของคนกับความเท่าเทียม
กันตามกฎหมายและการปฏิบัติของรัฐเพื่ออุดช่องว่างไม่ให้ความแตกต่างนั้นเป็น
เหตุให้เกิดเงื่อนไขของความไม่ยุติธรรมขึ้นในสังคม
แต่ประโยชน์จากความยุติธรรมนั้นเป็นสิ่งที่แต่ละคนต้องสร้างต่อขึ้นมาให้ตัว
เองในภายหลังหรือไปหาเอาได้ข้างหน้า
เมื่อรัฐได้ช่วยสร้างหลักประกันความยุติธรรมให้แล้ว
ซึ่งอาจเรียกสิทธิแบบนี้ได้ว่าเป็นสิทธิที่เป็นพันธะของรัฐ
http://e-learning.mfu.ac.th/mflu/1604101/chapter3/Lesson12.htm
นกแสก
ร่วมแบ่งปัน4188 ครั้ง - ดาว 251 ดวง