ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 23 มิ.ย. 2555 (13:00) ผมต้องกราบเรียนขออนญาต ท่านผู้อำนวยการเจ้าของกระทู้นี้ ขอนำเรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับ "ผอ." (ไม่รู้ว่า ผอ. อะไร ตามชื่อกระทู้) มาเล่าให้ฟัง
มีตัวอย่างอีกหลายอย่าง หลายแง่เกี่ยวกับการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท (จริงๆแล้วไม่ควรมีสอนด้วยซ้ำ) คือ.........
วันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2554 มีการประชุมสัมมนาทางวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี
เรื่อง “โรงเรียนมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล” ของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จังหวัดอุบลราชธานี
ผมมีโอกาสไปบรรยายให้นักศึกษาปริญญาตรี-โทของภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หลังการบรรยายผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาตใต้ อาจารย์ปิยะ ชนะศักดิ์ ชวนผมมาร่วมกิจกรรมทางวิชาการและประชาสัมพันธ์การประชุมนานาชาติที่เราจะจัดในวันที่ 4-7 กรกฏาคม เนื่องจากผมเป็นกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้
การประชุมเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์โดยเป็นการลงทะเบียนทั้งวัน
มีร่วมประชุมราว 2500 คนจากทั่วประเทศ วันที่ 16 กุมภาพันธ์จึงเริ่มกิจกรรมจริง
พิธีเปิดโดย ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี
แต่เนื่องจากเครื่องบินโดยสารมีเหตุขัดข้องจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรายการ
โดยท่านประทานจะเปิดในตอนบ่าย 13.00 น.แทน
หลังพิธีเปิดจะเป็นการมอบโล่ผู้บริหารดีเด่น และตามด้วยการบรรยายพิเศษเรื่อง “การพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล”

มีสิ่งที่น่าสนใจที่ผมสังเกตเห็นก็คือ เมื่อเวลา 13.00น.พิธีกรได้ประกาศเรียกผู้บริหารเข้าห้องประชุมอยู่นาน ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ ผู้บริหารจำนวนมากยังคงเยี่ยมชมบูธของห้างร้านขายอุปกรณ์การศึกษาที่เปิดแสดงในงาน บางคน ออกไปรับประทานอาหารข้างนอกยังไม่กลับมา บางคนวิ่งเต้นติดต่อรถไปเที่ยวในจังหวัดอุบลฯ บางคนก็วิ่งเต้นหาทัวร์ไปเที่ยวลาว จนกระทั่งห้างร้านต่างๆร่วมกันช่วยประกาศว่าถึงเวลาพิธีเปิดแล้ว ขอความกรุณาผู้บริหารเข้าห้องประชุม
จนในที่สุดไม่มีคนเข้าห้องประชุมอีกแล้ว
ผมสังเตดูด้วยสายตาพบว่ามีผู้เข้าร่วมพิธีในห้องประชุมเพียงร้อยละ
20ของผู้ลงทะเบียนราว 2500 คน ดังแสดงในรูป

หลังพิธีเปิดและมอบโล่รางวัลแล้ว ท่านองคมนตรีขอกล่าวพิเศษย้ำว่า
ให้ผู้บริหารเน้นเรื่องการพัฒนาคนมากกว่าการสร้างอาคารสถานที่ที่โอ่โถง
หรูหรา เมื่อเสร็จพิธีเปิดก็มีผู้ลุกออกไปนอกห้องอีกเป็นจำนวนมาก เหลือผู้ฟังการบรรยายพิเศษซึ่งเป็นหัวข้องสำคัญของการประชุมอยู่เพียงไม่ถึงร้อยละ 20 ดังรูป
ช่วงเช้าก่อนพิธีเปิด
ผมได้มีโอกาสเดินดูร้านค้าที่นำสินค้าทางการศึกษามาเปิดแสดง
ผู้คนเดินกันอย่างคึกคัก ได้พบผู้บริหารหลายท่านที่ผมเคยร่วมงานด้วย
ห้างร้านต่างๆที่เคยฟังผมบรรยายก็เข้ามาทักทาย หลายคนผมจำได้
หลายคนผมก็จำไม่ได้ เพราะอบรมบรรยายมานับเป็นร้อยครั้งในช่วง 30
ปีที่ผ่านมา ผมได้พบผู้จัดการร้านค้าหลายร้านวิ่งกระหืดกระหอบมา
ผมก็ถามว่ารีบไปไหนมา เขาเหล่านั้นบอกว่าไปหาตู้เอทีเอ็ม
หลายคนบอกผมว่าวันนี้เหนื่อยมาก ผู้อำนวยการหลายคนมาขอรับ "อย่างว่า"
ผมก็ไม่กล้าถามต่อว่า ไอ้"อย่างว่า" มันคืออะไร แต่ผมก็เดาเอาว่ามันคือ
"แคตตาล็อก" สินค้าทางการศึกษา
ผู้จัดการร้านค้าหลายคนเล่าอย่างท้อแท้กับระบบการค้าขายสินค้าทางการศึกษา
ผมได้รู้เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์หลายอย่าง
เป็นการบริหารอย่างช่ำชองและละเอียดอ่อนของผู้บริหารการศึกษา
(ที่ไม่ควรเอาไปสอนเยาวชน)
ผบลองสังเกตดู
พวกพนักงานขายของหรือผู้จัดการเวลาพูดกับผู้อำนวยการโรงเรียน
แสนอ่อนน้อมยิ้มแย้ม แต่พอผู้อำนวยการไปแล้ว พูดถึงเรื่อง "แคตตาล็อก"
กลับพูดจาแบบดูถูกดูแคลนเหยียดหยามผู้อำนวยการเหล่านั้นมาก
แต่ก็มีผู้จัดการร้านค้าบางคน เล่าว่า ผู้อำนวยการหลายคนไม่ยอมรับ
"แคตตาล็อก" มีอยู่ร้านหนึ่งเล่าให้ฟัง
พลางชี้นิ้วไปที่ผู้อำนวยการอาวุโสท่านหนึ่ง แล้วแอบกระซิบว่า
ผู้อำนวยการคนนี้ไม่ยอมรับ "แคตตาล็อก" กลับขอให้ทางร้านค้าเปลี่ยน
"แคตตาล็อก" เป็นปัจจัยอื่นที่เอื้อต่อการศึกษาของเด็กยากจนในชนบท
ผมฟังแล้วก็รู้สึกอยากรู้จัก ผมลองแกล้งเข้าไปคุยแนะนำตัว
หาเรื่องคุยทางวิชาการต่างๆ ท่านก็พูดคุยอย่างดี
อ่อนน้อมถ่อมตนมากอย่างน่านับถือ คุยไปคุยมาจึงรู้ว่า
ท่านเป็นนักเรียนเก่าราชสีมาวิทยาลัยรุ่นพี่ผมราว 2-3 ปี เมื่อ 40
กว่าปีมาแล้ว ก็ทำให้ดูสนิทสนมยิ่งขึ้น
ท่านเล่าให้ฟังว่าปีนี้ท่านจะเกษียณแล้ว
ได้หาทางตั้งกองทุนให้นักเรียนยากจนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน
ผมฟังแล้วก็รู้สึกชื่นใจ หาก"ย่าโม" ได้รู้ได้เห็น
ผมคิดว่าย่าโมท่านก็คงภูมิใจที่ลูกหลานของท่านทำหน้าที่ "เรือจ้าง"
ได้อย่างมีเกียรติและน่ายกย่องโดยไม่ต้องอาศัย "แคตตาล็อก"
หลังการประชุมที่อุบลราชธานีในวันนั้น
มีบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์การศึกษาและบริษัทหนังสือบางบริษัทมาติดต่อผมให้ไป
จัดการอบรมครูในต่างจังหวัด
เขาบอกว่าเป็นโครงการที่ขายอุปกรณ์การศึกษาแล้วต้องแถมการอบรมครูด้วย
ผมลองคุยถามรายละเอียดต่างๆ ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก
มีร้านขายหนังสือที่ไปออกร้านบูธเล็กๆเล่าว่า ในช่วงเวลาเพียง 3
วันเขาขายหนังสือได้ราว 4 ล้านบาท (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) แต่เขาต้องจ่าย "ค่าแคตตาล็อก" ไปเป็นเงิน 8 แสนบาท คิดเป็นร้อยละ 20 นี่เพียงบูธเล็กๆเพียงบูธเดียว ในงานมีบูธที่ใหญ่โตกว่านี้อีกมากมาย หากไม่จัดทำ "แคตตาล็อก" ก็ไม่มีโอกาสขายของได้ คนค้าคนขายเขาก็ต้องการทำธุรกิจที่สุจริตตรงไปตรงมา
แต่พวกนี้จะอยู่ไม่ได้ในสังคม ต้องเจ๊งไปตามๆกัน
พวกที่สามารถอยู่ได้ก็ต้องทนกับการจัดทำ "แคตตาล็อก" ต่อไป ซึ่งนับวัน ค่าจัดทำก็ยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่า กิจกรรมเลือกชมสินค้าจาก "แคตตาล็อก" รอบๆห้องประชุมนั้นน่าสนใจกว่ากิจกรรมในห้องประชุมเป็นไหนๆ
มีเพื่อนๆครูโรงเรียนมัธยมจำนวนมากทุกภาคในประเทศไทย
เล่าให้ฟังพร้อมกับการถอนหายใจว่า
รัฐบาลจัดสรรเงินให้นักเรียนได้ซื้อหาวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาหัวละสองร้อย
กว่าบาท นักเรียนจำนวนมากไปติดต่อร้านค้าในเมืองเพื่อ "ซื้อใบเสร็จรับเงิน" ตัวอย่างเช่น นักเรียนมัธยมต้นได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ 210 บาท
แต่ไปฮั้วกับทางร้านค้า ซื้อใบเสร็จใบละ 60 บาท นักเรียนได้เงินเปล่าๆไปใช้
150 บาท ผมถามเพื่อนๆครูเหล่านั้นว่า แล้วตรวสอบไม่ได้หรือ ครูตอบว่า
ใครจะมานั่งตรวจสอบสินค้าในใบเสร็จแต่ละใน นักเรียนกี่พันคน ลำพังงานสอน
งานตรวจการบ้าน งานกิจกรรมอื่นๆของโรงเรียน ครูก็จะตายอยู่แล้ว

เมื่อพูดถึง "การพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล" ผมได้ฟังเพื่อนๆครูและผู้บริหารโรงเรียนหลายคนแล้วรู้สึกขัดหูมาก ปี 2553
มีโรงเรียนในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลอยู่ 500 โรงเรียน ในจำนวนนี้
มีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายโรงเรียนมาติดต่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานสากล
หลายโรงเรียนพยายามจัดทำโครงการให้ครูในโรงเรียน "สอนเป็นภาษาอังกฤษ"
ทั้งๆที่ผมเห็นครูในโรงเรียนแม้สอนเป็นภาษาไทยยังมีที่ผิดทางวิชาการอยู่มาก
และหากสอนเป็นภาษาอังกฤษไม่ยิ่งไปใหญ่หรือ
ผมมีลูกชายที่เคยเรียนในโรงเรียนเอกชนที่สอนสองภาษาโรงเรียนแรกของประเทศไทย
เห็นครูชาวต่างชาติสอนลูกผิดมากมาย จนต้องไปบอกทางโรงเรียน
หรือแม้แต่อบรมครูให้โรงเรียนฟรีๆ

สมัยก่อนตอนที่ผมเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินในเยอรมนี
อาจารย์ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน โรงเรียนในความดูแลของมหาวิทยาลัย
ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน
คุณภาพของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมก็อยู่ในระดับมาฐานสากล
ไม่เห็นว่าเขาต้อง "สอนเป็นภาษาอังกฤษ" เลย แต่แน่นอนนักเรียนต้องรู้ภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2 ภาษา
เมื่อหลายปีก่อน ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายและเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยโตเกียว
และได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยโตเกียว
ใครๆก็รู้ว่า
ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้นเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่ในระดับ
มาตรฐานสากล แต่ผมก็เห็นเขาสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น เด็กนักเรียนและนักศึกษาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำไป
ผมลองสังเกตครูไทยจำนวนมากเวลาไปประชุมในต่างประเทศ
ก็มักจะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง
แม้ว่าจะมีครูจำนวนมากที่สามารถพูดได้ดี
แต่นั่นก็ไม่ใช่ครูส่วนใหญ่ที่อยู่ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลที่จะต้อง
สอนเป็นภาษาอังกฤษ
คำถามที่อยู่ในใจผมตลอดเวลาก็คือ "การสอนเป็นภาษาอังกฤษจะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลจริงหรือ" ในเมื่อสอนเป็นภาษาไทยยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร
ผมเองไม่ได้ต่อต้านการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมเห็นว่าการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลก็คือทำอย่างไรก็ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ (ด้วยถาษาอะไรก็ได้)
ที่สามารถทำให้นักเรียนมีความรู้และความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม
โลกอย่างปกติสุขและมีคุณภาพทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ
สามารถมีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล
ใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิต และสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก
มีเรื่องมาฝากคุณครูผู้ถูกบังคับให้สอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยที่ตนเองไม่ค่อยคล่องภาษาอังกฤษ.......
ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง คุณครู"สุดสวย"(นามสมมุติ)และสามีได้รับเชิญไปในงานเลี้ยงของเพื่อนฝรั่ง สามีของคุณครูสุดสวยมาร่วมงานไม่ได้ แต่ก็อาสามาส่งภรรยาที่หน้างาน แค่เพียงผ่านมาส่งแล้วไปไปประชุมต่อ ฝรั่งในงานหลายคนแสดงความสงสารคุณครูสุดสวยมาก คุณครูสุดสวยเองก็แปลกใจที่ทำไมตัวเองจึงแลดูเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่า
มีฝรั่งเข้ามาทักทายสนทนากับคุณครูสุดสวยดังนี้.....
ฝรั่ง: Good evening, Ajarn Sudsuay, how are you?
ครูสุดสวย: Oh! I am fine, thank you and you?
ฝรั่ง: Thank you, I am quite all right. But where is your husband?
ครูสุดสวย: (คุณครูสุดสวยคิดในใจเป็นภาษาไทยว่า สามีของดิฉันเพิ่ง"ผ่านไป" เมื่อสักครู่นี้เอง เธอจึงตอบไปว่า) My husband just "passed away".
ฝรั่ง: Oh! dear. I am so sorry to hear that.
ครูสุดสวย: ???
แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5961 ครั้ง - ดาว 451 ดวง