จบ วท.บ. แล้วเรียนต่อ ป.โท เป็น ผอ.ได้มั้ย | เว็บบอร์ด วิชาการ.คอม

จบ วท.บ. แล้วเรียนต่อ ป.โท เป็น ผอ.ได้มั้ย

โพสต์เมื่อ: 11:52 วันที่ 10 มิ.ย. 2555         ชมแล้ว: 43,995 ตอบแล้ว: 18
วิชาการ >> กระทู้ >> ครูอาจารย์ >> การเรียนการสอน
ก็ตามกระทู้เลยค่ะ เรียนจบวิทย์มาแล้วต่อโท เป็น ผอ. ได้เลยรึป่าว (เพราะตอนนี้ไม่มี ป.บัณฑิตแล้ว) หรือว่าต้องสอบครูก่อนหรืออย่างไร


yotee_som@hotmail.com(119.42.72.231)





จำนวน 18 ความเห็น, หน้าที่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 มิ.ย. 2555 (22:38)

จบ วท.บ. แล้วเรียนต่อ ป.โท เป็น ผอ.ได้มั้ย
จบ ป.เอก มาก็เป็นไม่ได้ครับ

สอบเข้าเป็นครูได้แล้ว ก็ยังเป็น ผอ.ไม่ได้ง่ายๆ


 


 


 


NpEd
ร่วมแบ่งปัน749 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 12 มิ.ย. 2555 (00:07)

เป็น ผอ.ค่ายลูกเสือน่าจะพอได้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 12 มิ.ย. 2555 (09:03)

เป็นทำไม  เป็นแล้วมีความสุขมั้ย


นกแสก
ร่วมแบ่งปัน4188 ครั้ง - ดาว 251 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 15 มิ.ย. 2555 (02:49)

จบ วท.บ. แล้วเรียนต่อ ป.โท เป็น ผอ.ได้มั้ย


ก็ตามกระทู้เลยค่ะ เรียนจบวิทย์มาแล้วต่อโท เป็น ผอ. ได้เลยรึป่าว (เพราะตอนนี้ไม่มี ป.บัณฑิตแล้ว) หรือว่าต้องสอบครูก่อนหรืออย่างไร

จะจบอะไรมา หรือเรียนสูงแค่ไหน หากเป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาที่ดีต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เป็นตัวอย่างแก่ครูใต้บังคับบัญชาและนักเรียน ไม่ใช่ปล่อยให้ภาษาไทยของเราวิบัติเหมือนทุกวันนี้


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 15 มิ.ย. 2555 (23:49)

@คุณแขชนะ -ดิฉันว่าคุณแลดูมีภูมิฐาน น่าจะให้คำตอบที่ดีได้ในสิ่งที่ดิฉันถามนะคะ แต่ไม่น่าตัดสินคนด้วยคำพูดแค่นี้เลย แทนที่จะให้คำปรึกษาหรือคำแนะนำที่ดีเพราะคุณก็ดูเป็นผู้ใหญ่พอ


@คุณนกแสก -ความสุขของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ คุณจะเอาความสุขของในสิ่งที่ตัวเองเป็นมาตัดสินความสุขของคนอื่นมันก็กระไรอยู่นะคะ แล้วความสุขของคุณคืออะไรคะ// ถ้าดิฉันจะบอกว่าความสุขของคุณแน่ใจหรือว่ามันคือความสุขที่แท้จริง คุณจะคิดอย่างไร?


ปล. ดิฉันอยากได้คำตอบที่มีประโยชน์ค่ะ เพราะถ้าดิฉันทราบ คงไม่มาตั้งกระทู้ถามให้พวกคุณแลดูว่าดิฉันโง่หรอกค่ะ เข้าใจนะคะ


winnie_war
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 16 มิ.ย. 2555 (04:55)

จะจบอะไรมา หรือเรียนสูงแค่ไหน
หากเป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาที่ดีต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง
เป็นตัวอย่างแก่ครูใต้บังคับบัญชาและนักเรียน
ไม่ใช่ปล่อยให้ภาษาไทยของเราวิบัติเหมือนทุกวันนี้


ใครช่วยบอกหน่อยครับว่่า คำพูดข้างบนนี้
1. กล่าวตำหนิหรือว่าใครเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า หรือตัดสินใครเฉพาะเจาะจงหรือไม่
2. กล่าวผิด หรือทำให้สังคมเสียหายร้ายแรงตรงไหน
3. กระทู้ในที่สาธารณะนี้ จะต้องจำกัดให้ตอบเฉพาะคำถามของเจ้าของกระทู้เท่านั้นหรือ


หรือว่าสังคมยุคใหม่ ใครจะเป็นผู้อำนวยการสถาบันการศึกษา ใครจะแตะต้อง ติเตือนไม่ได้ จะทำอะไรก็ได้ ผิดเล็กๆน้อยๆ ก็อย่ามาเตือนฉัน เพราะฉันไม่ใช่คนเลว ผิดเล็กๆน้อยๆ เด็กจำเอาไปใช้บ้างก็ไม่เห็นเป็นไร


ต้องขออภัย หากคำพูดของผมข้างบน ที่พิมพ์ด้วยสีแดง ทำให้สังคมไทยเสื่อมทราม


สรุปแล้ว เจ้าของกระทู้เป็นคนดีเลิศ เก่งมาก เฉลียวฉลาดมิได้โง่เขลา และใช้ภาษาไทยได้ดีมาก ประเทศไทยจะโชคดีมากที่ได้คุณเป็นผู้อำนวยการ เพราะมีอารมณ์ขัน และใจกว้าง ขอยกย่องครับ จิงป่าว ชิมิ (พูดแบบรับประทานดัน จะฟังเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้)


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 มิ.ย. 2555 (14:12)

@คุณแขชนะ ด้วยความเคารพนะคะ


ไม่มีใครบอกหรอกค่ะว่าคุณกล่าวถึงบุคคลใด แต่ ณ ที่นี้ที่คุณกล่าวถึงนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจ้าของกระทู้ และตั้งคำถามเกี่ยวกับการเป็น ผอ. และคำพูดของคุณไม่ได้ร้ายแรงหรอกค่ะ ที่จริงก็ควรจะให้คำแนะนำในการตอบคำถาม อย่างเช่นคำที่ว่า "เป็น ผอ.ค่ายลูกเสือน่าจะพอได้" อืม! คำตอบนี้มันมีประโยชน์มากค่ะ!!


สรุปว่า ที่ดิฉันถามนั้นไม่ได้คำตอบที่ดิฉันต้องการเลยค่ะ ถ้าคุณไม่มาตอบมันก็ไม่เห็นเป็นอะไรหรือทำให้ใครเดือดร้อนเลยนะคะ ขอบคุณค่ะที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้ภาษาไทย


winnie_war
ร่วมแบ่งปัน2 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 16 มิ.ย. 2555 (15:15)

ต้องการความคิดเห็น 
พอมีคนแสดงความเห็นก็ไปโกรธเขา เฮ้อ
คุณจะต้องทราบธรรมชาติของการตั้งกระทู้บนอินเตอร์เน็ต
ไม่มีคนที่จะเห็นด้วยกันกับคุณหรือสนับสนุนคุณไปหมดหรอกครับ
คุณเคยได้ยินว่า"ยิ่งสูงยิ่งหนาว"บ้างไหม
คนที่จะเป็น"ผู้อำนวยการโรงเรียน"ได้ก็นับว่ามีระดับที่สูงพอสมควรที่จะต้องว้าเหว่(หนาว)
คนที่เข้ามาใกล้ก็ยากที่จะแยกแยะว่าเป็นพวกที่ตั้งใจทำงาน ประจบสอพลอหรือคอยแทงข้างหลัง
คุณจะต้องมีความหนักแน่นที่จะถูกคนด่าว่านินทาได้
เพียงสมบัติเท่านี้ ผมเห็นว่าไม่ว่าจะเรียนจบอะไรมาก็ไม่สมควรเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน

แต่หลังจากถูกกระทุ้งไปนิดหน่อย ผมเห็นว่าคุณใช้ภาษาไทยได้ดีขึ้นทันตาเห็นทีเดียว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน24876 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 16 มิ.ย. 2555 (22:51)

กระทู้นี้เป็นกรณีตัวอย่าง ที่ใช้สอนคนรุ่นหลังต่อไปได้ครับว่า คุณสบบัติของผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาควรเป็นอย่างไร นอกเหนือจากสำเร็จการศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท มาโดยไม่เคยทำงานหรือสัมผัสชีวิตจริง


นิรันดร์เพื่อนรัก ตอนนี้ผมยังสอนอยู่ที่ตุรกี เราย้ายไปคุยกันต่อที่อื่นดีกว่า มีเรื่องมันๆจะเล่าให้ฟัง >>>> เรื่องเล่าจากอดีตที่โรงเรียนวัดพลับพลาชัย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 23 มิ.ย. 2555 (13:00)

ผมต้องกราบเรียนขออนญาต ท่านผู้อำนวยการเจ้าของกระทู้นี้ ขอนำเรื่องประสบการณ์เกี่ยวกับ "ผอ." (ไม่รู้ว่า ผอ. อะไร ตามชื่อกระทู้) มาเล่าให้ฟัง


มีตัวอย่างอีกหลายอย่าง หลายแง่เกี่ยวกับการเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโท (จริงๆแล้วไม่ควรมีสอนด้วยซ้ำ) คือ.........


วันที่ 15-18 กุมภาพันธ์ 2554 มีการประชุมสัมมนาทางวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี
เรื่อง
โรงเรียนมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล ของสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย  ที่โรงแรมสุนีย์แกรนด์  จังหวัดอุบลราชธานี


ผมมีโอกาสไปบรรยายให้นักศึกษาปริญญาตรี-โทของภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  หลังการบรรยายผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาตใต้ อาจารย์ปิยะ ชนะศักดิ์ ชวนผมมาร่วมกิจกรรมทางวิชาการและประชาสัมพันธ์การประชุมนานาชาติที่เราจะจัดในวันที่ 4-7 กรกฏาคม เนื่องจากผมเป็นกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคใต้


การประชุมเริ่มวันที่ 15 กุมภาพันธ์โดยเป็นการลงทะเบียนทั้งวัน
มีร่วมประชุมราว 2500 คนจากทั่วประเทศ วันที่ 16 กุมภาพันธ์จึงเริ่มกิจกรรมจริง
พิธีเปิดโดย ฯพณฯ พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี
แต่เนื่องจากเครื่องบินโดยสารมีเหตุขัดข้องจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรายการ
โดยท่านประทานจะเปิดในตอนบ่าย 13.00 น.แทน
หลังพิธีเปิดจะเป็นการมอบโล่ผู้บริหารดีเด่น  และตามด้วยการบรรยายพิเศษเรื่อง
การพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล


 



 


มีสิ่งที่น่าสนใจที่ผมสังเกตเห็นก็คือ  เมื่อเวลา 13.00น.พิธีกรได้ประกาศเรียกผู้บริหารเข้าห้องประชุมอยู่นาน ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ ผู้บริหารจำนวนมากยังคงเยี่ยมชมบูธของห้างร้านขายอุปกรณ์การศึกษาที่เปิดแสดงในงาน บางคน ออกไปรับประทานอาหารข้างนอกยังไม่กลับมา บางคนวิ่งเต้นติดต่อรถไปเที่ยวในจังหวัดอุบลฯ บางคนก็วิ่งเต้นหาทัวร์ไปเที่ยวลาว จนกระทั่งห้างร้านต่างๆร่วมกันช่วยประกาศว่าถึงเวลาพิธีเปิดแล้ว ขอความกรุณาผู้บริหารเข้าห้องประชุม
จนในที่สุดไม่มีคนเข้าห้องประชุมอีกแล้ว
ผมสังเตดูด้วยสายตาพบว่ามีผู้เข้าร่วมพิธีในห้องประชุมเพียงร้อยละ
20ของผู้ลงทะเบียนราว 2500 คน ดังแสดงในรูป

 



 


หลังพิธีเปิดและมอบโล่รางวัลแล้ว ท่านองคมนตรีขอกล่าวพิเศษย้ำว่า
ให้ผู้บริหารเน้นเรื่องการพัฒนาคนมากกว่าการสร้างอาคารสถานที่ที่โอ่โถง
หรูหรา เมื่อเสร็จพิธีเปิดก็มีผู้ลุกออกไปนอกห้องอีกเป็นจำนวนมาก เหลือผู้ฟังการบรรยายพิเศษซึ่งเป็นหัวข้องสำคัญของการประชุมอยู่เพียงไม่ถึงร้อยละ 20 ดังรูป

ช่วงเช้าก่อนพิธีเปิด
ผมได้มีโอกาสเดินดูร้านค้าที่นำสินค้าทางการศึกษามาเปิดแสดง
ผู้คนเดินกันอย่างคึกคัก ได้พบผู้บริหารหลายท่านที่ผมเคยร่วมงานด้วย
ห้างร้านต่างๆที่เคยฟังผมบรรยายก็เข้ามาทักทาย หลายคนผมจำได้
หลายคนผมก็จำไม่ได้ เพราะอบรมบรรยายมานับเป็นร้อยครั้งในช่วง 30
ปีที่ผ่านมา ผมได้พบผู้จัดการร้านค้าหลายร้านวิ่งกระหืดกระหอบมา
ผมก็ถามว่ารีบไปไหนมา เขาเหล่านั้นบอกว่าไปหาตู้เอทีเอ็ม
หลายคนบอกผมว่าวันนี้เหนื่อยมาก ผู้อำนวยการหลายคนมาขอรับ "อย่างว่า"
ผมก็ไม่กล้าถามต่อว่า ไอ้"อย่างว่า" มันคืออะไร แต่ผมก็เดาเอาว่ามันคือ
"แคตตาล็อก" สินค้าทางการศึกษา
ผู้จัดการร้านค้าหลายคนเล่าอย่างท้อแท้กับระบบการค้าขายสินค้าทางการศึกษา
ผมได้รู้เรื่องราวอันน่าอัศจรรย์หลายอย่าง
เป็นการบริหารอย่างช่ำชองและละเอียดอ่อนของผู้บริหารการศึกษา
(ที่ไม่ควรเอาไปสอนเยาวชน)


ผบลองสังเกตดู
พวกพนักงานขายของหรือผู้จัดการเวลาพูดกับผู้อำนวยการโรงเรียน
แสนอ่อนน้อมยิ้มแย้ม แต่พอผู้อำนวยการไปแล้ว พูดถึงเรื่อง "แคตตาล็อก"
กลับพูดจาแบบดูถูกดูแคลนเหยียดหยามผู้อำนวยการเหล่านั้นมาก
แต่ก็มีผู้จัดการร้านค้าบางคน เล่าว่า ผู้อำนวยการหลายคนไม่ยอมรับ
"แคตตาล็อก" มีอยู่ร้านหนึ่งเล่าให้ฟัง
พลางชี้นิ้วไปที่ผู้อำนวยการอาวุโสท่านหนึ่ง แล้วแอบกระซิบว่า
ผู้อำนวยการคนนี้ไม่ยอมรับ "แคตตาล็อก" กลับขอให้ทางร้านค้าเปลี่ยน
"แคตตาล็อก" เป็นปัจจัยอื่นที่เอื้อต่อการศึกษาของเด็กยากจนในชนบท
ผมฟังแล้วก็รู้สึกอยากรู้จัก ผมลองแกล้งเข้าไปคุยแนะนำตัว
หาเรื่องคุยทางวิชาการต่างๆ ท่านก็พูดคุยอย่างดี
อ่อนน้อมถ่อมตนมากอย่างน่านับถือ คุยไปคุยมาจึงรู้ว่า
ท่านเป็นนักเรียนเก่าราชสีมาวิทยาลัยรุ่นพี่ผมราว 2-3 ปี เมื่อ 40
กว่าปีมาแล้ว ก็ทำให้ดูสนิทสนมยิ่งขึ้น
ท่านเล่าให้ฟังว่าปีนี้ท่านจะเกษียณแล้ว
ได้หาทางตั้งกองทุนให้นักเรียนยากจนได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียน
ผมฟังแล้วก็รู้สึกชื่นใจ หาก"ย่าโม" ได้รู้ได้เห็น
ผมคิดว่าย่าโมท่านก็คงภูมิใจที่ลูกหลานของท่านทำหน้าที่ "เรือจ้าง"
ได้อย่างมีเกียรติและน่ายกย่องโดยไม่ต้องอาศัย "แคตตาล็อก"


หลังการประชุมที่อุบลราชธานีในวันนั้น
มีบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์การศึกษาและบริษัทหนังสือบางบริษัทมาติดต่อผมให้ไป
จัดการอบรมครูในต่างจังหวัด
เขาบอกว่าเป็นโครงการที่ขายอุปกรณ์การศึกษาแล้วต้องแถมการอบรมครูด้วย
ผมลองคุยถามรายละเอียดต่างๆ ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาก
มีร้านขายหนังสือที่ไปออกร้านบูธเล็กๆเล่าว่า ในช่วงเวลาเพียง 3
วันเขาขายหนังสือได้ราว 4 ล้านบาท (ยังไม่หักค่าใช้จ่าย) แต่เขาต้องจ่าย "ค่าแคตตาล็อก" ไปเป็นเงิน 8 แสนบาท คิดเป็นร้อยละ 20 นี่เพียงบูธเล็กๆเพียงบูธเดียว ในงานมีบูธที่ใหญ่โตกว่านี้อีกมากมาย หากไม่จัดทำ "แคตตาล็อก" ก็ไม่มีโอกาสขายของได้ คนค้าคนขายเขาก็ต้องการทำธุรกิจที่สุจริตตรงไปตรงมา
แต่พวกนี้จะอยู่ไม่ได้ในสังคม ต้องเจ๊งไปตามๆกัน
พวกที่สามารถอยู่ได้ก็ต้องทนกับการจัดทำ "แคตตาล็อก" ต่อไป ซึ่งนับวัน ค่าจัดทำก็ยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จึงเป็นที่มั่นใจได้ว่า กิจกรรมเลือกชมสินค้าจาก "แคตตาล็อก" รอบๆห้องประชุมนั้นน่าสนใจกว่ากิจกรรมในห้องประชุมเป็นไหนๆ 


มีเพื่อนๆครูโรงเรียนมัธยมจำนวนมากทุกภาคในประเทศไทย
เล่าให้ฟังพร้อมกับการถอนหายใจว่า
รัฐบาลจัดสรรเงินให้นักเรียนได้ซื้อหาวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาหัวละสองร้อย
กว่าบาท นักเรียนจำนวนมากไปติดต่อร้านค้าในเมืองเพื่อ "ซื้อใบเสร็จรับเงิน" ตัวอย่างเช่น นักเรียนมัธยมต้นได้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลคนละ 210 บาท
แต่ไปฮั้วกับทางร้านค้า ซื้อใบเสร็จใบละ 60 บาท นักเรียนได้เงินเปล่าๆไปใช้
150 บาท ผมถามเพื่อนๆครูเหล่านั้นว่า แล้วตรวสอบไม่ได้หรือ ครูตอบว่า
ใครจะมานั่งตรวจสอบสินค้าในใบเสร็จแต่ละใน นักเรียนกี่พันคน ลำพังงานสอน
งานตรวจการบ้าน งานกิจกรรมอื่นๆของโรงเรียน ครูก็จะตายอยู่แล้ว



เมื่อพูดถึง "การพัฒนาการมัธยมศึกษาสู่มาตรฐานสากล" ผมได้ฟังเพื่อนๆครูและผู้บริหารโรงเรียนหลายคนแล้วรู้สึกขัดหูมาก ปี 2553
มีโรงเรียนในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลอยู่ 500 โรงเรียน ในจำนวนนี้
มีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายโรงเรียนมาติดต่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับมาตรฐานสากล
หลายโรงเรียนพยายามจัดทำโครงการให้ครูในโรงเรียน "สอนเป็นภาษาอังกฤษ"
ทั้งๆที่ผมเห็นครูในโรงเรียนแม้สอนเป็นภาษาไทยยังมีที่ผิดทางวิชาการอยู่มาก
และหากสอนเป็นภาษาอังกฤษไม่ยิ่งไปใหญ่หรือ
ผมมีลูกชายที่เคยเรียนในโรงเรียนเอกชนที่สอนสองภาษาโรงเรียนแรกของประเทศไทย
เห็นครูชาวต่างชาติสอนลูกผิดมากมาย จนต้องไปบอกทางโรงเรียน
หรือแม้แต่อบรมครูให้โรงเรียนฟรีๆ



 


สมัยก่อนตอนที่ผมเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินในเยอรมนี
อาจารย์ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน โรงเรียนในความดูแลของมหาวิทยาลัย
ก็สอนเป็นภาษาเยอรมัน
คุณภาพของมหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมก็อยู่ในระดับมาฐานสากล
ไม่เห็นว่าเขาต้อง "สอนเป็นภาษาอังกฤษ" เลย แต่แน่นอนนักเรียนต้องรู้ภาษาต่างประเทศอย่างน้อย 2 ภาษา


 


เมื่อหลายปีก่อน ผมได้รับเชิญให้ไปบรรยายและเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยโตเกียว
และได้มีโอกาสเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมที่อยู่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยโตเกียว
ใครๆก็รู้ว่า
ทั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยโตเกียวนั้นเป็นสถาบันการศึกษาที่อยู่ในระดับ
มาตรฐานสากล แต่ผมก็เห็นเขาสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น เด็กนักเรียนและนักศึกษาพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำไป


ผมลองสังเกตครูไทยจำนวนมากเวลาไปประชุมในต่างประเทศ
ก็มักจะสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง
แม้ว่าจะมีครูจำนวนมากที่สามารถพูดได้ดี
แต่นั่นก็ไม่ใช่ครูส่วนใหญ่ที่อยู่ในโครงการโรงเรียนมาตรฐานสากลที่จะต้อง
สอนเป็นภาษาอังกฤษ


คำถามที่อยู่ในใจผมตลอดเวลาก็คือ "การสอนเป็นภาษาอังกฤษจะทำให้เกิดการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลจริงหรือ" ในเมื่อสอนเป็นภาษาไทยยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร


 


ผมเองไม่ได้ต่อต้านการสอนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ผมเห็นว่าการพัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลก็คือทำอย่างไรก็ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ (ด้วยถาษาอะไรก็ได้)
ที่สามารถทำให้นักเรียนมีความรู้และความสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในสังคม
โลกอย่างปกติสุขและมีคุณภาพทัดเทียมกับประเทศอื่นๆ
สามารถมีทักษะในการค้นคว้าหาความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างมีเหตุผล
ใฝ่หาความรู้ตลอดชีวิต และสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ทั่วโลก


มีเรื่องมาฝากคุณครูผู้ถูกบังคับให้สอนเป็นภาษาอังกฤษ โดยที่ตนเองไม่ค่อยคล่องภาษาอังกฤษ.......


ในงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง คุณครู"สุดสวย"(นามสมมุติ)และสามีได้รับเชิญไปในงานเลี้ยงของเพื่อนฝรั่ง สามีของคุณครูสุดสวยมาร่วมงานไม่ได้ แต่ก็อาสามาส่งภรรยาที่หน้างาน แค่เพียงผ่านมาส่งแล้วไปไปประชุมต่อ ฝรั่งในงานหลายคนแสดงความสงสารคุณครูสุดสวยมาก คุณครูสุดสวยเองก็แปลกใจที่ทำไมตัวเองจึงแลดูเป็นบุคคลที่น่าสงสารมาก เหตุที่เป็นดังนี้เพราะว่า
มีฝรั่งเข้ามาทักทายสนทนากับคุณครูสุดสวยดังนี้.....


ฝรั่ง: Good evening, Ajarn Sudsuay, how are you?
ครูสุดสวย: Oh! I am fine, thank you and you?
ฝรั่ง: Thank you, I am quite all right. But where is your husband?
ครูสุดสวย: (คุณครูสุดสวยคิดในใจเป็นภาษาไทยว่า สามีของดิฉันเพิ่ง"ผ่านไป" เมื่อสักครู่นี้เอง เธอจึงตอบไปว่า) My husband just "passed away".
ฝรั่ง: Oh! dear. I am so sorry to hear that.
ครูสุดสวย: ???


 


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 24 มิ.ย. 2555 (01:24)

จากคำถามในกระทู้....ก็ตามกระทู้เลยค่ะ เรียนจบวิทย์มาแล้วต่อโท เป็น ผอ. ได้เลยรึป่าว (เพราะตอนนี้ไม่มี ป.บัณฑิตแล้ว) หรือว่าต้องสอบครูก่อนหรืออย่างไร


ผู้อำนวนการทั้งหลายที่อยู่ในการประชุมที่เล่าข้างต้นนั้น ล้วนแล้วแต่จบสายวิชาชีพครู ปริญญาโท-ปริญญาเอก จบมาแล้วก็เป็นผู้อำนวยการได้(ตามที่ถามในกระทู้) แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า ใครจะเป็นตัวอย่างให้เยาวชนได้เรียนรู้ต่างหาก ประธานที่ประชุมซึ่งเป็นถึงองคมนตรีมาเปิดงานแต่มีคนในห้องประชุมเพียงร้อยละ 20 เราจะสอนเรื่องมารยาทและความเหมาะสมในสังคมให้แก่เด็กอย่างไร หรือว่า......ขอยืมแนวคิดของเจ้าของกระทู้ในความเห็นที่ 5 มาพูดว่า ...........ไม่น่าตัดสินคนด้วยพฤติกรรมแค่นี้เลย


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 29 มิ.ย. 2555 (13:19)

1. จบ วท.บ. ตอนนี้ยังไม่มีสิทธิ์สมัครสอบเป็น "ครูผู้ช่วย" (ตำแหน่งแรกของคนที่ได้รับการบรรจุเป็นครูใหม่ ๆ ทุกคนในปัจจุบันนี้) ต้องมีใบประกอบวิชาครู จึงจะมีสิทธิ์สมัครสอบ การเป็นครูผู้ช่วยนั้นจะเหมือนกับเป็นช่วงเวลาทดลองงานระยะเวลา 2 อย่างน้อย 2 ปี จึงจะปรับเข้าสู่ตำแหน่ง ครู คศ.1


2. คนที่จะเป็น ผอ.โรงเรียน (เข้าใจว่าต้องการถามถึงตำแหน่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ในคำถามไม่ได้ระบุชัด อาจต้องการให้คนอ่านตีความเอาเอง) นั้นเขาจะกำหนดว่าต้องเป็น"ครู" (ไม่นับตอนที่เป็นครูผู้ช่วยด้วยนะ) มาแล้วกี่ปี ถึงจะมีสิทธิ์ไปสมัครสอบ(คัดเลือก)เป็น ผอ.โรงเรียน


3. จบวิทย์แล้วต่อโท ยังไงก็เป็น ผอ.โรงเรียนไม่ได้ จ๊ะ ดูคำตอบข้อ 1 และ 2


4. เขาไม่มีการรับสมัครคน(ภายนอกที่จบใหม่ ๆ หรือไม่ได้เป็นครูมาก่อน) เข้าสู่ตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนโดยตรง จ๊ะ


สรุปว่า


1. ถ้าอยากเป็น ผอ.โรงเรียน ต้องเรียนจบ ป.ตรี แล้วไปเข้าระบบให้ได้ใบประกอบวิชาชีพครู จากนั้นจึงไปสอบเป็นครูผู้ช่วย ปรับเข้าสู่ตำแหน่ง "ครู" หลังจากนั้นอีก 5 ปี - 10 ปี จึงจะมีสิทธิ์ไปสอบคัดเลือกเป็น ผอ.โรงเรียน 


2. ป.โท นั้นยังไม่จำเป็นต่อการเข้าเป็นครูผู้ช่วย ควรรอว่าได้เป็นครูแล้วจึงค่อยไปเรียนต่อ และควรเรียนต่อด้าน/สาขาที่เกี่ยวกับ "การบริหารการศึกษา" จะดีกว่า(หมายถึงมีคะแนนในการคัดเลือกมากกว่าคนที่จบ ปโท สาขา อื่น ๆ จ๊ะ


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 3 ต.ค. 2555 (21:51)
ถึง คุณนิรันดร์ คุณ แขชนะ

ผมเห็นด้วยกับคุณเจ้าของกระทู้ นะครับ คำถามนี้เป็นการถามเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ ทางวิชาการ บางทีถ้าผมเป็นเจ้าของกระทู้ก็อาจจะโกรธก็ได้นะครับ เพราะว่า เขาอาจจะจริงจังกับคำถามที่เขาถามมา อีกอย่าง website นี้ชื่อ vcharkarn อาจจะเขียนทับศัพท์ว่าวิชาการดังนั้นสิ่งที่ได้น่าจะเป็นคำตอบ วิชาการมากกว่าการพูดเล่นยั่วยุหรือทำให้ผู้อื่นเกิดความเข้าใจผิดก็ได้
who name is .... (IP:101.109.225.211)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 3 ต.ค. 2555 (23:25)

เรียนเพื่อนสมาชิก


เพื่อให้มีความเป็น "วิชาการ" กรุณาเข้ามาตอบให้ตรงกับเรื่องเฉพาะของเจ้าของกระทู้เท่านั้น การแสดงความคิดเห็นต่างไป หรือ "ยั่วยุให้เขียนภาษาไทยให้ถูกต้อง" ถือว่า "ไม่ใช่วิชาการ" (มั้ง!) ใครจะเขียนภาษาไทยอย่างไรก็ช่าง เพราะมันจะเป็นวิชาการทั้งนั้น จิงป่าว ภาษาไทยจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เพราะประเทศเรามีความเป็นอิสระ ฉันมีสิทธิ์เขียนอย่างไรก็ได้ อย่ามายุ่ง ชิมิ?


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 13 พ.ย. 2555 (14:02)
คนเราเขาอาจพิมพ์ผิดไม่ได้ตั้งใจก็ได้คะ อย่าเครียดเกินไปเลย นิดๆหน่อยๆก็อย่าคิดมากเลยคะ
ขอบคุณสำหรับคนให้ความรู้เรื่อง ผอ.นะคะ จบ วิศวะแต่อยากกลับบ้านไปพัฒนาเด็กๆอยู่พอดี คงต้องไป สอบใบประกอบวิชาชีพครู
ก่อนสินะคะ แล้วไปสอน และก็สอบบรรจุ ทำงานไปก่อน แล้วก็ไปต่อโท บริหาร สถานศึกษา ทำงานเป็นครู 5 ปีขึ้นไปสินะคะ
ถึงจะสอบ ผอ.ได้ อันนี้เข้าใจถูกแล้วใช่ไหมคะ ขอบคุณมากคะ จะทำตามที่แนะนำคะ ดิฉันจะทำความรู้และเทคโนโลยีที่ได้เรียนรู้
จากการทำงานไปถ่ายทอดให้เด็กๆ ทำในสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้คะ
ยากกลับบ้าน (IP:223.204.196.211)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 15 พ.ย. 2555 (00:18)

จะเป็นผู้บริหาร อย่าทำให้ วัฒนธรรมไทย ต่ำไปกว่านี้ โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางภาษา
"นิดๆหน่อยๆก็อย่าคิดมากเลยคะ" นี่สิครับที่ทำให้สังคมไทยเป็นแบบนี้ สังคมทรามลงเพราะคนในสังคมเพิกเฉย
อย่าคิดมาก กับ จงมักง่าย มันต่างกันไหมครับ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน5967 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 15 พ.ย. 2555 (15:01)

เมื่อสอบบรรจุเป็นครูได้แล้ว เรียนต่อ ป.โท บริหารการศึกษา จากนั้นไปสอบเป็นผู้บริหาร ถ้าสอบเก่งก็อาจจะสอบได้ แต่เขาก็มีเกณฑ์อื่น ๆ อีกเยอะ เช่น อายุตัว อายุราชการ วุฒิการศึกษา ผลงานที่ทำมามีความดีเด่นมากน้อยอย่างไร ระดับเขตพื้นที่ จังหวัด ภาค ประเทศ ล้วนมีคะแนนประเมินทั้งสิ้น อีกอย่างหนึ่งการทำงาน(รับราชการ)มีองค์ประกอบอีกมาก ๆ ทั้งเพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชาตามสายงาน ถ้าเจอที่ดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอที่ไม่ดีก็แทบจะทนอยู่ไม่ไหว 


พิทยา
ร่วมแบ่งปัน276 ครั้ง - ดาว 153 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 14 พ.ค. 2556 (20:34)
263749


ผมคนหนึ่งที่เข้ามากระทู้นี้เพื่อที่หวังว่าจะได้คำตอบหรือแนวทางที่จะพอให้รู้แจ้งมากยิ่งขึ้นแต่ก็อย่าที่เห็น


SongyotSee
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม
Google  
ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
อีเมล : star@vcharkarn.com
โทรศัพท์ : 02-9620127
Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
Page generated in0.0352 seconds !