ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 21 ก.ค. 2555 (13:42) หนทางการช่่วยกันลดโลกร้อนนั้นสามารถทำได้ทุุกท่านอยู่ที่ความตระหนักในปัญหานั้นหรือไม่ และสามารถช่วยกันได้ในทิศทางที่แตกต่างกันไป ขอเสนอแนวทางที่ทำได้ง่ายมากที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารของท่านเอง หากพิจารณาจากรูปแบบการบริโภคของผู้คนทั่วโลกมี 3 แบบคือ
บริโภคทั้งสัตว์ และพืชทุกชนิดที่เป็นอาหารได้ ( Non-vgetarian)
บริโภคพืชเป็นหลักร่วมกับนมวัวและไข่ ( Lacto-ovo vegetarian)
บริโภคอาหารที่ได้มาจากพืช ที่เรียกว่ามังสะวิรัต (Pure vegetarian)
มีรายงานระบุว่าพลังงานที่ใช้ในการผลิตอาหารที่มาจากพืชนั้นต่ำกว่าอาหารที่มาจากพืช ดังนั้นท่านที่บริโภคแบบมังสะวิรัตจึงถือว่าท่านได้ช่วยลดโลกร้อนแล้ว ส่วนท่านที่อยากช่วยก็ทำได้ง่ายโดยบริโภคอาหารจากพืชให้มากขึ้น ซึ่งช่วยทั้งสุขภาพของตัวท่านเอง และยังช่วยลดโลกร้อนได้ด้วย
saisanom@hotmail.com (IP:124.121.162.168)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 27 ก.ค. 2555 (21:39) การผลิตอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต้องใช้พลังงานมากกว่าการผลิตอาหารจากพืชก็จริง แต่การผลิตเนื้อสัตว์ที่ต่างชนิดกันก็ใช้พลังงานต่างกัน มีข้อมูลมาบอกเพื่อให้ท่านที่มีหัวใจที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้เลือกบริโภค
การผลิตเนื้อไก่ใช้พลังงานต่ำที่สุดเพื่อให้ได้ส่วนเนื้อที่นำมาบริโภคปริมาณ 1 กิโลกรัม
การผลิตเนื้อหมูใช้พลังงานสูงกว่าเพื่อให้ได้ส่วนเนื้อที่นำมาบริโภคปริมาณ 1 กิโลกรัม
การผลิตเนื้อวัวและเนื้อแกะใช้พลังงานสูงที่สุดเพื่อให้ได้ส่วนเนื้อที่นำมาบริโภคปริมาณ 1 กิโลกรัม และใช้พลังงานมากกว่าการผลิตเนื้อไก่ประมาณ 5 เท่า และมากกว่าการผลิตเนื้อหมูประมาณ 2 เท่า
มีหลายท่านที่ไม่บริโภคเนื้อวัว ซึ่งถือว่าท่านได้ช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้ว
saisanom@hotmail.com (IP:124.122.26.20)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 7 ส.ค. 2555 (14:00) การใช้พื้นที่ทางการเกษตรเพื่อการเลี้ยงสัตว์จะใช้มากกว่า การปลูกพืช มีรายงานการศึกษา เปรียบเทียบไว้ พบว่าการปลูกพืชอาหารที่ให้แป้งทีเป็นแหล่งให้พลังงานแก่ร่างกายจะใช้พื้นที่เพียง 1/4 ของพื้นที่ในการเลี้ยงสัตว์ ในการให้พลังงานกับร่างกายเท่ากัน ท่านควรบริโภคอาหารที่ผลิตได้ในท้องถิ่นตามฤดูกาล และทำการผลิตด้วยระบบ ปลอดสาร (organic) เพื่อการลดภาวะโลกร้อนอย่างง่ายๆด้วยตัวท่านเอง
saisanom@hotmail.com (IP:115.87.22.91)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 18 ส.ค. 2555 (19:12) ถ้าท่านมีพื้นที่ว่างและต้องการช่วยลดภาวะโลกร้อน จงปลูกต้นไผ่ไว้จะช่วยได้มากกว่าปลูกพืชชนิดอื่น เพราะมีรายงานว่าต้นไผ่จะช่วยดูดซับกาซคาร์บอนไดออกไซด์ และปลดปล่อยออกซิเจนให้บรรยากาศได้สูงกว่าพืชชนิดอื่นๆ 3-4 เท่า ช่วยเสริมความสมบูรณ์ของดิน หน่ออ่อนใช้บริโภคได้ด้วย ถ้ามีมากก็ทำหน่อไม้ดองเก็บไว้ได้นาน
saisanom@hotmail.com (IP:124.121.168.196)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 24 ส.ค. 2555 (22:38) นอกจากที่กล่าวแล้วหากท่านต้องการมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน กรุณาเลือกบริโภคอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด เช่นเลือกกินข้าวกล้องที่ไม่ต้องขัดสีให้เปลืองพลังงานและยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าข้าวขัดขาว ได้ประโยชน์ทั้งสองทางดีไหมคะ
saisanom@hotmail.com (IP:115.87.18.200)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 9 ก.ย. 2555 (14:46) พฤติกรรมการบริโภคอีกประเด็นที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ และท่านทำได้ง่ายที่สุดคือ การกินอย่างพอเพียงไม่กินทิ้งกินขว้าง เพราะอาหารทุกจานที่วางอยู่ให้ท่านบริโภคนั้นทีระยะทางเดินที่ยาวมาก และแต่ละก้าวก็ต้องใช้น้ำใช้พลังงานในการผลิตมาอย่างมากมายหากท่านกินหมดถือว่าคุ้มประโยชน์ แต่ถ้ากินครึ่งทิ้งครึ่งถือเป็นการสิ้นเปลือง และยังก่อปัญหาเพิ่มขยะที่ต้องทิ้งแล้วเข้าสู่กระบวนการกำจัดที่ต้องใช้พลังงานและเพิ่มกาซที่ส่งผลต่อโลกร้อนอีก จะเห็นว่าการลดภาวะโลกร้อนทุกท่านทำได้ อยู่ที่จิตสำนึกของท่านเอง
saisanom@hotmail.com (IP:115.87.30.89)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 ก.ย. 2555 (12:37) การตระหนักถึงภัยที่คุกคามโลกจากภาวะโลกร้อน ประกอบกับการคาดการณ์ของหน่วยงาน FAO ที่ประกาศว่า ในปี 2030 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นอีกโดยเฉพาะผู้สูงอายุุุ จึงส่งผลให้ประชากรทั่วโลก ต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น 40% ต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้น 40% และต้องการอาหารเพิ่มขึ้น 50% ทำให้ทุกประเทศตระหนักถึงความเสี่ยงด้านความอดหยากทีจะเกิดขึ้นมากขึ้นจากที่ปรากฏอยู่แล้วในบางประเทศ องค์กรระดับโลกจึงผลักดันให้ทุกประเทศเตรียมรับมือสถานะการณ์ด้วยการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร ( Food security) ขึ้นในประเทศของตน แม้ไทยเราที่ต้องการเป็นครัวโลกก็คงประมาทไม่ได้นะคะ
saisanom@hotmail.com (IP:124.121.122.91)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 29 ก.ย. 2555 (13:20) การผลิตอาหารเพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ นอกจากต้องมีคุณภาพและปลอดภัยอร่อยถูกใจผู้บริโภคแล้ว ผู้ผลิตยังต้องตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทบต่อภาวะโลกร้อน โดยต้องใช้ความพยายามในการใช้น้ำและพลังงานในการผลิตให้ต่ำที่สุด มีกากเหลือทิ้งทั้งในรูปขยะและน้ำทิ้งต่ำที่สุด เพราะผู้บริโภคที่สนใจในการลดโลกร้อนจะเน้นให้ผู้ผลิตแสดงฉลากสินค้าด้านสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย ที่รู้จักกันดีและเริ่มใช้แล้วคือฉลากแสดง Carbon Footprint ถ้าสินค้าใดมีค่าดังกล่าวสูงแสดงว่าสินค้านั้นมีส่วนทำให้เกิดภาวะโลกร้อนสูง นอกจากนี้ยังจะนำฉลากที่เรียกว่า Water Footprint มาใช้เพื่อช่วยลดการใช้น้ำในการผลิตด้วย นับว่าเป็นมาตรการที่ดีในการประหยัดทรัพยากรให้ยั่งยืนมีใช้จนถึงลูก หลาน เหลน
saisanom@hotmail.com (IP:124.122.221.208)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 ต.ค. 2555 (20:58) ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง water footprint ที่นำมาใช้ที่กล่าวแล้วแม้แต่ด้านการเกษตรก็ให้แสดงค่าดังกล่าวด้วย และพิจารณาลึกถึงแหล่งน้ำดิบที่นำมาใช้ด้วย โดยแบ่งแหล่งน้ำดิบออกเป็น 3 แหล่งคือ
1. Green water คือน้ำที่ได้มาจากฟากฟ้า หรือหยาดน้ำฟ้าซึ่งได้แก่ น้ำฝน ลูกเห็บ หิมะ และความชื้นในบรรยากาศ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำอื่น
2. Blue water คือน้ำผิวดิน (surface water) ได้แก่น้ำใน แม่น้ำ ลำธาร และหนอง คลอง บึง รวมถึงน้ำในเขื่อนเก็บกักน้ำทั้งหลายและน้ำใต้ดินที่นิยมเรียกว่าน้ำบาดาลที่ต้องขุดขึ้นมาใช้ ในแง่การนำน้ำมาใช้ประโยชน์ดั้งเดิม จะแยกเป็น 2 แหล่งโดยพิจารณาจากสมบัติน้ำที่แตกต่างกัน
3. Grey water คือน้ำที่ใช้แล้วเป็นน้ำเสียที่ต้องผ่านการบำบัดให้เหมาะสมก่อนจะปล่อยลงแม่น้ำลำคลองได้ น้ำแหล่งนิ้หากผ่านการบำบัดให้สะอาดจะสามารถกลับมาใช้ใหม่ได้ จึงถือว่ามีความสำคัญในอนาคตเมื่อโลกเราประสบกับความแห้งแล้ง
saisanom@hotmail.com (IP:58.11.212.42)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 15 ต.ค. 2555 (20:47) ช่วงนี้เป็นเทศกาลกินเจ การชักชวนในทุกกรณีในการกินเจจะเน้นด้านศาสนาเป็นหลักในแง่ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีการกล่าวถึงการกินเจในแง่การช่วยลดโลกร้อนเลย ความจริงถ้าหากเชิญชวนในประเด็นนี้ด้วยน่าจะมีผู้กินเจเพิ่มขึ้นอีก เพราะถือว่าได้บุญมากเป็นสองเท่า อย่างไรก็ตามต้องชื่นชมกับเทศกาลกินเจเป็นอย่างยิ่ง หากกินต่อไปเป็นประจำคงจะดีมากๆ
saisanom@hotmail.com (IP:115.87.42.78)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 12 พ.ย. 2555 (19:23) การจัดการความมั่นคงทางอาหารภายใต้สภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องที่ต้องร่วมด้วยช่วยกันในทุกมิติ เพราะเป็นเรื่องยากผลผลิตทางการเกษตรจะลดลงอย่างแน่นอนจากผลของภาวะความแห้งแล้งที่ประสบอยู่ แม้ผลผลิตที่เป็นอาหารลดลงหากสามารถใช้เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเข้าช่วยเพื่อลดการสูญเสีย ซึ่งมีรายงานชัดเจนว่าการสูญเสียช่วงหลังการเก็บเกี่ยวมีสูงถึงร้อยละ 20-25 การจัดการเพื่อลดปัญหาดังกล่าวได้นับเป็นทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารได้
saisanom@hotmail.com (IP:110.169.165.149)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 29 พ.ย. 2555 (19:58) เป็นที่รับรู้ทั่วไปว่าการผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรภายใต้ภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้สูญเสียพื้นที่แหล่งผลิตไปอย่างแน่นอน ส่งผลให้เกิดการผันผวนของวัตถุดิบ นับว่าเป็นเรื่องยากในการมุ่งแต่จะเพิ่มผลผลิต ขอเสนอให้แก้ปัญหาด้วยการบูรณาการความรู้ทุกสาขาเข้ามาปฏิบัติร่วมกัน เริ่มด้วยการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวที่กล่าวแล้ว การใช้วัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสียในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต หาวิธีนำของเหลือทิ้งที่ยังใช้ได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ นำความรู้ทางการบรรจุให้สามารถเก็บไว้ได้นานนำส่งถึงผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงรวดเร็วและปลอดภัย ต้องปรับปรุงระบบ logistic ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำอย่างเร่งด่วน การจะบรรลุผลดังกล่าวได้คงต้องอาศัยการลงทุนด้านการศึกษาวิจัยเพิ่มขึ้นเพื่อนำมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโดยผู้ที่รู้ตรงในด้านนั้นๆ คงไม่สามารถใช้การลองผิดลองถูกที่สูญเสียทั้งเวลาและเงินทอง
saisanom@hotmail.com (IP:171.97.161.113)