ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 30 ก.ค. 2555 (11:01) คำเฉลยนี้ก็ยังไม่ถูกอยู่ดีครับ
อย่างแรก โรคหวัดไม่มี "ยาป้องกัน" ใดๆ ไข้หวัด (common cold) เกิดจากเชื้อไวรัสพวก Rhinoviruses ทำให้เยื่อบุจมูกและลำคออักเสบ
ในทางปฏิบัติ เรายังไม่มียาสำหรับ "ป้องกัน" หรือ "ฆ่า" เชื้อไวรัสชนิดนี้ การรักษาโรคหวัดทั้งหมดในปัจจุบันเป็นเพียง "การรักษาตามอาการ" มีไข้ก็ลดไข้ ไอก็แก้ไอ แก้แพ้ ยาปฏิชีวนะ ก็ไม่ได้กินเพื่อฆ่าไวรัสแต่เพื่อฆ่าแบคทีเรียที่แทรกซ้อน
ยาที่เราเรียกติดปากกันว่า "ยาแก้หวัด" ที่จริงแล้ว ไม่ใช่ยาแก้ เป็นเพียงยาผสมที่รักษาตามอาการ
แนวคิดที่ว่า เวลาไปตากฝนให้กินยาแก้หวัก หรือพารา "กันไว้" จึงเป็นเรื่องเข้าใจผิดโดยสิ้นเชืง เพราะยาเหล่านั้นเพียงแก้ไขอาการ ไม่ได้แก้ไขโรค เมื่อยังไม่มีอาการ กินไปก็ไม่มีผลใด
อย่างที่สอง วิตามินซี ไม่ได้ช่วย "รักษา" โรคหวัด (อย่างที่กล่าวไว้ว่าโรคหวัดไม่มียาป้องกันและรักษา)
วิตามินซีเพียง "มีส่วน" ในการสร้างภูมิคุ้มกันเท่านั้น ความหมายคือ หากใครขาดวิตามินซีภูมิคุ้มกันอาจบกพร่องอ่อนแอ ทำให้ติดเชื้อโรคได้ง่าย เป็นหวัดได้ง่าย
ทั้งนี้เพราะให้การสร้างแอนติบอดีและโปรตีนที่เกียวกับระบบภูมิคุ้มกันหลายชนิดต้องใช้วิตามินซีในปฏิกิริยา หากขาดไปกระบวนการย่อมไม่สมบูรณ์
แต่
ในทางกลับกัน การกินวิตามินซีมากๆ จนเกินพอ ไม่ได้ "เพิ่ม" ระดับภูมิคุ้มกันตาม วิตามินซีเพียงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่สิ่งเร่งเร้าเสริมสร้าง
เหมือนรถยนต์ต้องใส่น้ำมันหล่อลื่นจำนวนหนึ่ง เพื่อหล่อเลี้ยงเครื่องยนต์ให้เดินเรียบ ไม่สึกหรอ เป็นสิ่งจำเป็นต่ิอการทำงานของเครื่องยนต์ที่ขนาดไม่ได้
แต่ การใส่น้ำมันหล่อลื่นมากๆๆ จนท่วม ไม่ได้ช่วยให้เครื้่องทำงานดีขึ้น ไม่ได้ช่วยให้วิเร็วขึ้น ไม่ได้ช่วยป้องกันมากขึ้นแต่อย่างได มีแต่เสียเปล่า
th.wikipedia.org/wiki/โรคหวัด
คำถามข้างต้นเอาไว้เล่นขำๆ ก็ไม่มีอะไรเสียหาย เพียงแต่ควรรู้ข้อเท็จจริงควบคู่ไปด้วย จะได้ไม่เข้าใจผิด และปฏิบัติตัวผิดๆ ตอนที่ป่วยเป็นหวัด ซึ่งมีแต่จะส่งผลเสียต่อร่างกายครับ
Ouroboros
ร่วมแบ่งปัน2435 ครั้ง - ดาว 306 ดวง