สนทนากับคุณอังคาร


คุณอังคารคะ โปรดชี้แจงให้ความกระจ่างด้วยค่ะ



ความคิดเห็นที่ 1

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 21:42
  1. นิพพานนี้...
    อยู่ที่นี่ที่นั่นหรือที่ไหน
    หรือขอบของดาราปลายฟ้าไกล
    หรือออกไปนอกขอบจักรวาล
    เขียนได้เท่านี้ก็ต้องเลิก เพราะเหนือสติปัญญาที่จะตอบตัวเองได้
    และเลี่ยงมาเขียนให้ถูกต้องตามหลักว่า
    ฯ...โลกหมุนเวียนเปลี่ยนไปล้วนไตรลักษณ์
    เปิดประตูแห่งมรรคจะพบได้
    ในมรรคนี้มีแปดขั้นบันใด
    ก้าวเข้าไปพานพบนฤพาน


    (ผลงานคุณอังคารค่ะ)




ความคิดเห็นที่ 2

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 21:43

  1. คุณอังคารคะ นึกว่าเป็นสมภารเก่า ฮิฮิ มีความเห็นบางอย่างถามนิดค่ะ นิพพาน คือ อะไรกันแน่คะ หน่อยว่าอย่างคนแก่ที่อายุมากๆเกือบร้อยปีใกล้เสียชีวิตค่ะ แต่ก่อนจบลมหายใจทราบว่าลูกหลานเหลนทุกคนมีความสุขมีงานการดีทุกคน ไม่มีหนี้สินคดโกงใคร มีคู่ครองดีเหมาะสมการศึกษาสูงดี คือทุกคนอยู่ในศีลในธรรมเป็นคนดีที่น่ายกย่องทุกคน รู้สึกดีใจมาก หมดห่วงทุกคน ก่อนหมดลมมีความปิติยินดีมากสุดขีดที่สุดในโลกเลย แล้วก็เสียชีวิตค่ะ อย่างนี้เรียกว่านิพพานได้ไหมคะ คิดว่าน่าจะได้นะคะ เรื่องว่าเกิดใหม่หรือไม่เกิดอีกว่าเป็นแค่อุบายบางประการไหม คะ




ความคิดเห็นที่ 3

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 21:49
  1. คุณหน่อยทราบว่ายังมีผู้ตอบคำถามนี้ได้อยู่หรือ?  smiley
    โดยปัญญาสามัญชนนั้นไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้เลย เหตุว่าปัญญาที่ใช้ใคร่ครวญนั้นอ่อนนัก
    ไม่ใช่ปัญญาอันประหารกิเลสได้ ดังจะได้ยกตัวอย่างตามคัมภีร์วิสุทธิมรรค โดยจะยกมาเฉพาะจุด
    เปรียบเทียบให้เห็นเท่านั้น ดังนี้
    ฯ...ในข้อปฐมปุจฉาที่ถามว่า สิ่งดังฤๅชื่อว่าปัญญานั้น นักปราชญ์พึงสันนิษฐานว่า วิปัสสนาญาณที่สัมปยุต
    ประกอบด้วยกุศลจิตพิจารณาไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั้นแล ได้ชื่อว่าปัญญา
    ในข้อทุติยปุจฉาที่ถามว่า ธรรมชาติที่ชื่อว่าปัญญา ดัวยอรรถาธิบายเป็นดังฤๅนั้น วิสัชนาว่า
    ธรรมชาติซึ่งได้นามบัญญัติชื่อว่าปัญญานั้น ด้วยอรรถว่า ให้รู้โดยประการ อธิบายว่า
    กิริยาที่รู้ชอบ รู้ดี รู้พิเศษ โดยอาการต่างๆ นั้นได้ชื่อว่ารู้โดยประการ
    ถ้าจะว่าด้วยธรรมชาติอันมีกิริยาให้รู้นั้น มี ๓ คือสัญญา ๑ วิญญาณ ๑ ปัญญา ๑ ทั้ง ๓ ประการนี้
    มีกิริยาให้รู้อารมณ์เหมือนกัน แต่สัญญากับวิญญาณ ๒ ประการนี้ ไม่รู้พิเศษเหมือนปัญญา...ฯ
    ฯ...แท้จริง ธรรมทั้ง ๓ ประการ คือ สัญญาและวิญญาณกับปัญญานี้ เปรียบเหมือนชน ๓ จำพวก
    คือ ทารกน้อยๆ ๑ บุรุษชาวบ้านที่เป็นผู้ใหญ่ ๑ ช่างเงินจำพวก ๑ ชน ๓ จำพวกนี้รู้จักกหาปณะ
    และรูปมาสกไม่เหมือนกัน...ฯ
    ถ้าให้ กหาปณะแลรูปมาสกนี้ คือเครื่องประดับ คุณหน่อยคิดว่าคน ๓ จำพวกข้างต้นจะมีความรู้เท่ากันหรือไม่




ความคิดเห็นที่ 4

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 21:50

  1. คุณอังคารคะ นิพพานอธิบายไม่ได้เลยหรือ แล้วทำไมรู้จักได้ ถูกเอ่ยถึงได้ อยากได้เอามาไว้กับเรา มีคุณประโยชน์กับมนุษย์หรือไม่ มนุษย์ชาตินี้ไม่มีความจำเป็นต้องนิพพานก็ได้ จะเหมือนโนเบลไหมไม่ได้ทุกคน น้อยมากที่ฉลาดคิดค้นจนได้ แต่เราไม่ฉลาดพอก็ไม่เป็นไร บางคนพยายามมากที่อยากคว้ามาครอง แต่คนไม่มีไม่สนใจหรือเรียนสาขาอื่นก็ไม่เดือดร้อนต้องเอามาไว้กับเราเลย คือพอมีการค้นพบก็ยินดีมากและรอดูการเปลี่ยนแปลงจากการค้นพบโดยไม่คิดจะคิด อะไรเลยค่ะ คล้ายกันไหมคะ




ความคิดเห็นที่ 5

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 21:57
  1. นิพพานอธิบายไม่ได้เลยหรือ?
    อธิบายได้โดยท่านผู้ถึงนิพพานแล้วเท่านั้น
    แล้วทำไมรู้จักได้?
    เพราะผู้ที่รู้แล้วอธิบายให้ฟัง
    ยกตัวอย่างคำถามคำตอบระหว่างพระเจ้ามิลินท์และพระนาคเสน ลองพิจารณาดังนี้ครับ
    ปฏิสนธิคหณปัญหาที่ ๖
    ครั้งนั้นพระเจ้ามิลินท์ภูมินทรบดี จึงมีพระราชปุจฉาถามอรรถปัญหาอันอื่นต่อไปว่า
    ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้าคนที่ตายไปแล้ว จะไม่ปฏิสนธิเกิดมาเป็นร่างกายจิตใจ
    สูญไปนี้ จะมีบ้างหรือ หรือว่าไม่มี
    พระนาคเสนได้ฟังพระราชโองการฉะนี้จึงถวายพระพรว่า ดูรานะมหาบพิตร
    คนบางจำพวกได้ดับจิตแล้วไม่เกิดอีกก็มี ที่กลับมาเกิดอีกก็มี
    พระเจ้ามิลินท์ภูมินทรบดีจึงซักถามต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระผู้เป็นเจ้าว่า
    บุคคลที่ดับจิตไม่ได้เกิดอีกนั้น ได้แก่คนจำพวกใด คนที่ดับจิตตายไปแล้ว
    กลับเกิดใหม่นั้น ได้แก่คนจำพวกใด นิมนต์วิสัชนาไปให้แจ้งก่อน
    พระนาคเสนถวายพระพรว่า "มหาราชา" ดูรานะบพิตรคนที่มีราคาทิกิเลส
    ดับจิตแล้วเกิดใหม่ ที่หากิเลสมิได้ดับจิตแล้วไม่เกิดอีก ขอถวายพระพร
    พระเจ้ากรุงมิลินท์จึงย้อนถามว่า ก็พระผู้เป็นเจ้านี้เล่าดับจิตแล้วจะเกิดไหม
    หรือว่าไม่เกิดอีกในภพเป็นประการใด
    พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า "มหาราชา" ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ
    ถ้าว่าอาตมาประกอบไปด้วยกิเลส ดับจิตไปก็ต้องเกิดใหม่ ถ้าว่าอาตมาหากิเลสมิได้
    ก็จะดับสูญไปไม่เกิดอีกขอถวายพระพร
    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นสาคลนคร ก็มีพระราชโองการสรรเสริญว่า
    พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้สมควรแล้ว
    ปฏิสนธิคหณปัญหาที่ ๖ จบเท่านี้
    มนสิการปัญหาที่ ๗
    สมเด็จพระเจ้ามิลินท์ปิ่นกษัตริย์มีพระราชโองการตรัสถามอรรถปัญหาต่อไปว่า
    ข้าแต่พระนาคเสนผู้เป็นเจ้า โยมนี้ยังสงสัยอยู่ ด้วยบุคคลไม่ปฏิสนธิคือไม่เกิดใหม่นั้น
    ไม่เกิดใหม่ด้วยโยนิโสมนสิการดังฤๅ
    พระนาคเสนถวายพระพรว่า "มหาราชา" ดูรานะบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ
    ในศฤงคาร บุคคลไม่ปฏิสนธิเกิดใหม่นั้นด้วยโยนิโสมนสิการกับกุศลธรรมอื่นที่
    บำเพ็ญไว้แต่ก่อน มีบารมีเต็มตามกำหนดให้สำเร็จพระนิพพานอีกกับปัญญาพร้อม
    ด้วยสิ่งสามประการนี้จึงมิได้เกิดใหม่ ขอถวายพระพร
    พระเจ้ามิลินท์ภูมินท์มีพระราชโองการซักถามว่า ข้าแต่พระนาคเสนผู้มีปรีชาญาณ
    โยนิโสมนสิการนั้นไม่ใช่ปัญญาหรือประการใด
    พระนาคเสนวิสัชนาแก้ไขว่า โยนิโสมนสิการมิใช่ปัญญาและโยนิโสมนสิการนั้น
    มีในสันดานแห่งสัตว์ทั้งหลาย คือวัวควายช้างม้า สรรพสัตว์ทั้งปวงเหล่านี้ และสัตว์
    ดังพรรณามานี้จะได้มีปัญญาหามิได้ มีแต่โยนิโสมนสิการ ขอถวายพระพร
    มนสิการปัญหาที่ ๗ จนเท่านี้




ความคิดเห็นที่ 6

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 21:58

  1. คุณอังคารคะ ขออภัยที่ให้รอ เพราะเข้าใจยากมากต้องอ่านซ้ำไปมาหลายรอบ โดยเฉพาะโยนิโสมนสิการมีในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดหรือค่ะ คืออะไรคะเป็นพวกลมหายใจหรือไม่ พออ่านเข้าใจบ้างก็รู้สึกสนุกเหมือนกันเพราะได้อ่านภาษาธรรมะน้อยค่ะ สมัยนี้ผู้ที่บรรลุเหมือนพระนาคเสนไม่มีแล้วหรือมีค่ะ การเวียนว่ายตายเกิดสมัยนี้พิสูจน์ได้แล้วนิค่ะว่าเป็นเรื่องไม่จริง เรารู้จักสิ่งมีชีวิตมากมายทั้งวงจรชีวิตรู้จักแม้แต่จุลินทรีย์จุลชีพค่ะ ขอโทษก่อนว่ามิได้ต่อต้านนะคะเพราะรู้มาทางนี้สวนทางกันค่ะ




ความคิดเห็นที่ 7

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 22:00
  1. ไม่เป็นไรครับ รู้ไปทางเดียวกัน รู้สวนทางกัน บางทีจะรวมเรียกว่าไม่รู้เหมือนกันก็ได้ครับ  smiley
    ถ้าจับเอาตามพระนาคเสนกล่าวถึงสรรพสัตว์ทั้งปวง มีโยนิโสมนสิการ ก็หมายความว่าสัตว์ทั้งปวงครับ
    ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิต จะมีโยนิโสมนสิการด้วยหรือไม่ ผมไม่แจ้งในข้อนี้
    โยนิโสมนสิการคำนี้ ศัพท์พุทธศาสตรฺ์เขียนไว้กว้างๆ บางทีจะเข้าใจยากสักหน่อย (ขอติดไว้ก่อน)
    อ่อ...พระนาคเสนแจกแจงไว้แล้วนี่ว่า
    โยนิโสมนสิการนั้น มีลักขณะให้อุตสาหะมีพยายามความเพียรประการ ๑
    มัลักขณะจะถือเอาให้ได้ เหมือนกับสัตว์เป็นต้น ว่าแพะลาโคมหิงสา ถึงผูกไว้ก็คงจะดิ้นไปกินหญ้านั้น
    สมัยนี้ผู้ที่บรรลุเหมือนพระนาคเสนไม่มีแล้วหรือมีค่ะ
    ถ้าท่านผู้ใดถึงพร้อมด้วยองค์สาม คือโยนิโสมนสิการ ๑ บารมีเต็มตามกำหนดให้สำเร็จพระนิพพาน ๑
    กับอีกมีปัญญา ๑ ผมคิดว่าก็ยังคงมีผู้บรรลุเกิดขึ้นได้ครับ
    การเวียนว่ายตายเกิดสมัยนี้พิสูจน์ได้แล้วนิค่ะว่าเป็นเรื่องไม่จริง
    อ่อ...เขาพิสูจน์กันอย่างไรหรือครับ?




ความคิดเห็นที่ 8

Ankkarn
7 เม.ย. 2556 22:32

  1. สนทนาที่นี้ก็ดีเหมือนกันครับ

     




ความคิดเห็นที่ 9

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 22:47
  1. คุณอังคารคะ การศึกษาทางชีววิทยาที่ศึกษาความเป็นไปของสิ่งมีชีวิต วงจรชีวิต การดำรงชีพ ห่วงโซ่อาหาร การศึกษาทางการแพทย์ ค้นพบสิ่งมีชีวิตเซลเดียวเกิดจุลชีววิทยา จนยุตนี้เกิดเทคโนโลยีชีวภาพหรือไบโอเทค เราทราบกันหมดแล้วค่ะว่า การเวียนว่ายตายเกิดไม่มี ชาติโน้นชาตินี้ไม่มี มีแต่ประเทศชาติค่ะ เราสามารถควบคุมการเกิดของทุกสิ่งมีชีวิตได้ มีการอนุรักษ์พันธ์ถ้าใกล้สูญพันธุ์ มีการรณรงค์ต่างๆเกิดองค์การใหม่ๆ คนรุ่นใหม่ก็มักตื่นตัวหันมาร่วมมืออย่างเต็มที่ นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ๆฉลาดจนสามารถเรียนทันกันหมดทั่วโลก วิชาการที่ไหนค้นพบก็จะถ่ายทอดกันทันทีอย่างรวดเร็ว แถมปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กน้อย คิดเลือกอาชีพในอนาคตตั้งแต่เริ่มมัธยมต้นค่ะ
    แต่ที่หน่อยสงสัยคือทางพ้นทุกข์ซึ่งก็ยอมรับกันว่าต้องมีธรรมะช่วยได้แน่นอน และสนใจนิพพานด้วยเพราะพูดกันบ่อยมากค่ะ  




ความคิดเห็นที่ 10

Ankkarn
7 เม.ย. 2556 23:13
  1. การศึกษาทางชีววิทยาที่ศึกษาความเป็นไปของสิ่งมีชีวิต วงจรชีวิต การดำรงชีพ ห่วงโซ่อาหาร
    การศึกษาทางการแพทย์ค้นพบสิ่งมีชีวิตเซลเดียวเกิดจุลชีววิทยา...เราทราบกันหมดแล้วค่ะว่า
    การเวียนว่ายตายเกิดไม่มี ชาติโน้นชาตินี้ไม่มี

    เขาศึกษาการเกิดขึ้น การตั้งอยู่ และการดับไป ของชีวิตเล็กๆที่เรียกว่าจุลชีวันใช่ไหมครับ
    มีการศึกษาแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างกว้างขวางในแขนงวิชาต่างๆ อืม ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ
    แต่ที่ว่าการเวียนว่ายตายเกิดไม่มีนั้น อย่างน้อยมีการเกิด เจริญเติบโต แล้วก็ตายเหมือนกันสินะครับ

    ดูเหมือนว่าวิทยาการต่างๆก็ก้าวหน้าไปมากแล้ว ความรู้เท่าที่มีอยู่ก็เหมือนว่าเราควบคุมทุกสิ่งได้หมด
    มีการร่วมมือกันทั่วทุกมุมโลก แต่ทำไมยังมีความทุกข์อยู่

    นิพพานเป็นคำๆหนึ่ง มีลักษณะว่า เสร็จแล้ว กิจที่ต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นต้องทำต่อไปอีก
    ความหมายคล้ายๆอย่างนี้ล่ะครับ




ความคิดเห็นที่ 11

Ankkarn
7 เม.ย. 2556 23:21

  1. อ้อ...พวกจุลชีพ จุลชีวัน จุลินทรีย์ บักเตรี แบกทีเรีย พวกนี้เขาจัดว่าเป็นสัตว์ด้วยหรือเปล่าครับ




ความคิดเห็นที่ 12

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 23:40

  1. คุณอังคาร นั่นนะซิ ปัญหามนุษย์ทางกายแก้ไขได้มากมาย แต่ปัญหาทางจิตใจซิยุ่งยาก คิดว่าพวกสัตว์ก็เป็น มีความทุกข์ทางจิตใจ แต่ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่ ปล่อยให้ทุกข์ ปล่อยตรอมใจ ปล่อยให้ตายไป แล้วก็ผสมพันธุ์ใหม่เลี้ยงกันใหม่ แต่คนปล่อยไม่ได้ ต้องพยายามศึกษาช่วยกันไป เพราะคนเป็นสัตว์สังคม อยู่ด้วยกันก็มีเรื่องเกี่ยวข้องกัน อยู่คนเดียวก็เหงาหงอยเศร้าสร้อย คิดว่ามด ผึ้ง ปลวก ก็เหมือนกัน มีแต่ธรรมะนี่แหละที่ช่วยชาวพุทธมาตั้งแต่โบราณ ศาสนาอื่นก็ช่วยสาวกเขา พระธรรมอาจจะเป็นกฏหมายชีวิตที่ตราขึ้นมาใช้ในการอยู่ร่วมกันแต่โบราณ เหมือนกฎหมายบ้านเมืองที่มีมาทีหลังเมื่อมีประเทศขึ้นมาแล้ว เห็นด้วยไหมคะ




ความคิดเห็นที่ 13

ไข่มุกราณี
7 เม.ย. 2556 23:58

  1. โอ้ ต้องขออภัยอย่างสูงปี๊ดค่ะ หน่อยไม่มีคุณวุฒิพอจะตัดสินว่าจุลชีพเป็นสัตว์หรือเปล่า เดี๋ยวมหาลัยมาทวงใบจบคืน เพราะพูดเองซี้ซัวค่ะ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน เพียงต่างที่เซลเดียวกับหลายเซล บางทีก็ศึกษาแทนกัน บางทีก็มีข้อจำกัด เซลทำงานเกี่ยวกันซ้ำซ้อนกันต้องแยกแผนกกันค่ะ




ความคิดเห็นที่ 14

Ankkarn
8 เม.ย. 2556 00:10
  1. แยกข้อมูลออกเป็นสองส่วน เพื่อที่จะใช้สนทนาโต้ตอบตามความเห็นนี้
    ความรู้ของคน เป็นความรู้แบบแบ่งแยกย่อยย่อ แยกเป็นส่วนๆ
    เหมือนเรื่องตลกเรื่องหนึ่งที่บอกว่า

    คนในโลกนี้แบ่งออกได้เป็นสองประเภท
    ประเภทแรก คือคนที่ชอบแบ่งคนออกเป็นสองประเภท
    ประเภทที่สอง คือคนที่ไม่ชอบแบ่งแยกอะไรเลย (จบ)

    กลับเข้าเรื่อง
    ๑. คำสอนทางพุทธบอกว่า สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยาก เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
    หมายความว่าสัตว์ทั้งปวง มีความทุกข์เป็นปกติ มีความทุกข์เป็นสมบัติของตน มีความทุกข์เป็นเจ้าเรือน

    ลองคิดดูครับ ถ้าคุณหน่อยมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในครอบครอง คุณหน่อยจะมีความสุขมากแค่ไหน?
    ๑. มีเงินทองให้ใช้ทั้งชีวิต อยากได้อะไรก็ได้ตามใจทุกอย่าง เว้นแต่ดาวกับเดือนเท่านั้น
    ๒. มีบ้านหลังโต ใหญ่ปานปราสาทราขวัง มึความสะอาดเป็นปกติ
    ๓. มีผู้รับใช้จำนวนหลายร้อยคน
    ๔. มีแม่ครัวฝีมือดี ปรุงอาหารรสเลิศให้รับประทานทุกมื้อ
    ๕. มีหมอแต่ละแขนงวิชา คอยรักษาแนะนำ
    ๖. มี รปภ. คอยตรวจตราเข้มแข็ง จำนวนหมื่นคน
    ๗. มีอื่นๆเท่าที่คุณหน่อยจะคิดออกมาเอง ทั้งหมด

    คุณหน่อยจะมีความสุขมากน้อยเท่าใด จะมีความกังวลในเรื่องใดๆอีกหรือไม่

    ๒. เห็นด้วยไหมว่าพระธรรมคือกฎหมาย กฎคือข้อห้าม ตรงกับคำว่า ศีล
    ถ้าใช้ศีล ๕ เป็นกฎของบ้านเมือง ผมก็เห็นด้วยครับ




ความคิดเห็นที่ 15

แขชนะ vcharkarn vteam
8 เม.ย. 2556 07:34

  1. นิมนต์หลวงพี่นกแสกหน่อยครับ




ความคิดเห็นที่ 16

ไข่มุกราณี
8 เม.ย. 2556 19:06
  1. คุณอังคารคะ หน่อยยังติดใจเรื่องนิพพานนิดหน่อย เมื่อนิพพานไม่มีจริง เราเลิกคิดเรื่องนิพพานเลยดีไหม เหมือนที่สมัยนี้เรียกว่า ไม่get เห็นพระภิกษุหลายรูปอยากจะบรรลุจนได้นิพพาน กวีหลายท่านก็มักอ้างว่าอยากนิพพานด้วยคน โลกจะแย่ไหมถ้าคนเลิกอยากจะนิพพานแล้ว แล้วคำสอนพระพุทธองค์ที่บอกวิธีสู่นิพพานก็ขายไม่ออกนะซิ พระพุทธองค์เคยพูดถึงบ้างหรือไม่ พระองค์รู้อนาคตนี่นา ตลอดชีวิตหน่อยไม่มีวันไหนเลยอยากนิพพานเนื่องจากไม่รู้จักเลย แบบนี้ใช้ชีวิตด้วยความประมาทใช่ไหมค่ะ หน่อยอาจพลาดเป็นโจรหรือไม่ก็อาจจะทุกข์จนเป็นโรคบ้า{#emotions_dlg.a7}ได้ใช่ไหมคะ


    เรื่องความสุขสบายที่เหมือนมหาเศรษฐีไม่รู้ว่าจะมีความสุขไหม เพราะต้องใช้ชีวิตด้วยความประหยัดมัธยัสถ์มาแต่เด็กแล้ว งานการก็ต้องทำ ยังต้องทำการค้าหาเงินแต่โชคดีที่ไม่ต้องทำงานหนักลำบากหนี้สินไม่มีค่ะ อยากได้ต้องเพียรเก็บเพื่อซื้อแต่ไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหนาสาหัส คุณครูมัธยมเคยบอกว่าหน่อยโชคดีมากเลยที่เป็นเช่นนี้ค่ะ แต่ไม่รู้จักใช้ธรรมะเลย จึงทุกข์อยู่เรื่อย พอคุณอังคารบอกว่าทุกข์คือเป็นปกติ เป็นเจ้าเรือนแหมอยากหัวร่อ{#emotions_dlg.a6}เลยค่ะ แบบนี้หรือคือเรื่องปกติคน คุณอังคารเล่ารู้จักธรรมะมากแล้วหนีทุกข์ได้ไหมคะ {#emotions_dlg.q7}


    คุณอังคารขออนุญาติ{#emotions_dlg.a8}ลบความเห็นการสนทนาทางธรรมที่กระทู้บะจ่างฯนะคะ หน่อยได้ก็อบปี้มาไว้กระทู้นี้แล้วค่ะ




ความคิดเห็นที่ 17

Ankkarn
9 เม.ย. 2556 01:24

  1. คุณหน่อยครับ ขออภัยที่ผมเข้ามาช้า ความจริงคือดึกแล้ว

    ขอเวลาสักนิด แล้วผมจะเข้ามาตอบครับ




ความคิดเห็นที่ 18

Ankkarn
15 เม.ย. 2556 15:42
  1. คำถามนี้ค่อนข้างตอบอย่างลำบากยากเย็น และเมื่อตอบแล้วก็ยังไม่ทราบว่าจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องหรือเปล่า
    หากผมเขียนยืนยันว่านิพพานมีอยู่จริง โดยฐานะในปัจจุบันผมก็ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันได้
    ครั้นตอบว่าไม่มีอยู่จริง ผมก็พิสูจน์ให้เห็นถึงสภาวะความไม่มีอยู่จริงนั้นไม่ได้อีกเช่นกัน
    สรุปว่า ผมยังคงไม่ตอบคำถามนี้ก่อน




ความคิดเห็นที่ 19

Ankkarn
15 เม.ย. 2556 15:46
  1. ต่อข้อถามที่ว่าโลกจะแย่ไหมถ้าคนเลิกอยากจะนิพพานแล้ว
    หากเปลี่ยนจากคำว่าคนเลิกอยากจะนิพพานแล้ว เป็นคนส่วนใหญ่ไม่รู้จริงเกี่ยวกับนิพพาน(ผมก็คือหนึ่งในนั้นด้วย)

    โลกจะแย่ไหม? ทุกวันนี้จิตใจของคนในโลกก็มีทั้งแย่และไม่แย่ ข่าวการเมืองรอบโลกเท่าที่เรารับรู้ได้นั้น
    มีส่วนที่แย่มากกว่าส่วนที่ดี คำว่าโลกแย่ๆ จึงหมายถึงจิตใจของคนในโลก กระบวนการคิด การตัดสินใจ
    เหล่านี้หลอมรวมเป็นการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งแต่ละชาติพันธุ์จะมีวิถีที่เป็นลักษณะเฉพาะของตนเอง

    ทีนี้ หากเรามองในมุมกว้างคือมองปัญหาระดับโลก โดยรับรู้ว่าโลกกำลังวุ่นวายด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง
    คุณหน่อยคิดว่า โดยส่วนตัวจะมีทางออกอะไรให้กับโลกนี้ได้บ้าง แล้วทางออกนั้นจะยั่งยืนเป็นอมตะหรือไม่?
    ทางออกนั้นแก้ปัญหาให้กับคนทุกสังคม ทุกความเชื่อ ทุกศาสนาได้หรือไม่?




ความคิดเห็นที่ 20

Ankkarn
15 เม.ย. 2556 15:50
  1. ในทางกลับกัน แทนที่จะมองว่าโลกกำลังมีความทุกข์ เราลองสำรวจดูใหม่ว่า ตัวเราเองนี่แหละ มีความสุขดีอยู่หรือ?
    ความสุขนี้เป็นอย่างไร...
    ความสุขนี้ จะต้องมีสภาพคงตัว ไม่เสื่อมสลายลงไป ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้นกับตัวเราก็ตาม
    ไม่เป็นประเภทเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็เศร้า เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ สลับกลับกลายกันอยู่ดังนี้เป็นต้น
    สภาพเดี๋ยวก็สุข เศร้า หัวเราะ ร้องไห้ สมหวัง ผิดหวัง สลับเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างนี้นี่มันไม่มีความคงตัว
    แต่แปรเปลี่ยนไปตาม “เหตุที่มากระทบกับเรา” แบบนี้แหละที่พุทธศาสนาเรียกว่า “ความทุกข์”

    ดังนั้น “ทุกข์” ตัวนี้จึงไม่จำกัดวงเฉพาะ ความเจ็บปวด ความเศร้าเสียใจเท่านั้น

    ทีนี้ ในวันหนึ่งๆตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งกลับเข้านอนใหม่นี่ อารมณ์ที่ว่ามาข้างต้นนั้นมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
    “ถ้าเราไม่เผลอ” เราก็จะรู้ได้ด้วยตัวของเราเอง เพราะนี่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล แต่ละคนจึงทรงอารมณ์ที่
    เปลี่ยนแปลงไม่เสมอกัน แต่มีความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน บางทีจะมีความกลัดกลุ้มกังวลและคิดมากจนฟุ้งซ่านอีกด้วย
    ใช่ไหมครับ ถ้าใช่ก็ใช่ ถ้าไม่ใช่ผมก็ยินดีด้วย เพราะคุณหน่อยมีความสุขจริง

    แต่สำหรับผมในวันหนึ่งๆรู้สึกว่ามีความทุกข์มากกว่าความสุขครับ


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น