วิชาการดอทคอม ptt logo

สนทนากับคุณอังคาร

โพสต์เมื่อ: 21:25 วันที่ 7 เม.ย. 2556         ชมแล้ว: 9,047 ตอบแล้ว: 197
วิชาการ >> กระทู้ >> พักผ่อนหย่อนใจ >> แต่งกลอน

คุณอังคารคะ โปรดชี้แจงให้ความกระจ่างด้วยค่ะ



ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง





จำนวน 197 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 4 พ.ค. 2556 (00:01)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 22 เม.ย. 2556 (22:45) แจ้งลบ




สวัสดีค่ะ อ.พรสรวง ไม่เจอตั้งนาน ที่แท้ทำงานอยู่ที่นี่ สบายดีไหมค่ะ ไม่ไปเยี่ยมดิฉันบ้างเลย เห็นชื่อใหม่ไม่ทราบแต่นึกเอะใจ เลยเข้ามาอ่านดู อ้าวอาจารย์เราเอง กำลังทำงานไม่รบกวนค่ะ



ไข่มุกราณี



ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 22 เม.ย. 2556 (23:08) แจ้งลบ



คุณ หน่อย ไข่มุกราณี ครับ ขอบคุณที่ทักทายมานะครับ ผมไม่ค่อยมีเวลาเลยช่วงนี้เพราะเปิดเทอมก็ยุ่งอยู่แต่การเรียนการสอน นานๆ จะเข้ามาสักครั้งหนึ่ง เห็นคุณหน่อยมีเพื่อนคุยมากอยู่แล้ว ผมแต่งโคลง ไม่ค่อยเก่ง ก็เลยไม่ได้แวะไปเยี่ยม แต่ก็แอบอ่านอยู่นะครับ



T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน452 ครั้ง - ดาว 51 ดวง




ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 22 เม.ย. 2556 (23:26) แจ้งลบ



เรียนสายวิทย์-คณิตสามารถเป็นแม่ชีได้ไหมคะ มีคนบอกมาว่าสามารถเป็นได้เลย(หมายถึงเรียนได้เลย)



ฮิฮิ ล้อเล่นแต่ถามจริงค่ะ



ไข่มุกราณี



ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 24 เม.ย. 2556 (08:01) แจ้งลบ



คุณ หน่อย ครับ เรียนสายไหน ก็เป็นแม่ชีได้ถ้าอยากเป็นนะครับ แต่แม่ชีเขาไม่ได้เรียนแบบทางโลกนะครับ แม่ชีท่านจะเรียนพระอภิธรรม หรือพระอภิธรรมปิฎก อยู่ในพระไตรปิฎก 3 หมวด ไงครับ พระอภิธรรม จะเรียนเกี่ยวกับ 1. จิต 2. เจตสิก คืออารมณ์ที่เกิดขึ้นในจิต 3. รูป คือสิ่งที่มองเห็นได้ และ 4. นิพพาน ความหลุดพ้นจากกิเลส คือความเศร้าหมองแห่งจิต และอาสวะ คือสิ่งที่นอนนิ่ง หรือจมอยู่ในสันดาน คือจิตใต้สำนึกนั่นเอง นี่แหละแม่ชีทั้งหลายท่านจะศึกษาพระอภิธรรมเหล่านี้ การเรียนพระอภิธรรม มี 9 ระดับ ตั้งแต่ชั้นต้น ถึง ชั้นสูงสุด ชั้นที่ 1 จุลตรี 2.จุลโท 3. จุลเอก 4. มัชฌิมตรี 5. มัชฌิมโท 6. มัชฌิมเอก 7. มหาตรี  8. มหาโท  9. มหาเอก ชั้นนี้เป็นชั้นสูงสุดของพระอภิธรรม เทียบเท่ากับ มหาเปรียญธรรม 9 ประโยค ของหลักสูตรบาลีศึกษา ครับ



T.พรสรวง (คนเดิม)



ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 3 พ.ค. 2556 (22:59) แจ้งลบ



ขอบคุณอ.พรสรวงมาก  อุตส่าห์ลองภูมิท่านก็ยังตอบได้อีก เก่งจัง  จะจำไว้เป็นความรู้รอบตัวค่ะ แท้งค์หลายๆค่ะ



ไข่มุกราณี


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 4 พ.ค. 2556 (00:10)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 30 เม.ย. 2556 (02:24) แจ้งลบ
อ.พรสรวงคะ  ขอบคุณมากค่ะที่ให้ข้อมูลจริง หน่อยรู้ผิดมาตั้งนาน สมัยเด็กรู้เพียงเล็กน้อย  เรื่องนางสุชาดาเคยอ่านเจอ ก่งกงคิดว่าชื่อวิสาขา เด็กยังคิดว่ามิน่าจึงเรียกวันวิสาขบูชา   อ.พรสรวง หน่อยบาปไหมค่ะ สงสัยต้องตั้งจิตคิดขอขมาอีกที ยังดีได้รู้จริงก่อนตายดับ ไม่ต้องผิดไปถึงชาติหน้า แล้วนางวิสาขาเป็นใครค่ะ มีสติปัญญาเลิศตั้งแต่เด็กหญิง

ไข่มุกราณี

ตอบ คุณหน่อย ไข่มุกราณี  คราวนี้มาอ่านเรื่อง นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ต่อนะครับ


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 4 พ.ค. 2556 (00:45)

นางวิสาขา มหาอุบาสิกา เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐี และนางสุมนาเทวี ชาวเมืองภัททิยนคร แคว้นอังคะ มีปู่ชื่อ เมณฑกเศรษฐี อยู่มาวันหนึ่งพระบรมศาสดา ทรงทราบด้วยญาณของพระองค์ว่า มีเวไนยสัตว์ที่มีอุปนิสัยที่จะโปรดได้ ในจำนวนนั้นมีนางวิสาขารวมอยู่ด้วย พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ จึงเสด็จไปยังเมืองภัททิยนคร เมื่อเมณฑกเศรษฐี ได้ทราบข่าวการเสด็จมาของพระพุทธเจ้า จึงเรียกหลานสาวคือนางวิสาขามาพบและบอกว่า แม่หนูเป็นมงคลยิ่งนัก สำหรับหนูและปู่ ขอให้หนูพร้อมทั้งหญิงบริวารของหนู 500 คน จงขึ้นรถ 500 คัน แวดล้อมไปด้วยทาสีิอีก 500 คน ไปต้อนรับพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า นางวิสาขาตอบรับว่า ได้เจ้าค่ะ คุณปู่  ถึงแม้ว่าขณะนั้นนางจะมีอายุเพียง 7 ขวบเท่านั้น แต่มีความเฉลียวฉลาดเกินวัย นางนั่งรถไปได้ระยะหนึ่ง พอสิ้นสุดทางรถแล้วนางก็เดินเท้าตรงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วได้หลบออกมายืนอยู่ ณ ที่อันควร พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมที่เกื้อกูลต่อพื้นฐานพฤติกรรมของนาง พอเทศนาจบลง นางวิสาขา พร้อมด้วยเด็กหญิงบริวาร 500 คน ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 4 พ.ค. 2556 (01:27)

ฝ่ายเมณฑกเศรษฐีผู้เป็นปู่ ก็ได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ฟังธรรมบรรลุเป็นโสดาปัตติผลเช่นกัน และได้ทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระสงฆ์มาฉันภัตตาหารติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 15 วัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับและประทับอยู่ในภัททิยนคร ต่ออีกระยะหนึ่ง แล้วก็เสด็จไปยังเมืองอื่น อนี่ง แคว้นอังคะในสมัยนั้นถูกรวมเข้ากับแคว้นมคธ ภายใต้การปกครองของพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าพิมพสาร กับ พระเจ้าปเสนทิ แห่งแคว้นโกศล ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่มีอำนาจมากพอๆ กันนั้น ทั้งเกี่ยวดองกันโดยผลแห่งการสมรส คือพระเจ้าพิมพิสาร อภิเ๋๋๋ษกสมรสกับ พระนางเวเทหิ ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระเจ้าปเสนทิ และพระเจ้าปเสนทิ ก็อภิเษกสมรสกับ พระกนิษฐาของพระเจ้าพิมพิสาร เศรษฐีตระกูลใหญ่ๆ จะอยู่ในแคว้นมคธ ของพระเจ้าพิมพิสารทั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิ จึงไปขอร้องให้พระเจ้าพิมพิสารส่ง ตระกูลเศรษฐีไปอยู่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล สักตระกูลหนึ่ง  เมื่อเจรจากันเป็นที่ตกลงแล้ว พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ส่งครอบครัวของธนัญชัยเศรษฐี ไปอยู่แคว้นโกศล เมื่อเศรษฐีพร้อมด้วยบริวารออกเดินทางไปอยู่แคว้นโกศล ซึ่งมีพระเจ้าปเสนทิ เสด็จมาในขบวนนั้นด้วย พอมาถึงดินแดนอันเป็นแคว้นโกศล เศรษฐีได้ทูลถามพระเจ้าปเสนทิว่า ณ จุดนี้เป็นดินแดนที่อยู่ในอำนาจของพระองค์หรือเปล่า พระเจ้าปเสนทิ ทรงตอบว่าเป็นดินแดนของเราเอง เศรษฐีทูลถามต่ออีกว่า อยู่ห่างจากกรุงสาวัตถีมากน้อยเพียงใด พระราชาทรงตอบว่า ประมาณ 7 โยชน์ (1โยชน์ เท่ากับ 16 กิโลเมตร) เศรษฐีก็ทูลถามอีกว่า ข้าพระพุทธเจ้ามีบริวารมาก ถ้าพระองค์ทรงโปรดไซร้ ข้าพระพุทธเจ้าขออยู่ที่นี่แหละพระเจ้าข้า เพราะในเมืองอาจจะคับแคบไม่เหมาะสำหรับครอบครัวใหญ่ๆ อย่างข้าพระพุทธเจ้า พระเจ้าปเสนทิ ทรงอนุญาต เศรษฐีจึงพาบริวารก่อสร้างสถานที่แห่งนั้นให้เป็นเมืองขึ้นมา และได้ชื่อว่า เมืองสาเกต



 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 4 พ.ค. 2556 (02:20)

บัดนี้ นางวิสาขา ก็ได้เดินทางมากับบิดามารดา จากเมืองภัททิยนครมาอยู่ที่เมืองสาเกต เป็นชาวเมืองสาเกตไปแล้ว ทางด้านเมืองสาวัตถี มีเศรษฐีอยู่ครอบครัวหนึ่ง (แต่ไม่มั่งคั่งรำรวยเท่าธนัญชัยเศรษฐี) มีชื่อว่า มิคารเศรษฐี มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อว่า ปุณณวัฒนกุมาร ซึ่งกำลังเป็นหนุ่มที่อยู่่ในวัยสมควรจะมีครอบครัวได้แล้ว บิดามารดาจึงเรียกลูกชายมาพบ พร้อมกับบอกว่า นี่ลูก เจ้าโตพอจะมีครอบครัวได้แล้ว เจ้าจงเลือกหญิงที่เหมาะสม ตามที่เจ้าชอบเถิด พ่อแม่จะไปสู่ขอให้ ฝ่ายปุณณวัฒนกุมาร ยังไม่อยากแต่งงาน จึงบอกปฏิเสธ แต่บิดามารดาก็ยังยืนยันว่าต้องมีครอบครัว ต้องมีบุตร ตระกูลที่ไม่มีบุตรจะตั้งอยู่ไม่ได้ ลูกชายจึงบอกกับพ่อแม่ว่า ถ้าจะให้แต่งงานจริงๆ ต้องหาหญิงที่มีความงามพร้อม 5 ประการ ที่เรียกว่า เบญจกัลยาณี จึงจะยอมแต่งงานด้วย หญิงที่เป็นเบญจกัลยาณี คือ หญิงที่มีความงาม 5 ประการ ดังนี้ 1. ผมงาม คือมีผมเหมือนกับหางนกยูง แก้ผมปล่อยระชายผ้านุ่งแล้ว ก็กลับมีปลายงอนขึ้น ตั้งอยู่ 2. เนื้องาม คือมีริมฝีปากเรียบสนิท มีสีคล้ายตำลึงสุก 3. กระดูกงาม คือมีฟันขาวเรียบไม่ห่างกัน งดงามดุจระเบียบแห่งเพชร ที่เขายกขึ้นตั้งไว้ และดุจดังสังข์ที่เขาขัดสีแล้ว 4. ผิวงาม คือถ้าผิวดำก็ต้องดำสนิท ไม่ลูบไล้ด้วยเครื่องประเทืองผิว ดูประหนึ่งพวงอุบลเขียว ถ้าผิวขาวประหนึ่งพวงดอกกรรณิการ์ 5. วัยงาม  คือหญิงที่คลอดบุตรธิดาแม้แล้ว 10 ครั้ง ก็เหมือนคลอดเพียงครั้งเดียว ยังสาวพริ้งเหมือนสาวแรกรุ่น บิดามารดาของปุณณวัฒนกุมาร สงสัยยิ่งนักว่า จะหาหญิงที่เป็นเบญจกัลยาณีนี้ได้ที่ไหน หญิงที่มีคุณสมบัติเช่นนี้จะมีอยู่ในโลกนี้อีกหรือ จึงเชิญพราหมณ์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 108 คนมารับประทานอาหารที่บ้านเพื่อปรึกษาหารือ แล้วถามพราหมณ์เหล่านั้นว่า หญิงที่มีคุณลักษณะเป็นเบญจกัลยาณีนั้นยังจะพอหาได้อยู่หรือ ก็ได้รับคำยืนยันว่าสามารถหาได้ เศรษฐีจึงส่งพราหมณ์จำนวน 8 คน เดินทางไปยังเมืองต่างๆ พร้อมมอบมาลัยทองคำไปด้วย ถ้าพบหญิงที่มีลักษณะเบญจกัลยาณี ให้นำพวงมาลัยทองคำนี้มอบให้นาง และสัญญาว่า เมื่องานนี้สำเร็จ กลับมาจะให้รางวัลอย่างงาม


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 4 พ.ค. 2556 (11:27)


ตอบความเห็นที่ 93

เป็นการคาดคะเนที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงมาก

ผมไม่ดีเดือด ผมตรงไปตรงมามากๆ คำพูดและข้อเขียนของผม ไม่ต้องตีความมาก และค่อนข้างมั่นคง

อาจมีบางคราวหวั่นไหวไปบ้าง แต่ก็กลับมาสู่เส้นทางเดิมได้ไม่ยากและไม่นานครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 4 พ.ค. 2556 (13:38)

มาอ่านเรื่องนางวิสาขา มหาอุบาสิกาต่อนะครับ
      พราหมณ์ทั้ง 8 คนเดินทางไปตามเมืองต่างๆ หลายเมืองก็ยังไม่พบหญิงเบญจกัลยาณีจนกระทั่งมาถึงเมืองสาเกต ก็พอดีมีงานนักขัตฤกษ์ซึ่งเป็นงานประจำปี ในงานี้มีประเพณีอยู่ว่า ให้หญิงสาวทุกครัวเรือนพร้อมด้วยบริวารออกจากบ้าน ไม่ปิดหน้าปิดตามากนัก เดินด้วยเท้าเปล่าไปสู่ท่าน้ำ ในวันเช่นนั้นพวกหนุ่มๆ จากตระกูลต่างๆ ก็จะแอบอยู่ตามเส้นทางนั้นๆ ด้วยตั้งใจว่า พวกเราพบหญิงมีตระกูลที่พึงพอใจ มีชาติเสมอด้วยตนแล้วจักคล้องพวงมาลัยให้ ส่วนพราหมณ์ทั้ง 8 คนเข้าไปอาศัยอยู่ในศาลาแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำ ขณะนั้นนางวิสาขา มีอายุย่างเข้า 16 ปี มีกุมารี 500 คนแวดล้อมเดินไปยังท่าน้ำ เผอิญเกิดฝนตกขึ้นมากระทันหันพวกผู้หญิงทั้ง 500 คน วิ่งหนีฝนเข้าไปในศาลาที่พราหมณ์ทั้ง 8 พักอยู่พราหมณ์ได้พิจารณาหญิงเหล่านั้น ก็ไม่มีสักคนที่มีคุณลักษณะของเบญจกัลยาณี ส่วนนางวิสาขาเดินมายังศาลาด้วยอาการปกติเสื้อผ้าเปียกโชก พราหมณ์ได้เห็นความงามของนางวิสาขาเกือบจะครบทั้ง 5 ที่ยังเหลืออยู่ก็คือฟัน อยากจะให้นางพูดจะได้เห็นฟัน จึงพูดกับพราหมณ์ด้วยกันด้วยเสียงอันดังว่า แม่หนูคนนี้เป็นหญิงเฉื่อยชา สามีของเธอคงหวังพึ่งการงานอะไรไม่ได้ นางวิสาขาได้ยินคำพูดเช่นนั้น ก็เลยถามพราหมณ์เหล่านั้นว่า ท่านว่าใครกัน พราหมณ์ตอบว่า แม่หนูนั่นแหละ นางเลยหัวเราะ เสียงหัวเราะของนางไพเราะเหมือนเสียงกังสดาล นางถามพราหมณ์เหล่านั้นอีกว่า เพราะอะไรท่านจึงว่าหนูเช่นนั้น พราหมณ์พูดว่า หนูดูสิ หญิงนริวารของหนูรีบวิ่งมายังศาลาโดยเร็ว เสื้อผ้าก็ไม่เปียก แต่แม่หนูมัวแต่ชักช้าปล่อยให้เสื้อผ้าเปียกโชก แม้แต่เพียงแค่นี้หนูก็ทำไม่ได้ พวกเราจึงว่าเช่นนั้น นางวิสาขา ก็บอกว่า คุณลุง พวกท่านอย่าเข้าใจผิดเลย หนูมีกำลังแข็งแรงกว่าหญิงเหล่านั้นมากมายนัก แต่ที่หนูไม่วิ่ง เพราะหนูพิจารณาเห็นว่าอะไรควร อะไรไม่ควร จึงไม่รีบวิ่งมา พราหมณ์ถามว่าอะไรล่ะแม่หนู ที่ว่าควรไม่ควรนั้นน่ะ นางวิสาขาตอบว่า ประการแรก ชน 4 พวกเมื่อวิ่งย่อมไม่งาม ชน 4 พวกนั้นได้แก่ 1. พระราชาผู้ทรงอภิเษกแล้ว ทรงประดับประดาด้วยเครื่องอิสริยยศทั้งปวง เมื่อถกเขมรวิ่งไปมาในพระลานหลวงย่อมไม่งาม 2. ช้างมงคล ของพระราชาที่ประดับเต็มยศแล้ว เมื่อวิ่งย่อมไม่งาม 3. บรรพชิต เมื่อวิ่งย่อมไม่งาม 4. สตรีเมื่อวิ่งย่อมไม่งาม ย่อมถูกติเตียนว่าหญิงคนนี้ทำไมจึงวิ่งเหมือนผู้ชาย แต่ย่อมงามเมื่อเดินอย่างธรรมดา พราหมณ์ถามว่า มีเหตุผลอื่นอีกหรือเปล่า นางวิสาขาตอบว่า คุณลุงคะพวกเราเป็นหญิง บิดามารดาทะนุถนอมเลี้ยงดูอย่างดี โดยหวังจะให้ลูกสาวได้แต่งงานไปอยู่กับตระกูลของสามี หากหนูวิ่งพลาดพลั้งหกล้มทำให้แขนขาหัก หนูก็จะตกเป็นภาระของบิดามารดา ไม่มีโอกาสจะได้แต่งงาน อันเสื้อผ้าเหล่านี้เปียกก็สามารถตากให้แห้งได้ แต่ถ้าหนูพิการแล้วมันแก้ไม่ได้ นี่ก็อีกเหตุผลหนึ่งที่หนูไม่วิ่ง พราหมณ์ทั้ง 8 เห็นเป็นแนวเดียวกันว่า หญิงสาวคนนี้แหละคือหญิงเบญจกัลยาณี จึงนำพวงมาลัยทองคำนั้น คล้องให้นาง แล้วทั้งหมดก็พากันเดินทางไปบ้านของนางวิสาขา ธนัญชัยเศรษฐี บิดาของนางวิสาขา ได้สอบถามพราหมณ์เหล่านั้นว่ามาจากเมืองไหน เศรษฐีที่ส่งมานั้นชื่ออะไร มีทรัพย์มากน้อยเพียงใด พราหมณ์เหล่านั้นบอกว่ามาจากเมืองสาวัตถี เศรษฐีที่ส่งมาชื่อมิคารเศรษฐี มีทรัพย์ 40 โกฏิ (ประมาณ 400 ล้าน) ทรัพย์สิน 40 โกฏินั้นเป็นของเล็กน้อยเมื่อเทียบกับทรัพย์สินของธนัญชัยเศรษฐี แต่ธนัญชัยเศรษฐีไม่ได้ให้ความสำคัญที่ทรัพย์สินจะมากหรือน้อยไม่เป็นไรขอให้เป็นคนดีก็พอ ธนัญชัยเศรษฐีจึงให้พราหมณ์ทั้ง 8 พักอยู่ที่บ้าน 2 วัน แล้วส่งกลับไปเมืองสาวัตถี ฝ่ายมิคารเศรษฐีเมื่อทราบว่าหาหญิงเบญจกัลยาณีให้ลูกชายได้แล้วก็รู้สึกดีใจ นำเรื่องไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิ พระราชาตรัสถามว่า หญิงนั้นเป็นลูกสาวใคร พอทราบว่าเป็นลูกสาวธนัญชัยเศรษฐีเมืองสาเกต ก็ตรัสกับมิคารเศรษฐีว่า พระองค์จะเสด็จไปทำพิธีสู่ขอด้วย


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 6 พ.ค. 2556 (13:45)


ขอพักเรื่องนางวิสาขาไว้ก่อน นะครับ มาตอบข้อสงสัยของคุณหน่อย ไข่มุกราณีก่อนนะครับ

    คำถามที่ 1  ศีลข้อหนึ่งก็ยากรักษา มีหมู ปลา ไก่ และอื่นๆมาตายเพราะเราวันละเยอะๆ หน่อยต้องหันมาทานเจทานมังฯ ทานแป้ง น้ำตาลแทนหรือเปล่าคะ



ตอบคุณหน่อย ไข่มุกราณี

      ไม่ว่าจะเป็น ปู ปลา กุ้ง ไก่ หมู ต่างๆ นั้นเวลาเค้าจะขายเค้าก็ฆ่าไว้ก่อนแล้ว เราไปสั่งอาหารก็ไม่บาปหรอกครับ แต่ถ้าเราไปซื้ออาหารสด ที่ตลาดสด ถ้าเป็นปลา ปู หรือ กุ้ง เราก็เรียนแบบแม่ชีสิครับ แม่ชี ต้องไปซื้ออาหารมาปรุงเอง เวลาไปซื้อปลาสด ก็จะถามพ่อค้า แม่ค้าก่อนว่า มีปลาตายไหมคะ พ่อค้าแม่ค้าก็จะรีบตอบทันทีว่า มีจ้า (โป๊ก ผับ ๆๆๆ) ใส่ถุงให้ได้แล้วค่ะ โลละ 50 บาทค่ะ

 ถ้าไม่มีปลาตายเราก็ไปถามร้านอื่น จนกว่าจะมีปลาตายแล้วค่อยซื้อ ถ้าไม่มีก็ยังไม่ซื้อ (อันนี้เราตั้งใจจะซื้อปลาตาย ไม่ได้สั่งให้เค้าฆ่า ก็ไม่บาป ถ้าจะให้ดีที่สุดก็คือ ถ้าเค้าบอกว่ามีปลาตาย เราก็บอกว่า เดี๋ยวมานะคะ ไปซ้ื้ออย่างอื่นก่อนแล้วจะมาใหม่ (แบบนี้เราไม่เห็นเวลาเค้าทุบหัวปลา ศีลก็ไม่ด้างพร้อย)




  คำถามที่ 2 คุณอังคารคะ ขออภัยที่ให้รอ เพราะเข้าใจยากมากต้องอ่านซ้ำไปมาหลายรอบ โดยเฉพาะโยนิโสมนสิการ มีในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดหรือค่ะ คืออะไรคะเป็นพวกลมหายใจหรือไม่ พออ่านเข้าใจบ้างก็รู้สึกสนุกเหมือนกันเพราะได้อ่านภาษาธรรมะน้อยค่ะ

 



      ตอบคำถามที่ 2 ครับ  โยนิโสมนสิการ แปลว่า การไตร่ตรอง พิจารณาเรื่องที่ได้เห็นได้ยินได้ฟัง ให้รู้ดี รู้ชอบ โดยอุบายที่แยบคาย หมายถึง เรื่องที่ได้เห้น ได้ยิน ได้ฟัง นั้นเป็นเรื่องดี มีประโยชน์ หรือ เรื่องไม่ดี มีแต่โทษ ถ้าเป้นเรื่องที่ดี เราควรจดจำ นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี ไม่มีประโยชน์ เราก็ปล่อยวาง โดยการฟังเฉยๆ ไม่นำมาคิด ไม่นำมาพูด ไม่นำมากระทำ สรุปการพิจารณา ไตร่ตรอง คือการพิจารณาว่า เรื่องที่ได้ยินได้ฟังนั้น เป็นเรื่องที่ดีหรือไม่ดี  โดยอุบายที่แยยคาย หมายถึงวิธีที่ถูกต้อง เช่น เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ดี ก็จดจำนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เรื่องไหนเป็นเรื่องที่ไม่ดี ก็ปล่อยวาง ไม่จดจำ ไม่นำมาใช้ นี่คือโยนิโสมนสิการ ทีุ่ถูกต้อง



 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 6 พ.ค. 2556 (14:09)


ขอเสนอ องค์แห่งศีล ไว้พิจารณานะครับ



องค์ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 และวิธีพิจารณา

เงื่อนไขในการขาดจากศีล



ศีล แต่ละข้อหรือแต่ละประเภท ที่เรามีเจตนารักษาแล้วจะขาดได้ก็ต่อเมื่อเราละเมิดครบองค์ของศีลข้อนั้นๆ เช่นระบุไว้ว่าศีลข้อที่ ๑ (ปาณาฯ)จะขาดก็ต้องละเมิดให้ครบทั้ง ๕ องค์ ถ้าละเมิดไม่ครบองค์ ๕ ศีลก็ไม่ขาด เป็นแต่ศีลทะลุด่างพร้อย หรือเศร้าหมองเท่านั้น ศีลแต่ละข้อจะขาดได้ ก็อยู่ที่เรา “จงใจ” หรือ “เจตนา” ล่วง ถ้าล่วงเพราะไม่เจตนาก็ไม่ขาดและไม่ด่างพร้อยด้วย   พระอภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี เล่ม ๑ ภาค ๑ – หน้าที่ 287

ศีลข้อ ๑ ปาณาติปาตา เวรมณี มีองค์ ๕ คือ

๑. *ปาโณ สัตว์มีชีวิต

๒. ปาณสญฺญิตา รู้ว่าสัตว์มีชีวิต

๓. วธกจิตฺตํ จิตคิดจะฆ่า

๔. อุปกฺกโม เพียรเพื่อจะฆ่า

๕. เตน มรณํ สัตว์ตายด้วยความเพียรนั้น




* อรรถกถาบางแห่งใช้ว่า ปรปาโณ คือสัตว์อื่นที่มีชีวิต มิได้หมายถึงตัวเอง เพราะฉะนั้นการฆ่าตัวเองจึงไม่ล่วงกรรมบถ เพราะไม่ครบองค์ของศีลข้อนี้ ถ้าครบองค์ ๕ ศีลข้อ ๑ ก็ขาด ถ้าไม่ครบ ๕ ข้อ ศีลไม่ขาด แต่ก็เศร้าหมอง โทษของศีลข้อ ๑ นี้ อย่างหนักทำให้ไปเกิดในอบาย เป็นสัตว์นรก เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน อย่างเบาทำให้อายุสั้นเมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ถึงกระนั้นโทษของการล่วงศีลข้อนี้ก็หนักเบาต่างกันด้วยร่างกายของสัตว์ ๑ ด้วยคุณของสัตว์ ๑ ด้วยเจตนา ๑ และด้วยความพยายาม ๑กล่าวคือ ถ้าฆ่าสัตว์ใหญ่ โทษก็มาก ถ้าฆ่าสัตว์เล็ก โทษก็น้อย ถ้าฆ่าสัตว์มีคุณมาก โทษก็หนักมาก ถ้าฆ่าสัตว์มีคุณน้อย โทษก็น้อยลดหลั่นกันลงไป ถ้าเจตนา คือความจงใจแรง โทษก็แรง ถ้าเจตนาคือ ความจงใจอ่อน โทษก็น้อย ความพยายามมากโทษก็มาก ความพยายามน้อยโทษก็น้อย แต่อย่าได้คิดว่าเมื่อท่านฆ่าสัตว์เล็ก ทั้งมีคุณน้อย มีความจงใจอ่อน และมีความพยายามน้อย โทษก็น้อย คงจะไม่น่ากลัว อย่าลืมว่า บาปอกุศลนั้นถึงแม้จะเล็กน้อยก็ไม่ควรทำ เพราะเมื่อสำเร็จเป็นกรรมแล้ว ย่อมพาไปอบายได้เช่นเดียวกับโทษหนักเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอาจไปอยู่ในอบายชั่วระยะเวลาอันสั้น ไม่ยาวนานเหมือนโทษหนัก เพราะฉะนั้นจึงควรสังวรระวังไม่ประมาทแม้โทษเพียงเล็กน้อยใน อรรถกถาวัมมิกสูตร มัช.มูล. เล่าถึงพวกโจรที่ฆ่าอุบาสกที่เป็นพระอนาคามีว่าทำให้ตาบอดทันที เพราะผู้ถูกฆ่าเป็นสัตว์ใหญ่ มีคุณธรรมสูง เจตนาของโจรก็แรง ผลจึงเกิดขึ้นในปัจจุบันทันที ยังไม่ต้องกล่าวถึงโทษที่จะเกิดในอนาคตว่าจะร้ายแรงแค่ไหน


 





ศีลข้อ ๒ อทินนาทานา เวรมณี มีองค์ ๕ คือ

๑. ปรปริคฺคหิตํ ของมีเจ้าของหวงแหน

๒. ปรปริคฺคหิตสญฺญิตา รู้ว่ามีเจ้าของหวงแหน

๓. เถยฺยจิตฺตํ จิตคิดจะลัก ( ทั้งโดยคิดลักเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นลักแทน )

๔. อุปกฺกโม เพียรเพื่อจะลัก

๕. เตน หรณํ นำของมาด้วยความเพียรนั้น



ศีลข้อ ๓ อพรหมจริยา เวรมณี มีองค์ ๔ คือ (ศีลข้อนี้จะขาดต่อเมื่อล่วงพร้อมด้วยองค์ ๒ หรือ ๔)   ตามนัยแห่งฎีกาพรหมชาลสูตรและกังขาวิตรณี

๓.๑ เสวนจิตฺตํ จิตคิดจะเสพ

๓.๒ มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปาทนํ อวัยวะเพศถึงกัน



ตามนัยแห่งอรรถกถาขุททกปาฐะ

๓.๑. อชฺฌาจรณียวตฺถุ วัตถุที่จะพึงประพฤติล่วง ( คือ เสพทางทวาร ๓ ได้แก่ ปาก ทวารเบา และทวารหนัก)

๓.๒. ตตฺถ เสวนจิตฺตํ จิตคิดจะเสพในวัตถุที่จะพึงล่วงนั้น

๓.๓. เสวนปฺปโยโค พยายามเสพ

๓.๔. สาทิยนํ มีความยินดี


 



หมายเหตุ ศีล ๕ ข้อกาเม มีข้อต่างกัน ได้แก่

๓. กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี (เว้นจากการประพฤตผิดในกาม, เว้นจากการล่วงละเมิดสิ่งที่ผู้อื่นรักใคร่หรือหวงแหน) ศีลข้อนี้จะขาดต่อเมื่อล่วงพร้อมด้วยองค์ ๔

๓.๑ อคมนียวตฺถุ หญิงหรือชายที่ไม่ควรละเมิด (หญิง 20 จำพวก)

๓.๒ ตสฺมึ เสวนจิตฺตํ จิตคิดจะเสพ

๓.๓ เสวนปฺปโยโค พยายามเสพ

๓.๔ มคฺเคน มคฺคปฺปฏิปตฺติอธิวาสนํ ยังอวัยวะเพศให้ถึงกัน



(หญิง ๒๐ จำพวก คือ ๑. หญิงมีมารดารักษา ๒. หญิงมีบิดารักษา ๓. หญิงมีมารดาและบิดารักษา ๔. หญิงมีพี่ชายหรือน้องชายรักษา ๕. หญิงมีพี่สาวหรือน้องสาวรักษา ๖. หญิงมีญาติรักษา ๗. หญิงมีตระกูลเดียวกันรักษา ๘.หญิงประพฤติธรรมร่วมอาจารย์เดียวกันรักษา ๙. หญิงมีสามีรักษา ๑๐. หญิงที่ถูกสินไหมบังคับ ๑๑. ภรรยาสินไถ่ ๑๒. หญิงสมัครอยู่กับชาย ๑๓. หญิงเป็นภรรยาเพราะทรัพย์ ๑๔. หญิงเป็นภรรยาเพราะได้ผ้านุ่งห่ม ๑๕. หญิงที่ชายสู่ขอ ๑๖. หญิงที่ชายช่วยปลงภาระ ๑๗. หญิงเป็นทาสีชายได้เป็นภรรยา ๑๘. หญิงรับจ้างชายได้เป็นภรรยา ๑๙. หญิงเชลยได้มาเป็นภรรยา ๒๐. หญิงอยู่กับชายขณะหนึ่งคิดว่าชายนั้นเป็นสามีตน (สำหรับชายต้องห้ามสำหรับหญิง พึงเทียบกลับเอาตามนี้)

 



ศีลข้อ ๔ มุสาวาทา เวรมณี มีองค์ ๔ คือ

๑. อตถํ วตฺถุ เรื่องไม่จริง

๒. วิสํวาทนจิตฺตํ จิตคิดจะพูดให้ผิด

๓. ตชฺโช วายาโม พยายามพูดออกไป

๔. ปรสฺส ตทตฺถวิชานนํ คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น



ศีลข้อ ๕ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี มีองค์ ๔ คือ

๑. มทนียํ ของทำให้เมามีสุรา ยาดอง เป็นต้น

๒. ปาตุกมฺยตาจิตฺตํ จิตใคร่จะดื่ม

๓. ตชฺโช วายาโม พยายามดื่ม

๔. ปีตปฺปเวสนํ ดื่มให้ไหลล่วงลำคอเข้าไป



ศีลข้อ ๖ วิกาลโภชนา เวรมณี มีองค์ ๔ คือ

๑. วิกาโล เวลาตั้งแต่เที่ยงแล้วไปจนอรุณขึ้น

๒. ยาวกาลิกํของเคี้ยวของกินที่สงเคราะห์เข้าในอาหาร

๓. อชฺโฌหรณปฺปโยโค พยายามกลืนกิน

๔. เตน อชฺโฌหรณํ กลืนให้ล่วงลำคอเข้าไปด้วยความเพียรนั้น



ศีลข้อ ๗ นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนะ เวรมณี เว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกต่อกุศล มีองค์ ๓ คือ

๑. นจฺจาทีนิ การเล่นมีฟ้อนรำขับร้อง เป็นต้น

๒. ทสฺสนตฺถาย คมนํ ไปเพื่อจะดูหรือฟัง

๓. ทสฺสนํ ดูหรือฟัง



ศีลข้อ ๘ มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เวรมณี เว้นจากการลูบทา ทัดทรง ประดับตกแต่งร่างกายด้วยระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องย้อม เครื่องทาอันเป็นฐานะแห่งการแต่งตัว มีองค์ ๓ (๒ ตอน) คือ



ตอนที่ ๑ การบันเทิง ๓

๗.๑ นจฺจาทีนิ การเล่นมีฟ้อนรำขับร้อง เป็นต้น

๗.๒ ทสฺสนตฺถาย คมนํ ไปเพื่อจะดูหรือฟัง

๗.๓ ทสฺสนํ ดูหรือฟัง



ตอนที่ ๒ การตกแต่ง ๓

๗.๑. มาลาทีนํ อญฺญตรตา เครื่องประดับตกแต่ง มีดอกไม้และของหอม เป็นต้น

๗.๒. อนุญฺญาตการณาภาโว ไม่มีเหตุเจ็บไข้ เป็นต้นที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต

๗.๓. อลงฺกตภาโว ทัดทรงประดับตกแต่ง เป็นต้น ด้วยจิตคิดจะประดับให้สวยงาม





ศีลข้อ ๙ อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี งดเว้นจากการนั่งและการนอนบนที่นอนสูงใหญ่ มีองค์ ๓ คือ

๑. อุจฺจาสยนมหาสยนํ ที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

๒. อุจฺจสยนมหาสยนสญฺญิตา รู้ว่าที่นั่งที่นอนสูงใหญ่

๓. อภิสีทนํ วา อภิปชฺชนํ วา นั่งหรือนอนลง



ศีลข้อ ๑๐ ชาตรูปรชตปฏิคฺคหณา เวรมณี เว้นจากการรับเงินทอง

๑. ชาตรูปรชตํ หรือ หิรญฺญสุวณฺณฺ ของนั้นเป็นเงินและทอง

๒. อตฺตโน อตฺถาย ทียมานํ เฉพาะเป็นของตน

๓. อุคฺคณฺเหยฺย วา อุคฺคณฺหาเปยฺย วา อุปนิกฺขิตฺตํ วา สาทิเยยฺย รับเอาเอง หรือ ให้ผู้อื่นรับ หรือ เขาเก็บไว้ให้ ยินดี 



 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 6 พ.ค. 2556 (19:01)

ขอบคุณอาจารย์ T.พรสรวง (คนเดิม) ที่นำวินิจฉัยศีลมาลงไว้ครับ

สะกิดใจก็ตรง อรรถตามฝอยในศีลข้อ ๑ ว่า ปรปาโน คือสัตว์อื่นที่มีชีวิต มิได้หมายถึงตัวเอง
เพราะฉะนั้นการฆ่าตัวเองจึงไม่ล่วงกรรมบท เพราะไม่ครบองค์ของศีลข้อนี้

ตามประว้ติ มีปลาทองตัวหนึ่งฆ่าตัวตาย ยังไปเกิดในอเวจีมหานรก เป็นเพื่อนกับท่านเทวทัต
นี่น่ากลัวว่า การฆ่าตัวตายจะเป็นอนันตริยกรรมเหมือนกันครับ


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน676 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 6 พ.ค. 2556 (20:36)

อ.พรสรวงและคุณอังฯคะ อ่านแล้วรู้สึกขนลุกค่ะ ศีลลึกซึ้งจริงๆพึ่งทราบค่ะ แหมบอกตรงๆนะคะ เคยป่วยหนักมากถึงขนาดอยากฆ่าตัวตายเลย แต่โชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ค่ะ  ไม่งั้นต้องอยู่นรกขุมเดียวกับเทวทัต คำว่า"อนันตริยกรรม"คืออะไรคะ ได้เห็นมาสองครั้งแล้วค่ะ {#emotions_dlg.a8}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 6 พ.ค. 2556 (21:06)


ขอตอบ อาจารย์อังคาร ครับ

คำว่า ปาโณ สัตว์มีชีวิต คำนี้มาในบาลี หมายถึง เป็นคำสอนจากพระโอฐ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความน่าเชื่อถือมากกว่า คำว่า ปรปาโณ สัตว์อื่นที่มีชีวิต คำนี้มาในอรรถกถา


หมายถึง เป็นคำอธิบายของพระสาวกรุ่นแรกๆ จึงมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า คำที่มาในบาลีครับ เพราะฉะนั้นเจ้าปลาทองฆ่าตัวตาย จึงไปเกิดในอวิจิ หรืออเวจีมหานรก เพราะมีสาเหตุหลายประการ โทษของการล่วงศีลข้อนี้ก็หนักเบาต่างกันด้วยร่างกายของสัตว์ ๑ ด้วยคุณของสัตว์ ๑ ด้วยเจตนา ๑ และด้วยความพยายาม ๑ กล่าวคือ ถ้าฆ่าสัตว์ใหญ่ โทษก็มาก ถ้าฆ่าสัตว์เล็ก โทษก็น้อย ถ้าฆ่าสัตว์มีคุณมาก โทษก็หนักมาก ถ้าฆ่าสัตว์มีคุณน้อย โทษก็น้อยลดหลั่นกันลงไป ถ้าเจตนา คือความจงใจแรง โทษก็แรง ถ้าเจตนาคือ ความจงใจอ่อน โทษก็น้อย ความพยายามมากโทษก็มาก ความพยายามน้อยโทษก็น้อย แต่อย่าได้คิดว่าเมื่อท่านฆ่าสัตว์เล็ก ทั้งมีคุณน้อย มีความจงใจอ่อน และมีความพยายามน้อย โทษก็น้อย คงจะไม่น่ากลัว อย่าลืมว่า บาปอกุศลนั้นถึงแม้จะเล็กน้อยก็ไม่ควรทำ เพราะเมื่อสำเร็จเป็นกรรมแล้ว ย่อมพาไปอบายได้เช่นเดียวกับโทษหนักเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอาจไปอยู่ในอบายชั่วระยะเวลาอันสั้น ไม่ยาวนานเหมือนโทษหนัก เพราะฉะนั้นจึงควรสังวรระวังไม่ประมาทแม้โทษเพียงเล็กน้อยใน อรรถกถาวัมมิกสูตร มัช.มูล. เล่าถึงพวกโจรที่ฆ่าอุบาสกที่เป็นพระอนาคามีว่าทำให้ตาบอดทันที เพราะผู้ถูกฆ่าเป็นสัตว์ใหญ่ มีคุณธรรมสูง เจตนาของโจรก็แรง ทีนี้มาว่าถึงความน่าเชื่อถือของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎก มีที่มา 4 สถาน ได้แก่



1. มาในบาลี คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (น่าเชื่อถือมากที่สุด)

2. มาในอรรถกถา คือคำอธิบายของพระสาวกรุ่นแรกๆ (น่าเชื่อถือรองลงมา)

3. มาในฎีกา คือคำอธิบายของพระสาวกรุ่นหลังๆ แต่เป็นพระอรหันต์แล้ว (น่าเชื่อถือรอง

    ลงมาจากอรรถกถา)

4. มาในอนุฎีกา คือคำอธิบายของพระสาวกรุ่นหลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน

     แล้ว แต่ยังไม่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ (มีความน่าเชื่อถือน้อย) อธิบายแค่นี้ก่อนนะครับแล้วค่อยคุยกันใหม่


 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 6 พ.ค. 2556 (21:07)

ตำว่าอนันตริยกรรม น่าจะเป็นคำสนธิ รากศัพท์เดิมเป็นภาษาสันสกฤต ระหว่าง อนันตริยะ กับ กรรม
อนันตริยะ แปลว่า ไม่มีช่องว่าง ในความหมายข้างไทยก็คือ อนันต์ ค่าที่ไม่มีที่สิ้นสุด
กรรม ก็การกระทำ รวมความว่า กรรมหนักไม่มีประมาณ คือมากเหลือเกิน

ความจริงตามอรรถว่ามี ๕ อย่างด้วยกัน ที่เป็นอนันตริยกรรม คือ
๑. สังฆเภท คือทำให้คณะสงฆ์มีความแตกแยกกัน
๒. โลหิตปาท คือทำร้ายพระพุทธเจ้าตั้งแต่ห้อเลือดขึ้นไป
๓. อรหันตฆาต คือฆ่าพระอรหันต์
๔. ปิตุฆาต คือฆ่าพ่อตัวเอง
๕. มาตุฆาต คือฆ่าแม่ตัวเอง

กรรมทั้ง ๕ นี้ชื่อว่า อนันตริยกรรม ครับ  


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน676 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 6 พ.ค. 2556 (21:32)


คำว่า"อนันตริยกรรม"คืออะไรคะ ได้เห็นมาสองครั้งแล้วค่ะ {#emotions_dlg.a8} ไข่มุกราณี



ขอตอบคุณหน่อย ไข่มุกราณี ครับ คำว่า"อนันตริยกรรม" หมายถึงกรรมที่หนักหนาสาหัสมาก มาจากคำบาลีว่า อนันตะ แปลว่า มากหรือใหญ่ อริยะ แปลว่า ประเสริฐ หรือยิ่งขึ้นไป



กรรม แปลว่า การกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจ รวมความว่า การกระทำที่หนักมากยิ่งขึ้นไป (ไม่ใช่หนักธรรมดานะ) อนัตริยกรรม คือกรรมที่หนักมาก ใครทำกรรมนี้ จะห้ามไม่ให้ไปสวรรค์ ห้ามไม่ให้ไปนิพพาน ลงนรกสถานเดียวครับ ลงลึกถึงอวิจิ หรืออเวจีมหานรกเลย



อนันตริยกรรม นั้นมี 5 สถาน ได้แก่ 1. ฆ่าบิดา  2. ฆ่ามารดา  3. ฆ่าพระอรหันต์ 4. ทำร้ายพระพุทธเจ้า จนพระโลหิตห้อขึ้นไป (ห้อเลือด) 5. ทำสังฆเภท ยุยงหมู่พระสงฆ์ให้แตกความสามัคคี ถึงขั้นไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยกัน (สังฆกรรม หมายถึง กิจที่พระสงฆ์พึงกระทำ เช่น การลงอุโบสถ ทำวัตร สวดมนต์ การรับกฐิน การบวชพระใหม่ การปลงอาบัติ (การสารภาพผิดว่าได้ล่วงละเมิด พระธรรมวินัย ข้อนั้น ข้อนี้ ต่อไปจะไม่ล่วงละเมิดอีก ดังนี้เป็นต้น) หวังว่าคงจะได้ความกระจ่างขึ้นนะครับ คุณหน่อย ถ้าสงสัยอะไร ก็ถามมาได้นะครับ แต่ถ้าสงสัยในหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ไม่มีโอกาสได้บรรลุเป็นพระโสดาบันนะครับ

 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 6 พ.ค. 2556 (22:11)

อ.พรสรวงและคุณอังฯคะ   อ๋อ พึ่งนึกออกค่ะ อนันตริยกรรม เคยอ่านมาค่ะแต่ไม่รู้ว่าอะไรและเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร  พอได้เห็นอีกครั้งนึกได้เลย  สงสัยค่ะปลาทองก็เป็นสัตว์เล็กและฆ่าตัวเอง ทำไมโทษเท่าเทวทัตที่ทำร้ายพระพุทธองค์ห้อเลือด จนต้องตกนรกอเวจีคะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 6 พ.ค. 2556 (22:35)


ขอเชิญ คุณหน่อย ไข่มุกราณี ย้อนไปอ่าน ความเห็นที่ 109 อีกครั้งนะครับ คำที่ เป็นตัวดำๆ



นั่นแหละครับ คือคำอธิบาย ว่าเพราะเหตุใด จึงตกนรกอเวจี เป็นกรรมหนักที่สุดครับ


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 6 พ.ค. 2556 (23:14)

รออาจารย์ T.พรสรวง (คนเดิม) มาไขข้อข้องใจดีกว่าครับ

เมื่อใดที่ท่านอาจารย์เข้ามา ผมรบกวนพ่วงเรื่องของกรรมที่นำสู่อเวจีมหานรกด้วยครับ
ตัวอย่างเช่น ท่านเทวทัตที่ทำให้พระพุทธเจ้าห้อเลือด
เรื่องของ พระราชาสุปปพุทธะที่ทรงแกล้งพระพุทธเจ้า มีขวางทางบิณฑบาต เป็นต้น
เรื่องของ นันทมานพ ที่ไปแกล้งท่าน อุบลวรรณเถรีปฏิสัมภิทาญาณองค์อรหันต์
เรื่องของ นางจิญจมานวิกา ที่ไปกล่าวตู่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า
เรื่องของ นันทยักษ์ ที่เอาไม้พลองตีศีรษะพระสารีบุตรที่กำลังเข้านิโรธสมาบัติ
เรื่องของ ญาติๆพระเจ้าพิมพิสาร สมัยเป็นทายกยักยอกของถวายพระ
เรื่องของ สุพรรณมัจฉา ปลาสีทองที่กล่าวถึงนี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกว่า กปิลมัจฉา

แต่ละเรื่องมีแง่มุมให้พิจารณา และเป็นอุทาหรณ์ได้อย่างดี
ไม่ว่าจะเทวดา พระราชา จวบจนสัตว์เดรัจฉาน มีสิทธิ์ลงอเวจีมหานรกเหมือนกันครับ


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน676 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 7 พ.ค. 2556 (01:31)


ทีนี้ มาอ่านเรื่องราวของ นางวิสาขา มหาอุุบาสิกา กันต่อนะครับ



      ฝ่ายมิคารเศรษฐีเมื่อทราบว่าหาหญิงเบญจกัลยาณีให้ลูกชายได้แล้วก็รู้สึกดีใจ นำเรื่องไปกราบทูลพระเจ้าปเสนทิ พระราชาตรัสถามว่า หญิงนั้นเป็นลูกสาวใคร พอทราบว่าเป็นลูกสาวธนัญชัยเศรษฐีเมืองสาเกต ก็ตรัสกับมิคารเศรษฐีว่า พระองค์จะเสด็จไปทำพิธีสู่ขอด้วย

ส่วนธนัญชัยเศรษฐี พอทราบว่าในการมาสู่ขอลูกสาวของตนในครั้งนี้ พระราชาก็จะเสด็จมาด้วย จึงเรียกลูกสาวมาปรึกษา จัดแจงสถานที่ต้อนรับ อาคารหลังไหน ควรให้ใครพัก นางวิสาขา ได้สนองงานดังกล่าว ด้วยความเรียบร้อย มอบหมายหน้าที่ของชายหญิงบริวารแบ่งงานกันรับผิดชอบโดยทั่วถึง ไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน และบุคคลเหล่านั้นก็รับสนองงานอย่างเต็มที่ ด้วยความเต็มใจ ปัญหาสถานที่ต้อนรับก็ตกไป เรื่องสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเครื่องแต่งตัว และเครื่องประดับของเจ้าสาว ท่านเศรษฐีได้สั่งทำพิเศษ เรียกว่า "มหาลดาประสาธน์" เครื่องประดับนี้ประกอบด้วยเพชร 4 ทะนาน (1 ทะนานเท่ากับ 1 ลิตร) แก้วมุกดา 11 ทะนาน แก้วประพาฬ 20 ทะนาน แก้วมณี 33 ทะนาน สวมที่ศีรษะแล้วยาวลงมาจดหลังเท้า กระดุมทำด้วยทองคำ รังดุมทำด้วยเงิน ในเครื่องประดับนั้นเขาทำเป็นรูปนกยูงไว้ตัวหนึ่ง ซึ่งขนปีกข้างขวาทำด้วยทองคำจำนวน 500 ขน ข้างซ้ายอีก 500 ขน จะงอยปากทำด้วยแก้วประพาฬ นัยน์ตาทำด้วยแก้วมณี คอและแววหาง

ทำด้วยแก้วมณีเหมือนกัน ก้านขน และขาทำด้วยเงิน นกยูงนั้นสถิตอยู่บนศีรษะเวลาสวมใส่ปรากฏประหนึ่ง นกยูงกำลังรำแพนอยู่บนยอดเขา ราคาเครื่องประดับนี้รวมแล้วประมาณ 9 โกฏิ (90 ล้านกหาปนะ 1 กหาปนะเท่ากับ 4 บาทไทย) ไม่รวมค่ากำเหน็จ (ค่าทำ)อีกหนึ่งแสนกหาปนะ นอกจากเครื่องประดับราคามหาศาลนี้แล้ว ธนัญชัยเศรษฐียังได้เตรียมทรัพย์อื่นๆ อีกมากมายรวมทั้งช้าง ม้า วัว ควาย อย่างละ 100 ตัว ให้ลูกสาวนำติดตัวไปยังตระกูลของสามี เพื่อมิให้ฝ่ายสามีตำหนิได้ว่ามาตัวเปล่า ส่วนข้าทาสชาย หญิงนั้น ธนัญชัยเศรษฐีมิได้จัดให้ แต่ในวันออกเดินทางได้ประกาศว่า ใครอยากไปรับใช้นางวิสาขา ก็จงไป ใครไม่อยากไปก็อย่าไป ปรากฏว่ามีผู้สมัครใจขอติดตามไปรับใช้เป็นจำนวนมาก

          ก่อนลูกสาวจะออกจากบ้านไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายสามี ธนัญชัยเศรษฐีได้เรียกลูกสาวมาสั่งสอน ย้ำถึงความประพฤติและการปฏิบัติตน 10 ข้อ ดังนี้

   1. ไม่ควรนำไฟภายใน ออกไปภายนอก

   2. ไม่ควรนำไฟภายนอก เข้ามาภายใน

   3. ควรให้แก่คนที่ให้เท่านั้น

   4. ไม่ควรให้ แก่คนที่ไม่ควรให้

   5. ควรให้แก่คน ทั้งที่ให้ ทั้งที่ไม่ให้

   6. พึงนั่งให้เป็นสุข

   7. พึงบริโภค ให้เป็นสุข

   8. พึงนอน ให้เป็นสุข

   9. พึงบำเรอไฟ

   10. พึงนอบน้อมเทวดาภายใน

    ในระหว่างที่ธนัญชัยเศรษฐีกำลังสอนลูกสาวอยู่นั้น มิคารเศรษฐี ซึ่งเป็นพ่อสามี นั่งฟังอยู่ห้องติดกันได้ยินคำสอนนั้นอย่างชัดเจน แต่หาได้เข้าใจในเนื้อหานั้นไม่ธนัญชัยเศรษฐี

ยังได้คัดเลือกพ่อบ้าน 8 คน ติดตามไปคอยรับใช้ ถ้ามีเหตุการณ์ใดเกิดเป็นข้อพิพาทขึ้น

ให้ผู้ใหญ่ทั้ง 8 คนนี้ช่วยกันพิจารณาโทษ ตามโทษานุโทษ อย่าให้ลูกสาวถูกรังแกโดยปราศจากเหตุผล เมื่อเดินทางจากเมืองสาเกตไปยังเมืองสาวัตถี ธนัญชัยเศรษฐีได้ทำการสักการะพระราชา และมิคารเศรษฐีแล้ว ได้ตามไปส่งธิดา พอพ้นเขตเมืองสาเกตแล้ว
ก็กลับ ฝ่ายมิคารเศรษฐีนั่งมาในยานขนาดเล็กท้ายขบวน เห็นหมู่คนทั้งชายหญิง ที่สมัครใจตามมาเป็นผู้รับใช้เป็นจำนวนมากมายเช่นนั้นก็ตกใจ จึงถามคนใกล้ชิดว่า นั่นพวกไหนกัน ได้รับคำตอบว่า ผู้รับใช้หญิงผู้เป็นสะใภ้ของท่าน มิคารเศรษฐีเกรงว่า จะไม่สามารถเลี้ยงดูได้ เพราะมีจำนวนมากเหลือเกิน จึงบอกให้ไล่กลับไปเสีย แต่นางวิสาขาไม่ยอมห้ามไล่คนเหล่านั้นกลับ พร้อมทั้งบอกว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องความเป็นอยู่ของบุคคลเหล่านั้นเอง พอถึงประตูเมืองสาวัตถี นางวิสาขา ยืนไปบนรถ ปรากฏตัวให้ชาวเมือง

สาวัตถีได้ชม ทั้งรูปร่างหน้าตา และเครื่องประดับ และในวันที่มาถึงนั้น มีประชาชนจำนวนมากมาร่วมพิธีต้อนรับ พร้อมทั้งมอบของที่ระลึก (บรรณาการ) ตามกำลังของแต่ละคน นางวิสาขา ก็นำของเหล่านั้นแจกให้แก่ผู้ยากไร้ต่อไป สิ่งที่ประทับใจชาวเมืองสาวัตถีมากก็คือ ถ้อยคำที่นางพูดจา ใช้ถ้อยคำที่สุภาพเหมาะแก่วัยและแสดงความเป็นกันเอง ผู้มีอายุปูนพ่อแม่ ก็เรียกพ่อเรียกแม่ ที่อยู่ในรุ่นพี่ ก็เรียกพี่ชาย พี่สาว ที่อยู่ในรุ่นน้องก็เรียกน้องชาย น้องสาว ทำเสมือนชาวนครสาวัตถีนั้นคือ ญาติสนิทของนางทุกคน

เมื่อนางวิสาขา เข้ามาอยู่ในครอบครัวของสามีแล้ว ตอนแรกๆ ก็ไม่ค่อยปกติสุขนัก เพราะกระทบกระทั่งกับพ่อสามีบ่อยๆ อันเนื่องมาจากความระแวงและเข้าใจผิดของพ่อสามีน้่นเอง เช่น ครั้งหนึ่งแม่ลา ตัวที่เป็นแม่ม้าอาชาไนยออกลูก นางวิสาขา สงสารแม่ลาจึงพานางทาสีจุดตะเกียงไปช่วยอาบน้ำอุ่นให้ลา และให้พักผ่อนในที่ที่เหมาะสม พ่อสามีก็สงสัยว่าดึกดื่นเช่นนี้ นางวิสาขาไปทำอะไร แต่ยังไม่พูดเก็บไว้ในใจ อยู่มาอีกวันหนึ่งได้เชิญนักบวชเปลือย (อเจลกะหรือ ชีเปลือย) มากินข้าวที่บ้าน มิคารเศรษฐีให้คนใช้ไปบอกนางวิสาขา ให้มาร่วมทำบุญด้วยกัน ให้มากราบไหว้ พระอรหันต์ นางซึ่งเป็นอุบาสิกาโสดาบัน พอได้ยินคำว่า พระอรหันต์ ก็ดีใจรีบไปทำบุญ พอเห็นนักบวชเปลือย นางรับไม่ได้จึงเดินหนี พวกนักบวชเปลือยเห็นกิริยาท่าทางเช่นนั้น ก็ต่อว่ามิคารเศรษฐีว่าหาหญิงอื่นที่มีมารยาทดีๆ มาเป็นสะใภ้ไม่ได้แล้วหรือ จึงรับนางผู้มีกิริยากระด้างเช่นนี้มาเป็นสะใภ้ควรไล่ออกจากบ้านเสีย มิคารเศรษฐีไม่พอใจเป็นคำรบสอง ในวันเดียวกันนั้นเศรษฐีกำลังนั่งกินอาหารอย่างดี ชนิดเดียวกับที่จัดถวายนักบวชเปลือย เผอิญมีพระเถระรูปหนึ่งเดินมาบิณฑบาต มายืนอยู่ที่หน้าบ้าน แต่มิคารเศรษฐีทำเป็นไม่เห็น นางวิสาขา จึงบอกแก่พระเถระนั้นว่า ขอนิมนต์ท่านเดินไปบ้านอื่นก่อนเถิด คุณพ่อกำลังรับประทานของเก่า คำว่าของเก่านี้เองทำให้เศรษฐีเหลืออด จึงไล่นางออกจากบ้าน แต่นางบอกกับพ่อสามีว่า ดิฉันจะออกไปเพียงแค่ท่านขับไล่นั้นยังไม่ได้ เพราะก่อนจะมาอยู่บ้านนี้ บิดาของดิฉันได้มอบหมายให้พ่อบ้าน 8 คน คอยดูแลดิฉัน ถ้าดิฉันกระทำผิดก็ให้วินิจฉัยลงโทษได้ จึงขอให้ท่านโปรดเรียกพ่อบ้านทั้ง 8 คนมาพิจารณาเถิด เศรษฐีจึงให้คนไปเรียกพ่อบ้านทั้ง 8 คนนั้นมา แล้วบอกว่า หญิงคนนี้เห็นนั่งกินข้าวมธุปายาสอย่างดีใส่อยู่ในถาดทอง นางกลับพูดว่า ฉันกำลังกินของเก่าสกปรก เหมือนฉันเป็นยาจกขอทาน ลูกสะใภ้ดูถูกพ่อผัวถึงปานนี้จะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร พ่อบ้านก็ถามนางวิสาขาว่า จริงตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ นางวิสาขาชี้แจงว่า หนูไม่ได้พูดเช่นนั้น ความจริงมีอยู่ว่าพระเถระรูปหนึ่งมาบิณฑบาต ยืนอยู่หน้าบ้าน พ่อสามีของหนูทำเป็นไม่เห็น นั่งรับประทานข้าวมธุปายาสเฉย ไม่สนใจพระเถระนั้นเลย หนูคิดว่าพ่อผัวของเราไม่คิดจะทำบุญอีก บริโภคแต่บุญเก่า จึงพูดว่า บริโภคของเก่าเท่านี้ผิดด้วยหรือ พ่อบ้านกล่าวกับเศรษฐีว่า ถ้าคุณหนูพูดแค่นี้ท่านก็ไม่น่าจะถือโทษโกรธเธอนี่นา เศรษฐีกล่าวว่า เมื่อวันวานตอนเวลากลางคืนพากันไปหลังบ้าน ฉันไม่ทราบว่าไปทำไม พ่อบ้านว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร คุณหนูจงเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อย นางวิสาขาบอกว่า คุณพ่อทั้งหลายหนูไม่ได้ไปทำอะไรพิเศษหรือมีลับลมคมในอะไีีีรหรอก เรื่องมีอยู่ว่าแม่ลาตัวหนึ่งออกลูก หนูเห็นแ
ล้วสงสาร จึงพาหญิงชายคนใช้ไปช่วยกันปฐมพยาบาลแม่ลาที่ตกลูกนั้น หนูทำอย่างนี้ผิดด้วยหรือ พ่อบ้านพูดว่าท่านเศรษฐี คุณหนูของเราทำงานในบ้านของท่านเป็นงานที่แม้หญิงคนใช้ก็ยังไม่ทำ ท่านก็ยังเห็นว่าเธอทำความผิดอยู่หรือ เศรษฐีจึงว่า เอาหละ ถ้าท่านเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ผิด แต่ฉันสงสัยยิ่งนัก ก่อนที่เธอจะเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ ฉันได้ยินคุณพ่อของเธอเรียกไปกระซิบบอกกัน ซึ่งฉันได้ยินมากะหูของตัวเอง เช่นพูดว่า ไฟในไม่ให้นำออก ไฟนอกไม่ให้นำเข้า ทำไมจึงใจแคบเช่นนั้น ไม่เอื้อเฟื้อต่อบ้านใกล้เรือนเคียงเลยหรือ พ่อบ้านจึงว่า เป็นอย่างนั้นจริงหรือคุณหนู นางวิสาขา จึงอธิบายโอวาททั้ง 10 ข้อ ที่คุณพ่อสั่งสอน ดังนี้

1. ไฟในไม่ให้นำออกนั้น หมายความว่า เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดีของแม่ผัว พ่อผัว และสามีตัวเองแล้ว อย่าได้นำไปพูดให้คนนอกบ้านฟัง เพราะว่าไฟอะไรก็ไม่รุนแรงลุกลามได้เร็วเท่าไฟชนิดนี้  (เอาไว้ต่อคราวหน้านะครับ คืนนี้ดึกมากแล้ว)


 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 7 พ.ค. 2556 (23:00)

เห็น(อ่าน)เครื่องประดับนางวิสาขาแล้วก็เข้าใจว่าท่านเป็นนักยกน้ำหนักแชมป์โลกแน่เลย
เฉพาะแต่เพชรอย่างเดียวกันมากแล้ว ยังอย่างอื่นอีกนักหนา

ผมไม่เชื่อเรื่องแบบนี้ จะเรียกว่าผมเป็นคนบาปได้ไหมครับ
หากตายแล้วจะตกนรกระดับใด

ในความเห็นของผม คนที่(หรือพระที่)ฝืนคำสั่งพระพุทธเจ้าหรือฝืนพระธรรมวินัยในข้อร้ายแรงสี่ประการก็ต้องขาดจากการเป็นพระ
เช่นการอวดอุตริมนุสสธรรม หรือความสามารถพิเศษเหนือผู้อื่น คืออ้างว่าตนนั้นบรรลุคุณวิเศษแล้วเที่ยวประกาศให้คนรู้
แม้ไม่ได้พูดด้วยปาก แต่เป็นการเขียน ก็ถือว่าเป็นการจงใจ
แม้พระรูปที่บรรลุธรรมวิเศษ พระพุทธองค์ก็ยังตรัสห้ามอวดธรรมวิเศษที่มีอยู่จริง

ในความเห็นของผม พระรูปที่บรรลุธรรมชั้นสูงแล้ว มีสัมมาสติรู้ตัวตลอดเวลา แม้กระทั่งลมหายใจเข้าออกทุกขณะยังรู้
ดังนั้น พระที่บรรลุธรรมแล้ว ท่านไม่อวดอุตริมนุสสธรรมแน่นอน
ผมมั่นใจว่าใครที่อวดอุตริมนุสสธรรมก็คือผู้ไม่บรรลุธรรมเท่านั้นเอง
เพียงป่าวร้องไปเพื่อเห็นแก่ลาภสักการะต่างหาก

ผมเชื่อว่า พระที่บรรลุธรรมวิเศษนั้นมีมากมาย แต่ไม่มีท่านใดที่อวดอ้างและประกาศให้คนทราบครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 7 พ.ค. 2556 (23:03)


ส่วนในเรื่องไฟในไฟนอกนั้น ผมก็เห็นแตกต่างออกไปอีกอย่างหนึ่งครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 7 พ.ค. 2556 (23:30)

จากส่วนหนึ่งในความเห็นที่ 19
"ต่อข้อถามที่ว่าโลกจะแย่ไหมถ้าคนเลิกอยากจะนิพพานแล้ว
หากเปลี่ยนจากคำว่าคนเลิกอยากจะนิพพานแล้ว เป็นคนส่วนใหญ่ไม่รู้จริงเกี่ยวกับนิพพาน(ผมก็คือหนึ่งในนั้นด้วย)"

ในความเห็นของผม คนอยากนิพพานหรือไม่อยากนิพพาน ไม่ได้ทำให้โลกนี้แตกต่างกันเลย
คนที่ยังมีความอยากอยู่ แม้กระทั่งอยากเข้านิพพาน ก็ไม่สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้
ท่านที่เข้าถึงนิพพานได้จะต้องละความอยากทั้งหลายได้หมดสิ้น

ผู้ที่ทราบและจำพระพุทธวจนะได้ทั้งหมดก็ไม่ใช่จะเกิดดวงตาเห็นธรรมสำเร็จอรหันต์
พระอานนท์ท่านได้ยินคำสอนของพระพุทธองค์และจำได้ทั้งหมด ท่านก็ไม่ได้สำเร็จอรหันต์ทั้งที่ท่านมีความรู้(จำพระพุทธวจนได้)มากยิ่งกว่าใครทั้งหมด อิริยาบทที่ทำให้ท่านสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ก็แปลกกว่าใครทั้งหมด

การมีความรู้มากมายไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์ได้
บางท่าน ท่องคาถาซ้ำไม่กี่คำก็สามารถเกิดดวงตาเห็นธรรมได้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 8 พ.ค. 2556 (00:21)


อ.พรสรวงคะ  เรื่องท่านมหาอุบาสิกา สนุกดีค่ะ น่าติดตามมาก แต่อ.อย่าหักโหมนอนดึกนะคะ ห่วงสุขภาพค่ะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 8 พ.ค. 2556 (00:37)


ขอบพระคุณครับอาจารย์นิรันดร์


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน676 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 8 พ.ค. 2556 (20:51)


ขอบคุณท่านอาจารย์นิรันดร์ มากนะครับ ที่ให้ความสนใจ เข้ามาอ่านกระทู้นี้ ผมก็ไม่ได้รู้แจ้ง หรือเป็นผู้สำเร็จอะไรหรอกครับ ก็ศึกษาจากตำรามา ก็มาเล่าให้ผู้ที่สนใจได้อ่านได้ฟังกัน ก็เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ประการหนึ่ง เพื่อให้พุทธศาสนิกชน ได้เพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับ ประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพุทธบริษัททั้ง 4 เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาทางพระพุทธศาสนาต่อไป ก็ไม่ได้หวังว่า ผู้ศึกษาจะบรรลุอะไรหรอกครับ แค่รักษาศีล 5 ได้ก็เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดีแล้วครับ ส่วนพระที่สอนการปฏิบัติกรรมฐานนั้น ท่านก็สอน ตามแนวทางที่ท่านได้ปฏิบัติมา ท่านก็ไม่ได้อวดว่าท่านได้บรรลุอะไรหรอกครับ ท่านสอนพื้นฐานเท่านั้นครับ



 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 8 พ.ค. 2556 (21:22)


สวัสดีครับ คุณหน่อย ไข่มุกราณี และอาจารย์อังคาร และขอบคุณ คุณหน่อยมากครับ ที่ห่วงใยสุขภาพที่นอนดึก ผมนอนดึกเป็นปกติครับ ก็ไม่ต่ำกว่า ห้าทุ่มเกือบทุกวันแหละครับ ตอนนี้ก็สุขภาพไม่ดี เจ็บป่วยอยู่ คือผมป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน ครับ จะมีอาการสั่นตั้งแต่มือลงไป ถ้าสั่นมากๆ จะยืนไม่อยู่จะเซจะล้มได้ ตอนนี้ก็กินยาแก้โรคพาร์กินสัน ทุกวันๆละ 4 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน หมอที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดแจ้งว่า ต้องกินยาไปตลอดชีวิตครับ ดีที่ยังเบิกได้ ไปรับยาครั้งหนึ่งก็ขอมาสามเดือน ค่ายาประมาณ 5-6พันบาท

ก็ตกเดือนละสองพันบาท สาเหตุที่เป็นโรคนี้เนื่องจากสมองผลิตฮอร์โมน ชื่อโดปามีน ได้น้อย จึงต้องกินยาเพิ่มเสริมโดปามีน ให้เพียงพอ ตัวยาชื่อสามัญว่า เลโวโดปา ผมคิดว่าที่เป็นโรคพาร์กินสันนี้ อาจเป็นเพราะผมไม่ได้ทานข้าวตอนเช้ามานาน 10 ปีเห็นจะได้ ตั้งแต่ไปเรียนและทำงานอยู่กรุงเทพ เช้าไม่มีเวลากินข้าว ดื่มแต่กาแฟ แล้วไปกินข้าวมื้อกลางวันเลย นี่แหละความเป็นมาของโรคพาร์กินสัน ก็ขอบคุณที่ห่วงใยนะครับ ยังไงก็กินยาอยู่ตลอดก็ยังไม่มีอาการกำเริบครับ



เอ้าทีนี้ มาอ่านเรื่อ่งนางวิสาขา มหาอุบาสิกาต่อนะครับ

 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 8 พ.ค. 2556 (22:30)


นางวิสาขา จึงอธิบายโอวาททั้ง 10 ข้อ ที่คุณพ่อสั่งสอน ดังนี้



1. ไฟในไม่ให้นำออกนั้น หมายความว่า เมื่อเห็นสิ่งที่ไม่ดีของแม่ผัว พ่อผัว และสามีตัวเองแล้ว อย่าได้นำไปพูดให้คนนอกบ้านฟัง เพราะว่าไฟอะไรก็ไม่รุนแรงลุกลามได้เร็วเท่าไฟชนิดนี้ 

2. ไฟนอกไม่ให้นำเข้านั้น หมายความว่า ถ้าใครก็ตามที่เป็นเพื่อนบ้านพูดสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม

ของพ่อผัว แม่ผัว หรือของสามีตนเอง ก็อย่านำเอาคำพูดของคนเหล่านั้นมาบอกคนในบ้าน

มักจะก่อให้เกิดการทะเลาะกับชาวบ้าน ขึ้นชื่อว่าไฟ ไม่มีไฟอะไรรุนแรงเท่าไฟเช่นนี้

3. ควรให้แก่คนที่ให้เท่านั้น หมายความว่า เราควรให้แก่คนที่ยืมของเราไป แล้วนำมาคืนเท่านั้น

4. ไม่ควรให้แก่บุคคลที่ไม่ให้ หมายความว่า เราไม่ควรให้แก่คนที่ยืมของเราไปแล้ว ไม่นำมาคืน

5. ควรให้แก่คนทั้งที่ให้และไม่ให้ หมายความว่า เมื่อญาติมิตรที่ยากจนมาถึงบ้าน

ชนเหล่านั้น จะใช้คืนหรือไม่ใช้คืนก็ตาม เราควรอนุเคราะห์ญาติมิตรเหล่านั้นด้วยความเต็มใจ

6. พึงนั่งให้เป็นสุข หมายความว่า การนั่งในที่ ที่เห็นว่าเหมาะสมต่อหน้าแม่ผัว พ่อผัวและสามีแล้ว ควรนั่งต่อไป ไม่ควรลุกขึ้น เพราะเป็นการแสดงอาการไม่เคารพผู้ใหญ่ในบ้าน

7. พึงบริโภคให้เป็นสุข หมายความว่า ก่อนจะบริโภคอะไร ควรตรวจดูเสียก่อนว่า แม่ผัว พ่อผัว และสามี ได้บริโภคหรือยัง เลี้ยงดูท่านเหล่านั้นเสียก่อนแล้วตนเองค่อยบริโภคภายหลัง จึงจะบริโภคอย่างมีความสุข

8. พึงนอนให้เป็นสุข หมายความว่า ไม่พึงเข้านอนก่อนแม่ผัว พ่อผัว และสามี ควรปรนนิบัติท่านเหล่านั้นให้ดีเสียก่อน ตัวเองควรเข้านอนทีหลัง (คำโบราณสอนว่า "ตื่นก่อน

นอนทีหลัง" คือคุณสมบัติของแม่บ้านหรือแม่ศรีเรือนที่ดี)

9. พึงบำเรอไฟ หมายความว่า พึงให้ความเคารพแก่แม่ผัว พ่อผัว และสามี เสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้าน ที่ต้องจุดธูปเทียน บูชา กราบไหว้

10. พึงนอบน้อมเทวดาภายใน หมายความว่า ให้เห็นแม่ผัว พ่อผัว และสามี เป็นเทวดาภายในบ้าน ต้องให้ความเคารพ นอบน้อม

      มิคารเศรษฐี พอเข้าใจเนื้อความในโอกาสที่ธนัญชัยเศรษฐีย้ำกับลูกสาวนั้นแล้วก็ไม่มีข้อโต้แย้ง ได้แต่นั้งก้มหน้าอยู่เฉยๆ แล้วขอโทษลูกสะใภ้ พ่อบ้านทั้ง 8 คนได้ถามมิคาร

เศรษฐีอีกว่า คุณหนูของเรามีความผิดอะไรอีกหรือเปล่า เศรษฐีตอบว่าไม่มีแล้ว

      นางวิสาขา จึงกล่าวว่า บัดนี้ตนไม่มีความผิดแล้ว จึงขอออกจากบ้านนี้กลับไปบ้านบิดามารดาของตน พร้อมทั้งบอกคนรับใช้ทั้งชายหญิงจัดเตรียมเก็บของออกเดินทาง ฝ่ายพ่อผัวก็ได้อ้อนวอนขอให้นางเลิกล้มความคิดที่จะกลับบ้านเสีย ที่ผ่านมาเป็นความผิดของเขาเองทั้งหมด ที่ไม่รอบคอบและเข้าใจเอาเอง

      นางวิสาขา พูดต่อไปอีกว่า นางมาจากครอบครัวที่มีศรัทธาอันมั่นคงในพระรัตนตรัย

นางไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้โดยปราศจากการพบปะกับพระสงฆ์ หากมิคารเศรษฐีอนุญาตให้เธอได้บำรุงภิกษุสงฆ์ตามความพอใจ เธอถึงจะอยู่ มิคารเศรษฐีก็ยินยอมตามข้อเสนอของนาง




 



 





 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 8 พ.ค. 2556 (23:55)


ครับคุณครูพรสรวง

ผมก็ไม่ได้มีความคิดที่จะตำหนิอะไรคุณครูฯ

แต่ผมรู้สึกว่าข้อความที่คุณครูฯยกมาเล่าให้พวกเราฟังนั้น บางส่วนเป็นการอวดคุณวิเศษของใครบางคนอยู่(#72 ซึ่งผมทราบว่าเป็นผู้ล่วงลับไปแล้วท่านหนึ่ง) เผอิญผมได้อ่านหนังสือนั้นเหมือนกันครับ

ก็ไม่อยากให้ใครเสียศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนา แต่อยากสะกิดกันสักนิดหน่อยว่า จะเชื่อหรือไม่เชื่อสิ่งใดหรือความใดนั้นก็ต้องนึกถึงกาลามะสูตรไว้บ้าง

การเข้าถึงพระนิพพานนั้น ไม่จำเป็นต้องมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์อันใด

เพียงเป็นผู้เห็นทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ เห็นวิธีพ้นทุกข์ และหนทางที่ทำให้พ้นทุกข์และเดินทางนั้น

มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ เป็นต้น



ส่วนประวัติพุทธบริษัทอย่างนางวิสาขานั้น เรื่องราวก็ผ่านมานานเกินจะไปถกเถียงกันแล้ว หนังสือว่าอย่างไรก็อ่านๆไป คงมีบางส่วนจริงบ้าง บางส่วนไม่จริงบ้าง เพราะการแปลเป็นภาษาไทยใช่จะแปลแล้วถูกความเหมือนภาษาเดิม

ก็ภาษาไทยเราเอง คำเดียวกัน ฟังพร้อมกัน ต่างคนก็คิดต่างกันไป นับประสาอะไรกับเรื่องราวที่จารึกไว้ด้วยภาษาโบราณนับพันๆปีจะไม่เพี้ยนไป 

อย่างเรื่องที่นางวิสาขาท่านเคยมีตัวตนในอดีตนั้น ผมยอมรับและเชื่อว่าเป็นมหาอุบาสิกา แต่เรื่องที่มีพลังมหาศาล อย่างนี้ไม่เชื่อครับ ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผมเสียศรัทธาในพระพุทธศาสนา ด้วยผมแยกแยะออกว่า ส่วนใดที่เป็นธรรมะที่สมควรปฏิบัติ ส่วนใดที่เป็นเพียงนิทานเล่าสืบกันมา เป็นอุบายที่ชวนให้คนหันเข้ามาสนใจ


 


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 125 9 พ.ค. 2556 (00:11)


คำสั่งสอนสุดท้ายของพระตถาคตก็คือ "สังขารมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ให้ท่านทั้งหลายยังประโยชน์ต่างๆให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด"



ก็ไม่แน่นะครับคุณครูพรสรวง แพทย์ปัจจุบันบอกรักษาไม่หาย แต่ก็มีหลายคนที่หายได้อย่างน่าประหลาด

โดยเฉพาะคนที่หันมาปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง

เห็นคุณครูฯสนใจในธรรมะ อาจจะเป็นไปได้ที่อาการป่วยของคุณครูฯ อาจจะทุเลาลงหรือหายได้ก็ได้

อย่างไรก็ตามก็ขอให้เชื่อฟังแพทย์กินยาให้เป็นปกติ ช่วยให้อาการไม่กำเริบขึ้นมาก็นับว่าดีมากแล้ว 

หลายคนที่ปฏิบัติธรรม ร่างกายที่เสื่อมไปแล้วกลับสดชื่นดูหนุ่มสาวขึ้นก็มี

ก็ขอเป็นหนึ่งกำลังใจที่อยากให้คุณครูฯมีสุขภาพที่ดีขึ้นนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 126 9 พ.ค. 2556 (01:02)


ขอบพระคุณท่านอาจารย์นิรันดร์ มากนะครับ ที่ให้กำลังใจ นี่แหละคนเราเกิดมาก็ทุกข์ประจำกาย หรือสังขารกันทุกคน และเป็นโลกธรรม 8 ด้วยครับ หนีไม่พ้นหรอกครับ นอกจากจะละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ ก็จะพ้นจากโลกธรรมนี้ได้ครับ และสุดท้าย ขอให้พรที่ท่านอาจารย์มอบให้ผมนี้ จงบังเกิดกับท่านอาจารย์ ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงตลอดไปนะครับ


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 127 10 พ.ค. 2556 (00:53)

ตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่นอยู่เมื่อหลายสิบปีก่อน
ผมเคยเป็นโรคแพ้อากาศ (หอบหืด) หายใจไม่เข้า
เวลาหืดจับขึ้นมา นอนไม่ได้ เพราะนอนแล้วหายใจไม่ได้เลย
นึกๆก็อยากตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเหมือนกัน แต่ก็คิดว่ายังมีหน้าที่ต้องดูแลลูกเมีย ไม่สามารถรีบตายได้
หลังจากที่ได้พยายามฝึกทำสมาธิ ระลึกรู้ถึงลมหายใจทั้งเข้าและออกอยู่เป็นประจำ
พยายามให้อภัย ไม่เกลียด ไม่โกรธ(นาน) สวดมนต์เป็นประจำ แม้ขณะกลางวัน ขับรถอยู่ก็สวดมนต์ไปเป็นบ่อยๆแต่ไม่ทุกครั้ง
เดี๋ยวนี้ อาการหอบหืดแทบไม่กลับมารบกวนอีกเลย ผมทราบว่าไม่หาย เพราะมันมีอาการเตือนล่วงหน้า พอรู้ทันก็เตรียมรับสถานการณ์ไว้ หายามากินดักล่วงหน้า 
ก็อาจเป็นด้วยโรคที่ผมเป็นเกี่ยวกับลมหายใจเข้าออกพอดีก็ได้ พอได้พิจารณาลมหายใจอยู่เป็นประจำก็สามารถรู้ทันว่าแม้แต่ลมหายใจก็ไม่ใช่ลมหายใจของเราสักหน่อย ต้องคอยดูแลลมหายใจให้ดีไม่ให้มันทรยศเราได้


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 128 10 พ.ค. 2556 (01:36)

ในชีวิตของผม ผมได้มีโอกาสสัมผัสคน 3 คนที่อยู่ในอ้อมแขนและกำลังจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับ 3 คน คือ แม่ยาย พ่อ และ แม่ของผม ในช่วงเวลานั้นเป็นความรู้สึกที่ยากที่จะรับได้ แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในชีวิตที่ทำให้ได้เรียนรู้และตระหนักในสิ่งที่จารึกลงในชีวิตหลายอย่าง

ช่วงเวลาสุดท้ายนั้น ผมได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่า "ลมหายใจเฮือกสุดท้าย" มันช่างเป็นลมหายใจที่ดังและยาวนานมาก จนแทบจะทำให้หัวใจของผมแตกสลาย เป็นลมหายใจที่เตือน และสอนบทเรียนที่เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงหลายๆอย่าง

ท่านจากไปด้วยโลกชรา แต่ก็ดูเหมือนว่าท่านจะรู้ตัว และได้กำชับว่า เมื่อจากไปแล้วไม่ต้องหันหลังมาดู ไม่ต้องเก็บสิ่งใดเป็นที่ระลึก ขอให้ติดถึงในสิ่งที่ท่านเคยสอนไว้ ท่านจะได้ไม่ต้องห่วง

ผมเห็นหลายๆคนเก็บเถ้ากระดูก เส้นผม หรือแม้แต่สิ่งของของท่านไว้ระลึกถึง แต่ท่านสั่งว่าไม่ต้องเก็บให้เป็นห่วงและเป็นภาระ เดี๋ยวจะเป็นทุกข์ ผมว่าท่านพูดถูก หากจะคิดอีกแง่หนึ่ง สิ่งที่ท่านได้ฝากไว้นั้นสมบูรณือยู่แล้วในตัวของผม ผมมีโครโมโซมของท่านทั้งสองอยู่ในตัว ผมมีคำสอนที่ท่านได้มอบให้อยู่ในใจ เท่านั้่นก็เพียงพอแล้วมิใช่หรือ


แขชนะ
ร่วมแบ่งปัน6432 ครั้ง - ดาว 451 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 129 10 พ.ค. 2556 (16:01)

อ.พรสรวงคะ ขอบคุณมากค่ะ ยังติดตามท่านมหาอุบาสิกาค่ะ อ.อย่าไปคิดอะไรมากเรื่องเจ็บป่วยทานยา คิดว่าทานวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ทานแล้วหล่อเหลาสมบูรณ์ ยิ่งทานก็ยิ่งหล่อ ร่างกายแข็งแรงเพราะได้บำรุง ไปที่ไหนก็มั่นใจค่ะ รู้ความลับแล้วว่า อ.พรสรวงเป็น ส.ว. (สูงวัย)หรรษา ค่ะ {#emotions_dlg.q5}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 130 11 พ.ค. 2556 (02:55)

มาฟัง (อ่าน) เรื่อง นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ต่อนะครับ
    ต่อมา นางวิสาขาได้นิมนต์พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ไปฉันภัตตาหารที่บ้าน ฝ่ายนักบวชเปลือย(ชีเปลือย) พอได้ทราบข่าวก็พากันไปล้อมบ้านเศรษฐีไว้ เพื่อไม่ให้เศรษฐีไปร่วมทำบุญกับลูกสะใภ้ เมื่อพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระสงฆ์ได้ไปถึงบ้านนางวิสาขาแล้วซึ่งนางวิสาขา ก็ได้เตรียมภัตตาหารคาวหวานไว้เรียบร้อย จึงส่งสาวใช้ให้ไปบอกพ่อสามีให้มาร่วมถวาย พวกนักบวชเปลือยก็ห้ามเอาไว้ เศรษฐีจึงบอกสาวใช้ไปว่า ตนยังไม่ว่างขอให้นางวิสาขา ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าเองตามสบายเถิด หลังจากพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ฉันอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางวิสาขาจึงทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม และให้คนไปตามพ่อของสามีอีกให้มาฟังพระธรรมเทศนาด้วยกัน ครั้งนี้เศรษฐี จะบ่ายเบี่ยงอีก ก็จะดูน่าเกลียดเกินไป จึงบอกกับนักบวชเปลือยเหล่านั้นว่า ตนต้องไปและสัญญาว่าจะนั่งฟังอยู่ภายนอกม่าน เมื่อพระบรมศาสดาทรงเริ่มแสดงธรรม ก็ตรัสว่า ท่านจะนั่งอยู่นอกม่าย หรือในม่านก็ไม่สำคัญ ต่อให้นั่งอยู่นอกบ้าน ท่านก็จะได้ยินเสียงเราทั้งนั้น มิคารเศรษฐีได้ยินเช่นนั้น ก็แปลกใจ สงสัยว่าพระบรมศาสดา คงจะมองเห็นตน จึงตั้งใจฟังเพื่อจะรู้ว่าพระบรมศาสดาจะตรัสว่าอย่างไรบ้าง เมื่อตั้งใจฟังจิตก็เป็นสมาธิ เข้าใจในพระธรรม ที่พระองค์ทรงแสดง พอจบพระธรรมเทศนา มิคารเศรษฐีก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ประกาศตนเป็นพุทธมามกะพร้อมกับนับถือนางวิสาขาประหนึ่งมารดา จึงประกาศว่า นางวิสาขา ทำให้ตนได้ชีวิตใหม่ เกิดใหม่ในพระพุทธศาสนา นางวิสาขา จึงได้ชื่อว่า "มิคารมารดา" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และพอนางมีลูกชายจึงตั้งชื่อว่า "มิคาร" เช่นกัน
     บ้านของมิคารเศรษฐีจึงปิดตายสำหรับนักบวชเปลือย แต่เปิดต้อนรับพระสงฆ์พุทธ
สาวกตลอดเวลาตั้งแต่นั้นมา ด้วยความชื่นชมในความเฉลียวฉลาดของลูกสะใภ้้คนนี้เศรษฐีอยากจะทำอะไรให้ลูกสะใภ้บ้าง คิดว่าเครื่องประดับมหาลดาประสาธน์ของนางนั้น
หนักเกินไป ไม่อาจประดับได้เป็นประจำ จึงตัดสินใจทำให้ใหม่มีขนาดและน้ำหนักน้อยกว่าเดิม สามารถสวมใส่ได้ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืนชื่อ "ฆนมัฏฐกะ" มีมูลค่า
หนึ่งแสนกหาปณะ ในวันมอบเครื่องประดับใหม่นี้ให้แก่นางวิสาขา มิคารเศรษฐีก็ได้นิมนต์
พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน มาฉันอาหารในบ้านอีก
      นับแต่นั้นมานางวิสาขา ก็อยู่ในบ้านของสามีอย่างมีความสุข ได้ทำบุญทำกุศล มีการ
ให้ทานเป็นต้นอย่างสม่ำเสมอ จนกระทั่งนางมีลูก 20 คน เป็นชาย 10 หญิงอีก 10 และลูกของนางเหล่านั้นแต่ละคนมีลูกอีก 10 คน หลานๆ ของนางแต่ละคน มีลูกอีกคนละ 10
และขยายออกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลูก หลาน เหลน โหลน ลื้อ รวมกันได้ 8,420 คน นางวิสาขาอายุได้ 120 ปี แต่รูปร่างหน้าตามิได้แก่ไปตามวัยเลย ผมหงอกสักเส้นก็ไม่มี ยังสาวเหมือนหญิงวัย 16 ปี เวลานางเดินไปกับหลานๆ หรือเหลนๆ คนมองไม่ออกว่าคนไหนคือนางวิสาขา อยู่มาวันหนึ่งนางวิสาขาพร้อมด้วยหญิงบริวารไปทำบุญที่วัดตามปกติ
เวลากลับบ้านเผอิญลืมเครื่องประดับไว้ที่วัด พระอานนท์ไปพบเข้าแล้วไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัสสั่งให้พระอานนท์ นำไปเก็บไว้ที่บันได พอนางวิสาขา รู้ตัวว่าลืมเครื่องประดับไว้ที่วัด จึงให้สาวใช้รีบกลับไปหาดู พบพระอานนท์
สอบถามได้ความว่า พระอานนท์เอาไปเก็บไว้ที่บันได พอสาวใช้ทราบว่าเครื่องประดับนั้น
พระอานนท์จับต้องแล้ว นางก็แน่ใจว่านางวิสาขา คงไม่รับของนั้นคืน (เปรียบเหมือนเวลา
เราประเคนของพระ เมื่อท่านรับประเคนก็จะเอามือมาแตะหรือรับเอาไว้) จึงนำความมาแจ้งให้นางวิสาขา ทราบโดยละเอียด นางวิสาขา จึงประกาศขายเครื่องประดับนั้น เพื่อจะนำ
เงินมาสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า แต่ประกาศขายอย่างไรก็หาคนซื้อไม่ได้ เพราะราคา
แพงมาก นางวิสาขาก็เลยสั่งให้ช่างทองมาตีราคาเครื่องประดับ ช่างทองได้พิจารณา
อย่างละเอียดแล้วตีราคา 90 ล้าน (9 โกฏิ) ค่ากำเหน็จอีกหนึ่งแสนกหาปณะ นางวิสาขา
ได้รับซื้อไว้เองนำเอาเครื่องประดับนั้นมา แล้วนำเงินจำนวนดังกล่าวไปถวายวัด พบพระพุทธเจ้าก็กราบทูลถึงความเป็นมาของเงินจำนวนนี้ แล้วทูลถามว่า เงินจำนวนนี้ควรนำไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์แก่พระสงฆ์ พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้สร้างวัดเพื่อเป็นที่อยุ่
ของพระสงฆ์ นางวิสาขา จึงทำตามที่ทรงแนะนำ วัดที่นางวิสาขาสร้างถวายพระสงฆ์อันมี
พระพุทธเจ้าเป็นประธานนี้ชื่อ "วัดบุพพาราม" ใช้เวลาสร้าง 9 เดือนก้เสร็จสมบูรณ์ โดยมีพระโมคคัลลานะเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้าง (ภาษาพระเรียกว่า นวกัมมาทิฏฐายี) เมื่อสร้างเสร็จแล้วนางวิสาขา ได้ทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์อยู่จำพรรษาในวัด
บุพพารามนั้น ในการสร้างวัดครั้้งนี้นางวิสาขาได้ใช้เงินไปทั้งสิ้น 270 ล้าน (27 โกฏิ)คือ
ซื้อที่ดินสำหรับสร้างวัด 90 ล้าน ค่าก่อสร้างอีก 90 ล้าน และจัดงานฉลองวัดอีก 90 ล้าน
ไม่มีอุบาสิกาคนใด บริจาคทรัพย์บำรุงพระพุทธศาสนามากเหมือนนางวิสาขาเลย ในสมัย
เดียวกัน และนางได้บำเพ็ญกุศลอย่างสม่ำเสมอ ตลอดอายุขัยของนาง (จบแล้วครับ)


 


 


 


 


 


 


   


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 131 11 พ.ค. 2556 (14:57)

35-พระจูฬปันถกเถระ
เอตทัคคะในทางผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ

พระจูฬปันถก
เป็นน้องชายร่วมมารดาบิดาเดียวกันกับท่านพระมหาปันถก เมื่อพระมหาปันถก สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วได้รับความสุขจากการหลุดพ้นสิ้นกิเลสาสวะทั้งปวงแล้ว มีความปรารถนาจะให้จูฬปันถก น้องชายมีความสุขเช่นนั้นบ้างจึงไปขออนุญาตจากธนเศรษฐีผู้เป็นคุณตา ซึ่งก็ได้รับอนุญาตและให้ความร่วมมือด้วยดี เพราะคุณตาก็เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว เมื่อจูฬปันถกได้รับการอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว ท่านพระมหาปันถก ผู้เป็นพี่ชายได้สอนคาถาพรรณนาพุทธคุณหนึ่งคาถา ความว่า...

ปทุมํ ยถา โกกนุทํ สุคนฺธํ
ปาโต สิยา ผุลฺลมวีตคนฺธํ
องฺคีรสํ ปสฺส วิโรจมานํ
ตปนุตมาทิจฺจมิวนฺตลฺเข ฯ

“ดอกปทุมชาติที่ชื่อว่าโกกนุท ขยายกลีบแย้มบานตั้งแต่เวลารุ่งอรุณยามเช้า กลิ่นเกษร หอมระเหยไม่รู้จบ เธอจงพินิจดูพระสักยมุนีอังคีรส ผู้มีพระรัศมีแผ่ไพโรจน์อยู่ ดุจดวงทิวากรส่องสว่างอยู่กลางนภากาศ ฉะนั้น”


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 132 11 พ.ค. 2556 (15:09)

  • ปัญญาทึบพี่ชายไล่สึก
    ด้วยคาถาเพียงคาถาเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าพระจูฬปันถก เรียนอยู่นานถึง ๔ เดือนก็ยังจำไม่ได้ ท่านพระมหาปันถกพี่ชาย พยายามเคี่ยวเข็ญอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ในที่สุดก็เห็นว่าท่านเป็นคนโง่เขล่าปัญญาทึบ เป็นคนอาภัพในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถจะบรรลุคุณพิเศษเจริญรุ่งเรืองในพระศาสนาได้ จึงตำหนิประณามท่านแล้วขับไล่ออกจากสำนักไป ด้วยคำว่า
    “จูฬปันถก เธอใช้เวลาถึง ๔ เดือน ยังไม่อาจเรียนคาถาแม้เพียงบาทเดียวได้ นับว่าเธอเป็นคนอาภัพ ไม่สมควรอยู่ในพระศาสนานี้ เพียงคาถาเดียวยังเรียนไม่ได้แล้วจะทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ เธอจงออกไปเสียจากที่นี้เถิด”

    ในวันนั้น หมอชีวกโกมารภัจ ได้กราบอาราธนาพระผู้มีพระภาคพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ รูป ไปเสวยและฉันภัตตาหารที่บ้านของตนในวันรุ่งขึ้นในฐานะที่พระมหาปันถก ผู้มีหน้าที่ เป็นภัตตุทเทศก์ ได้จัดนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ ทั้งหมดในพระอาราม ในฉันภัตราหารที่บ้านของหมอชีวกโกมารภัจ นั้น เว้นเฉพาะพระจูฬปันถก เพียงรูปเดียวเหลือไว้ในพระอาราม พระจูฬปันถก เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจในชีวิตและวาสนาของตนเอง คิดว่าตนเองเป็นอาภัพบุคคลในพระพุทธศาสนา ไม่สามารถที่จะบรรลุโลกุตรธรรมได้ จึงตัดสินใจที่จะสึกออกให้เป็นฆราวาสแล้วทำบุญสร้างกุศลต่างๆ ตามควรแก่ฐานะ จึงได้หลบออกจากวัดตั้งแต่เช้าตรู่ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นเธอเดินมาจึงตรัสถามว่า:-

    “จูฬปันถก นั้นเธอจะไปไหนแต่เช้าตรู่เช่นนี้ ?”
    “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระมหาปันถกได้ขับไล่ข้าพระพุทธเจ้าออกจากอาราม ดังนั้นข้าพระพุทธเจ้าจะไปลาสิกขา พระเจ้าข้า”
    “จูฬปัถก เธอมิได้บวชเพื่อที่ชาย เธอบวชเพื่อตถาคตต่างหาก เมื่อพี่ชายขับไล่เธอ เหตุไฉนเธอจึงไม่มาหาตถาคต การกลับไปอยู่ครองเรือนจะมีประโยชน์อะไร มาอยู่กับตถาคตจะประเสริฐกว่า”

    พระบรมศาสดา พาเธอไปที่พระคันธกุฏี ประทานผ้าขาวบริสุทธิ์ผืนเล็ก ๆ ให้เธอผืนหนึ่ง แล้วทรงแนะนำให้เธอบริกรรมด้วยคาถาว่า รโชหรณํ รโชหรณํ พร้อมกับใช้มือลูบคลำผ้าผืนนั้นไปด้วย เธอรับผ้ามาด้วยความเอิบอิ่มใจ แสวงหาที่สงบสงัดแล้วเริ่มปฏิบัติบริกรรมคาถา ลูบคลำผ้าที่พระพุทธองค์ประทานให้เธอบริกรรมได้ไม่นาน ผ้าขาวที่สะอาดบริสุทธิ์ผืนนั้น ก็เริ่มมีสีคล้ำเศร้าหมองเหมือนผ้าเช็ดมือ จึงคิดขึ้นว่า “ผ้าผืนนี้เดิมทีมีสีขาวบริสุทธิ์ แต่อาศัยการถูกต้องสัมผัสกับอัตภาพของเรา จึงกลายเป็นผ้าสกปรก เศร้าหมอง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ” แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐานยกผ้าผืนนั้นขึ้นเปรียบเทียบกับอัตภาพร่างกายเป็นอารมณ์ ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณ คือปัญญาอันแตกฉานมี ๔ ประการคือ
    ๑.      อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ
    ๒.     ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม
    ๓.     นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติคือภาษา
    ๔.     ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ

    ครั้งรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังเรือนของหมอชีวกโกมารภัจ เพื่อเสวยภัตตาหารตามที่หมอชีวกกราบอาราธนาไว้ เมื่อหมอชีวกน้อมนำภัตตาหารเข้าไปถวายพระบรมศาสดา พระองค์ทรงปิดบาตรแล้วตรัสว่า “ยังมีพระภิกษุอีกรูปหนึ่ง อยู่ที่วัด” หมอชีวกจึงส่งคนไปนิมนต์ให้ท่านมาฉันภัตตาหาร


  • ประกาศความเป็นอรหันต์
    ขณะนั้น พระจูฬปันถก เพื่อจะประกาศความเป็นพระอรหันต์ของตน ให้ปรากฏ จึงได้เนรมิตพระภิกษุขึ้นถึงจำนวน ๑,๐๐๐ รูป ในพระอารามอยู่ในอิริยาบถต่าง ๆ กัน บ้างก็สาธยายพุทธคุณ บ้างก็ซักจีวร บ้างก็ย้อมจีวร เป็นต้น เมื่อคนรับใช้มาถึงวัดได้เห็นพระภิกษุจำนวนมากมายอย่างนั้น จึงรีบกลับไปแจ้งแก่หมอชีวก พระพุทธองค์ทรงสดับอยู่ด้วย จึงรับสั่งให้คนใช้นั้นไปนิมนต์ท่านที่ชื่อจูฬปันถก คนรับใช้ไปกราบนิมนต์ตามพระดำรัสนั้น ด้วยคำว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้า พระบรมศาสดารับสั่งให้มานิมนต์พระจูฬปันถก ขอรับ” ปรากฏว่าพระภิกษุทุกรูปต่างก็พูดเหมือนกันว่า “อาตมา ชื่อพระจูฬปันถก” คนรับใช้ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงต้องกลับไปกราบทูลพระบรมศาสดาตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอีก พระพุทธองค์ ตรัสแนะว่า:- “ถ้าพระภิกษุรูปใดพูดขึ้นก่อน เธอจงจับมือภิกษุรูปนั้นไว้แล้วนำท่านมา ส่วนพระภิกษุที่เหลือก็จะหายไปเอง”
    คนรับใช้ ปฏิบัติตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำนั้นแล้ว ได้นำพระจูฬปันถก สู่ที่นิมนต์ เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว พระบรมศาสดาทรงมอบให้ท่านเป็นผู้กล่าวภัตตานุโมทนา อันเป็นการเสริมศรัทธาแก่ทายกทายิกา


  • บุพกรรมของพระจูฬปันถก
    ในอดีตกาล ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พระจูฬปันถก ได้บวชเป็นพระภิกษุในครั้งนั้นด้วย ท่านเป็นผู้มีปัญญาดี จำทรงหลักธรรมคำสอนได้เร็วแม่นยำ ท่านเห็นเพื่อนภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งปัญญาทึบท่องสาธยายหัวข้อธรรมเพียงบทเดียวก็จำไม่ได้ จึงหัวเราะเยาะท่าน ทำให้ภิกษุรูปนั้นเกิดความอับอายเลิกเรียนสาธยายหัวข้อธรรมนั้น เพราะกรรมเก่าในครั้งนั้นจึงเป็นผลติดตามให้ท่านมีปัญญาทึบโง่เขลาในอัตภาพนี้ พระจูฬปันถก สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เป็นกำลังช่วยกิจการพระศาสนาตามความสามารถของท่านและโดยที่ท่านเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญในมโนมยิทธิ พระบรมศาสดาจึงทรงยกย่องท่านในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางผู้ชำนาญในมโนมยิทธิ ท่านดำรงอายุสังขาร สมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 133 12 พ.ค. 2556 (08:53)


อ่านเรื่องข้างต้นเพิ่มเติมที่นี่ได้ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 134 14 พ.ค. 2556 (20:52)

ประวัติสุนทรภู่


ความเป็นมา ผลงาน นิราศ นิทาน สุภาษิต บทละคร บทเสภา บทเห่กล่อม


๒๖ มิถุนายน วันสุนทรภู่


 


วัยเด็ก (พ.ศ.๒๓๒๙ - ๒๓๔๙) แรกเกิด - อายุ ๒๐ ปี
           พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙ ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย


สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงานมีสามีใหม่ และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คน เป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก


สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่ม เกิดรักใคร่ชอบพอ กับนางข้าหลวง ในวังหลัง ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึง กรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่ และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน


เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณ ที่จะมีการ ปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่ พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ ชั้นสูงเมื่อเสด็จสวรรคต หรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองแกลงว่า


"จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา"


แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙




วัยฉกรรจ์ (พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙) อายุ ๒๑ - ๓๐ ปี


          หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสองค์เล็ก ของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยา


สุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้ แต่งงานได้ไม่นาน ก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี สุนทรภู่ก็ต้อง ตามเสด็จพระองค์เจ้า ปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐


สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนัก ในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอก ทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย


ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไป เพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาคในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศ เมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลัง สมัยหนุ่ม ว่า


"ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย
มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล มาทำไร่ทำนา ท่านการุญ"


 


รับราชการครั้งที่ ๑ (พ.ศ.๒๓๕๙ - ๒๓๖๗) อายุ ๓๐ - ๓๘ ปี


          พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็นอย่างยิ่ง ในรัชสมัยของ พระองค์ ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบทุกวันนี้ พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละคร ขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น


มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณีทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณี บัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คน แม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิต ด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียน และเวียนใจอยู่กับเรื่องความรัก ที่ไหนจะมี เวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง


(กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์ เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้า พิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ)


อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ ทรงพระราชนิพนธ์บทชมรถทศกัณฐ์ว่า


"๏ รถที่นั่ง บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน
กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน
ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน
สารถีขี่ขับเข้าดงแดน พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"


ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไรให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็นึกไม่ออกจึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า



"นทีตีฟองนองระลอก กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น
เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน
ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน
บดบังสุริยันตะวันเดือน คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"



กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับสุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้าง และให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจแม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็นพนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 135 15 พ.ค. 2556 (00:36)


เชิญชมหลักหมุดกวีที่ระยอง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 136 15 พ.ค. 2556 (01:04)


โคลงบทหนึ่งของบรมครูสุนทรภู่



   เฉน็งไอจึ่งเว้า    วู่กา

รูกับกาวเมิงแต่ยา    มู่ไร้

ปิษย์เศ็นจะมู้สา      เคราฒู่ นี้เฮย

เชะแต่จะตอบให้     ช่วยมี้พมังรณอ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 137 15 พ.ค. 2556 (01:13)


เชิญชมข้าวของเครื่องใช้ของบรมครูกลอนสุนทรภู่ที่นี่ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 138 15 พ.ค. 2556 (17:59)

คุณอากับอ.พรสรวงคะ ขอบคุณมากที่นำเรื่องท่านกวีสุทรภู่มาให้อ่านเป็นความรู้  อ.มีตอนต่อไปอีกหรือเปล่า ผู้ประพันธ์คนนี้เขียนให้อ่านสนุกดี เอามาจากที่ใดคะ {#emotions_dlg.d5}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 139 16 พ.ค. 2556 (07:12)

โคลงของท่านสุนทรภู่อาจมีผู้จำเพี้ยนกันไปบ้าง บางแห่งว่า

๐ เฉน็งไอมาเวิ่งเว้า              วู่กา
รูกับกาวเมิงแต่ยา                  มู่ไร้
ปิดเซ็นจะมู่ซา                       เคราทู่
เฉะแต่จะตอบให้                   ชีพม้วยมังระณอ

บางแห่งก็เพี้ยนเป็น

๐ เฉน็งไอปร่อยเทียบเว้า     วู่กา
รูกับกาวเมิงแต่ยา                 มู่ไร้
ปิดเซ็นจะมู่ซา                      เคราทู่
เฉะแต่ตอบห้วยไม้               หลิ่งกล้นกลนถนาง


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน676 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 140 16 พ.ค. 2556 (09:23)

มีคนว่าสุนทรภู่ว่าท่านแต่งได้แต่กลอน ซึ่งเป็นคำประพันธ์ที่แต่งได้ง่าย
ท่านจึงได้แต่งโคลงบทนี้ขึ้นมา และเป็นที่มาของโคลงนิราศสุพรรณที่ท่านแต่งทั้งหมดด้วยโคลงสี่สุภาพ

ที่จริงแล้ว "กลอนสุนทรภู่"นั้นแตกต่างจากกลอนแปดทั่วไปที่มักเรียกกันว่ากลอนตลาด
อ่านไปสักพัก แม้ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนก็พอจะเดาทางได้ว่าเป็นกลอนสุนทรภู่
เพราะกลอนของท่านมีสัมผัสแพรวพราว การใช้คำกลมกลืนไพเราะเพราะพริ้ง ยากที่ใครจะเสมอเหมือนได้
อีกทั้งจินตนาการของท่านก็ก้าวล้ำนำสมัยเหมือนเป็นการทำนายอนาคตของโลกได้
อย่างในเรื่องพระอภัยมณี มีการผูกยานเดินเหินไปในอากาศได้ เรียกลมเรียกฝนได้ มีสัตว์ผสมข้ามเผ่าพันธุ์ ฯลฯ
การใช้ดนตรีเป็นเครื่องโน้มน้าวจิตใจก็เป็นเรื่องที่อยู่ในเพลงปี่ของพระอภัยมณี

จากส่วนหนึ่งของความทรงจำของผม
"ในเพลงปีว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย     ยังไม่เคยชมชิดพิสมัย
ถึงร้อยรสบุปผาสุมาลัย                   จะชื่นใจเท่าสตรีไม่มีเลย"
นอกจากสัมผัสนอกที่เป็น
สัมผัสบังคับแล้ว เราจะพบสัมผัสในอย่าง
สาม สัมผัสกับ พราหมณ์
พี่     สัมผัสอักษรกับ พราหมณ์

ชม   สัมผัสอักษรกับ ชิด
ชิด   
สัมผัสกับ พิส
ร้อย สัมผัสอักษรกับ รส
ผา   สัมผัสกับ มา  
ฯลฯ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 141 16 พ.ค. 2556 (09:47)


แต่บทประพันธ์ของมหากวีสุนทรภู่บทแรกที่ผมได้สัมผัสรับทราบกลับไม่ใช่กลอนของท่าน

กลับเป็นกาพย์สารพัดกาพย์ ไม่ว่าจะเป็น
กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ กาพย์ฉบัง ๑๖ กาพย์ยานี ๑๑

พอผมเริ่มจะเขียนหนังสือได้ คุณยายของผมซึ่งมีความรู้น้อยเพียง ป.๒ มีอาชีพหาบข้าวแกงขาย

ได้บอกให้ผมจดจากความทรงจำของท่าน และว่างๆ ท่านก็ท่องให้ฟัง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ชีวิตของผมในกาลต่อมา

กาพย์พระไชสุริยาเป็นกาพย์กลบทเพื่อใช้สอนการประสมคำ ให้กุลบุตรกุลธิดาได้รู้จักมาตราตัวสะกด เริ่มตั้งแต่แม่ ก กา ซึ่งไม่มีตัวสะกด ดังนี้ (ผมเขียนจากความทรงจำเมื่อ ๕๐ ปีก่อน อาจมีผิดพลาดได้มาก ทักท้วงได้ครับ)



กาพย์ยานี ๑๑

สาธุสะจะขอไหว้   พระศรีไตรสะระณา

พ่อแม่แลครูบา      เทวดาในราศี

ข้าเจ้าเอา ก ข       เข้ามาต่อ ก กา มี

แก้ไขในเท่านี้       ดีมิดีอย่าตรีชา

จะร่ำคำต่อไป        พอฬ่อใจกุมารา

ธรณีมีราชา           เจ้าพาราสาวะถี

ชื่อพระไชสุริยา     มีสุดามเหษี

ชื่อว่าสุมาลี          อยู่บูรีไม่มีไภ

ข้าเฝ้าเหล่าเสนา  มีกิริยาอะวาไศ

พ่อค้ามาแต่ไกล   ได้อาไศรในภารา

....



จะเห็นว่า แม้กาพย์ยานี ๑๑ ซึ่งมีลักษณะบังคับคำคล้าย ฉันท์ ซึ่งแต่งได้ยากยิ่ง

ท่านก็แต่งกาพย์ให้มีสัมผัสในแพรวพราวไม่ได้ด้อยไปกว่ากลอนของท่าน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 142 17 พ.ค. 2556 (23:37)


หากต้องการทราบเรื่องราวอื่นๆเพิ่มเติมของที่มหากวีพระสุนทรโวหาร(ภู่) อ่านได้ในวิกินะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 143 23 พ.ค. 2556 (17:11)

มาอ่านประวัติ สุนทรภู่ ต่อนะครับ


ออกบวช (พ.ศ.๒๓๖๗ - ๒๓๘๕) อายุ ๓๘ - ๕๖ ปี


          วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต นอกจากแผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิต ได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษา ในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย


"ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่ง แต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มา จนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... "


จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอพระราชหฤทัย ประกอบกับ ความอาลัยเสียใจหนักหนาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนอง พระมหากรุณาธิคุณ สุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า


"จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"


เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่นเมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์ จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะเขียนนิราศเมืองต่างๆ นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ


ชีพจรลงเท้าสุนทรภู่อีกครั้ง เมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ ถึงแก่อุตสาหะ ไปค้นหา ทำให้เกิด นิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณ ปี พ.ศ.๒๓๘๓ สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราว ในชีวิตของท่านอีก เป็นอันมาก จากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย




รับราชการครั้งที่ ๒ (พ.ศ.๒๓๘๕ - ๒๓๙๘) อายุ ๕๖ - ๖๙ ปี


          เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรง พระยศเป็นสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทรงพระเมตตา อุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัย ในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่อง สิงหไตรภพถวายกรมหมื่น อัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่ง


          แม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชร สุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายุ ได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี


นิราศ
๑. นิราศเมืองแกลง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนต้นปี
๒. นิราศพระบาท แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๕๐ ตอนปลายปี
๓. นิราศภูเขาทอง แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๑
๔. นิราศเมืองสุพรรณ (โคลง) แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๔
๕. นิราศวัดเจ้าฟ้า ฯ แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๗๕
๖. นิราศอิเหนา
๗. นิราศพระแท่นดงรัง
๘. นิราศพระประธม
๙. นิราศเมืองเพชร แต่งในราว พ.ศ. ๒๓๘๘-๒๓๙๒


นิทาน
๑. เรื่องโคบุตร แต่งในราวรัชกาลที่ ๑
๒. เรื่องพระอภัยมณี แต่งในราวรัชกาลที่ ๒-๓
๓. เรื่องพระไชยสุริยา แต่งในราวรัชกาลที่ ๓
๔. เรื่องลักษณวงศ์ (มีสำนวนผู้อื่นแต่งต่อ และไม่ทราบเวลาแต่ง)
๕. เรื่องสิงหไตรภพ แต่งในราวรัชกาลที่ ๒


สุภาษิต
๑. สวัสดิรักษา แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๖๔-๗
๒. เพลงยาวถวายโอวาท แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๗๓
๓. สุภาษิตสอนหญิง แต่งระหว่าง พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๓๘๓


บทละคร
๑. เรื่องอภัยณุราช


บทเสภา
๑. เรื่องขุนช้างขุนแผนตอนกำเนิดพลายงาม แต่งในรัชกาลที่ ๒
๒. เรื่องพระราชพงศาวดาร แต่งในรัชกาลที่ ๔


บทเห่กล่อม
๑. เห่เรื่องจับระบำ
๒. เห่เรื่องกากี
๓. เห่เรื่องพระอภัยมณี
๔. เห่เรื่องโคบุตร


รวมวรรณกรรมของสุนทรภู่ ทั้งหมด ๒๔ เรื่อง (จบแล้วครับ)


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 144 23 พ.ค. 2556 (17:31)


สาเหตุ ที่สุนทรภู่ ไม่เป็นที่พอพระทัย ของ รัชกาลที่ 3

มาจาก เรื่อง อิเหนา  ตอนบุษบา ลงสรง





                นางจึงสรงสนานในสระศรี       กับกำนัลนารีเกษมศานต์

                หอมกลิ่นโกสุมปทุมมาลย์      อายอบชลธารขจรไป

                น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา       ว่ายแหวกปทุมมาอยู่ไหวไหว

                นิลุบลพ้นน้ำขึ้นรำไร              ตูมตั้งบังใบอรชร


                                                ....................................................................

 



   หากว่าจำได้ไม่ผิดเพี้ยน             ผู้เขียนผู้ประพนธ์คนวังหน้า

   รัชกาลที่สองจอมราชา              ทรงกวีรจนาพาที

   จากเรื่องอิเหนาเอามาแต่ง          เติมแบ่งตอนไปให้ถ้วนถี่

   เรื่องนี้หลากรสพจน์กวี               เป็นเอกละครที่วังใน

   เป็นยอดละครกลอนเสนาะ          ไพเราะด้วยคำนำสมัย

   จากภาพตอนนี้นางใน                บุษบาทรงธารใสใกล้บัว

   เป็นเหตุทรงกริ้วสุนทรภู่              บรมครูตัดคำนำชั่ว

   เคราะห์ร้ายพาซัดตัดตัว              เพราะเหตุตัดบัวไม่ไว้ใย  



      ...................





 พอทราบเรื่องว่า ภาพนี้มาจากเรื่องอิเหนาพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนบุษบาเสี่ยงเทียน (ถ้าจำไม่ผิด) ก่อนที่จะเสี่ยงเทียนนางได้ไปอาบน้ำชำระกายกับนางในเพื่อให้สะอาดสะอ้าน บทกลอนบทที่สองที่คุณนางแย้มส่งมา เป็นบทที่ทำให้พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงกริ้ว เนื่องจากตอนนั้นสุนทรภู่ทรงถวายงานเป็นพระอาจารย์อยู่ ก่อนขึ้นพระที่นั่ง ได้ทรงตรวจทานของเดิมที่รัชกาลที่สองพระราชทานช่วงให้นิพนธ์ที่ว่า

                           " น้ำใสไหลเย็นเห็นตัว  แหวกว่ายกอบัวอยู่ไหวไหว "





ต่อมาเมื่อเข้าสู่พระที่นั่งสุนทรภู่กลับเสนอเสียใหม่ว่าให้แก้เป็น

                       " น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว "



 



ตามที่เห็น ทำให้พระนั่งเกล้าทรงเสียพระพักตร์หน้าพระที่นั่ง จึงเป็นเหตุให้ในสมัยรัชกาลที่สาม สุนทรภู่ไม่ได้เป็นที่โปรดปรานมากนัก





 


T.พรสรวง (คนเดิม)
ร่วมแบ่งปัน502 ครั้ง - ดาว 51 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 145 24 พ.ค. 2556 (00:11)


ความเห็นที่แตกต่าง



ตอนที่ผมเป็นนักเรียนก็เคยได้ยินได้ผังเรื่องราวที่ครูกลอนสุนทรภู่ต้องออกบวชด้วยเกรงราชภัย




แต่พระเจ้าอยู่หัวมหาเจษฎาบดินทร์ รัชกาลที่ ๓ หรือคุ้นเคยกันว่าพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงทศพิทราชธรรม ไม่น่าจะเป็นภัยต่อสุนทรภู่

แต่นิสัยมหากวีอย่างท่านสุนทรภู่นั้น แนวทางกวีของท่านไม่สามารถหาตัวจับได้ในยุคหลายร้อยปี

การออกบวช เป็นอิสระต่อการรับราชกาล สามารถเดินทางไปยังที่ต่างๆได้โดยไม่ต้องกังวลกับที่จะต้องคอยรับใช้เจ้านายพระองค์ใด แม้กระนั้นพระสุนทรภู่ บางคราวก็อยู่ที่วัดเทพธิดาราม และสอนหนังสือให้แก่เจ้านายน้อยๆเนื่องด้วยราชวงศ์ ไม่ใช่ต้องหลบซ่อนแต่อย่างใด

การที่สุนทรภู่ออกบวช เมื่อดูจากประวัติของท่าน ท่านได้เดินทางไปยังที่ต่างๆ พบปะผู้คนมากมาย และใช้ประสบการณ์ชีวิตในการเดินทางเขียนบทกวีออกมาที่มีรสกวีหลายหลากมากรส เป็นที่เชื่อกันว่าสุนทรภู่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ และได้ข้อมูลจากเพื่อนต่างชาตินำมาบรรจุเป็นตัวละคร ยานพาหนะ อาวุธ ฯลฯ ในนิทานคำกลอนพระอภัยมณี   นักเขียนหลายท่านที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ก็มีลักษณะคล้ายกันคือเป็นนักเดินทางท่องเที่ยวหาประสบการณ์มาเขียนหนังสือ



ผมเชื่อว่าการออกบวชของมหากวีสุนทรภู่ก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่หนีภัยจากพระมหากษัตริย์ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 146 24 พ.ค. 2556 (02:19)

คุณอาและอ.พรสรวงคะ ขอบคุณมากที่นำข้อมูลมาอ่านกัน
ตามความเห็นหน่อยนะคะ ท่านสุนทรภู่ผู้มากรักเจ้าชู้ อาจจะไม่มากรักหรืออาจไม่เจ้าชู้ แต่ผลงานของเธอลึกล้ำบรรยาย สามารถให้สาวใดอ่านก็เคลิ้มยอมรักใคร่เธอหลงเธอ มีความสุขแบบนี้มีหรือจะยอมห่มผ้าเหลือง อีกเหล้ายา มีหรือจะยอมอด บวชแล้วเกี้ยวสาวก็ไม่ได้ ดื่มเหล้ายาก็ไม่ได้ รู้สึกว่าเงินทองก็มีน้อย ไม่เหมือนสมัยอยู่ในวัง นั่งชมปทุมมาไหวไหวได้  บวชแล้วทำไม่ได้ ผลงานสไตส์แนวตนเองก็จะผิดเพี้ยน และมักเอ่ยว่าเคยรุ่งเรืองในวังบ่อยๆ พูดทีไรก็น้ำตาไหลแสดงว่าอาลัยในชีวิตในวังมาก .
เคยได้ยินมานานเรื่องบวชเพื่อรักษาชีวิต พอเปลี่ยนแผ่นดิน พวกเจ้าฟ้าชายน้อยมักถูกกำจัดประหาร กลัวแก้แค้นทวงบัลลังก์คืน พอให้ออกบวชเป็นเณรก็มักรอดชีวิตได้  ประเทศอื่นก็มี เช่นญี่ปุ่น อิกคิวซังก็โดนแบบนี้ 
แม้แต่ต้นไม้ยังมีบวชต้นไม้กลัวคนมาตัดโค่นค่ะ {#emotions_dlg.s2}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 147 25 พ.ค. 2556 (21:28)

เรื่องราวก็ผ่านมาเกือบสองร้อยปีแล้ว จริงเท็จประการใดก็ยากที่จะฟันธงลงไป
กาพย์พระไชยสุริยา บ้างก็ว่าไม่ใช่บรมครูสุนทรภู่แต่ง ด้วยไปปรากฏอยู่ในหนังสือแบบเรียนมูลบทบรรพกิจของพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางศ์กูร) แต่นักวิชาการหลายท่านสืบสวนทวนความแล้วสรุปว่าเป็นฝีมือของพระสุนทรโวหาร(ภู่) ตำแหน่งก็มาคล้ายๆกันเสียอีก
   เรื่องที่ท่านมีภริยาหลายคนก็ไม่ใช่จะหมายความว่าท่านนั้นเจ้าชู้ แต่ด้วยมีเหตุให้ต้องเลิกรากับคนรักคือแม่จันไป จึงได้ภริยาใหม่ แต่ก็เชื่อได้ว่าท่านรักแม่จันเป็นที่สุด
  แต่เรื่องกินเหล้านี่สิ ทำให้เสียคนติดคุกด้วยเมาแล้วไปทำร้ายแม่ของตัวเอง เป็นพระก็ยังอดเหล้าไม่ได้ ถูกจับได้ว่ากินเหล้าก็ถูกขับออกจากหมู่สงฆ์ต้องล่องเรือไปเรื่อย
  เรื่องที่กวีแต่ง แม้จะแทรกความจริงไว้ แต่ต้องวิเคราะห์ให้ดีว่าจริงสักกี่ส่วน เพราะอารมณ์กวีนั้น มีสลึงหนึ่งก็พูดเป็นร้อยชั่งได้ น้อยใจนิดเดียวก็ว่าแค้นใจหนักหนา ได้ยินมาอย่างหนึ่งก็มาเล่าให้เป็นอีกอย่างหนึ่งได้ อย่างเรื่องพระไชสุริยา ก็คาดกันว่าท่านสุนทรภู่ได้ยินเรื่องน้ำท่วมโลกจากพระคัมภีร์ไบเบิลก็เอามาแต่งเป็นเรื่องพระไชสุริยาได้อย่างเหมาะเจาะเข้ากับอัธยาศัยคนได้ได้เป็นอย่างดี


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 148 26 พ.ค. 2556 (20:54)

คุณอาคะ  ไปเที่ยวมาสนุกไหมคะ อารมณ์กวีต้องวิเคราะห์หนักเลยหรือคะ เคยนึกว่าบทกวีมักเป็นบทสารภาพบาป เมื่อกวีคิดอะไรซ่อนในใจพอแต่งบทกวีก็ไหลออกมาหมดอย่างชนิดเสแสร้งไม่มี เขียนเสร็จลบทิ้งไม่ให้ใครเห็นก็ไม่ไหว รู้สึกเพราะไพเราะมาก โดนใจตัวเองมาก อย่างท่านสุนทรภู่ประพันธ์ทุกผลงาน คิดว่าทุกบททุกตอนออกมาจากใจ และท่านเก่งมีพรสวรรค์ทางภาษาแม้จะเขียนสะกดแปลกไม่รู้สะกดผิดหรือไม่ผิดกันแน่ คิดหนักก็ใช้คำหนัก คิดเบาก็ใช้คำเบา ควบคุมได้ตามใจ ไม่เหมือนหน่อย ควบคุมใช้คำไม่เก่ง บางทีก็ใช้มั่วๆไม่ตรงใจคิดบ่อยๆ มันยาก เพื่อนยังว่าอ่านไม่รู้เรื่องหลายครั้งค่ะ {#emotions_dlg.a2}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 149 26 พ.ค. 2556 (21:18)

คุณอาคะ  ไปเที่ยวมาสนุกไหมคะ
ก็พอสมควรครับ มีโอกาสก็จะทะยอยออกมาเล่าให้อ่านกัน

อารมณ์กวีต้องวิเคราะห์หนักเลยหรือคะ
เรื่องราวที่กวีเขียนมักเติมแต่งจินตนาการของตนลงไปในบทกวี
หากใส่แต่ความจริงล้วนๆ มันก็เป็นสมุดบันทึกความทรงจำเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม กวีก็มักแทรกสอดความรู้สึกลึกๆในใจของตนลงไปในจังหวะที่เหมาะสมกลมกลืนกับเนื้อหา


เคยนึกว่าบทกวีมักเป็นบทสารภาพบาป เมื่อกวีคิดอะไรซ่อนในใจพอแต่งบทกวีก็ไหลออกมาหมดอย่างชนิดเสแสร้งไม่มี
เข้าใจผิดอย่างแรงแล้วล่ะ

เขียนเสร็จลบทิ้งไม่ให้ใครเห็นก็ไม่ไหว รู้สึกเพราะไพเราะมาก โดนใจตัวเองมาก
ดีครับ อาเองก็พยายามบันทึกไว้เหมือนกัน แต่พอเวลาผ่านไป มันก็หายไปเกือบหมด
ของท่านสุนทรภู่ก็เขียนไว้มากมายกว่าที่เราได้อ่านกัน แต่สูญหายไปเพราะถูกปลวกถูกมอดกินก็มี
มีคนตู่ไปว่าตนเขียนแล้วไม่ใส่ชื่อท่านก็มี


อย่างท่านสุนทรภู่ประพันธ์ทุกผลงาน คิดว่าทุกบททุกตอนออกมาจากใจ
ทุกบทที่หน่อยเขียนออกมาก ก็ออกมาจากในใจหน่อยเหมือนกัน

และท่านเก่งมีพรสวรรค์ทางภาษาแม้จะเขียนสะกดแปลกไม่รู้สะกดผิดหรือไม่ผิดกันแน่
เวลาผ่านไปตั้งสองร้อยปีแล้ว ภาษาที่ใช้ย่อมแตกต่างจากภาษาปัจจุบันอยู่บ้าง
กู มึง แต่ก่อนก็ไม่เรียกว่าคำหยาบ เดี๋ยวนี้ต้องเป็นคุณ ผม ฉัน เธอ เราก็ไม่เคยพบคุณ ผมในบทกวีของสุนทรภู่


คิดหนักก็ใช้คำหนัก คิดเบาก็ใช้คำเบา ควบคุมได้ตามใจ ไม่เหมือนหน่อย ควบคุมใช้คำไม่เก่ง บางทีก็ใช้มั่วๆไม่ตรงใจคิดบ่อยๆ มันยาก เพื่อนยังว่าอ่านไม่รู้เรื่องหลายครั้งค่ะ
อย่าว่าแต่เพื่อนเลย ลองเก็บบทกวีของตัวเองไว้สักสองสามปีแล้วกลับมาอ่านใหม่ ดูสิว่ารู้เรื่องหรือไม่ หากไม่ได้เขียนหมายเหตุไว้
ที่อาอยากเตือนก็คือ 
อย่ามั่วๆเลยแม้แต่ครั้งเดียว มันทำให้บทความของเราไม่มีคุณค่า เขียนแล้วกลับมาอ่าน ไม่ถูกต้องก็แก้ไขเสีย อย่าให้ความมันกระโดดไปกระโดดมา เขียนสั้นๆแล้วไม่ได้ความในบทเดียวก็ค่อยๆเขียนขยายเป็นหลายบทต่อกันก็ได้ อย่าลืม ต้องไม่มั่ว


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 150 27 พ.ค. 2556 (00:13)

อาเจ็กคะ  หน่อยมีคำหนึ่งที่สงสัยมานานแล้วค่ะ คำว่า"เนิ่นช้า"แปลว่าอะไรคะ หมายถึงว่าไม่ช้านานหรือช้านานแล้ว เห็นมีผู้ใช้บ่อยๆ เห็นท่าหน่อยจะใช้ผิดด้วยคน


"อย่างท่านสุนทรภู่ประพันธ์ทุกผลงาน คิดว่าทุกบททุกตอนออกมาจากใจ
ทุกบทที่หน่อยเขียนออกมาก ก็ออกมาจากในใจหน่อยเหมือนกัน
"
ประโยคนี้แปลว่า หน่อยเขียนออกมาจากใจจริง แล้วหน่อยเขียนบ้าๆบอๆก็แสดงว่าในใจจิตเสื่อมวิกลจริตหรือเปล่า เขียนบทบู๊ก็แสดงว่าในใจชอบอันตพาลกระมังค่ะ ฮิฮิ{#emotions_dlg.d5}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 151 27 พ.ค. 2556 (16:18)

เนิ่น, เนิ่นๆ หมายความว่า ก่อนเวลา
เช่น เปิดภาคเรียนใหม่ การจราจรคับคั่งมาก หากไม่รีบออกจากบ้านแต่เนิ่น เกรงว่าจะไปทำงานสาย

ช้า คงทราบความหมายดีอยู่แล้ว

เมื่อเอาเนิ่นไปรวมกับช้า ทำให้มีความหมายว่า ช้ายืดยาดจนเสียงานเสียการไป เช่น
อักขระห้าวันหนี    เนิ่นช้า
หมายความถึงการเรียนหนังสือแบบไม่ต่อเนื่อง ทิ้งเวลาไปเพียงห้าวันก็จะต้องมาเริ่มต้นใหม่ ทำให้เสียเวลามากขึ้นไปอีกกว่าจะเรียนหนังสือรู้เรื่อง

จากลักษณะคำประพันธ์ของหน่อย จากที่อาอ่านในช่วงแรกๆนะ (พักหลังนี้แทบไม่ได้เข้าไปอ่านเลย)
แสดงถึงความขัดแย้งที่มีอยู่ในใจหลายเรื่อง แต่แสดงออกมาในทางการเมืองเพียงอย่างเดียว และมีความเอนเอียงทางด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ไม่อาจเรียกว่าวิกลจริตหรอกครับ เพราะระบบเหตุผลยังดีอยู่มาก 
แตกต่างจากกวีที่ท่านจะแสดงมุมมองออกมาหลายด้าน หลากหลายรส เช่นการดำเนินชีวิต บทรัก การเดินทาง การสู้รบ โกรธเกลียด ชอบ ชัง ฯลฯ
เมื่อเป็นการแสดงเนื้อหาออกมาเพียงด้านเดียว คนอ่านที่ไม่นิยมด้านนี้ อ่านไปสักพักก็ไม่อยากอ่านอีก แต่ก็จะมีแฟนประจำ เรียกว่าคอเดียวกันที่ยังตามอ่านอยู่
มีคนเข้าไปพยายามเปลี่ยนประเด็นการเขียนโคลงบ้างก็ถูกแจ้งลบ หน่อยก็จะเสียมิตรด้านนี้ไป
อาเคยพยายามชักชวนให้หน่อยลองเขียนเรื่องราวอื่นบ้าง แต่ก็ไม่สำเร็จ


บางครั้งอาเข้าไปอ่านที่กระทู้บ๊ะจ่างฯ มีอะไรอยากจะแนะนำบ้างก็เกรงจะถูกแจ้งลบอีก ก็ตัดใจไม่เข้าไปดีกว่า
ก็นับว่าดีที่หน่อยเปิดประเด็นคุยกับคุณอังคารแล้วคุยเรื่องอื่นบ้างที่ไม่ใช่การเมือง เพราะการเมืองนั้นมีแต่เรื่องขัดแย้ง
เราชอบฝ่ายนี้ คนที่ไม่รู้จักแยกแยะแล้วเขาชอบอีกฝ่ายก็จะกลายเป็นอริกันโดยปริยาย

อาอยากให้หน่อยได้เข้าไปที่กระทู้อื่นๆ และเขียนโคลงในประเด็นอื่นที่ไม่ใช่การเมืองบ้าง เช่นแสดงอารมณ์รัก เล่าเรื่องการเดินทาง คารวะพระพุทธศาสนา ฯลฯ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 152 27 พ.ค. 2556 (23:59)

หน่อยลองอ่านบทนี้นะครับ

        กระต่ายมองเดือนเพ็ญเห็นกระต่าย
เดือนก็ฉายแสงนวลชวนให้หลง
ขึ้นคืนใหม่แขไขไยเล็กลง
หลายคืนคงหดหายไม่ฉายมา
ครึ่งเดือนพลันจันทร์กลับกลายเป็นเสี้ยว
กระต่ายเหลียวเห็นเคียวอยู่บนฟ้า
เหมือนคมเคียวกรีดเกี่ยวหัทยา
หมู่ดาราพากระพริบขยิบกัน
เยาะกระต่ายไฉนเจ้ามาเฝ้าแหงน
จะหาแฟนบนนภาช่างน่าขัน
กระต่ายบนจันทราหามีวัน
จะจากจันทร์ไปคบเจ้าเง่าสิ้นดี
คอยทุกวันจันทร์ค่อยกระจ่างฟ้า
ศศิมากลางแขแลเป็นศรี
ส่องสว่างทั้งวนาในราตรี
เดือนละครั้งก็ยังดีที่เห็นเธอ
มิได้หมายศศิในดวงจันทร์เจ้า
ละทิ้งเหย้ามาหาข้าเสมอ
ขอบางคราวปล่อยฉันฝันละเมอ

อยู่ข้างเธอเพ็ญจันทร์นิรันดรฯ

มันเป็นจินตนาการล้วนๆ
อาเอาหลายๆอย่างมาประกอบกันแล้วก็แต่งออกมาจากใจตัวเอง
มันเป็นจริงไม่ได้เลยที่กระต่ายจะคิดแบบนี้ จะเรียกว่าอาวิกลจริตได้ไหมล่ะ 
หน่อยคลิกที่สีฟ้า จะลิ้งค์ไปยังกลอนอื่นๆที่อาและเพื่อนได้แต่เอาไว้
จินตนาการไม่รู้จบ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 153 28 พ.ค. 2556 (20:24)

อาเจ็กคะ  หน่อยสงสัยนิดหน่อยค่ะ
มิได้หมายศศิในดวงจันทร์เจ้า
ละทิ้งเหย้ามาหาข้าเสมอ
ขอบางคราวปล่อยฉันฝันละเมอ
อยู่ข้างเธอเพ็ญจันทร์นิรันดรฯ.

คือว่า  กลอนบทนี้ กระต่ายพื้นดินขอฝันละเมอถึงกระต่ายบนจันทร์หรือละเมอถึงจันทร์กันแน่คะ เพราะวรรคสุดท้ายรู้สึกว่าจะขาดไปหนี่งคำหรือเปล่าหนอ
อาจว่าควรจะเป็นอยู่ข้างเธอแทนเพ็ญจันทร์นิรันดร หรืออยู่ข้างเธอดั่งเพ็ญจันทร์นิรันดร หรืออยู่ข้างเธอเช่นเพ็ญจันทร์นิรันดร หรืออื่นๆหรือหน่อยเข้าใจผิดไปค่ะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 154 28 พ.ค. 2556 (20:45)

อาเจ็กคะ
อาอยากให้หน่อยได้เข้าไปที่กระทู้อื่นๆ และเขียนโคลงในประเด็นอื่นที่ไม่ใช่การเมืองบ้าง เช่นแสดงอารมณ์รัก เล่าเรื่องการเดินทาง คารวะพระพุทธศาสนา ฯลฯ.
หน่อยก็เขียนเรื่องต่างๆในชีวิตประจำวันอยู่แล้วค่ะ ไปเที่ยวเดินทางก็เอามาบอกในนี้เพื่อคุยกับเพื่อนๆทุกครั้ง เรื่องทางธรรมก็รู้ผิดๆถูกๆเดี๋ยวตกนรกอเวจี แต่ถ้าพอทราบ
พอเขียนได้ก็พยายามเขียนอยู่ค่ะ  เรื่องอารมณ์รักก็พยายามอ่านของคนอื่นเป็นแบบอยู่บ้าง แนวหวานๆไม่ค่อยถนัดค่ะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 155 28 พ.ค. 2556 (21:15)

ตอบ #153
บางอย่างก็ไม่สามารถบอกได้ทั้งหมด ขอเว้นไว้เป็นปริศนาให้คนอ่านตีความเอง จงใจเขียนแบบนี้ ไม่ได้ตกหล่นหรือผิดความหมายที่ต้องการแต่ประการใดครับ

ตอบ #154

ลองแต่งเรื่องราวต่างๆให้เป็นบทประพันธ์ดูบ้างสิครับ แม้ยังไม่ถนัด แต่งไปเรื่อยๆก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 156 28 พ.ค. 2556 (21:24)

อาเจ็กคะ.
อาเข้าไปอ่านที่กระทู้บ๊ะจ่างฯ มีอะไรอยากจะแนะนำบ้างก็เกรงจะถูกแจ้งลบอีก ก็ตัดใจไม่เข้าไปดีกว่า
หน่อยไม่รู้แจ้งลบอะไรคะ ที่แจ้งคือลบที่คุยกับคุณอังคารเรื่องสนทนาธรรมเพราะหน่อยก็อปปี้มาที่กระทู้นี้แล้ว คิดว่าซ้ำกันแล้วและกลัวเพื่อนที่เข้ามาอ่านโคลงนึกว่าเลิกแต่งโคลง ที่คุยกับคุณอังคารเรื่องบทกวีก็มิได้ทำอะไรอยู่อย่างเดิม หน่อยมิเคยแจ้งลบข้อความคุณอาเจ็กเลยนะคะ หรืออ่านแท็ปเล็ตมือไปโดนหรือเผลอไปเปล่าไม่รู้ ต้องขอโทษด้วยค่ะ คุณอาเจ็กก็รู้หน่อยไม่เคยลบคำแนะนำคุณอาเจ็กเลยค่ะ ความเห็นของหน่อยแผ่หราอวดชาวโลกหมดค่ะ
จะแสดงความเห็นก็คิดดีค่ะ มิใช่ลบทีหลังค่ะ กระทู้กลายเป็นว่า บางความเห็นมีคำตอบไม่มีคำถาม บางมีคำถามไม่มีคำตอบ เพื่อนมาอ่านงงไปหมด สู้อุตส่าห์เขียนสะสมมาอ่านสนุกๆ กลับไม่รู้เรื่องเลยค่ะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 157 29 พ.ค. 2556 (00:57)

หน่อยไม่ได้ลบเอง แต่แจ้งให้ผมลบให้ครับ
จาก SMS ที่ผมยังไม่ได้ลบครับ
"คุณอาโปรดช่วยลบความเห็นที่ 559-669 ให้หน่อยทีค่ะ ยกเว้นภาพเณรน้อยของอ.แขชนะคะ กระทู้บะจ่าง เปิดกระทู้ใหม่แล้วค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูงปี๊ดค่ะ"


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 158 29 พ.ค. 2556 (02:54)

โธ่คุณอาเจ็กคะ  หน่อยขอช่วยลบความคิดเห็นเป็นร้อยความเห็น ทำไมไม่ขำก๊ากเสียงดังดังเลย ต้องรู้สึกประหลาดแล้วแบบนี้ ขอโทษค่ะที่เขียนผิดเลขความเห็น แหมหน่อย มักได้โพสต์คอม.น้องตอนค่ำๆดึกๆ คีย์ผิดๆถูกๆ แล้วคุณอาเจ็กก็บ้าจี้พิโรธงอน ไม่เอะใจบ้างน่าจะให้กลับไปตรวจสอบหรือยกมาให้ดูตั้งแต่ต้น ทนปั้นหน้าเขียวตั้งนานหลายวัน แต่เคลียร์แล้วก็ดีใจกระจ่าง ต้องขอโทษด้วยที่แจ้งลบคห.๖๖๙ของอาเจ็กที่เผลอไม่ได้มองละเอียด sorry!มากมากค่ะ โชคดีที่งอนไม่ลบตามหน่อยขอ ไม่งั้นเสียดายแย่ เถียงกันนานเลย {#emotions_dlg.d1}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 159 1 มิ.ย. 2556 (00:35)


โธ่คุณอาเจ็กคะ  หน่อยขอช่วยลบความคิดเห็นเป็นร้อยความเห็น ทำไมไม่ขำก๊ากเสียงดังดังเลย

ขำไม่ออกจริงๆ ก็ถูกไล่ออกจากบ้าน



ต้องรู้สึกประหลาดแล้วแบบนี้ ขอโทษค่ะที่เขียนผิดเลขความเห็น แหมหน่อย มักได้โพสต์คอม.น้องตอนค่ำๆดึกๆ คีย์ผิดๆถูกๆ

ยินดีให้อภัยจ้ะ เพราะไม่เคยโกรธหน่อย คนอื่นที่คิดทำร้ายอาและครอบครัว อายังให้อภัยได้ พบหน้ากันอาก็เข้าไปทักก่อนเหมือนไม่เคยเกิดเรื่อง แค่ถูกไล่ลบความคิดเห็นออกจากกระทู้ฯ เป็นเรื่องจิ๊บๆมาก ไม่ว่าอย่างไร อาก็ยังปรารถนาดีต่อหน่อยเหมือนเดิม และอาก็ยังอยากคุยกับหน่อยอยู่ แต่ไม่ใช่ในกระทู้นั้นอีกแล้ว



แล้วคุณอาเจ็กก็บ้าจี้พิโรธงอน

ไม่บ้าแน่นอน ไม่บ้าจี้ด้วย ไม่เชื่อก็ลองมาจี้ดูก็ได้ ไม่พิโรธ(โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า จำได้ดีพระอาจารย์ท่านสอนไว้) แล้วก็ไม่ได้งอนด้วย แต่เจียมเนื้อเจียมตัว ถูกเขาไล่ออกมา จะไปต่อว่าเจ้าของบ้านเขาได้อย่างไร



ไม่เอะใจบ้างน่าจะให้กลับไปตรวจสอบหรือยกมาให้ดูตั้งแต่ต้น ทนปั้นหน้าเขียวตั้งนานหลายวัน

ไม่เอะใจ เพราะอาเป็นคนตรงไปตรงมา พูดกับใครไม่ต้องตีความอีกว่าพูดอย่างนี้หมายความอย่างไร ดังนั้นเมื่อเห็นสารออกมาเช่นใดก็ตีความตามตัวหนังสือเป๊ะ มันชัดเจนอยู่แล้วจึงไม่ต้องตรวจสอบอีก ไม่เคยปั้นหน้าเขียวด้วย หน่อยมาคุยด้วยเมื่อใดก็คุยด้วยทุกครั้ง ตรงไปตรงมาเหมือนเดิมไม่มีแอบแฝง ไม่ใส่ร้าย ไม่ให้ร้าย ในกระทู้อื่นๆก็ยังมีแอบชมหน่อยลับหลังให้คนอื่นฟัง(อ่าน) เพียงแต่อาตั้งใจไม่กลับเข้าไปคุยในที่ที่่ถูกไล่ออกมาเด็ดขาด ไม่อยากถูกไล่อีกครับ



แต่เคลียร์แล้วก็ดีใจกระจ่าง ต้องขอโทษด้วยที่แจ้งลบคห.๖๖๙ของอาเจ็กที่เผลอไม่ได้มองละเอียด sorry!มากมากค่ะ โชคดีที่งอนไม่ลบตามหน่อยขอ ไม่งั้นเสียดายแย่ เถียงกันนานเลย

ที่จริงก็ตั้งใจจะลบให้ตามที่แจ้งมานะ ก็ลบไปได้เพียงบางส่วน แต่ตอนนั้นยังไม่มีเวลาลบให้ทั้งหมดตามที่แจ้ง พออาไม่ได้เข้าไปที่กระทู้นั้นอีกก็เลยลืมไปเลยว่าต้องเข้าไปลบให้ตามที่ขอมา ขอโทษแล้วก็ถือว่าขอโทษแล้ว เมื่อแสดงเจตนาว่าไม่ต้องลบก็จะไม่ตามเข้าไปลบอีกครับ



ที่จริงแล้วหน่อยแจ้งลบเองก็ได้ ไม่ต้องบอกให้อาลบให้

แต่การบอกอาให้ลบนั้น มันเหมือนกับการย้ำว่าต้องลบให้ได้นะ เพราะเมื่ออาลบแล้ว จะลบให้เกลี้ยงไปเลย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 160 1 มิ.ย. 2556 (22:09)

ไม่ บ้าแน่นอน ไม่บ้าจี้ด้วย ไม่เชื่อก็ลองมาจี้ดูก็ได้ ไม่พิโรธ(โกรธคือโง่ โมโหคือบ้า จำได้ดีพระอาจารย์ท่านสอนไว้) แล้วก็ไม่ได้งอนด้วย แต่เจียมเนื้อเจียมตัว ถูกเขาไล่ออกมา จะไปต่อว่าเจ้าของบ้านเขาได้อย่างไร
คุณอาคะ ขอโทษอย่างสูงที่แสดงกิริยาอย่างนั้น สงสัยจะใช้คำพูดรุนแรงไปหน่อย แต่มิได้คิดจะเป็นไปตามที่เอ่ยออกมาสักน้อย ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรโพสต์ไปแล้วและตอนโพสต์ก็ไม่ได้สะกิดใจอะไรเลย ผิดแล้วก็ยอมรับผิดค่ะ ยอมรับด้วยว่าขณะโพสต์คำพูดเครียดๆเหล่านั้นกำลังโกรธโมโหมาก พ่นไฟแผลงฤทธิ์ออกไปทั้งโง่ทั้งบ้า แต่หน่อยมิได้ไล่คุณอาออกจากกระทู้บะจ่างเลย หน่อยไม่รู้ว่าหน่อยโพสต์เลขที่ความคิดเห็นที่ขอร้องคุณอาช่วยลบผิดไป ต้องการลบแค่ความคิดเห็นที่คุยธรรมะกับคุณอังคารเท่านั้นมิใช่ลบเป็นร้อยความเห็น และก็ไม่ทราบจะแก้ไขอย่างไรคุณอาจึงหายโกรธและกลับเข้าไปแสดงความเห็นกระทู้บะจ่างอย่างเดิมได้ หน่อยล่วงเกินคุณอาไม่ได้ตั้งใจจริงๆ โปรดชี้แนะวิธีด้วยค่ะ


แต่การบอกอาให้ลบนั้น มันเหมือนกับการย้ำว่าต้องลบให้ได้นะ เพราะเมื่ออาลบแล้ว จะลบให้เกลี้ยงไปเลย
ขอโทษค่ะที่ไปสั่งการคุณอา สงสัยบ้าอำนาจไปหน่อย อยู่บ้านเป็นพี่ใหญ่ อะไรๆก็ไม่ค่อยยอมใคร แม้ไม่สั่งใครเพราะโตโตกันหมด แต่ถูกสั่งก็ไม่พอใจ เฮ้อ พยายามลดพฤติกรรมอวดเบ่งไปตั้งนานแล้ว สงสัยยังหลงเหลืออยู่ในกมลสันดานค่ะ


วันนี้ไม่สบายใจเลยทั้งวัน ดูโทรทัศน์ก็ไม่รู้เรื่อง ดูยิ่งลักษณ์พบประชาชนก็แทบไม่มีสมาธิ แก้ไขยังไงคิดไม่ออกเลย


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 161 1 มิ.ย. 2556 (23:00)

ไม่โกรธก็ไม่โกรธ ไม่งอนด้วย
หรือว่าต้องไปเยี่ยมที่บ้านพร้อมกระบองเพชรใหม่อีกสักต้นจึงจะเชื่อ  

อาก็เป็นแบบนี้ พูดอะไรก็ตรงๆ
ตอนที่ลูกอามาขออนุญาตแต่งงาน
อาก็บอกลูกไปว่า ไม่ต้องขอฯก็ได้ โตๆกันแล้ว จูงมือกันไปจดทะเบียนแล้วค่อยมาบอกก็ได้
ลูก ว่าที่ลูกเขยและพ่อดอง นั่งฟังอาแล้วก็ตกใจกันหมดทุกคน
แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาทั้งหลายจึงค่อยเข้าใจว่าที่อาพูดหมายความอย่างนั้นเป๊ะ

อาเป็นคนถือศีล ๕ แม้จะมีหลุดๆขาดๆไปบ้างแต่ก็พยายามรักษาให้ครบ
หน่อยไม่ต้องกังวลใจ
บอกว่าไม่ได้โกรธหน่อย ก็คือไม่ได้โกรธจริงๆ
ถ้าโกรธกันแล้วจะมาเสียเวลานั่งพิมพ์โต้ตอบคำถามอยู่ทำไม เงียบเฉยไปเลยไม่ดีกว่าหรือ

ก็อย่าไปฟังคารมนายกฯมากนัก เธอคิดอะไรเองไม่ค่อยออกสักเท่าใดนักหรอก อ่านบทก็ยังผิดๆถูกๆ ขายหน้ากันเองก็ยังพอทน ไปขายหน้าต่างชาติไม่รู้เท่าใดแล้ว

ก่อนนอน ก็ไหว้พระ สวดมนต์ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก
หายใจเข้าสั้นก็ให้รู้ว่าสั้น ยาวก็ให้รู้ว่ายาว
สติอยู่กับลมหายใจ 
บอกกับตัวเองว่า อาเขาไม่ได้โกรธเราสักนิด เรากังวลใจไปเองต่างหาก

ฝันดีจ้ะ enlightened


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 162 1 มิ.ย. 2556 (23:19)

อาบอกกับตัวเองแล้วว่าจะไม่เข้าไปที่กระทู้บ๊ะจ่างอีก อาก็ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองด้วย แม้ไม่ได้โกรธหน่อยเลย อาก็ไม่กลับเข้าไปอีกแน่นอน

ก่อนเราพูด เราเป็นนายของมัน 
พอเราพูดออกไปแล้ว มันกลับเป็นนายของเรา
หนทางแห่งความสุขคืออริยมรรค มีองค์ ๘
ข้อหนึ่งก็คือ สัมมาสติ
เมื่อมีสติ เราก็สามารถควบคุม กาย วาจา ใจ ของเราให้เป็นปกติสุขได้
การควบคุมกาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติ เรียกว่ากุศลกรรมบท มี ๑๐ ประการ
ซึ่งแบ่งเป็น กายกรรม ๓   วจีกรรม ๔ และ มโนกรรม ๓

จะเห็นว่า การใช้คำพูดนั้นมีที่พึงระวังถึง ๔ ประการ
ประกอบด้วย ไม่โกหก ไม่พูดหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด

การโพสต์ข้อความเป็นการใช้วจีกรรมอย่างหนึ่ง
การพูดหรือการใช้ข้อความที่จริงบ้างไม่จริงบ้าง ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แล้วกล่าวออกไปทำให้คนเข้าใจผิดกัน เกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นการทำที่ออกนอกลู่นอกทางแห่งความสุข(มรรค ๘) ผู้ที่กระทำลงไปก็จิตใจไม่สงบ ฟุ้งซ่านออกไป สูญเสียความสุขที่อยู่เฉยๆก็สุขได้ไปเปล่าๆ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 163 1 มิ.ย. 2556 (23:41)

เนื้อหาของโคลงในกระทู้บ๊ะจ่างฯนั้น
จริงบ้างไม่จริงบ้าง ด้วยข้อมูลที่ได้มาถูกบิดเบือนก่อนออกสื่อให้ประชาชนรับทราบ
ยิ่งเขียนเป็นคำประพันธ์ที่ประกอบด้วยอารมณ์ของผู้ประพันธ์เข้าไปด้วย ยิ่งเหลือความจริงที่เชื่อถือได้น้อยลง
ประกอบกับบางทีก็ย่นย่อ บางทีก็มั่วๆ อย่างที่เจ้าตัวทราบดีกว่าใครทั้งหมด ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในบทกวีลงไปอย่างน่าเสียดาย
อีกทั้งเมื่ออ่านแล้วถึงแม้ได้ได้ใช้คำหยาบหรือโกหก แต่ใครอ่านก็ต้องทราบว่าเป็นการเสียดสี แต่ผู้แต่งก็มักอ้างว่าแต่งเล่นสนุกๆขำๆ
มันก็เสียทีเดียวสองอย่างคือโกหกตัวเอง และเสียดสี ทำให้ขาดแนวทางของมรรค ๘ ข้อสัมมาวาจา

ถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้รูปหนึ่ง บันทึกไว้ว่าถ่ายวันนี้และเปิดกระทู้ใหม่
ตั้งใจให้เป็นกระทู้หวานๆ ระหว่างแต่งโคลง ยิ้มกับตัวเอง 
หลีกเลี่ยงการเสียดสี เรื่องที่เป็นเท็จ
ใส่จินตนาการแห่งความสุขลงไป
ก่อนแต่ง อ่านนิยายรักหวานๆก่อนก็ได้ เอารูปดอกไม้ สายลมแสงแดดมาดู
นึกถึงทุ่งหญ้า คลื่นเบาๆซัดเข้าหาฝั่งพร้อมลมทะเลที่สดชื่น ฟ้าสีครามจัดๆ ใส่แว่นกันแดด ฮัมเพลงโปรดเบาๆฟังคนเดียว หรือร้องให้เตี่ยกับแม่ฟังด้วย หากท่านหาว่าเราป่วยก็เฉยไว้ ยิ้มให้ท่านคืนไป พอท่านชินก็ร้องให้ดังขึ้นอีกนิด
สามเดือนผ่านไป ถ่ายรูปอีกครั้งแล้วเอารูปที่ถ่ายไว้เมื่อสามเดือนก่อนมาดูเปรียบเทียบกัน แล้วเราจะรับรู้การเปลี่ยนแปลง

ไม่ต้องเชื่ออา แต่ให้ลองทำดู หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงก็ถือว่าอาใช้ไม่ได้
หากได้ผล อาขอขนมกล้วยสักสองถาดก็แล้วกัน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 164 2 มิ.ย. 2556 (23:02)


หน่อย

เมื่อสักสามสิบปีที่แล้ว

มีงานหนึ่ง เจ้านายหาคนทำงานไม่ได้ อารับเอางานที่ไม่มีใครทำมาทำ

ทำไปก็ฮัมเพลงไป เจ้านายแอบย่องเข้ามาข้างหลังตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้

ชอบใจใหญ่ รู้ว่าเรามีความสุขกับงานที่น่าเบื่อ

ตั้งแต่นั้นมา ท่านก็เป็นมิตรที่ดีกับอามาตลอด

อาป่วย เพิ่งผ่าตัดเอาเนื้องอกในคอออกไป กลับมาทำงานแต่ยังเจ็บแผลอยู่

ตอนนั้น อาต้องทำหน้าที่ยามเฝ้าห้องน้ำนักเรียนชาย ดูแลไม่ให้เด็กแอบไปมั่วสุมกัน

ท่านเห็นอาเข้าไปไล่เด็ก เกรงว่าอาจะเจ็บแผลที่คอ ท่านถึงกับไปดูเด็กในห้องน้ำชายให้ทั้งที่ท่านเป็นหญิง

อาออกจากราชการมาแล้วยี่สิบกว่าปี ก็ยังระลึกถึงความคิดดีๆในอดีตได้



ท่านพุทธทาสสอนว่า การทำงานก็คือการปฏิบัติธรรม

วิธีที่ไปพบกับความสุขที่แท้จริงคือมรรค ๘

หนึ่งในมรรคอันมีองค์ ๘ ก็คือ การทำการงานชอบ (สัมมากัมมันโต ไม่แน่ใจว่าสะกดถูกไหม)


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 165 2 มิ.ย. 2556 (23:09)

ในทางพระพุทธศาสนา
มีมงคล ๓๘ เท่านั้น
ไม่มีวัตถุมงคลใดๆทั้งสิ้น ไม่มี พระเครื่อง นางกวัก ยันต์ ปลัดขิก ฯลฯ

มงคลที่สำคัญที่สุดก็คือมงคลข้อที่ ๑ 
ไม่คบคนพาล


มงคลชีวิต 38 ประการ 
มงคลที่ 1 ไม่คบคนพาล


- รับ เช่น รับเป็นเพื่อน รับเป็นภรรยาหรือสามี รับไว้ทำงาน รับฟัง สิ่งที่คนพาลพูดหรือเขียน


- ให้ เช่น ให้ความไว้วางใจ ให้คำชมเชย ให้ยศ ให้ตำแหน่ง ให้หยิบยืมสิ่งของ ให้การสนับสนุน


การไม่คบคนพาล คือ การไม่ยอมมีพฤติกรรมสัมพันธ์ใดๆ ดังกล่าว ข้างต้นกับคนพาล ถ้าเรายังคบคนพาลอยู่ ไม่ว่าจะในระดับไหนก็ตาม รีบถอนตัวเสียโดยด่วน อย่าประมาท รีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม มิฉะนั้นจะพลาดติดเชื้อพาลโดยไม่รู้ตัว กลายเป็นพาลตามไปด้วย


โบราณท่านให้คติเตือนใจไว้ว่า ห่างสุนัขให้ห่างศอก ห่างวอกให้ห่างวา ห่างพาลา ให้ห่างหมื่นโยชน์แสนโยชน์


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 166 2 มิ.ย. 2556 (23:14)

โ ท ษ ข อ ง ก า ร ค บ ค น พ า ล


 ย่อมถูกชักนำไปในทางที่ผิด


 ย่อมเกิดความหายนะ การงานล้มเหลว


 ย่อมถูกมองในแง่ร้าย ไม่ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไป


 ย่อมอึดอัดใจ เพราะคนพาลแม้เราพูดดีๆ ด้วยก็โกรธ


 หมู่คณะย่อมแตกความสามัคคี เพราะการยุยงและไม่ยอมรับรู้ระเบียบวินัย


 ภัยอันตรายต่างๆ ย่อมไหลเข้ามาหาตัว


 เมื่อละโลกแล้ว ย่อมมีอบายภูมิเป็นที่ไป ฯลฯ




โคลงโลกนิติบทหนึ่งในหนังสือที่อาให้หน่อยไว้

   ๐   ปลาร้าพันห่อด้วย      ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา             คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา                 คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่รายร้ายฟุ้ง               เฟื่องให้เสียพงศ์ฯ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 167 2 มิ.ย. 2556 (23:17)

ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ค น พ า ล

คนพาลมี ๒ ประเภท ได้แก่
พาลภายนอก คือคนพาลทั่วไป ซึ่งแม้จะร้ายกาจเพียงใด เราก็ยังมีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่มีพาลอีกประเภทหนึ่งที่ร้ายยิ่งกว่า เพราะมักเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวและไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ คือพาลภายใน

พาลภายใน
คือตัวเราเองขณะที่คิดชั่ว พูดชั่ว ทำชั่ว เช่น หนีงาน บ้าง เที่ยวเกเร ไปยุ่งธุระคนอื่นโดยใช่เหตุบ้าง ชอบไปทำงานสายบ้าง คนอื่นเตือนดีๆ ก็โกรธบ้าง หลีกเลี่ยงวินัยบ้าง พูดไม่ไพเราะบ้าง ครั้งใดที่เราทำ เช่นนี้ ครั้งนั้นเราเองนั่นแหละคือตัวพาล มีเชื้อพาลอยู่ภายใน ต้องรีบแก้ไข

ห ลั ก ป ฏิ บั ติ ใ น ชี วิ ต ป ร ะ จำ วั น


 หมั่นห้ามใจตนเองจากความชั่วแม้เพียงเล็กน้อย ก่อนที่มันจะลุกลามต่อไป เช่น การนอนตื่นสาย ทิ้งขยะไม่เป็นที่เป็นทาง หรือปล่อยให้ที่อยู่อาศัยรกรุงรังไม่หมั่นทำความสะอาด

อย่าตามนึกถึงความชั่ว ความผิดพลาดในอดีต ทั้งของตนเองและผู้อื่น ผ่านไปแล้วก็ให้แล้วกันไป ถือเป็นบทเรียนที่จะไม่ยอมทำซ้ำอีก แล้วตั้งใจทำความดีใหม่ให้เต็มที่

ตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอ
หลีกเลี่ยงการอ่าน การฟัง การพูด เรื่องเกี่ยวกับคนพาล จะได้ ไม่สะสมความคิดเกี่ยวกับพาลไว้ในใจ พยายามสะสมแต่ความคิดที่ดีงามโดยการอ่าน การฟัง การพูด แต่สิ่งที่ดีงาม เช่น อ่านหนังสือธรรมะ ฟังเทศน์ สนทนาธรรม พูดถึงคนที่ทำคุณความดี ฯลฯ

ถ้าจำเป็นต้องอยู่ใกล้คนพาลอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ เช่น ทำ งานในที่เดียวกัน เป็นญาติพี่น้องกัน ในกรณีเช่นนี้เราต้องระลึกอยู่เสมอว่า เรากำลังอยู่ใกล้สิ่งที่เป็นอันตราย เหมือนอยู่ใกล้คนเป็นโรคติดต่อ ต้องระวังตัว คือระวังความเป็นพาลของเขาจะมาติดเราเข้า ต้องหมั่นให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เพื่อให้ใจผ่องใสอยู่เสมอ

เราต้องระลึกเสมอว่า หน้าที่อันยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิต ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่าการปราบพาลภายในตัวเราเอง


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 168 2 มิ.ย. 2556 (23:19)

ก า ร ไ ม่ ค บ ค น พ า ล


ทำให้ไม่ถูกชักจูงไปในทางที่ผิด
ทำให้สามารถรักษาความดีเดิมไว้ได้
ทำให้สามารถสร้างความดีใหม่เพิ่มขึ้นได้อีก
ทำให้ไม่ถูกคนพาลทำร้าย
ทำให้ไม่ถูกตำหนิ ไม่ถูกใส่ความ
ทำให้ไม่ถูกมองในแง่ร้าย ได้รับความไว้วางใจจากบุคคลทั่วไป
ทำให้มีความเจริญก้าวหน้า สามารถตั้งตัวได้เร็ว
ทำให้มีความสุขทั้งตนเอง ครอบครัว และประเทศชาติ
เป็นการตัดกำลังไม่ให้เชื้อพาลระบาดไป เพราะขาดคนสนับสนุน
ฯลฯ

"ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล คนพาลสำคัญบาปเหมือนน้ำผึ้ง บาปให้ผลเมื่อใด คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น" ขุ. ธ. ๒๕/๑๕/๒๔

จบมงคลที่ ๑ ไม่คบคนพาล


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 169 2 มิ.ย. 2556 (23:25)

คุณอาคะ
ไม่โกรธก็ไม่โกรธ ไม่งอนด้วย"
หรือว่าต้องไปเยี่ยมที่บ้านพร้อมกระบองเพชรใหม่อีกสักต้นจึงจะเชื่อ  .

ขอบคุณมากเมื่อรู้ว่าไม่โกรธและไม่งอน ยินดีมากที่มาเยี่ยมบ้าน มาวันไหนก็ได้ค่ะ มากรุงเทพแล้วแวะมาทานขนมบ้านหน่อย มิอาจอวดอาหารคาว คุณเตี่ยเคยบอกว่า ถ้าอาจารย์มาเยี่ยมให้พาไปเลี้ยงที่ภัตตาคารใกล้บ้าน หน่อยทำอาหารเด็กๆทานไม่เหมาะสมและบ้านก็ไม่สวยเลย ไม่ได้ต้อนรับแขกตั้งนานแล้ว แต่ถ้าจะมาบอกล่วงหน้าก่อนนะคะ สักห้าหกวัน จะได้เตรียมของ พวกขนมไทยต้องมีอุปกรณ์เยอะ บ้านคนจีนไม่มีการเก็บกะทิ แป้งมากนัก อยากทำก็ไปซื้อของเล็กๆน้อยๆมาทำกินทีเดียวหมดค่ะ อย่างขนมกล้วย ต้องเตรียมกล้วยให้งอมหลายวัน แถวบ้านไม่มีขายกล้วยงอมค่ะ อยากให้ช่วยดูต้นกระบองเพชรด้วย แตกหน่อออกมาเพียบ ไม่กล้าทำอะไรเธอ กลัวๆกล้าๆค่ะ


ถ่ายรูปตัวเองเก็บไว้รูปหนึ่ง บันทึกไว้ว่าถ่ายวันนี้และเปิดกระทู้ใหม่
ตั้งใจให้เป็นกระทู้หวานๆ ระหว่างแต่งโคลง ยิ้มกับตัวเอง
หลีกเลี่ยงการเสียดสี เรื่องที่เป็นเท็จ
ใส่จินตนาการแห่งความสุขลงไป
ก่อนแต่ง อ่านนิยายรักหวานๆก่อนก็ได้ เอารูปดอกไม้ สายลมแสงแดดมาดู

หน่อยเคยบอกแล้วค่ะ แต่งแนวหวานๆไม่ถนัดเลยแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ชอบอ่านโคลงกลอนหวานๆ คิดเขียนทีไรปวดหัวคิดคำไม่ออกเลย ลองเขียนบ้างก็ไม่หวานหอม ไม่รู้เรื่อง อายคนอ่าน หน่อยหัวขี่เท่อ คุณอาไม่อนุญาตให้เขียนแนวเดิมหรือคะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 170 2 มิ.ย. 2556 (23:25)

ลักษณะคนพาล
1. ชอบคิดชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย ได้แก่ คิดละโมบอยากได้ในทางทุจริต คิดพยาบาทปองร้าย คิดเห็นผิดเป็นชอบ ฯลฯ
2. ชอบพูดชั่วต่ำเป็นปกติวิสัย ได้แก่ พูดปด พูดหยาบ พูดส่อเสียดยุยง พูดเพ้อเจ้อ ฯลฯ
3. ชอบทำชั่วเป็นปกติวิสัย ได้แก่ เกะกะเกเร ชอบล้างผลาญชีวิตคนและสัตว์ ลักทรัพย์ ฉุดคร่าอนาจาร ฯลฯ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 171 2 มิ.ย. 2556 (23:30)

ลักษณะอื่นๆ ของคนพาล

ปัญหา คนพาลมีลักษณะอื่นๆ อะไรอีกบ้าง?


พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๓ ประการ พึงทราบว่าเป็นคนพาล...
คือไม่เห็นโทษว่าเป็นโทษ ๑
เห็นโทษว่าเป็นโทษแล้วไม่ยอมแก้ไข ๑
เมื่อผู้อื่นชี้ให้เห็นโทษ ก็ไม่ยอมรับตามธรรม ๑
ถามปัญหาโดยไม่รอบคอบ ๑
ตอบปัญหาโดยไม่รอบคอบ ๑
ไม่อนุโมทนา ปัญหาที่ผู้อื่นตอบอย่างรอบคอบ ด้วยบทพยัญชนะที่เหมาะสมสละสลวยตรงประเด็น ๑....”


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 172 3 มิ.ย. 2556 (00:08)

โพสต์ความเห็นของตัวเองต่อเนื่อง (ที่จริงก็ไปลอกเขามา ทำลิ้งค์ไปยังต้นทางทุกความเห็นแล้ว)
ขอโทษที่ได้ข้ามความเห็น #169 ของหน่อยไป


กระบองเพชร เลี้ยงง่ายตายยาก กลัวแต่น้ำจะมากไป ช่วงนี้ฝนตก หลบๆฝนหน่อยก็แล้วกัน
หน่อ(ตุ่มๆที่งอกมาตามลำต้น) หากอยู่ใกล้ๆโคน เห็นมีรากงอกก็แงะเบาๆ หากหลุดออกมาก็เอาไปปลูกเป็นต้นใหม่ได้
ที่บ้านอา ต้นแม่ออกดอกทีเดียวสิบกว่าดอกในช่วงร้อนจัดๆ งามมากแต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ ด้วยเคยถ่ายไว้มากแล้ว ตอนนี้ก็ยังมีเหลืออยู่อีกสองสามดอก แต่คงไม่มีดอกออกมาอีกระหว่างฝนชุก
หากอาจะไปบ้านหน่อยอีกก็คงไปแบบจู่โจม ไม่อยากให้เป็นภาระที่ต้องเตรียมโน่นนี่นั่น น้ำเย็นๆชื่นใจหายร้อนแก้วเดียวก็พอ


หน่อยเคยบอกแล้วค่ะ แต่งแนวหวานๆไม่ถนัดเลยแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่ชอบอ่านโคลงกลอนหวานๆ คิดเขียนทีไรปวดหัวคิดคำไม่ออกเลย ลองเขียนบ้างก็ไม่หวานหอม ไม่รู้เรื่อง อายคนอ่านหัวขี่เท่อ คุณอาไม่อนุญาตให้เขียนแนวเดิมหรือคะ
ก็ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ ก็ล้วนแต่เรื่องเครียดๆทั้งนั้น พื้นฐานข้างในจึงมีแต่เรื่องเครียดๆ เขียนโคลงกลอนออกมาก็มีแต่แนวนี้
บทกวีนั้น เป็นเครื่องบ่งชี้จิตใจของคนแต่ง นั่นแหละที่อาเป็นห่วง

หน่อยลองตั้งคำถามตัวเองว่า เราเห็นโลกของเราสวยงามตรงไหนบ้าง
อาเป็นคนชอบของสวยงาม ชอบชมหญิงสวย ชอบชมดอกไม้สวย ชอบชมสิ่งปลูกสร้างสวย ชอบชมพระพุทธรูปสวย
ชอบตัวหนังสือสวยๆ ชอบยิ้มสวยๆ ฯลฯ
เวลามองอะไรก็คิดว่า มองอย่างไรจึงจะสวย ใครว่าไม่สวย เรากลับเพียรมองว่ามันต้องมีสวยบ้างสินะ
ชอบความสวยงามของบทกวี ชอบคำพูดไพเราะ ชอบฟ้าสีครามสบับกับเมฆสีขาว ชอบแสงอาทิตย์ที่อบอุ่นในตอนเช้าและตอนเย็น คอยวันที่จะเห็นดวงอาทิตย์สีชมพู คอยให้ฝนตกตอนเย็นๆ หรือเช้าๆเพื่อจะได้มีโอกาสเห็นรุ้ง ขณะที่คนอื่นเกลียดฝนช่วงนี้เพราะกลัวรถติดไปทำงานสาย หรือกลับบ้านช้า 
อาจะหาขนมติดรถไว้ หาเพลงฟังในรถ หาบทสวดมนต์มาเปิดขณะขับรถ มีคนถามว่าไม่ง่วงหรือ ตอนสวดมนต์ไม่ง่วงนะ

ไม่ใช่ไม่อนุญาตให้หน่อยเขียนแนวเดิม แต่อยากให้หน่อยผ่อนคลาย มองโลกมุมอื่นบ้าง
ลองเขียนโคลงเรื่อง วันนี้ขายแหวนอะไรออกไป แหวนสีอะไร หัวแหวนเป็นเพชรหรือพลอย น้ำงามขนาดไหน คนซื้อคุ้มหรือเราคุ้มหรือคุ้มทั้งสองฝ่าย มีความสุขไหมที่ขายได้ ลูกค้าดีใจไหมที่ได้สินค้าจากเรา


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 173 3 มิ.ย. 2556 (01:09)

คั่นด้วยบทกลอนสักนิดครับ  {#emotions_dlg.a2}
คุณหน่อยเรียนสายวิทยาศาสตร์มานี่ครับ ผมเลยเขียนกลอนมาให้ดูเป็นคัวอย่างบ้าง
ความงดงามนั้นมีอยู่รอบคัวเรา เพียงแต่เราไม่ได้มองหาความงามเหล่านั้น

กลอนบทนี้ผมตั้งชื่อว่า "จักรวาลใจ"

๐ เย็นวันศุกร์เลิกงานกลับบ้านก่อน
เพื่อพักผ่อนแรงกายไขลานใหม่
สมองล้าว้าวุ่นสะสมไว้
เราจะได้ผ่อนคลายในครานี้

หยิบหนังสือเปิดอ่านผ่านหลายหน้า
ดีนักหนาเนื้อหาหนังสือนี่
เขาบรรยายจักรวาลทั้งมวลมี
พรรณาจักรราศรีที่หมุนวน

ดาวกับดาวฉุดดึงระหว่างดาว
ดาวกับดาวดึงดูดทุกแห่งหน
"กาลอวกาศ"บิดโค้งทั่วสกล
อิทธิพลความโน้มถ่วงหน่วงซึ่งกัน

ถึงฉายภาพทวิภาคให้ปรากฏ
ก็งามงดกลไกหาใช่ฝัน
ความเรียบง่ายความจริงทุกสิ่งอัน
ฟิสิกส์นั้นเสดาะไขให้ได้พบ

ทวิภาคฉายภาพเป็นภาษา
คณิตศาสตร์สืบหาสิ่งเร้นหลบ
จับฮาร์ดอนหลากหลายจนได้ครบ
เคยสงบก็กระจ่างที่ตาใจ

ประจุนั้นเกิดมามีค่าหนึ่ง
ค่าที่ซึ่งคู่มันนั้นอยู่ไหน
ถึงอยู่ขอบจักรวาลไกลแสนไกล
รู้เยื่อใยคำนึงสื่อถึงกัน

เพียงประจุไร้จิตยังเท่านี้
เทียบวิญญาณที่มีในใจฉัน
ยังเดียวดายอยู่อย่างอ้างว้างพลัน
ใจอีกดวงของฉันอยู่ที่ใด

หรืออยู่ขอบจักรวาลอันเปลี่ยวร้าง
ที่แสนห่างแสนไกลในแห่งไหน
ที่รู้ความอ้างว้างระหว่างใจ
หรือไม่มีจริงจริงล้วนสิ่งลวง

คณิตศาสตร์ถึงคราต้องโมฆะ
กฎฟิสิกส์ก็จะละลับล่วง
ไม่สามารถอธิบายใจอีกดวง
ว่าหมุนควงเคว้งคว้างอยู่อย่างไร

 


Ankkarn
ร่วมแบ่งปัน676 ครั้ง - ดาว 55 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 174 4 มิ.ย. 2556 (07:30)

คุณอาเจ็กคะ
ไม่ใช่ไม่อนุญาตให้หน่อยเขียนแนวเดิม แต่อยากให้หน่อยผ่อนคลาย มองโลกมุมอื่นบ้าง
ลองเขียนโคลงเรื่อง วันนี้ขายแหวนอะไรออกไป แหวนสีอะไร หัวแหวนเป็นเพชรหรือพลอย น้ำงามขนาดไหน คนซื้อคุ้มหรือเราคุ้มหรือคุ้มทั้งสองฝ่าย มีความสุขไหมที่ขายได้ ลูกค้าดีใจไหมที่ได้สินค้าจากเรา

หน่อยก็มิได้เครียดเลย ดูทีวีแล้วก็เขียนออกมา เรื่องชีวิตประจำวันก็มีเขียน เห็นตลกได้ก็เอามาใช้ในโคลง คุณอามิได้ติดตามผลงานหน่อยสม่ำเสมอ จึงไม่เห็นหรือลืมไปค่ะ {#emotions_dlg.d5}


คุณอังคารคะ ขอบคุณมากกลอนแปดเพราะดีมากค่ะ พอเห็นเป็นแนวทางศึกษาค่ะ{#emotions_dlg.d6}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 175 4 มิ.ย. 2556 (18:59)

หากอาจะไปบ้านหน่อยอีกก็คงไปแบบจู่โจม ไม่อยากให้เป็นภาระที่ต้องเตรียมโน่นนี่นั่น น้ำเย็นๆชื่นใจหายร้อนแก้วเดียวก็พอ
คุณอามาก็บอกสักหน่อยเถิดค่ะ หน่อยจะได้เตรียมต้อนรับ ทำขนมทานเล่นกัน อุตส่าห์มาบ้าน ที่จอดรถก็ไม่มี มีก็ต้องเสียเงินค่าจอด ทั้งเดินทั้งร้อน ขอรับใช้บ้างค่ะ{#emotions_dlg.d5}


หน่อยลองตั้งคำถามตัวเองว่า เราเห็นโลกของเราสวยงามตรงไหนบ้าง
หน่อยก็ชอบมองโลกสวยๆ แต่คำบรรยายความสวยไม่ค่อยถนัดค่ะ ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่นัก เคยอ่านบทความของคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เธอว่าเวลาช่วงหนึ่งหายไปเฉยๆ มัวแต่รักใคร่ชมดอกไม้ โลกกำลังร้อนเปลี่ยนแปลงค่ะ ประชาชนต้องการคนช่วยเหลือค่ะ{#emotions_dlg.q3}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 176 4 มิ.ย. 2556 (22:31)

คุณอามิได้ติดตามผลงานหน่อยสม่ำเสมอ จึงไม่เห็นหรือลืมไปคะ
ตั้งแต่แจ้งลบความเห็น อาก็ไม่ได้เข้าไปอ่านข้อความในกระทู้บ๊ะจ่างฯอีกเลย

คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เธอว่าเวลาช่วงหนึ่งหายไปเฉยๆ มัวแต่รักใคร่ชมดอกไม้ 
ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็นับว่าเรามองโลกต่างมุมกัน
เวลาที่ชมความสวยงามของโลกนี้ สำหรับอาแล้วเห็นว่าเป็นเวลาที่มีค่า ต้องทุ่มเทให้ได้เวลาแบบนี้มา
เมื่อได้เวลานี้มาแล้ว ก็เป็นเวลาแห่งความทรงจำที่มีความสุข สามารถเอามาเผื่อแผ่ความสุขเหล่านั้นแก่คนอื่นได้
อย่างกระทู้ มีดอกไม้มาฝาก ของดีที่เมืองไทย ของฝากจากวัด ฯลฯ 
ในความคิดของอา นี่เป็นวิธีช่วยลดโลกร้อน ไม่กระพือความร้อนแรงให้มันร้อนยิ่งขึ้น


อย่างเช่น การสร้างความปรองดองของชาติ เพียงลดความขัดแย้ง การตั้งหมู่บ้านสีจัดจ้าน เป็นการโหมกระพือความร้อนให้ประเทศไทย เพียงไม่ยึดถือสีใดสีหนึ่ง จะชุมนุมประท้วงอะไรก็ไม่ต้องใส่เสื้อสีเดียว
คนทำผิดก็รับผิด ไม่ใช่ไปแก้กฎหมายแล้วไม่ต้องรับผิด ก็จะสร้างสามัคคีในชาติได้
คนทำผิดแล้วไม่รับผิด เรียกว่าคนพาล (ดูความเห็น 171)

ธรรมะที่ผู้ปฏิบัติแล้วไม่ทำให้หมู่คณะเสื่อม เรียกว่า อปริหานิยธรรม ๗



อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม ๗ ประการ หรือธรรมอันเป็นไปเพื่อเหตุแห่งความเจริญฝ่าย
เดียว ผู้ปฏิบัติจักไม่เป็นไปในทางเสื่อม อันได้แก่
๑. เมื่อมีกิจใดเกิดขึ้นก็ประชุมปรึกษาในกิจนั้นกันเนืองนิจ
การทำงานร่วมกันเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการ
ยอมรับในเหตุผลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ เพื่อความเข้าใจที่ดีต่อกันในสังคม เช่นในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก มีอะไรก็ปรึกษากัน ครอบครัวก็จะเป็นครอบครัวอบอุ่น ในองค์การ ผู้บริหารมีการประชุมปรึกษากับผู้ร่วมงานทุกครั้ง งานก็จะราบรื่น หากมีข้อผิดพลาด ทุกคนก็ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นร่วมกัน
๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกก็พร้อมเพรียงกันเลิกและพร้อมเพรียงกันทำกิจกรรมอันควรกระทำ
ทั้งนี้
เพื่อเกิดความยุติธรรมและการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่กินแหนงแคลงใจกัน ทุกคนก็จะยอมรับในสิ่งที่ทำไปด้วยความเต็มใจและภาคภูมิใจ

๓. ยึดมั่นถือมั่นในขนบธรรมเนียมที่ดีงามขององค์กรที่มีอยู่ ไม่บัญญัติหรือล้มเลิกกฎเกณฑ์ระเบียบกติกาของสังคมตามความพอใจของตนหรือของกลุ่มตน โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม
๔. มีความเคารพยำเกรงผู้ที่อยู่ในฐานะเป็นผู้ใหญ่
ทั้งเชื่อ
ถือกระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและคำแนะนำสั่งสอน ของผู้ที่เป็นผู้ใหญ่หรือผู้อาวุโสนั้นๆ ทั้งนี้ เพราะการอยู่ร่วมกันในสังคมต้องมีผู้นำ แม้แต่ในครอบครัว ถ้าลูกเชื่อฟังพ่อแม่ก็จะเป็นลูกที่ดี สังคมก็ไม่วุ่นวาย
๕. ไม่ประทุษร้ายข่มเหงรังแกบุตรและภรรยาของกันและกันด้วยประการใดๆ รวมทั้งการปกป้องไม่ให้ใครละเมิดสิทธิ
๖. สักการะเคารพเจดีย์
หมายถึง การให้ความเคารพ
และปกป้องรักษาปูชนียสถานที่สำคัญในศาสนา เพื่อจะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของกลุ่มคนในหมู่คณะหรือในองค์การ
๗. การอำนวยความสะดวกการให้การอารักขาคุ้มครองแก่พระอรหันต์ ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ตลอดไป


จะเห็นได้ว่าหลักธรรมในอปริหานิยธรรม ซึ่งหมายถึงธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่เสื่อม ๗ ประการดังกล่าว เป็นข้อคิดเตือนใจแก่ผู้บริหารในฐานะผู้นำองค์การ ว่าควรนำมาประยุกต์ใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์การ ที่สำคัญคือ ความสมัครสมานสามัคคี ในหน่วยงานย่อมบังเกิด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ความสามัคคี เป็นหลักธรรมที่มีความสำคัญ ต่อความเสื่อม ความเจริญหรือการพัฒนาองค์การ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 177 5 มิ.ย. 2556 (21:58)

คุณอาคะ อปริหานิยธรรม ๗ หน่อยเคยอ่านตอนเด็กๆค่ะ แต่จำชื่อไม่ได้เลย ตอนนั้นอ่านแล้วยังคิดว่า งานกลุ่มคงสำเร็จดีมากถ้ารู้จักธรรมะข้อนี้ ถ้าเป็นประเทศชาติ คงสามัคคีช่วยกันทำงานอย่างพร้อมเพรียง
ขอบคุณคุณอาที่นำธรรมะเรื่องอย่าคบคนพาลมาให้อ่าน รู้สึกว่าจะมีคนพาลมากมายในสังคมนี้ สงสัยเราคงปราบได้แต่พาลภายในตัวเราเท่านั้นแถมยากมาก หน่อยเป็นคนชักจูงง่ายก็ว่าใช่ จะว่าชักจูงยากก็ว่าใช่ แม่ยังว่าหน่อยไม่ค่อยทันคน กลัวถูกหลอกโดยเฉพาะเพื่อนที่เจอด้วยวิธีแปลกๆจึงห่วงมากค่ะ {#emotions_dlg.d8}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 178 13 มิ.ย. 2556 (17:07)

  ๐  ระหว่างนี้มีกิจต้อง     ห่างไกล
ถวิลเพื่อนแทบขาดใจ      กลับต้อง
หายหน้างดปราศัย           อย่าโกรธ   กันเฮย
พ่อป่วยแทบม้วยจ้อง        หมั่นเฝ้าดูแล


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 179 14 มิ.ย. 2556 (18:45)

๐   คุณอาลดว้าวุ่น         วายใจ
เรื่องปกติวิสัย                เจ็บไข้
สติตั้งอย่าเตลิดไกล      ทุกข์ก่อน
เฉยพักประเดี๋ยวยิ้มได้   ขีดพ้นอันตราย {#emotions_dlg.d5}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 180 15 มิ.ย. 2556 (18:51)

๐  หลายวัน บ่ คืบก้าว       ข่าวอา
คุณปู่อาจรักษา                 ทราบช้า
แรงสู้ฝากฝนพา                 ลมพัด
ว่างชื่อเสมือนว่างหน้า      จิตฟุ้งซ่านเอย {#emotions_dlg.q4}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 181 16 มิ.ย. 2556 (09:28)

ขอแนะนำโคลงของหน่อยสักนิดนะ

๐  หลายวัน บ่ คืบก้าว       ข่าวอา
คุณปู่อาจรักษา                 ทราบช้า
แรงสู้ฝากฝนพา                 ลมพัด
ว่างชื่อเสมือนว่างหน้า      จิตฟุ้งซ่านเอย

เป็นการส่งสัมผัสซ้ำด้วยสระอาทั้งสองที่ ไม่ควรทำ
แม้จะถูกต้องตามผังบังคับ แต่เวลาอ่านออกเสียงแล้วรู้สึกสะดุด ทำให้ขาดความไพเราะ
อีกอย่างที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ อาอ่านแล้วตีความสองบรรทัดล่างไม่ได้ ไม่ทราบว่าหมายความอย่างไร
เข้าใจเพียงสองบรรทัดแรกว่าเป็นความห่วงใยของหน่อย อาก็ขอขอบคุณนะครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 182 16 มิ.ย. 2556 (09:46)

    ๐ สติดีพระช่วยคุ้ม            กันภัย
สายเลือดเลี้ยงหัวใจ             ขัดข้อง
อุราแน่นแทบหยุดไป            หามส่ง
สมิทธิเวชด้วยคุณน้อง          พี่รู้รีบมา

   ๐ หมอบอกว่าจักต้อง        แหวะอุรา
เส้นเลือดที่แขนขา               เคลื่อนย้าย

ทำทางเลี่ยงมรรคา               ที่ตีบ   ตันเฮย
เมียลูกนอนฝันร้าย                จักฝื้นคืนไฉน

  ๐ ตัดสินใจเปลี่ยนถี้(ที่)        รักษา
จากสมิทธิ์ฯศรีราชา              ส่งด้วย
ยังศูนย์แพทย์หัทยา              กรุงเทพฯ
ตรวจใหม่หวังอาจฉ้วย(ช่วย)  ปรับแก้วิธีการ

  ๐ แนวทางหมอท่านให้         สองวิธี
ลูกเลือกเพราะหวังดี              พ่อต้อง
ไม่เจ็บไม่ต้องมี                     แผลทั่ว   กายนา
เสียบสอดสายพยุงป้อง          เปิดข้างหว่างขา


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 183 16 มิ.ย. 2556 (16:01)

๐  อ่านอ่านคิดคิดให้     ห่วงใย
หน่อยพบเหตุสงสัย       พึ่งน้อง
ลูกเมียวินิจฉัย               ฉลาดเถิด           
โคลงกล่าวน่าเสียวท้อง  เป่าเพี้ยงถูกทาง {#emotions_dlg.d4}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 184 16 มิ.ย. 2556 (17:18)

คุณอาคะ ขอบคุณค่ะที่ชี้แนะ ท่าทางเขียนโคลงแล้วไม่รุ่ง มีแต่ครูหลายท่านบอกไม่รู้ไม่เข้าใจ หงายเก๋งเลย {#emotions_dlg.d8}


แรงสู้ฝากฝนพา                 ลมพัด
หมายว่า ช่วยส่งแรงสู้ช่วยเชียร์ให้คุณปู่กับคุณอา บังเอิญฝนกำลังตกลมแรง จึงฝากฝนกับลมไป


ว่างชื่อเสมือนว่างหน้า      จิตฟุ้งซ่านเอย
หมายว่า ไม่เห็นชื่อคุณอาก็เหมือนไม่เห็นหน้า จิตรู้สึกห่วง เพราะการคุยในเว็ปมีแต่ชื่อเท่านั้นมาให้เห็นทุกคน เห็นแค่ชื่อก็เหมือนเห็นหน้าสามารถพูดคุยกันได้ สำนวนหน่อยเอง ไม่ได้เอามาจากกวีท่านใด เลยพิสดารอ่านงงเต็ก


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 185 17 มิ.ย. 2556 (00:40)

    ๐ บิดาอยู่กับน้อง          ของอา
เธอชื่อคุณ"ภาวนา"          ชิดใกล้
พบพ่อเจ็บอุรา                 รีบส่ง
สมิทธิเวชประคองให้       พี่น้องรีบมา


    ๐ แม่กังวลห่วงด้วย      ดวงใจ
นอนนั่งยังอาลัย              พ่อแล้
เป็นเพื่อนคู่หทัย              นานเนิ่น
จะพรากจึงท้อแท้            อยู่ได้ฤๅไฉน


    ๐ สองบัลลูนสอดแล้ว  ใจสบาย
พ่อบอกยังไม่ตาย            แน่แล้ว
มารดาจึ่งค่อยคลาย         ทุกข์โศก
คุณพ่อคุยเจื้อยแจ้ว          กลับบ้านเรากัน


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 186 17 มิ.ย. 2556 (18:13)

๐  อากงร้องกลับบ้าน       เก่งมาก Yell
จบทุกข์ยากลำบาก         หมดสิ้น
ปรนนิบัติควรฝาก             แพทย์สั่ง
อย่าเปิบแค่อร่อยลิ้น        สุดร้ายไขมัน


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 187 17 มิ.ย. 2556 (22:48)

  ๐  ปัญหายังไม่สิ้น       หรือจาง
เพียงผ่อนคลายใช่วาง   จิตได้
ตันตีบเจ็ดหัทยางค์        ของพ่อ
แพทย์เปิดสองจุดให้     หมั่นเฝ้าอาการ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 188 18 มิ.ย. 2556 (01:06)

๐  ปัญหาช่างยากแท้       อากง
โชคช่วยพบแพทย์ตรง     โรคร้าย
ต่อสู้เพื่อยืนยง                  ยอดมนุษย์
ตักบาตรช่วยบุญละม้าย    ทุกข์ล้างกายสบาย {#emotions_dlg.a2}


ขอบคุณค่ะแก้ไขแล้วค่ะ อาเจ็ก


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 189 18 มิ.ย. 2556 (18:03)

ชั่งยาก ใช้ไม่ถูก
ที่ถูกต้องเป็น ช่างยาก ครับ
คำว่าช่างนี้เป็นคำวิเศษใช้เพื่อเน้นหรือขยายความ
เช่น ช่างคิด ช่างยาก เป็นต้น


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 190 18 มิ.ย. 2556 (21:59)

คุณอาเจ็ก ให้หน่อยเปิดกระทู้ใหม่แล้วฝึกเขียนกลอนหวานๆเพราะๆ ยากเกิน คิดมาสิบกว่าวัน ยังคิดไม่ออกเลยจะเขียนอย่างไร กระทู้เกี่ยวอะไรดี คิดเป้าหมายไม่ออกค่ะ เคยคิดว่าเอาเพลงเพราะๆหรือหนังละครดังมาเขียนดีไหม ยังไม่กล้าเริ่มต้นเลย ไม่ใช่ไม่ทำตามอาเจ็กแนะให้นะคะ {#emotions_dlg.a8}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 191 19 มิ.ย. 2556 (00:02)


เริ่มต้นหัดเขียน

ก็ควรมาจากการเริ่มหัดอ่านก่อน

จนพบบทความที่เราสนใจ กินใจ แล้วก็ลองดัดแปลแก้ไข ใส่เนื้อหาที่เป็นไปตามความคิดของเราลงไป

เลือกมาจากหนังสือที่อาซื้อให้ก่อนก็ได้ มีโคลงไพเราะหลายร้อยบท คงมีที่ถูกใจบ้าง

แล้วเลือกแง่คิดที่กินใจเรา แล้วเราก็ลองเขียนใหม่ในสำนวนของตัวเอง

หรือไม่ก็ดูบทที่ขัดแย้งกับความเห็นของเรา แล้วแต่งใหม่ให้เป็นไปตามใจเรา


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 192 19 มิ.ย. 2556 (07:37)

คุณอาเจ็กค่ะ ทำแบบนี้จะแต่งโคลงกลอนเพราะๆหวานๆได้หรือค่ะ หน่อยพอเขียนเป็นแล้วนะคะ ไม่ใช่ไม่เคยเขียนเลย เขียนโคลงซ้ำโคลงใครจะไปอยากอ่านเราคะ


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 193 19 มิ.ย. 2556 (09:34)


เหมือนเด็กหัดเขียนหนังสือ ก็ต้องมีครูหรือพ่อแม่คอยจับมือให้ก่อน พอเริ่มบังคับมือตัวเองได้แล้วก็ปล่อยให้เขียนเอง

แต่งโคลงกลอนก็คล้ายกัน เริ่มใหม่ให้ก็เอาโคลงกลอนของคนอื่นมาประคองเราให้เข้าที่เข้าทาง พอเริ่มแต่งเป็นก็หาแนวทางของตนเองได้ครับ


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 194 19 มิ.ย. 2556 (19:29)

คุณอาคะ  เฮ้อ ใครจะกล้าหาญชาญชัยไปแก้ไขโคลงครูโลกนิติ  หน่อยได้ความรู้จากการอ่านโคลงครูหลายอย่าง เช่น การเขียนย่อใจความสำคัญ ไม่เอาน้ำเอาแต่เนี้อคำเด่นๆไว้  คำสอนที่ให้จากการอ่านไว้สอนใจแก้ปัญหาบางประการ เข้าใจโลกมากขึ้น เป็นต้น สำนวนเขียนก็ชั้นเลิศ แล้วยายอ่อนหัดไปเขียนแก้ไขใหม่ เหมือนแก้ไขโคลงให้เด็กหัดแต่งโคลงส่งการบ้าน หน่อยจะเอาปัญญาที่ไหนไปทำได้คะ แถมนับว่าบังอาจเกินไปด้วย เขียนแล้วไม่มีใครอ่านแน่นอน {#emotions_dlg.d8}


ไข่มุกราณี
ร่วมแบ่งปัน3856 ครั้ง - ดาว 15 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 195 19 มิ.ย. 2556 (20:44)
แม้พระจันทร์ยังมีแรมไม่แจ่มจ้า
เมฆหมอกมาท่วมทับยังอับแสง
พระอาทิตย์ยังมีวันอันอ่อนแรง
ธรรมชาติเปลี่ยนแปลง ธรรมดา

อันชีวิตคนเราย่อมเศร้าสุข
จงปลอบปลุกรู้ทันทุกปัญหา
ถึงคราทุกข์เวียนผ่านม่านชีวา
พิจารณาดูก่อนอย่าร้อนรน

ถึงประสบพบสุขสนุกสนาน
อย่าระเริงฟุ้งซ่านอาจผ่านพ้น
หามีใดเคียงคู่และอยู่ทน
ต้องจากลาสักหน นั่นแน่นอน

ใจเราควรตั้งวางเป็นกลางเถิด
ใดก่อเกิดเรียนรู้นั่นครูสอน
ถึงเวลาจะพรากย่อมจากจร
หากยึดมั่นทุกข์ร้อนจะรุนแรง

หากทำใจเป็นกลางทุกอย่างได้
เมื่อเปลี่ยนไปก็รู้ชัดไม่ขัดแย้ง
เพราะรู้ทันธรรมดาคราเปลี่ยนแปลง
จึงแสดงถูกต้องทำนองเพลง
๒๑.๑๔ น. : ๖ เม.ย. ๕๖

..มาเยี่ยมคุณไข่มุก ณ ที่นี้ ขอให้มีความสุข
.... (IP:110.49.250.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 196 19 มิ.ย. 2556 (20:47)
๐ เขียนโคลงหวังสะท้อน ..... ความใน
สุขทุกข์พัดผ่านใจ .......... เจ็บซึ้ง
บ้างก็ไป่เป็นไร ............ รู้เท่า ทันนา
บ้างก็ดูหนักอึ้ง ............ โอดร้องลำเค็ญ
๑๙.๐๙ น. : ๖ มี.ค. ๕๖
... (IP:110.49.250.14)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 197 20 มิ.ย. 2556 (23:01)

  ๐  จันทร์เพ็ญกระจ่างนั้น        วันเดียว
แล้วกร่อนเหลือคล้ายเคียว       เกี่ยวฟ้า
พอพ้นปักษ์เดือนเหลียว           คืนเล่า
กลับกระจ่างสว่างหล้า             เปรียบได้ดังสตรี

  ๐  บางทีเธออ่อนคล้อย         ชวนชม
พิศเนตรนาสิกสม                   โอษฐ์แก้ม
บางคราวเบิ่งตากลม               แววโหด
หมุนเปลี่ยนเวียนเป็นแย้ม        ยั่วยิ้มยวนชาย


นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27042 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม