การสอนภาษาอังกฤษ

สอนภาษามาก็หลายปี แต่มาระยะหลัง ๆ รู้สึกท้อเพราะเด็กที่มาเรียนต่อระดับม.1ใหม่ เรียนภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง แม้แต่เรื่อง Basic tools ยังไม่ได้เลย หรือว่า ตอนเรียนประถม ครูอาจมัวเอาเวลาไปนั่งทำอาจารย์ 3 เชิงประจักษ์ ซึ่งไม่ประจักษ์ เพราะการประเมินไม่ได้ประเมินในสถาณการณ์จริง ประเมินแต่ตัวอักษร ซึ่งจะเขียนให้มันเลิศหรูยังไงก็ได้ ไม่ใช่ว่าจะอิจฉานะแต่มันเรื่องจริง


ความคิดเห็นที่ 1


3 ก.ค. 2547 06:57
  1. ครู ม.2 ก็ว่าครู ม1 ครู ม.3 ก็ว่าครู ม.2 ครู ม.4 ก็ว่าครู ม3 ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 2

สุรัชน์
3 ก.ค. 2547 14:24
  1. คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ ผมยอมรับว่าตอนป.5เริ่มเรียนภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเลย จนม.1 โน่นครับกว่าจะรู้เรื่องปัจจุบัน อดีต อะไรพวกนี้ ผมย้อนนึกกลับไป ผมก็เห็นครูป.5 ป.6เขาตั้งใจสอนเป็นอย่างดี เป็นกำลังใจครับ อย่าเพิ่งท้อ

ความคิดเห็นที่ 3

3 ก.ค. 2547 23:16
  1. อย่าว่าอย่างนันอย่างนี้เลยค่ะ ดิฉันสแนอยู่ในมหาวิทยาลัย เด็กปีหนึ่งบางคนยังไม่รูจัก verb to be เลยค่ะ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ผ่านชั้นมัธยมมาได้ยังไง ก็อยากให้เขาเรียนได้น่ะค่ะ เห็นแล้วเหนื่อยใจ

ความคิดเห็นที่ 4

4 ก.ค. 2547 04:49
  1. อย่าว่างั้นงี้เลยครับ ผมสนใจภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก (ป.6 โน้นแหนะ) ตอนสอบก็ได้วิชาอังกฤษนี่แหละครับที่เป็นวิชาที่ช่วยดึงเกรดวิชาอื่นๆ---แต่ผมเพิ่งจะรู้เรื่องว่าอะไรคือ V. to be หรือกฎแกรมม่าร์ทุกอย่างตอนม. 5 ครับ ดังนั้นครูควรจะประเมินความสามารถนักเรียนจากการตอบว่าอะไรคือ V. to be หรือว่าเราจะวัดจากการที่นักเรียนทำข้อสอบโดยรวมๆ ได้? แล้ววิธีไหนที่จะทำให้เรามั่นใจว่านักเรียนคนนี้รู้และสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้?--w-bpf

ความคิดเห็นที่ 5

6 ก.ค. 2547 15:36
  1. โรงเรียนเทศบาลป4.อ่านภาษาไทยไม่ออก ป6.อ่านภาษาอังกฤษไม่ออก ตอนนี้NTมาแรงครูโรงเรียนเทศบาลมาบอกพ่อแม่เด็กให้ไปเรียนพิเศษทีบ้านตอนเย็นหรือเสาร์อาทิตย์แต่โรงเรียนเปิดเทอมมาแล้ว 1 เดือน าษาอังกฤษครูไม่ค่อยอยูวิชาคณิตศาสตร์ให้ป่ามาในกระดาษA4 แล้วระบายสีว่ามีช้างกี่ตัวกวางกี่ตัว พ่อแม่ก็กลัวลูกเข้าเรียนต่อไม่ได้ส่งเรียนกันใหญ่

ความคิดเห็นที่ 6

7 ก.ค. 2547 08:15
  1. อย่าไปว่าเด็กมากนักเลยครับ แม้แต่ครูเองยังอ่าน (ออกเสียง) อะไรแปลกๆเลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในวิชาคอมพิวเตอร์ เช่น setup = ซีตุ๊บ worm = วอม ฯลฯ ค่อยๆให้เขาเรียนรู้ไปนะครับ ต้องใช้เวลาและประสบการณ์มากพอสมควร ที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ตัวครูเองครับ ครูจะต้องเป็นต้นแบบทางภาษา (Language model)ให้ได้ก่อนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 7

13 ก.ค. 2547 15:21
  1. เด็กที่เรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ เมื่อขึ้นมาเรียนชั้นม.1 นั้น สาเหตุไม่ได้มาจากครูมัวไปทำอาจารย์ 3 หรอกค่ะ ในฐานะที่หนูเป็นนักเรียนคนหนึ่งนั้น หนูคิดว่า อาจเป็นเพราะเราไม่มีหลักสูตรการเรียรภาษาอังกฤษอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเด็กในชนบทนั้นยิ่งไม่มีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษเลย

ความคิดเห็นที่ 8

18 ก.ค. 2547 18:19
  1. ผมเห็นด้วยครับ ทุกวันี้เด็ก ๆ ส่วนใหญ่มีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษที่ไมตรงกับระดับชั้นที่แท้จริงของตน เด็กม.1 เหมือนกับเด็กป.6 เด็กม.6 เหมือนเด็ก ม.3 เด็กป .6ขึ้นม.1 ครูก็สอนๆๆๆไปวันๆๆไม่แยแสว่าเด็กจะเป็นอย่างไร เด็กเรียนช้าหน่อยทนไม่ได้ ด่าว่าเด็กทำให้อาย เกลียดวิชานี้ วิธีแก้มันแก้มันก็มี คือเราต้องยอมรับความจริงว่าเด็กเราเรียนไม่เก่งเริ่มต้นใหม่ให้เขาอดทนหน่อย หาวิธีการเรียนที่สนุก ๆ สอนสิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้เลย ไม่ใช่สอนแต่แกรมมาร์

ความคิดเห็นที่ 9

19 ก.ค. 2547 18:57
  1. เห็นด้วยกับความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 ค่ะ แต่มีต่างมุมสักนิดว่าที่จริงแล้วมีบางส่วนที่ เป็นดังนี้ เด็กม.1 เหมือนกับเด็กป.3 เด็กม.6 เหมือนเด็ก ป 6 และนับวันจำนวนนักเรียนที่เป็นเช่นนี้กำลังมากขึ้นเรื่อยๆ ในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงน้อยกว่าโรงเรียนอื่นๆ

ความคิดเห็นที่ 10

20 ก.ค. 2547 08:58
  1. แล้วทำไม แต่ละสถาบันจึงขยายการศึกษาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จำนวนผู้จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เพิ่มมากขึ้นล่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 11

21 ก.ค. 2547 12:42
  1. การเรียนการสอนในปัจจุบันนี้จะมีเทคโนโลยีมากมายจนบางครั้งคนเราก็ไม่สามารถวิ่งตามเทคโนโลยีได้ทันแต่ถ้าเปรียบกับเมื่อก่อนนี้ในอดีตด้านเทคโนโลยียังไม่ทันสมัยเช่นปัจจุบันนี้แล้วทำไมผู้คนที่เรียนในปัจจุบันไม่เก่งเหมือนกับในอดีตทั้งที่มีความสะดวกสบายมากกว่าเมื่อก่อนมากเด็กบางงคนก้ยังอ่านหนังสือไม่ออกด้วยซ้ำไปเช่นวิชาที่ดิฉันกำลังสอนอยู่ในระหว่างเป็นนักศึกษาฝึกสอนคือวิชาภาษาอังกฤษ

ความคิดเห็นที่ 12

22 ก.ค. 2547 14:17
  1. น่าจะให้เด็กฝึกร้องเพลงenglish บ่อยๆนะคะตั้งแต่เล็กๆเลย ถ้าเด็กชอบเพลงเด็กก็จะร้องได้คะ

ความคิดเห็นที่ 13

24 ก.ค. 2547 07:52
  1. ภาระงานของครูในอดีตคือทุ่มเทกับการสอนนักเรียน แต่ภาระงานของครูปัจจุบันคือ 1. งานธุรการของการสอนเพื่อรายงานผลรับการประเมินของโรงเรียน เพื่อประชาสัมพันธ์โรงเรียน 2. งานเอกสารต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลระบบช่วยเหลือนักเรียน 3. ทำผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนระดับ ฯลฯ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการจัดทำเอกสารต่างๆ ทำให้เวลาที่อยู่กับนักเรียนลดลง และจำนวนนักเรียนต่อห้องของบางโรงเรียนที่มากขึ้นทำให้นักเรียนบางคนหลุดวงโคจรของการเรียนไป ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าเป้าหมายของโรงเรียนเบี่ยงเบนไป ย่อมส่งผลต่อผลผลิตของเรา

ความคิดเห็นที่ 14

29 ก.ค. 2547 00:05
  1. จริงๆแล้วอาอยากเป็นครูนะครับ แต่ไม่มีโอกาส เลย เรียนมาแค่ กศน ม.ปลาย ยังไม่ได้เรียนต่อ แต่ก็มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ พอสมควร ก็เคยเป็นวิทยากร บรรยาย การใช้งานโปรแกรมทั่วไป ทั้งซ่อม ฯลฯ รวมไปถึงการสร้างเว็บไซต์ และการจัดทำสื่อการสอนต่างๆ (CAI) ก็พอทำได้ครับ โปรแกรมไหนก็เรียนรู้ได้เร็ว ตอนนี้ก็กำลังคิดว่าจะจัดทำสารคดี เกี่ยวกับชนบทอยู่ แต่ไม่รู้ว่า ทางผู้ใหญ่จะว่าอย่างไร เพราะยังไม่ได้เสนอไป ที่เป็นครูไม่ได้ มันติดอยู่ที่วุฒิการศึกษานี่ล่ะครับ เลยออยากให้กำลังใจ คุณครูหลายๆท่านที่ทำงานด้านนี้ ทำต่อไปครับ ผมว่าอาชีพนี้ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ นะครับ จงภูมิใจไว้เถอะว่า ตนเองนั่นล่ะ คือหนึ่งกองกำลังทางปัญญาของประเทศ ประเทศจะเจริญหรือไม่เจริญ เลื้องต้นอยู่ที่การศึกษานี่ละครับ ให้กำลังใจครับ

ความคิดเห็นที่ 15

29 ก.ค. 2547 00:20
  1. เพิ่มเติมอีกนิดครับ สำหรับอาจารย์ที่กำลังท้อ ผมว่า อาจารย์ ควรไปนั่งสมาธินะครับ รับรอง สมองว่างแน่นอน แล้วอะไรๆมันจะสว่างขึ้นมาเอง แต่ก่อนผมหมกมุ่นอยู่กับเอกสาร และหนังสือต่างๆมากมาย นั่งหน้าจอคอมฯ จนตาเขียว เพราะเธอ(คอมฯ) เป็นเหมือนอาจารย์ เป็นเหมือนเลขาฯ เป็นเหมือนห้องสมุด เป็น ฯลฯ ทำให้ผมมีความรู้อยู่ทุกวันนี้ แต่อาจจะไม่มากเท่าผู้ที่เป็นอาจารย์คนครับ ส่วนเรื่องการสอนเด็กนั้น ผมว่าอาจารย์ควรกลับไปทบทวนหนังสือ เกี่ยวกับพฤติกรรม การเรียนการสอนเด็ก หรืออื่นๆที่เกี่ยวกับเด็ก แล้วอุบาย ต่างๆ ที่จะทำให้เด็กเข้าใจสิ่งที่ตนเองอธิบายได้อย่างได้ ผมยิ่งสอนคนหนุ่มสาว ที่หัวทึบผมก็ยังทำให้เขาเข้าใจได้ ผมว่า อาจารย์ ต้องไปทำอย่างที่ผมว่าครับ (นั่งมาธิ) ความรู้ของอาจารย์ และเด็ก มันต่างกันมากครับ ดังนั้นแล้ว เราเองที่เป็นครู จะต้องทันในหลายๆด้าน พยายามอยาอธิบายสิ่งที่ไกลตัวของเด็กมากนัก เพราะเด็กไม่เคยสัมผัส จะไม่เข้าใจเลย เอาแค่ไกล้ตัว พอที่จะเชื่อมโยงไปสู่สิ่งที่ห่างออกไป ผมเคยมีประสบการณ์ เกี่ยวกับการสอนครับ เช่นเรื่อง ตัวแปร(ในการเรียนการสอนการเขียนโปรแรม) ตัวแปรที่ผมอธิบายนั้น เป็นตัวแปรอาร์เร ซึ่งมีได้หลายค่า สิ่งที่เขาเหล่านั้นมองไม่ออก คือหลายค่าอย่างไร เท่าน้ั้นเอง การนั่งสมาธิ ทำให้ผมนึกออกว่า ความรู้เรากับเขานั้นห่างชั้นกันมาก เลยต้องหาสิ่งที่เขาเหล่านั้นสัมผัสอยู่ ก็เลยอธิบายเรื่อเงิน (เปรียบเทียบ) ตัวแปร = กระเป๋าตังค์ ค่า = เงินในกระเป๋า มีค่าดังนี้ 1. เหรียญ1 บาท 2. เหรียญ 5 บาท 3. เหรียญ 10 4. 20 5. 50 6. 100 ซึ่งมันไล่ลำดับให้เขาเหล่านั้นมองภาพออกได้เป็นอย่างดี เวลาเราใช้เงิน เราก็เลือกใช้ตามต้องการ กรณีเราเรียกใช้งานตัวแปรแบบอาร์เร เราก็เลือกใช้เช่นกัน คนที่สามารถอธิบายสรรพสิ่งที่ตนเองเข้าใจได้นั้น เป็นครูโดยกำเนิดครับ การเป็นครูนั้น ไม่จำเป็นต้องจบปริญญาก็ได้ เช่น ครูดนตรี บางท่านไม่ได้จบประถม 6 ด้วยซ้ำ ยังเป็นครูได้เลย ลองพิจารณาครับ

ความคิดเห็นที่ 16

17 ส.ค. 2547 11:49
  1. ผมว่าหนังสือแบบเรียนอังกฤษโดยเฉพาะมัธยมปลายครูสอนยังไม่เข้าใจเลยแล้วจะให้เด็กมันเข้าใจได้อย่างไรเพราะมีแต่ภาษาอังกฤษทั้งนั้น มัธยมชนบท

ความคิดเห็นที่ 17

23 ส.ค. 2547 20:52
  1. การสอนภาษาอังกฤษ เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับครูผู้สอนในยุคปัจจุบัน เนื่องจากหลักสูตรที่มีการเปลี่ยนแปลง ต้องสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง คงจะยากสำหรับเด็กที่อยู่โรงเรียนชนบท เพราะเด็กไม่เห็นความสำคัญของภาษาและขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ .....

ความคิดเห็นที่ 18

24 ส.ค. 2547 18:59
  1. ไม่อยากให้เกิดขึ้นว่า อาจารย์มาหวิทยาลัยโทษครูมัธยม ครูมัธยมโทษครูประถม ครูประถมโทษครูอนุบาล... เราทุกคนล้วนเป็นครู ทำตามนโยาบายกันทั้งนั้น รู้ทั้งรู้ เห็นทั้งเห็นว่าเดี๋ยวนี้การศึกษามันแย่ลง เพราะระบบและนโยบายที่สั่งลงมาทั้งนั้น ไม่ว่าครูจะต้องทำงานหลายอย่าง นโยบายปลอดศูนย์ ทุกวันนี้แทบจะต้องอ้อนวอนให้นักเรียนมาเรียนซ่อมเสริมหรือสอบแก้ตัวกัน นักเรียนไม่รู้สึกเดือดร้อนหรอกเพราะมัวแต่ลดคุณภาพมาตรฐานการศึกษาลงเพื่อปรับให้เข้ากับนักเรียน จะได้จบกันมาก ๆ ไง รัฐบาลจะได้พูดได้ว่า ที่นี่ประเทศไทยคนมีการศึกษาขั้นพื้นฐานสูงเป็นปริมาณมากมายยยเลยละ

ความคิดเห็นที่ 19

25 ส.ค. 2547 22:27
  1. ดิฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้นักเรียนชาวไทยภูเขาแห่งหนึ่งมีความคิดว่าคุณภาพนักเรียนลดลงจริง เพราะตอนมาบรรจุเป็นครูใหม่ ๆได้สอนชั้นประถม มีความสุขในการสอนนักเรียนมากเพราะได้สอนให้นักเรียนได้รู้ในสิ่งที่ไม่รู้และนักเรียนทำได้ แต่ตอนนี้ ได้สอนมัธยม 1 และ ม.3 นักเรียนไม่ค่อยขยันเหมือนนักเรียนหลายรุ่นที่ผ่านมา เพราะโรงเรียนจะสอนตั้งแต่ชั้นป .1- ม.6 ครูภาษาอังกฤษก็มีน้อยไม่เพียงพอ ต้องได้ขอความช่วยเหลือครูสาขาวิชาอื่นมาสอนแทน ซึ่งบางท่านก็ไม่ถนัดก็เลยไม่สอนซะเลย แล้วก็ส่งต่อกันมาเลย ๆ นี่อาจเป็นปัญหาได้หรือไม่ และผู้บริหารก็ไม่ใส่อย่างจริงจังในเรื่องนี้ และคงจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้การเรียนการสอนมีปัญหา ดิฉัีนเห็นด้วยว่าคงต้องไปนั่งสมาธิดุว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็มีเรื่องไม่ชอบใจเรื่องการทำเอกสาร เห็นเพื่อนครูบางคนทำใบงานแจกให้เด็กเป็นชุด ๆ แต่ไม่รู้ว่า นักเรียนรู้มากขนาดไหน หรือสื่อสารได้จริงหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 20

29 ส.ค. 2547 14:15
  1. ครูที่สอนเด็กระดับมัธยมศึกษา ท่านอาจจะไม่คิดถึงพื้นฐานทางครอบครัวของเด็ก เด็กที่เรียน ป1 - 6 โดยเฉพาะเด็กที่อยู่โดรงเรียนห่างไกล ครูที่สอนไม่จบเอกภาษาอังกฤษมาโดยตรง มิหนำซำ้ยังสอนทุกกลุ่มสาระ ในชั้นเรียนเดียว ไม่ได้แยกตามความถนัดเหมือนท่าน เด็กก็คงไม่เป็นอัจฉริยะทั้งหมด เห็นใจครูประถมด้วย ถึงไม่เก่งภาษาอังกฤษ เด็กอย่างคุณอีปึก ยังนำผ้าป่ามาโรงเรียน...

ความคิดเห็นที่ 21

15 ก.ย. 2547 17:36
  1. นักเรียนยุคนี้กับยุคก่อนไม่เหมือนกัน ยุคก่อนจะขยันท่องขยันอ่านแต่ยุคนี้ก็ขยันเหมือนกันแต่ขยันตีกันไม่ใช่ขยันอ่าน ห้องหนึ่งจะมีอยู่ประมาณ 5-6 คนที่จะสนใจเรียนอีก35-36 คนสนใจลอก เพื่อนทำมาถูกผิดไม่สนใจขอให้มีลอดส่งครูเป็นพอ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้ครูปั่นความรู้ได้เหมือนน้ำปั่นแล้วให้นักเรียนดื่มนักเรียนยังไม่ฉลาดเลย

ความคิดเห็นที่ 22

19 ก.ย. 2547 08:37
  1. นักเรียนที่จบ ป.6 มาพื้นฐานอ่อนมากๆ อย่าว่าแต่ภาษาอังกฤษเลย ภาษาไทยยังอ่านไม่ออก ก-ฮ ยังท่องไม่ได้ (จริง สาบานได้ครับ ) งงเหมือนกันว่าครูประถมเขาสอนกันยังไงในปัจจุบันนี้ สมัยก่อนครูที่สอนผมในระดับประถมท่านสอนดีมาก นักเรียนอ่านออกทุกคน ทุกวันนี้ไม่รู้เป็นไง บางโรง ป.6 แค่ 3-8 คน ยังไม่มีปัญญาสอนให้อ่านออกเลย เงินเดือนคนละ 20,000 ขึ้นไป เสียดายเงินงบประมาณ วัฒนธรรมของครูประถมสามารถปรับเปลี่ยนได้ครับ เช่นการมาโรงเรียนผมสังเกตดูแล้ว โรงเรียนมัธยทมเคารพธงชาติ แต่ึครูประถม(บางคน)ยังไใ่ได้ออกจากบ้านเลย นุ่งผ้าขาวม้าอยู่หน้าบ้านเฉยเลย อีกอย่างหนึ่ง ทราบว่าการประเมินผลสัมฤทธิ์ก็มีการแก้เกรดกันเพื่อให้สูงขึ้น อันนี้ของจริงครับ สพฐ.น่าจะออกกฏเหล็กกับครูประถม ถ้าโรงเรียนไหนมีนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออก ขอให้ผู้บริหารชี้แจงหน่อยครับ ผู้บริหารเหมือนกัน ประชุมแต่ละที ประชุมยังไม่เสร็จ หาเรื่องกินกันแล้ว เมาแล้วเ...ี้ย ยิ่งกว่า....ตว์ เ...ร....าน ไม่เหมาะสมกับคำว่า ผอ.8 , 9 เลย แล้วการศึกษาไทยมันจะปฏิรูปกันได้อย่างไร

ความคิดเห็นที่ 23

7 ต.ค. 2547 21:43
  1. การศึกษาของ"ทยกำลังจะไปถึงปลายทาง (คือหุบเหว ) เพราะ 1. ผู้บริหารมัวแต่สนองนโยบายเบื้องบน สร้างภาพภายนอกที่สวย ๆ ไม่สนใจเด็กนักเรียนทั้งดทางด้านความรู้และคุณธรรมแม้แต่นิดเดียว นักเรียนเป็นตัวประกอบให้มีโรงเรีน ห้องเรียนขึ้นเท่านั้น 2. ผู้บริหารพันธ์ใหม่ล้วนแล้วแต่เป็นนักธุรกิจ หากำไรเข้าหระเป๋าส่วนตัวกันทั้งนั้น เพราะไม่สนใจด้านวิชาการเลย สนใจแต่การเงินกับฝ่ายบริหาร ชอบปากว่าตาขยิบ สอพลอ พูดไม่เป็นความจริง เอาแต่ประโยชน์ สร้างแต่ผลงาน(ปลอม ๆ ) เข้าตัว 3. นโยบาย หลักสสูตรที่ยกให้นักเรียนเป็นนาย ครูเป็นทาส นักเรียนไม่เคารพครู แล้วจะเรียนจะสอยอย่างไรกัน วหุฒิภาวะของเด็กไทยกับเด็กนอกที่ไปเอาตัวอย่างหรือแบบมา มันไม่เหมือนกัน อยู่ที่โรงเรียนนี้ (ไม่กล้าบอกชื่อ ) เด็กนักเรียนเหมือนนีรกมาเกิดทั้งนั้น ยิ่งแรงเข้าไปทุกรุ่นไปตามายุคสมัยเจริญทางวัตถุ ตั้งแต่ ม.1 - ม.6 คอยจอ้งแต่หาผัว หาเมีย หรือทำอื่นอะไรก็ได้ที่เขาอยากทำแต่ไม่สร้างสรรค์ เช่นกินเล่า หนีเรียน เล่นการพนันต่อหน้าครู ต่อหน้าผู้บริหารที่ไม่สนใจ เพราะเขาเข้าใจจิตวิทยาวัยรุ่นว่าต้องปล่อยเขาให้เป็นอิสระ วันสอบจุดประทัดตลอดเวลา พวกทีสอบ 3 นาทีเสร็จ ฝ่ายปกครองไม่มีน้ำยา มีแนวคิดเหมือนผู้บริหาร 3. นโยบายที่ไม่ให้นักเรียนตก นักเรีนเลยได้ใจ นิดหน่อยก็ไม่เรียนแล้ว เพระาแก้ตัวนิดเดียวก็ได้แล้ว ที่นี่เชาตกกันเป็น 30 รายวิชา แล้วก็ไปแก้ตัว ตอนชั้นที่จะจบที่เดียว แถมบางครั้ง 30 วิชา แก้วันเดียวหมด เรื่องจริงที่ไม่น่าจริง

ความคิดเห็นที่ 24

7 ต.ค. 2547 22:30
  1. เศร้า ครับ!

ความคิดเห็นที่ 25

9 ต.ค. 2547 14:58
  1. ปัจจุบันการสอนภาษาอังกฤษยังไม่ประสบความสำเร็จ เป็นที่น่าวิตกมากเนื่องจากเด็กไทยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับประถมหนึ่ง จนมาถึงระดับมัธยมก็ยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษในระดับที่สื่อสารได้ จึงอยากให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอน ผู้บริหาร ผู้ปกครอง รวมทั้งตัวเด็กเองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและร่วมมือกันแก้ไขปัญหานี้ให้ได้

ความคิดเห็นที่ 26

15 ต.ค. 2547 00:11
  1. We'd better help them step by step and let them speak as much as possible. Try to encourage them and let them learn how to speak English from various medias such as movies songs and go on as many as possible.....this is just my suggestion!

ความคิดเห็นที่ 27

19 ต.ค. 2547 09:32
  1. ขอโทษนะคะ " ครูEng " แน่ใจนะคะว่าคุณเป็นครูและน่าจะไม่ใช่ครูประถม คุณใช้คำพูดเหมือนคนไม่มีการศึกษาเลยค่ะ มั่นใจเหรอคะว่าคุณมีเทคนิคการสอนที่เยี่ยมยอด ทำงานทุ่มเทมากกว่าคนที่คุณว่าเขา แน่จริงโอนมาสอนประถมสิ จะรอดูว่าจะสอนได้ไหม แล้วจะซึ้งว่าสอนเด็กประถมไม่ใช่เรื่องหมูๆ

ความคิดเห็นที่ 28

1 พ.ย. 2547 11:32
  1. คงต้องช่วยกันทั้งเด็กและครูหากจะโทษครูเพียงอย่างเดียวก็ไม่ได้ หรือจะโทษเด็กก็ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งเพราะหากทั้งสองฝ่ายให้ความสนใจกันและกันคงไม่ใช้เรื่องยากเท่าไร แต่ทั้งคู่ต้องรับผิดชอบต่อตนเองต่างหากและผู้ปกครองต้องคอยเกลาด้วย หากจะคอยให้เป็นความรับผิดชอบของครูเพียงอย่างเดียวเห็นจะไม่สำเร็จเป็นแน่แท้

ความคิดเห็นที่ 29

6 พ.ย. 2547 14:03
  1. จากความคิดเห็นที่ 22 ของครูEng ขอแสดงความเสียใจด้วยที่ครูคนนี้มีความคิดเห็นแก่ตัวอย่างร้ายแรง ที่ด่าและโทษครูสอนอังกฤษระดับประถม คุณไม่มีวิญญาณในความเป็นครู แน่จริงคุณลองให้เด็กที่ไม่รู้มาก่อน ให้มีความสามารถตามที่คุณต้องการซิ นั่นหล่ะถือว่าคุณเป็นครูจริงๆ ถ้าคุณมั่วแต่จะคอยสอนเฉพาะเด็กเก่ง มีความรู้ความสามารถมาแล้ว แสดงว่าคุณเป็นครูที่ไม่ดี ไม่มีการพัฒนาในความสามารถของตนเองเลย ขอบคุณนะครับที่แสดงความรู้สึกได้ห่วยที่สุด

ความคิดเห็นที่ 30

6 พ.ย. 2547 22:25
  1. เอ้า...อย่าโมโหกันเลยเราก็หัวอกเดียวกัน ปากกัดเท้าถีบ ต่อสู้เพื่อตัวเอง เพื่อเด็ก ..น่า....อย่าใส่อารมณ์กันเลยนะ แนะนำวิธีที่ใช้กันอยู่แล้วเด็กรับดี จะได้นำมาประยุกต์ใช้บ้าง เราสอนขยายโอกาส ภาษาอังกฤษ ตั้งแต่ ป.4- ม.3 คนเดียวและเอกอุตสาหกรรมศิลป์ด้วย ยังต้อง(ทน)สอนเลย เพื่อเด็กไง อึ้งไปเลยใช่มั๊ย ก็ เราแก้ปัญหาได้แค่นี้ ใครแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้คุยกันที่ datodato Thaimail.com นะจะบอกให้

ความคิดเห็นที่ 31

16 พ.ย. 2547 17:36
  1. การเรียนการสอนภาษาอังกฤษหรือภาษาใดก็ตามถ้าเริ่มจากการท่องจำแล้วความสำเร้จในการอ่านเขียนฟังพูดต้องเป็นสิ่งที่น่าเบื่อทำไมไม่ลองนึกถึงว่าครั้งเมื่อก่อนที่จะเข้าเรียน การเขียนอ่าน ก-ฮ เราพูดกันเป็นก่อนแล้วค่อยมานั่งเรียนว่าสิ่งที่เราจะใช้กันจริงๆมีการแบ่งแยกภาษาเขียนออกโดยระเอียดอยู่แล้ว แต่คนไทยชอบคิดห่างตัวออกไป ชอบคิดว่าภาอังกฤษคือการเรียนการสอน แกรมม่าทั้งหมดซึ่งทำให้ผู้เรียนน้อยคนนักที่จะประสบความสำเร็จกับการเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียน เพราะคำนึงถึงการท่องจำให้ได้เกรดเฉลี่ยที่สวยหรู ดิฉันมีประสบการณ์ในการสัมภาษณ์คนทำงานมาแล้วคิดว่าไม่ตำกว่าร้อยท่านซึ่งจบการสึกษาปริญญาตรีอุดมศึกษาทั้งนั้น(ที่มีชื่อเสียงก็มี) พูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ หรือบางทีฟังผู้สัมภาษณ์ที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศไม่ได้... น่าเป็นห่วงมากนะ เล่าสู่กันฟังว่าอย่ามาถกเถียงกันเลยเป็นที่บุคคลมากกว่าว่าจะมีความใส่ใจในตัวเองเกี่ยวกับการแสวงหาความรุ้มากน้อยแค่ไหน

ความคิดเห็นที่ 32

17 พ.ย. 2547 10:32
  1. การสอนภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเด็กที่เขาอยู่ตามชนบท เพราะสื่อต่าง ๆ ของเขาไม่มีเช่น จะหาเพลงฟังก็ลำบากดูรายการที่เป็น Soundtrack ก็หาได้ยาก ยิ่งสอนเด็กประถมแล้ว ก็ยิ่งยาก ไม่ใช่ว่าครูเขามัวเอาเวลาไปทำอาจารย์ 3 ครูเขาก็เตรียมมาเหมือนกันแต่ก่อนจะสอนต้องเอาเด็กให้อยู่ก่อน ไม่อย่างนั้น เวลาสอนเด็กก็วิ่งว่อนทั่วห้อง ทำให้ไม่มีบรรยากาศในการสอน และกว่าเด็กจะเรียนรู้ในแต่ละคำ-ประโยคก็ลำบากเพราะมันเป็นสิ่งที่ใหม่สำหรับเขา ในแต่ละปีจะได้สักกี่ตัว เรียนก็ไม่ครบตามที่หลักสูตรกำหนด คนที่อยู่ในจุดนี้จริง ๆ น่าเห็นใจเขามากกว่าทีจะตำหนินะค่ะ ส่วนเด็กในเมืองเขามีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน ผู้ปกครองให้ความสนใจ คนที่ชอบพูดโดยไม่คิดนะ คราวนี้คิดได้แล้วนะคะ ไม่ได้ว่าแต่อยากบอก

ความคิดเห็นที่ 33

21 พ.ย. 2547 20:49
  1. จากประสบการณ์จริงที่พบ ก๊คือ ครูผู้สอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา ส่วนใหญ่ไม่มีความถนัดในการสอนภาษาอังกฤษ ส่วนใหญ่จะเน้นหนักวิชาที่ตนถนัด จะปล่อยเป็นหน้าที่การสอนภาษาอังกฤษ เป็นของครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไปเลย จะพบว่าปัจจุบันความรู้ด้านภาษาอังกฤษของเด็ก ม.1 จะเทียบเท่าระดับ ป.5 ในอดีต

ความคิดเห็นที่ 34

27 พ.ย. 2547 08:14
  1. สอนภาษาอังกฤษเด็กขยายโอกาสยากจริง ๆ เด็กท่พอจะเรียนได้ดีหน่อยก็ขยับขยายไปเรียนต่อในเมืองท่เจริญ ท่เหลือส่วนใหญ่จะถูกพ่อแม่บังคับเรียนบ้าง ไม่มีกระจิตกระใจจะเรียน มาเพื่อจได้ะเล่นกับเพื่อนไปวัน ๆ ไม่เห็นความสำคัญของการเรียนลอกงานส่ง หนีเรียน นั่งเรียนไม่เป็น เลื่อนลอย คุยกันทั่งวัน แววตาไร้ความรู้สึกท่ตอบสนองต่อการเรียน มีแต่ความว่างเปล่า คิดหรือไม่ว่าครูต้องใช้เทคนิคใดบ้างท่จะทำให้เด็กเหล่านี้เห็นแก่เรียนบ้าง ทั้งศาสตร์และศิลป์ท่ครูต้องนำมาใช้เพื่อตล่อมเด็กเหล่านี้ให้อยู่ในโรงเรียนแม้จะไม่ได้รับความรู้มากมายแต่ก็พยายามกล่อมเกลาจิตใจของเด็กให้ตระหนักถึงความคิดดีทำดีต่อสังคม อยากให้ท่าน ๆ ท่ว่าเก่งแน่มาสอนดูบ้างว่าจะสอนได้มากน้อยแค่ไหนและมีความอดทนอดกลั้นเพียงใด แล้วจะรู้ว่าหลอดเลือดดำหลอดเลือดแดงของครูประถมสูบฉีดเต้นแรงเพียงใดในแต่ละวัน...ยัง..ยัง..ฉันยังไม่ตาย...ขอรับท่าน

ความคิดเห็นที่ 35

29 พ.ย. 2547 23:42
  1. วิธีการหนึ่งที่จะพัฒนาการสอนภาษาอังกฤษให้ได้ผล ควรพัฒนาครูผู้สอนภาษาอังกฤษให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารในชีวิตประจำวันให้ได้ เพราะครูประถมส่วนใหญ่ไม่ได้จบเอกภาษาอังกฤษโดยตรงและโอกาสใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารในชีวิตประจำวันก็ไม่มีโดยเฉพาะทักษะการฟังและการพูด ปัจจุบันเราหวังผลเลิศ แต่ไม่พัฒนาครูซึ่งเป็นผู้ขับเคลื่อนโดยตรง เป้าหมายก็ยังเป็นแค่ความฝันหวานโอกาสเป็นฝันที่เป็นจริงมีน้อยครับ

ความคิดเห็นที่ 36

1 ธ.ค. 2547 14:40
  1. การสอนภาษาอังกฤษนั้นเป็นการสอนภาษาโดยการสื่อสาร จึงประมีผลโดยตรงสำหรับนักเรียน ต้องมีการฝึกทักษะในการและการพูดให้ได้เสียก่อนแล้วทักษะอื่นๆ ก็จะตามมา แต่สังเกตว่าครูผูสอนภาษาอังกฤษส่วนมากไม่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญ สอนไปตามความต้องการเท่าที่จะเป็นไดเ่ทานั้น และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เวลาในการทำการสอนตามหสักสูตรใหม่ได้ลดสาระกลุ่มภาษาต่างประเทศลงไปมากมาย บางโรงเรียนได้แค่่ 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ / 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เท่านั้นเอง จะทำอย่างไรได้ให้ช่วยกันคิดดูเองก็แล้วกัน ฅึ่งเป็นเรื่องที่น่าหนักใจสำหรับผู้สอนเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่อยู่ตามชนบท ไมเชื่อลองไปสัมผัสดูเองบ้าง แม้แต่วิชาภาษาไทยเด็กยังอ่านและเขียนไมได้เลยก็มี ครูมีแต่เอกสารเพื่อเอาไว้ให้เป็นหลักฐานเท่านั้น

ความคิดเห็นที่ 37

5 ธ.ค. 2547 10:32
  1. น่าสงสารเนาะที่คุณครูที่กำลังท้อ...ท้อเพราะเด็กไม่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษ....รึว่าท้อเพราะตัวเองสอนไปแล้วเด็กไม่รู้เรื่อง..รึว่ามัวแต่ท้อแท้...จนไม่เป็นอันเรียนอันสอน...เลยโมเมว่าเด็กไม่มีพื้นฐาน...สอนไม่ดี เด็กไม่รุ้รู้เรื่อง เลยโทษครูประถม ! โอ้น่าสงสารเด็กเหล่านั้นจริงๆ ที่ต้องได้เรียนหนังสือกับครูที่มีความคิดแบบนั้น....(โทษแต่คนอื่น ไม่ดูตัวเอง)......มิน่าเล่าประเทศชาติถึงพัฒนาได้ช้า.....ลองใช้เทคนิควิธีที่จะทำให้เขามีพื้นฐานภาษาอังกฤษดีกว่าที่เป็นอยู่สิค่ะ....ถ้าคุณมัวแต่ท้อ...แล้วเด็กนักเรียนจะได้อะไร....ลองคิดดูนะ....ถ้าเขาผ่านชั้นที่คุณกำลังสอนอยู่ขึ้นไปชั้นต่อไป คุณครูท่านที่รับช่วงต่อจากคุณเขาจะคิดยังไงบ้างถ้าเด็กที่คุณส่งขึ้นไปนั้นมีความรู้นิดๆ ..555......อย่าท้อ ความท้อไม่ได้ทำให้ใครสำเร็จ....มีแต่คนที่สำเร็จที่นำความท้อ มาฮึดสู้...ค่ะ.....จะเป็นกำลังใจให้นะคะ

ความคิดเห็นที่ 38

10 ธ.ค. 2547 10:42
  1. เห็นด้วยกับคุณ Tongdee@hotmail เป็นอย่างยิ่งค่ะ คือครูมัธยมก็หงุดหงิดที่นักเรียนจากประถม 6 มีพื้นฐานความรู้ไม่พอมาต่อยอด และในขณะที่ครูระดับประถมก็ไม่ใช่ครูที่เอกภาษาอังกฤษโดยตรงแต่ได้รับหน้าที่มาสอนภาษาอังกฤษ วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาเฉพาะทาง เรียกว่าอาจารย์ที่เก่งและชอบภาษาอังกฤษแต่ไม่ได้เรียนมา นักเรียนและครูคนนั้นก็ถือว่าโชคดีไป มีความสุขในการสอนการเรียนบ้าง แต่ที่แน่ๆ เกือบ 90 % ครูระดับประถมไม่ได้เรียนเอกภาษาอังกฤษ การสอนภาษาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องมีทั้งเทคนิคและจิตวิทยา ขอแสดงความเห็นใจครูระดับประถมที่ต้องมาสอนในสิ่งที่ไม่ถนัด ซึ่งถ้าเป็นดิฉันให้ไปสอนคณิตศาสตร์คงลำบากใจมากเช่นกัน และก็เห็นใจครูมัธยมด้วยที่คาดหวังจะต่อยอดความรู้ให้เต็มที่เพื่อให้นักเรียนระดับคุณภาพด้านภาษาอังกฤษดีขึ้นเพื่อให้พร้อมกับการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ดิฉันว่าคนที่ควรโดนต่อว่ามากที่สุดไม่ใช่ครูระดับประถมหรือมัธยมค่ะ แต่เป็นผู้บริหารตั้งแต่ระดับล่างจนระดับสูงที่ไม่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาตัวครูอย่างแท้จริง หรือจัดอบรมก็ไม่ตรงเป้าหมายอย่างแท้จริง เสียเงินเสียเวลาเปล่า แต่ไม่บรรลุตรงเป้าของปัญหา คุณครูทั้งหลายคะ อย่าแตกกันเลยค่ะ เราเป็นครูถ้อยทีถ้อยอาศัยกันนะคะ ยังไงเสียเยาวชนของชาติก็อยู่ในความรับผิดชอบของเรา เรามีหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่จะช่วยให้ประเทศชาติมีกำลังสมองที่ดีมีสติปัญญาต่อไปค่ะ แก้ไขกันไป ข่วยกันไปเพื่อประเทศชาติให้สมกับที่เกิดมาเป็นคนไทยกับเขาชาติหนึ่งเถอะค่ะ แต่ยังไงเสีย รัฐบาลคะถ้าคิดจะพัฒนาระบบการเรียน หรือยกระดับคุณภาพการเรียนทั้งประเทศ ช่วยขจัดผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์แคบ โบราณ ไม่พัฒนา ประมาณว่าโง่แต่ขยันน่ะค่ะ ช่วยหน่อยนะคะ เพราะพวกดิฉันไม่มีอำนาจค่ะ ต้องมาปฏิบัติตามพวกบริหารเหล่านี้รู้สึกหดหู่ใจจังแต่ทำอะไรไม่ได้ พัฒนาผู้บริหารให้ดีเถอะค่ะ แล้วระบบการศึกษาไทยจะพัฒนาเอง

ความคิดเห็นที่ 39

15 ธ.ค. 2547 09:28
  1. การสอนภาษาอังกฤษที่จะให้เด็กได้รับการพัฒนาทางทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนและการดูนั้นครูต้องได้รับการพัฒนาที่๔กต้องก่อนจึงจะใช้ได้ดีนะครับท่าน

ความคิดเห็นที่ 40

24 ธ.ค. 2547 16:52
  1. เข้าใจว่าการสอนภาษาอังกฤษเป็นเรื่องยากพอสมควร ดิฉันสอนภาษาอังกฤษมาไม่นานแต่ต้องอาศัยความอดทนมากในการสอนเพราะเด็กที่สอนใช้ภาษาที่ 1 คือภาษามลายู ภาษาที่ 2 คือภาษาไทย(พุไม่จะมาก)ครั้นจะให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ดีคงเป็นไปได้ยากหรือบางที่อาจต้องใช้เวลา แต้ด้วยเวลานี่แหละตัวสำคัญเชียวแหละ ปัจจุบันสอนจำนวน22 คาบต่อสัปดาห์รับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ตรวจรับเงินคงเหลือ และดูแลทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เช่นobecต่างๆ NT และทุกอย่างที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่เขามาดูกับตาซิว่าคนที่เป็นครูเค้าจะมีเวลาทำหน้าที่สอนนักเรียนตอนไหน เพราะงานทุกอย่างปัจจุบันให้ครูทำหมด หรือว่าหน้าที่ครูตอนนี้ไม่ใช่สอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ หากว่าท่านผู้ใหญ่เปิดอ่านช่วยตอบหน่อยว่าหน้าที่ของเราคือการสอนหนังสือให้เด็กอีกหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 41

13 ม.ค. 2548 16:12
  1. ครูผู้สอนภาษาอังกฤษจะต้องมีความตั้งใจและทุ่มเทในการสอนให้กับผู้เรียน ซึ่งเปรียบเสมือนผู้เรียนคือ ผู้ที่ต้องการหาความรู้จากครู ถ้าครูมีจิตวิญญาณในการสอน ในบางครั้งจะทำให้ผู้เรียน กล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดง ออกมากยิ่งขึ้น ในสมัยนี้เด็กไม่ค่อยสนใจในการท่องคำศัพท์เพราะคิดว่า การท่องเป็นสิ่งที่น่าเบื่อมาก ดังนั้นผมจึงอยากให้ครูทุกคนที่สอนภาษาอังกฤษ สวมวิญญาณของความเป็นครูโดยฝึกสอนให้เด็กเป็นคนที่รักในการท่องคำศัพท์มากยิ่งขึ้น และต้องเข้มงวดกับเด็กมากยิ่งขึ้น บางทีอาจจะทำให้เด็กพูดภาษาอังกฤษได้ดียิ่งขึ้น

ความคิดเห็นที่ 42

14 ม.ค. 2548 11:08
  1. การสอนภาษาอังกฤษไม่ว่านักเรียนจะอยู่ในศักยภาพระดับใด เราก็ต้องใช้ลีลาการสอนให้เหมาะสมกับเค้า คิดว่าน่าจะประสบผลสำเร็จในการสอนนะคะ อยู่ที่ว่าเรามีลีลาหรือเปล่า

ความคิดเห็นที่ 43

14 ม.ค. 2548 13:51
  1. คุณ somsook ครับ ลีลาที่ว่านั้น พอจะยกตัวอย่างได้ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 44

21 ม.ค. 2548 16:31
  1. ดิฉันคิดว่าการที่จะเป็นครูที่สอนภาษาอังกฤษที่ดีได้นั้นอย่างแรกคือต้องมีความตั้งใจจริงที่จะถ่ายทอดความรู้ก่อน ส่วนเรื่องต่อมาก็คงจะเป็นเรื่องเทคนิคการสอน สำหรับตัวดิฉันเองไม่ได้เรียนจบการสอนมาเวลาสอนจึงประสบปัญหาเรืองเทคนิดการสอนพอสมควรเพระว่าไม่รู้จะจัดกิจกรรมอย่างไรเวลาสอนบางทีเด็กก็รู้สึกเบื่อและง่วงเพราะว่าดิฉันถนัดว่าตามหนังสือแปลไปทีละตัวเลย ครั้นจะไปเรียนปริญญาโททางด้านการสอนก็ไม่มีพื้นฐานมาเลยแต่อยากที่จะเรีนยรู้เทคนิคการสอนของหลายๆคน มีที่เปิดสอนตัวต่อตัวไหมคะ ขอความกรุณาส่งมาทาง E_mail ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง

ความคิดเห็นที่ 45

21 ม.ค. 2548 18:18
  1. ดิฉันคิดว่า การไปดูงานหรือสังเกตการสอนของคนสอนเก่ง ๆ ที่ยินดีให้เราไปสังเกต จะเป็นวิธีที่ดีมากเลยค่ะ ทั้งประหยัดเวลาและได้เห็นบริบทในสภาพจริง และถ้าได้มีโอกาสเห็นหลาย ๆ คนก็จะยิ่งดี เพราะแต่ละคนก็จะมีลีลาที่ดี ๆ ต่าง ๆ กัน ไม่แน่นะ ลงท้ายคุณอาจเป็นคนที่สอนเก่งกว่าทุก ๆ คนที่คุณไปดูมาก็ได้ เพราะคุณมีโอกาสดูจุดเด่นของหลาย ๆ คน

ความคิดเห็นที่ 46

29 ม.ค. 2548 20:50
  1. การเรียนการสอนภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ว่าจะมีนักเรียนท ี่ไ่ม่รู้เรื่อง ไม่เอาอะไรเลย แต่ยังมีนักเรียนส่วนหนึ่งที่เอาใจใส่และสามารถเรียนได้ดี อาจจะด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตามของนักเรียนทั้งสองประเภท ปัญหาคือ ความเอาใจใส่ดูแลของผู้ปกครองที่ทั้งมีความรู้และไม่มีความรู้ภาษาอังกฤษ ควรอย่างยิ่งที่จะให้ความสนใจในการถามไถ่การบ้าน การให้นักเรียนในปกครองใช้เวลาในการฝึกฝนเพราะวิชาภาษาเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ต้องท่องจำ ต้องพยายามมากจึงควรช่วยเหลือกันด้วย ไม่ใช่เพียงแต่ให้ครูรับผิดแต่ในการสอนในห้องเรียน เพราะการเรียนภาษานั้นเพื่อการนำไปติดต่อสื่อสาร

ความคิดเห็นที่ 47

25 ก.พ. 2548 09:51
  1. เห็นด้วยกับหลายๆ ท่านที่แสดงความคิดเห็น ดิฉันก็เป็นครูคนหนึ่งที่ไม่ได้จบเอกอังกฤษเลย เคยเรียนตอนม.3 ตกภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้จำเป็นต้องมาสอนภาษาอังกฤษ เพราะเขาเห็นว่าจบปริญญาโทมาก็น่าจะสอนได้ จริง ๆ แล้ว สภาพของครูประถมศึกษาสอนได้ทุกวิชา ดิฉันสอนภาษาอังกฤษปีนี้เป็นปีที่ 2 ซึ่งพื้นไม่มีเลย ต้องไขว่ขว้าหาความรู้ใส่ตัว ฝึกพูด(ผิดบ้าง ถูกบ้าง) บางครั้งก็ละอายตัวเอง เพราะตัวเราเองยังพูดไม่เก่งเลยไปสอนเด็ก อยากให้เด็กพูดเก่ง ๆ เหมือนแม่ปูสอนให้ลูกเดินตรง ๆ แต่แม่กลับเดินไม่ตรงเสียเอง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรค ดิฉัน พยายามหาทางพัฒนาตนเอง หาที่อบรม หาที่เรียนถึงแม้ต้องเสียเงินของตัวเองก็ตาม คิดว่าอนาคตจะทำในสิ่งที่ไม่ชอบนี้ให้ดี เพราะเป็นอาชีพของเรา ครูต้องทำได้ทุกอย่าง ยังงัยก็ขอเป็นกำลังใจให้ครูมัธยมน๊ะ เพราะครูประถมถือว่าเก่งมากแล้วที่ทำให้เด็กไม่รู้อะไรเลยรู้ได้ พวกเราควรต้องคำนึงอนาคตของชาติไว้เป็นที่หนึ่งก็แล้วกัน ประเทศเราเจริญแน่

ความคิดเห็นที่ 48

26 ก.พ. 2548 15:47
  1. จบสาขาอื่นมาแต่ได้รับมอบหมายให้สอนภาษาอังกฤษครับ แค่พูดได้แต่ไม่สามารถถ่ายทอดได้ เทคนิคการสอนไม่มี ประสบการณ์ไม่มี แย่จัง สงสารเด็กมาก ทุกวันนี้ได้แต่เปิดหนังสือแล้วสอนไปตามที่มีอยู่ จะมอบหมายงานก็ไม่รู้จะสร้างสรรค์อย่างไร ช่วยด้วยครับ

ความคิดเห็นที่ 49

26 ก.พ. 2548 23:35
  1. ทำซ๊และขายamway ดีกว่า

ความคิดเห็นที่ 50

4 มี.ค. 2548 20:09
  1. ประเทศไทยมีการสอนภาษาอังกฤษมาหลายร้อยปี แต่คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้แค่หยิบมือ หนึ่งในหยิบมือนั้นก็มีครูผู้ท้อแท้อย่างเราท่านด้วย เป็นความล้มเหลวของหลักสูตร หรือระบบก็ไม่รู้ ปัญหานี้แก้ได้ โดยช่วยพวกเราอย่างต่อเนื่องผ่านกระบวนการอบรมสัมมนาทั้งเทคนิคการสอน การใช้ภาษาสื่อสารในชีวิตประจำวัน จนสามารถใช้ภาษาสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ เมื่อครูมั่นใจตนเอง เด็กก็น่าจะมั่นใจตนเองและเรียนรู้ได้ดีขึ้น

ความคิดเห็นที่ 51

เด็กเรียน พรพิชชา
4 มี.ค. 2548 21:22
  1. เป็นนักเรียนที่เรียนโรงเรียนขยายโอกาสเหมือนกันค่ะภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ชอบเรียนมากๆค่ะตอนนี้อยู่ม.3สอบแล้วซึ่งคะเเนนออกมาดีได้เกือบเต็มส่วนใหญมาจากการที่ขยันค้นคว้าอ่านหนังสือเองค่ะเพราะโรงเรียนมีกิจกรรมเยอะครูจึงไม่ค่อยได้สอนเป็นเรื่องเป็นราวหรือจริงจังมากเท่าไรนักแต่เพื่อนในห้องสอบวิชานี้ตกหมดซึ่งเป็นที่น่าเศร้าใจคะเเนวิชานี้จึงต่ำมากค่ะการเรียนทุกอย่างก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนแล้วก็อาจารย์ผู้สอนทางบ้านและทางโรงเรียนน่าจะให้ความร่วมมือกันในเรื่องการศึกษาคอยกวดขันดูแลลูกหลานให้ทำการบ้านส่งทบทวนหนังสือส่วนครูก็ทำหน้าที่สอนศิษย์อย่างเมที่คิดว่าแค่นี้คะแนนก็น่าจะเป็นที่พอใจของทุคนแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 52

6 มี.ค. 2548 13:30
  1. การเรียนรู้ของเด็กนักเรียนบ้างคนเรียนรู้ได้เร็วบ้างคนเรียนรู้ได้ช้าบ้างคนจำเก่งบางคนรู้ตักคิดบ้างคนไม่รับรู้อะไรเลย บ้างคนก็อยากจะเล่น และอื่นๆอีกมากมายที่เป็นสาเหตุของเด็กที่เรียนอังกฤษไม่รู้เรื่องฉนั้นขอให้คุณครูช่วยใจเย็นๆในการสอน การเรียนรู้ การรับรู้ข่าวสารต่างๆจะดีก็ต่อเมื่อฝึกกระทำบ่อยๆ ผมขอให้กำลังใจครูทุกท่านที่สอนวิชาภาษาอังกฤษ ใจเย็นๆไว้นะครับเด็กต้องเก่งขี้นมาได้สักวันหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 53

7 มี.ค. 2548 10:28
  1. คนที่เก่งภาษาอังกฤษมีดังนี้ 1ฝรั่ง 2.คนไทยลูกครึ่ง 3.คนไทยไปเรียนเมืองฝรั่ง4.คนไทยเรียนรร.ฝรั่งในเมืองไทย5.คนไทยไปทำงานเมืองฝรั่ง6.คนไทยทำงานอยู่เมืองไทยกับฝรั่ง7.คนไทยได้แฟนเป็นฝรั่ง8.คนไทยมีเพื่อนเป็นฝรั่ง9.คนไทยที่บ้าภาษาฝรั่งคร่ำเคร่งกับภาษาฝรั่งมาระยะหนึ่ง ผมลอกเขามาซึ่งมันน่าคิดถ้าครูสอนภาษาอังกฤษเป็นคนในข้อ9จะเป็นพระคุณสำหรับเด็กทั้งประเทศรัฐบาลจะมีวิธีการสร้างครูสอนภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร? T_T

ความคิดเห็นที่ 54

7 มี.ค. 2548 18:37
  1. ขอโทษนะอยากบอกว่ากุก็เบื่อโว้ยยพยามแม่...งเข้าไปไม่เก่งมันสักทีไอ้พวกบ้าก็ดีแต่สอนโดยเปิดเทปสอนกันตามสยามแพงก้อแพงได้ผลหรือแค่ 10-15 เปอเซนเองของการพัฒนาเมื่อไหร่เมืองไทยมันจะดีได้เป็นเมืองขึ้นเลยไม่ดีกว่าเหรอฟะ เบื่อพูดอังกิดแบบพวกสิงคโปรฺได้มั้ยปรรจุเปนภาษาราชการไปเลยทไงก็ได้ แค่นี้มันก้อเสียเปรียบนานาอารยะประเทศอยู่แล้วเบื่อเมืองไทยยยยยยยยยย

ความคิดเห็นที่ 55

10 มี.ค. 2548 22:36
  1. เราอย่าเพิ่งท้อแท้กันดิครับ ผมมาเรียนการสอนภาษาที่อังกฤษระดับ PhD แล้วก็ยังรู้สึกว่ที่อื่นชาติอื่นเขาก็มีปัญหาเหมือนเรา อย่าลืมนะครับว่าเราเป็น แค่ foreign language มาเลย์ เขาเป็น second lang แต่ผมก็รู้สึกว่าภาษาก็ไม่ได้ดีเด่อะไร มากมาย จริงๆๆ แล้วเราควรจะ มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า เราต้องการให้เด็กเราได้แค่ไหน ไม่ใช่เห็นเด้กผูดไม่ได้เราก็บอกว่า เด็กเราไม่เก่งจริงๆๆ แล้วไม่ใช่ เลย ผมท้าเลย แม้แต่ครูที่สอนภาษามานานๆๆ บ้างครั้งก็ยังพูดไม่ได้ดีเท่าที่มีประสบการณ์สอนมา หรือ อาจจะพูด ได้ แต่ผิดๆๆถูกๆๆ ครูที่สอนภาษาต้องพัฒนาตัวเองตลอด และเปิดใจกับเด็กที่เราสอนเลยว่า เราเองมีความั่นใจในภาษาแค่ไหน ความรู้ที่เรามีอยู่ตอนนี้มั่นใจหรือยังว่าดีและถูกต้องแล้ว structure คนไทยนี่แน่นมาก แต่เชื่อไหมว่า มีเด็กทุนที่มาเรียนเอกที่นี่หลายๆๆๆๆๆๆๆๆคน สอบ placement ทางแกรมม่า ได้เฉลี่ยแล้ว 70 กว่าๆๆจาก 100 เต็ม ดังนั้นผมจึงคิดเสมอว่าถ้าตัวเราเองยังไม่ไปถึงในจุดที่ดีที่สุดแล้ว เราก็อย่าหวังให้เด็กจะเก่งไปมากกว่าเราได้ ยกเว้นในเด็กที่เขามีความพยายามและมุ่งมั่นรวมถึงพรสวรรค์ในตัวของเขาด้วย

ความคิดเห็นที่ 56

สร
11 มี.ค. 2548 07:01
  1. I think we try too hard. Kids want to learn - but in their own ways. I think 'we' have put 'fear' in their learning - fear to talk, fear to write, fear to fail, ... I am running an experiment (Let us talk English). So far I have no reponse. The fear is deep? In a few more days I hope to have more data. We will see what we can do. In the meanwhile - CHEERIO.

ความคิดเห็นที่ 57

11 มี.ค. 2548 10:45
  1. ถ้าลดราคาค่าเรียนลงมาบ้าง ผู้ปกครองก็อยากส่งบุตรหลานมาเรียนมากขึ้น บางทีเรียนพิเศษตอนเย็นที่ ร.ร เด็กกลับมีการบ้านหนักมากกว่าเดิม แล้วจะเอาเวลาที่ไหนมาอ่านหนังสือ บางครั้งครูก็สอนและตรวจการบ้านเด็กมาแบบผิด ๆ พอทักท้วงก็กลายเป็นว่าผู้ปกครองจ้องจับผิด มิได้ค่ะ คนที่ทำงานทุกคนล้วนต้องผิดมาก่อน เพียงแต่ว่าอย่าผิดตรงจุดเดิม

ความคิดเห็นที่ 58

สร
16 มี.ค. 2548 11:44
  1. #57 has a BIG point there. Are we asking TOO MUCH of our kids? And, parents? Can we help SAVE time and let our kids LEARN and PLAY? I think we should TRY our best.

ความคิดเห็นที่ 59

23 มี.ค. 2548 15:17
  1. การสอนภาษาอังกฤษที่ดีทำได้ยากแต่เราก็อยากจะทำเราเป็นครูนอกระบบไม่ใช่ข้าราชการถวายความรู้พระภิกษุ-สามเณรยากกว่าท่านทั้งหลายมากนักเพราะบางรูปอ่านไม่ออกทั้งไทยและอังกฤษแต่เราก็ไม่ท้อคิดแต่ว่าจะทำอย่างไรนักเรียนของเราจะมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษได้ดีท่านใดมีแนวทางหรือวิธีการสอนภาษาอังกฤษม.ปลายที่มีประสิทธิภาพเรียนรู้ได้เร็วก็ขอความกรุณาแนะนำบ้างจะเป็นพระคุณอย่างสูงเราขอเป็นกำลังใจให้ท่านข้าราชการครูทุกท่านสู้กับระบบราชการในยุคปัจจุบันต่อไป

ความคิดเห็นที่ 60

23 มี.ค. 2548 16:36
  1. การสอนภาษาอังกฤษสำหรับประเทศไทยเป็นสิ่งที่ผิดธรรมชาติของการสอนภาษาทุกภาษา โดยไปเน้นการอ่านและเขียนทั้งนี้ก็เนื่องจากครูผู้สอนไม่ถนัดภาษาอังกฤษและไม่ได้จบวิชาเอกภาษาอังกฤษท่านก็สอนได้เฉพาะการอ่านและการเขียนเท่านั้น ซึ่งการเรียนภาษาทุกภาษาจะมี 4 กิจกรรมคือ ฟัง พูด อ่าน และเขียนเป็นลำดับสุดท้าย จากการที่ได้ศึกษาหลักการสอนภาษาอังกฤษ กิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละระดับหรือช่วงชั้นคิดเทียบเป็นร้อยละของเวลาที่สอน แต่ละกิจกรรมมีจำนวนร้อยละดังนี้ 1.การฟัง ร้อยละ 40 ของเวลาที่สอน 2.การพูด ร้อยละ 35 " 3.การอ่าน ร้อยละ 16 " 4.การเขียน ร้อยละ 9 " ดังนั้นจะต้องแก้ที่พฤติกรรมการสอนของครู โดยพูดช้าๆเป็นภาษาอังกฤษในแต่ละชั่วโมงหรือช่วงที่สอนหรือคาบ ให้เด็กได้ฟังร้อยละ 40 และให้เด็กได้พูดตอบคำถามหรือพูดโต้ตอบกันรองลงมาร้อยละ 35 ให้เด็กอ่านร้อยละ 16 และเขียนร้อยละ 9 ปัญหาหลักก็คือ การสอนในระดับประถมศึกษาครูจบเอกอังกฤษมีน้อย ซึ่งบางโรงเรียนไม่มีครูจบเอกภาษาอังกฤษ หรือครูที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้เลย และเป็นการสอนประจำชั้นซึ่งสอนทุกวิชา จากการที่ได้พูดคุยกับคุณครูที่สอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึง ป.6 พบว่าเขาไม่กล้าที่จะพูดภาษาอังกฤษในชั่วโมงหรือคาบที่สอนภาษาอังกฤษเนื่องจากกลัวว่าจะให้ความรู้ที่ไม่ถูกต้องแก่นักเรียน ซึ่งก็เห็นใจเขาในเรื่องนี้ เพื่อให้ครูมีความมั่นใจที่จะสอนภาษาอังกฤษโดยการพูดภาษาอังกฤษตลอดชั่วโมงหรือคาบ ต้องให้ครูประถมไปพัฒนาหรือฝึกพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสอนทุกช่วงชั้น ซึ่งจะส่งผลดีแก่เด็กส่วนใหญ่ ปัญหาที่จะตามมาต้องมีแน่ แต่ทุกปัญหามีไว้เพื่อแก้ ไม่ใช่มีไว้เพื่อให้คนหลบหลีกปัญหา และทุกปัญหาก็มีทางออกทุกปัญหา จึงอยากให้ช่วยกันแก้ปัญหา โดยไม่โยนความผิดไปให้ครูระดับใดระดับหนึ่ง

ความคิดเห็นที่ 61

23 มี.ค. 2548 18:52
  1. ครูพูดไม่ได้ ไม่กล้าออกเสียง ก็ดีแล้ว จะได้ไม่ทำให้เด็กเรียนรู้การพูด การออกเสียงที่ผิด ๆ ไปจากครู จนยากที่จะแก้ไขได้ในภายหลัง ครูสามารถใช้สื่อมาช่วยได้นี่คะ เช่น เทปเสียง วีดิโอ วีซีดี หรือ ซีดีบทเรียน ซึ่งครูและเด็กจะได้ฝึกฟัง ฝึกพูดไปพร้อม ๆ กัน ส่วนเรื่องการอ่านและเขียนครูก็ช่วยจัดการให้เด็กเรียนรู้ได้

ความคิดเห็นที่ 62

ครูไผ่
24 มี.ค. 2548 08:15
  1. ตัวอย่างซีดีบทเรียน ABC for Thai Kids เป็น ซีดีบทเรียน ขนาด 158 MB มีเสียงประกอบตลอดเรื่อง ด้วยสำเนียงอังกฤษแท้จากเจ้าของภาษา ประกอบด้วยการเรียนรู้ตัวอักษร พยัญชนะ สระ การสะกดคำ ตัวเลข วัน เดือน แบบฝึกหัดการออกเสียง และ แบบฝึกหัดพัฒนาศัพท์ จัดทำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิชัย นันทบุรมย์ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา 30000 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.labschools.net/cur/modules.php?op=modload&name=Web_Links&file=index&req=viewlink&cid=39 ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 63

25 มี.ค. 2548 21:28
  1. การสอนภาษาอังกฤษเน้นให้ผู้เรียนสนทนาเป็นหลักแต่ข้อทดสอบระดับชาติออกมามีแต่ข้อสอบอ่านเรื่องแล้วให้นักเรียนตอบปรากฏว่านักเรียนตอบไม่ได้เพราะไม่รู้คำศัพท์แค่ข้อสอบออกมาก็ไม่ตรงวัตถุประสงค์แล้วครูที่เขาสอนภาษาอังกฤษมานานๆทั่วประเทศเขาเบื่อมากๆหลักสูตรก็เปลี่ยนบ่อยทั้งๆที่ Englidh is fun ก็เป็นหลักสูตรที่ทำมาดีที่สุดแล้วเท่าที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษมา 30 กว่าปี นโยบายไปหลงเชื่อนักวิชาการมากเกินไประหว่างนักวิชาการที่ไม่เคยสอนนักเรียนหรือสัมผัสกับเด็กตามชนบทใครจะมีประสบการณ์มากกว่ากันมันเหมือนกับครูผู้สอนเป็นผู้ซ่อมรถแต่นักวิชาการเป็นผู้จัดการร้าน เวลาออกรายการทีวีก็คัดเอานักเรียนเก่งๆที่เป็นนักเรียนในกรุงโรงเรียนดีๆมาเป็นตัวอย่างมาพูดสร้างภาพหน้าทีวีแต่ครูที่เขาสอนจริงๆตามชนบทซึ่งสอนเด็กบ้านนอกจำนวนหลายล้านคนแต่ละคน ใน 100 % จะเป็นเด็กเรียนปานกลางเสียประมาณ 30 % อีก 60% เป็นเด็กที่มีสติปัญญาขั้นอ่อนเด็กเก่งมีประมาณแค่ 10 % เท่านั้น แล้วเอาการสอนของฝรั่งมาใช้ในเรื่องเอาเด็กเป็นศูนย์กลางการศึกษาชาติเป็นหลักจึงทำให้การศึกษาชาติอยู่ในยุคที่ตกต่ำที่สุดใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้จะเป็นการตราบาปให้กับเยาวชนของชาติยากที่จะเยียวยารักษาได้สรุป ตกก็ไม่ ทำโทษก็ไม่มี บวกกับสังคมที่ย่ำแย่ นวัตกรรมที่ทันสมัยที่มีอันตรายอยู่รอบด้านยังมีเรื่องที่จะพูดอีกมากมายแต่เหนื่อยใจเหลือเกินขอยุติก่อน ประเทศไทยสอนเด็กให้ดีต้องเอาวินัยมาบังคับให้ได้ก่อนแล้วต้องสอนแบบ one by one เวียตนามเขาไม่ลอกเลียนแบบใคร สังคมเขาดีเขาถึงก้าวหน้าไปไกลจนไทยเราตามไม่ทันแล้ว สรุปเด็กไทยต้องปกครองแบบสมัยก่อนแล้วค่อยเลียนแบบฝรั่งที่เขามีความพร้อมทางด้านพื้นฐานที่ดีกว่าเรามากvudlyd 10 xuแล้วค่อยไปใช้ child center คงไม่นานเกินรอ

ความคิดเห็นที่ 64

26 มี.ค. 2548 10:53
  1. ผมชักจะห็นด้วยกับแนวคิดของท่าน paru_noon@yahoo.com และขณะนี้ผมกำลังทดลองตามแนวคิด Theory X ของ Douglas McGregor ที่มีความเชื่อว่า 1. คนไม่ชอบการทำงานมาตั้งแต่เกิด (โดยสันดาน) 2. คนจะต้องถูกบังคับหรือควบคุมให้ทำงานจึงจะบรรลุตามจุดประสงค์ได้ 3. คนชอบที่จะทำตามสั่งมากกว่า http://choo.fis.utoronto.ca/FIS/Courses/LIS1230/LIS1230sharma/motive2.htm

ความคิดเห็นที่ 65

p
28 มี.ค. 2548 08:35
  1. ถ้าท่านไม่ชอบ Theory X ของ Douglas McGregor กรุณาไปดู Theory Y นะครับ อาจจะเหมาะกับท่านและผู้เรียนมากกว่า http://choo.fis.utoronto.ca/FIS/Courses/LIS1230/LIS1230sharma/motive2.htm

ความคิดเห็นที่ 66

31 มี.ค. 2548 16:16
  1. เป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่คิดว่ามีความรู้และทักษะอยู้่ในระดับดี แต่งานที่ทำที่โรงเรียนหนักมาก โดยเฉพาะงานพิเศษของโรงเรียน งานรับการประเมินภายนอก งานแนะแนว งานวิชาการ อยู่โรงเรียนเล็กๆ เอกสารทุกอย่างต้องทำเองหมด และสอน 28 ชั่วโมง/สัปดาห์ ทำให้ไม่สามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีมาทุ่มเทกับการสอนนักเรียนได้เต็มที่ ทั้งที่ก่อนปฏิรูปการศึกษา สามารถคิดค้นวิธีการสอนและเตรียมการจัดการเรียนการสอนได้ดีและสนุกกับการสอนมาก

ความคิดเห็นที่ 67

31 มี.ค. 2548 17:10
  1. เราใช้วิธีการสอนทุกวิถีทางเราก็เรียนเอกภาษาอังกฤษเช่นกันมหาวิทยาลัยเขาสอนอะไรก็นำมาประยุกต์ใช้เรียนจากสถาบันสอนภาษาอเมริกันก็นำมาใช้แต่ผู้เรียนที่มาบวชเรียนนี้ในจำนวนนักเรียน30รูป/ห้องผู้ที่สามารถเรียนภาษาอังกฤษได้ดีเข้าใจภาษาอังกฤษจนกระทั่งสามารถอ่านได้ เขียนได้ พูดได้บ้างจะมีเพียง 1 รูปเท่านั้นที่เหลือรู้บ้างไม่รู้บ้าง บางรูปอ่านไม่ออกเลยทั้งที่อยู่ชั้นม.ปลายแล้วต้องจับมานั่งสอนเรื่องสระ พยัญชนะกันใหม่สาเหตุเพราะพื้นฐานตั้งแต่ชั้นต้นๆไม่มีเลยเรานำเจ้าของภาษา(ชาวต่างชาติ)มาเป็นผู้ถวายความรู้บ้างให้เรียนรู้เรื่องการใช้dictionary อังกฤษ-อังกฤษก็ไม่ค่อยจะสนใจกัน

ความคิดเห็นที่ 68

17 เม.ย. 2548 10:20
  1. ครูไม่มีเอกอย่างฉันก็พยายามสอนENG.ตามคำสั่งเหมือนกันนะ เขาช่วยอบรมให้บ้างก็นำมาใช้ทุกอย่าง เด็กเก่งพัฒนาได้มากเลย ส่วนเด็กที่เรียนรู้ช้าก็น่าสงสารเหลือเกิน

ความคิดเห็นที่ 69

1 พ.ค. 2548 16:19
  1. ที่ว่าปัญหาการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันนั้นมาจากการที่ผู้สอนไม่ได้จบวิชาเอกภาษาอังกฤษมา เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะดิฉันเป็นครูผู้สอนภาษาอังกฤษที่จบมาแล้วสอบบรรจุของสปชได้ ปีที่ 1-2 สอนประจำชั้นต้องสอนทุกวิชา และเมื่อ ต.ค.47สอบของสพฐ.ได้ย้ายกลับบ้านมาได้สอนอังกฤษ ป.1-6 ปัญหาที่พบก็คือว่าเอกอังกฤาที่จบมานั้นเป็นการสอนระดับมัธยมศึกษา แต่มาสอนในระดับประถมศึกษา ซึ่งมันแตกต่างกันมากเลย ตั้งมานั่งเรียนการสอนกันใหม่ตั้งแต่ A-Zกันเลย แต่ก็ต้องสอนไปตามที่พอจะสอนได้ด้วยสุขบ้างทุกข์บ้าง และเมื่อถึงฤดูการย้ายแล้วมาบอกว่าให้ย้ายภายในสังกัดเดียวกันก่อนแล้วถามว่านั่นเป็นการถูกต้องแล้วหรือ ถ้าจะให้การสอนภาษาอังกฤษประสบความสำเร็จมากกว่านี้ก็น่าจะจัดการศึกษาของผู้สอนให้สอดคล้องกับระดับที่จะสอนด้วย แล้วไม่ใช่ว่าครูเท่านั้นผู้ปกครองก็ต้องมีส่วนร่วมในการดูแลช่วยเหลือและเอาใจใส่นักเรียนอีกทางหนึ่งด้วย ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือขาดสือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน และครูแต่ละคนนั้นก็มีคาบสอบมากมีงานอื่น ๆ มากด้วย ถ้าหากมัวแต่โทษว่าครูประถมสอนมาไม่ดีแล้วครูมัธยมก็ไม่สามารถสอนได้ ก็ลองให้ครูมัธยมมาสอนประถมดูแล้วจะรู้ว่าเป็นอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 70

1 พ.ค. 2548 18:06
  1. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 การสอนภาษาอังกฤษเน้นให้ผู้เรียนสนทนาเป็นหลักแต่ข้อทดสอบระดับชาติออกมามีแต่ข้อสอบอ่านเรื่องแล้วให้นักเรียนตอบปรากฏว่านักเรียนตอบไม่ได้เพราะไม่รู้คำศัพท์แค่ข้อสอบออกมาก็ไม่ตรงวัตถุประสงค์แล้วครูที่เขาสอนภาษาอังกฤษมานานๆทั่วประเทศเขาเบื่อมากๆหลักสูตรก็เปลี่ยนบ่อยทั้งๆที่ Englidh is fun ก็เป็นหลักสูตรที่ทำมาดีที่สุดแล้วเท่าที่เป็นครูสอนภาษาอังกฤษมา 30 กว่าปี นโยบายไปหลงเชื่อนักวิชาการมากเกินไประหว่างนักวิชาการที่ไม่เคยสอนนักเรียนหรือสัมผัสกับเด็กตามชนบทใครจะมีประสบการณ์มากกว่ากันมันเหมือนกับครูผู้สอนเป็นผู้ซ่อมรถแต่นักวิชาการเป็นผู้จัดการร้าน เวลาออกรายการทีวีก็คัดเอานักเรียนเก่งๆที่เป็นนักเรียนในกรุงโรงเรียนดีๆมาเป็นตัวอย่างมาพูดสร้างภาพหน้าทีวีแต่ครูที่เขาสอนจริงๆตามชนบทซึ่งสอนเด็กบ้านนอกจำนวนหลายล้านคนแต่ละคน ใน 100 % จะเป็นเด็กเรียนปานกลางเสียประมาณ 30 % อีก 60% เป็นเด็กที่มีสติปัญญาขั้นอ่อนเด็กเก่งมีประมาณแค่ 10 % เท่านั้น แล้วเอาการสอนของฝรั่งมาใช้ในเรื่องเอาเด็กเป็นศูนย์กลางการศึกษาชาติเป็นหลักจึงทำให้การศึกษาชาติอยู่ในยุคที่ตกต่ำที่สุดใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้จะเป็นการตราบาปให้กับเยาวชนของชาติยากที่จะเยียวยารักษาได้สรุป ตกก็ไม่ ทำโทษก็ไม่มี บวกกับสังคมที่ย่ำแย่ นวัตกรรมที่ทันสมัยที่มีอันตรายอยู่รอบด้านยังมีเรื่องที่จะพูดอีกมากมายแต่เหนื่อยใจเหลือเกินขอยุติก่อน ประเทศไทยสอนเด็กให้ดีต้องเอาวินัยมาบังคับให้ได้ก่อนแล้วต้องสอนแบบ one by one เวียตนามเขาไม่ลอกเลียนแบบใคร สังคมเขาดีเขาถึงก้าวหน้าไปไกลจนไทยเราตามไม่ทันแล้ว สรุปเด็กไทยต้องปกครองแบบสมัยก่อนแล้วค่อยเลียนแบบฝรั่งที่เขามีความพร้อมทางด้านพื้นฐานที่ดีกว่าเรามากvudlyd 10 xuแล้วค่อยไปใช้ child center คงไม่นานเกินรอ โดย: paru_noon@yahoo.com [IP: 203.151.140.119,203.113.51.164,] - วันที่ 25 มี.ค. 2548 - 21:28:48

ความคิดเห็นที่ 71

11 พ.ค. 2548 08:48
  1. ไม่ชอบคำว่าสอนภาษาอังกฤษ เพราะเราไม่ได้สอนภาษาแต่เราช่วยให้คนเข้าใจภาษาแล้วนำไปใช้ให้ได้ในชีวิตประจำวันหรือค้นคว้าหาความรู้ที่สูงขึ้น คนที่มีโอกาศฟังมาก ใช้บ่อยๆจะเข้าใจภาษาแบบสะสมและยั่งยืน การถูกบังคับให้เรียนอย่างเร่งรีบภายไต้ความจำกัดด้านเวลาของครูจะทัศนคติเชิงลบทั้งครูและเด็ก เด็กจะท้อและไม่สนใจขณะที่ครูจะเริ่มดูถูกเด็กว่าอ่อนด้อยและขาดความพยายาม 11/05/05

ความคิดเห็นที่ 72

ครูไผ่
11 พ.ค. 2548 09:36
  1. คำว่า "สอน" คือคำสั้น ๆ ที่ใช้แทนความหมายของการทำให้คนเข้าใจแล้วนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันหรือค้นคว้าหาความรู้ที่สูงขึ้น ตลอดจนเกิดพฤติกรรมอื่น ๆ อีกมากมายตามจุดประสงค์ที่ต้องการ คุณไม่ชอบคำว่า "สอน" เพราะคุณเข้าใจผิดคิดว่า "สอน" คือบอก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เพียงอย่างเดียว ลองศึกษาตำรา "ศาสตร์การสอน" ของท่าน ดร.ทิศนา แขมมณี แล้วจะทราบว่า คุณสามารถเลือกวิธีที่คุณชอบได้มากมายหลากหลายแบบ รวมทั้งคุณสามารถออกแบบการสอนของคุณเองด้วย

ความคิดเห็นที่ 73

28 พ.ค. 2548 17:16
  1. ปัญหามันมีมากครับสำหรับการสอนภาษาอังกฤษ แต่ละที่แต่ละทาง มันมีเหมือนกันหมด อย่างโรงเรียนที่ผมสอน เป็นระดับมัธยมศึกษา แห่งหนึ่งใน จ.แม่ฮ่องสอน นักเรียน ม.5 ม.6 ขนาดถามว่า นาม คืออะไร กริยาคืออะไร และให้แต่งประโยคง่ายๆ นักเรียนยังไม่สามารถเลย ผมคิดว่า มันยากมากที่จะให้นักเรียนเก่งเหมือนกันทุกคน นักเรียนห้องหนึ่ง 40-45 คน แต่ละคนปัญหาต่างกัน มาจากหลายๆ โรงเรียน ซึ่งการสอนก็ย่อมไม่เหมือนกัน ฉะนั้น ผมว่า สังเกต หรือ ประเมินนักเรียน ดีกว่า ว่านักเรียนเก่ง หรือ อ่อน ตรงไหน แล้วเรา (ซึ่งเป็นครู) ต้องพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขให้ตรงจุดดีกว่า (ไม่ต้องว่ากันหรอกครับว่า ครูเอาเวลาไปทำอาจารย์ 2 หรือ 3 ) เพราะครูเราทุกคนย่อมต้องการความก้าวหน้าทั้งนั้น แต่ในขณะเดียวกัน เมื่ออยากได้ ก็ต้องพัฒนาและปรับปรุงตัวเองตลอดเวลาครับ (อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา บัณฑิตย่อมฝึกตนอยู่เสมอ)

ความคิดเห็นที่ 74

4 มิ.ย. 2548 19:52
  1. อยากส่งกำลังใจให้ครูผู้สอนภาษาอังกฤษทุกคน....ไม่ว่าท่านจะอยู่ ณ หนแห่งใดของประเทศไทย หลายๆท่านที่เป็นครูบาอาจารย์คงจะหนักอกหนักใจกับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเราที่ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร แม้แต่ผมเองก็เคยคิดว่าการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยอาจจะแย่ที่สุดในโลก แต่มาวันนี้ความคิดผมเปลี่ยนไปแล้วครับ เมื่อผมได้มาเห็นระบบการศึกษาภาษาอังกฤษของประเทศญี่ปุ่น... ผมสอนภาษาอังกฤษและวิชาอื่นๆอีกหลายวิชาในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก และไม่ได้จบวิชาเอกภาษาอังกฤษ ผมได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุนให้มาศึกษาและดูงานด้านการศึกษาเป็นระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือน ผมสนใจที่จะมาดูการเรียนการสอนภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ เพราะญี่ปุ่นกับไทยมีความเหมือนกันในฐานะที่เราเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ และบริบทของสังคมก็มีความคล้ายคลึงกันเพราะทั้งไทยและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ ดังนั้นผมจึงสนใจที่จะศึกษา และเปรียบเทียบ รวมทั้งอยากทราบความก้าวหน้า ปัญหา และอุปสรรค การเรียนการสอนภาษาอังกฤษของญี่ปุ่นกับของไทยว่ามีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ผมได้มีโอกาสร่วมชั้นเรียนกับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ที่เรียนภาษาอังกฤษ เป็นวิชาเอก รวมทั้งได้ไปเยี่ยม ร่วมกิจกรรม และช่วยสอนในโรงเรียนหลายโรงเรียน ปรากฎว่าประสบการณ์ที่พบทำให้ผมตกใจมาก เพราะนักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ ทั้งระดับปริญญาตรี และปริญญาโท ไม่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ และในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษ ทั้งนักศึกษาและอาจารย์ใช้ภาษาญี่ปุ่นตลอดทั้งชั่วโมง สองชั่วโมง แทบจะไม่ได้ยินคำภาษาอังกฤษเลย ผมได้เข้าเรียนวิชาสัมมนาการสอนภาษาอังกฤษของนักศึกษาปริญญาโท และได้มีโอกาสนำเสนอการบรรยายเรื่องการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทยทั้งในประเด็นการจัดทำหลักสูตร การจัดทำแผนการสอน ทฤษฏีการสอน การวัดและประเมินผล แหล่งการเรียนรู้ กิจกรรมในชั้นเรียน และประเด็นอื่นๆ...อยู่บ่อยครั้ง ปรากฏว่าเมื่อผมบรรรยายจบ อาจารย์ที่สอนต้องแปลและสรุปเป็นภาษาญี่ปุ่นอีกครั้ง ทั้งที่ทุกคนก็เรียนภาษาอังกฤษในระดับปริญญาโทแล้ว ผมลองถามนักศึกษาญี่ปุ่นว่าเข้าใจเรื่องที่ผมพูดหรือไม่ เขาบอกว่าจับได้แต่ประเด็นหลักๆประมาณ ๕๐ เปอร์เซนต์เท่านั้น แต่ผมเชื่อว่าหลายๆคนอาจจะไม่รู้เรื่องเลย ขณะที่อาจารย์ที่มาจากจีน ที่นั่งฟังอยู่ด้วย บอกว่าเข้าใจรายละเอียด ๑๐๐ เปอร์เซนต์ ผมกับเพื่อนอาจารย์ที่มาจากประเทศจีนได้ถกกันถึงปัญหาที่พบในมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น เราต่างแปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อตอนผมเรียนภาษาอังกฤษพื้นฐานในมหาวิทยาลัยไทย ซึ่งได้เรียนแค่ ๒ รายวิชา ในระยะเวลา ๔ ปี ที่เรียนครุศาสตร์ แต่อาจารย์ก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในการสอน และที่น่าเป็นห่วงมากคือนักศึกษาญี่ปุ่นเอกภาษาอังกฤษที่ออกไปฝึกสอน และบางส่วนกำลังจะออกไปเป็นครูภาษาอังกฤษ แต่พวกเขาพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ซึ่งเปรียบเทียบกับนักศึกษาเอกอังกฤษของไทย ผมเชื่อว่าแตกต่างกันราวฟ้ากับดินทีเดียว และในชั่วโมงของนักศึกษาปริญญาตรี เนื้อหาที่เรียนบางรายวิชาเทียบได้กับระดับมัธยมปลายที่ผมเรียนในเมืองไทยเมื่อสมัยวัยละอ่อน และที่น่าแปลกใจอีกประการก็คือ ไม่มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษาของโรงเรียนรัฐบาล เด็กญี่ปุ่นจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษในระดับมัธยม ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดคือภาพรวมๆของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสมา แม้ญี่ปุ่นจะเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้าน แต่การศึกษาภาษาอังกฤษยังล้าหลังไทยอยู่มาก ญี่ปุ่นใช้เงินมหาศาลในการจ้างครูภาษาอังกฤษเจ้าของภาษา และส่งไปสอนในโรงเรียนมัธยมเป็นเวลาติดต่อกันหลายสิบปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ขอปลุกเร้าพลังใจแก่ครูภาษาอังกฤษของไทยทุกท่าน ด้วยความเชื่อมั่น และศรัทธา ผมเชื่อศักยภาพของครูไทยว่า ไม่ได้ด้อยกว่าใครในโลกนี้

ความคิดเห็นที่ 75

15 มิ.ย. 2548 17:36
  1. การเรียนภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่ยากที่นักเยนจะสามารถบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่เราตั้งไว้ได้ดังนั้นสิ่งแรกที่เราต้องปลูกฝังให้กับเด็กก็คือ "ทัศนคติต่อการเรียนวิชาภาษาอังกฤษค่ะ"

ความคิดเห็นที่ 76

24 มิ.ย. 2548 11:44
  1. ผมทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมแต่ไม่ได้จบทางสอนมา พอมาทำหน้าที่สอนภาษาอังกฤษจึงเป็นค่อนข้างมีปัญหาในการสอน ไม่มีเทคนิคการสอนไม่รู้เรื่องจิตวิทยาในการสอนและเด็กประถมบ้านนอกมีพื้นฐานภาษาอังกฤษน้อยมาก อาจจะด้วยหลายๆปัจจัย ถ้าเพื่อนๆพี่ๆครูภาษาอังกฤษท่านใดมีเทคนิค/วิธีการดีๆพอจะเป็นวิทยาทานส่งมาที่ E-mail ดังกล่าวจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 77

24 มิ.ย. 2548 13:57
  1. สื่อการสอนก็ช่วยได้มากนะคะ สำหรับคนที่ไม่ได้จบทางการสอนมา สื่อที่ดี ๆ จะออกแบบบนพื้นฐานการสอนที่ดี ๆ ค่ะ ลองติดต่อสื่อการสอนภาษาอังกฤษดี ๆ ที่นี่ดูนะคะ http://multimediathailand.com/

ความคิดเห็นที่ 78

29 มิ.ย. 2548 06:15
  1. อ่านแล้วหลากหลายความคิด แต่ลองคิดทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากฐาน หากฐานมันดียอดที่ต่อขึ้นไปต้องดีแน่ จะทำยอดเป็นอย่างไรก็ย่อมได้หากฐานดี เปรียบการเรียนชั้นประถมเป็นฐาน หากครูประถมไม่เอาใจใส่เด็กอย่างจริงจัง แล้วฐานของเด็กจะดีได้อย่างไร การที่เราเป็นครูคนหนึ่งก็เข้าใจในความยากลำบากที่จะให้เด็กเป็นดังเราวาดหวังไว้ แต่ทำไมครูประถมที่ไม่ใช่ในเมืองซึ่งมีนักเรียนที่ดูแลในห้องเพียงไม่กี่คน และอยู่กับนักเรียนตลอดวัน ยังไม่สามารถสร้างฐานของเด็กให้แข็งแรง สามารถให้เด็กไปต่อยอดในชั้นมัธยมได้ ในฐานะครูคนหนึ่งก็สงสัย การศึกษาไทยคงต้องปรับ เน้นพื้นฐานชั้นประถมมากเป็นพิเศษ ต้องให้เด็กอ่านออกเขียนได้จริง ๆ ส่วนการสอนภาษาอังกฤษหากท่านนายกต้องการให้ไทยเป็นอินเตอร์ ทุ่มงบประมาณจ้างชาวต่างประเทศวางพื้นฐานให้เด็กตั้งแต่ชั้นประถมดีไหม ให้เด็กฝึกสนทนาตั้งแต่เด็ก โดยไม่ต้องคำนึงถึงหลักไวยากรณ์ เพื่อให้เด็กกล้าพูด แล้วค่อยแก้ไขโครงสร้างประโยคของการพูดเมื่อโตขึ้นมาในชั้นสูงขึ้น เหมือนตอนเราพูดภาษาไทยได้ เราก็ไม่ได้เรียนหลักภาษา แต่เราใช้การเริ่มฝึกพูด รู้จักคำศัพท์ แล้วค่อย ๆ มาสร้างเป็นประโยค หวังอยากเห็นเด็กไทยไปให้ไกลมากกว่านึ้ แต่อย่าเอาแค่เด็กในเมืองเป็นตัวสรุป เพราะเด็กบ้านนอกในประเทศมีมากกว่า จะคิดอะไรทำอะไรน่าจะคำนึงถึงแถบบ้านนอกให้มาก

ความคิดเห็นที่ 80

6 ก.ค. 2548 16:58
  1. เรียนฮังกฤษไม่รู่เรื่อง

ความคิดเห็นที่ 81

9 ก.ค. 2548 13:48
  1. การสอน ภาษาอังกฤษ นร.ประถมฯ ... ต้องเน้น ย้ำ ซ้ำ ทวน บ่อยๆ ครับ .... อย่างคำศัพท์นี่ ครู ทำเป็นตารางทบทวนไปเลย เช่น สอนวันจันทร์ ทวนวันอังคาร ทวนวันศุกร์ แล้วทวนอีกทุกสัปดาห์/1ครั้ง หรือครูจะติดบัตรคำศัพท์พร้อมภาพ ให้นร.อ่านทุกวันยิ่งดี ที่ผมบอกไปนี่คือการท่องศัพท์ แต่ผมจะทำให้เป็นเรื่องสนุกในการอ่านคำ เช่น มีปรบมือขั้น... มีเสียงสูงต่ำ ... มีคำโจ๊กเพื่อจำ เช่น ครูพูด เชอรี่ แฮร์ เด็กเปลี่ยนเป็น curly hair แบบนี้ ก็สนุกไปอีกแบบ นร.ที่เรียนอ่อน ก็จะจำคำได้แม่นขึ้น ยังมีอะไรอีกมากมาย พูดไม่จบ...

ความคิดเห็นที่ 82

11 ก.ค. 2548 19:10
  1. ฝากถึงคุณครูทุกท่านไม่เพียงแค่ครูภาษาอย่างเดียวนะครับ เรื่องการไม่สามารถทำให้เด็กสามารถแสดงพฤติกรรมที่ท่านพึงประสงค์นั้นท่านอย่ามัวไปโทษใครเลย แต่ที่สำคัญที่สุด ณ ตอนนั้นคือ ท่านได้แก้ปัญหาที่พบหรือยังครับ วิเคราะห์หรือยังว่าเป็นที่อะไร จากเด็กเอง จากครูประถม จากเนื้อหาที่สอน หรือเป็นที่ตัวท่านเอง แล้วดำเนินการแก้ไปตามสภาพที่เกิดขึ้นจริง ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เด็กที่ท่านสอนจะสนใจการเรียนมากขึ้น ที่ตามมาจะรักและอยากเรียนกับท่านด้วยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 83

13 ก.ค. 2548 17:07
  1. ดิฉันเป็นครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษในโรงเรียนขยายโอกาสด้วยความรักในวิชาภาษาอังกฤษและตั้งใจที่จะให้ความรู้เต็มที่กับวิชานี้จึงมีการเตรียมการสอนอย่างดี แต่บางครั้งกลับรู้สึกเสียใจในความตั้งใจของตนเอง เพราะนักเรียนไม่ตั้งใจที่จะรับความรู้ที่ครูถ่ายทอดให้เลย ดิฉันพยายามหาเกม เพลงมาช่วยแต่เด็กไม่มีพื้นฐานก็ร่วมกิจกรรมได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้บทเรียนไม่สนุก อยากฝากถึงครูที่สอนภาษาอังกฤษทุกท่านว่า ถ้าเด็กไม่รักที่จะเรียนภาษาอังกฤษ ก็จะทำให้เขาไม่ตั้งใจจริงในการศึกษาหาความรู้ และเขาก็จะคิดว่าภาษาอังกฤษยากที่สุด....ไม่อยากให้เด็กไทยคิดแบบนั้นเลย..............ค่ะ....ครูบ้านนอก

ความคิดเห็นที่ 84

สร
19 ก.ค. 2548 11:10
  1. We win some and we lose some. Kids come and go (grow?). Some are good (obedient) and some are just awful. We do the stuff that gives us a win more and change our tactics so we do not lose again. In teaching them, we learn about them and about ourselves. It is the learning that makes us better persons. It will not hurt to let kids know sometimes that it is learning that makes them better persons. I am sure you have tried putting square pegs in round holes. It is fun but it gets us nowhere. Let some go to their destiny!

ความคิดเห็นที่ 85

20 ก.ค. 2548 11:24
  1. คนไทยเรียนภาษาอังกฤษกันคนละหลายปี แต่นำมาใช้ไม่ได้ มีสาเหตุมากมายที่เป็นดังกล่าว สาเหตุหนึ่งคือไม่มีโอกาสใช้ อีกอย่างพอมีโอกาสก็อายเสียอีก เรื่องโอกาสน่าจะมีเรื่องพูดกันยาว ขอพูดเรื่องความอายก่อน ความอายเป็นอุปสรรคใหญ่ขนาดภูเขาหิมาลัย เราจะขจัดหรือลดความอายลงได้อย่างไร ท่านที่มีโอกาสพูดกับชาวต่างประเทศด้วยภาษาอังกฤษควรใช้โอกาสนั้น ใหม่ ๆ ท่านอาจไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ควรคิดเสียว่าภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาของเราเอง ไม่ใช่ภาษาที่สอง แต่เป็นภาษาต่างประเทศ การพูดก็ต้องถูกบ้างผิดบ้างไปตามเรื่อง คนเราถ้าลิ้นแข็งเสียแล้วมันก็ฝึกยาก ดูคนจีนที่มาอย่เมืองไทยตลอดชีวิตเขาพูดคำว่าดีไม่ได้เลยออกเสียงเป็นลีตลอด แต่เขาก็สื่อสารได้

ความคิดเห็นที่ 86

25 ก.ค. 2548 01:23
  1. แน่จริงส่งครูไปฝึกภาษาในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษกันเยอะๆสิ กล้าไหมล่ะ 10 ทุน/อำเภอ ส่งไปเลยปีละ 2 รุ่น กลับมาแล้วสอนไม่ได้ ตัดเงินเดือนเสียให้เข็ด

ความคิดเห็นที่ 87

สร
30 ก.ค. 2548 10:11
  1. I agree with #85, an experiment "Let us talk English" supports this observation. I think the problem is more in the "mind" than the "place". I do not know how to teach "courage" - but I try by acting out what I wish to teach. I however take lessons and experiences (from postings here) and move forwards. I can remember the "inner glow" I felt when I succeeded in doing something. This joy lasts long after the pains and hard work are forgotten.

ความคิดเห็นที่ 88

2 ส.ค. 2548 18:11
  1. ก้อไม่ยากนี่ค่ะ ถ้าจะให้เด็กมีพื้นฐานจริง ๆ ก็น่าจะเริ่มจากให้เด็กทำแบบทดสอบภาพรวมดูก่อนว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร แล้วก้อจับกลุ่มเด็ก ให้อยู่กับเด็กที่เก่งกว่า การเรียนถ้าเรียนเป็นกลุ่ม ๆ ช่วยกันทำกิจกรรม ก้อจะทำให้เด็กมีกำลังใจขึ้น ควรจะหาวิธีการสอนแบบอ้อม ๆ คือ หากิจกรรมให้ทำโดยให้เรียนรู้พวก grammar ไปด้วย ถ้าเด็กมีการพัฒนาขึ้นแสดงว่าดีแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 92

3 ส.ค. 2548 21:12
  1. I studied English for long time. I hope I will be a good teacher to help Thai student to speak English.I try and try. Some students get better. O.K I can see someone impove very litte but I think I try all my ability. It's the best thing that I can do.Many things I didn't teach them.I hope I can help them and impove myself by this way.

ความคิดเห็นที่ 94

สร
5 ส.ค. 2548 04:55
  1. #92: I sympathize your cause - we all try our best to do what we can when we can. I am sure you will "shine". #93: I sincerely wish that you would join us in learning. English is a powerful tool that will help you and Thailand to stand "proud" in our global village. We will try to "master" the use of this tool - English. We will try to practice using it. We will try and try and try - for learning is "life long". We will not give up!

ความคิดเห็นที่ 95

6 ส.ค. 2548 00:46
  1. ผมอบรมก็มาก สอนมาก็หลายปี แต่งานครูทุกวันนี้มันจับฉ่ายไร้จุดยืนเป็นของตนเอง ครูเป็นสาระพัด เป็นหมอจิตแพทย์(คอยแนะแนวทางนักเรียน)เป็นพนักงานบัญชี / เสมียน/ เลขานุการ(งานธุรการการเงินและพัสดุ) เป็นฝ่ายบริการ (ส่งงานที่เขตเสียค่าน้ำมันครั้งละ200-500 บาท)เป็นนักวิชาการ(ต้องอบรมอย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อให้ได้เงินประจำตำแหน่ง) ลองหาคนมาทำหน้าที่แทนที่กล่าวมานี้สิครับ แล้วให้ครู(จริงๆ)สอนนักเรียน เน้นให้ประสบการณ์ตรง หรือหาแนวทางให้เด็กเกิดความรู้สึกชอบและศรัทธาในตัวครู จะสอนวิชาไหนก็ย่อมประสบผลสำเร็จได้ แต่ที่แน่ๆ ผมได้ดีเพราะมีไม้เรียว คืนอำนาจใช้ไม้เรียวให้ครูเถอะ อย่างน้อยไม่ตีก้นนักเรียนแต่ตีกระดานดำก็สะดุ้งพอแรงแล้ว ฝากรัฐมนตรีว่าการคนใหม่ท่านผ่านประสบการณ์มามาก เห็นชีวประวัติและผลงานแล้วเป็นที่น่าพอใจ คงจะให้กำลังใจครูที่ตั้งใจทำงานเพื่อเด็กและอนาคตของประเทศชาติจะไปในทิศทางไหน เพราะผู้นำต้องมีจุดยืน ที่มั่นคงและมีคุณธรรม ไม่เห็นแก่ฝ่ายใด ปัญหาที่สำคัญตอนนี้คือ แก้ปัญหาให้ครู(บางคน)ที่มีหยี้ล้นพ้นตัว ให้อยู่สอนนักเรียน แทนที่ใกล้สิ้นเดือนก็มีแต่จะวิ่งหาเงินมาอุดหนี้ เงินและสิ่งยั่วกิเลสทั้งหลายทำให้ครูหลายคนเป็นหนี้ อยากมีบ้านสวยๆ รถใหม่ๆก็ไปกู้เขามา แทนที่จะใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงท่าน ตอนนี้ลองหันมามองตัวเองบ้าง ว่ากำลังอยู่จุดไหน ถ้ากำลังจะถอยหลัง(ลงคลอง)ก็ลงไปแบบไม่ต้องโผล่มาอีก(Earlyไปก่อนเกษียน)รัฐบาลก็ตอบแทนค่าทำงานงามๆหน่อยพอให้มีทุนไปทำนา เลี้ยงโค ทำการเกษตร กลับไปใช้วัวควายไถนา รคาน้ำมันจะไปเท่าไรก็ไม่สนโลกแล้ว เราอยู่อย่างไทบ ใช้ศาสนาและพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็คิดว่าชีวิตบั้นปลายคงสุขสบายตามอัตภาพ อย่าหลงวุฒน์(วัตถุ)กันเลย ท่านที่เป็นนายทุนทั้งหลายก็เห็นใจกันบ้าง อย่าให้หนี้นอกระบบมันเกิดขึ้นมากมายมหาศาลในปัจจุบัน และฝากรัฐบาลแปลงสินทรัพย์เป็นทุนแล้วอย่ให้แผ่นดินของคนไทยต้องไปอยู่ในมือของคนต่างชาติ ทุกวันนี้ ค่านิยมหาแฟนต่างประเทศมีแทบทุกหมู่บ้าน อย่าให้เขามามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของไทยเป็นอันขาด ขออภัยที่เขียนไม่ตรงประเด็นเท่าไร แต่เป็นความในใจของครูคนหนึ่งที่กำลังมองเห็นปัญหาของประเทศ กำลังจะเสื่อมตามวัตถุค่านิยมของคนหลงวัฒน์ จากโลกาภิวัฒน์กลับกลายเป็นโลกานุวัฒน์นะครับ ขอบคุณเว็บดีๆที่ให้โอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะติดตามเว็บของท่านตลอดไป มีอะไรดๆก็ E-mail ฝากไว้ตามที่ให้ข้างต้น ขอบคุณเป็ยอย่างสูง ( ประการ นาคปทุมมา) e-mail:prakarn01@obec.go.th

ความคิดเห็นที่ 96

6 ส.ค. 2548 03:49
  1. #95: เป็นฝ่ายบริการ (ส่งงานที่เขตเสียค่าน้ำมันครั้งละ200-500 บาท) Why we cannot "post", "fax", "email" or use "courier services" is a mystery. Perhaps, it is time to look at the "administrative practices" and make them sensible. We can help reducing "wastage" in education systems. #95: เป็นนักวิชาการ(ต้องอบรมอย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อให้ได้เงินประจำตำแหน่ง) I take it that these courses are at "your own cost" (จ่ายค่าเรียน และอื่นๆเอง). This seems another glitch in administrative practices - bordering on "blackmailing". #95: อย่าให้เขามามีกรรมสิทธิ์ในที่ดินของไทยเป็นอันขาด I think this had happened - I cannot say how much land has been foreign owned. IMF and FTA play parts to allow "full foreign ownership of land" in Thailand. #95: เงินและสิ่งยั่วกิเลสทั้งหลายทำให้ครูหลายคนเป็นหนี้ The prime bank rate (of interest) is under 4%, the loan rate is 7% and over (and over). This allows "loan sharks" to get cheap money and lend to people at guaranteed profit. To make more profit, just lend more money - to anybody! This sows the seed of social and environmental problems. People would do "anything" to pay. It is the "blind" push for economic expansion that enslaves people and destroys their "home". My apology to all for derailing the topic.

ความคิดเห็นที่ 97

6 ส.ค. 2548 15:13
  1. Thanks for your sympathize me 92,คุณสรIt the first time for me to Join CT1813. I 'm a new computer user.I will join more to impove my English and know more about the tool or the best way to use and to teach English. Thanks

ความคิดเห็นที่ 98

16 ส.ค. 2548 17:27
  1. เห็นด้วยกับครูสอนภาษาอังกฤษทุกท่านที่ เขียนข้อความเข้ามามีทั้งครู บ้างคนทั่วๆไปบ้าง แต่ที่สำคัญทุกคนที่ต้องรับหน้าที่ตรงนี้หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรที่หาความรู้ที่ถูกต้องมากๆไม่เพียงแต่สอนไปเรื่อยๆ ในฐานะที่ทำงานด้านการสอนภาษามา 10 ปี เกี่ยวกับภาษาอังกฤษ มีเทคนิคว่าเราสอนภาษา ก็ต้องฝึกที่ตัวเองก่อน การออกเสียงเป็นสิ่งแรกที่รู้ว่านี่คือภาษาอะไร การเขียน การอ่านเป็นผลพลอยได้ที่เราพูดเป็น เราฟังออกเพราะเราต้องฝึก จากสื่อต่างๆ การนำเทปมาใช้ อาจไม่ได้ผล เพราะเราไม่มีพื้นฐานเรื่องเสียง แต่ละตัว A-Z เราออกเสียงถูกต้องหรือยัง ถามตัวเองให้แน่ใจ ออกเสียง one - ten ถูกต้องหรือยัง แค่คำศัพท์ง่ายๆจะเป็นพื้นฐานของการพูดประโยคต่อไปๆ ( ไม่เชื่อใช่ไหม เคยได้ยิน การสอนแบบ Phonics ไหม ถ้าครูไม่รู้เชยแย่เลย มีทั่วประเทศ ตอนนี้ที่ Boom สุดๆ

ความคิดเห็นที่ 99

17 ส.ค. 2548 02:50
  1. อยากรู้ใช่มั้ยว่าเด็กทำไมไม่รู้เรื่อง เพราะว่าเข้าไปในห้องเรียนจะเจอแต่ครูที่ชอบว่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ นี่ก้อเป็นสาเหตุนึงแล้วที่เด็กจะไม่อยากจะเรียน คุณครูทั้งหลายลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นเด็ก พอครูเดินเข้ามาถึงยังไม่ทันเรียนก้อว่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไอ้โน่นไม่ดีไอนี่ไม่ดี ตั้งแต่ต้นชั่วโมง แล้วก้อจะบอกว่า เด็กปีที่แล้วไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย(ทั้ง ๆ ที่ปีที่แล้วก้อพูดแบบนี้ล่ะ) แค่นี้เด็กก้อไม่อยากเรียนกับครูคนนี้แล้ว ต่อให่ครูพูดเท่าไหร่ มันก้อไม่เข้าหูหรอก แล้วเมืองไทยก้อไม่ได้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ถึงเรียนเป็นสิบ ๆ ปีก้อพูดไม่ได้ คิดดูนะว่า ตื่นเช้ามาพูดไทย ไปโรงเรียนก้อพูดไทยกลับบ้านมาก้อพูดไทย ดูหนังก้อหนังไทย ทำทุก ๆ อย่างเป็นภาษาไทยหมด แต่ลองคิดถึงเด็กที่ไปเรียนเมืองนอกสิ ว่าทำไมถึงเก่งภาษา เพราะเค้าอยู่ที่โน่น เค้าต้องพูดภาษาอังกฤษอยู่ เพราะเค้าไม่สามารถสื่อความหมายโดยใช้ภาษาไทยได้ เพราะคนที่นั่นฟังไม่รู้เรื่อง เค้าจะต้องพูดภาษาอังกฤษทั้งวัน ดูหนังก้ออังกฤษ วันเพลงก้ออังกฤษ ถ้าไปอยู่ที่นั่นแค่เดือนเดียวเราก้อเชื่อว่าสามารถพูดได้และใช้ภาษาได้ดี แต่ดูครูไทยสิ สอนภาษาอังกฤษแต่พูดภาษาไทยสอนไปว่านักเรียนไป แล้วเด็กอยากจะเรียนมั้ยล่ะ มานั่งเรียนเพื่อจะได้ความรู้แต่กลับโดนด่าเนี่ย แล้วอีกอย่างนะ ครูก้อสอนแต่ในหนังสือ ๆๆๆๆๆๆๆๆ เคยเอาอย่างอื่นมาสอนมั้ย ตกลงที่ได้มาก้อจะมีแต่ความรู้ที่อยู่ในหนังสือเท่านั้น พอเด็กไม่รู้เรื่องก้อดุ ตี ทำให้เด็กกลัว แล้วก้อเครียด พอถึงชั่วโมงต่อไปก้อไม่อยากเรียนเพราะกลัวว่าจะโดนตีอีก ในฐานะเป็นนักเรียนคนนึง อยากให้ครูสอนด้วยอารมณ์ที่ไม่เครียด สบาย ๆ แต่ได้สาระ ได้ความรู้ ความรู้มีได้จากทุกที่ ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาแต่ในหนังสือ ไม่ใช่เข้ามาถึงก้อสอน ๆ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ครูก้อว่าแต่เด็ก ว่าเด็กรับไม่ได้ แต่ครูเคยคิดถึงเด็กบ้างรึป่าวว่าเด็กต้องการแบบไหน เด็กแต่ละคนไม่เหมือน เด็กบางคนรับได้มาก บางคนรับได้น้อย แต่ครูชอบมักจะเอามาเปรียบระหว่างเด็กที่เก่งกับไม่เก่ง มีอะไรก้อเลือกแต่เด็กที่เก่ง อยากให้ลองนึกถึงเด็ก ๆ ทุกคน ไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้รับได้มากถูกใจครู มีอะไรก้อเด็กคนนี้ ๆ ที่ว่านี่ไม่ได้ว่าครูทุกคนหรอกนะ...........

ความคิดเห็นที่ 100

สร
17 ส.ค. 2548 09:50
  1. Ouch, นักเรียนคนนึง, I think you put a pressure on the "sore" point. Would you say MORE of what in your mind so that we (students and and teachers) can remove this pain and together we can go forth? Please?

ความคิดเห็นที่ 101

19 ส.ค. 2548 22:04
  1. เป็นครูสอนภาษาอังกฤษจำเป็น ทุกวันนี้พยายามสอนเท่าที่ความสามารถมีอยู่ อยากรู้จังว่าสอนอย่างไรเด็กจะเรียนรู้เรื่อง

ความคิดเห็นที่ 102

20 ส.ค. 2548 04:02
  1. ครูภาคเหนือ asked "อยากรู้จังว่าสอนอย่างไรเด็กจะเรียนรู้เรื่อง"? My experience is this: some kids are not interested in English and it is hard to "push English" down their throats (you can lead a horse to a water trough, but you cannot make them drink). I tried telling stories (in English) and I found most kids love stories. So, I changed stories, made up stories and told stories in some funny ways. I found that kids come to learn stories even when the stories are in English! The end result is that if I could prepare the stories well, then kids would learn not only English but also the messages behind the stories. ครูไผ่ may have a name for this approach. I would like to see comments on this "story board?".

ความคิดเห็นที่ 103

สร
23 ส.ค. 2548 03:23
  1. รุ่ง ย้ำนโยบายหน่วยงานต้องใช้ทรัพยากรร่วมกัน http://www.dailynews.co.th/educate/each.asp?newsid=63545 ...็ให้พิจารณาด้วยว่าในภารกิจของแต่ละหน่วยงานจะสามารถประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นได้อย่างไรเพื่อ ให้เกิดการบูรณาการการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน... (ไม่ใช่ การประฃุม ในโรงแรม(หรู) แล้วทำเอกสาร ไปเก็บในตู้ - ฉันรู้แล้ว ...?)

ความคิดเห็นที่ 104

25 ส.ค. 2548 20:56
  1. นโยบายท่านใป้ภาษาอังกฤษBaseมาแต่ป.1 แต่การปฏิบัติไม่รู้ว่าจะเชิงใหนย้ำ English isnot Thai แล้วครูเขาจะ workอย่างไรขอรับ พณ เหนือหัวเจ้าพี่

ความคิดเห็นที่ 105

26 ส.ค. 2548 06:20
  1. ปัญหาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในบ้านเมืองเรานั้น ดิฉันเข้าใจว่ามีสาเหตุดังนี้ ครูผู้สอนไม่ได้จบเอกโดยตรง , นักเรียนไม่สนใจไม่มีการทบทวนบทเรียน , ผู้ปกครองส่วนใหญ่สอนภาษาอังกฤษลูกไมได้บางท่านไม่เคยสนใจการเรียนของลูกเลยแถมยังตามใจอีก , และที่สำคัญหลักสูตรที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา รมต.ศธ.ท่านนี้มาไปทางนี้ อีกท่านมาไปทางนั้น ทั้งที่การสอนแบบสมัยก่อนที่เราเป็นนักเรียนเช่นการท่องศัพท์ มีการทบทวนบทเรียน หาว่าเป็นการสอนแบบโบราณยกเลิก แล้วพอดีกับเด็กสมัยนี้ส่วนใหญ่พกความเกียจคร้านมาเป็นทุนก็เรียบร้อย ดิฉันจบเอกมาบางครั้งยังท้อแท้ใจในการสอนเช่น เมื่อสอนไปวันนี้ วันรุ่งขึ้นทบทวนบทเรียนถามว่าเนื้อเรื่องเมื่อวานว่าอย่างไรบ้าง ส่วนใหญ่จำไม่ได้ 70 % จำไม่ได้เด็กมีความจำระยะสั้น ๆ สมัยก่อนพ่อแม่ก็อ่านหนังสือไม่ค่อยออก ทำนาทำไร่ แต่ท่านบังคับลูก เคี่ยวเข็นลูกให้อ่านหนังสือ เมื่อลูกทำการบ้าน ท่านนั่ง นอนอยู่ใกล้ๆ จนหลับลูกก็ทำการบ้านไป ทบทวนบทเรียนไป ลูกก็ได้ดิบได้ดี เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง และที่สำคัญที่สุด ครู งานที่ครูรับผิดชอบทำเอกสารหลักฐานมันมากมาย ทำหลายหน้าที่ให้จะให้ดีพร้อมทั้งหมดมันยาก ถ้าใจไม่รักจริง ( ครูร.ร.ขยายโอกาสนะ ) ครูบางท่านให้งานแล้วไม่อธิบายซะด้วยนะ แล้วทำแต่งานส่วนตัวผลงาน ออกไปโน่น นี่ เห็นแล้วสงสารประเทศไทยอนาคตจะเป็นอย่างไร ?

ความคิดเห็นที่ 106

31 ส.ค. 2548 21:50
  1. First day when I went to this school. My pupils didn't speak English.Now after one year. I'm here, some of my pupils wait me every morning and try to greet me.I try to ask them more questions When They don"t understand I say only one word in Thai or use my body language then they can understand me. By this way I can encourage my pupils to speak English. I hope They will better soon.. Payao (not a good teacher but will try.)

ความคิดเห็นที่ 107

1 ก.ย. 2548 08:43
  1. We can see three pictures emerging from this topic: 1) Both students and teachers are learning English; 2) Some teachers hide their learning and some take refuge in "books" (mechanical English); 3) Some learning activities are not "fun" for both students and teachers to participate. IMHO, we need to accept 1), try to change the atmosphere in 2) and ask about the "best and fun" books to use in 3). (I would love to use short cartoons (animations) and movies (in English of course); but intellectual property and copyright stop that. Would any movie stars and production companies think thay can contribute to Thai education? We should give Kru Payao a pat on the back for one dedicated solution to English Teaching. I like your work!

ความคิดเห็นที่ 108

6 ก.ย. 2548 22:11
  1. To khun SR or Khun สร I found that your thread really useful. I'm an English teacher and I faced the same those problems but I 've never and ever give up. I do agree with all the those threads but I don't agree if they blamed kids and this's my view. Firstly, teacher should talk to students in English, you will get the words back in English sooner. If you don't , You won't. Then, Your English class will go smothly like silk because Everyone can speak English ( don't need too much, just they can ask you some questions I think that's enough) Anyway, I'm not a person who speak English well. I need some help such as English speaking friends or some good materials. Khun SR, Do you live in Thailand or aboard? I think you are keen in English teaching. Anyway, I like your thought very much. Thanks!

ความคิดเห็นที่ 109

8 ก.ย. 2548 09:36
  1. Hi Khun ตุ๊ก, I congratulate you for your English teaching approach. I agree that "doing and showing" is a very effective way to teach. I also think you make use of English very well. To your questions: I can only say that I had been incorrectly labelled and misplaced. I am now working for a "right" place to live and enjoy life. Can you see the picture of my "home"?

ความคิดเห็นที่ 110

13 ก.ย. 2548 22:46
  1. เห็นเขาเก่งภาษาอังกฤษแล้วกลัวจัง ก็เรามันไม่เอาไหน แต่ ...จำต้องเป็นครูอังกฤษ อยากจาร้องดัง ๆ ไม่มีใครช่วยได้เลยเหรอเนี่ยะ พระเจ้าช่วยลูกด้วย อบรมแล้ว ฝึกตนเองแล้ว อ่านหนังสือทบทวนตนเองทุกวัน เพลงแล้ว เกมแล้ว วิจัยผู้เรียนแล้ว อารายอีกล่ะ อ้อ วิจัยตนเอง อิอิ มีใครเหมียนเราบ้างเอ่ย mail ... br /> ใครหัวเราะเยาะ แช่ง!

ความคิดเห็นที่ 111

14 ก.ย. 2548 01:22
  1. ผมสอนในโรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในภาคอีสานเพิ่งสอนมาแค่ 3 ปีเองครับ สอนม.3 ผมเห็นด้วยกับที่ว่าหลักสูตรเดิมนั้นมันก็ได้ผลดีในระดับหนึ่งแต่ความคิดผมคิดว่ามากกว่าในสมัยนี้เยอะครับคุณครูทั้งหลายเชื่อมั๊ยครับเด็กม.3 สมัยนี้คำศัพท์พื้นๆจะถามกี่รอบก็ตอบไม่ได้เหมือนเดิมทั้งๆที่เป็นคำเดิม คำศัพท์คำหนึ่งเจอในบทที่ 1 พอไปเจออีกในบทที่ 2 ก็ถามอีกแต่ตอบไม่ได้ เด็กขยันเขียนครับแต่ไม่รู้จักจำ เด็กโง่ลงทุกวันเพราะ พรบ.เอื้อต่อเขาเรียนยังไงก็จบเด็กทั้งห้อง 40 คนเรียน1ชม.เข้าใจประมาณ 10 คนที่เหลือไม่ได้ก็ไม่สนที่จะถามพอเกรดออกรอแก้เอาง่ายนิดเดียวสบายกว่าพวกที่เรียนทั้งปีซะอีก....ไม่รู้บ่นทำไม...แล้วอีกอย่างงานสอนก็หนักอยู่แล้วเดี๋ยวก็มีประเมินเรื่องนั้นเรื่องนี้ครูไม่สอนเพราะเอาเวลาที่สอนมาเตรียมแฟ้มที่จะประเมินมีเยอะมากที่นี่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าครูนี่มีหน้าที่อะไรเป็นหลักเตรียมแฟ้มรอท่านผู้หลักผู้ใหญ่ผู้ไม่ประสีประสาอะไรดีแต่วางกล้ามมาประเมินหรือสอนหนังสือเด็กอยากให้ลงมาดูจริงๆเป็นแบบนี้จริงๆ เอะอะอะไรๆก็ประเมินๆ คนที่เสียใคร...เด็ก...ผู้เป็นอนาคต (ที่งี่เง่าเพราะไม่ได้หนังสือ)ของชาติแล้วที่บอกว่าเด็กโง่ลงเพราะพวกผู้ใหญ่มันงี่เง่านั่นเองไม่คิดอะไรคิดแต่เรื่องประเมิน

ความคิดเห็นที่ 112

16 ก.ย. 2548 12:16
  1. ได้อ่านกระทู้แล้วตกใจโดยเฉพาะความเห็นที่22ไม่รู้ว่าเป็นครูคนหรือไม่เป็นเพราะมีคนอย่างนี้มากเด็กไทยถึงได้เลวมากขึ้นไม่ต้องว่าภาษาอังกฤขนาดภาษาไทยเด็กเดี๋ยวนี้ก็อ่อนและอย่าโทษแต่ครูประถมเพราะกว่าเราจะผ่านชีวิตมามีความรู้เป็นครูคนก็เพราะครูประถมให้ความรู้ก่อนเป็นอันดับแรกการเนรคุณมิใช่คุณสมบัติของผู้เจริญเราสอนมหาวิทยาลัยเด็กก็อ่านไม่ออกแม้ภาษาไทยก็ไม่เคยโทษครูมัธยม

ความคิดเห็นที่ 113

17 ก.ย. 2548 22:44
  1. Hi Khun SR, Thanks for your response but I was complicated when you said you had been incorrectly labelled and misplaced. uhmm.. Frankly, I don't know where you are right now. Anyway, I love Thailand and It's the right place to live and enjoy life for me. Till next time, Tuk Ps. I have not any new idea to post here today.

ความคิดเห็นที่ 114

สร
21 ก.ย. 2548 04:18
  1. One common theme - not trained majorly in English - raises some questions. Have English teachers not enough training in using English? Have English teachers not enough training in teaching English? How are teachers assigned to teach English? By drawing a short stick? Is training (to teach English) provided by schools, Education Ministry or any (perhaps NGO) organizations? Are there enough supports for teaching English in schools? Apparently, there is a lack of moral supports. What about training and teachers" aids(course materials, equipment, experts)? Anyone care to answer or comment? ps. My apology to Khun Tuk, I was in a playful mood when I answered the question. I made the answer cryptic for a personal reason. Forgive me please. I will answer your email!

ความคิดเห็นที่ 115

21 ก.ย. 2548 12:55
  1. ถ้ามีแผนการสอนแบบละเอียดให้ทุกช่วงชั้นน่าจะช่วยให้ครูเก่าอย่างอาหั๊นสอนได้ดีกว่านี้นะ

ความคิดเห็นที่ 116

23 ก.ย. 2548 23:08
  1. สวัสดีค่ะ คุณครูและผู้คนทุกท่านในกระทู้นี้นะคะ หลงทางมาเจอบอร์ดและกระทู้นี้เข้า ดีใจจริงๆค่ะ เพราะตัวเองต้องรับหน้าที่เป็นคุณครูสอนภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา มาเป็นเวลา 1 ปีแล้วค่ะ แต่ภูมิปัญญาที่มีแค่ระดับอนุบาล.. จริงๆนะคะ) ซึ่งทำให้เป็นปัญหาอย่างมากในการสอน ขณะนี้เลยขวนขวายหาความรู้ด้วยการลงเรียน วิชาภาษาอังกฤษอยู่ค่ะ เพื่อพัฒนาตนเองให้นำความรู้ไปสู่เด็กๆ ได้เต็มที่ ซึ่งเมื่อมาเรียนก็ยิ่งค้นพบว่า ตัวเองมีความรู้เดิมน้อยมากเหลือเกิน จนน่าตกใจ เมื่อมาคิดว่า๓มิปัญญาความรู้อย่างเราจะต้องสอนเด็กๆนักเรียนไปอีกเป็นสิบปี... ทราบข้อมูลดังนี้แล้ว หากคุณครูท่านใดมีข้อแนะนำ ในการพัฒนาการเรียนการสอน ก็ช่วยแนะนำด้วยนะคะ ผ่านทางกระทู้นี้ หรือทางอีเมล์ก็ได้นะคะ หรือ MSN ก้อได้ค่ะ ***ขอบคุณทุกท่านล่วงหน้าค่ะ***

ความคิดเห็นที่ 117

25 ก.ย. 2548 22:41
  1. ดิฉันก็เฝ้าแต่ถามตัวเองอยู่ตลอดเวลาเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไรเด็กถึงรับภาษาอังกฤษจากครูไม่ได้ดั่งใจเลย เป็นเพราะตัวครูหรือเป็นที่ตัวเด็ก ขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญช่วยออกความเห็นหน่อยนะค่ะ ดิฉันเป็นครูสอนโรงเรียนปริยัติธรรมแผนกสามัญ(ร.ร.สำหรับพระภิษุสามเณร)มาเกือบสิบปี พบปัญหามากมายที่สุดเกินที่จะพรรณนาได้ เมื่อมองลึกลงไปถึงเบื้อหน้าเบื้องหลังแล้วมีส่วนมากเลย....เกี่ยวกับการเรียนของเด็ก

ความคิดเห็นที่ 118

26 ก.ย. 2548 13:40
  1. จริงๆน่าเห็นใจครูในชนบทนะ อย่างดิฉันเป็นครูที่จบมาใหม่ถือว่ากำลังไฟแรงพอสมควร บรรจุได้ 4 ปี แต่ดูตอนนี้เหมือนจะไม่มีไฟแล้วเพราะนักเรียนที่อยู่ในชนบทไม่เห็นความสำคัญของการเรียนภาษาอังกฤษเลย ไม่เพาะวิชาภาษาอังกฤษแต่เป็นทุกวิชา และข้อสอบระดับชาติเป็นข้อสอบที่ยากมากๆสำหรับนักเรียนในชนบท ระหว่างนักเรียนในชนบทกับนักเรียนในเมืองวัดกันไม่ได้หรอก อยากจะขอร้องนักวิชาการมากๆช่วยลงมาดูโรงเรียนที่ไกลปืนเที่ยงด้วย มันแย่จริงๆนะ

ความคิดเห็นที่ 119

26 ก.ย. 2548 13:43
  1. น่าเห็นจริงๆน่า ก็เด็กมันไม่เข้าใจเนี้ย

ความคิดเห็นที่ 120

26 ก.ย. 2548 17:06
  1. Recent postings brought up another issue (possibly much wider than just teaching English). Do we have "flexibity" in the course "curriculum" to use "local" content? That is to use materials and activities that would relate well (or be of interest) to the community where the school is. (Assuming there are such materials and activities.) I would appreciate your thoughts and comments on this. Please? There are talks of "buying" courses for use (or sale) in schools. This means - 1) Ministry of Education admits failures in developing effective courses by itself. 2) The courses may have been developed without considerations for "local" audience. So they do not fit in with the local culture, interest and ways of life. 3) There is NO recognition of LOCAL SKILLS and KNOWLEDGE in schools. (it is sad.) 4) Regional Administration and Supports are less as effective as they should be.

ความคิดเห็นที่ 121

28 ก.ย. 2548 21:41
  1. ก่อนเปิดเทอมมีการวางแผนการจัดทำแผนการสอน ตั้งใจจะทำให้สวยหรูเปรียบเสมือนมังกรห้าหัว แต่พอเปิดเทอมทีไรแผนการสอนกลายเป็นไส้เดือนหรืองูดินทุกที ทั้งนี้เพราะงานนอกเหนือการสอนมากกว่างานสอนเสียอีก ผลที่ได้ก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ความคิดเห็นที่ 122

2 ต.ค. 2548 10:11
  1. It seems that we have lots of ideas on how to fix the English Learning/Teaching problems. But ideas that "we" (Ministry of Enducation, Schools, Teachers, Parents, Students and so on) solve the problems together (so that ALL interests can be addressed) are very rare. Pushing solutions is likely to create "us" and "them" (winners and losers) and more problems than it solves. Perhaps, what missing from Thai education is a course on "cooperation" (how to live, work and play together). We see (in the newspapers) that government authorities do not cooperate; religious leaders do not cooperate; even people do not cooperate! How many problems arise from "not cooperating"? How many problems can be solved by working together? But we should be clear that we are talking about "working together with equal and mutual respect", not master-slave kind of cooperation (positional authority or autocratic alignment - best called "compliance"). How about giving "cooperation" a go? การสอนภาษาอังกฤษ "ครูเครื่อง" คือ คำตอบสุดท้าย โดย สุรวาท ทองบุ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม surawat@rmu.ac.th http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu09021048&day=2005/10/02

ความคิดเห็นที่ 123

2 ต.ค. 2548 17:44
  1. Have you ever heard about reflective teaching? We use our colleage as a mirror to reflect what we have done before but we have to concern about honestly and understanding.

ความคิดเห็นที่ 124

2 ต.ค. 2548 18:11
  1. Hi Khun SR, I didn't mean anything seriously in my answer. I don't know really where you are at that time. but I know where you are right now. You are in Australia, aren't you ? See ya, Tuk Ps. I will go there next year...

ความคิดเห็นที่ 125

3 ต.ค. 2548 11:28
  1. เข้าใจ เห็นใจ และเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ว่าครูเป็นสารพัดสิ่งที่คนอื่นอยากให้เป็น สอนภาษาอังกฤษมา 5 ปีแล้วค่ะ จบวิชาเอกประถมศึกษา แต่พื้นฐานภาษาอังกฤษดีพอสมควร รักและชื่นชอบที่จะใช้และสอนภาษาอังกฤษ แม้ว่าต้องสอนเด็กกะเหรี่ยงในโรงเรียนขยายโอกาสอันไกลโพ้นของจังหวัดเชียงใหม่ มอยากฝากเพื่อนครูทุกคนว่าไม่ว่าจะเป็นวิชาอะไร เราต้องปลูกฝังทัศนคติในทางที่ดีก่อน ให้เด็กรักที่จะเรียนก่อน อาจใช้บุคลิกของครูเป็นสิ่งเร้า เอาปรธดยชน์เป็นสิ่งล่อ แล้วพอเด็กรักเรา ก็จะสนใจจะเรียนกับเราคะ ครูไทยเป็นได้ทุกสิ่ง ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว สู้...สู้...ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 126

5 ต.ค. 2548 13:23
  1. สวัสดีคุณครูและนักเรียนภาษาอังกฤษทุกคน ผมอยากขอมีส่วนร่วมในการพัฒนาภาษาอังกฤษของท่านครับ สำหรับท่านที่พอมีความรู้ภาษาอังกฤด้านไวยากรณ์พอสมควร แต่เวลาพูดไม่ค่อยมั่นใจในการพูดการออกเสียง กลัวออกเสียงผิด อยากที่จะฝึกการออกเสียงให้คล้ายเจ้าของภาษามากที่สุดเพื่อประสิทธิภาพในการสื่อสาร กระผมขอเสนอ CD Mp3 ฝึกการฟัง ซึ่งผมถือว่าเป็นวิธีฝึกการฟังที่ดีมาก ลักษณะคือ เป็นข่าวภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันแท้ ช้า ใส เเจ๋ว เลย ฟังง่ายมากที่สุด ซึ่งผมได้รวบรวมไว้ พร้อม สคริพป์ ในแผ่น ความจะประมาณ 666 เอ็มบี ฟังทั้งวันก็ได้ ไม่หมด เพราะการฟังแล้วสังเกต ฝึกออกเสียงจะทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมัี่่่นใจขึ้น 100 % เพราะคุณได้สะสมชั่วโมงการฟังไว้มาก น้ำหยดลงตุ่มทุกวัน ตุ่มก็๋ยังเต็ม ขอเป็นกำลังใจให้คุณครับ สนใจ CD MP3 ติดต่อมา Email adddress: wave_riam@hotmail.com แล้วทิ้งเบอร์ของคุณไว้ ผมจะติดต่อไปครับ แล้วตกลงกันเรื่องจัดส่ง ไม่มีค่าใช้จ่่ายอ่ะไรครับ ฟรี ด้วยความหวังดีอย่างสุดซึ้ง เวฟ...

ความคิดเห็นที่ 127

สร
8 ต.ค. 2548 14:22
  1. To Ma"am with Love is the approach ครูดอย uses. This must be one of the most difficult approaches. It needs long-term trust, patience and commitment. Congratulations ครูดอย for your success. I envy you - you work in dream mountains and you can touch the skies. I think wave_riam's offer should be tried. We could have some wins - thanks to wave_riam. Or perhaps we would learn one more not so good idea.

ความคิดเห็นที่ 128

10 ต.ค. 2548 17:27
  1. อยากบอกเจ้าของกระทู้และครูที่กำลังท้อครับว่า จงทำใจที่จะต้องประสบชะตากรรมอย่างนี้ไปตลอดชาติเว้นแต่จะเปลี่ยนอาชีพ เพราะครูประถมเค้าสอนภาษาอังกฤษแค่พอให้เด็กผ่านเท่านั้น ระดับประถมน่ะมีครูที่เป็นเอกอังกฤษจริงๆ กี่คนกัน บอกได้ว่าไม่ถึง 20% ยิ่งในส่วนภูมิภาคยิ่งเลวร้ายกว่า ถึงจะมีครูจบเอกการสอนภาษาอังกฤษแต่ภาษาอังกฤษแน่นเหมือนเอกอังกฤษสายอักษรศาสตร์หรือศิลปศาสตร์หรือเปล่า ไม่มีทาง ท้าให้มาสอบแข่งกันเลย ตามความเป็นจริง ครูประถมเค้าสอนหนังสือแต่ละวันถึงชั่วโมงหรือเปล่าผมก็ยังสงสัย เพราะเคยเห็นเต็มสองตาที่ครูปล่อยเด็กนั่งเล่นแล้วครูนั่งสัปหงกที่โต๊ะทำงาน และเคยได้ยินเต็มสองหูจากปากครูเอกอังกฤษแท้ๆ ว่าเวลาผู้บริหารโรงเรียนไม่อยู่ก็นั่งเล่น ขี้เกียจสอน ปล่อยเด็กนั่งเล่น บอกได้เลยว่าไม่มีทางเด็กทุกวันนี้จะพัฒนาความรู้ภาษาอังกฤษ เพราะเด็กถูกปล่อยปะละเลยจนเคยตัว และพอมาเรียนหนักมากขึ้นในชั้นมัธยมก็ทนเรียนไม่ได้

ความคิดเห็นที่ 129

สร
11 ต.ค. 2548 09:57
  1. If we start with a smile and add in a few smiles here and there. If we say we will not attack teachers nor kids . But we will attack the "problem of how to make English more USEFUL". We may do better . If not we have some fun trying! Should we be pessimistic devil advocates yet, ครูปีศาจ?

ความคิดเห็นที่ 130

12 ต.ค. 2548 21:59
  1. เพิ่งเข้าไปสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนนี้ได้ไม่ถึงปีในระดับชั้นมัธยม แปลกใจกับสิ่งที่ได้พบเห็นมาก นักเรียนบางคนซึ่งเป็นส่วนมากอ่านหนังสือไม่ได้เลย บางคนก็ค่อย ๆ อ่าน ติด ๆ ขัด ๆ กว่าจะได้ออกมาคำหนึ่ง บางคนแค่ a-z ก็ยังไม่ได้ และบางคนอีกเช่นกันแม้แต่ภาษาไทยก็อ่านเขียนไม่แตกฉาน เพราะฉะนั้นอย่าหวังผลเรื่องภาษาอังกฤษเลย ทุกวันนี้ก็สอนแบบปลง ๆ เด็กนักเรียนถูกแบ่งออกเป็นห้องเก่งและอ่อน ห้องเก่งก็ไม่เก่ง แต่อ่านได้มากกว่าห้องอ่อน ห้องอ่อนก็ไม่ต้องพูดถึงเหมือนเด็กที่ไม่ยอมรับรู้อะไร ไม่สนใจเรียนเอาซะเลย การบ้านหรืองานอะไรก็ไม่ยอมทำ คุยกับเพื่อนครูด้วยกันเค้าก็บอกว่าโรงเรียนเค้านักเรียนก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ขาดความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง นักเรียนไม่มีความเกรงอกเกรงใจครู พูดจาส่อเสียด บางครั้งก็ด่ากันเองในหมู่เพื่อนนักเรียน ด่ากันหยาบ ๆ คาย ๆ ไม่เกรงใจครูเลย ครูก็จัดการอะไรไม่ได้มาก เพราะผู้บริหารเลือกฟังเด็กมากกว่าครู เคยห้ามเด็กที่เคาะโต๊ะก่อกวนการเรียนการสอน แต่เด็กไม่หยุดทำ พอเจอเด็กคนนี้ทีไรเค้าก็จะเคาะโต๊ะดัง ๆ แล้วมองหน้าครูแบบไม่เกรงใจอะไรทั้งสิ้น เวลาเดินก็ต้องหลบให้เด็กเดินไปก่อนไม่อย่างนั้นเกรงว่าจะถูกชน เวลาเข้าห้องสอนก็แทบไม่เคยบอกทำความเคารพ เดี๋ยวนี้เบื่อเซ็งมาก แต่ก็พยายามหาเทคนิคใหม่ ๆ มาสอนอยู่เสมอ แต่เด็กที่ไม่ชอบวิชานี้หรืออ่อนมากก็ไม่สนใจเหมือนเดิม เวลาสอบตกก็ต้องทำทุกอย่างให้เด็กผ่าน ห้ามให้เกรด 0 เด็กไม่เห็นคุณค่าของการศึกษาเลย เป็นแบบนี้ทุกวิชา นักเรียนเกือบทั้งโรงเรียนคุณภาพต่ำมาก ห่วงประเทศชาติซะจริง ๆ เชียว ....... อย่าว่าขี้บ่นเลยนะ มันเป็นอย่างนี้จริง ๆ ใช่มั้ยจ๊ะ ครูทั้งประเทศ (โรงเรียนเอกชน)

ความคิดเห็นที่ 131

16 ต.ค. 2548 15:00
  1. Say Hi everybody It 's my first time to enjoy in this web board. I like every opinions about teaching English language. Khun SR you have a very good opinion. Who r u? I want to know your e-mail.

ความคิดเห็นที่ 132

17 ต.ค. 2548 06:16
  1. ขอความกรุณาครูทุกท่านค่ะว่าอย่าใช้กับว่าปลงกับการาสอนเลยเพราะฟังดูแล้วมันมองเห็นแต่นาคตที่มืดมนของเยาวชน ดิฉันเป็นครูที่เพิ่งจะได้บรรจุใหม่สดๆร้อนๆ แต่ก่อนนั้นสอนเอกชนมาตลอด อยากบอกว่าครูที่สอบบรรจุติดนั้นเป็นคนเก่ง(วิชาการ)แน่นอนเพราะข้อสอบยากเหลือเกิน แต่คิดดูน่ะค่ะทำไมเด็กๆ ที่เรียนเอกชนจึงดูเหมือนว่าจะเก่งกว่าและมีพัฒนาการที่ดีกว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียนรัฐ ทั้งๆที่ครูเอกชนส่วนใหญ่ยังสอบบรรจุไม่ติดซักที คำตอบก็คือกระบวนการทำงานและการเตรีมการสอนของครู - ครูเอกชนไม่ต้องทำงานอย่างอื่น - ไม่ต้องสร้างผลงานจากกระดาษที่จะMake ยังไงก็ได้ - วันๆ จะตั้งหน้าตั้งตาสอนและพัฒนาตนเองด้านวิชาที่สอนอย่างเดียว - ส่วนเรื่องการอบรมจรรยาบรรณนั้นไม่ต้องห่วงเพราะคนเป็รครูทุกคนมีอยู่แล้ว ไม่ต้องมาพูดกันมาก - ที่บอกมาทั้งหมดไม่ได้จะบอกวาครูเอกชนดีกว่าครูรัฐน่ะค่ะ แต่อยากให้ลองมามอง มาศีกษากันดูว่าจริงรึเปล่าที่พูดมาครูรัฐและผู้บริหารระดับสูงๆ ลองเอาไปคิดดูน่ะค่ะ สงสารทั้งครูรัฐและนักเรียน..ถ้าให้คิดเรื่องสอนอย่างเดียวครูทุกคนทำได้ดีแน่นอน...สู้ขาดใจจริงไหม๊ค่ะ....งานอื่นก็จ้างคนมาทำได้นี่ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 133

19 ต.ค. 2548 10:43
  1. Most teachers are proud of being givers of priceless gifts - knowledge, and ask for nothing in return. But, it is funny when the gifts are rejected, we still feel hurt and offended. From experience, we only feel that way when we care. Caring is a professional hazard for teachers. It is hard to work with kids and not to become involved with them. So we fall for this every time. Sometimes, we have time to see things a little more clearly, like; It is very hard to fill a leaky bucket. We could either fix the bucket or use it for something else. But we cannot keep on pouring more water into it.

ความคิดเห็นที่ 134

27 ต.ค. 2548 20:12
  1. ผมเปงคนหนึ่งซึ่งคลั่งใคล้ภาษามาก เรียนมาเปง 10 ปีพูดไม่เปง เขียนได้ เพราะอ่านเเต่ไวยากร อยากพูดได้ พยายามอยู่ ถามฟารั่ง เขาก็บอกให้ practice 4 skills ผมลองทุกวิธีทาง พูดกะตัวเอง รอบข้างเปงภาษาอังกฤษหมด สักศัพท์ตามร่างกาย ทำยังไงได้คนมันคลั่งใคล้ เราต้องถามตัวเองว่าเรียนเพื่อไร อยากเปงไร นั่นเเหละคือคำตอบว่าทำไมต้องเรียนภาษา

ความคิดเห็นที่ 135

22 พ.ย. 2548 22:24
  1. เคยคิดว่า ที่นักเรียนเรียนไม่รู้เรื่องเพราะ ครูชั้น ป.3 ป.4 ไม่สอน แต่มาอ่านความคิดของ ครู ม.1 จึงเข้าใจว่า ไม่ควรคิดอย่างนั้น ครูทุกคนคงมีจรรยา ในอาชีพไม่เบียดบังเวลาราชการ ไปทำงานส่วนตัว อย่างน้อยก็ดิฉันหนึ่งคนที่คิดว่าตนเองทุ่มเทให้กับเด็กมาก แต่นักเรียนก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง อยากโทษโครงสร้างของหลักสูตรที่ให้ความสำคัญกับวิชาภาษาอังกฤษน้อยมาก เพราะภาษาที่เราไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ควรให้เวลากับวิชานี้มากหน่อยเพราะถ้าให้เด็กเรียนภาษาอังกฤษ อาทิตย์ละแค่ 2 หรือ 3 วันคิดว่าน้อยเกินไป เพราะกว่าจะมาเจอกันอีกที ที่เรียนไปชั่วโมงที่แล้ว ก็ลืม

ความคิดเห็นที่ 136

ศานติ
24 พ.ย. 2548 12:22
  1. samuraiman27 (Opinion #134) It is very commendable that you are trying very hard to learn English but please don't be so enamoured with English that you forget your heritage and your mother tongue. There are numerous blatant mistakes in your Thai writing. For example: เป็น not เปง, คลั่งไคล้ not คลั่งใคล้, ไวยากรณ์ not ไวยากร, ฝรั่ง not ฟารั่ง, -for- not -4- (for not four), วิถีทาง not วิธีทาง, อะไร not ไร

ความคิดเห็นที่ 137

25 พ.ย. 2548 11:36
  1. You don't care why Thai students are not good in English, becase thai environmental factors make them fail. We are not like Singapore, malaysia or Hong Kong. So, we cannot compare with them absolutely. We should be pround of ourselves being Thais.Even though , English is important but knowledge in several subjubts are more important. So, we realize that to be good people is not neccessary to have fluency in Enlish. Jackky

ความคิดเห็นที่ 138

สร
25 พ.ย. 2548 13:46
  1. We are proud to be Thais (and to have skills including "language skill"). I advocate that we try to "master" English language. Not because we want to work FOR farangs, but to work ON them. We need English to sell, to communicate, to learn and to share our world. We cannot stay in our little pond and wish that the farangs would soon go away. Many of them have learned to profit from Thai easy-going-way-of-life --ไม่เป็นไร--, they are staying! You can help! Please help HELP us to know what they (farangs) are about!

ความคิดเห็นที่ 139

15 ธ.ค. 2548 11:43
  1. เพิ่งบรรจุรับราชการครูได้ประมาณปีกว่าๆ สอนภาษาอังกฤษ ทั้งที่ไม่ได้จบเอกนี้มา เนื่องจากชอบภาษาอังกฤษเป็นชีวิตจิตใจ อยากหาวิธีการสอนภาษาอังกฤษ สำหรับคนมือใหม่...โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

ความคิดเห็นที่ 140

15 ธ.ค. 2548 17:47
  1. ***การสอนภาษาอังกฤษ*** 1.สอนเป็นประโยค ให้ท่องเป็นประโยค พูดเป็นประโยค เขียนเป็นประโยค หรือข้อความยาว และแปลความหมายเป็นประโยค ไม่ต้องสอนแปลคำต่อคำ (ให้สอนทีหลังได้) 2.การแสดงความคิดเห็นต่อจากนี้ไป ให้ใช้ภาษาอังกฤษทั้งนั้น ใช้ไม่เป็น ให้อยู่เฉยๆ ยกเว้นคนที่ไม่ใช่ครูภาษาอังกฤษ

ความคิดเห็นที่ 141

17 ธ.ค. 2548 17:56
  1. อยากจะบอกครูที่สอนภาษาอังกฤษว่า เราต้องมั่นใจในตัวเองว่าเราสอนได้ถึงแม้เราจะเป็นครูประถมที่ไม่ใช้เอกอังกฤษ แต่เรามีความรู้เกินเด็กที่เราสอนนะเราต้องทำได้ แ้ล้วครูบางคนระดับมัธยม ชอบโทษครูประถมอยู่เรื่อยเลย อย่ามัวแต่โทษกันอยู่เลยเอาเวลาไปพัฒนาเด็กจะดีกว่า เรารู้ว่าเด็กอ่อนเราต้องแก้ไข เด็กก็เรียนรู้ตามศักยภาพของเขานั่นแหละ เราสอนประถมก็มีเด็กทั้งเก่งอ่อนปนกันเหมือนกันเราเราก็ไม่รู้จะโทษใครว่าทำไมเอา้เด็กอ่อนมาให้เราสอน เด็กอ่านหนังสือไม่ได้เขียนไม่เป็นครูยังฝึกได้เลย ขอให้สู้ สู้ ต่อไป

ความคิดเห็นที่ 142

สร
21 ธ.ค. 2548 06:02
  1. Happy New Year to All English Teachers, I have been following the postings here and I have found a challenging landscape. It is not easy to master English, but we must for Thai sake. We must build paths to cross the hills and the valleys and to share our journey. I advocate learning by talking, interacting and building up knowledge with experiences. I think we cannot GIVE knowledge but we must LEARN knowledge (constructivism). I like no-fault -only-praise policy and anywhere-anytime learning policy. I would love learner-centred (not just child-centred) approach if this means learners MUST take the RESPONSIBILITY to learn themselves. Otherwise, I would love motivational (carrot-and-stick) approach. A lot of "vapourware" (talks) from our "pollies" (politicians) are dropping out of hot air. They add confusion, make threat and reduce trust among students, teachers, parents and everyone! But now is a festive time, when we can reflect, forgive and plan for the future. This time we will use English as a common tool. We will make English work! I wish you all a safe and joyful time - Happy New Year.

ความคิดเห็นที่ 143

5 ม.ค. 2549 06:12
  1. เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเอาไม้เรียวคืนให้ครูอย่างไปเชื่อตะวันตกมากนักเลยวัฒนธรรมบ้านเรามันแตกต่างกันเรื่องการเคารพยำเกรงผู้ใหญ่ของเขาน้อยกว่าเราเพราะเขาไม่มีไม้เรียว การมีไม้เรียวไม่ใช่ไร้มนุษยธรรมมันคนละเรื่อง ตำรวจมีปืนไว้เพื่ออะไรเพื่อป้องกันคนทำชั่ว เช่นเดียวกันครูไม้เรียวไว้เพื่อป้องกันเด็กดื้อ นักวิชาการบางคนยังเขียนบทความว่าการที่ครูคนไหนใช้ไม้เรียวแสดงว่าครูคนนั้นโง่สอนเด็กไม่เป็น เด็กสมัยนี้จึงได้ใจมีผู้ปกครองหัวหมอไปกันใหญ่ ครูจึงสอนกันไปวัน ๆ ประคองไม่ให้ตัวเองตกเป็นผู้ต้องหาเพราะการทำโทษนักเรียน ถ้าคนไหนทนไม่ได้ก็จำเป็นต้องตกเป็นผู้ต้องหาทางสังคมไป ผมขอถามหน่อยเวลาสอนเด็กมันไม่ใช่เรื่องวิชาการอย่างเดียวแต่มันเป็นเรื่องของเด็กที่อยู่รวมกันหากว่าขณะสอนเด็กเกิดทะเลาะกันถ้าคุณเป็นครูจะให้ทำอย่างไรกับเด็กที่ทะเลาะกันเพราะครูไม่มีไม้เรียวลงโทษก็ไม่ได้ใช้แต่ว่ากล่าวตักเตือนอย่างนั้นหรือจึงอยากจะให้ทุกฝ่ายรวมพลังกันเอาไม้เรียวมาคืนครูไม่งั้นชาติเราจะแย่ไปกว่านี้ เมื่อก่อนนั้นเรายอมให้ครูวางไม้เรียวเพราะเงื่อนไขการกู้เงินของต่างชาติเขามีเงื่อนไขแต่ตอนนี้เงื่อนไขนั้นหมดไปแล้วก็ขอให้เอาไม้เรียวคืนครูเถอะไม่งั้นจะให้ครูสอนเด็กอย่างไรกัน อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้นักเรียนประถมอ่านหนังสือไม่ได้ทำให้วิชาอื่นพลอยแย่ไปด้วยเพราะว่าความก้าวหน้าทางวิชาการมันดีเกินไป โดยเฉพาะแบบเรียนสำเร็จรูปนั้นคือตัวปัญหาให้เด็กโง่ ตัวอย่างหนังสือภาษาไทย ป.1-ป.6 ท่านไปดูได้หากเด็กไม่มีพื้นมาก่อนโดยเฉพาะเด็กบ้านนอก เวลาจะผสมคำว่า ก อา กา ปัจจุบันมันทันสมัยมากมีคำอธิบายให้เสร็จ เด็กก็มึนเพราะอ่านแล้วงง เช่น กา อ่านว่า ก อา กา คำว่า"อ่านว่า" มันเป็นขยะทางสมองของเด็ก เด็กเลยจำหลักอะไรไม่ถูกมันมากมายเกินความจำเป็นไป มันเป็นการรวมคู่มือครูไว้ในหนังสือแบบเรียนเด็ก ไม่เชื่อท่านลองสอนเด็กแบบโบราณ กับสมัยใหม่ดูซิว่าใครจะอ่านหนังสือภาษาไทยได้ดีกว่ากัน เด็กสมัยนี้อ่านจำมาก ไม่มีหลักภาษา พอไปเจอคำแปลก ๆ อ่านไม่ได้ไม่มีทักษะในการอ่าน ผมเป็นครูรู้ดีแต่พูดไม่ได้เพราะไม่มีอำนาจ หากสนใจ เพิ่มเติม pakorn072@thaimail.com ครูปกรณ์ มีข้อมูลอีกมากประสบการณ์ในการเป็นครุมา27ปีในทางปฏิบัตินะครับเผื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบาง

ความคิดเห็นที่ 144

6 ม.ค. 2549 09:23
  1. อาจารย์ปกรณ์คะ หากอาจารย์สะดวก รบกวนอาจารย์นำเสนอปัญหาเรื่อง เด็กไทย อ่านไทยไม่ออก เขียนไทยไม่ได้ โดยโพสต์ผ่านกระทู้นี้ หรือเปิดกระทู้ใหม่ในเว็บนี้ สักนิดได้ไหมคะ อาจารย์เขียนเล่ามาน่าสนใจมาก และเป็นประโยชน์มาก ข้อมูลปัญหาที่ถูกต้อง จากประสบการณ์ของอาจารย์ จะได้กระจายในวงกว้าง มีโอกาสมาก ที่คอลัมนิสต์ด้านการศึกษาจะได้มาอ่าน และนำไปขยายผล หรือผู้มีอำนาจในวงการศึกษาอาจมีโอกาสรับรู้ข้อมูลนี้มากขึ้น ถ้าไม่เป็นการรบกวนอาจารย์จนเกินไปนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

ความคิดเห็นที่ 145

7 ม.ค. 2549 23:47
  1. ขอเป็นกำลังใจให้กับครูสอนภาษาอังกฤษทุกท่าน ไม่ว่าจะสอนในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ชายเเดน อย่าฝาก---อนาคตการเรียนภาษาอังกฤษไว้กับอาจารย์ฝรั่งฝ่ายเดียวเลยนะครับ( อ ฝรั่งดี ๆ ก็มี ผมเข้าใจ) ---------- เเต่ใครจะเข้าใจเด็กไทย เท่ากับครูไทย ไม่มีหรอก ผมเข้าใจ ว่าอะไรเป็นอะไร สอนอยู่โรงเรียนไทยปีกว่า ก็รู้ว่ามันยากส์ ๆๆๆๆ ยากส์ tonmelb หมายถึงอะไร? ถามอาจารย์ปกรณ์เเละท่านอื่น ๆ ที่เป็นครู คงทราบดีครับ ------------------------------------ เชิญเเวะที่เวปได้นะครับ ไปเสริม ไปเติมเเต่ง ได้เลยครับ www.engster.org

ความคิดเห็นที่ 146

16 ม.ค. 2549 21:58
  1. การสอนภาษาอังกฤษโดยใช้กิจกรรมแทนการท่องบ่นสำหรับเด็กชนบทโดยใช้สถานการณ์รอบตัวน่าจะทำให้เด็กสนุกกับคำศัพท์และกิจกรรมนอกห้องเรียนมากกว่าเด็กในห้องเรียนในเมือง ครูควรคิดเกมให้เล่น และบวกภาษาในการสื่อสาร จะช่วยได้มากค่ะ ครูโบราณ

ความคิดเห็นที่ 147

19 ม.ค. 2549 10:01
  1. การเรียนภาษาอังกฤษจำเป็นต้องสอนวัฒนธรรมด้วยไหม มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

ความคิดเห็นที่ 148

สร
19 ม.ค. 2549 12:29
  1. We can use English to say things like we use a pen to write. We can hear what is said. We can read what is written. Do we get the message? Do we understand the meaning? Culture adds colours, rhythms, feelings and more. Money buys us things. Culture gives us lives.

ความคิดเห็นที่ 149

25 ม.ค. 2549 18:13
  1. ปัญหาคือ สอนเพื่อเตรียมสอบ ไม่ใช่สอนเพื่อการสื่อสาร แล้วก็ให้ฝรั่งตาน้ำข้าวผมทองผิวขาวครองเมืองด้วยความเข้าใจผิด ๆ ว่าเรียนกับพวกนี้แล้วจะพูดภาษาอังกฤษได้ดีโดยที่ไม่ยอมฝึก (พูดภาษาอังกฤษกับคนไทยด้วยกันมันดูกระแดะค่ะครู) The problem is we teach English for Test preperation not for Communications and we ALLOW CAUCASIONS TO BE IN EACH AND EVERY SCHOOLS just BECAUSE WE THOUGHT WE WOULD SPEAK ENGLISH BETTER WITHOUT PRACTICING! (speaking English to a Thai person looks like we're putting up a face, teacher!)

ความคิดเห็นที่ 150

สร
1 ก.พ. 2549 03:10
  1. An old Thai adage: (It goes like this:) Pay to keep face, Lose face to learn, Fail but keep truth, For truth is (the ultimate virtue of) life! We are BUYING KNOWLEDGE, even when we do not LEARN. If talking English among ourselves is silly. Let us all be SILLY and LEARN. For the truth is, in the game of life, those who ACT and LEARN, WIN. Dump the dream - Do the work!

ความคิดเห็นที่ 151

5 ก.พ. 2549 04:42
  1. I totally agree with just a sec. It is difficult for teachers to balance the controversy between government policy (listening&speaking) and parents and students' need (exam preparation). I think most teachers put all their attempts on this. Moreover, it is not fair if we say that the quality of English teaching in Thailand is very low because of teachers. There are many factors; policy, resources, culture, mismatching between goal and approach, etc. From this webbord, I think that there are many teachers who keep on trying. It is not the time to blame each other.

ความคิดเห็นที่ 152

5 ก.พ. 2549 08:25
  1. การสอนภาษาอังกฤษในเมืองไทย ไม่เป็นธรรมชาติมานานนักหนาแล้ว สมัยก่อนที่ว่าเด็กรู้ภาษาอังกฤษมากกว่าเดี๋ยวนี้ แต่พอเอาไปใช้จริงก็ใช้ไม่ได้ เพราะสอนแต่ไวยกรณ์ เอาไปใช้ในชีวิตจริงฝรั่งก็บอกว่าตลก... เดี๋ยวนี้ยิ่งรวนหนักทั้งครูทั้งนักเรียน เข้ารกเข้าพงทั้งคู่ คุณครูตั้งใจสอนแต่หลักสูตร ก็งั้นๆไม่น่าสนใจ ไม่เร้าใจ ไม่ใช่ภาษาที่ใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาตในชีวิตจริง เพราะการวัดผล เป็นตัวบังคับให้ต้องสอนแบบแห้งๆ เด็กก็กล้ำกลืนเรียนไปงั้นๆ ตอกย้ำ ปีแล้วปีเล่าว่าภาษาอังกฤษเหมือนภาษามนุษย์ต่างดาว ทำให้มีอคติไปโดยปริยาย มีเด็กบางคนที่เคยเรียนภาษาอังกฤษกับชาวต่างประเทศที่เป็นเจ้าของภาษา แล้วบอกว่า ทำไมครูไทยถึงทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ดิฉันไม่โทษใครโดยเฉพาะ มันหลงทางกันมานานเหลือเกิน....

ความคิดเห็นที่ 153

14 ก.พ. 2549 12:16
  1. ที่ต่างประเทศ ปีที่แล้วผมได้ไปดูงานที่ นิวซีแลนด์ - นร หนึ่งห้อง ไม่น่าจะเกิน 35 คน บางห้องมี 5-6คน -ในชีวิตประจำวันครู,พ่อ,แม่ สถานการณ์ทุกอย่างเริ่มต้นที่ภาษาอังกฤษทั้งนั้น เจอกันกลางถนน เขาก็ Hello.จะซื้อของ ก็ Hello. ซื้อเสร็จเขาก็ Thank you ตื่นเช้ามา เจ้าของบ้านก็ทักทายเป็นภาษาอังกฤษ ทุกอย่างเป็นภาษาอังกฤษพื้นฐาน - แต่บ้านเราเรามีพื้นฐานที่เป็นภาษาไทย แต่ขอร้องให้นรง เรียนภาษาอังกฤษ /ลองคิดดูถ้าเรานำนร.ต่างชาติมาเรียนภาษาไทยเราดูบ้าง จะเป็นยังไง

ความคิดเห็นที่ 154

สร
18 ก.พ. 2549 10:44
  1. I think that we are once again falling into a "powerless" mode. We are wishing for a magic wand or a gift from the good and kind "governement". I believe - now more than ever before - we can make a big difference by doing our best. Of course, it would help if we all could support each other in teaching English. We already have learned to do things that would have impossible for farangs. (I mean it in every sense of every word We can do it. ) English is just another thing - another tool; like a hammer; we will learn to use. It is the confidence in ourselves that we really need - not power from above. We will see that once we have it our hands, we can put it in our bags ... we have it for life!

ความคิดเห็นที่ 155

1 มี.ค. 2549 08:54
  1. The road to self-confidence: It was not so long ago that I would cower and stay in the background, whenever I have to speak English - to an English audience. I learned to take deep breaths and to smile to (myself in) the mirror - a few smiles. I learned to read aloud, to write aloud and to talk aloud - but slowly and with feelings . I could still hear myself reading children storybooks aloud - Mary has a little lamb... I made a journey on a self-confidence road and I think it is worthwhile. (ppph, If you can keep a secret, I still read storybooks aloud .)

ความคิดเห็นที่ 156

สร
9 มี.ค. 2549 05:36
  1. Current personal-political turmoils, bring out many public comments in English. Not all of them are good and grammatically correct; some are even downright - bad. Many Thais voiced their objections to this invasion of foreign signals - ทำไม ใช้ภาษาไทย ไม่ได้ (I am no doubt guilty of sending foreign signals; but not guilty of sending foreign cultures.) Many people like me are trying to lift Thai capacity to get and use more information; there is a worldful of information coded in foreign signals -English- that we cannot use; if we reject this non-Thai encoded source or fail to understand it. I think many of us are using and teaching English 'not to show off'... - No. No. No. -, but to make more 'information converters' available in all local areas. We know, these information converters are important to Thais now and in the future. We will feel happier when we can help by learning and using English for Thais' wellness.

ความคิดเห็นที่ 157

16 มี.ค. 2549 11:18
  1. ดิฉันขอมีส่วนร่วมในการช่วยพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของครูอาจารย์ด้วยคนนะคะ หากท่านเป็นอาจารย์ที่สอนวิชาภาษาอังกฤษและมีความรู้สึกว่าอยากสร้างความมั่นใจในการออกเสียงที่ถูกต้องและมีสำเนียงเหมือนหรือใกล้เคียงกับเจ้าของภาษา เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่นักเรียนในโรงเรียนของท่าน ดิฉันขอเสนอให้ท่านอาจารย์รวมกลุ่มกับอาจารย์ในหมวด รองเรียนภาษาอังกฤษคอร์สสนทนากับอาจารย์ชาวต่างชาติ เจ้าของภาษาเพื่อสร้างความมั่นใจให้มากขึ้น ได้สำเนียงที่ถูกต้อง และยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิธีการสอน หากท่านอาจารย์สนใจที่จะเพิ่มความมั่นใจในการสอนภาษาอังกฤษกับเจ้าของภาษา สามารถติดต่อมาที่ 06-1614203 หรือ 028817224 เรายินดีบริการท่านค่ะ ( English at Home)

ความคิดเห็นที่ 158

สร
1 เม.ย. 2549 17:05
  1. Dear suni_tam@hotmail.com, We don't mind you jamming in but you would do well to leave your money motive in the vService room! You have been asked to post commercials there. Why didn't you? It is that time again when we are busy but not tied down to mundane routines. Many are asked to look at e-learning, online lessons, learning objects, etc. If you are like me, I don't have a clue what these are about - really! Are we to teach 1 or 2 of 25000 computers as well as 200 odd kids next term? I wish I could 'talk' (rather than 'type') to them - I don't find typing natural, you know, not an easy way to talk. I can't shake my head or make a fist. I used 'text-to-speech' to get my computer to read papers to me, so I can do other things while I listen. But when I ask it to repeat ... The dumb computers can't understand any of these. So, how can I teach a computer? People are saying computers are smart. The rubbish they add to the baloney - phew! I would rather talk to you, listen to your talk any day. I hope you too ...

ความคิดเห็นที่ 159

9 เม.ย. 2549 21:26
  1. ได้อ่านความคิดเห็นของแต่ละท่านแล้ว น่าจะพอสรุปได้ว่า ทุกท่านมีความตั้งใจจริงที่จะสอนและพัฒนาภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น แต่ต่างก็พบกับปัญหานานัปการ ดิฉันผู้หนึ่งที่สอนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษา มาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว ย้ายโรงเรียนมาก็ 3-4 โรงเรียนแล้ว ปัญหาที่พบส่วนใหญ่จะอยู่ที่ระบบมากกว่า งานพิเศษนอกเหนือจากการสอนมากจนแทบไม่มีเวลาเตรียมการ สอน แต่ดิฉันก็พยายามเต็มที่ที่จะให้ความรู้เด็ก แม้บางครั้งก็เสียใจที่ให้เวลาเด็กน้อยเกินเนื่องจากในภาคเรียนที่สองนั้น กิจกรรมทั้งส่วนของโรงเรียนและสพท.มีเยอะมาก แทบทุกโรงเรียนจะมีปัญหาเดียวกัน อยากวิงวอนให้หน่วยเหนือลงมาดูแลการเรียนการสอนทุกวิชาอย่างจริงจัง อย่ามัวตรวจสอบแต่เอกสารหลักฐานการประเมินต่างๆเลย สงสารนักเรียนและครูบ้าง ควรให้มีครูฝ่ายสนับสนุนการสอนเหมือนเมื่อก่อนมาช่วย ครูจะได้ตั้งหน้าตั้งตาสอนนักเรียนอย่างเดียว รับรองว่านักเรียนต้องดีขึ้นกว่านี้แน่นอน......สุดท้าย ก่อนที่ดิฉันจะลงมือสอนภาษาอังกฤษ ดิฉันจะต้องทำให้นักเรียนชอบวิชานี้ก่อน เพราะเชื่อว่าความชอบ จะทำให้นักเรียนอยากเรียนและพัฒนาตนเอง แล้วการที่จะป้อนข้อมูลต่างๆให้เด็กจะไม่ยากอย่างที่คิด

ความคิดเห็นที่ 160

16 เม.ย. 2549 10:14
  1. ภาษาอังกฤษการเรียนที่ดี

ความคิดเห็นที่ 161

5 พ.ค. 2549 15:55
  1. ดิฉันก็สอนภาษาอังกฤษมาหลายปี(19)ปี ก็ร้สึกว่าท้อบางครั้ง ยิ่งเด็กที่พ่อแม่มัวแต่ถางป่า(ดอย) ปลูกพืชเศรษฐกิจ ก็จะมีเด็กน้อยรายนักที่จะเอาใจใส่การเรียน เลิกเรียนก็ไปทำงานช่วยพ่อแม่ บางครั้งเราเตรียมตัวอยากให้เขาได้ดั่งใจเราแต่เด็กก็ไม่เอาใจใส่อย่างจริงจังเลยทำให้ผล Nation Test ไม่เป็นที่น่าพอใจแม้ว่ารัฐบาลจะทุ่มงบมาอบรมครูก็ตามแต่เด็กไม่เอาใจใส่ ก็ขอฝากเพื่อนครูที่ประสบปัญหาเช่นนี้อย่าได้ท้อเพราะเราคือผู้สร้างคน

ความคิดเห็นที่ 162

สร
6 พ.ค. 2549 03:47
  1. My impression of the English teaching can be summed up as "individual teacher's sacrifice". There is no effective "system support" from government authorities; nor "collaboration" among teachers and schools and ... (I do not like the thought of) "this situation may be the same in all other subjects". Would anyone care to comment - to give account of 'real' experiences? (I know the feeling - what the use, no one listens anyway - but we must voice just in case .)

ความคิดเห็นที่ 163

6 พ.ค. 2549 20:33
  1. สวัสดีค่ะ อาจารย์ทุกๆท่าน อยากจะขอออกความเห็นหน่อยนะค่ะ ก่อนอื่อนต้องขออภัยนะค่ะหากหนูเขียนภาษาไทยไม่ค่อยลื่นหูลื่นตา หนูเรียนอินเตอร์มาตั้งแต่เด็กๆ แต่เพื่อนๆส่วนใหญ่เป็นคนไทยค่ะ และก็เพิ่งเข้าระบบอินเตอร์ตอนไฮส์คูล ฉะนั้นเพื่อนๆนั้นล้วนมีปัญหาทางด้านภาษาอังกฤษค่ะ ถ้าจะให้นักเรียนเก่งภาษาอังกฤษ หนูขอแนะนำให้ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาใหม่ตั้งแต่แกน ระบบการศึกษาไทยควรจะเน้นให้พูดให้ได้ก่อน อย่าเพิ่งไปจ้ำจี้จ้ำไชเรื่อง grammar และกฤทางภาษาทั้งหลาย ควรจะให้เด็กได้พูดและเขียนไปมั่วๆซั่วๆนะค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะผิด ถ้ามัวแต่กลัวว่าจะผิดกฎนู้นกฎนี้ แล้วเมื่อไหร่จะเก่งละค่ะ อีกเรื่องนึกนะค่ะ เห็นโพสต์ของอาจารย์ท่านนึงบ่นว่าเด็กอ่อนภาษามากๆ และไม่ตั้งใจเรียน โรงเรียนของหนูก็เป็นอย่างนี้ละค่ะ ผลก็คือคุณครูเลยพลอยหมดกำลังใจสอน พอเข้าเรียนก็ไม่สอนเพราะคิดว่าสอนไปเด็กก็ไม่อยากเรียน ไม่สนใจเรียน หนูขอเลยนะค่ะ ขออาจารย์ทุกท่านอย่าได้มีทัศนคติอย่างนี้ มีเด็กๆหลายคนค่ะที่อย่างจะเรียนรู้ อาจจะเป็นส่วนน้อยของห้อง อย่าตัดโอกาสเด็กเลยนะค่ะ ส่วนเด็กส่วนใหญ่ที่ไม่ตั้งใจเรียน จริงๆแล้วเค้าคิดอย่างนี้เพราะอาจารย์นะแหละค่ะ ไม่ตั้งใจสอน ทำให้เค้าไม่เห็นประโยชน์และจุดประสงค์ของการเรียน สรุปแล้วว่า อาจารย์ทุกๆท่านเป็นศูนย์กลาง เป็นตัวจุดประกายนะค่ะ ถ้าท่านมีไฟ ไฟในตัวนักเรียนแต่ละคนไม่ช้าไม่นานก็ต้องลุกเกิดประกายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 164

6 พ.ค. 2549 20:46
  1. ขอตอบความเห็นที่ว่า "เราสู้ประเทศอื่นเช่น Malaysia, Singapore, and Hong Kong ไม่ได้อยู่แล้วเพราะประเทศเราไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง" ไม่จริงเลยค่ะ เหตุผลนี้อาจจะมีส่วน แต่มิใช่ปัจจัยหลักของปัญหาที่คนไทยไม่เก่งอังกฤษนะค่ะ ดูเกาหลี จีน สิค่ะ ทำไมประชากรของเขาที่ได้รับการศึกษาถึงมีคะแนน TOEFL โดยเฉลี่ยแล้วสูงกว่าประเทศไทยตั้งเยอะละค่ะ ปัญหาคือระบบการเรียนการสอนของเราค่ะ (ดูโพสต์ 163) อย่าโทษนู่นโทษนี่ปัดไปปัดมาเลยนะค่ะ มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะอย่างนี้ไงค่ะ ประเทศไทยถึงไม่ค่อยเจริญซะทีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 165

7 พ.ค. 2549 14:45
  1. ผมไม่ออกความคิดเห็นบ่อยนัก จะมา post column ลงที่ English Success เท่านั้น เเต่ถ้าเป็นเรื่องครู/การศึกษา มักจะขอร่วมตลอด http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K4326626/K4326626.html เกี่ยวกับค่าตอบเเทนครู ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙ช ผมบอกเเล้วไงว่า ค่าตอบเเทนจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง(ไม่ใช่ปัจจัยเดียว)ที่จะดึงครูที่มีคุณภาพเข้ามา(เเละต้องมีวิญญาณของครู) ผมไม่รู้จริง ๆนะว่าถ้าเรามีวิญญาณเเห่งความเป็นครู เราคงจะมีความสุขกับเงินเดือน 8-9 พัน เพราะความสุขคือการสอน เเละใช้ชีวิตเเบบสมถะไป ผมมีปัญหากับความคิดมาโดยตลอด อยากเป็นครูเเต่อยากได้เงินเดือนเท่ากับครูโรงเรียนอินเตอร์ เลยต้องออกมาจากโรงเรียนมาทำงานที่สถาบันภาษเเห่งหนึ่ง หนูเด็กอินเตอร์ หนูพอรู้เงินเดือนครูไทยเยอะไหม?(คงเยอะพอสมควรนะ ไม่ต้องพูดถึงเงินเดือนครูฝรั่ง) เมื่อ 1-2 ปีที่เเล้วได้มีโอกาสไปดูงานที่ Harrow เจ๋งมากเลย น่าสอนมาก ที่ทานอาหารก็ยังกับยกโรงเรียน 5 ดาวมาไว้ที่โรงเรียน คือมันน่าเรียน พ่อเเม่เห็น คงต้องรู้สึกดี tonmelb ไม่ได้ค่าโฆษณากับ Harrow นะครับ tonmelb ก้เลยไม่รู้ตัวเองเป็นครูเเท้หรือเปล่า เพียงเเต่คิดตลอดว่า ชอบให้กับตวัเองเเละสังคมไปพร้อม ๆกัน อยากให้ตัวเราเเละสังคมไปด้วยกัน นี่คือสาเหตว่าทำมนั่งหลังขดหลังเเข็งตอบปัญหาภาษาอังกฤษทุกคน เเต่ถ้าเป็น 'ครูเเท้' เเล้วต้อง-------------จน-------------จะไม่เป็น เด็กจะฝากอนาคตไว้กับครูได้อย่างไร ถ้าครูยังดูเเลตัวเองไม่ได้ เเละไม่มี-----เด็กรุ่นใหม่เก่งเเละดี ถ่ายทอดเก่ง -------มาเป็นครู

ความคิดเห็นที่ 166

7 พ.ค. 2549 14:48
  1. ...ตอบปัญหาภาษาอังกฤษทุกคน ----------------- ทุกคืนครับ

ความคิดเห็นที่ 167

28 พ.ค. 2549 17:58
  1. ดิฉันขอออกความคิดเห็นหน่อยนะค่ะ จากประสบการณ์ที่ทั้งได้เรียนภาษาอังกฤษ(สมัยเป็นนักเรียน)และที่ได้สอนภาษาอังกฤษ(ขณะนี้)ดิฉันคิดว่าถ้าจะให้เด็กรับรู้และซึมทราบภาษาอังกฤษอย่างจริงจังก็น่าจะให้เขาได้สัมผัสกับมันทุก ๆ วัน อย่างสมัยเรียน ตอนนั้นดิฉันเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอนป.5 แต่เรียนมันทุกวันท่องศัพททุกเช้า อย่างน้อยถึงที่บ้านเราจะไม่มีภาษาอังกฤษให้ใช้แต่เราก็เจอที่โรงเรียนทุกวันก็ยังได้สัมผัสกับภาษาอยู่ แต่ทุกวันนี้ตามหลักสูตรจะเห็นการกระจายชั่วโมงลงไปยังชั้นเล็ก ๆ จึงทำให้เหลือชั่วโมงเรียนเพียงแค่ สัปดาห์ละ 2-3 ชั่วโมงซึ่งกว่าจะมาเรียนต่อชั่วโมงหน้า ที่เรียนมาก็ลืมไปแล้วต้องมารื้อฟื้นกันใหม่แล้วอย่างนี้จะให้เด็กเก่งภาษาอังกฤษไปได้อย่างไร นอกจากนี้ในชีวิตประจำวันก็ใช่ว่าเด็กจะได้เจอภาษาอังกฤษอยู่ตลอด ซึ่งก็อยากจะฝากกับฝ่ายบริหารช่วยตริตรองตรงนี้ด้วย ดิฉันได้เสนอที่โรงเรียนของตนเองแล้วแต่เขาบอกว่ามันเป็นไปตามโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางและอีกอย่างโรงเรียนก็ไม่มีครูภาษาอังกฤษเพียงพอถ้าจะให้สอนมาก ๆ ขนาดนั้น ดิฉันก็เลยได้แต่ปลงและพยายามสอนนักเรียนของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

ความคิดเห็นที่ 170

22 มิ.ย. 2549 13:40
  1. We have to solve all problems for winning that is the gold of your duty. If you do your duty is completed then No nothing to be worry. you do the best ja

ความคิดเห็นที่ 171

23 มิ.ย. 2549 05:12
  1. We can take the view that 'English is a product and teachers are service providers'. The laws of 'demand and supply' apply in English Teaching business. Our business problems are like 'demand for English is low', 'demand varies in places', 'the price for services is low', 'the quality of services varies' and so on... In sum, the business is low and going lower with no prospect of a turn-around. A solution concept is - to raise demand for English, - to standardize the quality of services (providers), - to improve efficiency of services so to increase return value of services (providers)... [We know that increase in price is not a solution in depressed market .] Pooling resources, training service providers, product promotion campaigns can help. But successes will depend on 'organization' - cooperation of service providers. That is, You, I and English users need to work 'together' in (and for) this business. If we keep on doing the ways we are, we can see our future - our country's future! Any question? Anyone, interested? Post your comments here.

ความคิดเห็นที่ 172

28 มิ.ย. 2549 14:34
  1. ครูไทยนี้เก่งหรือบ้ากันแน่ นักเรียนทั้งห้อง 40 - 50 คนสามารถสอนการอ่าน ฟัง พูดได้ ใครมีวิช่วยบอกหน่อยเถอะ

ความคิดเห็นที่ 173

สร
7 ก.ค. 2549 13:09
  1. I do not think that 1) class size is getting smaller, especially in rural areas; 2) teachers' assistants (aides or helpers in class) will be a reality; 3) extending class time, teaching faster, shortening lessons etc would be a solution. I have no 'quick fix' solution to offer. The solution should come from 'real' teachers anyway. I found some resources on the Net that may help you in preparing lessons and may let you have more time to spend with your family and friends (You may have to spend 'more' time before you could save 'time' - sounds like 'sales', eh!) * http://www.learnenglish.org.uk English Lessons by British Council * http://andromeda.rutgers.edu/~jlynch/Writing/ Jack Lynch English discussions http://www.englisch-hilfen.de/en/inhalt_grammar.htm Learn English online * http://www.englishtenseswithcartoons.com/ English Grammar with cartoons http://www.edufind.com/english/grammar/index.cfm online English Grammar (exercises) I am sure you have your own resources that you want to share with others.

ความคิดเห็นที่ 174

11 ก.ค. 2549 15:19
  1. ปีนี้โชคดีทางโรงเรียนได้สมัครขอรับอาสาสมัครชาวอเมริกันกับหน่วยสันติภาพไทยอเมริกันทางโรงเรียนเลยได้ชาวอเมริกันแท้ๆ 1 คนมาร่วมสอนกับพวกเราทุกคาบสอนเราจะต้องเข้าร่วมสอนกับอาสมัครhappy มากทั้งนักเรียนทั้งครูเลิกกลัวฝรั่งไปตามๆกันแต่ก่อนเจอฝรั่งมาโรงเรียนแทบจะวิ่งหนีเพราะกลัวไม่กล้าพูดแต่เดี๋ยวนี้ไม่กลัวแล้ว ได้มีโอกาสสอนกับชาวต่างชาติซึ่งมีประสบการสอน20ปีเป็นผู้บริหาร10ปี ได้เรียนรู้ทั้งวัฒนธรรมและภาษากับเจ้าของภาษาที่แท้จริง ถ้าโรงเรียนใดอยู่ห่างไกลความเจริญเหมือนเช่นโรงเรียนเรา เราขอเชิญชวนให้ท่านสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่หน่วยสันติภาพไทย-อเมริกัน สำนักงานอยู่ที่ถนนราชวิถี ก่อนขึ้นสะพานกรุงไทย แล้วท่านจะได้รับประสบการณ์ที่ดีเหมือนอย่างพวกเราชาวครูชายแดน

ความคิดเห็นที่ 175

11 ก.ค. 2549 17:48
  1. สวัสดีขอให้กำลังใจมาก ๆ สำหรับที่ครูที่กำลังท้อครับ ขอให้ประกอบวิชาชีพที่ทรงเกียรติอย่างนี้ต่อไปเถอะครับ ผมเองก็อยากเป็นครูครับ และกำลังเรียนประกาศนียบัตรชีชาชีพอยู่ครับ เพราะจบ อักษรสาสตร์ครับ ไม่มีวุฒิครู เราไม่เรียกงานที่เราทำว่าอาชีพ แต่ทว่างานนั้นคือวิชาชีพ คือ การงานใด ๆที่ต้องประกอบด้วยความรู้ ความสามารถเฉพาะ อย่างยิ่ง ขอให้กำลังใจจริง ๆ ครับ เด็ก ทุกคนเค้ามีศักยภาพในการเรียนรู้ที่ต่างกัน เราพัฒนาเค้าได้แค่ที่เค้าทำได้ครับ เช่นเดียวกับ แก้วน้ำ มีใบเล็กใบใหญ่ ใบเล็ก ใส่น้ำเพียงน้อยนิดก็เต็มล้น ถ้าใบใหญ่ก็รับได้มากครับผม อ.บ. จุฬาครับผม

ความคิดเห็นที่ 176

14 ก.ค. 2549 14:41
  1. ใช้สื่อแผ่นซีดีรอมฝึกเด็กทางคอมฯช่วยครับซ่อมเสริมและพัฒนาเด็กได้สนุกเด็กชอบเบาแรงแต่ครูต้องช่วยวางแผนการจัดตารางการฝึกหรือแผนการเรียนให้เป็นระบบก่อนหลังมีการติดตามวัดผลเป็นเรื่องๆทำบันทึกการพัฒนาเด็กไว้ด้วยเด็กได้ประโยชน์รวดเร็วทันใจอย่าสอนด้วยการบังคับครูเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาการเรียนรู้และให้คำแนะนำเด็กดีกว่าครับ

ความคิดเห็นที่ 177

22 ก.ค. 2549 13:45
  1. ดีมาก

ความคิดเห็นที่ 178

sleepingchild
30 ก.ค. 2549 22:04
  1. @ฉันเขียนยาวมาก ขออภัยคนอ่านที่จะเมื่อยตาด้วยเถอะนะคะ "การสอนภาษาอังกฤษ" กระทู้นี้ตั้งขึ้นตั้งแต่ ปี 2547 ถึงตอนนี้จรดสองปีแล้ว ฉันเพิ่งเข้ามารู้จัก Vcharkarn.com ครั้งแรกวันนี้ นั่งอ่านกระทู้ที่มีความยาวเพียงสามบรรทัดครึ่ง (โดยผู้ตั้ง) แต่ข้อความแสดงความคิดเห็นมีอยู่นับพันๆ บรรทัด รู้สึกขอบคุณที่ได้อ่านกระทู้นี้ ในวันที่ตัวเองกำลังรู้สึกท้อกับการสอนภาษาอังกฤษอยู่พอดี และพรุ่งนี้ก็เป็นวันจันทร์ เป็นวันเริ่มต้นของสัปดาห์ ในปีแห่งกิจกรรม - - ปีนี้เราทำอะไรกันมากมายนักหนาหนอ กีฬาและกีฬา ประกวดและแข่งขัน ฉันชอบใจที่เรามีเวทีมากมายให้เด็กๆ ได้แสดงความสามารถ แต่การเตรียมการอันมากมาย เวลาที่ใช้มากมาย ทรัพยากรมากมาย เด็กหยิบมือหนึ่ง แสดงความสามารถ คว้าเกี่ยวชัยชนะ หรือแพ้ - - แล้วเกมก็จบลง เด็กอีกหยิบมือหนึ่งโลดเต้นกับกิจกรรมใหม่ ครูคนเดิม กลุ่มเดิม อุทิศพลังความสามารถไปกับกิจกรรม สองทุ่มก็ยังเตรียมงาน เด็กนักเรียนไม่เคยครบชั้น เพราะแบ่งไปร่วมกิจกรรมทางนั้นที ทางนี้ที ถึงเวลานี้เด็กมัธยมปลายควรสอบกลางภาคเรียน แต่เนื้อหาบทเรียนอยู่ที่ไหน? ฉันเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่เรียนจบโดยตรงทางการสอนภาษาอังกฤษ กำลังสอนในโรงเรียนมัธยมเล็กๆ ในชนบท ประสบการณ์สอนยังไม่ครบ 2 ปี ครูทุกคนคงเหมือนๆ กัน ระหว่างทำการสอน เราต้องเรียน *เรียนอุปนิสัยใจคอ พื้นฐาน ความเป็นไปของเด็ก* ทุกครั้งก่อนเข้าสอน ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนทำอาหาร แน่นอนถึงมันจะเป็นไข่เจียว เราก็ไม่อยากให้มันไหม้เกรียมเป็นถ่าน และอาหารจานนั้น เด็กๆ จะช่วยเราทำ ไม่มีทางที่จะ one man show โดยครูคนเดียวได้เป็นอันขาด จึงต้องค่อยๆ ยึดโยงกันไป ถ้าเป็นเรือลำใหญ่ที่ช่วยกันพาย ก็ถือว่าเป็นเรือที่อยู่ในภาวะลำบาก โดยเฉพาะต้องระวังไม่ให้ลูกเรือคนไหนตกน้ำจนถึงขั้นจมลงไป และก็ต้องไม่สั่งพายโดยหวังผลถึงเส้นชัย (อะไรดี? National Test score?) แล้วทำให้ลูกเรือเกิดท้อแท้ ทิ้งพาย เอาเท้าราน้ำเสียเฉยๆ สมัยเรียนวิชาปรัชญาการศึกษา อาจารย์ท่านก็สอนว่า การสอนนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ สวยหรูและน่าจะเข้าใจ แต่พอมาปฏิบัติแล้ว ถึงได้ซาบซึ้งว่า "ศาสตร์และศิลป์ในการสอน" มันทั้งกว้างทั้งลึก มันยากเย็นกว่าการเอาตัวรอดแบบปากเดียวท้องเดียวมากเสียจริงๆ ฉันอ่านพบใครคนหนึ่งที่ตอบกระทู้นี้ เขียนว่า สิ่งที่เราให้แก่เด็กได้คือ ทัศนคติต่อภาษา และชอบใจคุณ SR ที่บอกว่า เราก็แค่เรียนรู้ที่จะใช้ "ค้อน" สักอันหนึ่ง (ตอกตะปูให้สัมฤทธิผล?) คนที่สอนตอกตะปูได้ นั้นก็มีหลายระดับ ฉันก็เป็นระดับช่างชาวบ้านละมัง? ภาษาอังกฤษที่ต้องการใช้ก็มีหลายระดับ ภาษาอังกฤษแค่ไหนที่เด็กมัธยมควรรู้ และฉันยังมีคำถามต่อว่า แล้วเด็กที่มีเป้าหมายไม่เท่ากัน เด็กที่ไม่มีแรงจูงใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ซึ่งไม่ต่างกับผู้ใหญ่หรอก) ควรถูกประเมินด้วยมาตรฐานเดียวกันหรือ? เด็กชายคนหนึ่ง เรียนชั้น ม.2 เขาถามฉันในวันหนึ่ง ขณะที่มือกำลังพยายามเขียนอักษรขยุกขยิกบนกระดาษ "อย่างนี้ ผมเขียนตัวอาร์ถูกแล้วไหมครับ 'จารย์" ฉันรู้สึกประสบความสำเร็จมากมายในวันนั้น เพราะในที่สุด เด็กชายคนนี้ก็เรียนรู้ตัวอาร์แล้ว โดยจะไม่ลืมอีก เพราะเขาเกิดความอยากเขียนมันให้ได้ขึ้นมาในวันหนึ่ง ด้วยตัวเอง คำถามมีอยู่ว่า ถ้านักเรียน ม.2 คนนี้ ถูกวัดด้วยข้อสอบมาตรฐานแห่งชาติ หรือเพียงแค่ข้อสอบวัดผลกลางภาคเรียนตามจุดประสงค์รายวิชาอย่างธรรมดาๆ ก็เถอะ จะเกิดอะไรขึ้น? ไม่ใช่เด็กที่มีระดับสติปัญญาด้อยเป็นพิเศษ ถ้าจะถามฉันอย่างนั้น หรือถ้าความสามารถภาษาอังกฤษเท่านี้ ในชั้น ม.2 ถือว่าเป็นเด็กด้อยสติปัญญาเป็นพิเศษ ฉันก็มีนักเรียนเช่นเดียวกันนี้อยู่ในห้อง ถึง 10% ในแต่ละชั้น แต่ละปี แต่ฉันพอใจกับทัศนคติดีๆ ที่งอกงามขึ้นมา - ไม่ใช่ภาษาต่างดาว แต่เป็นเครื่องมือ - พอใจกับเด็กนัยน์ตาว่างเปล่า ที่เริ่มนั่งเรียนตัวตรง โน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย หัวเราะ และดีใจ "หนู/ผม ก็ทำได้!" ฉันพอใจจริงๆ แต่ก็รู้ว่ามันยังไม่พอ - - ไม่พอเมื่อเขาต้องออกไปแข่งขันในโลกภายนอก ไม่พอเมื่อโลกภายนอกจับเขาไปแข่งขัน @คุณ SR ผู้ติดตามกระทู้นี้อยู่เสมอ ขอบคุณด้วยใจจริงสำหรับทุกคำ ทุกแนวคิด ที่พยายามให้กำลังใจครูทุกคนค่ะ @สู้ๆ กันนะคะ ฉันก็ทำกิจกรรมตลอด สอนตลอด เตรียมสื่อตลอด เด็กดื้อตลอด - ทำผิด แล้วก็แก้ไข - ให้มันดีขึ้น @เด็กๆ เค้ารับรู้ได้นะคะ ฉันเห็นเค้าเอาใจช่วย เวลาเค้าเห็นครูทุ่มเทมากๆ เค้าจะเอาใจช่วยคือ พยายามจะเรียนน่ะค่ะ ดีเหมือนกันนะ

ความคิดเห็นที่ 179

31 ก.ค. 2549 10:53
  1. ขอแก้ไข คห 174 ของคุณครูชายแดน...คือว่าหน่วยสันติภาพอเมริกันนั้น ตั้งอยู่บนถนนราชวิถี ขวามือถ้ามาจากทาง ม.ราชภัฐสวนดุสิต ก่อนขึ้นสระพานกรุงธนหรือสะพานซังฮี้น๊ะค่ะ ไม่ใช่สะพานกรุงไทยตามที่คุณเขียนมาแต่แรก

ความคิดเห็นที่ 180

1 ส.ค. 2549 12:11
  1. ได้เข้าเยียมชมเว็บองคุณรู้สึกดีและได้รับความรู้จากการถามตอบเป็นอย่างมาก ครูสอนประถมอยากสอนภาษาอังกฤาเก่งมั้ง อยากได้คำแนะและความรู้ใหม่หรือเทคนิคการสอนเพื่อให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น

ความคิดเห็นที่ 181

2 ก.ย. 2549 06:02
  1. Would the English teachers like to teach it by new process? You can teach it by speaking,listening to, reading. and writing. You could use the vary questions to the students before lerning. In one hour, You teach them to speaking one sentence and they can speak it real. THe students will love English and ues it in their life.

ความคิดเห็นที่ 238

beautiful dolphin
22 ม.ค. 2551 23:14
  1. การสอนภาษาอังกฤาให้ได้ผลดีเต็มที่นั้นจะต้องได้รับความร่วมมือที่ดีจากทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นครูหรือผู้ปกครอง เพราะในปัจจุบันนี้มีปัจจัยหลายอย่างที่เอื้อต่อการเรียนภาษาอังกฤษไห้แก่ 1. ระบบความก้าวหน้าของเครือข่ายอินเตอร์เน็ทที่ครูสามารถค้นหาเนื้อหา แผผฝึกหัด สื่อการเรียนการสอนที่หลากหลายโดยเฉพาะคลิปวีดีโอดีๆมากมายที่สามารถใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ดีได้เลบ หากนึกไม่ออกก็เข้าไปที่ www.google.co.th แล้วเลือกเนื้อหาหรือสื่อที่คุณต้องการ เท่านี้ระบบก็จะค้นหามาให้คุณได้โดยง่าย แต่บางอย่างคุณก็ต้องจ่ายเงินค่าความคิดนะ ขอแนะนำให้ลองไปดูที่ www.enchartedlearing.com 2. สมัยนี้มีสื่อการเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ดีมากมายวางขายตามร้านขายหนังสือชั้นนำไม่ว่าจะเป็นหนั้งสือ คู่มือหรือบัตรคำ แผนภาพสวยๆซึ่งทางบ้านหรือโรงเรียนสามารถหามาได้โดยง่าย 3. มีรายการทีวีที่ส่งเสริมความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษมากมายสำหรับทุกวัยโดยเฉพาะเคเบิลทีวี ที่มีทั้งรายการเพลงสากล และหนังซาวด์เทร็คท์สำหรับวัยรุ่นและรายการเด็กที่สอนภาษาอีกมากมาย หากสนใจขวนขวายห็ได้ผลดีเอง ผมยังไม่นับรวมถึงเทคนักการสอนของครูที่พัฒนามากขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย บทบาทของครูตามมุมมองของผมในฐานะที่ผมเป็นครูสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีและไดเป็นผู้ประสานงานวิทยากรต่างชาติ ครูอนุบาลจะมีส่วนช่วยให้เด็กประสบผลสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษได้ดังนี้ 1. จัดกิจกรรมให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษด้วยความสนุกสนาน มีกิจกรรมที่หลากหลาย มีสื่อกำรเรียนการสอนที่สวยงามและแปลกใหม่ เด็กที่ผมสอนจะรักผมและจะมีใจที่จะเรียนพูดภาษาอังกฤษ 2. เข้าใจธรรมชาติของเด็กว่าเด็กต้องการความสนุกสนานมากกว่าเนื้อหาอย่าไปคิดว่าพ่อแม่ส่งให้มาเรียนก็ต้องสอนให้เด็กได้มากๆ เพราะถึงจะตั้งใจสอนแค่ไหน แต่ถ้าเด็กไม่สนใจก็ไม่ดี ยิ่งไปดุก็ยิ่งแย่ 3. พยายามรักษาสุขภาพให้ดัทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตเพราะเด็กสามารถรับรู้ได้และจะตอบสนองตามอย่างที่เราเสนอไป 4. ทำใจว่าเด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ไม่เท่ากัน อย่าไปหวังผลมากเกินไป แต่ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมที่ตนเองชอย ตอนที่ผมให้เล่นเกมมีเด็กอยากเล่นมากมาย ผมพยายามให้ทุกคนได้เล่น 5. พยายามสังเกต ตั้งปัญหา วิเคราะห์ปัญหาในกดารสอน หรือพบนักเรียนที่มีความสามารถโดดเด่นก็ลองสอบถามดูเพื่อจะได้นำมาปรับใช้ แต่ผมก็ยังยืนยันว่าทั้งครูและผู้ปกครองจะต้องช่วยกัน สุดท้ายขอให้ครูทุกท่านมีความสุขกับการทำหน้าที่นะครับ

ความคิดเห็นที่ 239

da_killer
30 ต.ค. 2551 04:10
  1. ขอออกตัวว่านี่เป็นครั้งแรกเลยนะคะที่แสดงความคิดเห็นในกระทู้ทั้งที่เข้ามาอ่านก็หลายครั้งแล้ว เรียนจบมา 2 ปีแล้วแต่ไม่มีความต้องการจะเป็นครูในระบบราชการเลยเพราะไม่รู้สึกศรัทธาในระบบ(ต้องขอโทษล่วงหน้าถ้าผู้ใดอ่านแล้วรู้สึกแย่)ตอนนี้ทำงานแปลเป็นหลักและงานสอนเป็นรอง งานสอนที่วานี้คือสอนพิเศษอ่ะคะ โชคดีนะคะที่เด็กๆที่มาเรียนด้วยเป็นเด็กที่หัวดีงานสอนจึงราบรื่นและสนุกที่จะสอนป้อนข้อมูลใหม่ๆให้ เข้าใลยว่าตอนเรียนทำไมอาจารย์จึงชอบสอนเด็กห้องคิงเพราะพูดอะไรไปเเล้วเค็กเข้าใจเนี้ยะ แหมการที่เราเตรียมการสอนไปเนี้ยมันหายเหนิ่อยเจงๆ ขอคาราวะท่านอาจารย์ทุกๆท่านเลยที่สามารถสอนสิ่งที่เด็กไม่เคยรู้ให้เค้ารู้และเข้าใจในเรื่องๆหนึ่งอย่างถ่องแท้  ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ


ความคิดเห็นที่ 240

chocola
6 มี.ค. 2552 18:03
  1. แล้ว ป.4 นิ่ เรียนเรื่องไรบ้างหรอ?ค่ะช่วยบอกด่วนเลยนะค่ะจะเอาไปทำงานอ่าคร่า..ทุกเรื่องก้อยิ่งดีคร่า


ความคิดเห็นที่ 243

29 ก.ค. 2553 14:04
  1. เขาว่ากันว่า นี่คือ ครูสอนพื้นฐานภาษาอังกฤษที่เก่งที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมาเลยทีเดียว เพิ่งเปิดตัวในปี 2553 นี่เอง ลองแวะเข้าไปดูสิ สุดยอด ยกฝรั่งมาทั้งยุโรป ยกครูที่ว่าเก่งๆ นำหน้าด้วย ดร. มาทั้งประเทศ ถ้าจะให้มาสอนเด็กไทยสู้กับครูคนนี้ ชิดซ้ายเลยขอบอก จริงๆ อย่าเพิ่งดูถูก ไปดูก่อนแล้วค่อยวิจารณ์ที่ http:/efts.siam2web.com

ความคิดเห็นที่ 244

14 พ.ค. 2554 18:02
  1. ดิฉัน. กำลังจะไปเป็นครูสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็ก กศน. แห่งหนึ่ง และเป็นครั้งแรกที่จะไปทดสอบความสามารถของตัวเองว่าจะทำได้หรือไม่ อยากเรียนเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษเพิ่มเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขการสอน และอยากให้นักเรียนทุกคนมีความสุขในการเรียน รบกวนพี่ๆ เพื่อนๆ อาจารย์ทุกท่านที่มีประสบการณ์ช่วยแนะนำ หรือแนะนำสถาบันการสอนเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษที่ดีๆ ดิฉันมีความตั้งใจจริง และรักในอาชีพของการให้ คือ ครู มาตั้งแต่เด็ก แต่ยังไม่มีโอกาสทำ ครั้งแรกของการสอน อยากสร้างความมั่นใจให้กับตัวเอง และจะพยายามทำให้ดีที่สุด

ความคิดเห็นที่ 245

15 พ.ค. 2554 10:18
  1. ผมก็ทำอยู่ เด็กอยู่จังหวัดนครพนมผมอยู่ขอนแก่น ไม่มีเวลาจะไปสอนเอง ผมติดตั้งโปรแกรม rosetta stone ให้เด็กซ้อม คอมก็ซื้อให้ถึงสองเครื่องให้พอใช้กัน อินเตอร์เน็ตก็ติดตั้งให้ สอนให้เข้าเว็ปที่ลงทะเบียนเรียนได้ฟรี ๆ มีทั้งภาพทั้งเสียง ผมคิดว่าการเรียนภาษาใด ๆ ขึ้นอยู่กับทัศนคติของเด็ก เด็กคิดถูกคิดดีก็ทำถูกทำดี ไม่ว่าครูจะสอนเก่งเพียงใด อุปกรณ์จะดีขนาดไหน ถ้าคนเรียนไม่เรียนมันก็ก้าวหน้ายาก ทำอย่างไรจะให้เขามีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม ถ้าเขามีเมื่อไหร่เขาจะขวนขวายของเขาเอง ครูก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก ครูสอนภาษามีอยู่ทั่วไปในอากาศ ถ้าเขาสนใจอยากเรียนเขาก็จะถามว่า ครกกะบากสากกะเบือภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าอะไร เขาจะสนใจถามแม้กระทั่งของอยู่ในส้วม ภาษามันก็อยู่รอบ ๆ ตัวเรานั่นแหละ ถ้าเด็กไม่สนใจอยากเรียนเจออะไรก็ไม่มีคำถามหรอกครับ พี่คนโตเรียนมัธยม เริ่มต้นพร้อม ๆ กับน้องเรียนประถม เวลาผ่านไปไม่กี่เดือนน้องมันเก่งกว่าพี่อีก เพราะคนน้องว่างเมื่อไหร่เป็นซ้อม ส่วนคนพี่เล่นเกมส์ ชั่วโมงบินของน้องมัแซงพี่ไปแล้ว คนน้องถ้าเบื่ออังกฤษเขาก็มาซ้อมภาษาสเปน ผมติดตั้งให้ทั้งสองภาษา ให้เข้าลงทะเบียนเรียนที่ spanishdict.com กับครู Paralee เรียนฟรีครับไม่เสียตังค์ เรียนภาษาไม่ต้องลงทุนสูงหรอกครับ ยิ่งมีเทคโนโลยีดี ๆ เหมือนสมัยนี้ด้วยแล้วเป็นเรื่องง่ายมาก แต่คุณต้องลงทุนเรื่องเวลาสูง คุณไม่มีเวลาให้ภาษาคุณก็ไม่ก้าวหน้า มันก็เท่านั้น ภาษาอังกฤษขึ้นอยู่กับชั่วโมงบินเป็นหลัก คุณขยันเพิ่มชั่วโมงบินคุณก็เก่งเร็ว สื่อมีอยู่รอบตัวคุณ คุณจะใช้หรือไม่ใช้เท่านั้น มันไม่เกี่ยวว่าคุณจะเรียนระดับไหน เด็กประถมเก่งกว่าเด็กมหาวิทยาลัยก็มี

ความคิดเห็นที่ 246

7 ส.ค. 2554 19:28
  1. freelance writer

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น