วิชาการดอทคอม ptt logo

จารึกหลักที่ 1 และความคิดเห็นที่แตกต่างในของนักวิชาการ

โพสต์เมื่อ: 01:57 วันที่ 18 ก.ค. 2547         ชมแล้ว: 25,875 ตอบแล้ว: 124
วิชาการ >> กระทู้ >> ทั่วไป
ได้ยินว่าคุณเทาชมพูกำลังจะได้เอกสารรายงานวิจัยจารึกหลักที่ 1 ในเชิงภาษาศาสตร์มา ผมจึงรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของจารึกหลักนี้ และความคิดเห็นของนักวิชากาี้รบางท่าน มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ใช้ศึกษาต่อไปครับ


ข้อมูลเบื้องต้นของศิลาจารึกหลักที่ 1

ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงทำขึ้นจากหินทรายแป้ง สูง ๑๑๑ เซนติเมตร กว้าง ๓๕ เซนติเมตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบเมื่อครั้งเป็นภิกษุขณะจาริกไปยังเมืองเก่าสุโขทัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ และทรงพยายามอ่านและแปลศิลาจารึกนั้นด้วยพระองค์เอง

ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

(ข้อมูลจาก http://www.sarakadee.com)


CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง





จำนวน 121 ความเห็น, หน้าที่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 23 ก.ค. 2547 (15:58)
นักภาษานี่เก่งจริงเลยนะครับ เรื่องราวล่วงเลยมาหลายร้อยหลายพันปีก็ยังเข้าใจได้

สำหรับผมแล้ว แค่ภาษาไทยในปัจจุบันก็ยากเกินสติปัญญาแล้ว ก็ได้แต่ตามอ่านความคิดที่แบ่งเป็นหลายฝ่าย

ถ้าถามผมว่าจะเชื่อฝ่ายไหน ผมจะบอกว่าเชื่อการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ครับ ว่าร่อยรอยอ็อกไซด์ในหินลึกหนาบางเท่าไร

อย่างอื่นคิดไม่ออกครับ



แต่ดูจารึกหลักที่ 1 แล้วต่างจากอักษรไทยปัจจุบันมาก

ตัวหนังสือไทยเริ่มเป็นแบบที่เราใช้กันตั้งแต่เมื่อไรครับ

แล้วมีหลักฐานหรือไม่อย่างไรครับ
นิรันดร์
ร่วมแบ่งปัน27034 ครั้ง - ดาว 1014 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 23 ก.ค. 2547 (16:29)
20359 ตัวอักษรไทยอย่างที่ใช้กันปัจจุบันนี้ ไม่ได้จู่ๆก็เกิดขึ้นมาในพ.ศ.ใดพ.ศ.หนึ่งค่ะอาจารย์นิรันดร์

แต่มันเป็นวิวัฒนาการมาจากลายสือไท



ที่หอสมุดแห่งชาติ มีกระดาษแสดงวิวัฒนาการของตัวอักษรไทย ตั้งแต่ลายสือไท ถึงปัจจุบัน ว่าเปลี่ยนแปลงไปยังไงจนกระทั่งกลายมาเป็นอย่างที่อาจารย์กับดิฉันใช้เขียนโต้ตอบกันอยู่นี่แหละ

ขายแผ่นละ 10 บาท



วิวัฒนาการของตัวอักษร ในช่วงที่อยู่ระหว่างกลางยุคสมัยของสุโขทัยและรัตนโกสินทร์ คือสมัยอยุธยา ต้น กลาง ปลาย ก็มีหลักฐานเหลืออยู่ให้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงการเขียนรูปตัวอักษรค่ะ ว่ามันค่อยๆกลายในแต่ละยุคแต่ละสมัยยังไง



จากสุโขทัย มาถึงอยุธยา ตัวอักษร ก ข ค พวกนี้จะเรียวลง ไม่อ้วนมนอย่างยุคก่อน เพิ่มความเอียงในตัวอักษรมากขึ้น มาถึงรัตนโกสินทร์ ก็ตั้งตรง อย่างที่เห็นกัน

อธิบายแค่นี้ก่อนค่ะ เดี๋ยวจะออกนอกศิลาจารึกไปอีกไกล

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 23 ก.ค. 2547 (16:34)


20360 มีอีกทางหนึ่ง เรื่องการพิสูจน์ คือนำศิลาจารึกหลักที่ 1 มาเทียบชนิดและประเภทของหิน และความเก่าแก่ของการจารึก กับศิลาจารึกหลักอื่นๆที่ยอมรับกันแล้วว่าเป็นสมัยสุโขทัย

ว่ามีความใกล้เคียงกันหรือไม่เพียงใด

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 23 ก.ค. 2547 (17:11)
เรื่องการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถ้ามีหลักเป็นมั่นเป็นเหมาะผมก็เชื่อครับอ.นิรันดร์ แต่การพิสูจน์ที่เคยทำกับจารึกหลักที่ 1 ผมยังข้องใจอยู่มากเพราะการวิเคราะห์ทำโดยการใช้ scanning electron microscope และ energy dispersive x-ray spectrometer equipment ศึกษาพื้นผิวของจารึก ซึ่งไม่ใช่วิธีการที่ใช้ในการศึกษาอายุได้โดยตรง และที่สำคัญคือผม"ค้นไม่พบ"ว่าเคยมีการใช้วิธีการนี้ในการกำหนดอายุวัตถุโบราณในที่อื่นๆเลยนะครับ และที่สำคัญ เท่าที่ผมค้นพบ ในผู้วิเคราะห์สองท่าน(ด้วยความเคารพ) ท่านหนึ่งเป็นนักโบราณคดีที่ไม่คุ้นเคยกับการวิเคราะห์แบบนี้ ส่วนอีกท่านหนึ่งเป็นนักธรณีวิทยาที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับงานโบราณคดีอีกเช่นกัน ต้องยอมรับว่า "น้ำหนัก" ยังไม่พอจริงๆครับ



ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้แหละครับ ที่เป็นความพยายามในการพิสูจน์ความเก่าแก่ของการจารจารึกที่คุณเทาชมพูกล่าวถึงครับ



ส่วนเรื่องชนิดของหิน ผมกลับไม่คิดว่าเป็นสาระสำคัญมากนัก เพราะในยุคสมัยเดียวกันอาจใช้หินชนิดที่แตกต่างกันก็ได้ครับ ใช้เป็นบริบทคงจะพอได้ แต่ใช้เป็นข้อสรุปยังไม่น่าจะ่ได้นะครับ



มิฉะนั้นคงต้องฟันธงผลการพิสูจน์กันไปนานแล้ว



ถึงตอนนี้ ผมยังให้น้ำหนักที่การวิเคราะห์ทางด้านอักขรวิธี ภาษาศาสตร์ และเรื่องราวในจารึกมากกว่าครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 23 ก.ค. 2547 (18:01)
เหตุที่ผมโต้แย้งทฤษฎีเดิมที่ว่าอักขระไทยปัจจุบันมีการพัฒนามาจากลายสือไทยุคพ่อขุนรามฯ



ประการหนึ่งก็ด้วยทฤษฎีดังกล่าวเคยตั้งควบอยู่กับทฤษฎีว่าด้วยสุโขทัยเป็นเมืองหลวงแรกของราชอาณาจักรไทยที่มีอาณาเขตกว้างขวางตลอดแหลมมาลายู หัวเมืองมอญ และจรดตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงสมเหตุสมผลที่อักขระไทยยุคอยุธยาจะต้องพัฒนามาจากอักขระเดิมในยุคสุโขทัย เช่นเดียวกับที่ยุครัตนโกสินทร์รับทุกสิ่งจากอยุธยา หรืออาจเรียกยุครัตนโกสินทร์ว่าเป็นอยุธยาใหม่ก็ยังได้



แต่ความจริงสุโขทัยเป็นเพียงรัฐๆหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างรัฐน้อยใหญ่ที่มีราชวงศ์กษัตริย์ของตน เช่น ล้านนาของพญาเม็งราย ภูกามยาวของพญางำเมือง สุพรรณบุรี-ราชบุรี อโยธยา-ละโว้ เป็นต้น



สุโขทัยมีความสงบอยู่เพียงช่วงระยะหนึ่งในประวัติศาสตร์ด้วย ความมั่งคั่งที่อาจได้จากโอกาสที่เอื้อให้ฉกฉวยประโยชน์จากเส้นทางการค้าในยุคนั้น และนโยบายทางการทูต กล่าวคือ พ่อขุนรามฯเป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับพญาเม็งรายและพญางำเมือง ในขณะที่ประวัติศาสตร์ยุคต้นกรุงศรีฯทำให้เราเข้าใจถึงความแน่นแฟ้นทางเครือญาติระหว่างราชวงศ์สุพรรณบุรีกับราชวงศ์สุโขทัย และยังมีพ่อขุนผาเมืองอีกที่น่าจะมีบทบาทสำคัญยับยั้งมิให้อโยธยา-ละโว้พยายามแผ่อำนาจเหนือสุโขทัยในยุคต้นๆ



ด้วยน้ำหนักที่ลบล้างทฤษฎีเดิมจนเห็นภาพสุโขทัย ว่าเป็นเพียงรัฐอิสระเล็กๆที่เบียดแทรกอยู่ระหว่างรัฐที่มีศักยภาพสูงกว่า รอวันที่จะถูกครอบงำ และในที่สุดก็ถูกผนวกไว้กับอยุธยา เป็นเหตุให้น้ำหนักของทฤษฎีว่าด้วยอักขระไทยยุคอยุธยามาจากอักขระยุคสุโขทัย อ่อนลงไปถนัดใจ



ดูเหมือนว่าอักขระไทยปัจจุบัน หรืออักขระอยุธยานั้นน่าจะมีพัฒนาการเป็นเอกเทศและได้รับอิทธิพลจากยุครุ่งเรืองสั้นๆของสุโขทัยน้อยมาก หรือไม่มีเลย
ถาวภักดิ์
ร่วมแบ่งปัน240 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 23 ก.ค. 2547 (18:07)


20361 "สำหรับนักอ่านจารึกภาษาขอมนั้น ผมไม่ทราบจริงๆว่ายังมีการเรียนการถ่ายทอดความรู้ระดับใดในประเทศไทยปัจจุบัน "

ตอบ

ระดับปริญญาเอกแล้วค่ะ

สาขาวิชาเขมร ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร



นอกจากนี้ ยังมีระดับปริญญาโท สาขาวิชาจารึกภาษาตะวันออก สาขาวิชาจารึกภาษาไทย สาขาวิชาภาษาสันสกฤต สาขาวิชาเขมรศึกษา

เปิดที่คณะโบราณคดีเหมือนกัน

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 23 ก.ค. 2547 (18:24)


20362 ดิฉันเห็นตรงข้ามค่ะ คุณถาวภักดิ์

นักภาษาศาสตร์เขาศึกษาจากอักขรวิธีการเขียน ดูรูปแบบการเขียนลายสือไท ดูแบบที่ใช้ในศิลาจารึกหลักอื่นๆ หลังจากนั้นด้วย แล้วมาดูหลักฐานการเขียนสมัยอยุธยาตั้งแต่ต้นลงมาถึงปลาย ถึงมองเห็นวิวัฒนาการ

ถ้ามองไม่เห็นวิวัฒนาการ หรือเห็นแล้วดูว่ามันไม่น่าจะใช่สายตรง เขาก็มองหาแหล่งที่อื่นต่อไปอยู่ดีละค่ะ จนกว่าจะเจอ



ไม่ได้เกี่ยวกับความเป็นรัฐใหญ่รัฐเล็กอะไรหรอก ไม่ใช่ว่าจะต้องหาทางเชื่อมโยงตัวอักษรกันให้ได้ เพราะเชื่อว่าสุโขทัยเป็นรัฐใหญ่ ตัวอักษรเลยต้องมาจากที่นั่น

ก็รู้กันมาตั้งนานแล้วว่าสุโขทัยถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา คือตอนต้นจะใหญ่หรือเล็กไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างสุโขทัยและอยุธยานั้น มีให้เห็นแน่ทางประวัติศาสตร์

รัฐที่อ่อนด้อยกว่าหรือไม่ ไม่สำคัญ แต่ความสัมพันธ์นั้นก่อให้เกิดการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมได้ หนึ่งในความสัมพันธ์นั้นคือตัวอักษร ซึ่งมันมีเค้าให้เห็นความคล้ายคลึงกัน และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย



ถ้าตัวอักษรภาษาไทยอย่างที่เราใช้กันนี้ มีวี่แววให้เห็นว่ามาจากกำแพงเพชร หรือว่าละโว้ เพราะมีหลักฐานให้ค้นพบ นักภาษาศาสตร์ก็ต้องหาทางวิจัยว่ามาจากที่นั่น เขาไม่ปล่อยข้อมูลอันน่าตื่นเต้นนี้ไว้เฉยๆ เพราะมันหมายถึงงานวิจัย วิทยานิพนธ์ ทฤษฎี ผลการพิสูจน์ ที่เป็นชื่อเสียงและความน่าภูมิใจของเขา



ถ้าหากว่าอักษรไทยปัจจุบันไม่ได้มาจากที่ใดเลยนอกจากผุดขึ้นมาในอยุธยาด้วยการสร้างของกษัตริย์องค์ไหนสักองค์ คิดขึ้นมาเอง 100% ไม่ได้อิทธิพลจากอักษรที่ไหน มันก็ย่อมมีความแตกต่างเป็นเอกลักษณ์เสียจนมองไม่เห็นอิทธิพลของตัวอักษรอื่น

แต่นี่มันไม่ใช่นี่คะ มันมีเค้าที่มาให้เห็น



ส่วนอยุธยาตอนปลายกับรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นเกี่ยวกันแน่ เพราะรัตนโกสินทร์ตั้งขึ้นโดยชาวอยุธยาแท้ๆ ที่รอดมาได้ ก็ย่อมนำวัฒนธรรมเดิมติดตัวมาด้วย

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 23 ก.ค. 2547 (18:31)
http://www.lib.ru.ac.th/journal/thai_language.html



กำเนิดลายสือไทย

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร





พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ลายสือไทย หรือตัวหนังสือไทยขึ้นเมื่อมหาศักราช 1205 (พุทธศักราช 1826) นับมาถึงพุทธศักราช 2546 ได้ 720 ปีพอดี ในระยะเวลาดังกล่าว ชาติไทยได้สะสมความรู้ทั้งทางศิลปวัฒนธรรม และวิชาการต่างๆ และได้ถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นสืบต่อกันมา โดยอาศัยลายสือไทยของพระองค์เป็นส่วนใหญ่ ก่อนสมัยสุโขทัย ชาติไทยเคยรุ่งเรืองอยู่ที่ไหน อย่างไรไม่มีหลักฐานยืนยันให้ทราบแน่ชัด แต่เมื่อพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นแล้ว มีศิลจารึกและพงศาวดารเหลืออยู่เป็นหลักฐานยืนยันว่า ชาติไทยเคยรุ่งเรืองมาอย่างไรบ้างในยุคสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ ในโอกาสครบรอบ 720 ปีนี้ คนไทยทุกคนจึงควรน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และพระปรีชาสามารถของพระองค์ท่านโดยพร้อมเพรียงกัน

ศิลาจารึกหลักที่ 1 ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีข้อความปรากฎว่า "เมื่อก่อนลายสือไทยนี้บ่มี 1205 สก ปีมแม พ่ขุนรามคำแหงหาใคร่ใจในในแล่ใศ่ลายสืไทยนี๋ ลายสืไทนี๋ จึ่งมีเพื่อขุนผู๋น๋นนใศ่ไว๋" หา แปลว่า ด้วยตนเอง(ไทยขาวยังใช้อยู่) ใคร่ใจในใจ แปลว่า คำนึงในใจ (จากพจนานุกรมไทยอาหม) ข้อความที่อ้างถึงแสดงว่าพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงประดิษฐ์ตัวหนังสือไทยแบบที่จารึกไว้ในศิลาจารึกหลักที่ 1 ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1826

ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ ได้กล่าวไว้ในตำนานอักษรไทย ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2468 ว่า คำที่ใช้ในจารึกมีคำนี้อยู่ต่อคำ ลายสือ ทุกแห่ง(สามแห่ง) หมายความว่าหนังสือไทยอย่างนี้ไม่มีอยู่ก่อนจะ มิได้ประสงค์จะทรงแสดงว่า หนังสือชนชาติไทยพึ่งมีขึ้น ต่อเมื่อ พ.ศ. 1826 เซเดส์ ยังเห็นว่า พวกไทยน้อยซึ่งมาอยู่ทางลำน้ำยมชั้นแรกเห็นจะใช้อักษรไทยซึ่งได้แบบมาจากมอญ* ต่อมาขอมมีอำนาจปกครองสุโขทัย พวกไทยคงจะศึกษาอักษรขอมหวัดที่ใช้ในทางราชการ แล้วจึงแปลงอักษร เดิมของไทยมาเป็นรูปคล้ายอักษรขอมหวัด



หนังสือจินดามณีเล่ม 1 ของหอสมุดแห่งชาติเลขที่ 11 เป็นสมุดไทยดำ มีข้อความเหมือนกับจินดามณีฉบับพระเจ้าบรมโกศ ซึ่ง นายขจร สุขพานิชได้มาจากกรุงลอนดอน แต่คลาดเคลื่อนน้อยกว่า มีข้อความว่า "อนึ่งมีในจดหมายแต่ก่อนว่า ศักราช 645 มแมศก พญาร่วงเจ้า ได้เมืองศรีสัชนาไทยได้แต่งหนังสือไทย และจะได้แต่งรูปก็ดี แต่งแม่อักษรก็ดีมิได้ว่าไว้แจ้ง" "อนึ่งแม่หนังสือแต่ ก กา กน ฯลฯ ถึงเกอยเมืองขอมก็แต่งมีอยู่แล้ว เห็นว่าพญาร่วงเจ้าจะแต่งแต่รูปอักษรไทย" แท้จริงพ่อขุนรามคำแหงมิได้ทรงแต่งแต่รูปอักษรไทยเท่านั้น แต่ยังได้ทรงเปลี่นแปลงอักษรวิธีการเขียนภาษาไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายประการดังจะได้กล่าวถึงต่อไปข้างหน้านี้



มีหนังสือไทยเดิมก่อนลายสือไทยหรือไม่



ผู้เขียนเคยบรรยายไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ.2510 ว่า ถ้า ลายสือ ไทยนี้บ่มี หมายความว่า หนังสือไทยชนิดนี้ไม่มี แต่คงจะมีหนังสือไทยแบบอื่นอยู่ก่อนแล้ว ในจารึกหลักเดียวกันนี้ได้กล่าวถึง เมืองสุโขทัย 14 ครั้ง ทุกครั้ง ใช้คำ เมืองสุโขทัยนี้ จะตีความว่า มีเมืองสุโขทัยอยู่ก่อนแล้ว แล้วจึงมาตั้งเมืองสุโขทัยขึ้นมาใหม่กระนั้นหรือ ผู้เขียนเห็นว่า นี้เป็นแต่เพียงชี้เฉพาะ ถ้าเทียบกับภาษาอังกฤษก็คงจะตรงกับ the เท่านั้น มิได้หมายความว่า this เพราะฉะนั้นที่ว่า ลายสือ ไทยนี้บ่มี คงมิได้หมายความว่ามีลายสือไทยอื่นอยู่แล้ว แต่ผู้เขียนยอมรับว่าอาจจะมีหนังสือของไทยอาหม เกิดขึ้นทางอัสสัมในเวลาใกล้เคียงกับการก่อกำเนิดตัวหนังสือ ในสุโขทัยก็เป็นได้**



ประวัติไทยอาหมปรากฏอยู่ในหนังสือบูราณยี คำว่า ยี อาจจะตรงกับ สือ ในลายสือ หรือรากศัพท์เดียวกับ จื่อ ซึ่งใช้อยู่ในภาคเหนือและภาคอีสาน แปลว่า จดจำ เช่นได้จื่อจำไว้ บูราณยีบอกประวัติผู้ครองราชย์ มาตั้งแต่ยุคที่นิยมแต่งตำนานเป็นเทพนิยายลงมา ศักราชแรกที่กล่าวถึงคือ พ.ศ. 1733 ส่วนไทยเผ่าอื่นเริ่มมีประวัติศาสตร์เป็นหลักเป็นฐานไม่เก่าไปกว่าคนไทยอาหม หากเก่ากว่านั้นขึ้นไป จะเป็นเรื่องเทพนิยายแบบพงศาวดารเหนือ หรือตำนานเก่าๆ ของเรา ซึ่งเกี่ยวกับปาฏิหาริย์เป็นส่วนมาก ประวัติศาสตร์ไทยทุกเผ่ามาเริ่มจดเป็นหลักเป็นฐานในยุคพ่อขุนรามคำแหงมหาราชนี้ ผู้เขียนจึงเห็นว่า ตัวหนังสือไทยคงจะเกิดขึ้นต้นยุคสุโขทัยนี้เอง เมื่อมีตัวหนังสือใช้แล้วก็อาจจะจดเรื่องราวย้อนหลังขึ้นไปได้อีกสองสามชั่วคน



อีกประการหนึ่ง ไม่เคยมีผู้พบจารึกภาษาไทยก่อนยุคสุโขทัยขึ้นไปเลย จริงอยู่เป็นไปได้ว่า คนไทยอาจจะมีตัวอักษรอื่นใช้อยู่ก่อนแล้ว แต่เผอิญจารึกหายไปหมดหรืออาจจะเขียนไว้บนไม้ไผ่ หรือสิ่งอื่นที่ผุพังได้ง่ายก็เป็นได้ แต่ถ้ามีตัวอักษรอื่นอยู่ก่อนแล้ว ตัวอักษรแบบนั้นก็น่าจะปรากฏขึ้นที่ใดที่หนึ่ง เพราะดินแดนตั้งแต่อัสสัมถึงเวียดนามและจนตอนใต้ถึงมลายูมีคนไทยอาศัยอยู่ทั่วไป ทำไมจึงไม่ปรากฏตัวอักษรแบบดังกล่าวเลย ไม่ว่าจะจารึกไว้ในรูปลักษณะใดๆ ทั้งสิ้น

ตัวหนังสือของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแพร่หลายเข้าไปในล้านนา ดังปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 62 วัดพระยีนว่า พระมหาสุมนเถร นำศาสนาพุทธนิกายรามัญวงศ์ หรือนิกายลังกาวงศ์เก่าเข้าไปในล้านนาเมื่อ พ.ศ.1912 และได้เขียนจารึกด้วยตัวหนังสือสุโขทัยไว้เมื่อ พ.ศ. 1914 ต่อมาตัวหนังสือสุโขทัยนี้ได้เปลี่ยนรูปร่าง และอักขระวิธีไปบ้างกลายเป็นตัวหนังสือฝักขาม และล้านนายังใช้ตัวหนังสือชนิดนี้มาจนถึงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์

เชียงตุงและเมืองที่ใกล้เคียงในพม่ามีศิลาจารึกอักษรฝักขาม ซึ่งดัดแปลงไปจากลายสือของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชอยู่กว่า 10 หลัก เริ่มแต่ศิลาจารึกวัดป่าแดง พ.ศ. 1994 เป็นต้นมา นอกจากนี้ยังมีจารึกที่เจดีย์อานันทะในพุกามเขียนตัวหนังสือสุโขทัย ประมาณ พ.ศ. 1910-1940 อยู่หลักหนึ่ง



ในประเทศลาวมีจารึกเขียนไว้ที่ผนังถ้ำนางอันใกล้หลวงพระบางด้วยตัวอักษรสุโขทัย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับตัวหนังสือสมัยพระเจ้าลิไทย (พ.ศ. 1890-1911) ส่วนจารึกประเทศลาวหลักอื่นที่เป็นภาษาไทยไม่เก่าไปกว่า พ.ศ. 2030 เลย***



ไทขาว ไทดำ ไทแดง เจ้าไท ในตังเกี๋ย ผู้ไทในญวน และลาวปัจจุบันนี้ ยังใช้ตัวอักษรที่กลายไปจากลายสือของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช



ถ้าคนไทยมีตัวอักษรไทยเดิมอยู่แล้ว ก็คงจะไม่ยอมรับลายสือไทย เข้าไปใช้จนแพร่หลายกว้างขวางไปในหลายประเทศดังกล่าวมาแล้ว เพราะการเปลี่ยนแปลงให้ผิดไปจากของที่เคยชินแล้วทำได้ยากมาก เป็นต้นว่า เราเคยเขียนคำว่า "น้ำ" บัดนี้ออกเสียงเป็น "น้าม" แต่ก็มิได้เปลี่ยนวิธีเขียนให้ตรงกับเสียง



ผู้เขียนเห็นว่า ในชั้นแรกเมื่อคนไทยมิได้เป็นชนชั้นปกครอง ก็จำเป็นจะต้องเรียนตัวหนังสือที่ทางราชการบ้านเมืองใช้อยู่ เพื่ออ่านประกาศของทางราชการให้เข้าใจถ้าจะประดิษฐ์ตัวหนังสือขึ้นใช้เอง จะไปบังคับใครให้มาเรียนหนังสือดังกล่าว เมื่อใดคนไทยได้เป็นชนชั้นปกครองขึ้น ก็น่าจะดัดแปลงตัวหนังสือที่ใช้กันอยู่ในถิ่นนั้นมาเป็นตัวหนังสือของไทย เช่น "จ้วง" คนไทยในเมืองจีนคงดัดแปลงตัวหนังสือจีนมาใช้ คนไทยในล้านนาคงจะดัดแปลงตัวหนังสือมอญซึ่งนิยมใช้กันในถิ่นนี้มาก่อน ส่วนพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก็น่าจะดัดแปลงตัวหนังสือขอมซึ่งนิยมใช้กันอยู่แถวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแต่เดิม หากมีตัวอักษรไทยเดิมอยู่แล้ว พ่อขุนรามคำแหงมหาราชคงจะทรงใช้ตัวอักษรไทยเดิม หรือทรงดัดแปลงจากนั้นบ้างเล็กน้อยแทนที่จะดัดแปลงจากอักษรขอมเป็นส่วนใหญ่ แท้จริงนั้นมีเค้าเงื่อนอยู่ในพงศาวดารเหนือว่าพ่อขุนรามฯ ได้ทรงอาศัยนักปราชญ์ราชบัณฑิตย์ที่เชี่ยวชาญตัวหนังสือชาติต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงไทยยกเว้นแต่จีนเพราะจีนใช้หลักการเขียนหนังสือเป็นรูปภาพ ผิดกับหลักการเขียนเป็นรูปพยัญชนะและสระแบบของไทย รูปอักษรของพ่อขุนรามคำแหงคล้ายตัวหนังสือลังกา บังคลาเทศ ขอม และ เทวนาครี ฯลฯ เป็นต้นว่า ตัว จ ฉ หันหน้าไปคนละทางกับอักษรขอม แต่หันไปทางเดี่ยวกับตัวอังษรลังกาที่มีอยู่ก่อนแล้ว



สมัยพ่อขุนรามคำแหงยังไม่มีไม้หันอากาศ แต่ใช้พยัญชนะตัวเดียวกันหรือวรรคเดียวกันเขียนติด กัน เช่น อนน แทน อัน และ อฏฐ แทน อัฏฐ





พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ลายสือไทยขึ้นโดยมิได้ทรงทราบว่ามีตัวหนังสือไทยเดิมอยู่ก่อน ข้อพิสูจน์ข้อหนึ่งคือ ไทยอาหมและไทยคำที่ (ขำตี้) ออกเสียงคำ อัน คล้ายกับคำ อาน แต่เสียงสระสั้นกว่า และออกเสียงคำ อัก-อาก อัด-อาด อับ-อาบ เป็นคู่ๆ กันเหมือนกับตัวหนังสือของเรา โดยออกเสียงคำต้นสั้นกว่าคำหลังในคู่เดียวกัน แต่ออกเสียง อัว ว่า เอา เพราะถือหลักการที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า อัว คือ อาว ที่เสียงสระสั้นลงน่าจะออกเสียงเป็น เอา แต่พ่อขุนรามคำแหงทรงใช้ อวว (คือ อัว) เป็นสระ อัว แทนที่จะเป็น สระ เอา หากคนไทยเคยอ่าน อัว เป็น เอา ซึ่งถูกตามหลักภาษาศาสตร์มาแต่เดิมแล้วคงยากที่จะเปลี่ยนแก้ให้อ่านเป็น อัว ซึ่งขัดกับความเคยชิน ฉะนั้นจึงน่าเชื่อว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์ตัวหนังสือไทยขึ้น โดยมิได้ทรงทราบว่าตัวหนังสือไทยเดิมอยู่ก่อนแลัว



พ่อขุนมังรายมหาราช (เป็นพระนามที่ถูกต้องของพระยาเม็งราย) คงจะได้ดัดแปลงตัวอักษรมอญมาใช้เขียนหนังสือไทยในเวลาใกล้เคียงกัน ดังตัวอย่างตัวอักษรในจารึกลานทองสุโขทัย พ.ศ. 1919



จ้วง คนไทยในกวางสีประเทศจีนใช้ตัวหนังสือจีนเขียนภาษาจ้วง แสดงว่าเมื่อสุโขทัยและจ้วงแยกจากกัน ยังไม่มีตัวอักษรแบบ กข ใช้ เพราะถ้ามีตัวอักษรไทยเดิมอยู่ จ้วงคงไม่หันไปใช้ตัวหนังสือจีน ซึ่งใช้เรียนมากกว่าตัวหนังสือไทยเป็นสิบๆ ปี



ส่วนไทยอาหมคงสร้างตัวหนังสือขี้น ในระยะเวลาใกล้เคียงกับตัวหนังสือสุโขทัย ทั้งนี้เพราะคนไทยเพิ่งจะสร้างอาณาจักรเป็นปึกแผ่นกว้างขวางออกไปในระยะนั้น อย่างไรก็ดี นักอ่านศิลาจารึกหลายท่าน เชื่อว่า รูปตัวอักษรของไทยอาหมชี้ให้เห็นว่า อักษรไทยอาหมพึ่งเกิดใหม่หลังอักษรพ่อขุนรามคำแหงเป็นระยะเวลานานทีเดียว



**********************



* ตำนานอักษรไทย หน้า 1 หน้า 6 และหน้า 11

** หนังสือรวบรวมการบรรยายเรื่องตัวอักษรไทย หน้า 55

*** ต่อมาพบจารึก หลักที่ 318 จารึกห้วยทราบ ประเทศลาว พ.ศ. 2001 อักษรฝักขาม ซึ่งชาวล้านนาไปเลียนไว้หนึ่งหลัก

คัดลอก, อ้างอิง



ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร สมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ :

เอกสารสัมมนาเตรียมการจัดสัปดาห์ห้องสมุด ปีที่ 28, 2546.



ข้อมูลโดย : งานพัฒนาและจัดการสารสนเทศ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศห้องสมุด
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 26 ก.ค. 2547 (08:37)
เรื่องวรรณยุกต์ที่คุณ CH เอ่ยถึง อ.ราตรีได้อธิบายไว้ ว่า

ศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีรูปวรรณยุกต์ ๒ ตัว ตรงกับภาษาไทยปัจจุบันก็จริง แต่ "เสียง"ของวรรณยุกต์สมัยสุโขทัยไม่ตรงกับเสียงของปัจจุบัน เรียกว่าการออกเสียงสูงต่ำผิดกัน



เสียงสามัญสมัยสุโขทัย ปัจจุบันออกเสียงเป็นวรรณยุกต์เอกก็มี เสียงวรรณยุกต์โทก็มีได้อีกเหมือนกัน

เช่นคำว่า ฏ (ต่อ) ปัจจุบันออกเสียงเอกว่า ต่อ

ที ปัจจุบันออกเสียงว่า ที่

ลนน(ลัน) เราออกเสียงว่า ลั่น แปลว่าดัง อย่างในประโยคว่า ฟ้าลั่นครืน หรือไม้กระดานลั่นเอี๊ยดๆ

พระเจ้าฟ้าลั่น ก็คือฟ้าร้อง นั่นเอง



เสียงเอกสมัยสุโขทัย มาถึงปัจจุบันเราออกเสียงเป็นเสียงโท คือ ก่ (ก่อ) เราออกเสียงว่า ก็ (ก้อ)



เสียงในสมัยสุโขทัยยังพบร่องรอยการออกเสียงแบบเดิมหรือใกล้เคียงของเดิมอยู่ในภาษาถิ่นต่างๆ ทางเหนือ และอีสาน ไม่ใช่เสียงซึ่งแยกเป็นเอกเทศจากการประดิษฐ์ขึ้นมาโดยใครคนใดคนหนึ่ง



อีกอย่างหนึ่งคือการเขียนรูปวรรณยุกต์ สุโขทัยเขียนคนละอย่างกับกรุงเทพ ไม้จัตวาของสุโขทัย ตรงกับไม้โทในปัจจุบันก็มี อย่างในคำว่า สิ๋น สมัยนี้คือ สิ้น





ดิฉันไม่ค่อยจะติดใจสงสัยตัววรรณยุกต์ว่าทำไมมันถึงเหมือนของกรุงเทพ เพราะถือว่ามันต่อเนื่องวิวัฒนาการมาได้ ไม่จำเป็นว่าเป็นการชี้ว่านี่ไง มีใครสักคนดัดแปลงจากสมัยกรุงเทพ เพราะกรุงเทพมีวรรณยุกต์ตรงกัน

เลขไทยเองก็มีเลข ๐ ซึ่งเป็นวงกลม แบบเดียวกับ เลข 0 ของฝรั่ง เลข ๓ ของไทยถ้าจับตะแคงให้นั่ง ก็คล้ายเลข 3 แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่ามีคนไทยคนใดคนหนึ่งประดิษฐ์เลขเหล่านี้ขึ้นมาจากการเห็นเลขฝรั่งเลยเอาอย่าง มันอาจจะสืบเนื่องมาจากไหนก็ได้ด้วยเหตุผลอื่นๆอีกร้อยแปด



แล้วเรื่องไม่ตรงกัน ที่เสียงล่ะคะ จะอธิบายว่ายังไง

นักภาษาศาสตร์อธิบายว่าการกลายเสียง เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในวิวัฒนาการของภาษา ในถิ่นที่มีการติดต่อกับวัฒนธรรมอื่นๆหลายอย่างและเป็นสังคมเปิด อย่างในเมืองหลวงของอาณาจักร การกลายทั้งเสียงและความหมายในคำต่างๆเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในสังคมเล็กและปิด อย่างในสังคมท้องถิ่น
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 26 ก.ค. 2547 (09:04)
ต่อไปจะพูดเรื่องทางด้านคำบ้างนะคะ



คำในศิลาจารึกมีลักษณะเฉพาะที่ไม่พบในกรุงเทพ หลายอย่าง อย่างหนึ่งคือเอาลักษณะนาม( เช่นตัว ตน อัน )ไว้ข้างหน้าคำนาม ส่วนกรุงเทพเอาไว้ข้างหลังคำนาม เห็นชัดเมื่อเมื่อนับจำนวน



เราพูดว่า หมา ๑ ตัว หรือ รถคันหน้า



แต่สุโขทัย ใช้ ตัวปลา ไม่ใช่ ปลาตัวนั้น



การใช้ลักษณะนามประกอบสรรพนามก็เช่นกัน เช่น ตนกู เป็นการย้ำถึงสรรพนามบุรุษที่ ๑ บวกลักษณะนาม (ซึ่งเอาไว้ข้างหน้า)



การใช้ลักษณะนามนำหน้ายังมีให้เห็นอยู่ในภาษาถิ่น เช่นไทยนุง ไทยขาว ไทยย้อย



การที่ภาษาไทยถิ่นต่างๆมีคำลักษณะนามนำอยู่ข้างหน้าคำนาม เช่นเดียวกับภาษาสุโขทัย ทำให้สันนิษฐานได้ว่าแต่เดิม ในภาษาไทย คำลักษณะนามมีทั้ง"ข้างหน้า" หรือ "ข้างหลัง" คำนาม ทั้งสองแบบ



ในอยุธยา สมัยพระนารายณ์ ลักษณะนามที่นำหน้าคำนามก็ยังมีให้เห็นในสมุทรโฆษคำฉันท์ ที่ว่า

" ตนกูจะตายก็ตายแต่ผู้เดียวใครจะแลดู โอ้แก้วกับตนกู ฤๅเห็น"



แต่ต่อมาลักษณะนามที่อยู่ข้างหน้าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคำนามไป อย่าง กิ่งไม้ หัวหอม เมื่อก่อนนี้กิ่งเป็นลักษณะนามของไม้ หัวเป็นลักษณะนามของ หอม

คงจะเห็นร่องรอยได้จาก เราพูดว่า เก็บกิ่งไม้ 2 กิ่ง หรือหยิบหัวหอมมา 1 หัว ซิ กิ่ง กับ หัว นี่ละค่ะเดิมเป็นลักษณะนามที่เอาไว้ข้างหน้า

เมื่อมันกลายไปแบบนี้ นานๆเข้า ก็เหลือลักษณะนามให้เห็นชัดแบบเดียวคือชนิดเอาไว้ข้างหลัง



ในสมัยอยุธยาตอนปลายและรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่ใช้ลักษณะนามข้างหน้าอีกแล้ว เหลือเฉพาะข้างหลังคำนาม

นอกจากนี้สุโขทัยยังมีลักษณะนามแบบโบราณ ใช้เฉพาะสมัยสุโขทัย เช่นคำว่า ขอก (ข้าง) คลวง (ชั้น) ในอยุธยาและรัตนโกสินทร์ไม่มีแล้ว



คำที่ความหมายเปลี่ยนไปจากปัจจุบันอย่างตรงกันข้าม

คำว่า "แพ้"

ขอให้เปรียบเทียบคำว่า "แพ้" ใน ๒ เรื่อง

๑) จากรามเกียรติ์ในรัชกาลที่ ๑ พระอิศวรประทานคทาเพชรให้ยักษ์อสุนพรหม

จึ่งประทานคทาเพชรเรืองฤทธิ์........แล้วประสิทธิ์พรให้แก่ยักษา

จงเป็นใหญ่ทั้งไตรโลกา...................อย่าแพ้ฤทธาผู้ใด

แปลว่า ให้พรว่าจงเป็นใหญ่ ไม่แพ้ใคร คือไม่มีใครเอาชนะยักษ์ได้

๒)ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ มีประโยคว่า

"ตนกูพู่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนพ่ายหนี"

แปลว่า กูชนช้างชนะช้างชื่อมาสเมืองของขุนสามชน ขุนสามชนเป็นฝ่ายแพ้ ต้องขับช้างหนี



สุโขทัยใช้คำว่า "แพ้ " ในความหมายว่า "ชนะ " ส่วนคำที่หมายความว่า"แพ้" สุโขทัยใช้ " พ่าย"



คำว่าพ่าย ในความหมายว่าแพ้ คำนี้ใช้สืบเนื่องมาถึงอยุธยาตอนต้น ดังจากวรรณคดีเรื่องลิลิตยวนพ่าย ถ้าเขียนว่า ลิลิตยวนแพ้ ก็แปลว่ายวนเป็นฝ่ายชนะ



แต่พอล่วงมาถึงรัตนโกสินทร์ คำว่า "แพ้ " เปลี่ยนจากความหมายจากเดิมไปตรงกันข้ามหมดแล้ว "แพ้" ไม่ได้แปลว่า"ชนะ" อีกต่อไป แต่หมายถึง"พ่ายแพ้" ใช้กันทั่วไปอย่างในรามเกียรติ์ที่ยกมา



เมื่อสอบเทียบกับภาษาถิ่นดั้งเดิม คำว่า แพ้ ในความหมายว่า ชนะ เป็นคำที่มีมาดั้งเดิม ก่อน แพ้ ในความหมายว่า พ่ายแพ้

พบในภาษาทางเหนือเช่นเชียงใหม่ ไทยลื้อ ไทยดำและไทยขาว



อีกคำคือ แกล้ง

พจนานุกรมให้ความหมายคำว่าแกล้ง ว่า "แสร้ง จงใจทำผิดความคาดหมาย ไม่ทำจริง ทำให้ขัดความประสงค์"

นายสมศักดิ์แกล้งทำเป็นกลัวภรรยา หมายความว่าไม่ได้กลัวจริง



แต่ในภาษาดั้งเดิม แกล้ง แปลว่าบรรจงทำ ตั้งใจทำ แกล้งแต่ง หมายถึงจงใจตกแต่งประดับประดา(อย่างพิถีพิถัน)

เมื่อมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ คำนี้เปลี่ยนแปลงไปสู่ความหมายตรงกันข้ามแล้ว อย่างที่เรารู้จักกัน
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 26 ก.ค. 2547 (11:48)
อ.เทาฯขยันจริง อุตสาห์หาข้อมูลมาให้อ่านอย่างจุใจเชียว



วิธีมองประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบันหลายๆอย่าง ทำให้ผมสงสัยในความเป็นกลางของผู้ศึกษาหลายๆท่าน เพราะดูจะจงใจหาคำอธิบายให้กระจอกไปได้ทุกอย่าง ดูราวกับว่าเป็นอนันตริยกรรม หากผู้ใดจะออกมาบอกว่าไทยโบราณก็ยิ่งใหญ่ไม่เบานะจ๊ะ



อย่างเรื่องอักษรขอมก็บอกว่าเป็นของเขมรโบราณ และไทยเคยเป็นทาสขอมมานานจึงรับวัฒนธรรมของขอมมา และดัดแปลงอักษรขอมมาใช้เป็นอักษรไทย



พอจะบอกว่าถ้าอย่างนั้น สุโขทัยเคยยิ่งใหญ่มีอาณาเขตจรดภาคเหนือของเวียดนาม รามัญประเทศ และตลอดแหลมมาลายู ลายสือไทยุคสุโขทัยจึงเป็นต้นกำเนิดแห่งอักษรไทยหลายๆแขนง ก็มีนักวิชาการยุคปัจจุบันออกมาคัดค้านอีกว่าสุโขทัยเป็นเพียงรัฐเล็กๆ



หรือกลายเป็นค่านิยมไปแล้วว่า ยิ่งเหยียบย่ำความเจริญ ความเรืองอำนาจ และความดีของบรรพบุรุษไทยลงได้เท่าใด ก็จะทำให้นักวิชาการผู้นั้นได้รับชื่อเสียง ได้รับการยกย่องเชิดชูว่ามีใจเป็นกลาง เป็นปรมาจารย์ที่สมควรกราบไหว้บูชา



คนเราย่อมมีพ่อมีแม่ มิใช่จะเกิดจากกระบอกไม้ใผ่ เมื่อมีกษัตริย์อย่างพ่อขุนผาเมืองที่ผีฟ้าแห่งยโสธรปุระต้องเอาใจขนาดยกพระธิดาให้อภิเษก และทูลเกล้าถวายพระขรรค์ชัยศรี



หรือกษัตริย์อย่างสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ส่งกองทัพไปกำหราบกัมโพชเพราะ"ขอมแปรพักตร์" ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่น ทรงอำนาจอันน่าเกรงขามมาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงฯ



หรือหลักฐานจากบันทึกของราชสำนักจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 แสดงการตั้งอยู่ของราชอาณาจักรไทยมาไม่น้อยกว่า 1300 ปีมาแล้ว



หรือความมั่นคงทางวัฒนธรรมและภาษาที่ยังคงปรากฎในกลุ่มชนที่กระจายตัวอยู่เกินร้อยล้านชีวิตอย่างกว้างขวางถึง 6 ประเทศ



เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนบ่งชี้ถึงความมีอะไรในก่อไผ่มากกว่าทฤษฎี "ไทยกระจอก"ต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับและเผยแพร่อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน



แน่นอนที่ยังไม่พบหลักฐานอันประเภทชัดแจ๋วเป็นที่ยอมรับ (แล้วกลับมาไม่ยอมรับ)อย่างศิลาจารึก ย้อนกลับไปได้ไกลนัก ด้วยประการหนึ่งเพราะภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้นที่สามารถทำให้วัตถุต่างๆเสื่อมสภาพได้เร็ว อีกประการหนึ่งคือสภาพสังคมในยุคสงครามเวียดนามที่แม้แต่ทับหลังหนักเป็นตันยังถูกงุบงิบนำออกนอกประเทศได้ แล้วที่เล็กกว่านั้นจะเหลือหรือ หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆที่ถูกนำออกไปอย่างไม่หวนคืนคงมีจำนวนนับไม่ถ้วน



ผมคงได้แต่บ่น และหวังให้มีนักวิชาการรุ่นใหม่ๆที่กล้าหาญ ไม่ถูกกระแสในแวดวงวิชาการปัจจุบันชี้นำ ช่วยกันปะติดปะต่อ ค้นคว้าด้วยใจเป็นกลางอย่างแท้จริง เปิดเผยซึ่งปริศนารากเหง้าของบรรพบุรุษไทยที่ให้เป็นที่ยอมรับอย่างยากที่จะปฏิเสธได้ในอนาคตอันใกล้นี้
ถาวภักดิ์
ร่วมแบ่งปัน240 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 26 ก.ค. 2547 (12:18)
จะว่าไปแล้วการเปรียบเทียบจารึกหลักที่ 1 กับภาษาไทยปัจจุบัน ไม่ได้ผิดปกติแต่อย่างใดเลยครับ เพราะความเหมือนไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ อย่างน้อยก็ไม่ใช่



เรื่องที่ใครจะหยิบยกขึ้นมาว่าของทำในสมัยหลัง เพียงเหตุผลที่ว่ามีส่วนเเหมือน"ของใหม่"



ปัญหาคือว่าเมื่อยกเอาจารึกหลักอื่นๆในสมัยใกล้เคียงกันมาเทียบ จารึกหลักที่ 1 มีลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากหลักอื่นจริงๆ



อย่างเรื่องวรรณยุกต์ ผมว่าจะไม่น่าแปลกใจเลยถ้าวรรณยุกต์ที่จารึกพ่อขุนรามใช้จะมาเหมือนวรรณยุกต์ที่ใช้ในปัจจุบัน แต่ที่แปลกใจคือว่าจารึกหลักอื่นๆ



ในยุคเดียวกัน มีการใช้วรรณยุกต์ เอก และโท(+) ที่สับสนมาก เทียบแล้วจารึกหลักที่ 1 นั้น "สะอาด" มากทีเดียว ลักษณะการใช้วรรณยุกต์อย่างสับสนนี้



เป็นมาโดยตลอด และมาคลี่คลายเป็นระบบชัดเจนอย่างที่พบในหลักที่ 1 ในยุครัตนโกสินทร์นี่เอง



ความคิดเห็นในประเด็นนี้ของนักวิชาการผมพอสรุปได้คร่าวๆอย่างนี้

1.ฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นฉบับพ่อขุนรามฯ original มีความเห็นว่าพ่อขุนรามทรงสร้างระบบที่ดีไว้ แต่เสื่อมลงในสมัยต่อมา (และเจริญขึ้นมาอีกครั้งในรัตน



โกสินทร์ - อันนี้ผมเติมเอง)

2.ฝ่ายที่เชื่อว่าร.4 ทรงประดิษฐ์ ก็ว่า "นี่ไง ของใหม่แท้ๆ"

3.ผมเคยได้ยินอ.ศรีศักรซึ่งเป็นฝ่ายที่เชื่อว่าทำในรัชกาลพระมหาธรรมราชาลิไทท่านบอกว่า "ผมไม่มีความรู้ด้านภาษา ดังนั้นผมจะดูที่เนื้อหา"

ก็ถือว่าแตกต่างกันไปตามความความคิดเห็นของแต่ละท่านครับ



ส่วนของเนื้อหานั้น หากเปรียบเทียบหลักที่ 1 กับหลักอื่นๆ ก็จะพบลักษณะที่แตกต่างอีกเช่นกัน ในขณะที่จารึกหลักอื่นๆพูดถึงแต่การบุญการสบถเป็นหลัก



จารึกหลักที่ 1 เล่าประวัติครอบครัว เล่าภูมิทัศน์ในเมือง(โดยไม่มีการบอกชื่อสถานที่) เล่าเรื่องนโยบายของพ่อขุนผู้ปกครอง เล่าเรื่องการประดิษฐ์อักษรไทย(ทั้งนี้ ความเรื่องพระร่วงสร้างอักษรไทยในจินดามณีที่อ.ประเสริฐกล่าวถึงนั้น ในบรรดาจินดามณีร้อยกว่าฉบับที่พบนั้น พบฉบับที่มีความตอนนี้อยู่เพียง 4 ฉบับซึ่งรวมถึงฉบับที่อ.ขจรพบที่ลอนดอนด้วย จึงเรียกกันว่าจินดามณีฉบับ"ความแปลก"ครับ) เห็นได้ว่าจารึกหลักที่ 1 นั้นไม่เหมือนใครในแง่คติการสร้างจารึก ดังนั้นหากหลักที่ 1 สร้างในสมัยสุโขทัย ก็แปลว่าผู้สร้างที่มีความคิดอ่าน"แตกต่าง"จากบุคคลทั่วไปในยุคเดียวกัน ซึ่งผมว่าก็ยังไม่น่าจะด่วนสรุปว่าเป็นไปไม่ได้เช่นกันครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 26 ก.ค. 2547 (12:23)
ลองคิดดูแล้ว การเกิดของการเขียนภาษาไทยในชั้นแรกนั้น เป็นไปได้ 2 อย่าง

1.มีวีรบุรุษทางวัฒนธรรม(เช่นพ่อขุนรามคำแหง)เป็นผู้สร้างขึ้น

2.มีผู้ดัดแปลงขึ้นใช้ตามความจำเป็นหลายคน และค่อยๆวิวัฒน์ขึ้นตามลำดับ หยิบยืมเอาข้อดี หรือที่คนนิยมมาใช้กันจนรวมเป็นกระแสเดียวได้ในที่สุด



ผมไม่ค่อยเชื่อแนวความคิดแรก ด้วยเหตุที่ว่า จารึกสมัยหลังๆไม่ได้ยึดแนวทางของหลักที่ 1 ทั้งหมด ทั้งๆที่จารึกสมัยพญาลิไททิ้งช่วงไม่กี่สิบปี



ลองคิดดูในแง่การใช้งานจริงแล้ว ในตอนที่คนไทยยังไม่มีวัฒนธรรมการเขียนนั้น เมื่อได้พบกับกลุ่มชนที่มีวัฒนธรรมการเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับเอาศาสนามาแล้ว การเขียนในระยะเริ่มต้นจะเป็นการเขียนอันเนื่องในการศาสนาซึ่งอาศัยภาษาเดิม อักขระเดิมของขอมมาใช้ในขั้นต้น น่าจะมีใครสักคนที่จะพยายามเอาอักขระนั้นมาเขียนความภาษาไทยบ้าง



ผมข้องใจอยู่ว่า "มีใครเคยพบจารึกภาษาไทยอักษรขอมที่มีอายุเก่าแก่กว่าจารึกหลักที่ 1 หรือไม่?" จารึกที่แสดงว่าคนไทยมีการนำเอาอักษรขอมมาใช้เขียนไทยในชั้นต้น ผมยังหาไม่เจอ แต่ที่แน่ๆมีการใช้อักษรขอมและมอญมาเขียนไทยในสมัยหลังๆอย่างแน่นอน



ผมเคยอ่านบทความของไมเคิล ไรท์เรื่องหนึ่งที่พูดถึงความแปลกของวิวัฒนาการของอักษรไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าอักษรในจารึกหลักที่ 1 ไม่อยู่ในแถวของวิวัฒนาการนี้ โดยยกตัวอักษร ก เป็นตัวอย่าง



ในเว็บไซต์ของศูนย์มานุษยฯมีฐานข้อมูลของจารึกอยู่ ลองเข้าไปดูได้ที่ www.sac.or.th ลิงก์จะอยู่ด้านล่างสุดเลยครับ ในนั้นมีตารางเทียบอักษรที่พบในจารึกในยุคต่างๆอยู่



ในส่วนของจารึกสมัยสุโขทัย แสดงตัวอักษร ก อยู่ 3 แบบ แบบแรกเป็นเหมือนจารึกหลัก 1 อีกสองแบบคล้ายกัน มัลักษณะเดียวกับที่ไมเคิล ไรท์ยกตัวอย่างไว้ในบทความ ปัญหาคือว่า แบบตัวอักษร ก แบบแรกนั้น เคยพบในจารึกหลักอื่นๆในสมัยสุโขทัยหรือไม่? หากไม่เคย แสดงว่าอักษร ก แบบนี้เป็นเอกลักษณ์ของจารึกหลักที่ 1 (ลองเปรียบเทียบอักษร ก ของขอมและมอญในยุคเดียวกันดูสิครับ)



ตอนนี้ผมสงสัยอย่างยิ่งว่า จารึกหลักที่ 1 เป็นแค่หนึ่งในซอยตันของการพัฒนาอักขรวิธีของไทยในยุคแรก



และถ้าหากไม่เคยมีใครพบจารึกภาษาไทยอักษรขอมที่มีอายุเก่าแก่กว่าจารึกหลักที่ 1 เลย เราจะทำความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างไรดี?
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 26 ก.ค. 2547 (13:36)
ไชโย ผมไม่โดดเดี่ยวแล้ว อย่างน้อยก็มีมุมมองเรื่องซอยตันเหมือนคุณอาชาผยอง อย่างนี้ผมต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่อไอ้ลาบ้า ท่าจะเข้าที แล้วช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ฉบับแพะชนแกะให้สมบูรณ์



บางทีการมองทีละส่วน หรือตั้งทฤษฎีทีละส่วน อาจไม่ใช่วิธีที่ถูก เราน่าตั้งทฤษฎีประกอบด้วยชิ้นส่วนทุกชิ้นที่มีขึ้นมาทั้งภาพ ให้เกิดความลงตัวไปพร้อมๆกัน



ซึ่งก็ต้องมี model ของยุคก่อนหน้าที่จะมีหลักฐานชัดเจน(ก่อนยุคสุโขทัย) อันใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยอะไรเลย เรายังมีบันทึกของจีน บันทึกของนักเดินเรือชาวอาหรับ บันทึกของสิงหล บันทึกของโจฬะ ตลอดจนโบราณวัตถุและโบราณสถานมากมาย ตลอดจนตำนานและนิยายท้องถิ่นมากมาย ที่แต่เดิมมามีการตั้งทฤษฎีไว้อย่างที่รู้เห็น ร่ำเรียนกันมา ปรากฎในตำราต่างๆ ทั้งๆที่มีความไม่ลงตัว ก่อให้เกิดคำถามมากมายมานานจนบางทีเราก็เกิดความเคยชิน และดูเหมือนจะยอมรับโดยไม่พยายามดิ้นรนหาคำตอบต่อไป หากกลับมามุ่งเน้นสร้างทฤษฎี"ไทยกระจอก"ต่างๆให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น



ผมเชื่อว่าเราจะได้คำตอบอีกมาก หากเรากลับมาพิจารณาและให้ความสำคัญคัมภีร์ทางศาสนา ตำนาน นิทานพื้นบ้าน เช่น สิงหนวัติ ปู่จ้าวลาวจก พระเจ้าพรหม เรื่องเมืองปา พระร่วงลูกนางนาค ศึกสามเมือง(ละโว้-นครศรีฯ-หริภุญชัย) เป็นต้น ประกอบบันทึกและหลักฐานทางโบราณคดี เช่นยุคทวารวดี ศรีวิชัย ไปจนถึงสุวรรณภูมิ ของทั้งในและนอกประเทศ



และขอย้ำว่า ต้องมองด้วยมุมมองที่เป็นกลางกว่านักวิชาการรุ่นที่ผ่านมา อย่าท่องตามอาจารย์ว่าพระเจ้าพรหมไม่มีจริง หรือใช้คาถาที่ถูกเป่ากระหม่อมมาว่าคัมภีร์ทางศาสนาเชื่อไม่ได้ โดยเหล่าศาสตราจารย์ผู้แม้ศีลห้าก็รักษาได้ไม่ครบ



เพื่อบางทีในอนาคตอันใกล้นี้เราคงจะได้รู้ชัดถึงรากเหง้าย้อนกลับไปได้ไม่น้อยกว่าต้นพุทธกาลก็ได้
ถาวภักดิ์
ร่วมแบ่งปัน240 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 26 ก.ค. 2547 (17:15)
คุณ CH ลองไปหาอ่านเกี่ยวกับจารึกวัดศรีชุม และอักษรอาหม ดีไหมคะ
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 26 ก.ค. 2547 (18:47)
จารึกวัดศรีชุม หากคุณเทาชมพูหมายถึงจารึกหลักที่ 2 ที่พบในอุโมงค์วัดศรีชุม ผมเคยได้อ่านมาหลายครั้งแล้วเหมือนกันครับ จนใจที่ในประชุมหลักศิลาจารึกภาคที่ ๑ นั้น ตีพิมพ์ตัวจารึกไว้เล็กมาก ไม่สามารถอ่านอักษรบนจารึกได้โดยตรง ได้อ่านแต่เพียงที่ปริวรรตเป็นอักษรไทยปัจจุบันแล้ว จึงไม่สามารถศึกษารูปอักษรได้ แต่จากที่ได้อ่าน จารึกหลักนี้ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการใช้วรรณยุกต์อย่างไม่เคร่งครัด ซึ่งต่างจากหลักที่ 1 มากครับ ทั้งๆที่มีอายุห่างกันไม่กี่สิบปีเท่านั้น ยิ่งเรื่องภาษาที่ใช้ยิ่งแล้วไปใหญ่เลยครับ บางตอนอ่านแทบไม่รู้เรื่องเลยครับ ในขณะที่หลัก ๑ ค่อนข้างจะอ่านง่ายกว่ามากทีเดียว



ส่วนอักษรไทยอาหมผมยังไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหน้าตาเลยครับ



คุณเทาชมพูพอจะชี้แนะเพิ่มเติมได้บ้างไหมครับ



จริงๆแล้ว ถ้าจะให้ดีสงสัยต้องไปดูจารึกตัวจริงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสักทีครับ พูดถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินี้ขอบ่นหน่อยครับ รู้สึกอเน็จอนาถมากครับ ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงปล่อยปละละเลยได้ถึงเพียงนี้ ผมไปทีไรรู้สึกแย่ทุกที ปกติแล้วนักท่องเที่ยวแบบที่สนใจศึกษาประเทศ เขามักไม่ค่อยพลาดพิพิธภัณฑ์หรอกครับ แต่เข้ามาดูของเรา ผมนึกไม่ออกว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร รายพระนามพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ของอยุธยา ถูกเขียนด้วยสีน้ำมันบนผนังไม้อัดที่ใช้กั้นห้องให้เป็นสัดส่วน... ไม่รู้จะพูดยังไงดี ผมไม่คิดว่าเราจะต้องมาเน้นความหรูหรา แต่ว่าที่เป็นอยู่มันเกินไปจริงๆ รัฐบาลน่าจะจัดงบลงไปให้อีกสัก"เล็กน้อย"ก็ยังดีนะครับ อันนี้พูดจากที่เห็นล่าสุดเมื่อสัก 2-3 ปีมาแล้ว หากได้ปรับปรุงแล้วก็ขอโทษด้วยแล้วกันนะครับ



สำหรับเรื่องตำนานนั้น ผมว่ามีผู้ศึกษาอยู่ไม่น้อยนะครับ อย่างคำว่าพระธมที่ปรากฎในจารึกหลักที่ 2 ไมเคิล ไรท์เสนอว่าเป็นพระปฐมเจดีย์ ซึ่งสมมติฐานนี้ค่อนข้างได้รับการยอมรับในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งผมว่าก็เพราะมีตำนานมหาเถรไหล่ลายที่สอดคล้องกับเรื่องราวในจารึกหลักที่ 2 มาช่วยสนับสนุนสมมติฐานนะครับ ปัญหาของการใช้ตำนานมาเป็นหลักฐานอยู่ที่ว่า ตัวตำนานเองไม่ใช่หลักฐานที่เคร่งครัดนัก การนำมาใช้จึงต้องระมัดระวังมากครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 26 ก.ค. 2547 (22:46)
เจอแล้วครับ บทความของอ.ชัชวาล บุญปัน



จาก ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 25 ฉบับที่ 04



ชัชวาล ปุญปัน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



ข้อสงสัย การตรวจพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์



"เมื่อนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาวิจัยด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ มาพิจารณาร่วมกับข้อมูลที่ได้จากการศึกษาประวัติการค้นพบ และการเก็บรักษาศิลาจารึกหลักที่ ๑ ดูจะเป็นไปไม่ได้ที่ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือในสมัยรัชกาลที่ ๔..."



ข้างต้นนี้คือ บทสรุปของงานวิจัยเรื่อง "การตรวจพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์" ที่นักวิทยาศาสตร์จากกองพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากกองวิเคราะห์ กรมทรัพยากรธรณี ได้ช่วยกันศึกษาค้นคว้าเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยที่มีมานานหลายทศวรรษแล้วว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำขึ้นในสมัยใดกันแน่



บทความทางวิชาการดังกล่าวตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปากร ปีที่ ๓๔ เล่มที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๓๔ หน้า ๘๗-๑๐๓ หลังจากเริ่มต้นวิจัยมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๒ ผลการตรวจพิสูจน์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง



ผมจำได้ว่า หลังจากนั้นไม่นาน มีการเชิญวิทยากรมานำเสนอผลงานวิจัยนี้ ที่สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนฟังเต็มห้องประชุมทีเดียว ผมมีโอกาสไปฟังการบรรยาย และเห็นคล้อยตามว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น มีนักวิชาการบางท่านลุกขึ้นกล่าวขอบคุณผู้วิจัยว่า ได้ช่วยคลี่คลายปมปัญหาที่คาใจแก่วงวิชาการด้านนี้มาเป็นเวลานานให้ลุล่วงไปได้



ต่อมาภายหลังเมื่อมีการถกเถียงเรื่องนี้คราใด ก็มักจะมีข้อโต้แย้งจากผู้ที่เห็นว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้สร้างศิลาจารึกหลักที่ ๑ ยกผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาอ้าง ว่าได้พิสูจน์ไว้แล้ว ดูเหมือนว่า คำตอบทางวิทยาศาสตร์จะจบแล้ว แน่นอนแล้ว ชัดเจน ไม่มีอะไรจะต้องมาเถียงกันอีก บางท่านก็ถึงกับบอกว่า การตั้งข้อสงสัยว่าใครเป็นผู้สร้างศิลาจารึกหลักนี้ ระวังจะกลายเป็นผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ของทั้งพ่อขุนรามคำแหง และรัชกาลที่ ๔ เอาเลยทีเดียว



เรื่องนี้ กลับมาเป็นประเด็นสาธารณะอีกครั้งหนึ่ง เมื่อองค์การยูเนสโกประกาศยกย่องให้ศิลาจารึกหลักที่ ๑ เป็น "มรดกแห่งความทรงจำโลก" มีข้อโต้แย้งถกเถียงปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์อีกครั้งในเดือนกันยายน ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา



แน่นอนว่า เหตุผลจากการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ก็ถูกนำมาอ้างอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครร่วมถกในประเด็นนี้ด้วย



ผมเพิ่งมาสนใจเอาเมื่อเกิดกรณีมรดกแห่งความทรงจำโลกนี้เอง ว่าประเด็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์นั้นเป็นอย่างไร? พยายามตามหางานพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ก็ได้จากบทความตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปากรดังกล่าวเพียงบทความเดียว ดังนั้นข้อสงสัยทั้งหมดของผม จะอิงจากผลการพิสูจน์ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ๒๕๓๔ ฉบับนี้ เป็นหลัก



หลังจากที่ได้ศึกษางานวิจัย การตรวจพิสูจน์ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ เท่าที่ผมพอจะจับประเด็นต่างๆ ได้แล้ว ผมพบว่าจริงๆ แล้วการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ยังมิได้จบดังที่เข้าใจกัน คือเข้าใจว่า พิสูจน์ได้แล้วว่าพ่อขุนรามคำแหงเป็นผู้สร้าง แต่ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น ขอให้ดูบทสรุปประโยคต่อจากที่ยกมาข้างบน



"แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า จะเป็นการยืนยันว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำขึ้นในสมัยพ่อขุนรามคำแหง อาจจะเป็นช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่งในสมัยสุโขทัยก็ได้"



หมายความว่า ผลการพิสูจน์ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ไม่ยืนยันว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ด้วยเหตุนี้เอง ใครที่เอาผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไปอ้างว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำโดยพ่อขุนรามคำแหง จึงไม่ตรงกับข้อสรุปของการพิสูจน์ดังกล่าว



จากนั้นผู้วิจัยระบุต่อไปจนจบข้อสรุปว่า



"การศึกษาวิจัยด้วยวิธีนี้ มิได้เป็นการกำหนดอายุของศิลาจารึก แต่เป็นการเปรียบเทียบริ้วรอย และองค์ประกอบที่ผิวที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากกระบวนการสึกกร่อน ผุพัง สลายตัวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ เทียบกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ของสุโขทัย และศิลาจารึกของรัตนโกสินทร์ (ถ้ามี) เป็นที่น่าเสียดายที่ยังค้นไม่พบศิลาจารึกหรือวัตถุโบราณสมัยรัตนโกสินทร์ที่ทำด้วยหินทรายแป้งชนิดเดียวกันนี้ จึงยังไม่สามารถเปรียบเทียบให้เห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจน" (หน้า ๑๐๑)



ในการตรวจสอบนั้น ผู้วิจัยใช้ศิลาจารึกและโบราณวัตถุที่ทำจากหินทรายแป้ง (Calcareous siltstone) เช่นเดียวกับหลักที่ ๑ มาเป็นตัวเปรียบเทียบ คือ ศิลาจารึกหลักที่ ๔๕, ศิลาจารึกหลักที่ ๓, ศิลาจารึกภาษามคธ และภาษาไทย กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร ตัวอักษรสมัย พ.ศ. ๑๙๐๐ และพระแท่นมนังคศิลาบาตร



ผมเห็นว่า การยังไม่พบศิลาจารึกที่ทำในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จากหินชนิดเดียวกันกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ มาตรวจสอบเปรียบเทียบแบบเดียวกันนั้น เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะตราบใดที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ว่ามันแตกต่างอย่างไร ข้อพิสูจน์ว่าเหมือน ก็ยังเลื่อนลอยไม่หนักแน่น กล่าวคือ ผลการวิจัยที่ว่า ริ้วรอยที่เกิดจากการสึกกร่อน ผุพัง สลายตัวของผิวหิน ระหว่างศิลาจารึกหลักที่ ๑ คล้ายคลึงกับศิลาจารึกหลักที่รู้แน่ๆ ว่าทำในสมัยสุโขทัย แล้วจึงมาสรุปว่า น่าจะทำในสมัยสุโขทัย ไม่ใช่รัตนโกสินทร์ตอนต้น แต่กลับไม่มีริ้วรอยการสึกกร่อนจากจารึกที่ทำในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาเทียบนั้น เท่ากับว่าการศึกษาวิจัยยังทำไม่เสร็จ จึงไม่ควรสรุปว่า "...ดูจะเป็นไปไม่ได้ที่ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น..." หากจะสรุปโดยเคร่งครัดในหลักฐานควรจะบอกว่า "ยังตอบไม่ได้ว่าสร้างในสมัยใด จนกว่าจะมีหลักฐานอื่นๆ นอกจากสมัยสุโขทัย มาตรวจสอบเสียก่อน" เป็นต้น เพราะถ้ามีศิลาจารึกหินทรายแป้ง ที่ทำในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นมาเทียบแล้วเกิดพบว่าคล้ายกับศิลาจารึกหลักที่ ๑ ขึ้นมาอีก ย่อมเกิดคำถามแน่นอน



ด้วยเหตุนี้ที่ผู้วิจัยเองก็ "เสียดาย" ที่ยังค้นไม่พบศิลาจารึกสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ที่จะเอามาเทียบให้เห็นความแตกต่างได้ เพราะการทดลองเพื่อตรวจสอบจำเป็นต้องมีตัวเทียบ ตัวเทียบจะเป็นตัวที่ทำให้เราทราบได้ว่า มีอันอื่นเปลี่ยนไปอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน เมื่อเปรียบกับตัวเทียบ



ในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเราจะวัดความเปลี่ยนแปลงของตัวทดลองใดๆ เราสามารถกำหนดตัวเปรียบเทียบหรือตัวควบคุม กับตัวที่จะแปรไป ภายใต้เงื่อนไขเวลาของการทดลองแบบเดียวกัน แล้วศึกษาว่าตัวแปรจะแปรไปอย่างไร เมื่อเทียบกับตัวควบคุม



แต่ในเรื่องศิลาจารึก เป็นเรื่องของระยะเวลาที่ยาวนานเป็นร้อยเป็นพันปี จะทำแบบในห้องทดลองไม่ได้ นั่นคือ จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะสามารถวัดอายุของการจารึกลงบนศิลาว่าจารึกลงเมื่อใดโดยตรงได้* วิธีที่จะหาอายุ มักจะเป็นการหาร่องรอยของการผุพังอยู่กับที่ (Weathering) ซึ่งอาจจะพอเป็นร่องรอยในการวิเคราะห์ได้บ้าง แต่ไม่สามารถระบุเวลาที่แน่นอน ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีเปรียบเทียบกับการผุพังของศิลาจารึกที่ทำจากหินชนิดเดียวกันและอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันมาตลอดระยะเวลาหลายร้อยหลายพันปีนั้น



ดังนั้นรายงานการตรวจพิสูจน์ฉบับนี้จึงระบุสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ "แต่ถ้าจะให้พิสูจน์ว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำขึ้นหลังจากศิลาจารึกหลักอื่นๆ ของสุโขทัย เป็นเวลานานเท่าใด คงจะพิสูจน์ไม่ได้..." และ "บอกไม่ได้ว่าหินนั้นๆ ถูกสกัดมาใช้งานเมื่อใด" (หน้า ๘๘) เพราะในเรื่องการกำหนดอายุของหินด้วยวิธีทางธรณีวิทยานั้น จะบอกเพียงอายุของหินที่ใช้ทำศิลาจารึกว่าเกิดขึ้นมากี่ร้อยล้านปีมาแล้ว แต่บอกไม่ได้ว่าถูกสกัดมาใช้เมื่อใด นี่คือขีดจำกัด



ที่ผมกล่าวมาตั้งแต่ต้น เป็นการเสนอประเด็นของงานวิจัยว่า การวิจัยนี้ต้องการหาอะไร? และมีขีดจำกัดไม่สามารถหาอะไรได้บ้าง? มีข้อสรุปอย่างไร? ข้อสรุปที่นำมาใช้อ้างในภายหลังไม่ตรงกับข้อสรุปของการวิจัยอย่างไร? เป็นต้น



ต่อไปผมจะศึกษาการตั้งสมมติฐาน, การทดลองตรวจสอบ, การแสดงผล และการวิเคราะห์ข้อมูลที่นำมาเป็นผลสรุปงานตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์นั้น







สงสัยการพิสูจน์



ทางวิทยาศาสตร์



ดังได้กล่าวแล้วว่าผู้วิจัยศึกษาเปรียบเทียบริ้วรอยที่เกิดจากการสึกกร่อน และองค์ประกอบทางเคมีบนผิวของศิลาจารึกสมัยสุโขทัย กับศิลาจารึกหลักที่ ๑ โดยอาศัยหลักที่ว่าหินที่อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหลายร้อยปี ย่อมสึกกร่อนมากกว่าหินที่อยู่กลางแจ้งเป็นเวลาสั้นๆ หรืออาจไม่ได้อยู่กลางแจ้งเลย ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานไว้ดังนี้



"ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำขึ้นในสมัยสุโขทัย จะมีระยะเวลาที่ถูกทอดทิ้งอยู่กลางแดดกลางฝนเป็นเวลานานกว่า ๕๐๐ ปี ก่อนที่จะถูกเคลื่อนย้ายมาเก็บรักษาในกรุงเทพฯ และการที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบศิลาจารึกหลักนี้โดยง่ายภายในระยะเวลาอันสั้น แสดงว่าขณะที่ถูกพบ ศิลาจารึกหลักนี้ไม่ได้อยู่ใต้ดิน และอาจจะไม่เคยอยู่ใต้ดินเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ น่าจะมีริ้วรอยที่เกิดจากการสึกกร่อน เนื่องจากสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมี ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัย โดยมีข้อแม้ว่าต้องเป็นหินชนิดเดียวกัน มีองค์ประกอบทางเคมีใกล้เคียงกัน และอยู่ในสภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน



แต่ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ถูกทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณ ๑๕๐ ปีมาแล้ว หลังจากทำเสร็จไม่นานก็นำมาเก็บรักษาในที่ร่มมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ริ้วรอยการสึกกร่อน และองค์ประกอบทางเคมีบนผิวของศิลาจารึกหลักนี้ย่อมจะแตกต่างจากศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำขึ้นในสมัยสุโขทัย ซึ่งถูกทอดทิ้งอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานานหลายร้อยปีอย่างแน่นอน"



จากสมมติฐานที่ผมยกมา มีข้อน่าสังเกตกรณีที่ผู้วิจัยตั้งโจทย์ว่า



ถ้าจารึกหลักที่ ๑ ทำในสมัยสุโขทัย ก็น่าจะอยู่กลางแดดมา ๕๐๐ กว่าปี และตอนที่พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎไปพบนั้น ก็พบได้โดยง่าย น่าจะอยู่บนดิน ฉะนั้นผิวของศิลาจารึกน่าจะมีริ้วรอยการสึกกร่อนและการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมี ใกล้เคียงกับศิลาจารึกหลักอื่นๆ ที่ทำโดยหินชนิดเดียวกัน และรู้แน่ว่าทำในสมัยสุโขทัยเช่นกัน



แต่ถ้าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ทำในต้นรัตนโกสินทร์ เมื่อดูประวัติการพบก็น่าจะอยู่กลางแดดไม่กี่ปี ก็นำมาไว้ในร่ม ดังนั้นริ้วรอยการเสื่อมสลายจะต้องแตกต่างจากศิลาจารึกสุโขทัย



ต่อสมมติฐานเช่นนี้ ผมสงสัยว่า อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับหินนั้น การบอกความเปลี่ยนแปลงของริ้วรอยที่เกิดจากการสึกกร่อน จะบอกช่วงห่างของระยะเวลาได้แค่ไหน จึงเห็นความแตกต่างได้



ประเด็นก็คือ ปรากฏการณ์การผุพังอยู่กับที่ มีลักษณะไม่เป็นเชิงเส้น (Non-linear) คือ มีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบต่างๆ แบบไม่ตรงไปตรงมา และตัววัตถุคือหินนั้น ไม่เป็นสารเนื้อเดียวกัน (Heterogeneous) ด้วยเหตุนี้จึงยากที่จะบอกว่า การผุพังแปรผันตรง กับเวลา กล่าวคือ เป็นไปได้หรือไม่ ที่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงของแต่ละหลัก จะเข้าใกล้กันมากขึ้น จนไม่สามารถบอกความแตกต่างได้



ยกตัวอย่างเช่น



เมื่อทำจารึกบนหินมาหลักหนึ่งแล้ว ต่อมาอีก ๑๐ ปี ทำอีกหลักหนึ่งด้วยหินชนิดเดียวกัน ถ้าตรวจพิสูจน์ในขณะนั้น ย่อมจะเห็นความแตกต่างระหว่างสองหลักได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ๓๐๐ ปี จารึกทั้งสองหลัก มีอายุ ๓๑๐ ปี และ ๓๐๐ ปี จะเริ่มบอกความแตกต่างไม่ได้ว่าหลักนี้อายุ ๓๑๐ ปี อีกหลักอายุ ๓๐๐ ปี



ประเด็นของผมก็คือ เป็นตัวเลขอะไรที่จะเริ่มบอกไม่ได้ เช่น ๓๕๐ ปี กับ ๒๐๐ ปี หรือ ๕๐๐ ปี กับ ๒๐๐ ปี นี่คือความไม่เป็นเชิงเส้นของกระบวนการผุพัง เพราะฉะนั้น ในช่วงของเวลาแค่เป็นร้อยปี อาจไม่แตกต่างกันก็ได้ ถ้ายังไม่มีเครื่องมือหรือวิธีการที่แม่นยำพอจะแยกความแตกต่างนั้นได้ นี่คือข้อสงสัยของผม



ประเด็นต่อมาก็คือ ในสมมติฐานของผู้วิจัยที่บอกว่า ถ้าจารึกหลักที่ ๑ ทำขึ้นในสมัยสุโขทัย จะมีระยะเวลาถูกทอดทิ้งอยู่กลางแดดกว่า ๕๐๐ ปี เพราะการที่ไปพบได้โดยง่ายก็แสดงว่า ไม่ได้อยู่ใต้ดิน และอาจไม่เคยอยู่ใต้ดินเลย ตรงนี้ผมเห็นว่า ไม่สามารถสรุปเช่นนี้ได้ ระยะเวลา ๕๐๐ ปี เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จนไม่สามารถบอกได้เลยว่ามันอยู่ในสภาพอย่างไรมาบ้าง รู้เพียงแต่ว่า ไปพบอยู่บนดินเมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ เท่านั้น (ประวัติการค้นพบศิลาจารึกหลักที่ ๑ ก็ยังเป็นข้อถกเถียงอยู่ว่าพบจริงหรือไม่ แต่เนื่องจากเป็นประเด็นทางประวัติศาสตร์ จึงขอยกไว้ก่อน ไม่นำมากล่าวในที่นี้)



การตั้งสมมติฐานแบบนี้ จึงดูเป็นการเจาะจงที่จะให้เงื่อนไขว่า อันหนึ่งอยู่กลางแดดกลางฝนกว่า ๕๐๐ ปี ส่วนอีกอันหนึ่ง ถ้าทำในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็ต้องอยู่ในร่มมาเป็นเวลา ๑๕๖ ปี ก่อนทำวิจัย



อย่างไรก็ตาม เมื่อผมดูภาพศิลาจารึกหลักที่ ๑ กับหลักที่ ๓ และหลักที่ ๔๕ แล้ว กลับพบว่า จารึกหลักที่ ๑ ดูใหม่กว่าและสมบูรณ์กว่าอีกสองหลักมากทีเดียว



ข้อสงสัยต่อมาก็คือ การเสนอผลจากการถ่ายภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบต่างๆ แล้วเปรียบเทียบภาพถ่ายนั้น ภาพส่วนหนึ่งใช้กล้องจุลทรรศน์แบบโพลาไรซ์ เพื่อดูความแตกต่างของปริมาณแคลไซต์ที่ผิวหิน กับส่วนที่อยู่ด้านในของผิวนั้น โดยเรียกผิวที่อยู่ด้านนอกโดนแดดลม สัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอกว่า ด้านที่expose และเรียกด้านในถัดเข้าไป ด้านที่ยังไม่สัมผัสกับสภาพแวดล้อมว่า ด้านที่ไม่ถูก expose แล้วนำเสนอ ทั้งของจารึกหลักที่ ๑, ๓, ๔๕ และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร ให้เห็นถึงการลดลงของปริมาณแคลไซต์ ระหว่างผิวที่ expose กับไม่ expose ซึ่งเมื่อผมสังเกตดูก็เห็นว่ามันลดลง แต่ขณะเดียวกันภาพของแต่ละหลักก็มีลักษณะเฉพาะของตนเอง



ในการแสดงภาพอีกส่วนหนึ่งนั้น ผู้วิจัยใช้ภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscope : SEM) เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ผมเห็นว่ายังลักลั่นอยู่



ถ้านำมาเขียนเป็นตารางภาพ ที่ผู้วิจัยนำเสนอ จะได้ดังนี้



โบราณวัตถุ ภาพชั้นผิว หลักที่ ๑ หลักที่ ๓ หลักที่ ๔๕ พระแท่นมนังคศิลาบาตร



ด้านที่ expose ภาพขยาย ๓,๕๐๐ เท่า ภาพขยาย ๑,๐๐๐ เท่า ภาพขยาย ๑,๐๐๐ เท่า ไม่มี เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้สกัดออกมา



ที่ไม่ถูก expose ไม่มีแสดง ภาพขยาย ๑,๕๐๐ เท่า ไม่มีแสดง ภาพขยาย ๑,๐๐๐ เท่า



จะเห็นว่า ภาพถ่ายด้วย SEM นั้น นำมาแสดงให้ดูด้วยกำลังขยายไม่เท่ากัน เช่น ด้านที่ expose ของหลักที่ ๑ ใช้ภาพกำลังขยาย ๓,๕๐๐ เท่า ขณะที่ หลักที่ ๓ และหลักที่ ๔๕ ใช้ภาพกำลังขยาย ๑,๐๐๐ เท่า



ขณะเดียวกัน ด้านที่ไม่ถูก expose ของหลักที่ ๑ และหลักที่ ๔๕ ไม่มีมาแสดงให้ดู คงเหลือแต่ภาพจากหลักที่ ๓ และจากพระแท่นมนังคศิลาบาตรเท่านั้น แต่หลักที่ ๓ ก็ขยายเสีย ๑,๕๐๐ เท่า ขณะที่พระแท่นมนังคศิลาบาตร ขยาย ๑,๐๐๐ เท่า



สรุปแล้วภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดไม่สามารถนำมาเทียบกับอะไรได้ เป็นแต่แสดงไว้เฉยๆ



อันนี้อาจเกิดจากปัญหาการคัดรูปมาตีพิมพ์ก็ได้ แต่จริงๆ แล้วควรคัดรูปที่มีกำลังขยายเท่ากันมาพิมพ์เทียบกันให้ดู เช่น ถ้าจะเทียบให้เห็นที่ ๓,๕๐๐ เท่า ก็ถ่าย ๓,๕๐๐ เท่า ให้เหมือนกันหมด จะได้ตัดประเด็นเรื่องกำลังขยายไม่เท่ากันออกไปได้ เรื่องนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่ผมสงสัย



การทดลองที่ถือว่าสำคัญอีกวิธีหนึ่งของงานวิจัยนี้ ก็คือ การใช้เครื่อง Energy Dispersive X-rays Spectrometer มาตรวจวิเคราะห์ปริมาณแร่ธาตุบนผิวของตัวอย่าง ทั้งส่วนที่ expose และ ไม่ได้ expose โดยอาศัยหลักที่ว่า เมื่อยิงลำแสงอิเล็กตรอนจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดไปยังผิวของตัวอย่าง ลำแสงอิเล็กตรอนจะทำให้เกิดรังสีเอกซ์ (X-ray) ที่มีพลังงานต่างๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบ ซึ่งเมื่อวัดพลังงานของรังสีเอกซ์ที่เกิดขึ้น จะสามารถคำนวณหาปริมาณแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบบนจุดเล็กๆ แต่ละจุดบนตัวอย่างได้



เมื่อผู้วิจัยเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์หลายๆ จุดบนตัวอย่างแต่ละตัวอย่าง แล้วหาค่าเฉลี่ย ก็พบว่า ผิวของศิลาจารึกหลักที่ ๑ หลักที่ ๓ หลักที่ ๔๕ และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร ด้านที่ expose ต่อสภาวะแวดล้อม มีปริมาณแร่และธาตุ แตกต่างจากด้านที่ไม่ expose ในสัดส่วนที่ผู้วิจัยระบุว่าใกล้เคียงกันทั้ง ๔ หลัก ดังนี้



- ปริมาณซิลิกอน (Si) และซิลิกา (SiO2) ซึ่งเป็นองค์ประกอบของแร่ควอตซ์ ที่ผิวด้านนอกของตัวอย่าง สูงกว่าด้านใน (ที่ไม่ expose) ประมาณ ๓-๑๐%



- ปริมาณอะลูมิเนียม (Al) และอะลูมินา (Al2O3) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของแร่เฟลด์สปาร์และแร่คลอไรด์ ที่ผิวด้านนอกของตัวอย่าง ต่ำกว่าด้านใน ประมาณ ๒-๑๐%



- ปริมาณแคลเซียม (Ca) และแคลเซียมออกไซด์ (CaO) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเนื้อประสาน ที่ผิวด้านนอกต่ำกว่าด้านใน ประมาณ ๓-๑๐%



ผมเห็นว่าประเด็นนี้น่าสนใจ กล่าวคือ ผู้วิจัยพยายามบอกว่าทั้งหลักที่ ๑, หลักที่ ๓, หลักที่ ๔๕ และหลักที่กล่าวถึงชีผ้าขาวเพสสันดร มีสัดส่วนการเพิ่มและลดของแร่ธาตุบางตัว ในลักษณะเดียวกัน จึงน่าจะบอกได้ว่า ทั้ง ๔ หลัก ทำในสมัยเดียวกัน คือสมัยสุโขทัย



แต่ผมสงสัยวิธีการสรุปแบบนี้ กล่าวคือ เป็นที่ทราบกันดีว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๔๕ ที่เรียกว่า ศิลาจารึกปู่ขุนจิดขุนจอดนั้น หน่วยขุดแต่ง กองโบราณคดี กรมศิลปากร "ขุดพบ" ได้ที่ริมเสาเบื้องขวาหน้าวิหารกลาง ด้านหลังของวิหารสูง ในวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙ นั่นคือหลักที่ ๔๕ จมดินมานานเท่าใดไม่ทราบ เพิ่งขุดขึ้นก่อนจะตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ แค่ ๓๓ ปี เท่านั้น แต่ผลการตรวจยังไปใกล้เคียงกับหลักที่ ๑ ซึ่งสมมติฐานบอกว่า ถ้าสร้างในสมัยสุโขทัย ก็ต้องอยู่กลางแดดกลางฝนนานถึง ๕๐๐ ปี ก่อนจะมาอยู่ในร่ม



ลองคิดดูว่าหลักหนึ่งเพิ่งขึ้นมาอยู่บนดินได้ ๓๓ ปี อีกหลักอยู่บนดิน ๕๐๐ ปี และมาอยู่ในร่ม ๑๕๐ กว่าปี กลับมาเหมือนกัน แสดงว่าต้องมีปัญหาอะไรบางอย่าง



ปัญหานั้นก็คือ ความน่าเชื่อถือของตัวเลข ๓-๑๐%, ๒-๑๐% หมดไปในทัศนะของผม กล่าวคือ ปริมาณแร่ธาตุบางชนิดที่ลดลง ๒-๑๐%, ๓-๑๐% ของผิวด้านนอกเทียบกับผิวด้านใน และบางชนิดดูเหมือนเพิ่มขึ้น ๓-๑๐% นั้น ไม่สามารถนำมาสู่ข้อสรุปว่า มันควรจะสร้างในสมัยเดียวกันได้ เพราะเงื่อนไขแวดล้อมของตัวจารึก ต่างกันอย่างชัดๆ ค่า ๒-๑๐% จึงเป็นค่าที่กว้างเกินกว่าที่จะนำมาตีความได้ แม้แต่ถ้าพบว่ามีค่าแค่ ๕% เท่ากันพอดี ยังต้องมีประเด็นวิเคราะห์อื่นๆ เพิ่มเติมอีกมาก



อย่าลืมว่าจารึกแต่ละหลักแม้จะทำจากหินทรายแป้งเหมือนกัน แต่องค์ประกอบภายในแตกต่างกัน มันไม่เป็นเนื้อเดียวกัน (Heterogeneous) ดังได้กล่าวไว้แล้ว



ผมกลับสรุปได้ในทางตรงกันข้ามว่า ค่า ๒-๑๐% นั้นไม่สามารถจำแนกแยกแยะความแตกต่างระหว่างหลักหนึ่งที่จมดินอยู่ กับอีกหลักที่อยู่กลางแจ้งได้ และด้วยเหตุนี้ ผลการวิเคราะห์ที่ได้จึงกลายเป็นข้อหักล้างวิธีพิสูจน์นี้เสียเอง







ชวนเยาวชน



สนใจวิทยาศาสตร์ศิลาจารึก



มีการทดลองที่ผู้วิจัยต้องการพิสูจน์ให้แน่ชัดขึ้น กล่าวคือ ได้สกัดส่วนหนึ่งของตัวอักษรส่วนหางของ "ล" บนด้านที่ ๓ ของศิลาจารึกหลักที่ ๑ แล้วนำมาตัดและขัดเป็นแผ่นหินบาง แล้วตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบโพลาไรซ์ เพื่อดูว่าผิวของหินตรงร่องที่เกิดจากการแกะสลักตัวอักษรนั้นมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบในลักษณะเดียวกันกับผิวส่วนอื่นๆ (ที่ไม่มีตัวอักษร) ของศิลาจารึกหลักที่ ๑ หรือไม่



ผลปรากฏว่า ปริมาณแคลไซต์ลดลงมาใกล้เคียงกัน



ผู้วิจัยสรุปว่า การแกะสลักตัวอักษร น่าจะทำในช่วงเดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับการสกัดหินออกมา



การพิสูจน์นี้ ผู้วิจัยต้องการตัดข้อสงสัยที่ว่า อาจมีผู้พบแท่งหินนี้ที่สุโขทัย แต่ไม่มีคำจารึก แล้วนำมาจารึกขึ้นทีหลัง



ตรงนี้ ผมเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตว่า เราไม่ทราบว่าระยะเวลาห่างกันเท่าใด ที่วิธีการตรวจแบบนี้จะบ่งบอกความแตกต่างได้ เช่น ที่ได้ตั้งคำถามไว้แล้วว่า สกัดมาแล้วจารึกเลย หรือ ๕ ปีค่อยจารึก หรือ ๕๐ ปีค่อยจารึก เมื่อเวลาผ่านไปนานเท่าใด จึงเริ่มจะบอกความแตกต่างไม่ได้อีกต่อไป



ข้อที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือ การไม่มีจารึกที่ทำด้วยหินทรายแป้งชนิดเดียวกัน แต่ทำในสมัยต้นอยุธยา, กลางอยุธยา, ปลายอยุธยา และต้นรัตนโกสินทร์มาเปรียบเทียบกัน



ตราบใดที่ยังไม่มีการตรวจสอบกับสิ่งที่ถูกตั้งข้อสงสัย ผมเห็นว่า การพิสูจน์ยังไม่สำเร็จ ยังต้องช่วยกันศึกษาค้นคว้าต่อจากสิ่งที่ผู้วิจัยได้ใช้ความพยายามในการเริ่มต้นมาแล้วต่อไป



ถึงตรงนี้ ผมอยากเสนอให้



๑. สถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย ที่มีเครื่องมืออุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน, X-ray fluoresence, X-ray Diffraction Analysis ฯลฯ และนักวิทยาศาสตร์ที่สนใจจะศึกษาวิจัยเรื่องนี้ ได้ช่วยกันออกความคิดเสนอวิธีการตรวจสอบหาอายุของการจารึกหลักที่ ๑ โดยวิธีไม่ทำลายเนื้อสาร (Non-Destructive Testing : NDT) และโดยใช้หินตัวอย่างที่ทางกรมศิลปากรได้สกัดออกมาวิจัย (ซึ่งคิดว่าน่าจะเก็บไว้) ไปศึกษาตามวิธีการและเทคนิควิธีตามที่จะคิดออกแบบ ให้แต่ละแห่งแยกกันทำวิจัยอย่างอิสระ แล้วนำผลมาเสนอต่อสาธารณะร่วมกัน น่าจะเป็นประโยชน์มาก และ



๒. ประกาศให้เยาวชนและผู้สนใจทั่วไป ได้เสนอความคิด จะหาวิธีการศึกษาว่า ศิลาจารึกหลักที่ ๑ นี้ จารึกขึ้นเมื่อใด จัดเป็นกิจกรรมขึ้นในโอกาสสำคัญ เช่น ทำเป็นโครงการวิทยาศาสตร์ในงานสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ไม่แน่ว่าเราอาจจะได้ความคิดดีๆ จากเยาวชนอย่างนึกไม่ถึงก็ได้



วิธีการเปิดให้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ จะส่งเสริมให้เยาวชนได้สนใจเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของสังคมอย่างกระตือรือร้น อย่างมีชีวิตชีวา อย่างรู้สึกมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ เราสามารถจัดให้เป็นกิจกรรมหนึ่ง ในการเฉลิมฉลองมรดกแห่งความทรงจำของโลกอย่างมีคุณค่าได้ และน่าจะช่วยกันสร้างสรรค์บรรยากาศแบบนี้ให้เกิดขึ้นในสังคม



กรณีศิลาจารึกหลักที่ ๑ ยังมีอะไรน่าสนใจ ติดตามศึกษาค้นคว้าอีกมาก โดยเฉพาะการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นแค่เพียงเริ่มต้น มาถึงจุดที่ไม่ยืนยันว่าศิลาจารึกหลักนี้ทำในสมัยพ่อขุนรามคำแหงเท่านั้น ยังไม่จบ ขณะเดียวกันการค้นคว้าหาหลักฐานจากศาสตร์อื่นก็รุดหน้าไปมากแล้ว



ขอขอบคุณผู้วิจัยที่ทำให้เรื่องของวิทยาศาสตร์มาสัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรมโดยมีความจริงเป็นเป้าหมาย มิใช่มีแต่วิทยาศาสตร์ที่ทำหน้าที่รับใช้อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจของบริโภคนิยมที่มีแต่จะบิดเบือนและทำลายความจริงอยู่ตลอดมา







เชิงอรรถ



* ผู้สนใจศึกษาวิธีการตรวจสอบวัตถุโบราณด้วยวิธีวิทยาศาสตร์ ดูได้จาก website ของ The British Museum ในส่วนของ The Department of Scientific Research http://www.thebritishmuseum.ac.uk/science/index.html
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 27 ก.ค. 2547 (09:36)
ประเด็นในกระทู้นี้แบ่งได้เป็น 2 เรื่องคือ

1) ศิลาจารึกหลักที่ 1สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

2) ศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้สร้างโดยพ่อขุนรามคำแหง แต่จะสร้างโดยใครและสมัยไหน ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้



คุณ CH พูดไปถึงข้อ 2 ดิฉันยังปักหลักอยู่ข้อ 1



อาจารย์ราตรีให้ยืมวิทยานิพนธ์ของนศ.ปริญญาโท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร ชื่อการศึกษาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของนางสาววรรณวรางค์ เจริญพันธ์

เล่มหนักอึ้งทีเดียว

เปิดไปเจอตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการใช้ลักษณะนาม ที่เป็นประกาศพระบรมราชโองการในสมัยรัชกาลที่ 4

สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงห้ามเลยว่า

"อนึ่งจะออกชื่อจำนวนนับสัตว์มีชีวิตนั้น ถ้าเป็นคน ช้างม้า ก็ให้ออกว่า คน 1 คน คน 2 คน คน 3 คน ช้าง 2 ช้าง ช้าง 3 ช้าง ม้า 2 ม้า ม้า 3 ม้า แต่สัตว์นอกนั้นให้ว่า 2 ตัว 3 ตัว"

ทรงให้เหตุผลว่า

"ช้างม้านี้เป็นสัตว์มีชาติมีสกุล ไม่ควรเรียกว่าตัวหนึ่งสองตัว ให้เรียกว่าช้างหนึ่งสองช้าง ม้าหนึ่งสองม้า แต่สัตว์เดียรัจฉานนอกจากช้างม้านั้นให้เรียกว่าตัวหนึ่งสองตัว"



จะเห็นได้ว่าทรงรังเกียจการเรียกลักษณะนามของสัตว์พาหนะสำคัญอย่างช้างม้า ว่า ตัว แต่ให้เรียกลักษณะนามอย่างเดียวกับคำนาม เป็น ช้าง 1 ช้าง ไม่ใช่ช้าง 1 ตัว

ในศิลาจารึกหลักที่ 1 เรียกช้างเป็น"ตัว" ทั้งนั้น ถ้าทรงสร้างจารึกขึ้นมาจริง น่าจะทรงทดลองใช้หรือใช้ตามที่พอพระราชหฤทัยว่า ช้าง 1 ช้าง ก็ไม่มีใครว่า หรือถ้ายังไม่อยากจะทดลองใช้ ก็ไม่น่าจะเรียก ช้างตัวชื่อมาสเมือง อย่างที่ทรงรังเกียจ



อักษรอาหม ดิฉันไม่มีค่ะคุณ CH แต่เห็นตัวอักษรคงช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะสแกนมาลงก็ไม่ได้เห็นความเก่าแก่ของตัวอักษรอยู่ดี
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 27 ก.ค. 2547 (12:01)
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆที่ทำไปนั้น ที่จริงไม่ได้ให้ข้อสรุปอะไรเลย แม้แต่ในส่วนของการบ่งชี้ว่าเป็นการตัดหินยุคเดียวกันหรือไม่



เพราะไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบหลายๆ samples อย่างเป็นระบบ ตัวเลขที่แสดงก็หยาบมากครับ เช่น ตัวเลขดังว่าอาจเป็น saturation point ที่เกิดขึ้นภายในร้อยปีก็ได้ ภูมิอากาศบ้านเราที่ทั้งร้อนทั้งชื้นเป็นปัจจัยเร่งกระบวนการ oxidation ให้เกิดเร็วมาก ซึ่งถ้าเกิด saturation ของกระบวนการ oxidation ในเวลาที่ต่ำกว่า 150 ปี การใช้วิธีนี้ย่อมไม่ได้ผล นอกจากนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆอีกมาก เพราะหินแต่ละก้อนแม้จะมาจากแหล่งเดียวกัน มีส่วนประกอบของแร่ธาตุคล้ายกัน ยังมีความแตกต่างของคุณลักษณะในรายละเอียดหลายประการ เทคนิคการหาอายุด้วยการตรวจสอบแบบ progressive oxidation จะให้ผลได้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทดสอบคุณลักษณะต่างๆที่เกี่ยวข้องของหลายๆตัวอย่างก่อน จนสามารถได้ความมั่นใจจากผลของการทดสอบนั้น ตั้งเป็น mathematical model พิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกจนมั่นใจว่า applicable อย่างแท้จริง เมื่อนั้นจึงจะค่อยนำมาสวมกับตัวเลขที่วัดได้จากชิ้นตัวอย่างที่ต้องการพิสูจน์ได้



อย่างไรก็ดีผมอย่างกลับมาชี้เสริมในสิ่งที่กล่าวไว้ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปขนาดนั้นของสยามประเทศ จำเป็นต้องมองทั้งภาพ ด้วยยังพบหลักฐานน้อย หากพิจารณาเพียงแต่ละชิ้นต่อไป ก็จะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้เสียที บทความหรือผลงานทางวิชาการจึงเต็มไปด้วยคำว่า "คาดว่า" "น่าจะ" "สัณนิฐานว่า" "คงสรุปได้ว่า" และ"เป็นไปได้มากที่สุดว่า"



นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกประการหนึ่งที่อยากชี้ให้เห็นว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย คือการทหาร และความเป็นปึกแผ่นใหญ่โตของราชอาณาจักร ถ้าราชอาณาจักรใดมีความเป็นปึกแผ่น มีความสามารถทางการทหาร ขยายอาณาเขตได้กว้างขวาง ทำสงครามโดยกษัตริย์ไม่ต้องนำทัพเอง ราชอาณาจักรนั้นจำต้องมีภาษาเขียนใช้งาน เพื่อสื่อสาร คำนวน วางแผนทางยุทธวิธี ส่งกำลังบำรุง เป็นต้น ลองปรึกษาทหารหน่อยเถิดท่านนักวิชาการทั้งหลายว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน ในการจัดการการรบ และการยึดครองโดยไม่มีภาษาเขียน



ฉะนั้นก่อนยุคพ่อขุนรามฯจะมีภาษาเขียนหรือไม่ ต้องหาข้อสรุปให้ได้ก่อนว่าราชอาณาจักรของไทยใหญ่ไหน แต่เพียงหลังตั้งกรุงไม่กี่ปีพระเจ้าอู่ทองก็ส่งกองทัพไปตีกัมโพชถึง 2 ครั้งมิใช่หรือ



สมมุติว่าได้ข้อสรุปว่าต้องมีภาษาเขียน ก็มาดูกันว่าเป็นตัวหนังสือไทยเองหรือไม่ หรือต้องยืมชาวบ้านเขามาใช้ วิธีหนึ่งก็มาดูว่าภาษาเขียนโบราณใดที่อาจนำมาใช้ในยุคนั้นสามารถรองรับการออกเสียงของภาษาในตระกูลไท-ลาวได้เพียงใด



พูดมาถึงตรงนี้นึกได้ว่าอ.เทาอ้างอิงพวกจ้วงที่ใช้อักษรจีน อักษรจีนเป็นอักษรภาพที่ไม่ต้องคำนึงถึงการผสมพยัญชนะ-สระ-วรรณยุกต์ให้ได้เสียงตามต้องการ จึงไม่สามารถนำมาผนวกรวมในเรื่องนี้ได้ และความห่างไกลของถิ่นฐานคงต้องเป็นอีกกรณีศึกษาที่จะสรุปหาความสัมพันธ์ระหว่างจ้วงกับไทยในสยามประเทศ



การที่จ้วงไม่ใช้อักษรแบบไทย จึงยังไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีอักษรของตนเองมาแต่โบราณ อย่าลืมว่าจิ๋นซีทำลายอักษร-ภาษาเขียนท้องถิ่นทั้งหมด และตั้งแต่นั้นมาจีนก็ใช้ตัวหนังสือระบบเดียวต่อเนื่องเป็นพันปี และไม่ว่าจะเป็นชาติ-ภาษาใดก็สามารถใช้อักษรภาพร่วมกันได้ทั้งหมด ซึ่งก็เป็นความสะดวกและเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่เผ่าต่างๆที่ใกล้ชิดกับจีนต้องหันมาใช้อักษรจีนในที่สุด จากการที่ถูกจีนครอบงำผนวกดินแดนตลอดจนเพื่อการติดต่อค้าขาย



ภาษาไทยเรามีเอกลักษณ์หลายๆอย่างที่ไม่มีในภาษาอื่น เช่น เรื่องใหญ่เลยก็คือ วรรณยุกต์ ภาษาเขียนใดไม่มีวรรณยุกต์ ย่อมไม่สามารถรองรับภาษาไทยได้ และยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นอีก เช่น เสียงพยัญชนะต่างๆ มี ย นาสิก เป็นต้น ที่ยังคงอยู่กับคำเมืองแต่ไม่ปรากฎแล้วในภาษาพูดของภาคกลางปัจจุบัน



และถ้ายอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นจิตวิญญาณของสยามประเทศมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมยอมรับว่าภาษาบาลีต้องมีบทบาทมาโดยตลอด จนในภาษาพูด-เขียนของไทยก็จะมีคำจากบาลีมาโดยตลอด ซึ่งมีคำมากมายที่เสียงพ้องกันแต่ความหมายคนละเรื่อง เช่น วัด-วัฏ กับ-กัป สิน-สีล เป็นต้น หรือเสียงที่บาลีมีแต่ไทยไม่มี เช่น ร.เรือ ถ้าไม่มีอักษรแยกแยะแบบภาษาเขียนปัจจุบันคงน่าปวดหัวพิลึก ลองคิดเล่นๆดูนะครับ นี่ขนาดยังไม่กล่าวถึงสันสกฤตเลย



ก็เพียงแสดงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของแนวทางการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบแบบหนึ่งให้ดู หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ
ถาวภักดิ์
ร่วมแบ่งปัน240 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 27 ก.ค. 2547 (12:09)
ไปพบส่วนต่อของบทความของอ.ประเสริฐที่คุณเทาชมพูได้ยกมาไว้ข้างบน



ความดังนี้ครับ



คุณวิเศษของลายสือไทย



๑. ลายสือไทยของพ่อขุนรามคำแหงมหราราชมีลักษณะพิเศษกว่าตัวอักษรของชาติอื่นซึ่งเป็นลูกศิษย์ของชาวอินเดียวกล่าวคือ ชาติอื่นขอยืมตัวหนังสือของอินเดียมาใช้โดยมิได้ประดิษฐ์พยัญชนะ และสระเพิ่มขึ้นให้พอกับเสียงพูดของคนในชาติ ยกตัวอย่างเช่น เขมรโบราณ เขียน เบก อ่านออกเสียงเป็น เบก แบก หรือ เบิก ก็ได้ ไทยใหญ่เขียน ปีน อ่านออกเสียเป็น ปีน เป็น หรือ แปน ก็ได้ เวลาอ่านจะต้องดูความหมายของประโยคก่อน จึงจะอ่านออกเสียให้ถูกต้อง



พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์ตัวพยัญชนะสระอีกทั้งวรรณยุกต์ขึ้น เป็นต้นว่าได้เพิ่ม ฃ ฅ ซ ฎ ด บ ฝ ฟ อ สระอึ อือ แอ เอือ ฯลฯ ไม้เอก ไม้โท (ในรูปกากะบาท) จนทำให้สามารถเขียนคำไทยได้ทุกคำ



๒. อักขรวิธีที่ใช้ สามารถเขียน ตาก-ลม แยกออกไปจากตา-กลม ทำให้อ่านข้อความได้ถูกต้องไม่กำกวม กล่าวถือ ถ้าเป็นอักษรควบกล้ำให้เขียนติดกัน ส่วนตัวสะกดให้เขียนแยกห่างออกไป เช่น ตา-กลม เขียนเป็น ตา กลํ ส่วน ตาก-ลม เขียนเป็น ตา ก ลํ



๓. ตัวหนังสือแบบพ่อขุนรามฯ ยังมีลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง คือ นำสระมาเรียงอยู่ระดับเดียวกับพยัญชนะแบบเดียวกับตัวหนังสือของชาติตะวันตกทั้งหลาย น่าเสียดายที่สระเหล่านั้นถูกดึงกลับไปไว้ข้างบนตัวพยัญชนะบ้าง ข้างล่างบ้างในสมัยต่อมา ทั้งนี้เพราะคนไทยเคยชินกับวิธีเขียนข้างบนข้างล่างตามแบบขอมและอินเดีย ซึ่งเป็นต้นตำหรับดั้งเดิม ถ้ายังคงเขียนสระแบบพ่อขุนรามฯ อยู่ เราจะประหยัดเงินค่ากระดาษลงได้หนึ่งในสามทีเดียว เพราะทุกวันนี้จะต้องทิ้งช่องว่างระหว่างบรรทัดไว้เพื่อเขียนส่วนล่างของ ฏ ฐ สระ อุ อู วรรณยุกต์ และสระอือ รวมเป็นช่องว่างที่ต้องเตรียมไว้สี่ส่วนให้เขียนได้ไม่ซ้อนกัน ยิ่งมาถึงยุคคอมพิวเตอร์ การเก็บข้อมูล และการค้นหาข้อมูลจะประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายได้มหาศาล แต่ตัวอักษรไทยในปัจจุบันบรรทัดเดียวคอมพิวเตอร์จะต้องกวาดผ่านตลอดบรรทัดไปถึง ๔ ครั้ง กล่าวคือ ครั้งแรกกวาดพวกวรรณยุกต์ ครั้งที่สองกวาดพวกสระบน เช่น สระอี อึ ครั้งที่สามกวาดพวกพยัญชนะและครั้งที่สี่กวาดพวกสระล่าง คือ สระ อุ อู จึงทำให้เสียเวลาเป็นสี่เท่าของตัวอักษรของอังกฤษ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์จะกวาดเพียงบรรทัดละครั้งเดียว ถ้าใช้อักขรวิธีแบบของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เครื่องคอมพิวเตอร์จะกวาดเพียงบรรทัดละสองครั้ง ลดเวลาและค่าใช้จ่ายลงได้กว่าครึ่ง ถ้ายิ่งดัดแปลงให้วรรณยุกต์ไปอยู่บรรทัดเดียวกับพยัญชนะเสียด้วย ก็จะลดค่าใช้จ่ายลงได้กว่าสี่เท่า



๔. ลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่งของตัวหนังสือพ่อขุนรามคำแหงมหาราช คือ พยัญชนะทุกตัวเขียนเรียงอยู่บรรทัดเดียวกัน ไม่มีตัวพยัญชนะซ้อนกันเหมือนตัวหนังสือของเขมร มอญ พม่า และไทยใหญ่ เช่น เขียน อฏฐ แทนที่จะเป็น อฏฐ เซเดย์ได้กล่าวไว้ว่า การที่พระองค์ได้ทรงแก้ไขตัวอักษรของชาวสุโขทัยให้เรียงเป็นแนวเดียวกันได้นั้นเป็นการสำคัญยิ่ง แลควรที่ชาวสยามในปัจจุบันนี้ จะรู้สึกพระคุณ และมีความเคารพนับถือที่พระองค์ได้ทรงจัดแบบอักษรไทยให้สะดวดขึ้น ข้อนี้ให้มาก อนึ่ง ในสยามประเทศทุกวันนี้การคิดแบบเครื่องพิมพ์ดีดและการพิมพ์หนังสือได้เจริญรุ่งเรือง เป็นประโยชน์ยิ่งในวิชาความรู้แลทางราชการนับว่าเพราะพ่อขุนรามคำแหง ได้ทรงพระราชดำริเปลี่ยนรูปอักษรขอมและเรียงพยัญชนะเป็นแนวเดียวกันให้สะดวกไว้ ส่วนบรรดาประเทศที่ยังใช้วิธีซ้อนตัวพยัญชนะ เช่นประเทศเขมรและประเทศลาว การพิมพ์หนังสือของประเทศเหล่านั้นเป็นการยาก ไม่สู้จำเริญ แลยังไม้มีผู้ใดในชาตินั้น ๆ ได้คิดจะออกแบบพิมพ์ดีดสำหรับตัวอักษรของตน ๆ เลย (พ.ศ. ๒๔๖๘)



๕. ตัวอักษรทุกตัวสูงเท่ากัน หางจอง ศ ส ก็ขีดออกไปข้าง ๆ แทนที่จะสูงขั้นไปกว่าอักษรตัวอื่น ๆ หางของ ป และ ฝ สูงกว่าอักษรตัวอื่น ๆ เพียงนิดเดียว สระทุกตัวสูงเท่ากับพยัญชนะรวมทั้งสระ โอ ใอ และ ไอ ตัวอักษรแบบนี้เมื่อตีพิมพ์หางตัว ป และสระข้างล่าง ข้างบนจะไม่หักหายไปอย่างปัจจุบัน ไม่ต้องคอยตรวจซ่อมกันอยู่ตลอดเวลา



๖. พ่อขุนรามคำหงมหาราชทรงประดิษฐ์รูปแบบตัวอักษรไทยให้เขียนได้ง่ายและรวดเร็ว พยัญชนะแต่ละตัวต่อเป็นเส้นเดียวตลอด ในขณะที่ตัวหนังสือขอมต้องเขียนสองหรือสามเส้นต่อพยัญชนะตัวหนึ่ง



๗. ประการสุดท้าย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงประดิษฐ์รูปวรรณยุกต์ขึ้น ทำให้สามารถอ่านความหมายของคำได้ถูกต้องโดยไม่ต้องดูข้อความประกอบทั้งประโยค สมมติว่าเราเข้าใจภาษาไทยใหญ่เป็นอย่างดี แต่ถ้าจะอ่านภาษาไทยใหญ่ เขาเขียน ปีน คำเดียวอาจจะอ่านเป็น ปีน ปี่น ปี้น ปี๊น ปี๋น เป็น เป่น เป้น เป๊ เป๋น แปน แป่น แป้น แป๊น และ แป๋น รวมเป็น 15 คำ ถ้าไม่อ่านข้อความประกอบจะไม่ทราบว่าคำที่ถูกต้องเป็นคำใดกันแน่ แต่ตัวหนังสือของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช อ่านได้เป็น ปีน แต่อย่างเดียว



ที่มา : ศ. ดร. ประเสริฐ ณ นคร รวมบทความเรื่องภาษาและอักษรไทย กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร (2526)



จาก http://www.sukhothai.go.th/history/hist8.htm
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 27 ก.ค. 2547 (13:58)
ที่นี้เรามาลองมองดู หรือสร้าง model ให้สมบูรณ์ต่ออีกหน่อยนะครับ



ตลอดมาผมได้ใช้สมมุติฐานของความมีราชอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี-เจ้าพระยา-ป่าสัก ตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงฯ เป็นพื้นฐานแห่ง model ซึ่งมีรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยการค้าทางทะเล อันต้องมีการติดต่อกับต่างประเทศและเปิดรับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ ภาษาที่ดูจะมีร่องรอยหลักฐานว่ามีอิทธิพลมากที่สุดคือสันสกฤต



ฉะนั้นในการพิจารณามองหาอักษรที่จะใช้กับภาษาไทยในแถบลุ่มแม่น้ำนี้ จำต้องเป็นระบบภาษาเขียนที่สามารถรองรับการแยกแยะเสียงคำพ้องตลอดจนการออกเสียงพยัญชนะและรายละเอียดอื่นๆที่ต่างกันทั้งหมดในทั้งสามภาษาหลัก คือ ไทย-บาลี-สันสกฤต มิฉะนั้น คงยุ่งตายห....



จะค้าขายอย่างเป็นระบบก็ยาก จะรบก็แสนเข็ญ ถ้าไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหาพื้นฐานนี้ไว้แต่ต้นมือ ยากที่ไทยในลุ่มแม่น้ำจะปรากฎร่องรอยความเป็นปึกแผ่นมาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงฯ



ครับ ไม่มีหลักฐานโดยตรงรองรับ ผมไม่เถียง แต่ถ้าจะบอกว่าเพราะยังไม่พบหลักฐาน ฉะนั้นจึงไม่มีอักษรไทยใช้ อย่างนี้ผมเถียงคอเป็นเอ็นเลยเชียว คนที่ถูกทิ้งตั้งแต่ยังเป็นทารกแรกเกิด ไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นพ่อแม่ของเขา จะสรุปว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ได้ยังไงฟ่ะ



อย่าลืมว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของที่ราบลุ่มแม่น้ำ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างสมัยก่อนมีเขื่อนสมัยใหม่ต่างๆ พอถึงฤดูน้ำหลากก็จะมีสภาพคล้ายน้ำท่วมโลกไปทั้งหมด พอน้ำลดก็ทิ้งตะกอนหนาเตอะไว้ทุกปี สายน้ำก็รุนแรงและเปลี่ยนเส้นทางไปเรื่อยๆ โบราณวัตถุย้อนหลังเป็นพันปีแถวนี้จะไปเหลือรึ จะขุดหาได้ง่ายๆอย่างแถวทะเลทรายแห้งๆได้อย่างไรกัน



นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องพระเจ้าพรหม และตำนาน-พงศาวดารต่างๆที่อ้างเหตุการณ์ที่เก่าแก่เกินกว่า 800ปี ของบริเวณเชียงแสน ถูกนักวิชาการประเภทไม่เห็นหลักฐานก็ปฏิเสธไว้ก่อนว่าไม่มี ก็พันปีที่แล้วท่านๆพิสูจน์ได้หรือว่า แม่น้ำแม่โขงอยู่ที่ตำแหน่งนี้ จากลักษณะการพุ่งของกระแสน้ำที่กระแทกกัดเซาะตลิ่งฝั่งไทย ทำให้จินตนาการได้ไม่ยากว่า คงมีซากโบราณสถาน-วัตถุจำนวนมากที่เดิมอยู่บนแผ่นดินแล้วถูกแม่น้ำโขงกัดเซาะจมน้ำจมดินไป
ถาวภักดิ์
ร่วมแบ่งปัน240 ครั้ง - ดาว 152 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 27 ก.ค. 2547 (18:05)
เห็นด้วยกับคุณเทาชมพูครับ เรื่องหลายส่วนจารึกหลักที่ ๑ หลายตอน ขัดกับพระราชอัธยาศัยของร.4 ยากที่จะเป็นไปได้ว่าพระองค์ทรงสร้างจารึกนี้ ผมเคยผ่านตาประกาศของพระองค์ที่ทรงค่อนข้างจะรังเกียจ"ลาว"ซึ่งทรงหมายรวมถึงอีสานและล้านนา แต่จารึกหลักที่ ๑ นั้น หากแปลคำ"ลาว"ไม่ถูก เรียกว่าไปไม่เป็นเหมือนกัน เพราะพบมากจริงๆ แต่เรื่องเดียวกันนี้ นักวิชาการบางท่าน เอาไปตั้งแง่ซะอีกว่าหลัก ๑ มีคำไทยแท้มากอย่างผิดสังเกต ในขณะที่ความบางตอนกลับแทบจะเป็นขอมทั้งตอนเหมือนลอกจากจากหลักที่ ๔ ยังไงยังงั้นเลย... ก็ว่ากันไปครับ



สมมติฐานเรื่องใครสร้างจารึกหลักที่ ๑ ตอนนี้มี

๑.พ่อขุนรามคำแหงทรงสร้าง

๒.พ่อขุนรามคำแหงไม่ได้สร้าง แต่สร้างในสมัยสุโขทัย อาจจะสร้างโดยพระมหาธรรมราชาลิไท

๓.พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้าง

๔.ผิดทุกข้อ



ผมขอเลือกไม่ตอบ เพราะกลัวว่ากาผิดจะถูกหักคะแนนครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 27 ก.ค. 2547 (18:05)
กลับมาที่เรื่องที่ผมข้องใจอยู่

จารึกภาษาไทยที่เก่ากว่าหลักที่ ๑ ที่เคยพบ มีอยู่ ๒ หลัก ได้แก่

๑. จารึกดงแม่นางเมือง พ.ศ.๑๗๑๐ อักษรขอม ด้านที่ ๑ เป็นภาษาบาลี ด้านที่ ๒ เป็นภาษาเขมรมีคำไทยปนพบที่ดงแม่นางเมือง ตำบลบางตาหงาย อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เป็นหลักที่ ๓๕ ในประชุมหลักศิลาจารึกภาคที่ ๓ ดูรายละเอียดได้ที่ http://tabian.rink.ac.th/culture/nwculture/lesson3/32/323/lesson32324.html

๒. จารึกหลังพระพุทธรูปนาคปรก จังหวัดลพบุรี พ.ศ.๑๗๕๖ อักษรขอม ภาษาเขมร และ ภาษาไทย (หารายละเอียดไม่พบ ทราบแต่ว่าอยู่ในจารึกในประเทศไทย เล่มที่ ๔ หน้า ๑๔๒)



นี่คือร่องรอยแรกเท่าที่พบของภาษาไทยในสุวรรณภูมิ!



เห็นด้วยอย่างที่คุณถาวภักดิ์ว่าไว้ "ไม่พบไม่ได้หมายความว่าไม่มี"



แต่ผมเกรงว่าจะต้องคิดเผื่ออีกด้านหนึ่งด้วยว่า "ไม่พบก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามี"



ได้แต่สงสัยว่า คน(ที่พูดภาษา)ไทยมาจากไหน? เมื่อไหร่กันแน่?



ผมจะหลงประเด็นมากไปหรือเปล่าครับนี่?
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 27 ก.ค. 2547 (18:24)


20363 กระทู้นี้ชื่อจารึกหลักที่ ๑

งั้นดิฉันขอยืนอยู่ตรงหลักที่ ๑ นะคะ

ถ้าเริ่มออกห่างจากหลัก ก็ขอเป็นฝ่ายฟังเฉยๆดีกว่า

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 27 ก.ค. 2547 (20:48)
แหะๆ ขอโทษครับ จำกัดวงที่หลัก๑ เหมือนเดิมดีแล้วครับ ถ้าจะออกนอกเื่รื่องอีก เดี๋ยวตั้งกระทู้ใหม่ครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 3 ส.ค. 2547 (12:06)


20364
คุณ CH ดิฉันไปเจออักษรไทยอาหมเข้า จึงเอามาลงให้ดูกันค่ะ จากหนังสือ สารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในนี้ มีบทความที่ดร.ประเสริฐโต้แย้งความเห็นของดร.พิริยะเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยข้อมูลหลักฐานที่น่าสนใจมาก จะลอกมาก็ไม่ไหว ยาวมาก สแกนก็ไม่ชัดเพราะสแกนจากหนังสือเล่มใหญ่ เลยจะไปถ่ายเอกสารแล้วสแกนมาลงอีกที

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 3 ส.ค. 2547 (12:08)


อักษรไทยแบบต่างๆ
20365

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 3 ส.ค. 2547 (19:17)
ขอบคุณครับ



อยากอ่านข้อโต้แย้งของอ.ประเสริฐครับ ค่ายยักษ์แจงผ่านมติชนซึ่งการจัดจำหน่ายทั่วถึงกว่า มือสมัครเล่นหาอ่านของค่าพระยากครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 4 ส.ค. 2547 (14:45)


20366 ข้อแย้งของดร.ประเสริฐ กล่าวไว้ย่อๆที่คุณ CH นำลงไว้แล้วข้างบน

ดิฉันพยายามย่อให้ได้ต่ำกว่า 40 kb. ถ้าหากว่าอ่านไม่เห็น คุณคงจะต้องเซฟภาพเอาไปขยายดูเอาเองนะคะ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 4 ส.ค. 2547 (14:48)


หน้าที่ 2
20367

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 4 ส.ค. 2547 (14:52)


หน้า 3
20368

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 4 ส.ค. 2547 (15:00)


20369 หน้า 4

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 4 ส.ค. 2547 (17:30)
ยังรออ่านต่ออยู่ครับ อาจารย์ประเสริฐท่านชี้แจงในหลายๆประเด็นได้ดีครับ



ว่าแต่ว่าวาจาท่านเชือดเฉือนเกินคาดทีเดียวครับ



หน้าที่ 5 อ่านยากทีเดียวครับ ลองบันทึกเป็น .gif แทน .jpg อาจจะดีขึ้นนะครับ พื้นหลังอาจจะลายขึ้น แต่ตัวอักษรน่าจะชัดขึ้นครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 4 ส.ค. 2547 (19:14)


ถ้าเปลี่ยนเป็น .gif มันจะหนักถึง 88kb. วิชาการดอทคอมอนุญาตแค่ 40 kb. ใช้ jpeg. ได้อย่างเดียวค่ะ

ลองตัดตอนเป็น 2 ตอนมาให้อ่านหน้า 5 ใหม่
20370

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 4 ส.ค. 2547 (19:16)


หน้า 5 ตอนล่าง
20371

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 5 ส.ค. 2547 (08:58)


หน้าที่ 6 ตอนบน
20372

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 5 ส.ค. 2547 (09:01)


หน้าที่ 6 ตอนล่าง
20373

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 5 ส.ค. 2547 (09:02)


20374
หน้าที่ 7 ตอนบน

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 5 ส.ค. 2547 (09:05)


หน้าที่ 7 ตอนล่าง
20375

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 5 ส.ค. 2547 (09:10)


ดร.ประเสริฐ จบไว้แค่นี้ ผู้อภิปรายท่านต่อไปคือ พันเอก ม.ร.ว. ศุภวัฒน์ เกษมศรี ท่านได้อ้างอิงหลักฐาน เพื่อโต้แย้ง ดร. พิริยะ เช่นเดียวกัน
20376

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 7 ส.ค. 2547 (00:10)
ลงชื่อรออ่านต่อครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 65 11 ส.ค. 2547 (09:45)


20377
ดิฉันพยายามลบคห.64 เพราะใส่ข้อความที่สแกนมาผิดไป แต่ยังลบไม่ได้ ขอให้คุณ CH ข้ามมาอ่านตรงนี้ต่อจาก คห. 62

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 67 11 ส.ค. 2547 (09:59)


20378
ต่อค่ะ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 68 11 ส.ค. 2547 (10:00)


20379
ต่อ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 69 11 ส.ค. 2547 (10:03)


20380
ต่อ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 70 11 ส.ค. 2547 (10:06)


ต่อ
20381

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 71 11 ส.ค. 2547 (10:22)


ต่อ
20382

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 72 11 ส.ค. 2547 (10:25)


20383
ต่อ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 73 11 ส.ค. 2547 (10:30)


ต่อ
20384

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 74 16 ส.ค. 2547 (10:59)


เงียบหายไปกันหลายวัน คุณ CH ยังไม่เข้ามาให้เสียงเลยว่าตามอ่านอยู่หรือเปล่า
20385

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 75 16 ส.ค. 2547 (11:03)


.
20386

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 76 16 ส.ค. 2547 (11:09)


.
20387

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 77 16 ส.ค. 2547 (11:11)


20388
.

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 78 16 ส.ค. 2547 (11:16)


20389
.

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 79 16 ส.ค. 2547 (11:20)


20390
.

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 80 16 ส.ค. 2547 (17:32)
ขอโทษด้วยครับ ยังตามอ่านอยู่ครับ แต่ช่วงนี้ค่อนข้างยุ่ง อาจจะเงียบไปบ้าง แต่ก็ยังอยู่นะครับ :)
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 81 17 ส.ค. 2547 (15:01)
ขอแทรกด้วยการถอดเทปรายการถึงลูกถึงคน จากศิลปวัฒนธรรมค่ะ
http://www.komchadluek.net/news/2004/08-17/p1--51217.html

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 25 ฉบับที่ 10



สโมสรศิลปวัฒนธรรม



ปัญหา "จารึกหลักที่ ๑" แบบ "ถึงลูกถึงคน"



จากรายการถึงลูกถึงคน วันพุธที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๗ "ปัญหาหลักศิลาจารึก หลักที่ ๑"



ผู้ร่วมรายการ :



ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ราชบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านศิลาจารึก ในฐานะคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความทรงจำของโลก



อาจารย์ธวัช ปุณโณทก อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยบูรพา



อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการอิสระ



สมศักดิ์ คำทองคง ประธานคณะทำงานเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามคำแหง (สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์)



สรยุทธ : อาจารย์ศรีศักรไม่ได้เป็นผู้ออกมาเสนอว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ แต่มีความรู้สึกว่าน่าจะตั้งข้อสงสัยได้ยังไง



อาจารย์ศรีศักร : เรื่องศิลาจารึก เรื่องหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มันตั้งข้อสงสัยได้ทั้งนั้น เพราะอดีตไม่มีทางรู้ได้แน่ชัดหรอก มันต้องค้นคว้ากันเรื่อย เมื่อไรก็ตามหาข้อยุติ มันก็เป็นปัญหา ความเห็นของผมอาจจะต้องถกเถียงกันต่อไป



สรยุทธ : ในความเห็นอาจารย์ ศิลาจารึกหลักที่ ๑ คิดว่าไม่ได้สร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหงหรือเปล่า



อาจารย์ศรีศักร : ผมไม่เชื่อว่าสร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง แต่ผมเชื่อว่าสร้างในสมัยสุโขทัย



สรยุทธ : พอจะบอกวิเคราะห์ของอีกฝ่ายได้มั้ยครับ ทำไมเขาถึงตั้งข้อสงสัยอย่างนั้น ฝ่ายที่เขาบอกว่าสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์



อาจารย์ศรีศักร : ผมคิดว่าเขามองในแง่มุมมองของเขา ในความถนัดทางวิชาการของเขา ผมคิดว่าการมองหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มันไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมอง นักวิชาการหลายฝ่ายมองตามความถนัดของเขา เขาก็มีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัยได้ แต่ปัญหาสิ่งที่เขาเสนอขึ้นมา ให้ความรู้และข้อคิดยังไงกับเรา ในมุมมองของผม ไม่ได้มองว่าการขัดแย้งกัน เราไม่ได้หาข้อยุติ เราหาความรู้



สรยุทธ : ผมจะให้อาจารย์ประเสริฐเล่าพื้นเดิม ก็คือประวัติศาสตร์ที่กำหนดเอาไว้ในปัจจุบัน ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างในสมัยพ่อขุนรามคำแหง เพราะเราพิสูจน์อะไรบ้างครับ



ศ.ดร.ประเสริฐ : ที่เราพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ก็น่าจะยุติลงไปได้ว่าหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างในสมัยสุโขทัย เพราะถ้าเรานำเอาผิวของศิลาที่ตากแดดตากฝนมาเป็นเวลานานไปตรวจดู ซึ่งก็มีวัตถุบางอย่างละลายออกไป และกร่อนไป ถ้ายิ่งอยู่นานมันก็ยิ่งกร่อนมากขึ้น แต่ถ้าเพิ่งเมื่อ ๒๐๐ ปี มันก็กร่อนน้อย โดยเฉพาะที่บอกว่ารัชกาลที่ ๔ ทรงพระราชนิพนธ์เสร็จแล้ว มันก็มาเก็บอยู่ในที่ร่ม ไม่ได้ตากแดดตากฝนอะไร เพราะฉะนั้นวัตถุที่จะละลายไป มันก็ไม่มี แต่อันนี้เขาได้พิสูจน์แล้วรอยโพรง รอยขูด มันต้องทำมาเมื่อสมัยสุโขทัยแล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์จะบอกลงไปแน่นอนลงไปเลยไม่ได้



สรยุทธ : คือหมายความว่าถ้าอยู่ในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประมาณ ๒๐๐ ปี



ศ.ดร.ประเสริฐ : มันก็จะไม่สึกหรอไปอย่างนี้ และทางโน้นบอกว่าเป็นข้าราชการกรมศิลปากรเอง ก็คงจะต้องบอกว่ามันเก่า เพราะเป็นข้าราชการกรมศิลปากรเอง แต่เท็จจริงนั้นคนที่ทำมีทั้งกรมศิลปากร มีเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรธรณี และเจ้าหน้าที่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมกันถึง ๓ ฝ่ายที่ทำ แต่เขาก็ไม่เชื่ออยู่ดีครับ เมื่อพิสูจน์อย่างนี้ก็เห็นได้ว่ามันเป็นสมัยสุโขทัย



สรยุทธ : อาจารย์มีความเชื่อตรงไหนว่าหลักศิลานี้อยู่ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง



ศ.ดร.ประเสริฐ : ปกติจารึก จะถือว่าถูกต้องหรือไม่ ก็เปรียบเทียบกับจารึกหลักอื่นๆ ว่ามันขัดแย้งหรือไม่ขัดแย้ง ถ้ามันถูกต้อง ไม่มีส่วนใดน่าสงสัย เราก็เชื่อว่าเป็นจารึกในยุคนั้นจริงๆ แต่หากว่ามันไปขัดในเรื่องอะไรต่างๆ ก็ทำให้น่าสงสัยว่าจารึกจะจารึกทีหลังหรือเปล่า มันก็ต้องไปขัดกับจารึกอื่น แต่เท่าที่ปรากฏมา เขาใช้วิธีว่าถ้าข้อความตรงไหนไปเหมือนกับหลัก ๒ หลัก ๓ หลัก ๔ หลัก ๕ ก็บอกว่าไปลอกมาจากจารึกหลักนั้น



สรยุทธ : เดี๋ยวท่านผู้ชมจะไม่เข้าใจ หลักที่ ๑ คือเป็นหลักแรกทางประวัติศาสตร์ชาติไทย หลักที่ ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘ ก็คือไล่ลำดับลงมาในแต่ละยุคสมัย แต่อาจารย์ศรีศักรมองจุดแตกต่างอย่างไรบ้างครับ



อาจารย์ศรีศักร : คือผมไม่สนใจเรื่องภาษา ถ้าถามว่าจารึกหลักนี้สร้างขึ้นสมัยไหน ผมไม่เชื่อว่าสมัยรัชกาลที่ ๔ และไม่เชื่อว่าสมัยพ่อขุนรามคำแหง ผมเชื่อว่าในสมัยสุโขทัย



สรยุทธ : อาจารย์ใช้หลักอะไร



อาจารย์ศรีศักร : ผมไม่ใช้หลักภาษา เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องภาษา แต่ผมไม่เชื่อในเรื่องเนื้อหาที่อยู่ในหลักศิลาว่าเป็นสมัยพ่อขุนรามคำแหง อีกประการหนึ่งจารึกหลักที่บอกว่าเป็นสมัยสุโขทัย เพราะมีหลักฐานทางสภาพภูมิศาสตร์และหลักฐานทางวรรณคดีที่สอดคล้องกับความเป็นจริง ซึ่งในสมัยนั้นรัชกาลที่ ๔ ท่านคงไม่เห็น เพราะบ้านเมืองเป็นป่าทั้งหมด ผมจะยึดหลักที่คิดว่าโซลิด ผมถึงทำ จารึกหลักนี้ค่อนข้างจะเป็นการเมือง เพราะเวลาเราเอาจารึกหลักนี้มาใช้ เราดึงออกจากบริบททั้งการเมืองและสังคมสุโขทัยโดยตรง



สรยุทธ : คือโดยเนื้อหาของจารึกหลักที่ ๑ มันมีความหมายทางการเมือง ชนิดที่มันแยบคายอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นหลักที่ ๑ เพราะหลักที่ ๑ คือจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ชาติ อาจารย์จะบอกว่าเนื้อหาเขียนจงใจเกินไป



อาจารย์ศรีศักร : ใช่มันจงใจ มีปฏิกิริยาทางการเมืองบางอย่าง และอันนี้ไปขัดแย้งกับจารึกหลักที่ ๒ ถ้าถามว่าความเก่าแก่ของสุโขทัย เราไปมองที่จารึกหลัก ๑ ได้มั้ย เพราะจารึกหลัก ๒ พูดถึงสุโขทัยที่เก่าแก่กว่านั้น และมีปฏิกิริยาโต้ตอบกันมาก ผมถึงบอกว่าเป็นเรื่องการเมืองภายในสุโขทัย แต่เราดึงมาเป็นการสร้างประวัติศาสตร์ชาติ จึงเกิดปัญหาวุ่นวายมาถึงขณะนี้



สรยุทธ : ลองยกตัวอย่างให้เห็น



อาจารย์ศรีศักร : เราเริ่มประวัติศาสตร์สุโขทัยในฐานะที่เป็นราชธานีแห่งแรก เพราะเราประกาศอิสรภาพจากขอม ถามว่าใครเป็นคนเขียน ที่บอกว่าไทยเป็นขี้ข้าขอม เซเดส์ใช่มั้ยครับ ฝรั่งเศส แต่นักปราชญ์ของไทยตามพวกนี้ มี ๒ ประเด็นที่ต้องตีความ ประเด็นแรก เซเดส์มองว่านักประวัติศาสตร์ไทยรุ่นเก่าตามว่า เหตุการณ์ขัดแย้งเกิดขึ้นสุโขทัยจากศิลาจารึกหลักที่ ๒ ที่บอกว่าสุโขทัยมีกษัตริย์องค์หนึ่งปกครองอยู่ชื่อขุนศรีนาวนำถม ไม่ได้บอกว่าเป็นขี้ข้าขอม แต่ว่าขุนศรีนาวนำถมมีลูกองค์หนึ่งชื่อขุนผาเมือง และเมื่อจารึกขาดกระท่อนกระแท่น ก็เกิดการวุ่นวายขึ้น...แล้วเมืองสุโขทัยถูกบุคคลคนหนึ่งเข้ายึดครอง คือขอมสบาดโขลญลำพง นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศสเอาไปบอกว่าเป็นขุนนางขอม หรือคนที่ขอม กษัตริย์เมืองพระนครส่งมาควบคุม เพราะเราเป็นเมืองขึ้น และจารึกมันก็เดินเรื่องต่อไปว่าพ่อขุนผาเมืองผนึกกำลังกันกับขุนบางกลางหาว มาตีสุโขทัย เมื่อตีได้แล้ว ขุนผาเมืองไม่เอาสมบัติ ที่จริงขุนผาเมืองตีได้ ความสัมพันธ์ของขุนผาเมืองกับกษัตริย์ขอม ไม่ใช่ลักษณะของเมืองขึ้น ระหว่างที่เซเดส์ตีความว่าสุโขทัยถูกขอมปกครอง แต่ว่าความเป็นขุนผาเมือง ศักดิ์ศรีเป็นลูกเขยกษัตริย์ขอม มันคนละเรื่อง



สรยุทธ : นี่เป็นความเห็นแตกต่างว่าหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ กับหลักที่ ๒ เนื้อหามันไม่ใช่แล้ว เป็นยังไงครับ



อาจารย์ธวัช : เราน่าจะมองเนื้อหานะครับ มองคำศัพท์ มองตัวอักษรว่าร่วมสมัยกันมั้ย ถ้าดูเนื้อหาผมว่ามันร่วมสมัยกัน แต่มันก็ขัดแย้งกันบ้าง หรือต่างคนต่างเขียน เพราะหลักที่ ๒ เป็นของพ่อมหาศรีศรัทธาฯ มันหลานขุนผาเมืองนะครับ ฝ่ายนั้นก็ไม่ได้อยู่ที่นั้นแล้ว ท่านจะเขียนยังไง เพราะท่านไม่ได้อยู่ในไทย ท่านไปบวชอยู่อินเดีย อยู่ลังกานานมาก แล้วท่านกลับมาตอนแก่ แล้วท่านมาจารึกของท่านอยู่คนเดียว และจารึกนั้นเพิ่งมาเจอเมื่อปี ๒๓๗๖ รัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นอักษรขอม มี ๒ หลักเท่านั้นแหละ แล้วท่านจะเอาหลักไหนมาทำหลักที่ ๑ ท่านเอาศัพท์เขมรมาใช้ และศัพท์ทุกอย่างมันร่วมสมัยกับสุโขทัย คำว่าเฒ่าเลิกใช้กันแล้ว ใครก็รู้พระเจ้าตากสินพูดเป็นขวบเป็นปี แต่ในกฎหมายตราสามดวงยังใช้อยู่ อย่างลักษณะพยาน เด็กเจ็ดเข้า เถ้าเจ็ดสิบ เป็นพยานไม่ได้ ก็แสดงว่ามันใช้เรื่อยมา แต่มาเลิกใช้ตอนสมัยปลายอยุธยา เพราะลักษณะชาติมีทั้งขวบทั้งเถ้า บางแห่งใช้ ๗ ขวบ บางแห่งใช้ ๕ เถ้า สับสนแล้ว นี่ผมจะให้เห็นว่านี่มันร่วมสมัยกันอยู่



สรยุทธ : ฉะนั้นคือรัตนโกสินทร์แน่นอน



อาจารย์ธวัช : ผมอยากพูดให้ไอ้พวกนักวิชาการรู้กันเสียที ให้ชาวบ้านรู้เสียทีว่ามันพูดกันอยู่ได้ทำไมว่า ถ้าเกิดหลักที่ ๑ เพิ่งมาเขียนขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ จะไปรู้ได้ยังไง คำต่างๆ ที่เพิ่งมาพบภายหลัง รัชกาลที่ ๔ ไปเห็นได้ยังไง หรือคนร่วมสมัยนั้นไปรู้ได้ยังไง



สรยุทธ : หลักศิลาจารึก หลักที่ ๑ เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ชาติไทย สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรก พ่อขุนรามคำแหงคิดภาษาไทย นี่ผมเรียนมาอย่างนั้นเลยนะ แล้วเกิดหลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ แล้วก็มีใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่ขาย ขาย และก็มีสั่นกระดิ่ง พ่อปกครองลูก ทั้งหมดนี้มาจากหลักศิลาจารึก หลักที่ ๑ ที่ผมเรียนมา คราวนี้เกิดข้อสงสัยว่ามันแยบยล ในยุคนั้นมันจะมีอย่างนั้นจริงๆ เหรอ



อาจารย์ธวัช : มันต้องมีงานเฉลิมฉลองอะไรซักอย่างนึง และจารึกก็ตั้งอยู่ในที่ชุมชน คุณสามารถมองได้ทุกด้าน ประกาศต่อธารกำนัล เพราะฉะนั้นกรุงสุโขทัยรับรู้กันแล้วว่าสมัยนั้นเขารับรู้ว่าเข้าใจกันอย่างนั้น เราตีความกันผิด เขาแค่บอกว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว เขาเพียงบอกว่าบ้านเขามีความสุข



สรยุทธ : คือนักวิชาการกลุ่มนั้นบอกว่าภูมิศาสตร์



อาจารย์ธวัช : นักประวัติศาสตร์กำลังหลงทางกัน



สรยุทธ : เขาบอกว่าสุโขทัยไม่ใช่เลยในน้ำมีปลา ในนามีข้าว



อาจารย์ธวัช : เขาแค่บอกไม่อดอยากก็พอแล้ว ไม่ต้องส่งข้าวไปขายปีละ ๒๐๐-๓๐๐ ตัน เขาแค่มีกิน ผมอยากให้คิดแบบคนโบราณคิด เมืองเขากว้างมาก เขาเดินทางกี่วันล่ะครับ จะไปจากศรีสัชนาลัยไปสุโขทัย เราใช้เวลาแผล็บเดียว แต่เขาใช้เวลาเป็นวันๆ ฉะนั้นต้องเข้าใจเขา



สรยุทธ : อาจารย์ศรีศักรลองเห็นแย้งหน่อยครับ



อาจารย์ศรีศักร : ผมคิดว่าสังคมไทยต้องใจกว้าง เราพูดถึงประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์ที่ขัดแย้งมา เรามองประวัติศาสตร์ผิด เรามองประวัติศาสตร์ลักษณะที่เชื่อว่าเป็นจริง ซึ่งมันผิดวัตถุประสงค์ประวัติศาสตร์ ในสังคมไทยเหมือนสังคมอื่นๆ ในโลก มองประวัติศาสตร์เนื้อหาที่เป็นตำนาน คือเชื่อว่าเป็นจริง แต่ความเป็นนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ประวัติศาสตร์คือเรื่องที่จะถกเถียงกันโดยไม่ให้หาข้อยุติ เพื่อให้เกิดความคิด ความรู้ขึ้นมา ตรงนี้แหละประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือ ทำให้เกิดสติปัญญา ถามว่าในอดีตใครสามารถที่จะบอกได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่มีทาง มันก็ต้องมีการค้นคว้าและตีความ



สรยุทธ : อาจารย์ยึดอยู่บนตำนานหรือเปล่า



อาจารย์ธวัช : ไม่ใช่ เราต้องดูทุกหลัก ๔๘ หลัก สุโขทัยมี ๔๘ หลัก เขียนทั้งภาษาไทย บางหลักเขียนภาษาขอมด้วย



สรยุทธ : มีข้อเสนอเพื่อให้เกิดการถกเถียงกันขึ้นใหม่ อาจารย์ไม่เอา



อาจารย์ธวัช : เอา แต่ต้องให้มีระบบ ไม่ใช่แบบลักษณะความคิดอย่างนี้ ผมว่ามันอคติเกินไป เอาแค่มีเหตุมีผล และประวัติศาสตร์สุโขทัยไม่ชัดเจน คือผมอยากให้คิดแบบสร้างสรรค์ ไม่ใช่ประวัติศาสตร์แบบทำลาย



สรยุทธ : ฝ่ายทฤษฎีที่เสนอความคิดใหม่ สุโขทัยไม่ได้มีสภาพที่น่าจะเป็นราชธานีได้จริง แต่หลักศิลาจารึกหลักที่ ๑ สุโขทัยคือราชธานี คือเริ่มต้นประวัติศาสตร์ อาจารย์ว่ายังไงครับ



ศ.ดร.ประเสริฐ : อย่าว่าแต่ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวเลย แม้แต่ปลูกต้นตาลก็ไม่ขึ้น เพราะเขาได้เอาดินส่งไปให้วิเคราะห์ เพราะเนื่องจากดินนี้เป็นเมืองร้างมา พอหน้าแล้ง หญ้าแห้ง มันถูกน้ำชะลงไป และดินที่จะปลูกอะไรขึ้นมันแค่ ๑-๒ นิ้วเท่านั้น และเมื่อออกไปแล้วมันก็ปลูกอะไรไม่ขึ้น อย่าว่าแต่ปลูกข้าวเลย ปลูกต้นตาลก็ไม่ขึ้น แต่เราไปดูสุโขทัยสิครับ เขียวชอุ่มเลยครับ ต้นตาลก็ขึ้นเต็มไปหมด



สรยุทธ : ภูมิประเทศของสุโขทัยไม่น่าจะใช่



ศ.ดร.ประเสริฐ : ก็แก่งหลวง จับปลากันไม่ไหวเลย



อาจารย์ศรีศักร : ผมมองประเด็นคำว่าราชธานี มันพูดถึงใช้เฉพาะรัฐซึ่งรวมศูนย์ อย่างเช่นเมืองพระนครเป็นราชธานี แต่ขณะนี้สุโขทัยมีตัวตน มีรัฐอื่นที่ทัดเทียมกับสุโขทัยอยู่ มันไม่ใช่เป็นราชอาณาจักรอย่างที่คิด ถ้าบอกว่าเมืองสุโขทัยเป็นเมืองหลวง เมืองสำคัญของรัฐหนึ่ง มันก็ OK ไม่มีปัญหา แต่เวลาใช้คำว่าราชธานี มันหมายความว่ามันเป็นราชอาณาจักร ตรงนี้สิครับมานั่งถกเถียงกันทำไม ต้องมองการเมืองขณะนั้นที่ระบุว่าก่อนอยุธยาในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ไม่มีราชอาณาจักรที่ชัดเจน มันมีเมืองใหญ่ๆ อยู่แล้ว ล้านนาก็เป็นส่วนหนึ่ง นครศรีธรรมราชต่างๆ เหล่านี้ แล้วมันก็รวมกัน เวลาเราเขียนประวัติศาสตร์ เราบอกว่าสุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกทันทีผิดเลย



อาจารย์ธวัช : แต่ผมว่าเขาอยู่กันอย่างมีความสุข เขามีน้ำ พังโพยสี มีท่อน้ำ มีเขื่อน เขาเลียนแบบขอมอยู่เยอะนะครับ ทำที่กักน้ำและต่อท่อลงมาเข้าในเมืองใช้น้ำ ฉะนั้นสระกลางเมืองก็มีน้ำทั้งปี ท่อทำจากดินเผาเลยครับ มีความคิดสร้างสรรค์กว่าอยุธยาด้วยซ้ำไป สมัยอยุธยายังใช้น้ำคลองอยู่เลย ผมคิดว่าเมืองสุโขทัยอายุไม่ยืนยาวเท่าไหร่ แต่เขามีความสุข เหมือนกับที่เขียนบันทึกไว้ เขามีความชื่นชมบ้านเมือง อยู่ดี มีกิน ไม่ลำบาก



สรยุทธ : ทฤษฎีของฝ่ายนั้นบอกว่า ใครใคร่ค้า ค้า สุโขทัยสมัยนั้นมีเหรอ



อาจารย์ธวัช : มี



สรยุทธ : น่าจะเอามาจากยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น



อาจารย์ธวัช : หลักศิลาจารึกหลักที่ ๓ พูดลงเรือไปค้า ขี่ม้าไปขาย นี่เป็นความดีอกดีใจของเขา



สรยุทธ : อาจารย์ศรีศักรอธิบายได้มั้ยเรื่องการค้า



อาจารย์ศรีศักร : ถ้าดูจารึกหลักที่ ๑ เมื่อช่วงพ่อขุนรามคำแหงปกครองแบบพ่อปกครองลูก มันพูดถึงเมืองแรกเริ่ม ไม่ใช่เป็นราชธานี โครงสร้างขนาดนั้นเมืองกระจอก แต่ถ้าเป็นราชธานีต้องมีระบบ มาถึงพระยาลิไท ไปสร้างให้เป็นโครงสร้างให้พิลึกกึกกือขึ้นมา ในตัวจากรึกบอกอยู่แล้ว นี่ผมพูดจริงนะ ผมไม่กลัวใครจะไปเดินขบวนก็แล้วแต่ เพราะโครงสร้างเล็กๆ อย่างนี้ ไม่น่าจะมีอะไรที่ซับซ้อน



สรยุทธ : เชื่อว่าสร้างในสมัยสุโขทัย



อาจารย์ศรีศักร : ใช่ แต่มันรุ่นหลังๆ แล้ว



สรยุทธ : แล้วสมัยนั้นสร้างทำไมครับ แล้วทำไมไปเขียนให้เป็นอย่างนั้น



อาจารย์ศรีศักร : จารึกเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างหนึ่ง เพราะมันขัดแย้งกัน ผมบอกว่าต้องเอาหลักที่ ๑ และ ๒ มาดู ต่างฝ่ายต่างเชียร์ตัวเอง



ศ.ดร.ประเสริฐ : พระเจ้าลิไทยกล่าวว่าบ้านเมืองแตกเป็นเสี่ยงๆ แต่กล่าวในสมัยพ่อขุนรามคำแหงไว้ว่าบ้านเมืองกว้าง คือกว้างขวางมาก ก็แปลว่ามันต้องใหญ่กว่านั้น ก็เพียงเท่าที่ว่าลิไทยเองก็ไปถึงหลวงพระบาง ไปถึงชวา แต่สมัยของปู่ท่าน ดินแดนมันกว้างขวางกว่านี้ เอาแค่นี้แหละครับ อย่าเถียงกันเลย ผมไม่ต้องการมาเถียงกัน เอาไว้แค่สมัยสุโขทัย ผมก็พอใจแล้ว อย่าให้มาถึงรัชกาลที่ ๔ เลย



อาจารย์ศรีศักร : เรื่องรัชกาลที่ ๔ ในความเห็นผม ท่านเอาสิ่งของเก่าๆ มาสร้างประวัติศาสตร์ชาติ คือศิลาจารึกหลักที่ ๑ เพื่อจะยืนยันว่าเมืองไทยมีอารยะ เพราะความเป็นอารยธรรมคือการมีลายลักษณ์ อันที่ ๒ ในเรื่องของพระศาสนา รัชกาลที่ ๔ ท่านอ้างพระปฐมเจดีย์ แต่ท่านไม่ได้สร้างใหม่ ท่านเอาเหล่านี้มาอ้างในการสร้างความเป็นรักชาติของเรา แต่พอเวลาอ้างขึ้นมาก็จะไปพูดถึงความเก่าแก่ เดี๋ยวนี้พิสูจน์ได้มั้ยว่านครปฐมเป็นแหล่งแรกที่พระโสณอุตตระมาประกาศศาสนา



(สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์)



สรยุทธ : สวัสดีคุณสมศักดิ์ครับ ปัญหาของคุณสมศักดิ์และชาวบ้านที่ไปชุมนุม ปัญหาคืออะไรครับ



สมศักดิ์ : ปัญหาตรงนี้ผมคงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับนักวิชาการ แต่มันเป็นผลเฉพาะทางความรู้สึกนะครับ และเป็นผลสะท้อนมาถึง จังหวัดสุโขทัย ซึ่งชูยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวและการเป็นมรดกโลกอยู่ คนสุโขทัยที่รู้ความมาก็คือมีความเชื่ออย่างนี้มาตลอด และผลกระทบที่ตามมาก็คือวิถีชีวิตของคนสุโขทัยถูกเปลี่ยนแปลงไปด้วยประวัติศาสตร์ และที่นักวิชาการทั้งสองฝ่ายมาถกเถียงกัน ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ามีผลประโยชน์อะไรแอบแฝงกันอยู่



สรยุทธ : และที่คนสุโขทัยเผาพริกเผาเกลือ เพราะกำลังถูกลบหลู่อย่างนั้นหรือครับ



สมศักดิ์ : กำลังมีความรู้สึกว่าสิ่งที่มีมาอยู่แล้ว ก็ดีอยู่แล้ว วิถีชีวิตก็เดินไปด้วยดีด้วยคนสุโขทัย แต่ถ้ามาเปิดประเด็นกันเรื่องนี้ขึ้นมา เปิดมานานแล้วครับ เราเคยเชิญนักวิชาการทั้งฝ่ายที่นำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ปรากฏว่าเขาก็ไม่มาให้ความกระจ่าง ก็เลยเป็นเรื่องคลุมเครือ มันก็เงียบมาตลอด จนสุดท้ายมีการต่อเนื่องเรื่องนี้ เราจึงคุยกับประชาชนว่าทำไมไม่ลุกขึ้นมาต่อสู้ แต่ไม่ได้เถียงว่าจริงหรือไม่ แต่เราอยากอยู่ในวิถีชีวิตของคนสุโขทัยแบบนี้นะครับ



สรยุทธ : คืออะไรครับ



สมศักดิ์ : ก็คือสิ่งที่ยอมรับกันแล้ว แม้กระทั่งยูเนสโกยังยอมรับเลยครับ



สรยุทธ : อย่าได้มาเสนอความคิดที่จะเปลี่ยน จนทำให้เกิดความไม่แน่ใจ อย่างนั้นใช่มั้ยครับ



สมศักดิ์ : อาจจะเป็นกุศโลบายของบรรพชนของคนสุโขทัย หรือใครก็ได้ที่เป็นคนไทย ที่เป็นหลักจิตวิทยามากกว่าที่จะพูดถึงเรื่องเก่า-ใหม่ ผมว่าเป็นหลักจิตวิทยาในการปกครองของคนสมัยนั้นมากกว่า



สรยุทธ : อีกมุมนึงในประวัติศาสตร์ก็น่าจะมีการชำระเสียให้ถูกต้องไม่ใช่หรือครับ



สมศักดิ์ : ชำระได้ครับ มีหลักฐานแน่นอน คนสุโขทัยไม่ใช่ไม่มีเหตุผลนะครับ ยอมรับฟังถ้าทุกอย่างมีหลักฐานชัดเจนว่าถ้าเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ ก็ช่าง คนสุโขทัยยอมรับได้ เพราะเป็นสมบัติของชาติไทยครับ



สรยุทธ : ถ้ายอมรับได้ ปัญหาคืออะไรครับ



สมศักดิ์ : ปัญหาคือน่าจะทำให้มันชัดเจนกว่านี้ แล้วออกมาคุยกันครับผม



อาจารย์ศรีศักร : การหาข้อเท็จจริง มันยุติไม่ได้ เพราะใครจะไปรู้อดีตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็เป็นมุมมองที่ต้องโต้เถียงกันสืบไป แต่ถ้าความเชื่อเป็นเรื่องนี้ ก็เป็นสิทธิของคนสุโขทัย ก็เชื่อไปสิ



สมศักดิ์ : ก่อนที่จะออกมาตีแผ่เป็นสื่อทั้งประเทศ มันย่อมเกิดผลกระทบแน่นอนครับ คนสุโขทัยเดินไปที่ไหน ก็บอกว่าคนสุโขทัยไม่ใช่ของจริงล่ะ เพราะฉะนั้นพอประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือน ผมไม่บอกว่าบิดเบือนดีกว่า ผมว่าจะมีการถกเถียงกันอยู่ว่าสิ่งที่เราได้ร่ำเรียนมา รู้มา อาจจะถูกชำระ หรือไม่เป็นไรถ้าชำระแล้วมันขาวสะอาดและชัดเจน และไม่มีอะไรอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง คนสุโขทัยยอมรับได้ครับ



อาจารย์ศรีศักร : ผมว่าเรื่องนี้อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ทำความเข้าใจในการเรียนประวัติศาสตร์เสียใหม่ให้ดี และรวมทั้ง ททท. หรือกรมศิลปากร จะทำอะไรให้มันเข้าใจ อะไรที่เป็นความเชื่อ อะไรที่จะสร้างขึ้นเพื่อให้มีการท่องเที่ยว ให้มันเคลียร์ซะ อย่าเอาเรื่องที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วิชาการ ไม่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เขาถกเถียงกันในวงวิชาการเท่านั้นเอง พวกที่ทำหนังสือขาดทุนทั้งนั้นแหละครับ แต่หนังสือพระขายดี



อาจารย์ธวัช : ถ้าเรื่องธรรมดา หนังสือพิมพ์ก็ไม่ชอบลง แต่ถ้าเรื่องขัดแย้งขึ้นมา หนังสือพิมพ์ชอบลง วิธีการนี้ใครอยากดัง ก็ทำเรื่องอย่างนี้เรื่อยๆ ก็ดังไปเรื่อยๆ ดังชั่วคืนชั่ววันเลย



สรยุทธ : กลุ่มที่ไปชุมนุมเผาพริกเผาเกลือ เรียกร้องยังไงอะไรครับ



สมศักดิ์ : ขอให้นักวิชาการทั้งหลายแหล่ปิดประตูห้องทำการบ้านให้เรียบร้อย ตอนนี้หยุดการให้ข่าวทางสื่อ หรือการตีพิมพ์ที่เป็นสื่อสาธารณะ ทำให้คนไขว้เขว แม้กระทั่งลูกหลานสุโขทัยตอนนี้ไขว้เขวกันหมดแล้ว ต้องกลับไปเรียนกันใหม่แล้วมั้งอย่างนี้



สรยุทธ : แยกได้มั้ยว่าบางอย่างเป็นเรื่องของความเชื่อประเพณี แต่ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ คนละแบบกัน อย่างเช่น เผาเทียนเล่นไฟ ลอยกระทง เราแยกได้มั้ย นี่ผมถามสมมตินะครับ



สมศักดิ์ : แยกได้ครับ แต่ในส่วนของหลักจิตวิทยา ผมเชื่อว่าในความเชื่อของคนสุโขทัยมีความเชื่อเต็ม ๑๐๐% และกลายเป็นเหมือนลักษณะของทางล้านนา เป็นความเชื่อที่หนักแน่นมากครับคนสุโขทัย



สรยุทธ : และจะชุมนุมกันอีกเมื่อไหร่ครับ



สมศักดิ์ : ถ้ามีการเคลื่อนไหวทำให้สุโขทัยได้รับผลกระทบจากวิถีชีวิตตรงนี้ เราก็จำเป็นต้องเคลื่อนตัวออกมาอีกครั้งในการชุมนุมใหญ่ แต่ชุมนุมด้วยสันติ เราต้องการแสดงพลังให้เห็นว่าคนสุโขทัยปลูกฝังความรู้สึกนี้ รักสุโขทัย รักพ่อขุนรามคำแหง เป็นอย่างมากครับ



สรยุทธ : แล้วทำไมนักวิชาการไม่เข้าไปนั่งคุยให้ได้ครับ อันนี้ผมเป็นคนนอกครับ



อาจารย์ธวัช : ใครเป็นคนจัดล่ะ



สรยุทธ : หมายถึงนักประวัติศาสตร์ด้วยกันก็จัดกันเอง แล้วเข้าไปนั่งคุยกันเอง



อาจารย์ธวัช : ตอนนี้สมาคมประวัติศาสตร์ไม่มีบทบาทอะไรเท่าไหร่ มันไม่ค่อยทำงานกันแล้วนะ และการชำระประวัติศาสตร์ของสำนักนายกฯ ก็มีคนแค่กลุ่มนึง เดี๋ยวนี้มันหลายสำนัก หลายกลุ่ม หลายความคิด ฉะนั้นประวัติศาสตร์เมืองไทยอีกนานที่จะเจริญก้าวหน้า ไม่ยอมลงกันเลย ต่างคนต่างคิดคนละอย่าง



สรยุทธ : นักประวัติศาสตร์บ้านเราไม่ยอมลงรอยกันเลยเหรอ



อาจารย์ศรีศักร : ผมว่าบางกลุ่มก็ลงรอย บางกลุ่มก็ไม่ลงรอย แต่ที่ไม่ลงรอยก็เป็นลักษณะของนักวิชาการทั่วโลกก็เป็นอย่างนี้แหละ เราอย่าไปถือเป็นสาระ ความงอกงามทางวิชาการคือการถกเถียงกัน แต่ใครจะถูก-ผิด ขึ้นอยู่กับคนฟังมากกว่า



สรยุทธ : วันนี้ก็ถือว่าเราเรียนรู้เรื่องที่กำลังถกเถียงกันในแวดวงประวัติศาสตร์ แต่กลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านก็ต้องมีส่วนรู้เห็นบ้าง เพื่อจะได้ศึกษาครับ ถ้าเกิดมีประเด็นนี้เกิดขึ้น วันนี้ขอบพระคุณทุกท่านครับ ลาไปก่อน สวัสดีครับ
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 82 17 ส.ค. 2547 (18:32)
ผมได้ดูรายการนี้ในช่วงท้าย หลังจากนั้นก็ไปดู WEBTV ช่วงต้นที่ www.mcot.or.th เนื้อความที่ศิลปวัฒนธรรมเอามาลงนี้ หยิบเอามาจากเนื้อหาที่ถอดเทปและลงไว้ใน mcot แต่แก้ไขการสะกดและข้อความที่พนักงานของรายการถอดไว้ผิดๆจำนวนมาก



แต่ที่สำคัญคือมีเนื้อหาบางส่วนหายไปครับ เป็นส่วนที่สำคัญ ถึงแม้ว่าผมเห็นด้วยว่าไม่น่าบันทึกไว้ เนื่องจากผู้ร่วมรายการ"ท่านหนึ่ง" ฟันธงย้ำหลายครั้งในทำนองว่า เราจะถกหรืออภิปรายหลัก ๑ อย่างไรก็ได้ แต่ต้องทำอย่าง"สร้างสรรค์" คือให้เอาข้อความมาศึกษากัน "ภายใต้เงื่อนไขว่าพ่อขุนรามเป็นคนสร้างเท่านั้น"



พ่อขุนรามอาจจะเป็นผู้สร้างหลักที่ ๑ จริง แต่ความคิดแบบนี้เป็นอันตรายต่อวงการศึกษามาก คือ "คุณจะคิดอย่างไรก็ได้ แต่ต้องคิดเหมือนผมเท่านั้น"



รับไม่ได้จริงๆครับ



ไม่แปลกใจว่าทำไมอ.พิริยะถึงปฏิเสธที่จะร่วมรายการ ภาพพจน์วงการวิชาการโบราณคดีคงป่นปี้หมดถ้าจะมาทะเลาะกันแบบเหลวไหลออกทีวี
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 18 ส.ค. 2547 (08:47)
ถ้าอาจารย์พิริยะยังคงเชื่อว่าศิลาจารึกสร้างสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ไม่ควรจะมาออกรายการนี้อยู่ดีละค่ะ จะกลายเป็นการพูดคนละประเด็นกันไป
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 18 ส.ค. 2547 (13:02)
คุณเทาชมพูคงจะไม่ได้ขมรายการตอนนี้ ประเด็นคือดังนี้ครับ


http://www.mcot.net/tltk/today.php?id=430&PHPSESSID=137b2512969c3ad30f8c848cc2146997



ขออนุญาตยกความมาตรงนี้นะครับ



ปัญหาหลักศิลาจารึก หลักที่ 1



เปิดประเด็นร้อนค่ำคืนนี้ จะไป "ถึงลูกถึงคน" กับเรื่องของการพิสูจน์ความจริงที่คนไทยต้องตะลึง.. หลักศิลาจารึก.สมัยสุโขทัย..ว่า หลักไหนคือของจริง หรือ สิ่งที่ค้นพบเป็นประวัติศาสตร์ จะเป็นเรื่องลวง วันนี้ จะมาแกะทุกตัวอักษร กับทฤษฎีที่ต้องพิสูจน์... อะไรคือเรื่องจริง ของจริงมีอยู่หรือไม่ ร่วมกันค้นหา และแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้กันได้ที่นี่ ในรายการ "ถึงลูกถึงคน" เวลา 23.00 น. ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี และติดตามรับฟังการถ่ายทอดสดรายการนี้ ผ่านทางคลื่นวิทยุ FM 100.5 MHz (กรุงเทพฯ และปริมณฑล) และในต่างจังหวัด รับฟังผ่านทางคลื่นวิทยุ อ.ส.ม.ท. อีกกว่า 50 สถานีทั่วประเทศ



ผู้ร่วมรายการ

------------------------------------

1. ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่านศิลาจารึก

ราชบัณฑิตสาขาประวัติศาสตร์ คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยแผนงานความทรงจำของโลก

2. ศาสตราจารย์ ธวัช ปุณโณทก อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยบูรพา

3. อ.ศรีศักร วัลลิโภดม นักวิชาการอิสระ

4. สมศักดิ์ คำทองคง ประธานคณะทำงานเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามคำแหง (สัมภาษณ์โทรศัพท์)



*** ร่วมแสดงความคิดเห็น ได้ที่ ***

- โทร.02-201-6061 ถึง 3

- ส่งข้อความผ่าน SMS กับโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ

กด 9 เว้นวรรค แล้วตามด้วยข้อความ จากนั้นส่งมาที่ 84820

----------------------------

(สำหรับวันที่มีโหวต) เข้าเมนูส่งข้อความ ไปที่เมนูเขียนข้อความ

เลือกหัวข้อโหวต (กด 91)หรือ(กด 92) ส่งมาที่หมายเลข 84820

-----------------------------

ล่าสุดรายงานจาก หนังสือพิมพ์มติชน (ขอขอบคุณข้อมูล)

ประท้วง2นักวิชาการแย้งศิลาจารึก ขู่ไม่หยุดวิจารณ์จะเคลื่อนใหญ่อีก



เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 กรกฎาคม บริเวณหน้าพระบรมรูปอนุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหง ภายในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย นายมนู พุกประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย พร้อมแกนนำเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามทั้ง 9 อำเภอ และนักเรียน นักศึกษา จำนวน 5,000 กว่าคน ร่วมกันชุมนุมเคลื่อนไหวประท้วงนายไมเคิล ไรท์ นักวิชาการอิสระ และ ดร.พิริยะ ไกรฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยคดีศึกษา ที่ระบุว่าหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามคำแหงมหาราช สร้างขึ้นมาในรัชกาลที่ 4



กลุ่มแกนนำต่างๆ อาทิ นายมนู นายจำเจน จิตธร ส.ว.สุโขทัย นายสมศักดิ์ คำทองคง ประธานคณะทำงานองค์กรเครื่อข่ายชุมชนลูกพ่อขุนราม และหัวหน้าแกนนำองค์กรเครือข่ายชุมชนลูกพ่อขุนรามทั้ง 9 อำเภอของสุโขทัย ผลัดกันขึ้นกล่าวโจมตีผู้ที่คิดว่าหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนราม เป็นของปลอมนั้น เป็นการสร้างความแตกแยกให้กับคนไทย แบ่งออกเป็นสองฝ่าย เพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง ขอเรียกร้องเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจับตามอง



"ขอฝากผ่านสื่อไปถาม ดร.พิริยะว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ที่อาศัยอยู่ในปัจจุบันไม่ใช่เพราะอานุภาพของพ่อขุนรามหรือที่เป็นผู้สร้างสุโขทัยเป็นราชธานีจนมีประเทศไทยถึงทุกวันนี้ และที่ผ่านมา ดร.พิริยะได้เรียนหนังสือซึ่งก็เป็นตัวอักษรที่พ่อขุนรามประดิษฐ์ขึ้นมา จนมีงานเลี้ยงครอบครัวและมีหน้ามีตาในสังคมไทย ก็ไม่ใช่หนังสือของพ่อขุนรามหรอกหรือ การชุมนุมครั้งนี้เพื่อเตือนกลุ่มนักวิชาการ แต่หากยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 พ่อขุนรามฯปลอมอีกก็จะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ และคงจะไม่หยุดอยู่เท่านี้" แกนนำผู้หนึ่งกล่าว



ก่อนสลายการชุมนุมกลุ่มพลังมวลชน ได้ร่วมประกอบพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งผู้ที่ออกมาระบุว่า ศิลาจารึกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยมีพระครูวิจิตรธรรมนิเทศก์ ประธานศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา จ.สุโขทัย เป็นผู้ทำพิธีสวดยัดสาปแช่ง พร้อมทั้งนำแผ่นป้ายข้อความต่างๆ เผาพร้อมกับพริกและเกลือด้วย



ด้านนายสุพจน์ พรหมมาโนช ผู้อำนวยการอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ที่ออกมาเฝ้าดูสถานการณ์ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้ กล่าวว่า มีการตรวจสอบหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 ทั้งการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ และทางภาษาโบราณมาแล้วหลายต่อหลายครั้งว่าเป็นของแท้ และเกิดขึ้นในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงจริง และในหลักศิลาจารึกอีกหลายหลักที่ถูกค้นพบรอบๆ อุทยานประวัติศาสตร์ จะมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับหลักที่ 1
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 85 18 ส.ค. 2547 (13:18)
อ.พิริยะถูกโจมตีมากด้วยเหตุที่ว่ารายการนี้แทนที่จะมีฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน กลับมีเพียงฝ่ายคัดค้านคืออ.ประเสริฐ และ อ.ธวัช กับอ.ศรีศักรที่มาเป็นตัวแทนฝ่ายที่เห็นว่าหลักที่๑ไม่ได้สร้างโดยพ่อขุนราม(อ.ศรีศักรเห็นว่าน่าจะสร้างสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท)



หากคุณเทาชมพูพอมีเวลาและ internet ที่ใช้อยู่มีความเร็วพอสู้ไหว อยากให้เข้าไปดู video clip ด้วยตนเอง จะเห็นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่



ตามลิงก์นี้ไปจะเห็นลิงก์ไปยัง video clip อยู่ด้านล่างครับ
http://www.mcot.net/tltk/today.php?id=430
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 86 18 ส.ค. 2547 (13:35)
ผมว่านักวิชาการแสดงความคิดเห็นแบบนักวิชาการเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว หากคิดต่างกันก็หาหลักฐานมายันกันไป ถึงจุดหนึ่งใครมีหลักฐานมั่นคงกว่ากันสมมติฐานนั้นก็จะได้รับการยอมรับในวงกว้าง (แต่ก็ยังคงต้องรอการ challange จากหลักฐานใหม่ๆ)



ผิดถูกว่ากันไปครับ



แต่ที่ว่าอ.พิริยะอยากดัง ผมว่ามันก็ตลก ผมตามเรื่องนี้มาหลายปี ผมยังไม่เคยเห็นหน้าอ.พิริยะเลยครับ ถ้าลองตรวจสอบประวัติดู ก็จะรู้ว่าท่านเป็นอย่างไร หากมองในแง่สิ่งที่นำเสนอออกมา ผมว่าเหตุผลที่อ.พิริยะยกมา หลายๆเรื่องไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะใช้ยึดถือได้ แต่ในขณะที่ฝ่ายที่พยายามชี้ว่า"ปลอม"ต้องชี้จุด"แปลกปลอม"ออกมา ฝ่ายที่เห็นว่า"แท้"ก็ต้องชี้แจงว่าจุดที่"แปลกปลอม"นั้นมันไม่ได้แปลกปลอมแต่อย่างใด หลายๆสิ่งที่อ.ประเสริฐท่านยกขึ้นมา ผมว่าอยู่หมัด ชัดเจน แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ยังไม่หนักแน่น และบางประเด็นก็ไม่มีการชี้แจง ทั้งนี้การที่ยังมีสิ่งที่"แปลกปลอม"อยู่ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะชี้ชัดได้ว่าหลัก ๑ "ปลอม" แค่เรายังไม่สามารถอธิบายความแปลกปลอมนั้นได้ เป็นเรื่องที่ต้องศึกษากันต่อไปครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 18 ส.ค. 2547 (13:49)
ดิฉันดูรายการนี้ค่ะคุณ CH ถึงออกความเห็นอย่างที่บอกไว้ไงคะ
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 18 ส.ค. 2547 (17:54)
คุณเทาชมพูดูแล้วเห็นเป็นอย่างไรบ้างครับ?



ผมดูคนที่ sms เข้ามาแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจ "ด่า"อ.พิริยะก็มาก พวกที่"เชื่อ"ว่าทำสมัยรัตนโกสินทร์"โวย"อ.ประเสริฐก็เยอะ อ.ศรีศักรก็พลอยโดนลูกหลงไปไม่น้อย



ส่วนตัวผมเองค่อนข้างพอใจกับการแสดงความคิดเห็นของอ.ประเสริฐและอ.ศรีศักรครับ อาจจะดูรุนแรงไปบ้างในบางจังหวะแต่อยู่บนฐานของวิชาการ แต่ก็เห็นว่าคนไทยยังไม่มีความพร้อมกับการเสวนาแบบวิชาการแบบนี้ นักวิชาการที่ดีก็ทำงานของตนเองไป ประชาชนดูจะใช้วิธี"เลือก"ที่จะเชื่อตามความพอใจของตนมากกว่า และที่แย่คือมองคนที่คิดต่างจากตนเองเป็นผู้ร้ายไปเลย



ที่ยังงงๆคือเรื่องนี้มันระเบิดขึ้นมาเพราะอะไร ผมเห็นว่าอ.พิริยะค่อนข้างจะเก็บตัวเงียบ หนังสือที่ตีพิมพ์ในช่วงนี้ก็เป็นหนังสือเก่าเอามาพิมพ์ใหม่ เนื้อหาในหนังสือก็ค่อนข้างจะเป็นวิชาการมาก ถ้าไม่สนใจจริงจะน่าง่วงเลยด้วยซ้ำ คนที่ออกมาแสดงความเห็นแบบ"แรง" กลับเป็นคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ, ไมเคิล ไรท์ และ อ.นิธิ ซะมากกว่า



มันเกิดอะไรขึ้นหรือครับนี่
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 89 19 ส.ค. 2547 (09:59)
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกค่ะ นักวิชาการเขาก็เห็นกันหลากหลาย เท่านั้นเอง

ส่วนการเล่นกับความเชื่อของประชาชน เป็นอีกกรณีหนึ่ง

เรื่องนี้น่าจะจบกันไปนานแล้ว
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 30 ส.ค. 2547 (11:02)


แปะข้อความต่อจากคห.79
20391

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 30 ส.ค. 2547 (11:03)


*
20392

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 30 ส.ค. 2547 (11:05)


*
20393

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 93 30 ส.ค. 2547 (11:07)


*
20394

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 30 ส.ค. 2547 (11:09)


*
20395

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 95 30 ส.ค. 2547 (11:12)


*
20396

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 30 ส.ค. 2547 (11:13)


*
20397

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 30 ส.ค. 2547 (11:15)


*
20398

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 98 30 ส.ค. 2547 (11:17)


*
20399

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 99 30 ส.ค. 2547 (11:22)


*
20400

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 100 30 ส.ค. 2547 (11:25)


*
20401

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 101 30 ส.ค. 2547 (11:30)


20402
ถ้าหากว่าไม่มีใครเรียกร้องให้โพสต์ต่อ ดิฉันก็ขอหยุดสแกนข้อความมาลงไว้แค่นี้นะคะ

เพราะเท่าที่เอามา ก็คงมีน้ำหนักพอจะนำมาประกอบความคิดเห็นได้แล้วว่า ศิลาจารึกหลักที่ 1 เป็นสิ่งที่พระบาทพระจอมเกล้าฯทรงทำขึ้นหรือไม่



ความคิดเห็นส่วนตัวของดิฉันคือ ศิลาจารึกนี้สร้างสมัยสุโขทัย ไม่ใช่รัตนโกสินทร์ 18 บรรทัดแรกสร้างสมัยพ่อขุนรามคำแหง ส่วนที่ถัดมา สร้างขึ้นในสมัยหลังจากนั้น ข้อความในศิลาจารึกบอกไว้ชัดเจนแล้ว

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 102 31 ส.ค. 2547 (01:35)
หากว่าคุณเทาชมพูจะกรุณาโพสต์ต่อ ก็น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้สนใจต่อไปนะครับ



โดยส่วนตัวผมเองคิดว่ายังสรุปได้ยาก จะเชื่ออ.พิริยะหลักฐานเหตุผลที่นำเสนอมาก็ยังหนักแน่นไม่พอ แต่ถ้าจะเชื่อว่าเป็นศิลาจารึกสมัยสุโขทัยจริง ผมก็ยังขัดข้องใจอยู่บางประการ โดยเฉพาะประเด็นที่คาใจผมมากที่สุดก็คือเรื่องการใช้วรรณยุกต์นี่แหละครับ เพราะจารึกหลักที่ ๑ มีการใช้วรรณยุกต์ที่"ผิดชาวบ้าน"จริงๆครับ เรียกว่าใช้กันแบบเคร่งครัดเหมือนกับที่เราใช้กันในปัจจุบัน จะมีหลุดบ้างก็เรียกได้ว่าไม่เกิน 1% ในขณะที่หลักอื่นๆ ผมพยายามไล่หาจารึกอักษรไทยมาอ่านดูมามากกว่า ๓๐ หลักแล้ว ไล่อายุได้ตั้งแต่หลักที่ ๒ มาจนถึง พ.ศ.๒๑๐๐เศษแล้ว การใช้วรรณยุกต์ก็เป็นไปอย่างหละหลวมมาก ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง หลักไหนใส่ครบถ้วนสัก 50% ก็ถือว่ามากแล้ว เรียกว่าการใส่วรรณยุกต์ในหลักที่ ๑ นี่ถือว่าเป็นเอกลัษณ์อีกอย่างหนึ่งของหลักที่ ๑ เมื่อเทียบกับจารึกในสมัยเดียวกัน(และหลังจากนั้นอีกไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ปี)เลยเชียวครับ ผมยังคิดเหตุผลที่ดีให้กับความผิดแปลกตรงนี้ไม่ออกครับ จะให้เชื่อตามอ.ประเสริฐว่าเป็นเพราะพระอัจฉริยภาพของพ่อขุนรามคำแหง ผมก็ยังอึดอัดใจอยู่



สำหรับเรื่องผลการวิเคราะห์ทาง"วิทยาศาสตร์"ที่ทำนั้น ในฐานะที่เป็นนักเรียนสายวิทยาศาสตร์ พูดตามตรงว่ายอมรับผลการวิเคราะห์ทาง"วิทยาศาสตร์"ที่ไม่ยึดถือหลักการทาง"วิทยาศาสตร์"แบบนี้ไม่ได้ครับ



ขอติดตามดูต่อไปก็แล้วกันครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 103 31 ส.ค. 2547 (11:53)


20403 ถ้าหาหลักฐานเรื่องวรรณยุกต์มาได้แล้วจะสแกนค่ะ เท่าที่ยกมาดิฉันคิดว่าผู้สนใจก็น่าจะได้คำตอบไปมากพอสมควรแล้ว

ดิฉันไม่ติดใจเรื่องวรรณยุกต์ การเรียงวรรณยุกต์ลงบรรทัดเดียวกับตัวพยัญชนะ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯก็ทรงเคยทดลองทำ แต่ก็เช่นเดียวกันกับศิลาจารึกหลักที่ 1 คือไม่เป็นที่นิยม เราก็เลยมีวรรณยุกต์ข้างบนข้างล่างกันแบบเดิมจนทุกวันนี้

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 104 31 ส.ค. 2547 (16:11)
ยาวมากๆครับกระทู้นี้ ขอกลับไปอ่านตอนต้นก่อนครับ
จ้อ
ร่วมแบ่งปัน1444 ครั้ง - ดาว 268 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 105 31 ส.ค. 2547 (17:56)
ประเด็นที่ผมกล่าวถึงไม่ใช่เรื่องตำแหน่งของวรรณยุกต์นะครับ วรรณยุกต์ในหลักที่หนึ่งวางอยู่บนพยัญชนะเป็นปกติดีครับ(เป็นอย่างเดียวที่ไม่ได้เรียงอยู่ในบรรทัด)



ถ้าเป็นประเด็นเรื่องวางสระบนสระล่างไว้บรรทัดเดียวกันอ.ประเสริฐได้เคยชี้ให้เห็นว่ามีจารึกหลักอื่นที่มีการใช้ให้เห็นอยู่บ้างแล้วครับ



สิ่งที่เป็นปัญหาคือความเคร่งครัดในการใช้วรรณยุกต์ครับ ลองดูตัวอย่างนี้นะครับ



จารึกหลักที่ ๑ ด้านที่ ๑ ปริวรรตตามรูปอักษรปัจจุบัน



๑. พ่ ูก ื ช่ ี สร ี นทรา ี ทตย แม่ ู ก ืช่



นาง ื เสอง ี พ่ ู ก ื ช่ บาน ื เมอง



๒. ู ต ี พ่น๋องท๋องดยวห๋าคน ู ผ๋ชายสาม



ู ผ๋ ี ญงโสง ี พ่ ื เผอ



๓. อ ู ผ๋อ๋ายตายจาก ื เผออตยมแฏ่ญงงเลก



ื เม่ออ ู ก ื ฃ๋นให่ญได๋



๔. ีสบเก๋าเข๋า ุ ฃนสามชนเจ๋า ืเมอง



ฉอด(๑) มาท่ ื เมองตากพ่ ู กไปรบ



๕. ุ ฃนสามชนหววซ๋าย ุ ฃนสามชนขบบ



มาหววฃวา ุฃนสาม



๖. ชน ื เก่ลอนเฃ๋าไพ่รฝ๋าหน๋าใสพ่ ู ก ี หน



ญญ่ายพายจแจ๋



๗. (น ู) (๒) กบ่ ี หน ูก ี ข่ ช๋างเบกพล(๓)



ู กขบบ เฃ๋า ก่อนพ่ ูก ูกฏ่



๘. (ช๋า)งด๋วย ุฃนสามชนตน ูก ูพ่งช๋าง



ุ ฃนสามชน ตวว ื ช่



๙. มาส ื เมองแพ๋ ุ ฃนสามชนพ่าย ี หน



พ่ ู ก ี จ่ง ื ฃ๋น ื ช่ ู ก



๑๐. ื ช่พระรามคำแหง ื เพ่ออ ู ก ู พ่งช๋าง



ุ ฃนสามชน ื เม่อ

๖. ชนเกลื่อน(๑๒) เข้าไพร่ฟ้าหน้าใส(๑๓) พ่อกูหนี



ญญ่ายพายจแจ๋-



๑๑. อช่ววพ่ ู ก ู กบํเรอแก่พ่ ู ก ู กบํเรอ



แก่แม่ ู ก ู กได๋ตวว



๑๒. ื เน๋ออตววปลา ู กเอามาแก่พ่ ู ก ู กได๋



หมากสํ๋หมากหวา



๑๓. นอนนใด ิ กนอร่อย ิ กน ี ด ู กเอามา



แก่พ่ ู ก ู กไปตี



๑๔. หนงงวงช๋างได๋ ู กเอามาแก่พ่ ู ก



ู กไปท่บ๋านท่ ื เม



๑๕. องได๋ช๋างได๋งวงได๋ป่ววได๋นางได๋



ื เงอนได๋ทอง ู กเอา

๑๑. อชั่วพ่อกู(๒๒) กูบำเรอ(๒๓) แก่พ่อกู กูบำเรอ



แก่แม่กู กูได้ตัว



๑๒. เนื้อตัวปลา กูเอามาแก่พ่อกู กูได้



หมากส้ม หมากหวา-



๑๓. น(๒๔) อันใดกินอร่อยกินดี กูเอามา



แก่พ่อกู กูไปตี-



๑๔. หนังวังช้าง(๒๕) ได้กูเอามาแก่พ่อกู



กูไปท่บ้านท่เมื-



๑๕. อง ได้ช้าง ได้งวง ได้ปั่ว ได้นาง(๒๖) ได้



เงือน(๒๗) ได้ทองกูเอา

๑๖. มาเวนแก่พ่ ู ก พ่ ู กตายญงง ี พ่ ู ก



ู กพรำบํเรอแก่ ี พ่



๑๗. ู กฎ่งงบํเรอแก่พ่ ูก ี พ่ ู กตาย



ึ จ่งได๋ ื เมองแก่ ู กทงง



๑๘. (ก)ลํ ืเม่ออช่ววพ่ ุ ฃนรามคำแหง



ื เมอง ุษกโขไท ี น๋ ี ดในน๋ำ



๑๙. ( ี ม)ปลาในนา ี มเข๋าเจ๋า ื เมองบ่เอา



จกอบในไพร่ ู ลทาง(๔) ืเพ่



๒๐. (อ)น ูจองวววไปค๋า ี ข่ม๋าไปขาย



ใครจกกใค่รค๋าช๋างค๋าใคร



๒๑. จกกใค่รค๋าม๋าค๋าใครจกกใค่รค๋า ืเงอน



ค๋าทองค๋าไพ่รฝ่าหน๋าใส



๒๒. ู ลกเจ๋า ูลก ุฃน ู ผ๋ใดแล๋ลํ๋ตายหายก่วา



อ๋ยาว ืเรอนพ่ ืเช๋ออ



๒๓. ื เส๋ออฅำ(๕) มนนช๋างข ู ลก ีมยย ี ยยเข๋า



ไพรฝ๋าข๋าไทป่า



๒๔. หมากป่า ูพลพ่ ื เช๋ออมนนไว๋แก่ ูลกมนน



ี ส๋นไพ่รฝ๋า



๒๕. ู ลกเจ๋า ูลก ุฃน ีผ๋แล๋ ีผดแผกแสก



ว๋างกนนสวน ูด



๒๖. แท๋แล๋ ีจ่งแล่งฅวาม(แ)ก่ขาด๋วย ืซ่



บ่เฃ๋า ูผ๋ ลกกมกก



๒๗. ู ผ๋ซ๋อนเหนเข๋าท่านบ่ใค่ร ีพน



เหน ีสน ท่านบ่ใค่ร ืเดอ



๒๘. ดคนใด ีข่ช๋างมาหา



พา ืเมองมา ูศ่ช่อย ื เหนออ ืเฟ่อ



๒๙. อ ูก๋มนนบ่ ีมช๋างบ่ ีมม๋าบ่ ีมป่วว



บ่ ีมนางบ่ ีม ืเง(อ)



๓๐. นบ่ ีมทองให๋แก่มนนช่อยมนนตวง



เปนบ๋านเปน ืเมอ



๓๑. งได๋ข๋า ืเสอกข๋า ืเสออหวว ูพ่งหววรบ



ก่ ีด บ่ฃ๋าบ่ ีตใน



๓๒. ปาก ูปต ีมก ีดงอนน ืณ่ง



แขวนไว๋ ห๋นน ไพร่ฝ๋าหน๋า



๓๓. ปกกลางบ๋านกลาง ืเมอง ีมถ๋อย



ีม ฅวามเจบท๋อง



๓๔. (ข๋)องใจมนนจกกก่ลาว ิเถงเจ๋า ิเถง



ุฃนบ่ไร๋ไปลนนก



๓๕. ีดงอนนท่านแฃวนไว๋พ่ ุฃนรามคำแหง



เจ๋า ืเมองได๋











ลองสังเกตดูว่ามีการใช้วรรณยุกต์อย่างเคร่งครัดนะครับ



แล้วลองเปรียบเทียบกับจารึกหลักที่ ๒ ด้านที่ ๑ ดูนะครับ



๑. .... (๑) .......................



๒. ............................



๓. ...............สํเดจพระตถาคตเปน........



๔. .....มหิ (ยง) งคน เมิอสํเดจพระ



มหามูณีสรีมหาธาดุ.........



๕. อยู…..สํเดจพระมหาเถรผูชีสรีสรธา



ราชจูลามูณีรดดนลงกาทีบมหาสามิเป



๖. (นเจา).......ใกลฝงันำมาวลิกคงคา



ในลงกาทวิบนอกเมืองกำพไลเถิง.. ิย



สํเดจหา



๗. .........ทีนนนก่พระทนตธาดุสูคนธ



เจดีมีสาม (อ) นนมีญอดอนนนิ



๘. (งพระมหาเถรสรีสรธา) ราชจูลามูณี



เกิดในนครสรลวงสองแฅวปูชีพระญา



สรีนาวนำถุ ํ (เปนขุน) เปนพ



๙. ............... เสวยราชในนคร



สองอนนอนนนิงชีนครสุกโขไทอนน



นีงชีนครสรีเ(ส)



๑๐. (ชนาไล)..........ปรดิสถาพระ



ส (รีรดดนมหาธาดุ) ใกลฝงันำ ...



ในนคร สุกโขไท นนนพ่ขุ



๑๑. นสรีนาว (นำถุ ํ ).......................



.............(สรีเสชนาไล) ดงงอิง



เปนขุนยิขุนนางนกกห(๒)



๑๒. นาแ .......... (เปน) ขุนใน



เมิองชลยง..........เมิองใตออก



พขุนนำถุ ํ เบิองตวนนออ



๑๓. กเถิง .......... เบิองหววนอนเถิง



ขุนลุน (ตา) ขุนดา (ขุนดาน) ๐...



เบิองในหรดีเถิงฉอดวยงเหลก



๑๔. .. (เบิองตวนน) ตกเถิง..ละพุล



.......... บู..๐ เบิองพาย (บบ)เถิงชยง



แสนพยาว. ลาว๐ เบิอ



๑๕. งตีนนอนเถิงเมิองด....ขุนดาน....



...... (ขุน) ค..........พขุน



นำถุ ํ ดาย ไดเมีองสุก



๑๖. โขไทแกพขุนดาย ........ พขุนนำถุ ํ



รูคุณอนนพิเสส๐คี..งชางรูวงัชาง



แกลวหาน.......



๑๗. ...........เขาแทงพขุน...



นำถุ ํ ..๐พขุนนำถุ ํ ตอหววชางดวยอี



แดงพุะเลิง......



๑๘. .. (ไดเมิองแก) พขุนนำถุ ํ พขุนนำถุ ํ



ใส......อีแดงพุะเลิงใหญปรมาน



เทาบาดเว(น..เมิ)



๑๙. องแหงเมิองสุกโขไท๐พขุนนำถุ ํ (ร) บ



เสอกมาไดใหเข๋าใหสินแก่ท่านแล๐



พิสองนองไดนิง



๒๐. .รก.............นจกก...



อนันิได ลูกพขุนสรีนาวนำถุ ํ ผูนิ (งชี)



พรญาผาเมิองเปนขุน



๒๑. ในเมิองราดเมิองลุมคุมลงแสนชางมา



ฝากรอมบานเมิองออกหลวงหลาย



แกกํ ๐ เมิอกอนพขุน



๒๒. บางกลางหาว (ขิน) ไปเมิองบางยาง



ให สิริ (จ) ดดพลพขุนผาเมิอง



เจาเมิองราด พาพขุนผาเมิองผดาจ



๒๓. (กนน) แลกนน๐พขุนบางกลางหาวได



เมิองสรีเสชนาไล......พขุนผาเมิอง



เจาเมิองราดพลมา



๒๔. ตบกนนทีบางขลงไดเวนบางขลงแก



พขุนผาเมิองแลวพขุนผาเมิองเอาพล



เมิอเมิองราดเมิองส



๒๕. คาได.สบ.ล..บสริเสชนาไลสุกโขไท



ขอมสบาดโขลญลำพงรบกนน. แลว



พขุนบางกลางหาวไป



๒๖. ...... (พลพขุนผา) เมิองเจาเมิอง



ราดมา (ทีนี) ให้ผชุ ํ พล ๐ พขุนบาง



กลางหาว แลพขุนผาเมิองขี



๒๗. ชางสราย . . . . . . . . . พรญาผสบกนน



(แลก) นนคินใหขีดวยกนนเหนิอหวว



ชาง ๐บรคนแลวพ



๒๘. ขุนบางกลางหาวแลขอมสบาดโขลญ



ลำพง รบกนน๐พขุนบางกลางหาวให



ไปบอก แกพขุนผาเมิองพขุน



๒๙. นผาเมิอง . . . . . . . (ขอม) สบาดโขลญ



ลำพงห . . พายพง๐พขุนผาเมิองจิงยงั



เมิองสุก (โข)



๓๐. ไทเขาได๐เวนเมิองแกพขุนบางกลาง



หาว๐พขุนกลางหาวมิสูเขาเพิอเกรง



แก พระสหายพขุนผา



๓๑. เมิงจิงเอาพลออกพขุนกลางหาวจิงเขา



เมิอง๐พขุนผาเมิองจิงอภิเสก พขุนบาง



กลางหาวใหเมิอ



๓๒. งสุโขไทใหทงัชีตนแกพระสหายรยก



ชีสรีอีนทรบดินทราทิตย๐นามเดมกมร



แดงอญผาเมิอง๐เมิอ



๓๓. กอนผีฟาเจาเมิองสรโสธรปุรให



ลูกสาวชีนางสุขรมหาเทวิกบบขนน



ไชยสริให นามกยร แกพขุนผาเมิอ



๓๔. งหยมพขุนบางกลางหาวไดชีสริ



อีนทรบดีนทราทิตยเพิอพขุนผาเมิอง



เอาชิตนให แกพระสหายอีก



๓๕. เมิองสุโขไทเพิอนนน๐พขุนสริอินทร



บดินทราทิตยแลพขุนผาเมิองเอาพล



ตบกนนพา.ว. . .



๓๖. ท .ั เทิอใตเมิอเหนิอ เตรลาคลาทุกแหง



ทุกพายตางคนตางเมิอบานเมิองดงั



เกาลูกพขุนสริอี



๓๗. นทราทิตยผูนิงชีพขุนรามราชปราญ



รูธรรมกอพระสรีรดดนธาดุอนนนิง



ในสริสชนาไลหลานพขุนส



๓๘. ริอีนทราทิตยผูนิงชีธรมราชาพุล



รูบุนรูธรรมมีปริจญาแกกํบมิกลาว



ถิเลย๐พ่ขุนผาเมิองเจาเมิอง



๓๙. ราดนน๋นใหส่างเจดีมีคุณแกฝูงทาว



พรญาเปนอาจารพรนธิบาลแก่ฝูง



กสดตราธิราชทงัหลายมา



๔๐. สถิ (ต) อยูในสริเสชนาไล.....



ทุกแหงใหเปนบูรา ... สพายลูนปูน



หลงั ทงัหลายญอมใหสบสรร



๔๑. ลิกคุณทานพิ . . . (ผูเ) ปนครูหนกก



หนาแกกํ๐มีหลานพขุนผาเมิองผูนิง-



ชีสํเดจ พระมหาเถรสรีสรธา



๔๒. ราชจูลามูนิสรีรดดนลงกาทิบมหา-



สามิเปนเจาพระมหาเถรสริสรธาราช



จูลามูนิ หลานพขุ (น) ผาเมิ



๔๓. องนนนผูหลวกมกกกทำบุนยกทำ



ธรรมมกกโอยทานทุกเมิอบ่คิดแคน



จกกใหแกทาน (แตงแ)



๔๔. งสอาดงามหนกกหนาจิงโอยทานบิน-



ทิบาด โอยทานบมิขาดสกกวนน



โอย . . . สิบหาฅาบ แล . . . (ม)



๔๕. กกฉนนทุกวนนดงัอนนแลมกกจำสีล



ภาพนาอยูกลางปากลางดงหลงอด



ฉนนใบพง . . . .



๔๖. นลูกหมากรากไมมีวดดปริบดดดู



เยิองสิงหลทุกอนนมกกถเมรเทส



แสวงหาปริจญาธุ . . . .



๔๗. เสสรูทุกภาสามกกกทำพยรพยายาม



กลางฅำบ่อยินกลางฅินบอยูทยน



ปรารถนาโพธิสํภาร . . . . .



๔๘. (กพระ) เจดีปลูกสริมหาโพธิกทำ



พุทธปรดิมาทุกแห่งทุกพาย



เลิกสาสนาพระมหา . . . . .



๔๙. น . . อนนดรธานบใหฉิบบใหหายสกก



แหง๐พระมหาเถรสริสรธาราชจูลามู



นิ นนนผูเชิอ ผ . . .



๕๐. . . . . . นกดิบมิคยดตอบขสานติ



ไมยตริรูปรานิอีนดูสดตวทงัหลายโปรส



สรายบใหลํบใหตา (ย)



๕๑. สกกอนนรูบุนรูคุณทานสงยมมรรยาท



อาจสงัวอนตนสงัสอนคนทงงหลายให



รูลอาย รูกลววบาบกล



๕๒. ววผิดต่ผูเถาผูแกพแมครูอูบทยาย



มิตรสหายทงัหลาย พระมหาเถรสริ



สรธาราชจูลามูนินน๋นกลา



๕๓. (ว) . . . ดวยแกกํ๐แมนซิไมกทิงก่ดิ



แม๋นชิกิงพระสริมหาโพ . . .แมนชิอี . .



ก่ดีแมนชิ . . . สิร



๕๔. พระสริมหาโพธิน (คร) สิงหลนนนก่



ดีสํเดจพระมหาเถรเปนเจาเอามา



ป(ลูก) เหนิอดินจิงอทิสถานผิวา



๕๕. .........พระพุทธจริงจิงวาใสจุง



ใหเปนญ่าไดหยวสกกอนนคนน



(อทิส)ถานดงัอนนซิใบนิงแ



๕๖. (หง) . . . . . . จิงขินเปนใบขยวงาม



หนกกหนาแกกํเปนตนให (หญตน)



หลวงสูงงามหนกกห



๕๗. นาเปน . . . . . . . . หลายกิงมิพระ . . .



ฉลกกปรดิสถาไวในสรีราม (เท) พ



(น) ครเบิอง (ใต) เมิอง (สุโขไท)



๕๘. . . . . . . . . . . . . . . . .ลางมหาส . . . .



งไวในกุดานคอรกํพงครอง (เถิ) ง



ใ(น) นครสรีสชนาไล



๕๙. . . . นาพระ . . . . . . . . . ายเมิอแผ . . . .



อยดายอทิสถานใสเปนปูราใน ลงกาทวิบ



ในเมิอ



๖๐. . . . . . . . . . กในชํพูทวิบหลวงมีหลาย



แหงใหมีบัง (คํ) . . . สํเดจพระ



มหาเถรสรี (สรธา)



๖๑. . . . .ฝูง . . . . . . . . เปนครหส . . . เมิอ



นนน๐เจ๋า . . . . ภิดเสมิอราชสีหมีกํลงั



๖๒. . . . . . นหนกกหนาแกกํต่หววชางดวย



ขุนจงง๐ขุนจงงนนนขีชางสรายเปน



สารสูงใหญ่



๖๓. (แก) กํนำมนน (ชาง) กำลง (ง)



ตกแล (น) มาดวยเรวหนกกหนา



ขุนจง(ง) . . . ทา . พรญาคำแหง (พระ)



๖๔. (ราม) . . . คนนพรญาคำแหงพระราม



หม . . . มจกกแลกหมอนแพร



แ. . นแ . น . .



๖๕. . . . เปนพดงงอนนเจ๋าสรีสรธารา (ชจูลา



มู) ณีนนนเจบใจตางพ่ตนหนกกหนาเ



๖๖. สมิอดงงเอาฅ๋อนตีหางนาคราช



นนน . . . . ชางชีทวงท . ลช๋นนขบบ



แลนดวย . . นั



๖๗. แมช๋างแลชางสรายลงมนนชำเ (ชิ) งท



. . . นชางสรายเอางวงมนนคลำนำ



ลางใน . . .



๖๘. อนัยอ๋ยถูกหววเจาสรีสรธาราชจูลามูณี



(หน) นหนาไมปกกปีนปากจอบญีง



ถูกรูนำมนน



๖๙. ช๋างสรายนนนเดินเจบหนกกหนา



คนหนดินกญงงชอยแทงชางสราย



นนนจิงยกก



๗๐. พลยกมุดปาพงหนีเจาสรีสรธาราช



จูลามูณี จิงขบบแมชางไลตาม ตีบ่อย๋า



ค๋านบทานเมิ



๗๑. อตามตีฅวานชางวีงหนีตกปาแขม



เงิอดคำรบสองฅาบสามฅาบเขาทงงห



(นดิน)



๗๒. นนนวิงหนีเลยชางนนนตามบ่อยาจิงได



ชางสรายนนนใหมาแลสำเดจธรรมราชา



๗๓. . . . เมิองสุโขไททินิทาน . . . . วาดงงฤา



แลแมชางตชางสารตกมนนแลชาง



สาร (ตกนำมนน)



๗๔. . . . . . . . . . . หนีแกแมชาง . . . ดงง



ฤาแล ชางสารตกนำมนนหนีดงงอนน



หยมชา (ง) . . .



๗๕. . . . . . . . . เมิอสํเดจเจ๋าสรีสรธาราชจูลามูณี



(ช) งง อาสเมิอเปนพระหริะร



. . . เทพเมิอน.



๗๖. . . . ด . . แต่เมิอเจ๋าสรีสรธาราชจูลามูณี



ญงงนอยแม่ใหกินนํไดสองปีปลาย



คำนิงใน





๗๗. ทีแท๋ค (รา) นน๋นมาเถิงสิบเจดปี



สิบแปดปีมีจำบงงดวยขุนผู๋นิงชีท๋าว



มน . . งจำบงงดวย



๗๘. (อี) กมนนผู๋นิงชีท๋าวอีจานมาเถิงญี



สิบหกปี มีจำบงงหนกกหนาต่หวว



ชาง ดวยขุนจงง



๗๙. .งเลยสนอยเลยบมีกลาวถีเลยมีดงง



กลาวกอ่นนนนแล๐เจ้าสรีสรธาราช



จูลามูณี . .



๘๐. . . . . . . . . คุณมกกรยนคุณอนนพิ



(เส)ส อนนนิงรู๋คุณชางอนนนิงรู๋คุณม๋า



อนนนิงรู๋ คุณ . . . (อนน)



๘๑. (นิงรูคุณ) .นอนนนิงรู๋คุณสีห . . .



อนนนิงรู๋คุณคี (ธ) นูสีลบปี (น) ญิง



เ(ขาไป) กถูกรู๋คุณ (หลายประการ)



๘๒. มหาเถรสรีสรธาราชจูลามูณีนน๋นบดด



เข๋าบุนเข๋าบาบบดดหววบดดไห บดด



ไดบดดเสียบดด



๘๓. (ได) สุ (ข) บดดไดทุกขวยนสบบ



กลบบไปมา เขนใจในสงสารนีหลาย



ซำแกกํบ . . . . . . . . . นบบ



๘๔. . . . . . นมาเถิงญีสิบเก๋าเข๋าสามสิบทดด



มีราชกูมารพตรผู๋นิ่งส . . . . ดทาน



ทสตโอ . . . . นสำ



๘๕. . . . . หนกกหนาเหนสงสาราภพ



นีอ่นิตยอ่นาตบ่มิทยงจิงคำนิ (ง)



โพธิภารอนน . . . . . . . . รพา



๘๖. น..ง.....มาเถิงสามสิบเอดปีมีสรรธา



หนกกหนาชิผูใดปรารถนาเอาหววต(น)



. . . . . . .



๘๗. (โอย) ทานเมิอนนนจิงขนนีมล๋าง



เคริองอาวุทธทงงหลายอนนเปน



ตนว่า . . . . . . . . . .



๘๘. . . . สหนาไมธนูฟนนหูงจงงหนนใน



ป่า . . . . จิงว . นใหม . . อยา . . . . .



. . . . . . . งง . .



๘๙. . . . นนจิง . . ตองสวาะพนนละอย๋าว



เริอนแตงเริอนผาด้วยผ๋าแดงผาเหลิอง



ผ๋าดำผ๋า (ข) ยวผ๋าขา (ว)



๙๐. เหลิอม . . . สาเอาห่ปไดจิงไตรกรยา



ทานสํส . . . พารฝงงมรกต . . . . ใน . . . .



นิ . . . ง . . นิ .







ทั้งหมดนี้คัดลองจากฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรนะครับ
http://203.144.221.112/jaruk/



อยากให้ลองอ่านดู หรือหากอ่านไม่ถนัดลองเข้าห้องสมุดอ่านประชุมหลักศิลาจารึกภาคที่ ๑ ดูครับ แล้วจะเห็นอย่างที่ผมเห็น จารึกหลักที่ ๑ เป็นหลักเดียวที่ใช้วรรณยุกต์อย่างเคร่งครัด



ทำไม??????????



อยากให้ลองอ่านหลักที่ ๑ เปรียบเทียบกับหลายๆหลักในยุคสมัยเดียวกันแล้วจะเห็นอะไรดีๆหลายอย่างครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 106 31 ส.ค. 2547 (18:02)


20404 ประชุมหลักศิลาจารึกภาคที่ ๑ ดูครับ แล้วจะเห็นอย่างที่ผมเห็น จารึกหลักที่ ๑ เป็นหลักเดียวที่ใช้วรรณยุกต์อย่างเคร่งครัด



ทำไม??????????



อยากให้ลองอ่านหลักที่ ๑ เปรียบเทียบกับหลายๆหลักในยุคสมัยเดียวกันแล้วจะเห็นอะไรดีๆหลายอย่างครับ

********************

ไม่เข้าใจค่ะ แล้วยังไงล่ะคะ?

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 107 31 ส.ค. 2547 (19:37)
ผมจะลองสุมยกจากหลัก ๒ สักบรรทัดหนึ่งนะครับ



๑๗. ...........เขาแทงพขุน...



นำถุ ํ ..๐พขุนนำถุ ํ ตอหววชางดวยอี



แดงพุะเลิง......



อ่านว่า



เข้าแทงพ่อขุน...นำถุม...พ่อขุนนำถุมต่อหัวช้างด้วยอีแดงพุเลิง



จะเห็นได้ว่าไม่ใส่วรรณยุกต์เลยครับ ไม้เอก ไม้โท หายหมดเลย 6 ที่ 6 ตำแหน่ง ไม่ใส่เลยสักตำแหน่ง



ลองเทียบกับหลักที่ ๑



๑๗. ู กฎ่งงบํเรอแก่พ่ ูก ี พ่ ู กตาย



ึ จ่งได๋ ื เมองแก่ ู กทงง



อ่านว่า



กูดั่งบำเรอแก่พ่อกู พี่กูตายจ่งได้เมืองแก้กูทัง



(คำว่า "ทัง" คือ "ทั้ง" ปรากฎในหลักนี้และหลักอื่นๆในรูป "ทัง" ครับไม่ได้ตกหล่นไม้โทแต่อย่างใด)



7 ที่ 7 ตำแหน่งใส่ครบถ้วนไม่ตกหล่น



การใช้วรรณยุกต์อย่างเคร่งครัดนี้ปรากฎเฉพาะในหลักที่ ๑ และเข้าใจว่าไม่ปรากฎในที่ใดอีกเลย อย่างน้อยอีกหลายร้อยปีต่อมาเลยครับ (จารึก ๒๑๐๐ เศษยังใส่บ้างไม่ใส่บ้างอยู่ดี)



ผมดูจารึกทุกหลักในประชุมศิลาจารึกภาคที่ ๑ และ ตามดูในฐานข้อมูลของศูนย์ฯสิรินธรทั้งหมด แน่ใจว่าหลักที่ ๑ เป็นหลักเดียวที่ใช้อย่างถูกต้องเคร่งครัด หลักอื่นๆนั้นอย่างเก่งก็ใส่สัก 50% เท่านั้นครับ(เอาเฉพาะที่มีความเนื้อหามากพอประเมินได้นะครับ) และไม่ใช่เรื่องเสียงของแต่ละยุคแน่ เพราะใส่แบบคำเดียวกันปรากฏในหลักเดียวกันก็ใส่บ้างไม่ใส่บ้าง ไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร แต่หากจะคิดว่าการออกเสียงสมัยก่อนลื่นไหลไม่บังคับเสียงของคำ นั่นก็ยิ่งแปลก เพราะหลักที่ ๑ บังคับแน่นหนามาก



ไม่มีความหมายในเชิงอักษรศาสตร์เลยหรือครับ?
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 108 1 ก.ย. 2547 (09:00)
มีค่ะ เจอความไม่เสมอกันแบบที่คุณCH ว่าอีกมากมาย ในการเขียนภาษาไทย ไม่เฉพาะแต่ในศิลาจารึก ในสมุดข่อย ก็มีเยอะแยะ เขาเรียกว่าสะกดไม่ตรงกัน

ไม่เฉพาะแต่วรรณยุกต์เท่านั้น พยัญชนะ สระ ก็ลักลั่นไม่ตรงกัน มีให้เห็นเป็นปกติ
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 109 1 ก.ย. 2547 (10:28)
ไม่ใช่สะกดไม่ตรงกันนะครับ คนละเรื่องกัน เป็นเรื่องความเคร่งครัดในการกำกับวรรณยุกต์ จะเรียกว่า่ใช้วรรณยุกต์ลักลั่นกันอย่างคุณเทาชมพูว่านั้นถูกต้อง ที่ว่ามีให้เห็นเป็น"ปกติ"



หลักที่ ๑ "ผิดปกติ" ตรงที่ไม่ลักลั่นไงครับ มีหลักไหนอีกสักหลักไหมครับที่ "ผิดปกติ" อย่างนี้อีก ยกตัวอย่างให้ผมสบายใจสักหลักเถอะครับ เพราะผมหาไม่เจอจริงๆ (ถ้าไม่นับประเภทที่ว่ามีอยู่แต่ ๑-๒ บรรทัด ไม่เพียงพอที่จะเปรียบเทียบได้)
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 110 1 ก.ย. 2547 (20:19)
ดิฉันไปค้นอะไรต่อมิอะไรมาเยอะพอแล้วค่ะ ขอหยุดพักเรื่องนี้ก่อน

แต่อยากจะเสนอคุณ CH ว่าเรามาคุยกันแบบนี้น่าจะสนุกกว่านะคะ คือแทนที่คุณจะเป็นฝ่ายตั้งโจทย์อยู่หลายครั้งหลายหน แต่ไม่มีความเห็นออกมาชัดๆสักเท่าไรว่าคุณคิดยังไงแน่ และที่ตั้งโจทย์แต่ละเรื่องนั้น ในใจคุณคิดอะไรอยู่ ดิฉันก็ดูไม่ออก

คุณบอกออกมาเลยดีไหมว่าคุณคิดอะไร ดิฉันเชื่อว่าคุณ มีความรู้พอจะไม่ถามอย่างเดียวโดยตัวเองก็ไม่รู้ว่าสงสัยเรื่องอะไรหรือว่ามีแต่คำถามแต่ไม่มีคำตอบเป็นเงาๆอยู่ในใจ

พูดง่ายๆอีกทีว่าดิฉันสงสัยว่าคุณมีคำตอบอยู่ในใจแล้วละว่าศิลาจารึกหลักที่ ๑ ไม่ได้จารึกสมัยพ่อขุนราม หรอก อย่างน้อยก็ในความเชื่อของคุณ

ในตอนแรกคุณอาจจะคล้อยตามดร.พิริยะในหลายประเด็นเสียด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเมื่อเห็นคำชี้แจงของดร.ประเสริฐบ้างท่านอื่นบ้างคุณก็ค่อยๆตัดประเด็นว่าศิลาจารึกทำขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ออกไป แต่ยังไงคุณก็ไม่เชื่อว่าเป็นของแท้ที่สร้างขึ้นในสมัยพระราชโอรสพระองค์ที่สองของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระอนุชาของพ่อขุนบาลเมือง ใช่ไหมคะ?

(นี่คือคำถามค่ะ)

ความไม่เชื่อของคุณเห็นได้จากการตั้งคำถามเอาไว้หลายข้อ แสดงถึงความคิดที่คุณแปร่งๆกับศิลาจารึกแท่งนี้ เรื่องความลักลั่นของวรรณยุกต์ก็เป็นข้อหนึ่งที่เป็นข้อสงสัยของคุณ

ถ้าดิฉันเดาถูกทั้งหมด หรือเดาถูกส่วนใหญ่ ดิฉันจะตั้งคำถามย้อนกลับไปหาคุณดีกว่า

ว่าการเขียนวรรณยุกต์อย่างถูกต้องตามระเบียบของศิลาจารึก ทำให้คุณสงสัยอะไร?

สงสัยว่าของแท้ต้องลักลั่น ของไม่แท้ ก็เลยไม่ลักลั่นยังงั้นหรือคะ?
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 111 1 ก.ย. 2547 (21:24)
ผมยืนยันอย่างที่ได้บอกไว้หลายครั้งแล้วครับ คือผมยังไม่มีความเห็นสุดท้ายกับเรื่องนี้แต่อย่างใด



ผมไม่ได้ pro อ.พิริยะ และกลับมองว่าการที่อ.พิริยะใช้วิธีการตั้งสมมติฐานว่าหลักที่ ๑ สร้างในสมัย ร.๔ และใช้เกณฑ์นี้ในการทำงานวิจัยโดยพยายามหาว่าความในหลักที่ ๑ นั้น "หยิบยก" มาจากหลักใดบ้าง กลับสร้างความสับสนและเกิดกระแส "ฟันธง" โดยขาดความรู้ความเข้าใจ อย่างที่ได้เห็นจากความเห็นของคนส่วนหนึ่งในสังคมขณะนี้



มองในทางมุมกลับกันนักวิชาการส่วนหนึ่งก็ใช้หลักที่ ๑ เป็นเกณฑ์ยึดถือว่านี่คืองานของพ่อขุนราม(หรืออย่างน้อยก็งานสมัยสุโขทัย) และทำงานวิจัยโดยใช้ความเชื่อนั้นเป็นฐานโดยไม่สนใจถึงความผิดปกติที่มีอยู่ การทำเช่นนี้ไม่ได้ต่างอะไรกับสิ่งที่อ.พิริยะทำอยู่



ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยรู้จักหลักที่ ๑ แค่หนังสือเรียน และต่อมาก็เป็นงานเขียนงานวิเคราะห์ของนักวิชาการทั้งหลาย ความคิดเห็นสายของอ.ประเสริฐ และสายอ.พิริยะผมได้เห็นมาก่อนกระทู้นี้เป็นส่วนมาก และมองว่าเป็นเรื่องปกติ



เรามีจารึกโบราณอยู่หลักหนึ่ง นักวิชาการกลุ่มหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่าผิดปกติ และตั้งสมมติฐานว่าถูกสร้างขึ้นในยุคหลัง และพยายามอธิบายสิ่งที่ปรากฎในจารึกโดยยึดสมมติฐานนั้น กลุ่มนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งพยายาม defend โดยการชี้แจงข้อ"กล่าวหา"ดังกล่าวให้ตกไปเป็นข้อๆ



ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการปกติในงานวิชาการนะครับ



ผมบอกว่าผมยังไม่มีข้อสรุป ก็เพราะอย่างที่ว่า ข้อนำเสนอของอ.พิริยะหลายข้อทำโดยยึดว่าหลายๆอย่าง"สอดคล้อง"หากว่าจารึกหลักที่ ๑ สร้างโดย ร.๔ แต่ผมไม่เห็นด้วย เพราะการพิสูจน์ได้ว่า 2+2=4 ไม่ได้แปลว่า 1+3 จะไม่มีทางเท่ากับ 4 ได้ มันคนละเรื่องกัน



แต่ทั้งนี้คำอธิบายของอ.ประเสริฐก็ไม่สามารถปิดบังความจริงที่ปรากฎอยู่ได้ คือหลักที่ ๑ แปลกจริงๆ ไม่ได้ อ.พิริยะคนเดียวที่เห็นว่าแปลก ท่านจันทร์ก็เห็น Vickery ก็เห็น อ.ศรีศักรก็เห็น อ.พิเศษก็เห็น อ.นิธิก็เห็น ไมเคิล ไรท์เห็น ฯลฯ แต่ละท่านแต่ละคนก็มีสมมติฐานที่แตกต่างกันบ้างเหมือนกันบ้าง ผมว่าแม้แต่อ.ประเสริฐเองท่านก็เห็น แต่ท่านมีคำอธิบายของท่านเองเช่นเดียวกัน



"ความแปลก"ของหลักที่ ๑ นี่มีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว ของจะแปลกได้ต้องไม่เหมือนใคร นั่นคือต้องเทียบกับหลักอื่นๆ มิฉะนั้นจะไม่เห็นความแปลกนั้นแต่อย่างใด เราเองอยู่ในยุคที่คนธรรมดาสามารถเข้าถึงหลักฐานชั้นต้นจำนวนหนึ่งอย่างไม่ยากนัก เป็นโอกาสอันดีที่จะได้ไปเห็นสิ่งที่นักวิชาการหลายๆท่านเห็นว่า "แปลก" และเลือกที่จะดูตามวิจารณญานของตนเองได้ว่า "แปลก" หรือไม่ อย่างไร ผมว่าไม่น่าจะละทิ้งโอกาสนี้ไปนะครับ ดีกว่าที่จะมารับฟังแต่ความเห็นของคุรุทั้งที่หลักฐานจริงอยู่แค่เอื้อมมือนี่เอง



ในช่วงชีวิตของผมเอง อาจจะอยู่ได้รู้เห็นคำตอบที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นพ่อขุนรามทรงสร้าง พญาลิไททรงสร้าง ร.๔ ทรงสร้าง หรือมือมืดที่ไหนจะแอบทำขึ้นมาตอนปลายกรุงศรีอยุธยาผมก็พอใจทั้งนั้นแหละครับ หากมันเป็นความจริงและพิสูจน์ได้โดยไม่ต้องสงสัย



น่าเสียใจหากจะปล่อยโอกาสในการศึกษาทิ้งไปเพียงเพราะเชื่อในบทสรุปของคุรุ โดยที่แม้แต่ตนเองก็ไม่รู้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรนะครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 112 1 ก.ย. 2547 (21:46)
กลับมาตอบคำถามของคุณเทาชมพู



ข้อแรก: ผมไม่ได้เชื่อว่าจารึกหลักที่ ๑ ไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยพระราชโอรสพระองค์ที่สอง(จริงๆองค์ที่ ๓ - ลองอ่านจารึกดูนะครับ)ของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ พระอนุชาของพ่อขุนบาลเมืองครับ เพราะอย่างที่ว่า ถึงความแปลกจะมีอยู่มาก แต่ใครจะรู้ ทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเพราะพระอัจฉริยภาพของพ่อขุนรามคำแหงอย่างที่อ.ประเสริฐตั้งข้อสังเกตไว้จริงๆครับ



สำหรับผม ไม่ได้ตัดคำตอบใดออกไปเลยแม้แต่ข้อเดียวครับ (ยกเว้นเรื่องที่ว่าทั้ง ๔ ด้าน จารในสมัยพ่อขุนราม ซึ่ง obvious อยู่แล้ว)



คำถามที่สอง: การเขียนวรรณยุกต์อย่างถูกต้องตามระเบียบของศิลาจารึก ทำให้คุณสงสัยอะไร?

สงสัยว่าของแท้ต้องลักลั่น ของไม่แท้ ก็เลยไม่ลักลั่นยังงั้นหรือคะ?



ขอตอบว่า: จารึกนั้นเป็นของจริง จับต้องได้ ไม่ใช่ของปลอมแน่ แต่จะสร้างโดยใครสมัยไหนนั้น ผมยังข้องใจ เพราะอย่างที่เห็น เรื่องความเคร่งครัดในการวรรณยุกต์ อันเป็นเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนหากได้อ่านจารึกที่ปริวรรตมาเป็นตัวอักษรปัจจุบัน ไม่ใช่ฉบับแปลที่ความผิดปกติข้อนี้ถูกกลบหายไป หลักที่ ๑ ไม่เหมือนจารึกภาษาไทยหลักใดๆที่มีอายุเก่าอย่างน้อยอีกสองร้อยกว่าปีต่อมา ผมแปลความหมายได้ดังนี้

- จารึกนี้ถูกสร้างขึ้นหลังจากนั้น ในยุคที่มีการใช้วรรณยุกต์อย่างเคร่งครัดแล้ว

- พ่อขุนรามฯมีพระปรีชาสามารถเหนือใครในยุคสมัยเดียวกันและแม้คนรุ่นหลังหลายร้อยปี อย่างที่อ.ประเสริฐว่าไว้ว่าระบบการเขียนอักษรไทยได้เสื่อมลงภายหลังรัชสมัยของพระองค์ก่อนที่จะค่อยๆถูกพัฒนาขึ้นมาให้เหมือนกับที่พระองค์เคยสร้างไว้ในหลายร้อยปีถัดมา



คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นไปได้ทั้งสองประการ แต่โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าข้อแรกน่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้เหมารวมว่าผมจะต้องไปเชื่อว่า ร.๔ จะเป็นผู้ทรงสร้าง เพราะไม่มีข้อเท็จจริงอะไรจะไปยืนยันอย่างนั้นได้แต่อย่างไรครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 113 1 ก.ย. 2547 (22:12)


20405
ความเห็นของคุณ CH

เรามีจารึกโบราณอยู่หลักหนึ่ง นักวิชาการกลุ่มหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่าผิดปกติ และตั้งสมมติฐานว่าถูกสร้างขึ้นในยุคหลัง และพยายามอธิบายสิ่งที่ปรากฎในจารึกโดยยึดสมมติฐานนั้น กลุ่มนักวิชาการอีกกลุ่มหนึ่งพยายาม defend โดยการชี้แจงข้อ"กล่าวหา"ดังกล่าวให้ตกไปเป็นข้อๆ



ทั้งหมดนี้เป็นกระบวนการปกติในงานวิชาการนะครับ



ความเห็นของดิฉัน

เรามีจารึกโบราณอยู่หลักหนึ่ง แต่เดิมมาก็เชื่อข้อความในนั้นว่าเป็นข้อเท็จจริงในอดีตเมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน สร้างขึ้นในสมัยที่ระบุไว้ในหลัก ต่อมานักวิชาการกลุ่มหนึ่ง เช่นไมเคิล ไรท์ และดร.พิริยะ ตั้งข้อสงสัย ว่าข้อความในนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง ความไม่จริงที่สำคัญที่สุดคือมันเพิ่งสร้างขึ้นในยุคหลังจากนั้นราว ๕๐๐ ปี ดังนั้นก็แปลได้ว่าเรื่องราวในจารึกเป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ด้วยฝีมือผู้ที่เกิดไม่ทันและไม่รู้ไม่เห็นเหตุการณ์ในจารึกนั้นจริงๆ

กลุ่มนี้จึงอธิบายความเชื่อของตน โดยอ้างหลักฐานเปรียบเทียบหลายอย่าง หักล้างความเชื่อเดิมๆ



กลุ่มนักวิชาการที่เชื่ออย่างแรกเช่นดร.ประเสริฐ หักล้างเหตุผลของกลุ่มที่เชื่ออย่างหลังโดยอ้างหลักฐานอื่นๆ ทั้งสมัยสุโขทัยและอยุธยา หักล้างความเชื่อใหม่

ทั้งหมดนี้เป็นการเสนอและแย้งเชิงวิชาการ ที่เป็นกระบวนการปกติ



สิ่งที่คุณ CH เรียกว่าแปลก ดิฉันเรียกว่าลักษณะเฉพาะของศิลาจารึก นักวิชาการทั้งสองกลุ่มก็มองเห็นเช่นกัน



หลายคนเอาลักษณะเฉพาะนี้ไปตีความ สู่ความเชื่อคนละแบบ บางคนเชื่อว่าแต่งขึ้นสมัยพระเจ้าลิไท ไม่ใช่พ่อขุนราม ฯลฯ

ลักษณะเฉพาะหรือความแปลกนั้นถ้ามันอยู่เฉยๆ หาคำสรุปไม่ได้ มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไร

บางคนหาคำตอบได้อย่างอาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ แต่ก็ยังไม่เป็นที่ยุติ และดิฉันไม่ค่อยจะแน่ใจว่ามันมีข้อยุติ

อ.พิเศษเองก็ไม่ได้ฟันธงว่าที่ท่านสรุปเช่นนั้นจะต้องเป็นแบบนั้น แต่ท่านเห็นของท่านอย่างนั้น



คุณ CH ยังไม่เดินไปถึงขั้นความคิดตกผลึก ยังอยู่ในระหว่างตั้งข้อสังเกต คำตอบที่น่าพอใจที่สุด เกิดจากคุณแสวงหาเอง



ความคิดเห็นของดิฉัน - ศิลาจารึกหลักที่ ๑ สร้างสมัยสุโขทัย

จบ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 114 1 ก.ย. 2547 (22:18)
คุณ CH เคยถามอาจารย์ที่สอนเรื่องจารึกไหมคะ
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 115 2 ก.ย. 2547 (02:12)
ยอมรับอย่างเต็มใจเลยครับ ว่าผมยังเดินไปไม่ถึงขั้นความคิดตกผลึก ผมยังหาคำตอบที่น่าพอใจให้กับตัวเองไม่ได้ ตราบใดที่ยังเป็นอย่างนี้ผมก็คงอยู่ในวังวนนี้ มองหาข้อมูลใหม่ๆ รับฟังความคิดเห็นใหม่ๆ เผื่อว่ามันจะตอบข้อข้องใจให้ผมสบายใจได้สักทีแหละครับ



สำหรับเรื่องอาจารย์สอนจารึกนั้น ไม่เคยถามเลยครับ เพราะไม่รู้จักสักท่านเดียว คุณเทาชมพูมีอะไรจะชี้แนะหรือครับ? แน่นอนว่าผมยินดีรับข้อมูล/ความคิดเห็นใหม่ๆเสมอ



ทั้งนี้หากคุณเทาชมพูเบื่อที่จะสีซอให้ควายอย่างผมฟังแล้วล่ะก็ ผมยินดีที่จะยุติการสนทนาเรื่องนี้ครับ



เจ้าบ้านว่าอย่างไรก็ว่าตามกันอยู่แล้วครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 116 2 ก.ย. 2547 (12:16)
โอ๋ คุณ CH ไม่น่าใจน้อยนะคะ คนที่ควรน้อยใจน่าจะเป็นดิฉันมากกว่า เพราะโพสต์มาเกือบ 100 ความเห็น เพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าสิ่งที่คุณข้องใจ ไม่ใช่เรื่องที่ไปหามาแทบล้มประดาตาย

ถ้าบอกกันเสียแต่คห. 1 ป่านนี้คงไปสอบถามนักวิชาการมาให้ได้ตรงเป้าหมายแล้ว



เดี๋ยวจะลองไปถามมาให้ เพราะอ่านที่คุณสงสัยแล้ว เป็นสมมุติฐานที่ฟังแล้ว ไม่แน่ใจว่าคุณสงสัยอยู่คนเดียวหรือว่าหลายคนสงสัยร่วมกัน

เพราะอาจตีความได้หลายทาง

1) วรรณยุกต์ ในยุคกระโน้น กระจัดกระจายไม่มีแบบแผนแน่นอน (เรียกว่าไม่เข้าแถว) มาก่อน แล้วคนจารึกหลักที่ 1 จึงเรียกมาเข้าแถวให้เรียบร้อยในภายหลัง

หรือ

2) วรรณยุกต์ถูกกำหนดเข้าแถวมาก่อน แล้วไปแตกแถวทีหลัง

3) วรรณยุกต์เข้าแถวบ้างไม่เข้าแถวบ้าง แล้วแต่ใครจะเรียกแถวหรือไม่เรียก



สมมุติฐานของคุณ CH เป็น 1 ในหลายๆข้อเท่านั้น ไม่ใช่ว่ามีข้อเดียว

ขอบคุณที่บอกเรื่องจำนวนพระราชโอรสค่ะ ลืมนึกถึงองค์แรกที่ตายไปตั้งแต่ยังเล็ก
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 117 2 ก.ย. 2547 (18:16)
ไม่ได้น้อยใจหรอกครับ ตระหนักอยู่ว่าคุณเทาชมพูลำบากมาสแกนมาโพสต์ แต่คิดว่าไม่เสียเปล่าแน่ เพราะเป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ(เชื่อว่าไม่ใช่ผมคนเดียวแน่ที่ตามอ่าน) จะได้รับข้อมูลจำนวนมากครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 118 3 ก.ย. 2547 (10:48)


20406 ไปถามมาให้แล้วค่ะจากอาจารย์ที่จบมาทางด้านจารึก เธอตอบว่าข้อที่ 3 ค่ะ

เหมือนอย่างที่ดิฉันตอบไว้ก่อนหน้านี้ว่าการสะกดตัว ไม่มีรูปแบบตายตัวมาจนถึงรัตนโกสินทร์

การจารึกวรรณยุกต์ลง บ้าง ไม่จารึกบ้าง รวมอยู่ในการสะกดด้วยเช่นกัน



ถ้าจะให้อธิบาย ก็ต้องย้อนกลับไปใหม่ว่า ประเด็นของคุณCH เกี่ยวกับความเคร่งครัดในเรื่องใช้วรรณยุกต์ ยังแคบเกินกว่าจะสรุปได้

เพราะจากการศึกษาจารึกจำนวนนับร้อยหลัก การมองว่าหลักไหนสร้างขึ้นก่อนหลังหลักไหน หรือหลักไหนร่วมสมัยกับหลักไหน

ต้องดูหลายๆอย่างรวมกัน เช่นอักขรวิธี เนื้อหา ฯลฯ วรรณยุกต์เป็นส่วนประกอบรายละเอียดของอักขรวิธี เป็นส่วนน้อยเกินกว่าจะยกมาตัดสินได้ โดยไม่รวมองค์ประกอบโดยรวม



การอ่านจารึกจำนวนมากๆ รวมมาถึงสมุดข่อย ใบลานจารึก สมัยอยุธยาและล้านนา ทำให้มองเห็นว่า การใช้พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ลักลั่นกันนั้นเป็นของปกติ การใช้วรรณยุกต์ในศิลาจารึกอย่างเคร่งครัดตามที่คุณ CH มอง จะว่าไปก็ปกติเช่นกัน

ทำไมถึงปกติ

เพราะวิธีคิดของเราในยุคปัจจุบัน คือ มีมาตรฐานการใช้ภาษาอยู่ในใจ จะกำหนดโดยราชบัณฑิตยฯหรือตำราของกระทรวงศึกษาฯก็ตาม ทำให้เราเกิดความคิดว่า ภาษาที่เขียนถูก มันมีอยู่ และมันมีภาษาที่เขียนผิดเช่นกัน

แต่ย้อนไปในอดีตตั้งแต่ 200 ปีถอยหลังไป มันไม่มีภาษาที่เขียนถูกและเขียนผิด

มันมีภาษาที่เขียนตามความเข้าใจ เข้าใจจากอะไร คำตอบคือเข้าใจจากเสียงที่ได้ยิน

เมื่อได้ยินเสียงที่เขาพูดกันยังไง ก็ถ่ายทอดลงด้วยพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ตามความเข้าใจ ยังงั้น

แต่คนที่อยู่ในแต่ละท้องถิ่น แต่ละรัชกาล หรือแม้แต่ว่ายุคเดียวกันแต่ละกลุ่มแต่ละพวก ถ่ายทอดเสียงลงมาไม่เหมือนกัน เพราะความเข้าใจของเขายังไม่มีมาตรฐานเดียวกัน

คำที่จารึกลงในหิน แม้แต่คำเดียวกัน ก็อาจจะผิดกันด้านสระ เช่น บรรทัดบน สะกด เอีย บรรทัดล่างสะกด เอือ ก็มี

วรรณยุกต์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีโอกาสจะผิดจากกันได้มาก ตามเสียงที่ถ่ายทอดไม่เหมือนกัน



ยกตัวอย่าง ว่า ในเว็บบอร์ดคนละแห่ง คำอุทานว่า ว้าย นางสาว ก. สะกดว่าว้าย นางสาว ข. สะกดว่า หวาย นางสาวค. สะกด ว๊าย สองคนหลังบอกว่าหล่อนร้องของหล่อนยังงั้น หวายและ ว๊ายตรงกับเสียงหล่อนมากกว่า เพราะแหลมสูงกว่า ว้าย

ยังงี้ เวลาผ่านไป 500 ปี เราจะตั้งข้อสงสัยได้หรือไม่ว่า ทั้งสองคำนี้วรรณยุกต์ลักลั่นกัน แสดงว่า น.ส. ก ผู้สะกดวรรณยุกต์ครบถ้วนในเว็บบอร์ดที่หนึ่งเกิดก่อน อีกสองคนในเว็บบอร์ดหลังเกิดทีหลัง

คำตอบคือไม่ได้



ศิลาจารึกหลักที่ 2 ถ้าจำไม่ผิดเป็นจารึกของศรีสัชนาลัย วรรณยุกต์ที่ไม่เคร่งครัดเหมือนหลักที่ 1อาจจะไม่ใช่ ไม่เคร่งครัด แต่วิธีการออกเสียงของคนแต่ละท้องถิ่นไม่เหมือนกันก็ได้ค่ะ

เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 119 3 ก.ย. 2547 (15:10)
เรื่องการใช้วรรณยุกต์เป็นแค่ ๑ ในหลายๆเรื่อง แต่เห็นได้ชัด คุณเทาชมพูยังไม่เข้าใจว่าผมพูดถึงอะไรอยู่



คืออย่างนี้ครับ ไม่ใช่เรื่องใส่ผิดหรือถูกหรอกครับ เพราะเราไม่รู้ว่าสมัยก่อนเขาใช้วรรณยุกต์สูงต่ำของแต่ละคำอย่างไร ยกเว้นแต่ว่าคำนั้นจะพบบ่อยจนเรารู้นะครับ ผมว่าโดยมากแล้วก็ใช้ตรงกับปัจจุบัน(ไม่ว่าหลักไหน) คำที่ไม่ตรงหลายคำเราก็รู้ อย่างคำว่า "ทั้ง" ที่ใช้เป็น "ทัง" อันนี้เป็นทุกหลักทุกที่ อย่างนี้เราก็รู้แล้วว่าเขาใช้กันในรูปนี้



เรื่องใส่วรรณยุกต์ผิดบ้างเล็กน้อย อันนี้เป็นเรื่องปกติเหมือนเราพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ก็ยังพิมพ์ผิดบ้าง อันนี้เป็น human error เป็นเรื่องธรรมดา



สิ่งที่ผมพยายามบอกคือ การใส่บ้างไม่ใส่บ้าง อย่างในจารึกหลักเดียวกันคำว่า"พ่ขุน" บางทีเขียน "พขุน" บางที่เขียน "พ่ขุน" อันนี้เรียกว่าการใส่วรรณยุกต์ไม่เคร่งครัด คือเรารู้อยู่ว่าเขาใช้เสียงไหน(?) แต่เขาจะใส่หรือไม่ใส่ยังจับหลักไม่ถูก ดูคล้ายๆกับว่าเขียนตามอำเภอใจ ลองดูตัวอย่างหลักที่ ๒ นี้นะครับ



๓๗.นทราทิตยผูนิงชีพขุนรามราชปราญรูธรรมกอพระสรีรดดนธาดุอนนนิงในสริสชนาไลหลานพขุนส

๓๘.ริอีนทราทิตยผูนิงชีธรมราชาพุลรูบุนรูธรรมมีปริจญาแกกํบมิกลาวถิเลย๐พ่ขุนผาเมิองเจาเมิอง



บรรทัดที่ ๓๗ มีคำว่า พขุน อยู่ท้ายบรรทัด ในขณะที่ท้ายบรรทัดที่ ๓๘ มีคำว่า พ่ขุน ปรากฎอยู่ ดูจากบุพบทไม่ต้องสงสัยเลยว่าหมายถึงคำเดียวกันแน่นอน บรรทัดติดกันแท้ๆที่หนึ่งใส่อีกที่หนึ่งไม่ใส่



และเกือบทุกหลักก็เป็นอย่างนี้ คือใส่บ้างไม่ใส่บ้าง(คำเดียวกันในหลักบ้างใส่บ้างไม่ใส่) ไม่ใช่เพราะความนิยมในการเขียนคำเดียวกันที่ต่างกันอย่าง ว้าย กับ หวาย และก็เป็นอย่างที่ผมไปค้นดู คือในหลักเดียวกันจะเป็นแบบนี้หมด เรียกว่าหลักไหนใส่ถึง 50% ก็ถือว่ามากแล้วครับ ผมยังไม่ได้ถึงกับลองทำเป็น quantitative record เอาไว้ แต่เท่าที่ประมาณด้วยการอ่านผ่านๆก็เป็นอย่างที่ว่าน่ะครับ 10-50% ก็แล้วกัน อย่างหลัก ๒ ถือว่าใส่น้อยมาก อย่างเก่งก็ไม่น่าเกิน 10%



จะมียกเว้นก็แต่เฉพาะหลักที่ ๑



เพราะหลักที่ ๑ ใส่ทุกที่ 100% (หรือไม่ก็ 99% ส่วนที่หลุดไป ถ้ามี ผมคิดว่าน่าจะถือได้ว่าเขียนผิดเหมือนเราพิมพ์ผิดไงครับ) และผมเจอแค่หลักเดียวโดดๆที่เป็นอย่างนี้



ความต่างตรงนี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีนัยสำคัญ เรื่องนี้ผมจึงว่าหลักที่ ๑ แปลก



เพราะนั่นความว่ามีหลักที่ ๑ หลักเดียวเท่านั้นที่เรียกวรรณยุกต์เข้า "แถวตรง" เป็นระเบียบเรียบร้อย ที่เหลือเป็นแบบ "ตามสบายพัก" หรืออย่างเก่งก็ "ตามระเบียบพัก"



ก็น่าจะมีคำอธิบายที่ดีสำหรับความแปลกตรงนี้ครับ หากว่า "วรรณยุกต์เข้าแถวบ้างไม่เข้าแถวบ้าง แล้วแต่ใครจะเรียกแถวหรือไม่เรียก" จะ่มีพ่อขุนรามอยู่ "พระองค์เดียว" ที่ทรง "เรียกแถว"
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 3 ก.ย. 2547 (15:56)
ขอโทษครับ บริบทครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 121 3 ก.ย. 2547 (16:09)
เอ ดิฉันจะตอบยังไงดีล่ะคะ สงสัยจะไม่เข้าใจจริงๆ



คืองี้ค่ะ คราวที่แล้วดิฉันเข้าใจว่าคุณตั้งประเด็นเรื่องการจารึกก่อน จารึกหลัง โดยเอาความเคร่งครัดเรื่องวรรณยุกต์เป็นหลักในการจับว่าอะไรก่อนอะไรหลัง ดิฉันก็ตอบว่ามันวัดจากการใส่วรรณยุกต์ครบ ไม่ครบ ไม่ได้



ตอนนี้ ดูเหมือนคุณจะมองในแง่ที่ว่า ทำไมหลักเดียวกัน คำเดียวกัน ใส่วรรณยุกต์ไม่เหมือนกัน

และแปลกว่าหลักที่ 1 เคร่งครัด หลักอื่นๆไม่เคร่งครัด

ไม่เกี่ยวกับก่อนหลังแล้วใช่ไหมคะ



งั้นตอบแบบนี้ได้ไหม ว่า พ่อขุนรามท่านตั้งใจประดิษฐ์ลายสือไท ท่านก็วางแบบแผนการใช้ไว้เป็นระเบียบ แต่หลักอื่นๆ ไม่ได้ตามท่าน ก็เลยไม่ได้ตามระเบียบนี้



คุณจะสงสัยไหมคะว่าทำไมหลักอื่นๆไม่ได้ตามระเบียบ?

ถ้าตอบข้อนี้ ก็มีการสันนิษฐานไว้หลายข้อด้วยกัน แต่ยังไม่อธิบายละนะ ไม่รู้ว่าตรงข้อสงสัยของคุณหรือเปล่า
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 122 3 ก.ย. 2547 (17:23)
ตรงแล้วครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 123 3 ก.ย. 2547 (18:03)
จะว่าเกี่ยวกับก่อนหลังหรือไม่อยู่ที่สมมติฐานครับ



1.อย่างอ.ธวัชว่า ตรึงไว้ก่อนว่าเป็นสมัยสุโขทัยแล้วลองหาเหตุผลดูว่าที่ไม่เหมือนใครนั้นเป็นเพราะอะไร



2.สงสัยว่าต้องไม่ใช่ของสมัยสุโขทัยแน่ เพราะำไม่เหมือนใคร ที่เห็นชัดก็แบบอ.พิริยะครับ ไปไกลถึงสมัย ร.๔ เลย ซึ่งความเป็นจริงแล้วช่วงเวลาที่เป็นไปได้นั้นกว้างกว่านั้นมากครับ เพียงแต่หลักฐานที่จะหาได้ในช่วงเวลาอื่นนั้นมืดมนเหลือเกิน



ประเด็นของผมไม่ยึดกับอันใดอันหนึ่งครับ แต่คิดว่าไม่จำเป็นต้องตัดทั้งสองทางไป ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะเชื่อสมมติฐานของอ.พิริยะแต่อย่างใดครับ (กลายเป็นว่าใครคุยเรื่องนี้ต้องรีบออกตัวก่อนเลย)



หากจะเชื่อแบบอ.พิริยะก็เหนื่อยครับ เพราะต้องรับเงื่อนไขเหล่านี้เข้ามาก่อน

-ร.๔ได้อ่านจารึกอื่นๆอีกเป็นสิบหลัก

-ร.๔ reverse engineering อักษรสุโขทัยจากจารึกเหล่านั้นแล้วปรับปรุงเป็น ระบบเขียนไทยแบบก้าวหน้า แต่ไม่ทราบว่าทำไมไม่รวมเอาไม้ตรีไม้จัตวามาด้วย แถมไม่ทรงเผยแพร่ให้ใช้กันอีกต่างหาก

-ร.๔ เป็นผู้ทรงหรือรู้เห็นการแต่ง ไตรภูมิฯ,ตำรับฯ ด้วย(เพิ่มตัวแปรเข้ามาอีก)

ฯลฯ



แต่หากจะเชื่อทฤษฎีพ่อขุนรามประดิษฐ์ ผมก็ยังชั่งใจอยู่

-ถึงแ้ม้จะเห็นได้เลยว่าอธิบายได้ เพราะระบบในหลักที่ ๑ นั้น เห็นได้ชัดเลยว่าไม่ได้มาจากการวิวัฒน์ แต่ก็ต้องเชื่อว่าพ่อขุนรามสร้างระบบการเขียนล้ำยุคขึ้นมา ในวันที่ระบบการเขียนไทยยังไม่มี(หรือพออนุโลมได้ว่ามีแต่ยังไม่ mature)

-ต้องเชื่อว่าคนร่วมสมัยตามพระองค์ไม่ทัน ใช้ตามได้แบบครึ่งๆกลางๆ งูๆปลาๆ หลังจากนั้นอีกหลายร้อยปีถึงจะเริ่มก้าวหน้าหยิบเอาสิ่งที่พระองค์สร้างไว้มาใช้ (แถมยังไม่ครบถ้วนอีกต่างหาก ระบบปัจจุบันจะดีกว่านี้ถ้าได้ระบบการเขียนตัวควบกล้ำของพระองค์มาด้วย)

-สุดท้ายแล้วหากจะเชื่อตามนี้ ก็ต้องเชื่ออย่างที่อ.ประเสริฐว่าไว้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะนี่คืออัจฉริยภาพของพ่อขุนรามโดยแท้ การที่คนๆหนึ่งลุกขึ้นมาปฏิวัติระบบการเขียนอักษรแล้วทำได้ขนาดนี้ ต้องอัจฉริยะจริงๆ (ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบได้กับการปฏิวัติระบบการเขียนครั้งหนึ่งเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เองที่เห็นได้ว่าการปฏิวัติแบบ"ปฏิอัจฉริยะ"เป็นอย่างไร)



ดูกันไปครับ
CrazyHOrse
ร่วมแบ่งปัน567 ครั้ง - ดาว 109 ดวง

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 124 3 ก.ย. 2547 (18:06)
หลักอื่นๆ 100 กว่าหลัก ที่ไม่ได้ตามระเบียบ มีข้อสันนิษฐานได้หลายข้อ คือ

1) ไม่มีมาตรฐานการจารึก ที่ลงตัวเป็นระเบียบเดียวกัน แม้แต่ในหลักเดียวกัน ก็สะกดกันไปคนละอย่างได้

ศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้มีอิทธิพลกับหลักอื่นๆ ว่าเมื่อมีหลักนี้เป็นระเบียบแบบแผนอยู่ให้เห็นทั้งหลักแล้ว หลักอื่นจะต้องเดินเข้าแถวตามนี้

บรรดาพ่อขุนอื่นๆก็ดีหรือว่าบุคคลสำคัญที่เป็นผู้สั่งให้จารึกก็ดี ไม่ได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องเข้าแถว จะเป็นเพราะยังไม่มีราชบัณฑิตยฯ หรือกระทรวงศึกษาธิการมากำหนด ก็เป็นได้



การไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เช่นนี้มีมาในสมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์



2) ยึดการเขียนตามเสียงที่ได้ยิน ศิลาจารึกจากคนละถิ่น คนละรัชกาล อาจมีการออกเสียงที่ผิดเพี้ยนกันไป ทำให้การสะกดสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ ไม่ตรงกัน



3) ผิด เช่น เขียนผิด อ่านผิด ปริวรรตผิด จารึกลบเลือน ทำให้บางตัวหายไป หรือเข้าใจว่าเป็นตัวอื่น



ย้อนมาถึงข้อที่ 1 เคยพบว่า คนโบราณแม้แต่ไม่นานนัก เช่นเมื่อ 200 ปีก่อนจะพิถีพิถันกับการเขียนลายมือให้งาม แต่ไม่สนใจความถูกต้องของการสะกดตัว แม้แต่อาลักษณ์เองก็เขียนต่างกันตามใจชอบ ทำให้ต้องมาปริวรรตกันใหม่และสอบทานให้ตรงกันในสมุดข่อยโบราณฉบับต่างๆ ลักษณะนี้อาจจะนำไปประยุกต์อธิบายได้กับการจารึก

เอาแค่นี้นะคะ
เทาชมพู
ร่วมแบ่งปัน5218 ครั้ง - ดาว 220 ดวง

จำไว้ตลอด

ความเห็นเพิ่มเติม วิชาการ.คอม
ชื่อ / email:
ข้อความ

กรุณาล๊อกอินก่อน เพื่อโพสต์รูปภาพ และ ใช้ LaTex ค่ะ สมัครสมาชิกฟรีตลอดชีพที่นี่
กรอกตัวอักษรตามภาพ
ตัวช่วย 1: CafeCode วิธีการใช้
ตัวช่วย 2: VSmilies วิธีการใช้
ตัวช่วย 3: พจนานุกรมไทย ออนไลน์ ฉบับราชบัณฑิต
ตัวช่วย 4 : dictionary ไทย<=>อังกฤษ ออนไลน์ จาก NECTEC
ตัวช่วย 5 : ดาวน์โหลด โปรแกรมช่วยพิมพ์ Latex เพื่อแสดงสมการบนวิชาการ.คอม