จารึกหลักที่ 1 และความคิดเห็นที่แตกต่างในของนักวิชาการ

ได้ยินว่าคุณเทาชมพูกำลังจะได้เอกสารรายงานวิจัยจารึกหลักที่ 1 ในเชิงภาษาศาสตร์มา ผมจึงรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นของจารึกหลักนี้ และความคิดเห็นของนักวิชากาี้รบางท่าน มาไว้ ณ ที่นี้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ใช้ศึกษาต่อไปครับ





ข้อมูลเบื้องต้นของศิลาจารึกหลักที่ 1



ศิลาจารึกหลักที่ 1 หรือ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงทำขึ้นจากหินทรายแป้ง สูง ๑๑๑ เซนติเมตร กว้าง ๓๕ เซนติเมตร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบเมื่อครั้งเป็นภิกษุขณะจาริกไปยังเมืองเก่าสุโขทัย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ส่งลงมายังกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๖ และทรงพยายามอ่านและแปลศิลาจารึกนั้นด้วยพระองค์เอง



ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร



(ข้อมูลจาก http://www.sarakadee.com)



ความคิดเห็นที่ 104

จ้อ vcharkarn vmaster
31 ส.ค. 2547 16:11
  1. ยาวมากๆครับกระทู้นี้ ขอกลับไปอ่านตอนต้นก่อนครับ



ความคิดเห็นที่ 16

ถาวภักดิ์
21 ก.ค. 2547 18:03
  1. ชอบใจในความเพียรของคุณอาชาผยองและอ.เทาฯครับ ทำให้ได้ข้อมูลสรุปมารวมอยู่ในที่เดียวกันอย่างกระชับ



    ผมอยากขอเสนอให้ผนวกองค์ประกอบที่ผมได้แสดงไว้ในกระทู้ก่อน(แบบกร้าวๆ) เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์วิจัยด้วย บางทีเราอาจได้มุมมองใหม่อย่างเป็นวิชาการที่ลงตัวกว่า



    องค์ประกอบที่ว่า คือ พระพุทธศาสนาเป็นจิตวิญญาณแห่งสยามประเทศ



    เป็นหลักปฏิบัติของพระสงฆ์ในเถรวาทให้ศึกษาพระบาลีสืบต่อกันมาอย่างมิให้ผิดเพี้ยน เพื่อป้องกันมิให้เกิดทัศนะคติส่วนตนเข้าไปปะปนกับพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์แห่งพระบรมศาสดาเจ้า ซึ่งยังคงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องแม้จนทุกวันนี้ในประเทศต่างๆ จนปรากฏตลอดมาว่าพระสงฆ์แม้ต่างชาติต่างภาษา หากชำนาญในพระบาลีแล้วก็อาจสื่อสารกันได้อย่างแคล่วคล่องไม่มีอุปสรรค



    ด้วยสาเหตุเดียวกันนี้ จึงมีการจารึกพระสัทธรรมไว้ด้วยอักขระวิธีที่มีแบบแผนเป็นการเฉพาะ เพื่อป้องกันมิให้เกิดการพัฒนา-วิวัฒน์เฉกเช่นภาษาที่ใช้เป็นการทั่วไป จนทำให้พระสัทธรรมต้องแปดเปื้อน ผิดเพี้ยนไปจากความหมายเดิม อักขระวิธีดังกล่าวถูกเรียกมาช้านานว่า "ตัวขอม" หรือ "อักขระขอม"



    ใครจะมาบอกว่าตัวขอมเป็นของเขมรโบราณ ผมก็จะบอกว่าเกิดไม่ทัน ตอบไม่ได้ แต่เท่าที่เห็นตัวขอมเป็นอักขระวิธีของไทยอีกชุดหนึ่งที่สืบทอดมาจนลืมเลือน หาทีมาไม่ได้ ใช้เพื่อบันทึกพระสัทธรรมเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ตัวขอมจึงได้รับฐานันดรพิเศษ เป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการสืบทอดการเขียนยันต์ขลังเพื่อให้เกิดผลพิเศษเหนือธรรมชาติด้วยอักษรขอมมาเป็นเวลานานแสนนานจนลืมเลือนความเป็นมาเช่นกัน



    ขอลองเอาข้อมูลตรงนี้ไปทดลองใส่ประกอบการพิจารณาด้วยเถิด บางทีอาจหาข้อยุติที่ลงตัวที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ได้



ความคิดเห็นที่ 17

ถาวภักดิ์
22 ก.ค. 2547 11:23
  1. เมื่อวานมีเวลาอยู่เท่านั้นครับ จึงอาจให้เนื้อความที่ยังดูไม่ต่อเชื่อมเท่าที่ควร



    ดังที่กล่าวไว้ว่าสยามประเทศมีอักขระวิธีอยู่สองแบบ แบบหนึ่งเป็นตัวขอม ซึ่งถือเป็นอักขระศักดิ์สิทธิ์ใช้บันทึกพระธรรม จึงมีฐานันดรเป็นเหล่าสมณะ อีกแบบหนึ่งคือตัวหนังสือทั่วไปที่ใช้เขียนติดต่อกัน แต่งเพลงยาวจีบสาวบ้าง เขียนเป็นบัตรสนเท่ด่ากันเองบ้าง แต่งเป็นกลอนบทอัศจรรย์บ้าง เรียกว่าเขียนได้โดยไม่ต้องเกรงใจตัวหนังสือ จึงมีฐานันดรเป็นสามัญชน ประชาชนทั่วไป



    ฉะนั้นจึงยังขาดอยู่อีกฐานันดรหนึ่งซึ่งทรงไว้ซึ่งอำนาจประดุจองค์สมมุติเทพ คือฐานันดรกษัตริย์



    สุโขทัยมีภาพว่าเป็นยุครุ่งเรือง แม้ในพวศาวดารยังกล่าวถึงพระร่วงอย่างยกย่องเป็นวีรกษัตริย์ผู้มากด้วยกฤษฎาภินิหาร การลำดับต้นวงศ์ของราชวงศ์จักรียังนับย้อยสืบไปถึงราชวงศ์พระร่วง ประกอบด้วยหลักฐานทางโบราณคดี ที่เป็นถาวรวัตถุต่างๆที่คงเหลือให้เห็น ก็น่าเชื่อว่าผู้คนในยุคสุโขทัย น่าจะมีอยู่ดีมีสุข สามารถพัฒนาศิลป วรรณกรรม และศาสตร์แขนงต่างๆให้ก้าวไกล ด้วยไม่ต้องพวงกับศึกสงคราม และมีฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง



    จึงน่ามีความเป็นไปได้มากที่จะมีความพยายามสร้างอักขระวิธีชุดที่ 3 ขึ้นมาสำหรับวรรณะกษัติย์เป็นการเฉพาะ และก็เหมือนอนุสาวรีย์แสดงความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ในอดีตจำนวนมาก ที่ต่างคนต่างมีขัตติยมานะ ใครขึ้นครองบัลลังค์ก็ต้องการสร้างสิ่งที่แสดงความยิ่งใหญ่ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง



    ด้วยเหตุนี้ศิลาจารึกของสุโขทัยที่ต่างรัชสมัยจึงปรากฎอักขระต่างแบบกันจนน่างุนงง



    แต่อักขระวิธีที่ปรากฎบนจารึกต่างๆนั้น ล้วนเป็นทางแยกที่เป็นซอยตันสั้นๆทั้งสิ้น อักษรไทยปัจจุบันไม่ได้มีรากฐานจากอักขระวิธีเหล่านั้น แต่ละรัชสมัยอักขระของวรรณกษัตริย์ก็อาจถูกดัดแปลงจากอักขระวรรณะสมณะและวรรณะสามัญชน มาก-น้อยแตกต่างกันไป แล้วก็หยุดอยู่เพียงนั้น ในขณะที่อักษรไทยหรืออักขระวิธีแห่งสามัญชนก็วิวัฒน์ต่อมาเรื่อยๆอย่างไม่หยุดยั้งด้วยเป็นอักขระวิธีที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายและต่อเนื่องมาตลอด ในขณะที่อักษรขอมมีความคงตัวสูงด้วยเหตุผลเดียวกับภาษาบาลี ที่ถูกเป่ากระหม่อมไว้ให้เข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ด้วยความฉลาดของบรรพบุรุษไทยโบราณ จนไม่มีใครกล้าแตะต้อง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง



    น่าเสียดายที่ลัทธิชาตินิยมในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 2 ผนวกกับความเชื่อถือในทฤษฎีของเซเดส ทำให้อักษรขอมถูกรังเกียจว่าเป็นอักษรของเขมรโบราณ และเป็นเครื่องตอกย้ำประวัติศาสตร์ที่น่าอับอาย(ตามการตั้งทฤษฎีของเซเดส)ว่าครั้งหนึ่งไทยเป็นทาสขอมหรือเขมรโบราณ



    นโยบายของท่านผู้นำจึงก่อให้เกิดการทำลายปราชญ์ผู้รู้อักษรขอม ตลอดจนบันทึกเก่าแก่สืบทอดมาแต่โบราณลงอย่างย่อยยับทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ปัจจุบันหกสิบปีหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 คงเป็นไปไม่ได้แล้วที่จะหาผู้สามารถอ่าน-เขียนอักษรขอมในระดับปราชญ์ ทำให้ยิ่งยากแสนยากที่มีการมองภาพปริศนาของประวัติศาสตร์แห่งสยามประเทศได้อย่างครบถ้วน



    แม้แต่ยันต์อุณาโลมยังไม่รู้จักหยิบยกมาพิจารณากัน จะให้กลับไปดูไปศึกษาบันทึกอักษรขอมก็ต้องรอให้นักวิชาการรุ่นปัจจุบันเข้าโลงไปให้หมดก่อนกระมัง



ความคิดเห็นที่ 19

ถาวภักดิ์
23 ก.ค. 2547 12:08
  1. ขอบคุณครับที่กรุณาให้เกียรติรับฟัง แต่ถามกว้างจัง ตอบไม่ถูกครับ ขยายความให้อีกหน่อยก็แล้วกันถึงความลงตัวกว่า เช่น การที่มีเนื้อความว่าลายสือนี้แต่ก่อนไม่มี และอักขระวิธีที่แตกต่างกับจารึกอื่น



    ส่วนในประเด็นพระศาสนา คงบอกได้อย่างกว้างๆเช่นกันว่า คนเราจะมองอะไรก็ย่อมต้องผ่านทัศนคติตามที่เรียนรู้สร้างสมประสบการณ์มา ปัจจุบันก็เช่นกันเป็นเรื่องปกติที่ผู้เป็นใหญ่มักขึ้นสู่อำนาจและพยายามรักษาอำนาจด้วยการสร้างภาพ จึงอดไม่ได้หรอกครับที่จะมองผู้มีอำนาจให้สมัยก่อนๆว่าคงจะต้องไม่หนีความเป็นนักสร้างภาพเช่นกัน



    ฉะนั้นทำไมเราไม่ trial & error เหมือนเรื่องอื่นๆบ้าง ลองเอาแว่นของผู้ที่มีความเคารพศรัทธาในพระศาสนามาใส่แทนแว่นนักการเมือง นักสร้างภาพ ดูหน่อยซิ ภาพที่ออกมาจะสมบูรณ์กว่าไหม



    ถ้าถามว่าทำไมต้องพระพุทธศาสนา คงต้องบอกให้ลืมตาดูรอบๆตัวหน่อย และให้หัดฟังเสียงรอบๆตัวบ้าง มีเสียงที่ไม่เบานักและดังอยู่อย่างต่อเนื่องว่า "ศิลปของไทยมีแต่วัดกับพระพุทธรูป"



    ซึ่งเป็นความจริง และสื่อหมายความให้รู้ว่านี่คือสิ่งที่บรรพบุรุษจงใจมอบให้เป็น The Legacy แห่งแผ่นดิน



    แล้วถ้าเข้าใจถึงจิตใจของผู้ที่เป็นบุพการี ก็ย่อมต้องรู้ซึ้งถึงหัวใจพ่อแม่ที่มีจิตใจปกติว่ามีแต่ความรักความห่วงใยลูกยิ่งกว่าตัวเอง ตัวเองจะอด จะไม่มีกินไม่มีใช้ ก็ไม่ว่าไม่บ่นเลย เพียงขอให้ลูกมีความสุขที่สุด ได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุดเถิด



    ฉะนั้นเมื่อชัดเจนว่าบรรพบุรุษของไทยตั้งใจมอบพระศาสนาให้เป็นมรดก ก็จะได้ความเข้าใจว่าท่านย่อมเห็นว่าพระพุทธศาสนาเป็นสมบัติที่มีค่าสูงสุดที่สมควรรักษาไว้ด้วยชีวิตเพื่อส่งต่อเป็นมรดกอันมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดให้ลูกหลานอันเป็นสุดที่รักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ



    และตราบใดที่เรายังไม่เห็นซึ้งว่าพระพุทธศาสนาเป็นมหาสมบัติอันหาค่าไม่ได้ เราจะเข้าใจจิตใจ ความคิด การกระทำ และความเป็นมาในอดีตของบรรพรุษได้อย่างไร



ความคิดเห็นที่ 26

ถาวภักดิ์
23 ก.ค. 2547 18:01
  1. เหตุที่ผมโต้แย้งทฤษฎีเดิมที่ว่าอักขระไทยปัจจุบันมีการพัฒนามาจากลายสือไทยุคพ่อขุนรามฯ



    ประการหนึ่งก็ด้วยทฤษฎีดังกล่าวเคยตั้งควบอยู่กับทฤษฎีว่าด้วยสุโขทัยเป็นเมืองหลวงแรกของราชอาณาจักรไทยที่มีอาณาเขตกว้างขวางตลอดแหลมมาลายู หัวเมืองมอญ และจรดตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงสมเหตุสมผลที่อักขระไทยยุคอยุธยาจะต้องพัฒนามาจากอักขระเดิมในยุคสุโขทัย เช่นเดียวกับที่ยุครัตนโกสินทร์รับทุกสิ่งจากอยุธยา หรืออาจเรียกยุครัตนโกสินทร์ว่าเป็นอยุธยาใหม่ก็ยังได้



    แต่ความจริงสุโขทัยเป็นเพียงรัฐๆหนึ่งที่ตั้งอยู่ระหว่างรัฐน้อยใหญ่ที่มีราชวงศ์กษัตริย์ของตน เช่น ล้านนาของพญาเม็งราย ภูกามยาวของพญางำเมือง สุพรรณบุรี-ราชบุรี อโยธยา-ละโว้ เป็นต้น



    สุโขทัยมีความสงบอยู่เพียงช่วงระยะหนึ่งในประวัติศาสตร์ด้วย ความมั่งคั่งที่อาจได้จากโอกาสที่เอื้อให้ฉกฉวยประโยชน์จากเส้นทางการค้าในยุคนั้น และนโยบายทางการทูต กล่าวคือ พ่อขุนรามฯเป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับพญาเม็งรายและพญางำเมือง ในขณะที่ประวัติศาสตร์ยุคต้นกรุงศรีฯทำให้เราเข้าใจถึงความแน่นแฟ้นทางเครือญาติระหว่างราชวงศ์สุพรรณบุรีกับราชวงศ์สุโขทัย และยังมีพ่อขุนผาเมืองอีกที่น่าจะมีบทบาทสำคัญยับยั้งมิให้อโยธยา-ละโว้พยายามแผ่อำนาจเหนือสุโขทัยในยุคต้นๆ



    ด้วยน้ำหนักที่ลบล้างทฤษฎีเดิมจนเห็นภาพสุโขทัย ว่าเป็นเพียงรัฐอิสระเล็กๆที่เบียดแทรกอยู่ระหว่างรัฐที่มีศักยภาพสูงกว่า รอวันที่จะถูกครอบงำ และในที่สุดก็ถูกผนวกไว้กับอยุธยา เป็นเหตุให้น้ำหนักของทฤษฎีว่าด้วยอักขระไทยยุคอยุธยามาจากอักขระยุคสุโขทัย อ่อนลงไปถนัดใจ



    ดูเหมือนว่าอักขระไทยปัจจุบัน หรืออักขระอยุธยานั้นน่าจะมีพัฒนาการเป็นเอกเทศและได้รับอิทธิพลจากยุครุ่งเรืองสั้นๆของสุโขทัยน้อยมาก หรือไม่มีเลย



ความคิดเห็นที่ 32

ถาวภักดิ์
26 ก.ค. 2547 11:48
  1. อ.เทาฯขยันจริง อุตสาห์หาข้อมูลมาให้อ่านอย่างจุใจเชียว



    วิธีมองประวัติศาสตร์ไทยจนถึงปัจจุบันหลายๆอย่าง ทำให้ผมสงสัยในความเป็นกลางของผู้ศึกษาหลายๆท่าน เพราะดูจะจงใจหาคำอธิบายให้กระจอกไปได้ทุกอย่าง ดูราวกับว่าเป็นอนันตริยกรรม หากผู้ใดจะออกมาบอกว่าไทยโบราณก็ยิ่งใหญ่ไม่เบานะจ๊ะ



    อย่างเรื่องอักษรขอมก็บอกว่าเป็นของเขมรโบราณ และไทยเคยเป็นทาสขอมมานานจึงรับวัฒนธรรมของขอมมา และดัดแปลงอักษรขอมมาใช้เป็นอักษรไทย



    พอจะบอกว่าถ้าอย่างนั้น สุโขทัยเคยยิ่งใหญ่มีอาณาเขตจรดภาคเหนือของเวียดนาม รามัญประเทศ และตลอดแหลมมาลายู ลายสือไทยุคสุโขทัยจึงเป็นต้นกำเนิดแห่งอักษรไทยหลายๆแขนง ก็มีนักวิชาการยุคปัจจุบันออกมาคัดค้านอีกว่าสุโขทัยเป็นเพียงรัฐเล็กๆ



    หรือกลายเป็นค่านิยมไปแล้วว่า ยิ่งเหยียบย่ำความเจริญ ความเรืองอำนาจ และความดีของบรรพบุรุษไทยลงได้เท่าใด ก็จะทำให้นักวิชาการผู้นั้นได้รับชื่อเสียง ได้รับการยกย่องเชิดชูว่ามีใจเป็นกลาง เป็นปรมาจารย์ที่สมควรกราบไหว้บูชา



    คนเราย่อมมีพ่อมีแม่ มิใช่จะเกิดจากกระบอกไม้ใผ่ เมื่อมีกษัตริย์อย่างพ่อขุนผาเมืองที่ผีฟ้าแห่งยโสธรปุระต้องเอาใจขนาดยกพระธิดาให้อภิเษก และทูลเกล้าถวายพระขรรค์ชัยศรี



    หรือกษัตริย์อย่างสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ส่งกองทัพไปกำหราบกัมโพชเพราะ"ขอมแปรพักตร์" ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่น ทรงอำนาจอันน่าเกรงขามมาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงฯ



    หรือหลักฐานจากบันทึกของราชสำนักจีนตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 13 แสดงการตั้งอยู่ของราชอาณาจักรไทยมาไม่น้อยกว่า 1300 ปีมาแล้ว



    หรือความมั่นคงทางวัฒนธรรมและภาษาที่ยังคงปรากฎในกลุ่มชนที่กระจายตัวอยู่เกินร้อยล้านชีวิตอย่างกว้างขวางถึง 6 ประเทศ



    เหล่านี้ เป็นต้น ล้วนบ่งชี้ถึงความมีอะไรในก่อไผ่มากกว่าทฤษฎี "ไทยกระจอก"ต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับและเผยแพร่อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน



    แน่นอนที่ยังไม่พบหลักฐานอันประเภทชัดแจ๋วเป็นที่ยอมรับ (แล้วกลับมาไม่ยอมรับ)อย่างศิลาจารึก ย้อนกลับไปได้ไกลนัก ด้วยประการหนึ่งเพราะภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้นที่สามารถทำให้วัตถุต่างๆเสื่อมสภาพได้เร็ว อีกประการหนึ่งคือสภาพสังคมในยุคสงครามเวียดนามที่แม้แต่ทับหลังหนักเป็นตันยังถูกงุบงิบนำออกนอกประเทศได้ แล้วที่เล็กกว่านั้นจะเหลือหรือ หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆที่ถูกนำออกไปอย่างไม่หวนคืนคงมีจำนวนนับไม่ถ้วน



    ผมคงได้แต่บ่น และหวังให้มีนักวิชาการรุ่นใหม่ๆที่กล้าหาญ ไม่ถูกกระแสในแวดวงวิชาการปัจจุบันชี้นำ ช่วยกันปะติดปะต่อ ค้นคว้าด้วยใจเป็นกลางอย่างแท้จริง เปิดเผยซึ่งปริศนารากเหง้าของบรรพบุรุษไทยที่ให้เป็นที่ยอมรับอย่างยากที่จะปฏิเสธได้ในอนาคตอันใกล้นี้



ความคิดเห็นที่ 35

ถาวภักดิ์
26 ก.ค. 2547 13:36
  1. ไชโย ผมไม่โดดเดี่ยวแล้ว อย่างน้อยก็มีมุมมองเรื่องซอยตันเหมือนคุณอาชาผยอง อย่างนี้ผมต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่อไอ้ลาบ้า ท่าจะเข้าที แล้วช่วยกันเขียนประวัติศาสตร์ฉบับแพะชนแกะให้สมบูรณ์



    บางทีการมองทีละส่วน หรือตั้งทฤษฎีทีละส่วน อาจไม่ใช่วิธีที่ถูก เราน่าตั้งทฤษฎีประกอบด้วยชิ้นส่วนทุกชิ้นที่มีขึ้นมาทั้งภาพ ให้เกิดความลงตัวไปพร้อมๆกัน



    ซึ่งก็ต้องมี model ของยุคก่อนหน้าที่จะมีหลักฐานชัดเจน(ก่อนยุคสุโขทัย) อันใช่ว่าจะไม่มีร่องรอยอะไรเลย เรายังมีบันทึกของจีน บันทึกของนักเดินเรือชาวอาหรับ บันทึกของสิงหล บันทึกของโจฬะ ตลอดจนโบราณวัตถุและโบราณสถานมากมาย ตลอดจนตำนานและนิยายท้องถิ่นมากมาย ที่แต่เดิมมามีการตั้งทฤษฎีไว้อย่างที่รู้เห็น ร่ำเรียนกันมา ปรากฎในตำราต่างๆ ทั้งๆที่มีความไม่ลงตัว ก่อให้เกิดคำถามมากมายมานานจนบางทีเราก็เกิดความเคยชิน และดูเหมือนจะยอมรับโดยไม่พยายามดิ้นรนหาคำตอบต่อไป หากกลับมามุ่งเน้นสร้างทฤษฎี"ไทยกระจอก"ต่างๆให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น



    ผมเชื่อว่าเราจะได้คำตอบอีกมาก หากเรากลับมาพิจารณาและให้ความสำคัญคัมภีร์ทางศาสนา ตำนาน นิทานพื้นบ้าน เช่น สิงหนวัติ ปู่จ้าวลาวจก พระเจ้าพรหม เรื่องเมืองปา พระร่วงลูกนางนาค ศึกสามเมือง(ละโว้-นครศรีฯ-หริภุญชัย) เป็นต้น ประกอบบันทึกและหลักฐานทางโบราณคดี เช่นยุคทวารวดี ศรีวิชัย ไปจนถึงสุวรรณภูมิ ของทั้งในและนอกประเทศ



    และขอย้ำว่า ต้องมองด้วยมุมมองที่เป็นกลางกว่านักวิชาการรุ่นที่ผ่านมา อย่าท่องตามอาจารย์ว่าพระเจ้าพรหมไม่มีจริง หรือใช้คาถาที่ถูกเป่ากระหม่อมมาว่าคัมภีร์ทางศาสนาเชื่อไม่ได้ โดยเหล่าศาสตราจารย์ผู้แม้ศีลห้าก็รักษาได้ไม่ครบ



    เพื่อบางทีในอนาคตอันใกล้นี้เราคงจะได้รู้ชัดถึงรากเหง้าย้อนกลับไปได้ไม่น้อยกว่าต้นพุทธกาลก็ได้



ความคิดเห็นที่ 40

ถาวภักดิ์
27 ก.ค. 2547 12:01
  1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆที่ทำไปนั้น ที่จริงไม่ได้ให้ข้อสรุปอะไรเลย แม้แต่ในส่วนของการบ่งชี้ว่าเป็นการตัดหินยุคเดียวกันหรือไม่



    เพราะไม่มีการศึกษาเปรียบเทียบหลายๆ samples อย่างเป็นระบบ ตัวเลขที่แสดงก็หยาบมากครับ เช่น ตัวเลขดังว่าอาจเป็น saturation point ที่เกิดขึ้นภายในร้อยปีก็ได้ ภูมิอากาศบ้านเราที่ทั้งร้อนทั้งชื้นเป็นปัจจัยเร่งกระบวนการ oxidation ให้เกิดเร็วมาก ซึ่งถ้าเกิด saturation ของกระบวนการ oxidation ในเวลาที่ต่ำกว่า 150 ปี การใช้วิธีนี้ย่อมไม่ได้ผล นอกจากนี้ยังต้องขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นๆอีกมาก เพราะหินแต่ละก้อนแม้จะมาจากแหล่งเดียวกัน มีส่วนประกอบของแร่ธาตุคล้ายกัน ยังมีความแตกต่างของคุณลักษณะในรายละเอียดหลายประการ เทคนิคการหาอายุด้วยการตรวจสอบแบบ progressive oxidation จะให้ผลได้ ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการทดสอบคุณลักษณะต่างๆที่เกี่ยวข้องของหลายๆตัวอย่างก่อน จนสามารถได้ความมั่นใจจากผลของการทดสอบนั้น ตั้งเป็น mathematical model พิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกจนมั่นใจว่า applicable อย่างแท้จริง เมื่อนั้นจึงจะค่อยนำมาสวมกับตัวเลขที่วัดได้จากชิ้นตัวอย่างที่ต้องการพิสูจน์ได้



    อย่างไรก็ดีผมอย่างกลับมาชี้เสริมในสิ่งที่กล่าวไว้ว่าการศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปขนาดนั้นของสยามประเทศ จำเป็นต้องมองทั้งภาพ ด้วยยังพบหลักฐานน้อย หากพิจารณาเพียงแต่ละชิ้นต่อไป ก็จะยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้เสียที บทความหรือผลงานทางวิชาการจึงเต็มไปด้วยคำว่า "คาดว่า" "น่าจะ" "สัณนิฐานว่า" "คงสรุปได้ว่า" และ"เป็นไปได้มากที่สุดว่า"



    นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกประการหนึ่งที่อยากชี้ให้เห็นว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย คือการทหาร และความเป็นปึกแผ่นใหญ่โตของราชอาณาจักร ถ้าราชอาณาจักรใดมีความเป็นปึกแผ่น มีความสามารถทางการทหาร ขยายอาณาเขตได้กว้างขวาง ทำสงครามโดยกษัตริย์ไม่ต้องนำทัพเอง ราชอาณาจักรนั้นจำต้องมีภาษาเขียนใช้งาน เพื่อสื่อสาร คำนวน วางแผนทางยุทธวิธี ส่งกำลังบำรุง เป็นต้น ลองปรึกษาทหารหน่อยเถิดท่านนักวิชาการทั้งหลายว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน ในการจัดการการรบ และการยึดครองโดยไม่มีภาษาเขียน



    ฉะนั้นก่อนยุคพ่อขุนรามฯจะมีภาษาเขียนหรือไม่ ต้องหาข้อสรุปให้ได้ก่อนว่าราชอาณาจักรของไทยใหญ่ไหน แต่เพียงหลังตั้งกรุงไม่กี่ปีพระเจ้าอู่ทองก็ส่งกองทัพไปตีกัมโพชถึง 2 ครั้งมิใช่หรือ



    สมมุติว่าได้ข้อสรุปว่าต้องมีภาษาเขียน ก็มาดูกันว่าเป็นตัวหนังสือไทยเองหรือไม่ หรือต้องยืมชาวบ้านเขามาใช้ วิธีหนึ่งก็มาดูว่าภาษาเขียนโบราณใดที่อาจนำมาใช้ในยุคนั้นสามารถรองรับการออกเสียงของภาษาในตระกูลไท-ลาวได้เพียงใด



    พูดมาถึงตรงนี้นึกได้ว่าอ.เทาอ้างอิงพวกจ้วงที่ใช้อักษรจีน อักษรจีนเป็นอักษรภาพที่ไม่ต้องคำนึงถึงการผสมพยัญชนะ-สระ-วรรณยุกต์ให้ได้เสียงตามต้องการ จึงไม่สามารถนำมาผนวกรวมในเรื่องนี้ได้ และความห่างไกลของถิ่นฐานคงต้องเป็นอีกกรณีศึกษาที่จะสรุปหาความสัมพันธ์ระหว่างจ้วงกับไทยในสยามประเทศ



    การที่จ้วงไม่ใช้อักษรแบบไทย จึงยังไม่ได้หมายความว่าไทยไม่มีอักษรของตนเองมาแต่โบราณ อย่าลืมว่าจิ๋นซีทำลายอักษร-ภาษาเขียนท้องถิ่นทั้งหมด และตั้งแต่นั้นมาจีนก็ใช้ตัวหนังสือระบบเดียวต่อเนื่องเป็นพันปี และไม่ว่าจะเป็นชาติ-ภาษาใดก็สามารถใช้อักษรภาพร่วมกันได้ทั้งหมด ซึ่งก็เป็นความสะดวกและเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่เผ่าต่างๆที่ใกล้ชิดกับจีนต้องหันมาใช้อักษรจีนในที่สุด จากการที่ถูกจีนครอบงำผนวกดินแดนตลอดจนเพื่อการติดต่อค้าขาย



    ภาษาไทยเรามีเอกลักษณ์หลายๆอย่างที่ไม่มีในภาษาอื่น เช่น เรื่องใหญ่เลยก็คือ วรรณยุกต์ ภาษาเขียนใดไม่มีวรรณยุกต์ ย่อมไม่สามารถรองรับภาษาไทยได้ และยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นอีก เช่น เสียงพยัญชนะต่างๆ มี ย นาสิก เป็นต้น ที่ยังคงอยู่กับคำเมืองแต่ไม่ปรากฎแล้วในภาษาพูดของภาคกลางปัจจุบัน



    และถ้ายอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นจิตวิญญาณของสยามประเทศมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมยอมรับว่าภาษาบาลีต้องมีบทบาทมาโดยตลอด จนในภาษาพูด-เขียนของไทยก็จะมีคำจากบาลีมาโดยตลอด ซึ่งมีคำมากมายที่เสียงพ้องกันแต่ความหมายคนละเรื่อง เช่น วัด-วัฏ กับ-กัป สิน-สีล เป็นต้น หรือเสียงที่บาลีมีแต่ไทยไม่มี เช่น ร.เรือ ถ้าไม่มีอักษรแยกแยะแบบภาษาเขียนปัจจุบันคงน่าปวดหัวพิลึก ลองคิดเล่นๆดูนะครับ นี่ขนาดยังไม่กล่าวถึงสันสกฤตเลย



    ก็เพียงแสดงตัวอย่างเล็กๆน้อยๆของแนวทางการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบแบบหนึ่งให้ดู หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างนะครับ



ความคิดเห็นที่ 42

ถาวภักดิ์
27 ก.ค. 2547 13:58
  1. ที่นี้เรามาลองมองดู หรือสร้าง model ให้สมบูรณ์ต่ออีกหน่อยนะครับ



    ตลอดมาผมได้ใช้สมมุติฐานของความมีราชอาณาจักรที่เป็นปึกแผ่นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำนครชัยศรี-เจ้าพระยา-ป่าสัก ตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงฯ เป็นพื้นฐานแห่ง model ซึ่งมีรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจด้วยการค้าทางทะเล อันต้องมีการติดต่อกับต่างประเทศและเปิดรับอิทธิพลจากภาษาต่างประเทศ ภาษาที่ดูจะมีร่องรอยหลักฐานว่ามีอิทธิพลมากที่สุดคือสันสกฤต



    ฉะนั้นในการพิจารณามองหาอักษรที่จะใช้กับภาษาไทยในแถบลุ่มแม่น้ำนี้ จำต้องเป็นระบบภาษาเขียนที่สามารถรองรับการแยกแยะเสียงคำพ้องตลอดจนการออกเสียงพยัญชนะและรายละเอียดอื่นๆที่ต่างกันทั้งหมดในทั้งสามภาษาหลัก คือ ไทย-บาลี-สันสกฤต มิฉะนั้น คงยุ่งตายห....



    จะค้าขายอย่างเป็นระบบก็ยาก จะรบก็แสนเข็ญ ถ้าไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหาพื้นฐานนี้ไว้แต่ต้นมือ ยากที่ไทยในลุ่มแม่น้ำจะปรากฎร่องรอยความเป็นปึกแผ่นมาตั้งแต่ก่อนสร้างกรุงฯ



    ครับ ไม่มีหลักฐานโดยตรงรองรับ ผมไม่เถียง แต่ถ้าจะบอกว่าเพราะยังไม่พบหลักฐาน ฉะนั้นจึงไม่มีอักษรไทยใช้ อย่างนี้ผมเถียงคอเป็นเอ็นเลยเชียว คนที่ถูกทิ้งตั้งแต่ยังเป็นทารกแรกเกิด ไม่มีใครรู้จักหรือเคยเห็นพ่อแม่ของเขา จะสรุปว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ เกิดจากกระบอกไม้ไผ่ได้ยังไงฟ่ะ



    อย่าลืมว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของที่ราบลุ่มแม่น้ำ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างสมัยก่อนมีเขื่อนสมัยใหม่ต่างๆ พอถึงฤดูน้ำหลากก็จะมีสภาพคล้ายน้ำท่วมโลกไปทั้งหมด พอน้ำลดก็ทิ้งตะกอนหนาเตอะไว้ทุกปี สายน้ำก็รุนแรงและเปลี่ยนเส้นทางไปเรื่อยๆ โบราณวัตถุย้อนหลังเป็นพันปีแถวนี้จะไปเหลือรึ จะขุดหาได้ง่ายๆอย่างแถวทะเลทรายแห้งๆได้อย่างไรกัน



    นึกย้อนกลับไปถึงเรื่องพระเจ้าพรหม และตำนาน-พงศาวดารต่างๆที่อ้างเหตุการณ์ที่เก่าแก่เกินกว่า 800ปี ของบริเวณเชียงแสน ถูกนักวิชาการประเภทไม่เห็นหลักฐานก็ปฏิเสธไว้ก่อนว่าไม่มี ก็พันปีที่แล้วท่านๆพิสูจน์ได้หรือว่า แม่น้ำแม่โขงอยู่ที่ตำแหน่งนี้ จากลักษณะการพุ่งของกระแสน้ำที่กระแทกกัดเซาะตลิ่งฝั่งไทย ทำให้จินตนาการได้ไม่ยากว่า คงมีซากโบราณสถาน-วัตถุจำนวนมากที่เดิมอยู่บนแผ่นดินแล้วถูกแม่น้ำโขงกัดเซาะจมน้ำจมดินไป



ความคิดเห็นที่ 36

เทาชมพู vcharkarn vmaster
26 ก.ค. 2547 17:15
  1. คุณ CH ลองไปหาอ่านเกี่ยวกับจารึกวัดศรีชุม และอักษรอาหม ดีไหมคะ



ความคิดเห็นที่ 39

เทาชมพู vcharkarn vmaster
27 ก.ค. 2547 09:36
  1. ประเด็นในกระทู้นี้แบ่งได้เป็น 2 เรื่องคือ

    1) ศิลาจารึกหลักที่ 1สร้างโดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

    2) ศิลาจารึกหลักที่ 1 ไม่ได้สร้างโดยพ่อขุนรามคำแหง แต่จะสร้างโดยใครและสมัยไหน ยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้



    คุณ CH พูดไปถึงข้อ 2 ดิฉันยังปักหลักอยู่ข้อ 1



    อาจารย์ราตรีให้ยืมวิทยานิพนธ์ของนศ.ปริญญาโท อักษรศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร ชื่อการศึกษาพระราชนิพนธ์ร้อยแก้วของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของนางสาววรรณวรางค์ เจริญพันธ์

    เล่มหนักอึ้งทีเดียว

    เปิดไปเจอตอนหนึ่ง เกี่ยวกับการใช้ลักษณะนาม ที่เป็นประกาศพระบรมราชโองการในสมัยรัชกาลที่ 4

    สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงห้ามเลยว่า

    "อนึ่งจะออกชื่อจำนวนนับสัตว์มีชีวิตนั้น ถ้าเป็นคน ช้างม้า ก็ให้ออกว่า คน 1 คน คน 2 คน คน 3 คน ช้าง 2 ช้าง ช้าง 3 ช้าง ม้า 2 ม้า ม้า 3 ม้า แต่สัตว์นอกนั้นให้ว่า 2 ตัว 3 ตัว"

    ทรงให้เหตุผลว่า

    "ช้างม้านี้เป็นสัตว์มีชาติมีสกุล ไม่ควรเรียกว่าตัวหนึ่งสองตัว ให้เรียกว่าช้างหนึ่งสองช้าง ม้าหนึ่งสองม้า แต่สัตว์เดียรัจฉานนอกจากช้างม้านั้นให้เรียกว่าตัวหนึ่งสองตัว"



    จะเห็นได้ว่าทรงรังเกียจการเรียกลักษณะนามของสัตว์พาหนะสำคัญอย่างช้างม้า ว่า ตัว แต่ให้เรียกลักษณะนามอย่างเดียวกับคำนาม เป็น ช้าง 1 ช้าง ไม่ใช่ช้าง 1 ตัว

    ในศิลาจารึกหลักที่ 1 เรียกช้างเป็น"ตัว" ทั้งนั้น ถ้าทรงสร้างจารึกขึ้นมาจริง น่าจะทรงทดลองใช้หรือใช้ตามที่พอพระราชหฤทัยว่า ช้าง 1 ช้าง ก็ไม่มีใครว่า หรือถ้ายังไม่อยากจะทดลองใช้ ก็ไม่น่าจะเรียก ช้างตัวชื่อมาสเมือง อย่างที่ทรงรังเกียจ



    อักษรอาหม ดิฉันไม่มีค่ะคุณ CH แต่เห็นตัวอักษรคงช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะสแกนมาลงก็ไม่ได้เห็นความเก่าแก่ของตัวอักษรอยู่ดี



ความคิดเห็นที่ 47

เทาชมพู vcharkarn vmaster
3 ส.ค. 2547 12:06



  1. คุณ CH ดิฉันไปเจออักษรไทยอาหมเข้า จึงเอามาลงให้ดูกันค่ะ จากหนังสือ สารนิพนธ์ ประเสริฐ ณ นคร เผยแพร่โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    ในนี้ มีบทความที่ดร.ประเสริฐโต้แย้งความเห็นของดร.พิริยะเรื่องศิลาจารึกหลักที่ 1 ด้วยข้อมูลหลักฐานที่น่าสนใจมาก จะลอกมาก็ไม่ไหว ยาวมาก สแกนก็ไม่ชัดเพราะสแกนจากหนังสือเล่มใหญ่ เลยจะไปถ่ายเอกสารแล้วสแกนมาลงอีกที



ความคิดเห็นที่ 48

เทาชมพู vcharkarn vmaster
3 ส.ค. 2547 12:08


  1. อักษรไทยแบบต่างๆ




ความคิดเห็นที่ 93

เทาชมพู vcharkarn vmaster
30 ส.ค. 2547 11:07


  1. *




ความคิดเห็นที่ 94

เทาชมพู vcharkarn vmaster
30 ส.ค. 2547 11:09


  1. *




ความคิดเห็นที่ 83

เทาชมพู vcharkarn vmaster
18 ส.ค. 2547 08:47
  1. ถ้าอาจารย์พิริยะยังคงเชื่อว่าศิลาจารึกสร้างสมัยรัตนโกสินทร์ ก็ไม่ควรจะมาออกรายการนี้อยู่ดีละค่ะ จะกลายเป็นการพูดคนละประเด็นกันไป



ความคิดเห็นที่ 95

เทาชมพู vcharkarn vmaster
30 ส.ค. 2547 11:12


  1. *




ความคิดเห็นที่ 96

เทาชมพู vcharkarn vmaster
30 ส.ค. 2547 11:13


  1. *




ความคิดเห็นที่ 97

เทาชมพู vcharkarn vmaster
30 ส.ค. 2547 11:15


  1. *




ความคิดเห็นที่ 90

เทาชมพู vcharkarn vmaster
30 ส.ค. 2547 11:02


  1. แปะข้อความต่อจากคห.79


แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น