การท่องจำ

< การสอนให้นักเรียนท่องจำ >

มีความจำเป็นหรือไม่ และยังใช้กันอยู่หรือไม่ในยุคปัจจุบัน



ความคิดเห็นที่ 27 

abc (Guest)
25 ก.พ. 2549 15:40
  1. ถ้าไม่มีความจำแล้วจะตอบคำถาม หรืออื่น ๆ ได้หรือไม่ครับท่าน

    แม้แต่ชื่อตัวเองยังต้องจำเลยว่าชื่ออะไร



ความคิดเห็นที่ 11

p (Guest)
22 ก.ค. 2547 10:13
  1. อาจารย์นิรันด์ ครับ!

    ถือว่าเป็นโอสถ ก็ไม่ได้หรือครับ

    :)-



ความคิดเห็นที่ 2

p (Guest)
20 ก.ค. 2547 08:49
  1. ยังจำเป็นในบางกรณีครับ เช่น

    ในกรณีเรียนภาษาอังกฤษในฐานะที่เป็นภาษาต่างประเทศ

    แม้เราจะมีการฝึกฝนในชั้นเรียนมากที่สุดและดีที่สุด

    เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับคำศัพท์นั้นๆ

    จนทำให้เราจดจำคำศัพท์นั้นๆได้อย่างขึ้นใจ ( by heart )

    แต่การฝึกฝนของเรามีขีดจำกัด

    แถมไม่มีโอกาสได้ใช้เลยเมื่ออกนอกห้องเรียนแล้ว

    ทำให้คำศัพท์ของเรามีจำนวนจำกัด

    ดังนั้นผู้รักและไฝ่เรียนภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นบ้าง

    ที่จะจดจำคำศัพท์โดยการท่องจำ

    แต่เป็นการท่องจำที่มีความเข้าใจในคำศัพท์นั้นๆ

    ไม่ใช่ท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองครับ



    เออ!

    เคยได้ฟังเรื่องที่นกขุนทองพูดว่า " แม่มึงเอ๊ย ! " ไหมครับ

    เรื่องมีอยู่ว่า

    ที่บ้านหลังหนึ่ง เมื่อมีแขกเดินเข้าบ้านทีไร

    นกขุนทองที่บ้านนั้นจะทักทายแขกว่า " แม่มึงเอ๊ย ! " ทุกครั้ง

    จนทำให้ไม่มีใครอยากจะไปเยี่ยมบ้านหลังนั้นอีกต่อไป

    เพราะกลัวนกขุนทองจะด่า เอาว่า " แม่มึงเอ๊ย ! " อีก

    ทำไมนกขุนทองจึงด่าได้ล่ะ

    จริงๆแล้วคงไม่ได้ตั้งใจจะด่าอะไรหรอกครับ

    นกเขาคงคิดว่า " แม่มึงเอ๊ย ! " เป็นสำนวนที่ยอดฮิตที่สุดของสังคม

    เพราะผัวเมียเจ้าของบ้านใช้เป็นประจำเวลาเจอหน้ากัน



    ไม่ทราบว่าครูสมมติเลี้ยงนกแก้วนกขุนทองบ้างไหมครับ !

    :)-



ความคิดเห็นที่ 9

ครูไผ่ (Guest)
22 ก.ค. 2547 09:08
  1. สูงส่ง สูงส่ง ขอคารวะอาจารย์นิรันดร์หลาย ๆ จอก (น้ำใสจากใจจริง)

    อาจารย์นิรันดร์เป็นตัวอย่างของบุคคลที่ใช้สมองทั้งสองซีกอย่างสมดุล



    สมองของเรามีศักยภาพเหลือคณานับ ถ้าเราปลดปล่อยให้มันได้แสดงพลังของมันอย่างสมดุลทั้งสองด้าน พลังทั้งสองด้านจะเกื้อหนุนกันและกันส่งให้แต่ละด้านพัฒนาดีกว่าการมุ่งพัฒนาเพียงด้านเดียว



ความคิดเห็นที่ 6

ครูไผ่ (Guest)
21 ก.ค. 2547 09:08
  1. Since most science and math teacher always said it is better to understand than just memorize.

    ข้อความข้างบนนี้ ไม่ได้บอกว่าห้ามจำ แต่แนะนำว่าต้องทำความเข้าใจด้วย ดีกว่าจำอย่างเดียว



    เพราะเราจะจำสิ่งที่เราเข้าใจได้ดีกว่า สิ่งที่เราไม่เข้าใจเราจะจำได้ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น



    ดังนั้นจึงต้องพยายามทำความเข้าใจ แต่ไม่ต้องพยายามที่จะไม่จำ



    การพยายามที่จะไม่จำ เป็นการฝืนธรรมชาติ เพราะสมองมันจะพยายามจำสิ่งที่มันเข้าใจ



    ความจำเป็นความสามารถพื้นฐานของสมอง สมองที่จำไม่ได้คือสมองที่ไม่มีคุณภาพ หรือ เสื่อมแล้ว เช่น เป็นอัลไซเมอร์



    ต่อให้ฉลาดปราดเปรื่องอย่างไร ก็ต้องมีความสามารถในการจำ จึงจะนำความฉลาดนั้นออกมาใช้ได้ทันเหตุการณ์



    คุณต้องการจะเป็นคนที่สูญเสียความจำหรือไม่ ?



ความคิดเห็นที่ 21

ครูน้อย (Guest)
24 ม.ค. 2549 20:38
  1. ที่นายกคิดเก่ง ทำเก่ง วิเคราะห็เก่ง เก่งไปเสียทุกอย่าง ไม่ใช่เพราะเรียนหลักสูตรเดิมของเมืองไทยหรอกหรือ บนโลกใบนี้ มีประเทศใหนบ้างมีสูตรคูณให้ท่อง ท่องแล้วมีประโยชน์หรือไม่ใครๆเขาก็รู้กัน ควรหรือที่จะอนุรักษ์เป็นความภาคภูมใจของชาวไทย คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สูตรคณิต ฟิสิกส์ เคมี ไม่ท่องจำแล้วคอยให้ค้นพบด้วยตัวเองแล้วค่อยนำมาใช้หรือคงต้องคอยชาติหน้า โดยเฉพาะคณิต มีคนไทยค้นพบสูตรได้กี่คน แม้แต่ ค้นหนังสือห้องสมุด เปิดสมุดหน้าเหลือง ยังต้องท่อง ก-ฮ ท่องให้จำได้ไม่งั้นหากันตาย



ความคิดเห็นที่ 22

ดอกไม้ทะเล (Guest)
25 ม.ค. 2549 02:12
  1. ดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนครูหลายท่านข้างต้น

    และได้ข้อคิดดีๆไปคุยกับนักศึกษาอีกแล้ว



    ดิฉันว่าจะไปคุยกับเด็กทำนองนี้ค่ะ..



    ท่านว่า การท่องจำ เป็นพื้นฐานสำคัญของการนำไปคิดต่อ

    ถ้าจำอะไรไม่ได้เลย ก็คิดต่อไม่ได้

    การท่องจำ จึงเป็นการตอกและย้ำฐานความรู้



    การท่องจำ

    คือการนำเรื่องนั้นๆมาพูดมาออกเสียงซ้ำๆ

    เน้น ย้ำ ซ้ำ..

    (เด็กเฮี้ยวๆชอบไปพูดต่อว่า เน้น ย้ำ ซ้ำ และกระตื้บ)

    จะทำให้เรา"มี" คือมีฐานความรู้

    จะทำให้เรา"แม่น" คือแม่นในฐานความรู้

    และแม่นยำในบางส่วนที่เป็นแก่นของตัวความรู้นั้น

    ความรู้(หมายถึง ความรู้ในเรื่องต่างๆ

    ความรู้ในวิชา และหรือศาสตร์ต่างๆ)



    เราควรใช้การท่องจำ กับสารชุดไหนบ้าง

    สารที่เป็นพื้นฐานของสิ่งนั้น ถ้าไม่มีพื้นและฐานนั้น

    สิ่งนั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้

    สารที่เป็นหลักการแก่นของสิ่งนั้น ถ้าไม่มีแก่นนั้น

    สิ่งนั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้

    อันนี้ควรท่อง ให้จำ จะได้นำไปใช้ถนัดมือ



    การท่องจำ ช่วยให้จำสิ่งพื้นฐาน แม่นยำ

    ช่วยให้จำหลักการ(ทฤษฎี) ได้แม่นยำ

    ช่วยให้นำพื้นฐานที่มีเหล่านั้น ไปเพิ่ม ไปตัด ไปต่อ ไปเปลี่ยน

    ไปปรับ ไปแปลง ไปเติมเสริมและแต่ง อย่างไรก็ได้

    ตามความรู้และปัญญาของผู้ท่องจนจำนั้น



    สรุปว่าการท่องจำ ดีแหงๆเลย ถ้ารู้จักจำ เพื่อนำไปสู่การรู้จักคิด

    แต่การท่องจำ จะทำให้เราแย่แหงๆเลย

    ถ้าเราไม่รู้จักคัดกรอง ไม่รู้จักแยกแยะ

    เขาเรียกว่าสะสมขยะ เพราะว่าไม่รู้วิธีเลือกสิ่งที่ควรจำ

    ออกจากสิ่งที่ควรคิด



    (อันนี้เล่นคำไปนิดค่ะ เพราะยังตีโจทย์ไม่แตก

    ว่าจะอธิบายยังไงให้เด็กนึกออก)



    เลยคิดไม่เป็น คิดไม่ออก ได้แต่จำที่เขาพูด ฟังที่เขาบอก

    แล้วก็ลอกความคิดต่อๆกันไป

    เขาเรียกว่าไม่รู้จักคิด

    ทั้งชีวิตก็เลยได้แต่ท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทอง



    .... ดิฉันบ่น เอ๊ยพูดจบแล้ว ก็จะปลุกนกแก้วเอ๊ยเธอๆทั้งหลาย

    ให้ตื่นขึ้นมาท่องสูตรคูณ

    "ซ้องหนึ่งซ้อง ซ้องซ้องสี่ ซ้องซ้ามหก ซ้องสี่แปด.."

    ให้เห็นกันตัวเป็นๆไปเลยว่า การท่องจำ ในสิ่งที่พึงจำนั้น

    จะทำให้เธอมีพื้นฐานในการคิดต่อเป็นอย่างดี



    ดังนั้นคืนนี้ จงไปท่องทฤษฎีการสื่อสารทั้งหกแบบ

    แล้วพรุ่งนี้มาสอบปากเปล่ากับครูเทอญ...



    ...เธอก็จะร้อง โห..จารย์ โธ่..จารย์!



ความคิดเห็นที่ 34

แป๋มคุง 100
13 มี.ค. 2549 12:25
  1. หนู เป็นเด็กนักเรียนธรรมดาเองก็มีบ้างที่ต้องท่องจำ



    ช่วงนี้ท่องศัพท์เป็น พันเลยค่ะ เอาไว้ใช้สอบ



    เวลาท่องได้แล้วก็จะใช้ได้เองค่ะ



ความคิดเห็นที่ 31

ครู...ชิต vcharkarn veditor
12 มี.ค. 2549 13:37
  1. อ่านมาเกือบทั้งหมดก็พอให้คะแนนได้ว่าความจำก็มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิต การศึกษาอยู่ไม่น้อย เป็นพื้นฐานของความเข้าใจ วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า การตัดสินใจ ถ้ามนุษย์ปราศจากความจำอาจจะไม่รู้แม้กระทั้งว่า ตัวเองเป็น ใคร อะไร แต่ก็อย่างว่าความจำอาจจะทำให้ประสบความสำเร็จน้อยกว่าความเข้าใจ หรือการที่เป็นคนที่รู้จักคิด คนที่คิดเป็น จะสามารถแก้ปัญหาและตัดสินใจ ได้ว่า ดี - ไม่ดี / เชื่อ - ไม่เชื่อ / ทำ - ไม่ทำ สามารถเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ๆได้ การที่สอนให้เด็กรู้จักคิดมีความสำคัญมาก ขงจื้อพูดว่า "การศึกษาที่ไร้ความคิดก็เป็นการเสียแรงเปล่า" อย่างผู้ที่ประชาสัมพันธ์ควรมีประเด็น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เป็นองค์ประกอบ ครับ ที่เกริ่นมา เป็นไปทั้งลักษณะความจำและความคิด เพื่อให้เห็นที่มาของความจำก่อนที่จะพัฒนาการไปสู่ขั้นต่อไปก็จะขอยกตัวอย่างสมองของมนุษย์ซึ่งอาจจะมีองค์ประกอบดังนี้



    1. เซลล์สมอง มีการเชื่อมโยงทำงานเป็นเครือข่าย ถ้ามีการใช้งานซ้ำๆก็จะแข็งแรง เร็ว ถ้าไม่มีการใช้งานซ้ำ คือ ลืม ดังนั้นสมองก็จะเก็บข้อมูล จำข้อมูล คิด และบันทึกไว้

    2. สมองส่วนใน เกี่ยวกับความอยู่รอด สนองสิ่งแวดล้อมได้ทันทีในระบบหน่วยความจำมีทั้งจำระยะยาว(มีความหมาย)ระยะสั้น(ให้ความสำคัญน้อย)

    3.สมองส่วนนอก(รอยหยัก) ทำหน้าที่คิด พูด เล่นตนตรี แบ่งออกเป็นสมองซีกซ้าย ทำหน้าที่(ทำงานด้านเหตุและผลเป็นจริง) การเรียงลำดับ การวิเคราะห์ ภาษาพูด การปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ การใช้เหตุและผล ปฏิบัติงานประจำ สมองซีกขวา ทำหน้า(ทำงานด้านจินตนาการสร้างสรรค์)ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านการมองภาพรวม จินตนาการ รูปแบบความสัมพันธ์ ในทางปฏิบัติ ควรให้สมองทั้งสองซีกได้ทำงาน ใช้งานร่วมกัน

    4.การทำงานของสมองเกี่ยวกับความจำ โดยการรับรู้ประสาทสัมผัสต่างๆ ได้แก่ การมองเห็น ได้ยิน ได้ชิม ได้ดม สัมผัส ลูบคลำ



    ในด้านการเรียนรู้

    ต้องพัฒนาบุคคลให้เกิดการเรียนรู้คือตัวความรู้ที่เก็บไว้ในความจำระยะยาว เช่น เนื้อหา ถ้าเหมือนเดิม คือ จำได้ ถ้ามีสถานณ์การไม่เหมือนตอนเรียนเนื้อหา ก็จะเกิด การนำไปใช้หรือการคิด เกิดขึ้น สำหรับครูควรจัดกิจกรรมให้เด็กได้ใช้ความคิด สัมผัสได้ มีความหมาย สำคัญต่อเขา การที่เด็กมีอารมณ์ทางบวก ก็จะส่งผลให้นักเรียน สร้างความรู้ใหม่ สำเร็จ ทำได้ ปฏิบัติได้ ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เพื่อน สังคมและประเทศชาติต่อไป



    * หมายเหตุ

    การทบทวน แบบเดิม ภาพเดิม คำเดิมๆ หลายครั้งจึงจะจำได้ แต่จำแบบไม่มีความหมาย ควรเปลี่ยนมาเป็นการทบทวนแบบนำเสนอ ตัวความรู้ที่ได้ก็จะเป็น ความเข้าใจ ขยายความ ตีความได้ ยกตัวอย่าง มีภาพและคำพูดเป็นฉบับของตนเองการจำได้นาน เกิดจากข้อมูลเนื้อหาที่ติดกับอารมณ์ทางบวก สัมผัสได มีความหมาย ก็จะเพิ่มพูนให้เกิดการเรียนรู้ ความรู้ใหม่ มีความหมายต่อผู้เรียน การที่มีส่วนร่วมในการสร้างความรู้เอง ก็จะเกิดการจำได้นาน ผ่านกระบวนการคิด การตัดสินใจ รู้จักนำมาใช้ เกิดมีประสิทธิภาพ คุณภาพสูง มีชีวิตที่ดีครับ



ความคิดเห็นที่ 33

DrPC / pchalermwat@gmail.com (Guest)
13 มี.ค. 2549 10:41
  1. (ต่อครับ)

    ==ข้อเท็จจริง(ต่อ)==

    * เมื่อเราอ่าน สายตาจะมีการทำ fixation (หยุดทำความเข้าใจ)

    ที่แต่ละอักษร/หรือคำ (คือคนปกติจะประมวลผลทีละอักษร/คำ)

    * จริงแล้วขีดความสามารถของสมองทำ fixation ได้มากคำ

    อาจได้ทีละหลายคำ ทั้งประโยค ทั้งย่อหน้า หรือทั้งหน้า

    ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน

    * เมื่อตาหยุดทำ fixation จุดสนใจจะอยู่ที่ Fovea เป็นจุดที่ชัดที่สุด

    ที่ส่งรายละเอียดมากมายไปยังสมอง

    * พื้นที่อยู่รอบ fovea เีรียกว่า peripheral vision เป็นภาพที่สายตา

    เห็นลางๆ แต่ก็ยังส่งข้อมูลนี้ไปยังสมอง

    * เราไม่จำเป็นต้องอ่านออกเสียง (ในใจ) เพื่อให้เข้าใจ

    * การอ่านได้เร็ว จะเพิ่มขีดความสามารถในการทำความเข้าใจ

    (comprehension) เนื่องจากมีข้อมูลมากองรวมไว้ใน

    ความจำระยะสั้นได้มากที่จะผูกเป็นเรื่องราว/ภาพความเข้าใจ



    ==วิธีการแก้ไขการอ่านช้า==

    * เพิ่มขนาดของ Fovea และปริมาณคำของการทำ fixation

    ฝึกง่ายๆ ด้วยการมองทีละหลายๆ คำ เริ่มจาก สอง/สาม

    หรือทั้งประโยค

    * ใช้ข้อมูลจาก peripheral vision ช่วยในการอ่านแบบกวาด

    อย่างรวดเร็ว (ให้ fovea อ่านเฉพาะส่วนกลางของคอลัมน์)

    * หัดอ่านไม่ออกเสียงในใจ Subvocalisation หรือ Subsonic

    ฝึกง่ายๆ ด้วยการนับในใจ "หนึ่ง สอง สาม ...สิบ หนึ่ง.."

    ไปเรื่อยๆ ขณะอ่าน จะทำให้สมองส่วนหนึ่งที่ควบคุมการอ่านออกเสียง

    ไม่ทำงานกับ เนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่

    * เมื่อทำได้ ข้อมูลจะไหลเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็วแบบ thought stream

    ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านอยู่ในขั้นที่มีสมาธิมาก หรือบางเทคนิคจะเรียกวิธีนี้ว่า

    เป็นการ "สะกดจิต"



    --ลองทำดูนะครับ และนำไปสอนนักเรียน ลูก หลาน

    ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคนทั้งประเทศอ่านได้เร็ว (และเข้าใจ) ได้เร็วขึ้นสองเท่า

    ประเทศน่าจะพัฒนาเร็วขึ้น กว่านี้อาจมากกว่าสองเท่าก็ได้

    เด็กมีความเครียดน้อยอง มีเวลาเล่นมากขึ้น มีเวลาจินตนาการ

    ไม่ต้องท่องจำ เมื่อเข้าใจก็สามารถตอบคำถามเหมือนกับที่อาจารย์เข้าใจ



    ในกรณีที่ต้องการท่องจำ ให้ใช้ Peg Memory มาช่วย



    เท่านี้ก่อนนะครับ อยากให้เด็กทุกคนเรียนเก่ง และเป็นคนดี



ความคิดเห็นที่ 14

Np (Guest)
26 ก.ค. 2547 09:14
  1. โพสต์แล้ว มาอ่านดูแล้วคิด (พูดผิด พูดใหม่)



    ถ้าอยากเป็นครูที่ดี ก็ยังไม่หมดหน้าที่นะครับ สอนไปแล้ว ยังจะต้องทบทวน หรือให้เด็กท่องจำในเรื่องที่ควรท่องจำอยู่อีก



ความคิดเห็นที่ 16

ขอแจม (Guest)
28 ก.ค. 2547 15:48
  1. ถ้าครูสอนแล้ว ให้เด็กก็เข้าใจแล้วว่า SIN, COS, TAN, คืออะไร

    การหารค่า SIN, COS, TAN ของมุม 30, 45, 60 องศา หาอย่างไร ในเวลาสอบ(แข่งขัน) ถ้ามัวไปวาดรูปสามเหลี่ยม แล้วหา SIN, COS, TAN อยู่ ดูจะไม่ทันการณ์



    แต่ถ้ามีตัวเลข 1.732, 0.707, 0.866, 0.5 อยู่ในสมอง(จำไดด้) มันก็รวดเร็วดี น่ะครับ



    ดังนั้น จะคิดว่าจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็สุดแท้แต่จะคิด



ความคิดเห็นที่ 15

นักกฎหมาย (Guest)
26 ก.ค. 2547 14:41
  1. ในวงสนทนาชิงไหวชิงพริบและเริ่มที่จะเครียด

    บังเอิญมีคนหนึ่งที่จำข้อกฎหมาย(มาตรา)ได้ และยกมาเสริมคำพูดของตน และบังเอิญ ที่นั่นมีหนังสือกฎหมายที่จะเปิดดูเพื่อตรวจสอบได้เสียด้วย

    เมื่อตรวจสอบแล้ว ถูกต้อง



    เขาคนนั้นก็เลยได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นคนเก่งด้านกฎหมาย พูดอะไรออกมา ไม่มีใครอยากจะเถียง ทั้งๆที่เขาบังเอิญ(อีก)จำกฎหมายมาตรานั้นได้เพียงมาตราเดียว



    ดังนั้น ถ้าว่างๆ ก็...



    ท่องจำไว้เถิด จะเกิดผล



ความคิดเห็นที่ 3

ครูสมมติ (Guest)
20 ก.ค. 2547 10:00
  1. ไม่เคยเลี้ยงครับ

    แต่รู้ว่า ถ้าสอนให้เขาพูด เขาไม่พูดตามเรา

    แต่เขาจะพูดตามเสียงที่ได้ยินบ่อยๆ(ที่ไม่ได้ตั้งใจจะสอนให้เขาพูด)

    เช่น เสียงเจ้าของบ้านเรียกหมา-แมว มากินข้าว เสียงคนร้องขายของหรือซื้อของตามชอย(ซึ่งมีทุกวัน) เป็นต้น



ความคิดเห็นที่ 13

Np (Guest)
26 ก.ค. 2547 07:48
  1. < การสอนให้นักเรียนท่องจำ >

    มีความจำเป็นหรือไม่ และยังใช้กันอยู่หรือไม่ในยุคปัจจุบัน



    ไม่จำเป็น

    สอนให้เข้าใจ ก็พอแล้ว (หมดหน้าที่แล้ว)

    แต่เด็กที่ท่องจำและจำได้แล้ว มักจะได้เปรียบคนอื่น สามารถนำความรู้มาใช้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิดนาน

    สามารถรายงาน เขียนเรียงความ สื่อสาร ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้อื่นได้อย่างคล่องแคล่ว

    การพูดจา (หรือเขียน) มีน้ำหนัก มีหลักมีฐาน น่าเชื่อถือ

    การแสดงความจำ เช่น บอก พศ.ได้ตรงเผ็ง หรืออ้างบทกลอน สุนทรพจน์ ข้อกฏหมายหรือคำนิยามต่างๆ คำพูดที่แสดงออกมาเพียงน้อยนิด ได้แสดงให้เห็นหรือบ่งบอกถึงกรุความรู้ที่ซ่อนอยู่ภายในที่มากมาย (จริงๆแล้วอาจจะมีน้อยก็ได้)



ความคิดเห็นที่ 1

ข้อความ (Guest)
20 ก.ค. 2547 07:18
  1. จำเป็นสำหรับบางวิชา แต่ไม่ใช่ท่องจำ 100%



ความคิดเห็นที่ 17

ลองดูดิ work (Guest)
8 ม.ค. 2549 16:37
  1. เคยเห็นบทความจากในเว็บๆหนึ่ง

    ชาวอเมริกันลูกครึ่งเอเซีย เรียนจบปริญญาเอก9ใบ จากมหาวิทยาลัยชั้นนำอันดับ1-3ของอเมริกา กล่าวถึงเทคนิคการเรียนของว่า การเข้าใจ ในเนื้อหาที่เรียน มาจากการที่เขา ท่องจำ บทเรียนได้ เขามีเทคนิคการเรียนอยู่3ประการคือ

    1.สมาธิ

    2.การอ่านเร็ว

    3.Mind Mapping

    การฝึกสมาธิของเขานั้นได้ฝึกที่วัดธิเบตจนได้ฌาณขั้นต้นๆเลยทีเดียว ส่วนการอ่านเร็วท่านใช้วิธีฝึกฝนจากการมองกึ่งกลางบรรทัดแล้วก็เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ พยายามจำ พยายามคิดตาม เพิ่มระดับไปจาก2บรรทัด มองทีละย่อหน้า จนกระทั่งจำได้ทั้งหน้า หนังสือตำราเล่มหนาๆใช้เวลาเปิดดู15นาที จำได้หมด ส่วนความเข้าใจจะเกิดขึ้นภายหลังไม่นานหลังจากจำได้แล้ว

    ส่วนการใช้Mind Mappingนั้น เป็นตัวช่วยที่สำคัญเลยทีเดียวเนื่องจากเป็นการดึงศักยภาพของสมองทั้ง2ซีกออกมาใช้ วิธีการก็คือเขียนคำหลักไว้กลางหน้ากระดาษแล้วลากเส้นรากแก้วออกไปคล้ายเส้นสมอง แล้วแต่งสีวาดรูปให้แปลกๆสวยๆจะทำให้จำได้ดี

    ตอนแรกเรายังไม่รู้หลัก พอไปสอบก็ตก จนมาเจอบทความนี้ จึงจำมาใช้บ้าง ปรากฎว่าการฝึกทุกอย่างทั้งสมาธิ การอ่านเร็ว และเขียนแผนภูมิ แต่ละอย่างยังไม่เข้าขั้นซักกะอย่างสมาธิก็งั้นๆ อ่านเร็ว ก็เร็วขึ้นจากเดิมนิดหน่อย มีก็สรุปย่อที่ใช้บ่อย แล้วก็จำเป็นภาพ พอไปสอบปรากฎว่าผ่านทุกวิชาจ๊ะ



ความคิดเห็นที่ 29

DrPC / pchalermwat@gmail.com (Guest)
12 มี.ค. 2549 07:50
  1. ผมว่า "การจำได้ชัดเจน น่าจะดีกว่าการจำไม่ได้หรือจำได้ลางๆ"

    เข้า topic สอนให้นักเรียนท่องจำดีหรือไม่

    ผมว่า "ดีครับ" แต่ต้องมาคิดว่า How efficient?

    ถ้าคำว่า "ท่องจำ" คือท่องจำแบบสมัยโบราณ คือ

    "สอง หนึ่ง สอง สอง สอง สี่ สอง สาม หก...."

    ประสิทธิภาพในการจำแย่มาก สมองจำสิ่งที่ไม่จำเป็นเข้าไปเยอะ



    ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า เรามีความจำเป็นสองประเภท

    ๑) ความจำระยะสั้น (ผ่านมา สังเคราะห์แล้วก็ผ่านไป)

    ๒) ความจำระยะยาว (จำเป็นต้องรู้เพื่อการอยู่รอดของชีวิต)



    การท่องจำเป็นการพยายามสร้าง pattern เพื่อให้อยู่ในความจำระยะสั้น

    และนานพอที่จะเข้าไปลิงค์กับความจำระยะยาว



    ที่ผมจะกล่าวต่อไปคือ เทคนิคของ [Kevin Trudeau - Mega Memory Guide] และของหลายๆ ท่านๆ คือ การจำแบบรูปภาพ แล้วลิงค์เข้าไป

    ยังความจำระยะยาว ด้วยการสร้างจินตนาการ และความคิด ใช้เวลาเพียงสั้นๆ



    ตอนที่ผมจะสอบเข้า รร.เสนาธิการทหารบก เราต้องจำช่องทางเข้าออก

    ตามแนวพรมแดนทั้ง 70 ช่องให้ได้ ได้ทั้งชื่อ ตำแหน่ง บ้าน อำเภอ จังหวัด ขนาด ลักษณะ (ลูกรัง ลาดยาง ลุยข้ามน้ำ) ห้วงเวลา ยานพาหนะที่เข้าได้



    ก็ต้องใช้รูปภาพช่วยในการจำช่องทั้งหมด



    วิธีการคร่าวๆ ใ้ช้ Peg และใช้ ลิงค์ (ท่องเป็นกลอนแบบพวกนักเรียนแพทย์

    เป็นการสร้างลิงค์อย่างหนึ่ง)



    คราวนี้จะกล่าวถึงเฉพาะ Peg Memory

    1) สร้าง Peg หรือ หมุดความจำ (บางคนอาจใช้ Hook)

    ที่สามารถลิงค์กับความจำระยะยาวได้

    ความจำระยะยาว ให้เป็นอนุกรม เช่น

    1) เท้า

    2) เข่า

    3) ต้นขา

    4) หลัง

    5) มือ

    6) ไหล่

    7) คอ

    8) หน้า

    9) หัวส่วนบน

    10) เพดาน



    คำเหล่านี้ ยังไงๆ เราก็ไม่มีทางลืม ลองพยายามลืมดูสิ

    คำเหล่านี้ถูกเก็บอย่างค่อนข้างถาวร ในความจำระยะยาว

    ตอนนี้เราจำง่ายๆ เพียงลำดับ (จากล่างขึ้นบน)



    ลองทบทวนด้วยความคิดไม่ต้องจดไม่ต้องจำ ภายไม่ิเกินใน 5 นาที

    ก็จะจำลำดับต่างๆ นี้ได้ง่าย



    ทีนี้ถ้าอยากจะจำอะไรก็เอามา ปักไว้ที่หมุด (หรือแขวนไว้ที่ตะขอเหล่านี้)

    สำคัญอยูี่ที่วิธี ลิงค์ตรงนี้

    คือ การสร้างจินตนาการให้

    - ชัดเจน มีสีสันสดใส เสียง กลิ่น สัมผัส ความร้อน เย็น ผูกเข้าไปให้หมด

    - สร้างภาพความเกี่ยวข้องให้เกิดขึ้นกับ Peg ที่เราสร้างไว้

    ** สำคัญตอนนี้** คือต้องสร้างภาพให้ "ประหลาด" "พิศดาร"

    "เหลือเชื่อ" "จำนวนมากมาย"

    แล้วผูกโยงเข้ากับ Peg เหล่านั้น



    เช่น ต้องการจำลำดับพิธี หรือขั้นตอนต่างๆ เช่น เลขาต้องจำว่า เช้ามาจะต้อง

    ทำอะไรบ้างให้กับเจ้านาย (เอาสักสามสี่อย่าง พอเป็นตัวอย่าง)

    1) โทรให้คนรถนำรถไปต่อทะเบียน

    2) ชงกาแฟ

    3) นำแฟ้มเข้าให้เซ็น

    4) โทรไป รร.อนุบาล ของลูกเจ้านาย

    สมมติว่ามีแค่นี้ก่อนนะ

    ก็

    // ให้นึกภาพ ทะเบียนรถมาปักที่เท้า เต็มไปหมดเลย เจ็บด้วย

    // นึกภาพกาแฟร้อนๆ วางอยู่บนหัวเข่า ถ้วยกาแฟร้อยถ้วย เรียงสูงขึ้นเสียดฟ้า

    วางอยู่บนหัวเข่าร้อนมาก แต่กลิ่นก็หอมเหมือนสตาร์บัคส์ สีดำเข้ม

    // นึกภาพแฟ้ม แทงทะลุต้นขา หรือมีแฟ้มเซนต์ทราบพันรอบขาเต็มไปหมด

    // นึกภาพ ของเล่นของโรงเรียนอนุบาล กองอยู่บนหลัง มีเด็กอนุบาลวิ่งเล่นอยู่

    เต็มไปหมด



    ทบทวนสัก ครั้งสองครั้งก็จะจำได้แล้ว

    ยังไม่ได้จดบันทึกอะไรเลย



    เอาแค่นี้ก่อนนะครับ คราวหน้ามาต่อวิธีการของ Kevin ต่อ



ความคิดเห็นที่ 32

DrPC / pchalermwat@gmail.com (Guest)
12 มี.ค. 2549 19:37
  1. ขอเลื่อนวิธีการจำของ Kevin ไปก่อนนะครับ ขอพูดสรุปที่ค้างไว้เรื่องการอ่านเร็ว

    ==ปัญหา==

    * อ่านช้า เวลาน้อย หนังสือเยอะ

    ==ข้อเท็จจริง==

    * อ่านแบบเด็กๆ อยู่ก็เลยช้า

    * สายตาเร็ว กว่าที่เราคิดไว้มาก

    * ความคิดเร็วกว่าการอ่าน เยอะมาก

    * ความเร็วเฉลี่ยการอ่านของคนทั่วไป (ภาษาอังกฤษ) 250 คำ/นาที

    * ความเร็วสูงสุดในที่มนุษย์อ่านได้มากว่า 20,000 คำ/นาที



    Gotta go off-line now...Hang on tight



ความคิดเห็นที่ 25

DrPC / pchalermwat@gmail.com (Guest)
25 ก.พ. 2549 14:14
  1. ผมเขียน บทความ "ติดจรวดให้กับการอ่าน - อ่านเร็ว เข้าใจ และจำได้" ไม่เกิน 30 หน้า เป็นร่างๆ ยังไม่ส่งตีพิมพ์ สนใจติดต่อที่อีเมล์ข้างต้นครับแจกฟรี



    อ่านให้เข้าใจไม่ต้องท่องให้เสียเวลา

    อ่านเร็ว เอาเวลาไปเล่น/พักผ่อนดีกว่า

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น