บทร้อยแก้ว ของ นิราศพระบาท

ใครมีบทความที่ถอดคำประพันธ์ของเรื่องนิราศพระบาทแล้วมั่งคะ

ขอหน่อยค่ะ จะเอาอ่านค่ะ เอาแค่ว่าสุนทรภู่ไปกับใคร ที่ไหนบ้างก้อพอค่ะ

ช่วยหน่อยนะคะ


ความคิดเห็นที่ 556 

' เฉาก๊วย <
6 พ.ย. 2551 21:27
  1. ^ ขอบคุณมาก ๆ เลยนะค่ะ !

    : )




ความคิดเห็นที่ 565

well-doer@hotmail.com (Guest)
9 ธ.ค. 2553 21:45
  1. ช่วยหาบทละครนอกเรื่องอะไรก็ได้ สักสี่บทพร้อมถอดความและบอกว่ามีตัวละครอะไรอยู่ในบทนั้นบ้าง ได้ไหมค่ะ

    ตอนนี้จนปัญญาจริงๆ ช่วยด้วยนะค่ะ T-T



ความคิดเห็นที่ 557

ggllee
19 พ.ย. 2551 11:55
  1. อยากได้บทร้อยแก้ว นิราศภูเขาทอง กับ นิราศเมืองแกลง ค่ะ...หรือคำแปล ของทั้งสองเรื่องนี่อ่ะค่ะ..ช่วยด้วยนะค่ะ...ขอบคุณค่ะ..

    รบกวนส่งเมลล์ให้ด้วยค่ะ..gle_narak@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 287

ปลายทาง (Guest)
27 มิ.ย. 2549 20:10
  1. ช่วยถอดบทความให้หน่อยค่ะ ถึงไม่มีสิ่งตอบแทน ต่อก็เป็นค่านําใจนะ



    ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต

    ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น

    ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกัน

    พิเคราะห์ครันหรือมาพ้องกับคลองบาง

    ทั้งจากที่จากคลองเป็นสองข้อ

    ยังจากกอนั้นก็ขึ้นในคลองขวาง

    โอ้ว่าจากช่างมารวบประจวบทาง

    ทั้งจากบางจากไปใจระบม



    กรุณาด้วยค่ะ



ความคิดเห็นที่ 226

-*- (Guest)
23 พ.ค. 2549 20:34
  1. ไม่มีข้อคิดบ้างหรอ ขอบ้างจิ



ความคิดเห็นที่ 219

pig_whell@hotmail.com (Guest)
22 มี.ค. 2549 23:08
  1. ช่วยแปลคำประพันธ์ตอนที่3 นายขนมต้ม ไห้ทีนะครับได้แล้วโทมาหาที เราไม่ค่อยได้ ออน 027276116กด3 ครับ



ความคิดเห็นที่ 317

fairy_tun@hotmail.com (Guest)
11 ก.ค. 2549 22:06
  1. ช่วยแปลนิราศพระบาท ทั้งหมดให้หน่อยนะค่ะ อาจานให้ทัมบอร์ดเรื่องนี้นู่ไม่มีเวลาแปลแย้วงะ ขอวันพรุ่งนี้ด้ายมั้ยค่ะ เป็นพระคุณอย่างสูงเลยะค่ะ



ความคิดเห็นที่ 314

pet_manu@hotmail.com (Guest)
11 ก.ค. 2549 15:37
  1. ช่วยถอดคำประพันธ์ตอนนี้หั้ยหน่อยนะครับ ขอร้องหล่ะ

    ต้องส่งอาจารย์แล้วอ่ะค่ะส่งเข้าเมลนะครับขอบคุนมาก

    เห็นเขาตกเขาแตกมาตกลึก อนาถนึกแล้วน่าน้ำตาไหล

    พี่ตกยากจากนางมากลางไพร วิตกใจตกมาถึงคีรี

    รำจวนจิตคิดไปน่าใจหาย ไม่เว้นวายความเทวษสวาสดิ์ศรี

    จึงเลยอารักษ์ริมคีรี จงสุขีเถิดนะข้าขอลาจร

    ถึงสระยอพอได้เวลาเสด็จ ก็ตามเสด็จแวดล้อมพร้อมสลอน

    กำแดดแผดเที่ยงทินกร รับกุญชรช้างที่นั่งขนัดตาม

    บ่ายประมาณโมงหนึ่งพอถึงวัด ออกแออัดผู้คนอยู่ล้นหลาม

    ลงหยุดปลงไอยราริมอาราม สมภารตามเชิญเสด็จให้คลาไคล

    ขึ้นกุฎิฝากระดานสำราญรื่น ก็ครึกครื้นครอบครัวเข้าอาศัย

    ทั้งไพร่นายรายเรียงกันเรียดไป ตัดใบไม้มุงเหมือนหลังคาบัง

    ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ไม่ได้ศัพท์เซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์

    ปี่ระนาดฆ้องกลองประคมดัง ระฆังหงั่งหงั่งหง่างลงครางครึม



ความคิดเห็นที่ 240

มามะ (Guest)
31 พ.ค. 2549 19:21
  1. อยากให้มีเนื้อหาบ้างไม่ใช่ให้ส่งความคิดเห็นอย่างเดียว



ความคิดเห็นที่ 558

mint1910
27 พ.ค. 2552 21:45
  1. อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์ เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์
    แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง
    มโหรีปี่กลองจะก้องกึก จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์
    ดูพาราน่าคิดอนิจจัง ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา
    ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก ชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา
    แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ
    กษัตริย์สืบสุริย์วงศ์ดำรงโลก ระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ
    เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ
    กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้
    ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย
    หรือธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย
    เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวง

    ๏ พี่ดูใจค่ายนอกออกหนักแน่น ดังเขตแคว้นคูขอบนครหลวง
    ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวง ชายทะลวงเข้ามาบ้างจะอย่างไร
    ขอเทเวศร์เขตสวรรค์ชั้นดุสิต ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่
    ให้เหมือนกรุงเราทุกวันไม่พรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับน้องนาน
    ถอดคำประพันธ์
    เมืองที่สิ้นกษัตริย์เงียบดังป่า เมื่อครั้งที่กรุงเต็มไปด้วยผู้คน คงมีเสียงเซ็งแซ่ทั้งเมือง เสียงมโหรี แตร สังข์ แต่ครั้งนี้มีแต่เสียงนก ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยต้นแฝกและแขม ปู่ยาตายายเล่าถึงเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเจริญ กษัตริย์ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองดับทุกข์โศกของประชาชน น่าสรรเสริญยิ่ง เสียดายที่เราเกิดมาไม่ทันเห็น มีกำแพงเมือง คูเมืองก็ลึก ข้าศึกไม่น่าเข้ามายึดได้ เหมือนกับไม่มีผู้ชาย คงเป็นเพราะเมืองสิ้นชะตา จึงทำให้ข้าศึกยึดได้ ทุกวันนี้พี่ไม่กลัวตาย คิดถึงแต่แม่จัน ขอให้เทวดาในสรวงสรรค์ชั้นดุสิต ดลใจให้น้องอย่าเป็นเหมือนกรุงเก่า ขอให้เป็นเหมือนกรุงของเราที่ไม่พรั่นใคร จะได้อยู่เคียงคู่กับพี่ตลอดไป
    ช่วยถอด 2 บทให้หน่อยค่ะ




ความคิดเห็นที่ 361

เอก วก.ทน. เชื่อมโลหะ 13 (Guest)
16 ส.ค. 2549 20:24
  1. ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ สำหรับนิราศพระบาท ที่ช่วยถอดมาให้ ผมกำลังหาอยู่พอดีเลยคับ









    ขอบคุณคาบๆๆๆๆๆๆๆๆ



ความคิดเห็นที่ 268

ฟ้า(ชื่อเหมือนกาน) (Guest)
16 มิ.ย. 2549 20:21
  1. ขอบใจฟ้ามากๆน้าแล้วก้อคนโพสใหม่ด้วย ไม่งั้นเราคงแปลเองไม่ได้เลยไม่ได้คะแนนแน่เลย ขอบใจมากๆๆๆๆๆๆๆจ้า



ความคิดเห็นที่ 359

DeE (Guest)
15 ส.ค. 2549 19:33
  1. ขอบคุณมากนะงับที่ช่วยเหลือถ้าไม่ได้นี่ตายเเน่ๆ

    เปงคนดีที่โลกรอต่อไปเเละจงทำในสิ่งที่ถูกต้องนะงับ^^^^"



ความคิดเห็นที่ 279

ทรงสินธุ์ ดลบันดาลโชค (Guest)
24 มิ.ย. 2549 17:31
  1. ชีวประวัติ ท่านสุนทรภู่มหากวีของโลก

    ประวัติสุนทรภู่



    สุนทรภู่เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาประมาณ ๘.๐๐ น. ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๓๒๙ ในรัชกาลที่ ๑ บิดามารดาชื่อใดไม่ปรากฏ ทราบเพียงว่ามารดามีเชื้อสายผู้ดี เเละทำหน้าที่เป็นแม่นมของพระธิดาในกรมพระราชวังหลัง ส่วนบิดานั้นบวชเป็นพระอยู่ที่วัดบ้านกร่ำ อำเภอเเกลง จังหวัดระยอง เมื่อสุนทรภู่โตพอสมควร มารดาได้นำไปฝากให้เรียนหนังสือที่วัดชีปะขาว หรือวัดศรีสุดารามในปัจจุบัน ครั้นมีความรู้ดีเเล้ว มารดานำไปฝากเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง เเต่อยู่ได้ไม่นานก็ลาออกไปเป็นเสมียน สุนทรภู่รับราชการไม่ก้าวหน้านัก เพราะติดนิสัยรักกาพย์กลอน กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๒ จึงเป็นที่โปรดปรานให้เป็น "ขุนสุนทรโวหาร" ( ภู่ ) เรียกกันสั้นๆ ว่า "สุนทรภู่ " ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น " พระสุนทรโวหาร " เเละถึงเเก่กรรมเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๘ อายุได้ ๗๐ ปี

    ผลงาน

    หนังสือบทกลอนที่สุนทรภู่เเต่งมีมากมาย ที่ได้ยินเเต่ชื่อเรื่องยังหาฉบับไม่พบก็มี ที่หายสาบสูญไปเเล้วไม่ได้ยินชื่อเรื่องก็มี เเต่เรื่องที่ยังมีต้นฉบับอยู่ในปัจจุบันมี ๒๔ เรื่อง คือ

    - นิราศ ๙ เรื่อง ได้เเก่ นิราศเมืองเเกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศเมืองสุพรรณ นิราศวัดเจ้าฟ้า นิราศอิเหนา นิราศพระเเท่นดงรัง นิราศพระปฐม เเละนิราศเมืองเพชรบุรี

    - นิทาน ๕ เรื่อง ได้เเก่ โคบุตร พระอภัยมณี พระไชยสุริยา ลักษณวงศ์ เเละ สิงหไตรภพ

    - สุภาษิต ๓ เรื่อง ได้เเก่ สวัสดิรักษา เพลงยาวถวายโอวาท เเละสุภาษิตสอนหญิง

    - บทละคร ๑ เรื่อง คือ เรื่องอภัยนุราช

    - บทเสภา ๒ เรื่อง ได้เเก่ ขุนช้างขุนเเผน ตอนกำเนิดพลายงาม เเละเรื่องพระราชพงศาวดาร

    - บทเห่กล่อม ๔ เรื่อง ได้เเก่ เห่เรื่องจับระบำ เห่เรื่องกากี เห่เรื่องพระอภัยมณี เเละเห่เรื่องโคบุตร





    วัยเด็ก(พ.ศ.๒๓๒๙-พ.ศ.๒๓๔๙)แรกเกิด-อายุวัย๒๐ปี



    พระสุนทรโวหาร (ภู่) มีนามเดิมว่า ภู่ เป็นบุตรขุนศรีสังหาร (พลับ) และแม่ช้อย

    เกิดในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือนแปด ขึ้นหนึ่งค่ำ ปีมะเมีย

    จุลศักราช ๑๑๔๘ เวลาสองโมงเช้า ตรงกับวันที่ ๒๖ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๒๙

    ที่บ้านใกล้กำแพงวังหลัง คลองบางกอกน้อย สุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าจากกัน

    ฝ่ายบิดากลับไปบวชที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง ส่วนมารดา คงเป็นนางนมพระธิดา

    ในกรมพระราชวังหลัง (กล่าวกันว่าพระองค์เจ้าจงกล หรือเจ้าครอกทองอยู่) ได้แต่งงาน มีสามีใหม่

    และมีบุตรกับสามีใหม่ ๒ คนเป็นหญิง ชื่อฉิมและนิ่ม ตัวสุนทรภู่เองได้ถวายตัว

    เป็นข้าในกรมพระราชวังหลังตั้งแต่ยังเด็ก สุนทรภู่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน

    สันทัดทั้งสักวาและเพลงยาว เมื่อรุ่นหนุ่มเกิดรักใคร่ชอบพอกับนาง ข้าหลวงในวังหลัง

    ชื่อแม่จัน ครั้นความทราบถึงกรมพระราชวังหลัง พระองค์ก็กริ้ว รับสั่งให้นำสุนทรภู่

    และจันไปจองจำทันที แต่ทั้งสองถูกจองจำได้ไม่นาน

    เมื่อกรมพระราชวังหลังเสด็จทิวงคตในปี พ.ศ. ๒๓๔๙ ทั้งสองก็พ้นโทษออกมา

    เพราะเป็นประเพณีแต่โบราณที่จะมีการปล่อยนักโทษ เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลแด่

    พระมหากษัตริย์หรือพระราชวงศ์ชั้นสูง เมื่อเสด็จสวรรคตหรือทิวงคตแล้ว แม้จะพ้นโทษ

    สุนทรภู่และจันก็ยังมิอาจสมหวังในรัก สุนทรภู่ถูกใช้ไปชลบุรี ดังความตอนหนึ่งใน

    นิราศเมืองแกลงว่า "จะกรวดน้ำคว่ำขันจนวันตาย แม้เจ้านายท่านไม่ใช้แล้วไม่มา" แต่เจ้านายท่านใดใช้ไป

    และไปธุระเรื่องใดไม่ปรากฎ อย่างไรก็ดี สุนทรภู่ได้เดินทางเลยไปถึงบ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง

    เพื่อไปพบบิดาที่จากกันกว่า ๒๐ ปี สุนทรภู่เกิดล้มเจ็บหนักเกือบถึงชีวิต กว่าจะกลับมากรุงเทพฯ

    ก็ล่วงถึงเดือน ๙ ปี พ.ศ.๒๓๔๙















































    วัยฉกรรจ์(พ.ศ.๒๓๕๐-พ.ศ.๒๓๕๙)อายุ๒๑-๓๐ปี



    หลังจากกลับจากเมืองแกลง สุนทรภู่ได้เป็นมหาดเล็กของพระองค์เจ้าปฐมวงศ

    ์ พระโอรสองค์เล็กของกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง

    ในช่วงนี้ สุนทรภู่ก็สมหวังในรัก ได้แม่จันเป็นภรรยาสุนทรภู่คงเป็นคนเจ้าชู้

    แต่งงานได้ไม่นานก็เกิดระหองระแหงกับแม่จัน ยังไม่ทันคืนดี

    สุนทรภู่ก็ต้องตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปนมัสการพระพุทธบาท

    จ.สระบุรี ในวันมาฆบูชา สุนทรภู่ได้แต่งนิราศ เรื่องที่สองขึ้น คือ นิราศพระบาท

    สุนทรภู่ตามเสด็จกลับถึงกรุงเทพฯ ในเดือน ๓ ปี พ.ศ.๒๓๕๐ สุนทรภู่มีบุตรกับแม่จัน ๑ คน

    ชื่อหนูพัด แต่ชีวิตครอบครัวก็ยังไม่ราบรื่นนักในที่สุดแม่จันก็ร้างลาไป

    พระองค์เจ้าจงกล (เจ้าครอกทองอยู่) ได้รับอุปการะหนูพัดไว

    ้ ชีวิตของท่านสุนทรภู่ช่วงนี้คงโศกเศร้ามิใช่น้อย ประวัติชีวิตของสุนทรภู่ในช่วงปี

    พ.ศ.๒๓๕๐ - ๒๓๕๙ ก่อนเข้ารับราชการ ไม่ชัดแจ้ง

    แต่เชื่อว่าท่าน หนีความเศร้าออกไปเพชรบุรี ทำไร่ทำนาอยู่กับหม่อมบุญนาค

    ในพระราชวังหลัง ดังความตอนหนึ่งในนิราศเมืองเพชร ที่ท่านย้อนรำลึกความหลังสมัยหนุ่ม ว่า



    "ถึงต้นตาลบ้านคุณหม่อมบุญนาค

    มารดาเจ้าคราวพระวังหลังครรไล เมื่อยามยากจนมาได้อาศัย

    มาทำไร่ทำนาท่านการุญ"

    นักเลงกลอนอย่างท่านสุนทรภู่ ทำไร่ทำนาอยู่นานก็ชักเบื่อ ด้วยเลือดนักกลอนทำให้ท่านกลับมากรุงเทพฯ

    หากินทางรับจ้างแต่งเพลงยาว บอกบทสักวา จนถึงบอกบทละครนอก บางทีนิทานเรื่องแรกของ

    ท่านคงจะแต่งขึ้นในช่วงนี้ การที่เกิดมีนิทานเรื่องใหม่ๆ ทำให้เป็นที่สนใจมาก

    เพราะสมัยนั้นมีแต่กลอนนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ไม่กี่เรื่อง ซ้ำไปซ้ำมาจนคนอ่าน

    คนดูรู้เรื่องตลอดหมดแล้ว นิทานของท่านทำให้นายบุญยัง เจ้าของคณะละครนอกชื่อดัง

    ในสมัยนั้นมาติดต่อว่าจ้างสุนทรภู่ ท่านจึงได้ร่วมคณะละคร เป็นทั้งคนแต่งบทและบอกบท

    เดินทางเร่ร่อนไปกับคณะละครจนทั่ว ดังตอนหนึ่งใน นิราศสุพรรณคำโคลง

    ท่านรำลึกถึงครั้งเดินทางกับคณะละครว่า

    " ๏ บางระมาดมิ่งมิตรครั้ง

    บอกบทบุญยังพยาน

    ประทุนประดิษฐาน

    แหวนประดับกับผ้า คราวงาน

    พยักหน้า

    แทนฮ่อง หอเอย

    พี่อ้างรางวัล "



    นิทานเรื่องสำคัญที่สุด คือ เรื่องพระอภัยมณี ก็น่าจะเริ่มแต่งในช่วงนี้ด้วย

    (เป็นแต่เริ่มแต่ง มิได้แต่งตลอดทั้งเรื่อง) นิทานเรื่องนี้แปลกแหวกแนวยิ่งกว่า

    นิทานจักรๆ วงศ์ๆ เรื่องใดที่เคยมีมา ทำให้คณะ ละครนายบุญยังโด่งดังเป็นพล

    ุ เป็นที่ต้องการของใครต่อใคร และแน่นอนชื่อเสียงของท่านสุนทรภู่

    ก็โด่งดังไปไม่แพ้กัน ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองใกล้เคียง





























    รับราชการครั้งที่๑(พ.ศ.๒๓๕๙-พ.ศ.๒๓๖๗)อายุ๓๐-๓๘ปี



    พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นมหากวีและทรงสนพระทัยเรื่องการละครเป็น อย่างยิ่งในรัชสมัยของพระองค์ได้กวดขันการฝึกหัดวิธีรำจนได้ที่ เป็นแบบอย่างของละครรำมาตราบ ทุกวันนี้พระองค์ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครขึ้นใหม่อีกถึง ๗ เรื่อง มีเรื่องอิเหนาและเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น มูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้ารับราชการ น่าจะเนื่องมาจากเรื่องละครนี้เอง ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับกรณี ทอดบัตรสนเท่ห์ เพราะจากกรณีบัตรสนเท่ห์นั้น คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกประหารชีวิตถึง ๑๐ คนแม้แต่ นายแหโขลน คนซื้อกระดาษดินสอ ก็ยังถูกประหารชีวิตด้วย มีหรือสุนทรภู่จะรอดชีวิตมาได้ นอกจากนี้ สุนทรภู่เป็นแต่เพียงไพร่ มีชีวิตอยู่นอกวังหลวง ช่วงอายุก่อนหน้านี้ก็วนเวียนและเวียนใจอยู่กับเรื่อง ความรัก ที่ไหนจะมีเวลามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง (กรณีวิเคราะห์นี้ มิได้รับรองโดยนักประวัติศาสตร์เป็นความเห็นของคุณปราโมทย์ ทัศนาสุวรรณ เขียนไว้ในหนังสือ "เที่ยวไปกับสุนทรภู่" ซึ่งเห็นว่ามูลเหตุที่สุนทรภู่ได้เข้า รับราชการ น่าจะมาจากเรื่องละครมากกว่าเรื่องอื่น ซึ่งข้าพเจ้าพิเคราะห์ดูก็เห็นน่าจะจริง ผิดถูกเช่นไรโปรดใช้วิจารณญาณ) อย่างไรก็ดีสุนทรภู่ได้เข้ารับราชการในปี พ.ศ.๒๓๕๙ ในกรมพระอาลักษณ์ เรื่องราวของกวี ที่ปรึกษาท่านนี้ ที่ได้แสดงฝีมือเป็นที่พอพระทัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเล่าว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ถึงตอนนางสีดาผูกคอตาย บท พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๑ ซึ่งเล่นละครกันมากล่าวบทนางสีดาตอนเมื่อจะผูกคอตายว่า



    "เอาภูษาผูกศอให้มั่น

    หลับเนตรจำนงปลงใจ แล้วพันกับกิ่งโศกใหญ่

    อรไทก็โจนลงมา"













    ต่อนี้ถึงบทหนุมานว่า



    "๏ บัดนั้น

    ครั้นเห็นองค์อัครกัลยา

    ตัวสั่นเพียงสิ้นชีวิต

    โลดโผนโจนลงตรงไป

    ครั้นถึงจึงแก้ภูษาทรง

    หย่อนลงยังพื้นปัถพี วายุบุตรวุฒิไกรใจกล้า

    ผูกศอโจนมาก็ตกใจ

    ร้อนจิตดังหนึ่งเพลิงไหม้

    ด้วยกำลังว่องไวทันที (เชิด)

    ที่ผูกศอองค์พระลักษมี

    ขุนกระบี่ก็โจนลงมา"

    ทรงติว่าบทเก่าตรงนี้ กว่าหนุมานจะเข้าไปแก้ไขนางสีดา นางสีดาก็คงตายไปแล้ว

    จึงทรง พระราชนิพนธ์ตอนนี้ใหม่ หวังจะให้หนุมานเข้าไปช่วยนางสีดา

    ได้โดยเร็ว ทรงแต่งบทนางสีดาว่า



    "จึงเอาผ้าผูกพันกระสันรัด เกี่ยวกระหวัดกับกิ่งโศกใหญ่"



    แล้วก็เกิดขัดข้องว่า จะแต่งบทหนุมานอย่างไรให้แก้นางสีดาโดยเร็ว

    เหล่ากวีที่ปรึกษาไม่มีใคร สามารถแต่งบทให้พอพระราชหฤทัยได้

    จึงโปรดให้สุนทรภู่ที่หมอบเฝ้าอยู่ด้วยลองแต่งดู สุนทรภู่แต่งต่อว่า



    "ชายหนึ่งผูกศออรไท

    ๏ บัดนั้น แล้วทอดองค์ลงไปจะให้ตาย

    วายุบุตรแก้ได้ดังใจหมาย"



    ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงยกย่องสุนทรภู่ว่าเก่ง

    อีกคราวหนึ่งเมื่อทรงพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ตอนศึกสิบขุนสิบรถ

    ทรงพระราชนิพนธ์บท ชมรถทศกัณฐ์ว่า



    "๏ รถที่นั่ง

    กว้างยาวใหญ่เท่าเขาจักรวาล

    ดุมวงกงหันเป็นควันคว้าง

    สารถีขี่ขับเข้าดงแดน บุษบกบัลลังก์ตั้งตระหง่าน

    ยอดเยี่ยมเทียมวิมานเมืองแมน

    เทียมสิงห์วิ่งวางข้างละแสน

    พื้นแผ่นดินกระเด็นไปเป็นจุณ"



    ทรงพระราชนิพนธ์มาได้เพียงนี้ ทรงนึกความที่จะต่อไปอย่างไร

    ให้สมกับที่รถใหญ่โตปานนั้นก็ นึกไม่ออก จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ สุนทรภู่แต่งต่อว่า





    "นทีตีฟองนองระลอก

    เขาพระเมรุเอนเอียงอ่อนละมุน

    ทวยหาญโห่ร้องก้องกัมปนาท

    บดบังสุริยันตะวันเดือน กระฉอกกระฉ่อนชลข้นขุ่น

    อนนต์หนุนดินดานสะท้านสะเทือน

    สุธาวาสไหวหวั่นลั่นเลื่อน

    คลาดเคลื่อนจัตุรงค์ตรงมา"



    กลอนบทนี้เป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยยิ่งนัก นับแต่นั้นก็นับ สุนทรภู่เป็นกวีที่ปรึกษาด้วยอีกคนหนึ่ง ทรงตั้งเป็นที่ขุนสุนทรโวหาร พระราชทานที่ให้ปลูกเรือนที่ท่าช้างและให้มีตำแหน่งเฝ้าฯ เป็นนิจ แม้เวลาเสด็จประพาสก็โปรดฯ ให้สุนทรภู่ลงเรือพระที่นั่งไปด้วย เป็น พนักงานอ่านเขียนในเวลาทรงพระราชนิพนธ์บทกลอน

















    ออกบวช(พ.ศ๒๓๖๗-พ.ศ.๒๓๘๕)อายุ๓๘-๕๖ปี







    วันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคต

    นอกจาก แผ่นดินและผืนฟ้าจะร่ำไห้ ไพร่ธรรมดาคนหนึ่งที่มีโอกาสสูงสุดในชีวิตได้เป็นถึงกวีที่ปรึกษาในราชสำนักก็หมดวาสนาไปด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ถึงเหตุที่สุนทรภู่ไม่กล้ารับราชการต่อในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ดังนี้ "เล่ากันว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอิเหนา ทรงแต่งตอนนางบุษบาเล่นธาร

    เมื่อท้าว ดาหาไปใช้บน พระราชทานให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ทรงแต่ง "เมื่อทรงแต่งแล้ว ถึงวันจะอ่านถวายตัว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีรับสั่งวานสุนทรภู่

    ตรวจดูเสียก่อน สุนทรภู่อ่านแล้วกราบทูลว่า เห็นดีอยู่แล้ว ครั้นเสด็จออก เมื่อโปรดให้อ่านต่อหน้ากวีที่ทรง ปรึกษาพร้อมกัน ถึงบทแห่งหนึ่งว่า" 'น้ำใสไหลเย็นแลเห็นตัว ปลาแหวกกอบัวอยู่ไหวไหว' "สุนทรภู่ติว่ายังไม่ดี ขอแก้เป็น " 'น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา ว่ายแหวกปทุมาอยู่ไหวไหว' "โปรดตามที่สุนทรภู่แก้ พอเสด็จขึ้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็กริ้ว ดำรัสว่า เมื่อ ขอให้ตรวจทำไมจึงไม่แก้ไขแกล้งนิ่งเอาไปไว้ติหักหน้ากลางคัน เป็นเรื่องที่ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ครั้งหนึ่ง "อีกครั้งหนึ่ง รับสั่งให้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ทรงแต่งบทละครเรื่องสังข์ทอง ตอน ท้าวสามลจะให้ลูกสาวเลือกคู่ ทรงแต่งคำปรารภของท้าวสามลว่า " 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วสมมาดปรารถนา' " ครั้นถึงเวลาอ่านถวาย สุนทรภู่ถามขึ้นว่า 'ลูกปรารถนาอะไร' พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

    ต้องแก้ว่า " 'จำจะปลูกฝังเสียยังแล้ว ให้ลูกแก้วมีคู่เสน่หา' "ทรงขัดเคืองสุนทรภู่ว่าแกล้งประมาทอีกครั้งหนึ่งแต่นั้นก็ว่าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมึนตึงต่อสุนทรภู่มาจนตลอดรัชกาลที่ ๒ ... " จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจเพียงคิดได้ด้วยเฉพาะหน้าตรงนั้นก็ตาม สุนทรภู่ก็ได้ทำการไม่เป็นที่พอ พระราชหฤทัย ประกอบกับความอาลัยเสียใจหนักหนา

    ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สุนทรภู่ จึงลาออกจากราชการ และตั้งใจบวชเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณสุนทรภู่ได้เผยความในใจนี้ ในตอนหนึ่ง ของนิราศภูเขาทอง ว่า



    "จะสร้างพรตอตส่าห์ส่งบุญถวาย

    เป็นสิ่งของฉลองคุณมุลิกา ประพฤติฝ่ายสมถะทั้งวสา

    ขอเป็นข้าเคียงพระบาททุกชาติไป"



    เมื่อบวชแล้ว ท่านได้ออกจาริกแสวงบุญไปยังที่ต่างๆ เล่ากันว่า

    ท่านได้เดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่น เมืองพิษณุโลก เมืองประจวบคีรีขันธ์

    จนถึงเมืองถลางหรือภูเก็ต และเชื่อกันว่า ท่านคงจะ เขียนนิราศเมืองต่างๆ

    นี้ไว้อย่างแน่นอน เพียงแต่ยังค้นหาต้นฉบับไม่พบ ราวปี พ.ศ.๒๓๗๐

    ท่านก็กลับมาจำพรรษาที่วัดราชบูรณะ หรือวัดเลียบ

    แต่หลังจากกลับมาอยู่ได้ไม่นาน สุนทรภู่เกิดอธิกรณ์กับพระในวัด

    อาจด้วยเหตุทะเลาะวิวาทอย่างใดอย่างหนึ่ง

    (บางแห่งสันนิษฐานว่าท่านเมา สุรา) จึงถูกขับออกจากวัด

    เมื่อรับกฐินในปลายปี พ.ศ.๒๓๗๑ ท่านก็ออกเดินทางไปกรุงเก่า

    และได้แต่งนิราศ ภูเขาทอง อันเป็นนิราศเรื่องเยี่ยมที่สุดของท่าน

    และเป็นวรรณกรรมชิ้นเอกของวงการกวีไทย

    เหตุที่คาดว่าท่าน เกิดการวิวาทกับพระในวัด ด้วยความตอนหนึ่งในนิราศภูเขาทองกล่าวว่า



    "โอ้อาวาสราชบูรณะพระวิหาร

    เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น

    จะหยิบยกอธิบดีเป็นที่ตั้ง

    จึ่งจำลาอาวาสนิราศร้าง แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น

    เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง

    ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง

    มาอ้างว้างวิญญาในสาคร"







    เมื่อกลับจากกรุงเก่า พระสุนทรภู่ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่วัดอรุณราชวราราม

    หรือวัดแจ้ง ปี พ.ศ.๒๓๗๒เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

    ทรงฝากเจ้าฟ้ากลางและเจ้าฟ้าปิ๋ว พระโอรสองค์กลางและองค์น้อยให้เป็นศิษย์สุนทรภู่

    การมีศิษย์ชั้นเจ้าฟ้าเช่นนี้จึงทำให้พระสุนทรภู่

    สุขสบายขึ้นพระสุนทรภู่อยู่วัดอรุณฯ ราว ๒ ปี จึงข้ามฟากมาจำพรรษาอยู่ที่

    วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ เล่ากันถึงสาเหตุที่พระสุนทรภู่ย้ายวัดมา

    ก็เพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

    ทรงชักชวนให้มาอยู่ด้วยกัน สมเด็จฯ ทรงเป็นกวีองค์สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์

    พระองค์หนึ่ง เชื่อว่าคงจะทรงคุ้นเคยกับสุนทรภู่ในฐานะที่เป็นกวีด้วยกัน

    โดยเฉพาะสมัยที่สุนทรภู่เป็นขุนสุนทรโวหารในรัชกาลที่ ๒ ชีพจรลงเท้า

    สุนทรภู่อีกครั้งเมื่อท่านเกิดไปสนใจเรื่องเล่นแร่แปรธาตุและยาอายุวัฒนะ

    ถึงแก่อุตสาหะไปค้นหา ทำให้เกิดนิราศวัดเจ้าฟ้า และนิราศสุพรรณปี พ.ศ.๒๓๘๓

    สุนทรภู่มาจำพรรษาอยู่ที่วัดเทพธิดาราม ท่านอยู่ที่นี่ได้ ๓ พรรษา คืนหนึ่งเกิดฝันร้าย



    ว่าชะตาขาด จะถึงแก่ชีวิต จึงได้แต่งเรื่องรำพันพิลาป ซึ่งทำให้ทราบเรื่องราวในชีวิตของท่านอีกเป็นอันมากจากนั้นจึงลาสิกขาบทเมื่อปี พ.ศ.๒๓๘๕ เพื่อเตรียมตัวจะตาย









































































    รับราชการครั้งที่๒(พ.ศ.๒๓๘๕-พ.ศ.๒๓๙๘)อายุ๕๖-๖๙









    เมื่อสึกออกมา สุนทรภู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้งทรงพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์

    โปรดอุปถัมภ์ให้สุนทรภู่ไปอยู่พระราชวังเดิมด้วย ต่อมา กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ

    ทรงพระเมตตาอุปการะสุนทรภู่ด้วย กล่าวกันว่า ชอบพระราชหฤทัยในเรื่องพระอภัยมณี จึงมีรับสั่งให้สุนทรภู่แต่งต่อ นอกจากนี้ สุนทรภู่ยังแต่งเรื่องสิงหไตรภพถวายกรมหมื่นอัปสรฯ อีกเรื่องหนึ่งแม้สุนทรภู่จะอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรักการเดินทางและรักกลอนเป็นที่สุด ท่านได้แต่งนิราศไว้อีก ๒ เรื่องคือนิราศพระประธม และนิราศเมืองเพชรสุนทรภู่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "พระสุนทรโวหาร" ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ ขณะที่ท่านมีอายได้ ๖๕ ปีแล้ว ท่านถึงแก่อนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ รวมอายุได้ ๖๙ ปี



ความคิดเห็นที่ 366

bbb (Guest)
19 ส.ค. 2549 21:09
  1. ถอดใจความได้ดีมากเลยค่ะ

    เป็นประโยชน์มากๆๆๆๆ เก่งจังค่ะ

    ต้องสอบเรื่องนี้ด้วย คงช่วยได้เยอะ



ความคิดเห็นที่ 299

dekwat_narak@hotmail.com (Guest)
1 ก.ค. 2549 22:08
  1. พี่คับขอบพระคุณมากนะครับสำหับคำแปล ขอบคุณมาก ๆ จากใจจริงครับผม...



ความคิดเห็นที่ 363

ช่วยทีนะครับ (Guest)
18 ส.ค. 2549 19:21
  1. ถอดคำประพันธ์นี้ทีซิครับ เรื่องนิราศพระบาทเหมือนกัน

    ทวาราที่ตรงหน้าบันไดนาค มีรูปรากษสสองอสูรขยัน

    แสยะแยกโอษฐ์อ้าสองตามัน ยืนยิงฟันแยกเขี้ยวอยู่อย่างเป็น

    บันไดนาคนาคในบันไดบันไดนั้น ดูผกผันเพียงจะเลื้อยออกโลดเล่น

    ขย้ำเขี้ยวขบปากเหมือนนาคเป็น ตาเขม้นมองมุ่งสะดุ้งกาย

    มีต้นกำมพฤกษ์ทานในลานวัด ลูกหมากยักเงินทิ้งอุทิศถวาย

    คนประชุมกลุ้มชิงทั้งหญิงชาย บ้างกอบปรายเบี้ยโปรยอยู่โกรยกราว

    ช่วยทีนะครับดูข้างบนแล้วไม่เห็นมี



ความคิดเห็นที่ 364

พิมผิด (Guest)
18 ส.ค. 2549 19:26
  1. บรรทัดที่4 แก้เป็น

    บันไดนาคนาคในบันไดนั้น

    บรรทัดที่6

    ลูกหมากยัดเงินทิ้งอุทิศถวาย

    ขอบคุนมากครับ



ความคิดเห็นที่ 369

mewangkana12@hotmail (Guest)
30 ส.ค. 2549 12:21
  1. เป็นสิ่งที่ดีเน้อหาใช้ได้



ความคิดเห็นที่ 252

ww12ww12@thaimail.com (Guest)
6 มิ.ย. 2549 09:54
  1. อยากรู้แผนผังการแต่งกลอน และข้อบังคับในการประพันธื

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น