บทร้อยแก้ว ของ นิราศพระบาท

ใครมีบทความที่ถอดคำประพันธ์ของเรื่องนิราศพระบาทแล้วมั่งคะ

ขอหน่อยค่ะ จะเอาอ่านค่ะ เอาแค่ว่าสุนทรภู่ไปกับใคร ที่ไหนบ้างก้อพอค่ะ

ช่วยหน่อยนะคะ


ความคิดเห็นที่ 1 

wedom (Guest)
11 ส.ค. 2547 08:48
  1. ผมก็ยังหาอยู่เลยถ้าหาได้แล้วช่วยบอกด้วยน่ะครับ



ความคิดเห็นที่ 2

เด็ก น.ค. (Guest)
21 ส.ค. 2547 22:34
  1. เราก็หาอยู่เหมือนกัน แย่จังต้องส่งวันจันทร์ด้วย



ความคิดเห็นที่ 3

000 (Guest)
4 ก.ย. 2547 11:19
  1. ไปกับพระองค์เจ้าปฐมวงศ์



ความคิดเห็นที่ 4

รนา (Guest)
19 ก.ย. 2547 11:26
  1. ใครรู้ช่วยบอกหน่อย



ความคิดเห็นที่ 5

หวังดี แต่ขี้เกียจ (Guest)
2 พ.ย. 2547 19:20
  1. นิราศมันยาวมากเลยพิมพ์ไม่ไหวอะ โทดทีแต่อยากช่วยบอกเหมือนกานแหละ



ความคิดเห็นที่ 6

งง (Guest)
27 พ.ย. 2547 12:52
  1. เราก็อยากได้เหมือนกัน



ความคิดเห็นที่ 7

กกกดกดก (Guest)
7 ม.ค. 2548 10:10
  1. นักวิชาการมีก้ช่วยแปลหน่อยนะจะเป็นพระกรุณาอย่างยิ่งเลยพระเจ้า



ความคิดเห็นที่ 10

ศรีวัลลภ โอชา (จ.ษ.) (Guest)
18 พ.ค. 2548 19:51
  1. ผมสอบติดเตรียมทหารแล้ว ดีใจจังเลย



ความคิดเห็นที่ 11

+ (Guest)
29 พ.ค. 2548 14:48



ความคิดเห็นที่ 12

akanishi_kawaii@hotmail.com (Guest)
29 พ.ค. 2548 15:12
  1. หาอยู่เหมือนกานนะครัยมีช่วยบอกหน่อยต้องส่งวันจันทร์แล้ว



ความคิดเห็นที่ 13

ใคร (Guest)
30 พ.ค. 2548 15:08
  1. ไปหาหนังสือแบรนด์ ด๊ มีแปลเปงบทๆเยย พี่ก้อลองมาแล้ว



ความคิดเห็นที่ 15

Laetat02@hotmail.com (Guest)
7 มิ.ย. 2548 21:46
  1. ผมเห็นใจคน ม.4 ด้วยกัน ผมชื่อเอ็ม ม.4/1 ผมแปลได้ หน้าแรก

    คงไม่ว่ากันนะ ผมเรียนอยู่วชิรธรรมสาธิต เล่น msn บ่อยงับ ^^



    ตอนนี้เดือน 2 ย่างเข้าเดือน 3 รู้สึกคิดถึง คนรักมาก เป้นห่วง ที่ต้องจากคนรัก คนรักคงโกด พี่มาก แต่พี่เป็นข้ารับใช้ พระมหากษัตริย์ ต้องคอยตามเสด็จพระองค์มา นมัสการพระ

    พอมาถึงคลองขวาง บางจาก ยิ่งเศร้าใจ ชื่อคลองขวาง ใครนะที่คิดชื่อนี้ ยิ่งเหมือนกับพี่ต้องจากเจ้าซึ่งเป็นคนรัก พอผ่านคลองขวาง บางจาก ก็ยังมาเจอบางกอ ที่อยู่ระหว่างคลองขวางกับบางจาก ทำไมมันช่างบังเอิญ ถึงบางจาก เปรียบเหมือนใจพี่ที่ต้องจากน้อง ทำให้ยิ่งคิดถึง พอไปก้อเห็นปราสาทราชวัง เลยยกมือขึ้นไว้เทพยดา อธิฐานขอฝากน้องไว้กับท่านขออย่าให้มีอันตรายใด หากใครคิดจะมาหมายปองเจ้า ก้อขอให้ตาย ขอให้เทวดาบนสวรรค์ช่วยพอเดินทางมาถึงสามเสน จะบอกให้รู้ว่าแต่ก่อน เค้าเรียกที่นี่ว่าสามแสนทั้งกรุงศรีอยุธยาเพราะที่นี่เป้ฯที่ที่ใช้ลักพระพุทธรูปกัน จึงต้องชื่อนี้ว่า สามแสน แต่ทำไมถึงเพี้ยนมาเป็นสามเสน คำพูดมันช่างกลับคำได้หลายแบบ ขอให้ใจน้องที่พี่ซื่อสัตย์ต่อเจ้าในความรัก หนักแน่นเหมือนกับพระพุทธ ต่อให้มีคนมาพูดอ้อน เป็นแสนคำ ก้ออย่าเปลี่ยนใจเลย



    By. Inthependent



ความคิดเห็นที่ 16

Laetat02@hotmail.com (Guest)
8 มิ.ย. 2548 21:31
  1. เอ้า...นี่ตอนที่ 2 ครับ



    พอมาถึงบางพลัด ยิ่งคิดก้อยิ่งเสียใจ จนน้ำตาจะไหล ที่พี่นั้นต้องจากน้องเป้นเวลานาน พอถึงบางซื่อ แค่ชื่อกี้บอกอยู่แล้วว่าหมายถึงความซื่อสัตย์สุจริต เหมือนใจพี่ที่มีให้กันน้อง และก็ขอให้ใจน้องนั้นซื่อสัตย์เหมือนชื่อบางซื่อนี้ มาถึงบางซ่อน เหมือนกับเค้าแอบซ่อนน้องของพี่ไว้ ขอให้น้องออกมาหาพี่หน่อยพี่กำลังจะต้องจากไปนาน เดินทางมาสุดละแวกแล้วเป้นน้ำวน คนทั่วไปเรียกว่าวัดโบสถ์ตลาดแก้ว พอมองกลับไปมันก็เลยทางปราสาทราชวังมาไกลแล้วนะ เหมือนกันพี่ได้จากน้องจากบ้านมาที่อื่น ที่นี้เป้นที่ปลูกดอกไม้ ผลไม้ริมตลิ่ง มีทั้ง กล้วย ระกำ ต้นอัมพาพฤกษา น้ำค้างเกาะเต็ม พุ่ม มองไปก้อเห็นลูกจันทน์ สีเหลืองสุก มีกลิ่นหอม แมลงภู่ก็บินเต็มเลย ยิ่งมองก้อทำให้พี่ยิ่งคิดถึงน้อง แมลงภู่ที่บิน รอบลูกจันทน์ เหมือนกันที่พี่เคยอยู่ใกล้น้อง พี่ยิ่งคิดก็ยิ่งจะน้ำตาไหล เมื่อมองเห็นความรักของพี่กัยน้องเหมือนกับใบไม้ผลัดใบร่วงโรย เหมือนใจน้องที่ยังโกดพี่ พี่เตือนตัวเองเสมอว่าต้องทำให้เหมือนน้ำค้างที่คอบเกาะอยู่เหมือนดังก่อน ขอให้เจ้าคิดถึงความรักเราอย่าได้โกดพี่นานเลย พอมาถึงแขวงแคว มองไปเห็นแพ ตลอดแนวตลาดขวัญเลย ซึ่งที่นี่คือเมืองจัน เป้นประเทษที่ใหญ่โต ศาลา และเรือ นี่มองเห็นเต็มไปหมด มองไปก็เห็นแม่ค้าแต่งตัวกันใส่เสื้อรัดๆก้อน่าดู พูดจากันเสียงดัง มองไปก้อเห็นนกมากมายอยู่กลางน้ำ ดวงอาทิตย์ส่องแล้วแสดงว่าสายแล้ว มาถึงปากเกร็ด จึงจอดพักเรือกัน คนพายเรือก้อได้พักด้วย พักกินอาหารซึ่งมีมากมายพอกินเสร็จก้อออกเดินทางต่อ มาถึงหาดขวาง บางคนเค้าก้อพูดกัน ทำให้พี่นึกคิดคนเดียวว่า เค้าพูดถึงชื่อผี ใครกันช่วยเรียกผีให้ที จะได้น้องไว้กะผีพวกนั้น ถ้าหากใครคิดจะมาจีบน้องนะขอให้จัดการให้ที มาถึง บางพัง น้ำพังตลิ่งหมด มันเหมือนกันใจพี่ที่ต้องจากนอกมาไกล ใจแทบจะพังเหมือนตลิ่งที่ถูกน้ำซัด พอมาถึงวังวัดเทียวถวาย ก้อรีบตามเรือพระที่นั่ง มองออกไปมีแต่ทุ่งต้นตาล เมฆหมอกเต็มไม่หมด ต่ลนั้นหวานแต่เวลาจะไปเก้บต้องระวังมือเท้า เพราะเวลาตกลงมาจะเจ็บ ซึ่งเหมือกนันคำพูดคน ที่ชอบพูดหวานๆให้เราตายใจ



    By. Inthependent



ความคิดเห็นที่ 17

thanawat_a_pao@hotmail.com (Guest)
8 มิ.ย. 2548 22:07
  1. ช่วยแปลตอน ประจวบจนสุริยนเย็นพยับ ถึง ไม่พบน้องสุดแค้นแสนรําคาญ ช่วยทีนะ



ความคิดเห็นที่ 19

ku_ru_mi_fah@hotmail.com (Guest)
12 มิ.ย. 2548 18:37
  1. หวัดดีนะเอ็ม

    ฟ้าก็อยู่ ม. 4/1 เหมือนกัน

    แต่เราแปลได้หมดเลย อิอิ

    ฟ้าอยู่ รร นวมินทราชูทิศ มัชฌิม น่ะ

    เอาไปเลยนะคะเพื่อน ๆ สงสารอ่ะ

    พร้อมกลอนด้วยนะ



    ปล. เราเล่น m เหมือนกันนะ



ความคิดเห็นที่ 20

ku_ru_mi_fah@hotmail.com (Guest)
12 มิ.ย. 2548 18:39
  1. อ่ะ

    เอาไปเลยจ้า

    เพื่อนๆๆๆ

    +

    +

    +

    +

    นิราศพระบาท



    ผู้ประพันธ์ สุนทรภู่



    พระองค์เจ้าปฐมวงศ์ พระโอรสในกรมพระราชวังหลัง ซึ่งทรงผนวชอยู่ ณ วัดระฆังโฆสิตาราม ได้เสด็จฯ ไปทรงเวียนเทียนวันมาฆบูชาที่พระบาท เมื่อเดือน ๓ ปีพ.ศ.๒๓๕๐ สุนทรภู่ซึ่งเป็นมหาดเล็กในพระองค์ก็ต้องตามเสด็จไปในครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ยังมีเรื่องมีราวกับแม่จัน ไม่ทันได้คืนดี



    รอยพระพุทธบาท ณ เชิงเขาสุวรรณบรรพต แขวงเมืองสระบุรี คือปูชีนียสถานอันสำคัญยิ่ง นับแต่พรานบุญได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ.๒๑๖๗ ในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยาแล้ว พระมหากษัตริย์และเจ้านายพระองค์ต่างๆ ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาชั้นหลัง ลงมาถึงรัตนโกสินทร์ ได้เสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาทแห่งนี้มาโดยตลอด



    ครั้งปู่ย่าตาทวดถือกันว่า ใครได้ไปไหว้พระบาทครบ ๗ ครั้ง ตายแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์ ที่ถือกันอย่างนี้เพราะสมัยก่อนการเดินทางลำบากยากเย็นเต็มที การเดินทางครั้งนี้แม้จะลำบากเพียงใดก็ดี แต่ก็สนุกสนานยิ่งนัก คราวนี้สุนทรภู่ไปกับขบวนหลวง มีทั้งมหาดเล็กและนางใน ทั้งสาวทั้งแก่ไปกันมาก ต้องเดินทางทั้งทางน้ำและทางบก กว่าจะไปถึงรอยพระพุทธบาทได้ใช้เวลาไปถึง ๓ วัน ถ้าเป็นยุคปัจจุบัน เราขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ไปถึงกันเสียแล้ว... เรามาเดินทางสู่พระพุทธบาทสระบุรี ไปพร้อมกับท่านสุนทรภู่ในบัดนี้เถิด

    ๏โอ้อาลัยใจหายไม่วายห่วง

    ดังศรสักปักซ้ำระกำทรวง เสียดายดวงจันทราพะงางาม

    เจ้าคุมแค้นแสนโกรธพิโรธพี่ แต่เดือนยี่จนย่างเข้าเดือนสาม

    จะหน่อพระสุริย์วงศ์ทรงพระนาม จากอารามแรมร้างทางกันดาร

    ด้วยเรียมรองมุลิกาเป็นข้าบาท จำนิราศร้างนุชสุดสงสาร

    ตามเสด็จโดยแดนแสนกันดาร นมัสการรอยบาทพระศาสดา

    ถอดคำประพันธ์

    จากบทร้อยกรองนี้ทำให้ได้รับความรู้ว่า สุนทรภู่ต้องจากนางจันผู้เป็นที่รักเพื่อที่จะต้องไปนมัสการรอยพระพุทธบาท โดยที่นางนั้นยังโกรธสุนทรภู่อยู่สุนทรภู่ โดยตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ เมื่อปีพุทธศักราช 2351 ตรงกับเวลา 12 ค่ำ เดือนยี่ เวลาเช้าตรู่ ออกเดินทางจากวัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ทรงผนวชอยู่ที่วารามแห่งนี้ และสุนทรภู่เป็นมหาดเล็กในขณะนั้น จนถึงเดือนสาม

    ๏ วันจะจรจากน้องสิบสองค่ำ พอจวนย่ำรุ่งเร่งออกจากท่า

    รำลึกถึงดวงจันทร์ครรไลลา พี่ตั้งตาแลแต่ตามแพราย

    ที่ประเทศเขตเคยได้เห็นเจ้า ก็แลเปล่าเปลี่ยวไปน่าใจหาย

    แสนสลดให้ระทดระทวยกาย ไม่เหือดหายห่วงหวงเป็นห่วงครัน

    ถอดคำประพันธ์

    จากแม่จันทร์เมื่อวันสิบสองค่ำ ตอนรุ่งเช้ารู้สึกใจหาย เศร้าใจ ทั้งหวงทั้งห่วง



    ๏ ถึงคลองขวางบางจากยิ่งตรมจิต ใครช่างคิดชื่อบางไว้กางกั้น

    ว่าชื่อจากแล้วไม่รักรู้จักกัน พิเคราะห์ครันหรือมาพ้องกับคลองบาง

    ทั้งจากที่จากคลองเป็นสองข้อ ยังจากกอนั้นก็ขึ้นในคลองขวาง

    โอ้ว่าจากช่างมารวบประจวบทาง ทั้งจากบางจากไปใจระบม

    แสนวิบากหลากใจอาลัยเหลียว เห็นเวียงวังก็ยิ่งเสียวถึงเคยสม

    ประสานสองหัตถ์ประนังตั้งประนม น้อมบังคมเทวารักษาวัง

    ขอฝากน้องสองชนกช่วยปกเกศ อย่ามีเหตุอันตรายเมื่อภายหลัง

    ใครปองชิงขอให้ตายด้วยรายชัง เทพทั้งชั้นฟ้าได้ปรานี

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงคลองขวาง บางจาก คิดถึงอุปสรรคที่มาขัดขวาง และการจากคนรักมา ขออธิษฐานให้เทพที่รักษาวังช่วยปกป้องคนรักและพ่อ ใครคิดร้ายขอให้ตาย



    ๏ ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเหนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี

    ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน

    จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น

    นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ

    ขอใจนุชที่ฉันสุจริตรัก ให้แน่นหนักเหมือนพุทธรูปเลขาขำ

    ถึงแสนคนจะมาวอนชะอ้อนนำ สักแสนคำอย่าให้เคลื่อนจงเหมือนใจ

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงสามเสน เมื่อก่อนเรียกสามแสน เพราะมีการฉุดพระพุทธรูปขึ้นจากน้ำ ใช้คนมากมาย พระพุทธรูปก็ไม่เคลื่อนที่ จึงเรียกที่นี้ว่า สามแสน แต่ชาวกรุงเรียกเป็น สามเสน นับประสาอะไรกับความรัก ก็คงต้องมัวหมอง เช่นเดียวกับชื่อของสามแสนที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป ขอให้ใจของแม่จันทร์แน่นหนักเหมือนพระพุทธรูป แม้ชายแสนคน มาอ้อนด้วยคำหวานแสนคำ ก็อย่าได้หวั่น









    ๏ ถึงบางพลัดยิ่งอนัตอนาถจิต นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล

    พี่พลัดนางร้างรักมาแรมไกล ประเดี๋ยวใจพบบางริมทางจร

    ถึงบางซื่อชื่อบางนี้สุจริต เหมือนซื่อจิตที่พี่ตรงจำนงสมร

    มิตรจิตขอให้มิตรใจจร ใจสมรขอให้ซื่อเหมือนชื่อบาง

    ถึงบางซ่อนเหมือนเขาซ่อนสมรพี่ ซ่อนไว้นี่ดอกกระมังเห็นกว้างขวาง

    เจ้าเยี่ยมหน้าออกมาหกพี่หน่อยนาง จะลาร้างแรมไกลเจ้าไปแล้วฯ

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงบางพลัด รู้สึกอนาถใจที่ต้องพลัดพลาดจากคนรักมา

    ถึงบางซื่อ ชื่อบางเหมือนกับความสัตย์ของพี่ ขอให้น้องซื่อตรงกับพี่เหมือนชื่อบาง

    ถึงบางซ่อน เหมือนมีคนมาซ่อนน้อง หรือจะซ่อนน้องไว้ที่นี่ ได้โปรดเยี่ยมหน้าออกมาให้พี่เห็นสักหน่อย





    ๏ ถึงน้ำวนชลสายที่ท้ายย่าน เขาเรียกบ้านวัดโบสถ์ตลาดแก้ว

    จะเหลียวกลับลับวังมาลิบแล้ว พี่ลับแก้วลับบ้านมาย่านบาง

    พฤกษาสวนล้วนได้ฤดูดอก ตระหง่านงอกริมกระแสแลสล้าง

    กล้วยระกำอัมพาพฤกษาปราง ต้องน้ำค้างช่อชุ่มเป็นพุ่มพวง

    เห็นจันทน์สุกลูกเหลืองตลบกลิ่น แมงภู่บินร่อนร้องประคองหวง

    พฤกษาพ้องต้องนามกานดาดวง พี่ยลพวงผลจันทน์ให้หวั่นใจ

    แมงภู่เชยเหมือนพี่เคยประคองชิด นิ่งพินิจนึกน่าน้ำตาไหล

    เห็นรักร่วงผลิผลัดสลัดใบ เหมือนรักใจขวัญเมืองที่เคืองเรา

    พี่เวียนเตือนเหมือนอย่างน้ำค้างย้อย ให้แช่มช้อยชื่อช่อเช่นกอเก่า

    โอ้รักต้นหรือมาต้องกับสองเรา จึงใจเจ้าโกรธไปไม่ได้นาน

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงบ้านวัดโบสถ์ตลาดแก้ว มีน้ำวน มีต้นไม้มากมาย เห็นแมลงภู่ตอมลูกจันทร์ เหมือนพี่ที่เคล้าเคลียน้อง











    ๏ ถึงแขวงแควแพตลอดตลาดขวัญ เป็นเมืองจันตประเทศรโหฐาน

    ตลิ่งเบื้องบูรพาศาลาลาน เรือขนานจอดโจษกันจอแจ

    พินิจนางแม่ค้าก็น่าชม ท้าคารมเร็วเร่งอยู่เซ็งแซ่

    ใส่เสื้อตึงรึงรัดดูอัดแอ พี่แลแลเครื่องเล่นเป็นเสียดาย

    ชมคณาฝูงนางมากลางชล สุริยนเยี่ยมฟ้าเวลาสาย

    ถึงปากเกร็ดเสร็จพักผ่อนฝีพาย หยุดสบายบริโภคอาหารพลัน

    แรงกำเริบเอิบอิ่มขยายออก เขาก็บอกโยนยาวฉาวสนั่น

    ถึงหาดขวางบางพูดเขาพูดกัน พี่คิดฝันใจฉงนอยู่คนเดียว

    เป็นพูดชื่อหรือผีภูตปีศาจหลอก ใคร่ช่วยบอกภูตผีมานี่ประเดี๋ยว

    จะสั่งฝากขนิษฐาสุดาเดียว ใครเกินเกี้ยวแล้วอย่าไว้กำไรเลย

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงตลาดขวัญ เป็นเมืองรอบนอก มีเรือแพมากมาย แม่ค้าหน้าตาดี ส่งเสียงเซ้งแซ่

    ถึงปากเกร็ด แวะกินข้าว พอให้ท้องอิ่ม

    ถึงบางพูด คนอื่นพูดคุยกัน แต่ตัวพี่นั่งนิ่งนึกถึงคนรัก ใครช่วยบอกให้ภูตผีมาหา จะได้ฝากดูแลนางจันน้องรัก อย่าให้ใครมายุ่งเกี่ยว



    ๏ ถึงบางพังน้ำพังลงตลิ่ง โอ้ช่างจริงเหมือนเขาว่านิจจาเอ๋ย

    พี่จรจากดวงใจมาไกลเชย โอ้อกเอ๋ยแทบพังเหมือนฝั่งชล

    ถึงวังวัดเทียนถวายบ้านใหม่ข้าม ก็รีบตามเรือที่นั่งมากลางหน

    ทุ่งละลิ่วทิวเมฆเป็นหมอกมน สะพรั่งต้นตาลโตนดอนาถครัน

    เจ้าของตาลรักหวานขึ้นปีนต้น ระวังตนตีนมือระมัดมั่น

    เหมือนคบคนคำหวานรำคาญครัน ถ้าพลั้งพลันเจ็บอกเหมือนตกตาล

    เห็นเทพีมีหนามลงราน้ำ เปรียบเหมือนคำคนพูดไม่อ่อนหวาน

    เห็นกิ่งกีดมีดพร้าเข้าราราน ถึงหนามกรานก็ไม่เหน็บเหมือนเจ็บทรวง

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงบางพัง ตลิ่งน้ำพัก เหมือนพี่ที่ต้องจากน้องมา อกแทบพังเหมือนฝั่งน้ำ

    ถึงวัดเทียนถวาย บ้านใหม่ มีต้นตาลมาก เจ้าของตาลอยากได้ลูกตาล จึงปีนต้นตาล เหมือนคนที่ตบกับคนปากหวาน อาจเจ็บใจเหมือนคนตกต้นตาล เห็นเถาต้นเทพี มีหนาม นึกถึงตอนถูกหนามตำก็ไม่เจ็บเหมือนถูกเหน็บแนมเชือดเชือนด้วยคำพูด





    ๏ ถึงบางหลวงทรวงร้อนดังศรปัก พี่ร้างรักมาด้วยราชการหลวง

    เมื่อคิดไปใจหายเสียดายดวง จนเรือล่วงมาถึงย่านบ้านกระแซง

    พี่เร่งเตือนเพื่อนชายพายกระโชก ถึงสามโคกต้องแดดยิ่งแผดแสง

    ให้รุ่มร้อนอ่อนจิตระอิดแรง เห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง

    ตาโถงถุงนุ่งอ้อมลงกรอมส้น เป็นแยบยลเมื่อยกขยับอย่าง

    เห็นขาขาววาวแวบอยู่หว่างกลาง ใครยลนางก็เป็นน่าจะปรานี

    ดูเหย้าเรือนหาเหมือนอย่างไทยไม่ หลังคาใหญ่พื้นเล็กเป็นโรงผี

    ระยะบ้านย่านนั้นก็ยาวรี จำเพาะมีฝั่งซ้ายเมื่อพายไป

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงบางหลวง ใจเร่าร้อนดั่งศรปัก ถึงบ้านกระแซง เร่งฝีพายมาจนถึงสามโคก แดดร้อนเห็นชาวมอญนุ่งโสร่งเดินเห็นขาขาวๆ ใครมองเห็นก็คงนึกชอบ บ้านเรือนไม่เหมือนบ้านคนไทย หลังคาใหญ่ พื้นเล็กเหมือนโลงศพ ทรงบ้านยาวรี ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งซ้าย



    ๏ ถึงวังตำหนักพักพลพอเสวย แล้วก็เลยตามแควกระแสไหล

    ทั้งน้ำลงน่าสลดระทดใจ โอ้น้ำไหลเจียวยังมีเวลาลง

    แต่โศกพี่หรือไม่มีเวลาว่าง ระยะทางก็ยังไกลถึงไพรระหง

    ขึ้นจากน้ำแล้วจะซ้ำเข้าเดินดง เมื่อไรลงนั่นแลกายจะวายตรอม

    เห็นลมอื้อจะใคร่สื่อสาราสั่ง ถึงร้อยชั่งคู่เชยเคยถนอม

    ให้นิ่มน้องครองศักดิ์อย่าปลักปลอม เรียมนี้ตรอมใจถึงคะนึงนาง

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงวังตำหนัก พักพล เจ้านายเสวยเสร็จ ก็ไปต่อ น้ำไหลยังมีเวลาลง แต่ใจพี่โศกไม่มีเวลาว่าง ต้องเดินทางอีกไกล ขึ้นจากน้ำก็ต้องเดินป่า เห็นลมพัดอยากจะฝากสารถึงน้องรักให้รักษาเนื้อรักษาตัวรอคอยพี่ พี่ตรอมใจคิดถึงน้อง





    ๏ ถึงทุ่งขวางกลางยานบ้านกระบือ ที่ลมอื้อนั่นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง

    ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเป็นเกาะกลาง ต้องแยกทางสองแควกระแสชล

    ปางบุรำคำบุราณขนานนาม ราชครามเกาะใหญ่เป็นไพรสณฑ์

    ในแถวทางกลางย่านกันดารคน นาวาดลเดินเบื้องบูรพา

    โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอ มาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า

    ต้องแยกคลองออกเป็นสองทางคงคา นี่หรือคนจะมิน่าเป็นสองใจ

    ครั้นพอสิ้นถิ่นเกาะค่อยเลาะเลียบ นาวาเพียบน้ำลงกำลังไหล

    โอ้อนาถเหนื่อยน่าระอาใจ ถึงบางไทรด่านดักนาวาเดิน

    เขาบอกชื่อสีกุกตรงด่านข้าม เป็นสามง่ามน้ำนองในคลองเขิน

    ปักษาโบกปีกบินลงดินเดิน มัจฉาเพลินผุดพล่านในคงคา

    นกยางเลียบเหยียบปลานขาหยิก เอาปากจิกบินฮือขึ้นเวหา

    กระทุงน้อยลอยทวนนาวามา โอ้ปักษาเอ๋ยจะลอยถึงไหนไป

    หน้าวังหรือจะสั่งด้วยนะนก ให้แนบอกของพี่รู้ว่าโหยไห้

    มิทันสั่งสกุณินก็บินไป ลงจับใกล้นกตะกรุมริมวุ้มวน

    ศีรษะเตียนเลี่ยนโล่งหัวล้านเลื่อม เหนียงกระเพื่อมร้องแรงแสยงขน

    โอ้หัวนกนี่ก็ล้านประจานคน เมื่อยามยลพี่ยิ่งแสนระกำทรวง

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงทุ่งขวาง บ้านกระบือ เกาะราชคราม กระแสน้ำยังแยกเป็นสองทาง ใจคนก็แยกเป็นสองใจได้เช่นกัน ถึงบางไทร มีสายน้ำแยกเป็นสามง่าม เรียกว่า สีกุก มีนกบิน ปลาผุดว่ายมากมาย





    ๏ ถึงเกาะเกิดเกิดเกาะขึ้นกลางน้ำ เหมือนเกิดกรรมเกิดราชการหลวง

    จึงเกิดโศกขัดขวางขึ้นกลางทรวง จะตักตวงไว้ก็เติบกว่าเกาะดิน

    รำพึงพายตามสายกระแสเชี่ยว ยิ่งแสนเปลี่ยวเปล่าในฤทัยถวิล

    สักครู่หนึ่งก็มาถึงบางเกาะอิน กระแสสินธุ์สายชลเป็นวนวัง

    อันเท็จจริงสิ่งนี้ไม่รู้แน่ ได้ยินแต่ยุบลแต่หนหลัง

    ว่าที่เกาะบางอออินเป็นถิ่นวัง กษัตริย์ครั้งครองศรีอยุธยา

    พาสนมออกมาชมคณานก ก็เรื้อรกรั้งร้างเป็นทางป่า

    อันคำแจ้งกับเราแกล้งสังเกตตา ก็เห็นน่าที่จะแน่กระแสความ

    แต่เดี๋ยวนี้มีไม้ก็ตายโกร๋น ทั้งเกิดโจรจระเข้ให้คนขาม

    โอ้ฉะนี้แก้วพี่เจ้ามาตาม จะวอนถามย่านน้ำพี่ร่ำไป

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงเกาะเกิด เหมือนเกิดกรรมที่ต้องมาราชการ จึงเกิดความโศกมากมายกว่าเกาะดิน ถึงเกาะบางอออิน มีน้ำวน เล่ากันว่าเป็นวังเก่าสมัยอยุธยา กษัตริย์พาสนมออกมาชมนก แต่ปัจจุบันต้นไม้ตายโกร๋น มีทั้งโจร จระเข้ คนจึงกลัวกันมาก











    ๏ ถึงเกาะพระที่ระยะสำเภาล่ม เภตราจมอยู่ในแควกระแสไหล

    ถึงเกาะเรียนโอ้เรียมยิ่งเกรียมใจ ที่เพื่อนไปเขาก็โจษกันกลางเรือ

    ว่าคุ้งหน้าท่าเสือข้ามกระแส พี่แลแลหาเสือไม่เห็นเสือ

    ถ้ามีจริงก็จะวิ่งลงจากเรือ อุทิศเนื้อให้เป็นภักษ์พยัคฆา

    ไม่เคยตายเขาบ่ายนาวาล่อง เข้าในคลองตะเคียนให้โหยหา

    ระยะย่านบ้านช่องในคลองมา ล้วนภาษาพวกแขกตะนีอึง

    ดูหน้าตาก็ไม่น่าจะชมชื่น พี่แข็งขืนอารมณ์ทำก้มขึง

    ที่เพื่อนเราร้องหยอกมันออกอึง จนเรือถึงปากช่องคลองตะเคียน

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงเกาะพระ มีสำเภาล่มจมอยู่ ถึงเกาะเรียน เรียมรู้สึกร้อนใจ ถึงท่าเสือ แต่พี่มองไม่เห็นเสือ ถ้ามีจริงจะวิ่งออกจากเรืออุทิศเนื้อให้เป็นอาหารของเสือ เข้าคลองตะเคียน เป็นถิ่นของพวกแขกตะนี หน้าตาไม่น่ามอง ถึงปากช่องคลองตะเคียน เห็นวัดวาอารามมากมาย เจดีย์ ศาลาการเปรียญ โบสถ์ กุฏิชำรุดพัง





    ๏ เห็นวัดวาอารามตามตลิ่ง ออกแจ้งจริงเหลือจะจำในคำเขียน

    พระเจดีย์ดูกลาดดาษเดียร การเปรียญโบสถ์กุฏิ์ชำรุดพัง

    ถึงวัดธารมาใหม่ใจระย่อ ของพระหน่อสุริย์วงศ์พระวังหลัง

    อุตส่าห์ทรงศรัทธามาประทัง อารามรั้งหรือมางามอร่ามทอง

    สังเวชวัดธารมาที่อาศัย ถึงสร้างใหม่ชื่อยังธาระมาหมอง

    เหมือนทุกข์พี่ถึงจะมีจินดาครอง มงกุฎทองสร้อยสะอิ้งมาใส่กาย

    อันตัวงามยามนี้ก็ตรอมอก แสนวิตกมาตามแควกระแสสาย

    ถึงคลองสระปทุมานาวาราย น่าใจหายเห็นศรีอยุธยา

    ทั้งวังหลวงวังหลังก็รั้งรก เห็นนกหกซ้อแซ้บนพฤกษา

    ดูปราสาทราชวังเป็นรังกา ดังป่าช้าพงชัฏสงัดคน

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงวัดธารมาใหม่ ชื่อวัดเหมือนความทรมานความทุกข์ของพี่ แม้มีเครื่องประดับ แต่งตัวจนงาม แต่ใจก็ยังตรอมตรม ถึงคลองสระประทุม เห็นราชวังเก่าร้างรก ดังรังกา เงียบดังป่าช้า













    ๏ อนิจจาธานินสิ้นกษัตริย์ เหงาสงัดเงียบไปดังไพรสณฑ์

    แม้กรุงยังพรั่งพร้อมประชาชน จะสับสนแซ่เสียงทั้งเวียงวัง

    มโหรีปี่กลองจะก้องกึก จะโครมครึกเซ็งแซ่ด้วยแตรสังข์

    ดูพาราน่าคิดอนิจจัง ยังได้ฟังแต่เสียงสกุณา

    ทั้งสองฝั่งแฝกแขมแอร่มรก ชะตาตกสูญสิ้นพระชันษา

    แต่ปู่ย่ายายเราท่านเล่ามา เมื่อแรกศรีอยุธยายังเจริญ

    กษัตริย์สืบสุริย์วงศ์ดำรงโลก ระงับโศกสุขสุดจะสรรเสริญ

    เราเห็นยับยังแต่รอยก็พลอยเพลิน เสียดายเกิดมาเมื่อเกินน่าน้อยใจ

    กำแพงรอบขอบคูก็ดูลึก ไม่น่าศึกอ้ายพม่าจะมาได้

    ยังให้มันข้ามเข้าเอาเวียงชัย โอ้อย่างไรเหมือนบุรีไม่มีชาย

    หรือธานินสิ้นเกณฑ์จึงเกิดยุค ไพรีรุกรบได้ดังใจหมาย

    เหมือนทุกวันแล้วไม่คัณนาตาย ให้ใจหายหวั่นหวั่นถึงจันทร์ดวง



    ๏ พี่ดูใจค่ายนอกออกหนักแน่น ดังเขตแคว้นคูขอบนครหลวง

    ไม่เห็นจริงใจนางในกลางทรวง ชายทะลวงเข้ามาบ้างจะอย่างไร

    ขอเทเวศร์เขตสวรรค์ชั้นดุสิต ดลใจมิตรอย่าให้เหมือนกับกรุงใหญ่

    ให้เหมือนกรุงเราทุกวันไม่พรั่นใคร นั่นแลใจเห็นจะครองกับน้องนาน

    ถอดคำประพันธ์

    เมืองที่สิ้นกษัตริย์เงียบดังป่า เมื่อครั้งที่กรุงเต็มไปด้วยผู้คน คงมีเสียงเซ็งแซ่ทั้งเมือง เสียงมโหรี แตร สังข์ แต่ครั้งนี้มีแต่เสียงนก ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยต้นแฝกและแขม ปู่ยาตายายเล่าถึงเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเจริญ กษัตริย์ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองดับทุกข์โศกของประชาชน น่าสรรเสริญยิ่ง เสียดายที่เราเกิดมาไม่ทันเห็น มีกำแพงเมือง คูเมืองก็ลึก ข้าศึกไม่น่าเข้ามายึดได้ เหมือนกับไม่มีผู้ชาย คงเป็นเพราะเมืองสิ้นชะตา จึงทำให้ข้าศึกยึดได้ ทุกวันนี้พี่ไม่กลัวตาย คิดถึงแต่แม่จัน ขอให้เทวดาในสรวงสรรค์ชั้นดุสิต ดลใจให้น้องอย่าเป็นเหมือนกรุงเก่า ขอให้เป็นเหมือนกรุงของเราที่ไม่พรั่นใคร จะได้อยู่เคียงคู่กับพี่ตลอดไป













    ๏ สุริยนเย็นสนธยาย่ำ ประทับลำเรือเรียงเคียงขนาน

    เขาเรียกวัดแม่นางปลื้มลืมรำคาญ ใครขนานชื่อหนอได้ต่อมา

    ช่างแปลงโศกให้เราปลื้มพอลืมรัก จะรู้จักคุณจริงไม่แกล้งว่า

    พลพายนายไพร่บรรดามา หุงข้าวหาฟืนใส่ก่อไฟฮือ

    พี่ตันอกตกยากจากสถาน เห็นอาหารหวนทอดใจใหญ่หือ

    ค่อยขืนเคี้ยวข้าวคำสักกำมือ พอกลืนครือคอแค้นดังขวากคม

    จะเจือน้ำซ้ำแสบในทรวงเสียว มีเค็มเปรี้ยวกล้ำกลืนก็ขื่นขม

    กินประทับแต่พอรับกับโรคลม ครั้นค่ำพรมน้ำค้างอยู่พร่างพราย

    ก็แรมรอนนอนวัดแม่นางปลื้ม พี่ไม่ลืมอาลัยให้ใจหาย

    ทั้งไพร่นายนอนกลาดบนหาดทราย พงศ์นารายณ์นรินทร์วงศ์ที่ทรงญาณ

    บรรทมเรือพระที่นั่งบังวิสูตร เขารวบรูดรอบดีทั้งสี่ด้าน

    ครั้นรุ่งเช้าราวโมงหนึ่งนานนาน จัดแจงม่านให้เคลื่อนนาวาคลา

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงวัดนางปลื้ม ทำให้เราปลื้มลืมความรัก พักกินข้าว ก็กินไม่ค่อยลง ค้างคืนที่นี่ เจ้านายบรรทมในเรือพระที่นั่ง จนรุ่งเช้าก็เดินทางต่อ





    ๏ เข้าลำคลองหัวรอตอระดะ ดูเกะกะรอร้างทางพม่า

    เห็นรอหักเหมือนหนึ่งรักพี่รอรา แต่รอท่ารั้งทุกข์มาตามทาง

    พอเลี้ยวแหลมถึงท่าศาลาเกวียน ตลิ่งเตียนแลโล่งดังคนถาง

    พี่ตั้งตาหาเกวียนสองข้างทาง หมายจะจ้างบรรทุกไปท่าเรือ

    แต่ทุกข์รักก็เห็นหนักถนัดอก ถึงสักหกเจ็ดเกวียนก็เจียนเหลือ

    แต่โศกรักมาจนหนักในลำเรือ เฝ้าเติมเจือไปทุกคุ้งรำคาญครัน

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงคลองหัวรอ มีรอเก่า ๆ ของพวกพม่า เหมือนกับพี่ที่รอความรักด้วยความทุกข์ ถึงศาลาเกวียนตลิ่งเตียน มองหาเกวียนมาบรรทุกความรักสักหกเจ็ดเกวียน ทุกความรักมาจนหนักเรือเติมความรักมาทุกคุ้งจนรู้สึกรำคาญ













    ๏ ถึงบ่อโพงถ้ามีโพงจะผาสุก จะโพงทุกข์เสียให้สิ้นที่โศกศัลย์

    นี่แลแลก็เห็นแต่ตลิ่งชัน ถึงปากจั่นตละเตือนให้ตรอมใจ

    โอ้นามน้องหรือมาพ้องกับชื่อบ้าน ลืมรำคาญแล้วมานึกรำลึกได้

    ถึงบางระกำโอ้กรรมระยำใจ เคราะห์กระไรจึงมาร้ายไม่วายเลย

    ระกำกายมาถึงท้ายระกำบ้าน ระกำย่านนี่ก็ยาวนะอกเอ๋ย

    โอ้คนผู้เขาช่างอยู่อย่างไรเลย หรืออยู่เคยความระกำทุกค่ำคืน

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงบ่อโพง ถ้ามีโพงคงจะมีความสุข จะใช้โพงความทุกข์ให้หมดสิ้น เห็นแต่ตลิ่งชัน ถึงปากจั่นชื่อพ้องกับแม่จัน ถึงบางระกำ นึกถึงเคราะห์กรรมที่ต้องตกทุกข์ระกำกายจนมาถึงบางระกำ ต้นระกำที่นี่ยาว ผู้คนคงคุ้นเคยกับความระกำใจ





    ๏ ถึงคุ้งแคว้นแดนพระนครหลวง ยิ่งโศกทรวงเสียใจให้สะอื้น

    โอ้อกเอ๋ยยังจะไปอีกหลายคืน กว่าจะชื่นแทบช้ำระกำกาย

    ถึงแม่ลาเมื่อเรามาก็ลาแม่ แม่จะแลแลหาไม่เห็นหาย

    จะถามข่าวเช้าเย็นไม่เว้นวาย แต่เจ้าสายสุดใจมิได้มา

    ถึงอรัญญิกยามแดดแผดพยับ เสโทซับซาบโทรมทั้งนาสา

    ถึงตะเคียนด้วนด่วนรีบนาวามา ถึงศาลาลอยแลลิงโลดใจ

    เงื้อมตลิ่งงิ้วงามตระหง่านยอด ระกะกอดเกะกะกิ่งไสว

    พยุยวบกิ่งเยือกเขยื้อนใบ ถึงวังตะไลเห็นบ้านละลานแล

    ถึงบ้านขวางที่ทางนาวาจอด เรือตลอดแลหลามตามกระแส

    ถึงท่าเรือเรือยัดกันอัดแอ ดูจอแจจอดริมตลิ่งชุม

    ที่หน้าท่ารารับประทับหยุด อุตลุดขนของขึ้นกองสุม

    เสบียงใครใครนั่งระวังคุม พร้อมชุมนุมแน่นหน้าศาลารี

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงพระนครหลวง ยิ่งโศกเศร้าใจ ต้องไปอีกหลายคืน ถึงแม่ลา เมื่อมาก็ลาแม่

    ถึงอรัญญิก ตะเคียนด้วน ศาลาลอย มีต้นงิ้วงามอยู่ริมตลิ่ง ถึงวังตะไล มีบ้านเต็มไปหมด

    ถึงบ้านขวาง เป็นท่าเรือ ขนข้าวของเสบียงขึ้นไว้ที่ศาลา









    ๏ ฝ่ายพระหน่อสุริย์วงศ์ทรงสิกขา ขึ้นศาลาโสรจสรงวารีศรี

    ข้างพวกเราเฮฮาลงวารี แต่โดยดีใจตนด้วยพ้นพาย

    อุระเรียมเกรียมตรมอารมณ์ร้อน ระอาอ่านอกใจมิใคร่หาย

    แลตลิ่งวิงหน้านัยน์ตาพราย หัวไหล่ตายตึงยอกตลอดตัว

    ได้พึ่งเพื่อนเหมือนญาติเมื่อยามเข็ญ เขานวดเคล้นให้บ้างก็ยังชั่ว

    พระอาทิตย์มืดมิดเข้าเมฆมัว ฟ้าสลัวแดดดับพยับไพร

    กองคเชนทร์เกณฑ์ช้างยี่สิบเชือก มาจัดเลือกกองหมอขึ้นคอไส

    ที่เดินดีขี่กูบไม่แกว่งไกว วิสูตรใส่สองข้างเป็นช้างทรง

    แล้วผ่อนเกณฑ์กองช้างไว้กลางทุ่ง เวลารุ่งจะเสด็จขึ้นไพรระหง

    ที่สี่เวรเกณฑ์กันไว้ล้อมวง พระจอมพงศ์อิศยมบรรทมพลัน

    ถอดคำประพันธ์

    เณรกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ขึ้นศาลาทรงน้ำ ส่วนพวกเราลงว่ายน้ำ เพื่อนช่วยบีบนวดจัดกองช้างยี่สิบสี่เชือก เลือกตัวที่เดินดีเป็นช้างพระที่นั่ง พระองค์เจ้าปฐมวงศ์เข้าบรรทม





    ๏ อันพวกเราเหล่าเสวกามาตย์ เหนื่อยอนาถนิทราดังอาสัญ

    แสนวิตกอกพี่นี้ผูกพัน ให้หวั่นหวั่นเวทนาด้วยอาวรณ์

    สดับเสียงสัปปุรุษที่หยุดพัก เขาร้องสักวาอึงทั้งครึ่งท่อน

    บ้างชมป่าช้าปี่ทีละคร ถึงสบกลอนที่จะรู้ก็สู้เมิน

    เฝ้าแหงนดูดวงแขชะแง้พักตร์ เห็นจันทร์ชักรถร่อนเวหาเหิน

    ดูดวงเดือนเหมือนชื่อรื้อเผอิญ ระกำเกินที่จะเก็บประกอบกลอน

    จนไก่เถื่อนเตือนขันสนั่นแจ้ว ดุเหว่าแว่วหวาดหมายว่าสายสมร

    เดือนแอร่มแจ่มล้ำในอัมพร กองกุญชรผูกช้างมายืนเรียง

    ถอดคำประพันธ์

    พวกเสวกามาตย์ต่างเหนื่อยอ่อน นอนเหมือนตาย ได้ยินเสียงเพื่อนร้องเพลงสักวา เพลงครึ่งท่อนช้าปี่ ก็ไม่สนใจ เฝ้าดูดวงจันทร์ เหมือนชื่อน้อง ระกำเกินกว่าที่จะเขียนเป็นคำกลอน จนรุ่งเช้า กองช้างเตรียมช้างมายืนเรียง









    ๏ บรรดาเพื่อนเตือนตื่นขึ้นเซ็งแซ่ บ้างจอแจจัดการประสานเสียง

    บ้างม้วนเสื่อมัดกระสอบหอบเสบียง บ้างถุ้งเถียงชิงสัปคับกัน

    บ้างขึ้นบนขนส่งคนข้างล่าง เสียงโฉ่งฉ่างขามแตกกระแทกขัน

    จนคนบนสัปคับรับไม่ทัน หม้อข้าวขันตกแตกกระจายราย

    ย่ามกระสอบกรอบแกรบกระไกรกริก กลักพริกพลิกแพลงตะแคงหงาย

    กะโปเลเชือกร้อยขึ้นห้อยท้าย เมื่อยามร้ายดูงามกว่าชามดิน

    ถอดคำประพันธ์

    พวกเพื่อนปลุกกันเซ็งแซ่ รีบเก็บข้าวของดูวุ่นวาย



    ๏ สงสารนางชาวในที่ไปด้วย ทั้งโถถ้วยเครื่องแต่งแป้งขมิ้น

    หวีกระจกตกแตกกระจายดิน เจ้าของผินหน้าหาน้ำตาคลอ

    จะปีนขึ้นกูบช้างไม่กางขา แต่โดยผ้ากรีดกรอมทำซอมซ่อ

    มือตะกายสายรัดสกนธ์คอ เห็นช้างงองวงหนีก็หวีดอึง

    แต่ปีนไพล่เหนี่ยวพลัดสุหรัดขาด สองมือพลาดพลัดคว่ำลงต้ำผึง

    กรมการบ้านป่าเขาฮาตึง ทำโกรธขึ้งเรียกพวกผู้ชายเร็ว

    บ้างขึ้นช้างพลางฉวยข้อมือฉุด ดังอุณรุทจับกินนรที่ในเหว

    ไม่นึกอายอัประมาณเป็นการเร็ว บ้างโอบเอวอุ้มนางขึ้นช้างพังฯ

    ถอดคำประพันธ์

    พวกนางในปีนช้าง ไม่กางขา จึงตกช้าง พวกกรรมการบ้านป่าฮากันตึง พวกนางในจึงเรียกพวกผู้ชายมาช่วยฉุดมือบ้าง อุ้มบ้างเพื่อขึ้นช้าง โดยไม่นึกอาย



    ๏ สุรแสงแจ่มแจ้งอร่ามโลก บริโภคอิ่มเอิบอารมณ์หวัง

    ขัตติยวงศ์ทรงช้างกูบบัลลังก์ รับสั่งสั่งสารถีให้ไสเดิน

    จากศาลาท่าเรือเข้าทิวทุ่ง เป็นฝุ่นฟุ้งนภางค์ในทางเขิน

    กูบกระโดกโยกอย่างทุกย่างเดิน เขยื้อนเยินยอบเยือกยะยวบกาย

    ทั้งสองข้างท่านวางเป็นช้างดั้ง ระยะหลังมหาดเล็กนั้นเหลือหลาย

    แต่ตัวพี่นี้จำเพาะเป็นเคราะห์ร้าย ต้องขึ้นพลายนำทางช้างน้ำมัน

    เพื่อนเขาแกล้งตบมือกระพือผัด ช้างสะบัดบุกไปในไพรสัณฑ์

    ผงะหงายคนท้ายเขาคว้าทัน โอ้แม่จันทร์เจียนจะไม่เห็นใจจริง

    นึกจะโจนจากช้างลงกลางเถื่อน แล้วอายเพื่อนเขาจะเย้ยว่าใจหญิง

    แต่ตึงเศียรเวียนหน้านัยน์ตาวิง เอาขอพิงพาดตักมาตามทางฯ



    ถอดคำประพันธ์

    รุ่งเช้า กินกันอิ่มแล้ว เมื่อพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ทรงช้าง ก็เคลื่อนขบวน สองข้างเป็นช้างตั้ง ด้านหลังเป็นพวกมหาดเล็ก ตัวพี่เคราะห์ร้ายต้องขึ้นช้างตกน้ำมัน เพื่อนแกล้งตบมือ มันจึงพาวิ่งเข้าป่าไป พี่หงายหลัง แต่ท้ายช้างคว้าไว้ทัน นึกจะโจนลง แต่ก็อายเพื่อนจะเย้ยว่าใจหญิง พี่เวียนหัวจนตาลาย



    ๏ ถึงชายป่านาประโคนรำคาญคิด ถึงมิ่งมิตรแล้วให้หมองอารมณ์หมาง

    จนพ้นทุ่งมุ่งตรงเข้าดงยาง ไม่สล้างลู่ล้มระทมทับ

    รุกขชาติดาษดูระดะป่า สกุณาจอแจประจำจับ

    ดุเหว่าแว่วหวาดไหวฤทัยวับ จะแลกลับหลังเหลียวยิ่งเปลี่ยวใจ

    ทั้งสองข้างทางเดินก็รกระ ระเกะกะพาดพันเถาวัลย์ไสว

    จักจั่นแซ่เสียงเรไรไพร ในจิตใจทดท้อระย่อเย็น

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงชายป่าหน้าประโคน คิดถึงน้องรัก เข้าดงยางที่ลู่ล้มทับกัน เสียงนกจอแจ เสียงดุเหว่า ทำให้เปลี่ยวใจ สองข้างทางเต็มไปด้วยเถาวัลย์ ได้ยินเสียงจักจั่นเรไร ทำให้ระทดท้อหนาวใจ



    ๏ ถึงบางโขมดมีธารตะพานช้าง บรรลุทางครบร้อยห้าสิบเส้น

    มีโพธิ์พุ่มชุ่มชื่นระรื่นเย็น ไม่ว่างเว้นสัปปุรุษเขาหยุดเรียง

    บ้างขายของสองข้างตามทางป่า จำนรรจาจอแจออกแซ่เสียง

    พี่แกล้งไสให้คชสารเคียง เห็นของเรียงอยู่บนร้านทั้งหวานคาว

    แต่น้ำยานั้นเขาว่ากิ้งกือกุ้ง เห็นชาวกรุงกินกลุ้มทั้งหนุ่มสาว

    พี่คลื่นไส้ไสช้างในย่างยาว มาตามราวมรคาพนาวัน

    ลมกระพือฮือหอบผงคลีหวน ปักษาครวญเพรียกพฤกษ์ในไพรสัณฑ์

    ดุเหว่าแว่วแจ้วจับน้ำใจครัน ไก่เถื่อนขันขานเขาชวาคู

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงบางโขมด มีธารตะพานช้าง เดินทางมาได้ร้อยห้าสิบเส้น มีต้นโพธิ์ใหญ่ให้เงาร่มเย็นผู้คนจึงหยุดพักที่นี่ สองข้างทาง มีของขายเสียงจอแจ มีทั้งของหวานของคาว พี่เห็นน้ำยา เขาว่าทำมาจากกิ้งกือ พวกชาวกรุงทั้งหนุ่มสาวจับกลุ่มกินกัน ส่วนพี่คลื่นไส้ ไสช้างเดินต่อ











    ๏ ประจวบจนถึงตำบลบ่อโศก ยามวิโยคออกชื่อก็ครือหู

    ถึงจะไม่รู้จักไม่รักรู้ แต่เหลือบดูไปที่บ่อยังท้อใจ

    ระยะเดินเถินทางมากลางป่า สองร้อยห้าสิบเส้นถึงสระใหญ่

    พอได้กึ่งมรคาพนาลัย พี่รีบไสช้างเดินโดยลำพอง

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงตำบลบ่อโศก มาได้สองร้อยห้าสิบเส้น ถึงสระใหญ่ พี่ไสช้างเดินต่ออย่างคะนอง





    ๏ มาลับท่อบ่อโศกจนสุดเหลียว ยังเสียวเสียวโศกกายไม่วายหมอง

    ถึงหนองคนทีมีสระละหานนอง เป็นเปือกกรองแต่ล้วนหญ้าคงดำ

    อันริมรอบขอบหนองทั้งสองข้าง รอยตีนช้างลึกลุ่มหลุ่มถลำ

    โอ้น้ำใจในอุราทาระกรรม เหมือนน้ำดำอยู่ในหนองเป็นฟองคราม

    พี่ยลน้ำช้ำใจแล้วไสช้าง มาตามทางทิวป่าพนาหนาม

    กำหนดนับมรคาพยายาม ก็ได้สามร้อยเส้นห้าสิบปลาย

    โอ้ทางไกลไปเปลืองเหมือนเรื่องว่า แต่โศกข้านี่กระไรมิใคร่หาย

    จะแลขวาป่าเขียวยังเปลี่ยวกาย จะแลซ้ายเห็นแต่โขดภูเขาเคียง

    กับหมู่ไม้ไกรกรวยกันเกรากร่าง พะยอมยางตาพยัคฆ์พยุงเหียง

    ข่อยมะขามตามทางสล้างเรียง นกเขาเคียงคู่คูประสานคำ

    โอ้นกคู่ดูน่าจะผาสุก พี่นี้ทุกข์เพราะจากเจ้างามขำ

    เห็นนกหนึ่งจับนิ่งกิ่งระกำ โอ้นกน้อยเห็นจะจำจากตัวเมีย

    ถ้านกผู้ดูเหมือนหัวอกพี่ แสนทวีเวทนาประดาเสีย

    นิจจาเอ๋ยถ้าเป็นอกนกตัวเมีย จะละเหี่ยหาผัวอยู่ตัวเดียว

    พี่เห็นนกแล้ววิตกถึงน้องน้อย จะครวญคอยนับวันกระสันเสียว

    ไม่เห็นพี่ก็จะโหยอยู่โดยเดียว พี่ก็เปลี่ยวเปล่ากายซังตายมา

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงหนองคนที มีสระ น้ำนอง มีหญ้าน้ำสีดำ รอยตีนช้างลึกเป็นหลุม เดินทางมาได้สามร้อยห้าสิบเส้น เหลียวซ้ายแลขวาก็เป็นป่าเขา เห็นนกเขาคู่หนึ่งขันกันอย่างมีความสุข แต่ตัวพี่ทุกข์เพราะต้องจากน้องรัก เห็นนกตัวหนึ่งจับกิ่งระกำ คงจากตัวเมียมา เหมือนตัวพี่ พี่เห็นนกก็คิดถึงน้อง คงต้องครวญคอยพี่อยู่คนเดียว







    ๏ ถึงศาลาอาศัยเจ้าสามเณร ในบริเวณอึกทึกด้วยพฤกษา

    ที่ป่านั้นขยาดพยัคฆา จะไปมาใครไม่อาจประมาทเมิน

    ยามระงิดพี่ไม่คิดว่าเสือร้าย เขม้นหมายมุ่งลำเนาภูเขาเขิน

    ได้สี่ร้อยทางจรไม่หย่อนเกิน เขารีบเดินการด่วนจะจวนเพล

    ช้างที่นั่งก็รับสั่งให้รีบไส จนเหงื่อไหลหน้าแดงดังแสงเสน

    ถึงสระยอรอช้างเสวยเพล จนกองเกณฑ์เดินทางมาตามทัน

    ถอดคำประพันธ์

    ถึงศาลาที่สามเณรพักอยู่ ร่มรื่นด้วยต้



ความคิดเห็นที่ 21

sun_on_me@hotmail.com (Guest)
13 มิ.ย. 2548 17:54
  1. ขอบคุณมากนะ ขอบคุณจิงๆๆ เอ็มเราหาดูอยู่เหมือนกันเดียวกะไม่ได้เธอก็คงแย่นะเราพยายมแปลแม่แน่ใจว่าจะถูกเปล่าแต่ขอบคุณมากๆนะว่างๆเดียวจะเข้าไปคุยนะ ฟ้าเราขอบคุณนะจ๊ะ เราเรียนอยู่ราชวินิตบางแก้วนะว่างๆก็เอดมาได้นะ ขอบใจจ๊ะ

    กิ๊ฟ( )



ความคิดเห็นที่ 22

Ji (Guest)
14 มิ.ย. 2548 15:54
  1. เราก็อยู่ม.4เหมือนกัน

    สุดยอดมากๆๆ ขอบคุณมากเลยด้วย กำลังหาอยู่พอดีเลย



ความคิดเห็นที่ 23

eye_trash2@hotmail.com (Guest)
14 มิ.ย. 2548 21:10
  1. ขอบคุณนะ เราหากันตาหลุนหมดแร้ว ดีนะ ที่มาเจอที่นี่

    ขอบคุณเพื่อนๆนะค๊า



ความคิดเห็นที่ 24

eye_trash2@hotmail.com (Guest)
14 มิ.ย. 2548 21:13
  1. ขอบคุณอีกรอบก๊าบ

    เล่นเอ็มด้วยนะ @มาคุยกันก้อได้

    เผื่อจะได้ช่วยหางานกันอีก



    ขอบคุงก๊ะ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น