บทสนทนาระหว่างผู้นำเสนอผลงานวิจัยกับวิทยากรผู้พิจารณาให้คำแนะนำ

ขอใช้นามสมมติแทนครูผู้นำเสนองาน ส่วนวิทยากรผู้พิจารณาให้คำแนะนำคือ ดร.ไพจิตร สดวกการ

วิทยากรฯ: ทำไมคุณครูจึงเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับก่อนเรียนล่ะคะ วิธีเดิมที่คุณครูใช้อยู่นักเรียนเรียนแล้วได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่สูงกว่าก่อนเรียนหรือคะ

ผู้นำเสนอฯ ก: คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนที่เรียนเรื่องนี้ที่ดิฉันสอนในปีที่ผ่านมาค่อนข้างต่ำค่ะ คิดเป็นร้อยละ 56.2 เท่านั้น ต่ำกว่าเกณฑ์คุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่โรงเรียนกำหนดไว้ค่ะ

วิทยากรฯ: โรงเรียนของคุณครูกำหนดเกณฑ์ไว้เท่าไรคะ

ผู้นำเสนอฯ ก: ร้อยละ 60 ค่ะ ดิฉันหวังว่ากระบวนการใหม่ที่นำมาใช้ จะสามารถทำให้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยถึงหรือสูงกว่าร้อยละ 60 ค่ะ

วิทยากรฯ: อ้าว! แล้วคุณครูไปเทียบกับก่อนเรียนทำไมล่ะคะ สมมติว่าก่อนเรียนนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 25 เพราะยังไม่ได้เรียน แต่เดาถูกบ้างถ้าเป็นข้อสอบแบบเลือกตอบ ถ้าหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 45 แสดงว่ากระบวนการใหม่นี้ดีกว่าวิธีเดิมที่คุณครูเคยใช้หรือคะ

ผู้นำเสนอฯ ก: ไม่ใช่ค่ะ เพราะวิธีเดิมได้ถึงร้อยละ 56.2 แต่ดิฉันต้องการให้ได้ถึงหรือสูงกว่าร้อยละ 60 ค่ะ ดิฉันต้องเปรียบเทียบกับร้อยละ 60 หรือคะ

วิทยากรฯ: ถูกต้องค่ะ คุณครูต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็น "เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน... โดยใช้กระบวนการ...   กับเกณฑ์ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม" จึงจะตรงกับปัญหาที่คุณครูต้องการจะแก้

ผู้นำเสนอฯ ข: แต่ที่โรงเรียนของดิฉันไม่ได้กำหนดเกณฑ์คุณภาพผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ค่ะ ถ้าไม่เทียบกับก่อนเรียนแล้วจะไปเทียบกับอะไรคะ

วิทยากรฯ: อาจจะใช้เกณฑ์ของกลุ่มโรงเรียน ของเขตพื้นที่การศึกษา หรือถ้าหากการสอนโดยวิธีเดิมนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่หลักสูตรกำหนด จะใช้เกณฑ์การผ่านที่กำหนดไว้ในหลักสูตรก็ได้ หรือต้องการพัฒนาให้ได้ผลสูงขึ้นกว่าการใช้วิธีเดิม ก็นำคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนด้วยวิธีเดิมมาเป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบก็ได้ ส่วนคุณครูที่ผลิตสื่อแบบที่ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เช่น บทเรียน CAI บทเรียนสำเร็จรูป หรือชุดการสอน ซึ่งมีการหาประสิทธิภาพของสื่อและพัฒนาจนได้ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 แล้ว เมื่อนำมาใช้กับกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ทำไมจึงลดคุณค่าของสื่อโดยนำคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนจากสื่อไปเทียบกับคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนล่ะคะ ถ้ามั่นใจว่าสื่อมีประสิทธิภาพตามนั้นจริง สามารถนำคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนของกลุ่มเป้าหมายไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มได้เลย แต่ถ้าไม่มั่นใจว่ากลุ่มเป้าหมายจะมีคุณภาพเทียบเท่ากับกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพของสื่อหรือไม่ ก็อาจจะลดเกณฑ์ลงได้บ้างตามสภาพของกลุ่มเป้าหมาย เช่น เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 ของคะแนนเต็ม เป็นต้น

ผู้นำเสนอฯ ค: ที่จริงพวกดิฉันก็รู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลนะคะที่นำคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนจากวิธีดีๆ ที่เราอุตส่าห์พัฒนาขึ้นไปเปรียบเทียบกับคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเพื่อแสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าใช้วิธีเดิม แต่พวกเราไม่มีความมั่นใจในความรู้สึกนึกคิดของตนเอง จึงได้แต่ทำตามๆ กันมาค่ะ อีกอย่างก็คือพวกเรารู้จักแต่สูตร t-test ที่ใช้เปรียบเทียบก่อนเรียนหลังเรียนเท่านั้น

วิทยากรฯ: t-test คือสถิติอ้างอิงที่ใช้ในการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติจากกลุ่มตัวอย่างไปสู่ประชากร ในกรณีที่กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยเป็นนักเรียนจำนวนมาก เช่น คุณครูอยากทราบว่าวิธีใหม่ที่คุณครูต้องการนำมาใช้แก้ปัญหาจะใช้กับนักเรียนชั้น ป. 5 ทั้ง 200 คนในโรงเรียนที่คุณครูสอนอยู่ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าใช้วิธีเดิมหรือไม่ นั่นคือ กลุ่มเป้าหมายมีถึง 200 คน แต่คุณครูทดลองใช้กับนักเรียนชั้น ป. 5 เพียงห้องเดียวจำนวน 40 คนที่มีระดับความสามารถคละกันซึ่งใช้เป็นตัวแทนของนักเรียนชั้น ป. 5 ทั้งหมดได้ ในกรณีนี้เรียกนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย 200 คนว่า “ประชากร” และเรียกนักเรียนจำนวน 40 คนในห้องที่คุณครูใช้ทดลองสอนว่า “กลุ่มตัวอย่าง” สมมติว่าวิธีเดิมที่คุณครูเคยใช้นั้น นักเรียนเรียนแล้วได้คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่ถึงร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม แต่คุณครูต้องการให้ได้ถึงหรือสูงกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม คุณครูก็ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ร้อยละ 60 ของคะแนนเต็ม เมื่อทดลองใช้วิธีใหม่ สมมติว่าได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 63.25 ของคะแนนเต็มซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ (ร้อยละ 60) ที่ตั้งไว้ ต้องทำการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติว่าถ้านำไปใช้กับนักเรียนชั้น ป. 5 ทั้ง 200 คน จะได้คะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าวด้วยหรือไม่ โดยใช้สูตร t-test แบบกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ (สูตรนี้มีในหนังสือสถิติเพื่อการวิจัย เช่น ของอาจารย์ชูศรี วงศ์รัตนะ หรือที่เว็บไซต์บ้านครูไผ่ http://www.krupai.net ค่ะ

แต่ในกรณีที่คุณครูระบุว่า กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยเป็นนักเรียนจำนวน 40 คน ในห้องที่คุณครูทดลองใช้วิธีใหม่ หมายความว่าคุณครูไม่สนใจว่าวิธีดังกล่าวจะใช้กับนักเรียนห้องอื่นได้ผลดีด้วยหรือไม่ คุณครูก็ไม่ต้องทำการทดสอบนัยสำคัญทางสถิติเพื่อสรุปผลที่ได้ไปสู่ใครที่ไหนอีก ถ้านักเรียนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 40 คนเรียนโดยใช้วิธีใหม่แล้ว ได้คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 63.25 ของคะแนนเต็มซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ (ร้อยละ 60) ที่ตั้งไว้ ก็สรุปผลการวิจัยได้เลยว่า การนำวิธีใหม่มาใช้แก้ปัญหากับนักเรียนห้องที่คุณครูสอนอยู่ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่คุณครูตั้งไว้ ไม่ต้องทำ t-test ค่ะ

ผู้นำเสนอฯ ง: แล้วมีกรณีไหนบ้างคะที่เหมาะจะเปรียบเทียบผลหลังเรียนกับก่อนเรียน

วิทยากรฯ: การเปรียบเทียบผลหลังเรียนกับก่อนเรียนเหมาะสำหรับใช้กับนักเรียนที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้ตามปกติ คือใช้วิธีเดิมแล้วผลหลังเรียนไม่สูงกว่าก่อนเรียน หรือใช้กับตัวแปรที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงยาก แม้ว่านักเรียนปกติจะสามารถเรียนรู้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนดก็ตาม แต่ตัวแปรบางอย่าง เช่น เจตคติ พฤติกรรม ลักษณะนิสัย ทักษะบางอย่าง หรือความสามารถทางการคิดระดับสูง อาจจะยังไม่เปลี่ยน ดังนั้น ถ้าใช้วิธีใดแล้วสามารถทำให้ตัวแปรที่เปลี่ยนยากเหล่านี้ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหรือสูงขึ้นกว่าก่อนเรียนได้ ย่อมเป็นที่ยอมรับได้ว่าวิธีนั้นๆ มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ ทั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ต้องวัดได้ตรง เช่น การวัดพฤติกรรม ต้องวัดด้วยการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมที่ปรากฏอย่างสม่ำเสมอหลายๆ ครั้งในระยะเวลาที่นานพอสมควร การวัดความสามารถทางการคิดระดับสูง ต้องวัดด้วยข้อสอบที่นักเรียนไม่เคยเห็น ไม่เคยฝึกมาก่อนในระหว่างเรียน เป็นต้น

11 ก.ย. 2557 18:34
0 ความเห็น
3170 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย ครูไผ่

คุณครูท่านใดอ่านแล้วยังข้องใจ ถามเพิ่มเติมได้นะคะ

17 ก.ย. 2557 11:44


ความคิดเห็นที่ 3 โดย ครูไผ่


ทดลองอีกครั้งด้วยภาษา html

x2, x2

27 ก.ย. 2557 18:07


ความคิดเห็นที่ 4 โดย ครูไผ่

ลองพิมพ์ √2

29 ก.ย. 2557 18:15

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น