อยากรู้เรื่องการผสมเทียมโค

อยากรู้เรื่องการผสมเทียมโค


ความคิดเห็นที่ 68 

Chompoo
9 ส.ค. 2549 21:47
  1. รู้จักท่านหนึ่งค่ะ น.สพ.สัมพันธ์ สิงหจันทร์ เคยเรียนกับท่านเรื่องการผสมเทียมโค และ การผสมติดยากในโคเนื้อ ท่านเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านผสมเทียมอย่างมาก



ความคิดเห็นที่ 57

ไอเนะ (Guest)
30 มิ.ย. 2549 19:21
  1. o.Kเลยดีมากๆคะ



ความคิดเห็นที่ 69

arunee_jo@hotmail.com (Guest)
23 ส.ค. 2549 09:01
  1. อยากทราบเกี่ยวกับเรื่องการตรวจคุณภาพน้ำเชื้อด้วยวิธีการย้อมสีและมีสีอะไรบ้างและวิธีการขั้นตอนในการย้อมสีทำอย่างไร..ขอบพระคุณมากค่ะ



ความคิดเห็นที่ 52

h_aom123@hotmail.com (Guest)
18 มิ.ย. 2549 19:36
  1. อยากรู้เรื่องการแช่แข็งนำเชื้อ และเทคโนโลยีที่ใช้ในการทำค่ะ ผู้รู้ช่วยส่งมาให้ด้วย เพราะกำลังทำสัมนาเกี่ยวกับเรื่องนี่อยู่ ขอบคุณล่วงหน้า สำหรับผู้รู้



ความคิดเห็นที่ 1

Bieriology
13 ก.ย. 2547 00:45
  1. ผมหามาให้อ่านเอาละกันนะครับ
    http://www.dld.go.th/service/dairy_cattle/pasom.html



    --------------------------------------------------------------



    การผสมเทียม



    การผสมเทียม หมายถึง การรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ



    ประโยชน์ของการผสมเทียม

    1. ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำ นวนมาก

    2. สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างกันได้ โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์

    3. ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์

    4. ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกล ๆ





    ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม

    โคตัวเมีย ที่แสดงอาการเป็นสัดดังกล่าว ควรจะได้รับการผสมเทียมในระยะเวลาช่วงกลางของการเป็นสัด หรือใกล้ระยะที่จะหมดการเป็นสัด (อาจจะหมดการเป็นสัดไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือเมื่อโคเพศเมียตัวนั้นยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นขี่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการผสมพันธุ์) โดยทั่ว ๆ ไปโคเพศเมียจะมีระยะเป็นสัดประมาณ 18 ช.ม. แล้วต่อมาอีก 14 ช.ม. จึงจะมีไข่ตกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์กับน้ำเชื้อพ่อโค จึงเห็นสมควรที่ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม ในการดำเนินการเรื่องของรับบริการผสมเทียมดังมีหลักการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานผสมเทียมคือ

    1. เมื่อโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนรุ่งเช้าของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมในวันเวลาเดียวกัน (ก่อน 16.30 น.) ฉะนั้นพอรุ่งเช้าของแต่ละวันเจ้าของสัตว์ควรที่จะได้ไปแจ้งและบอกเวลา (ประมาณ) ที่ท่านได้เห็นสัตว์ของท่านแสดงอาการเป็นสัด

    2. ถ้าโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมตอนเช้าหรือก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นเจ้าของสัตว์เมื่อพบว่าสัตว์แสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น ท่านควรจะไปแจ้งและบอกเวลาของการเป็นสัด (ประมาณ) ในรุ่งเช้าของวันต่อไปก็ได้

    ถ้าท่านได้ศึกษาและรู้จักสังเกตการแสดงอาการเป็นสัด ว่าอาการเป็นอย่างไรและหาระยะเวลาที่จะผสมเทียมให้พอเหมาะแล้ว จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมเทียมติดยากหรือผสมไม่ค่อยติดในโคเพศเมียของท่านได้ทางหนึ่ง และจะทำให้เป็นประโยชน์ในด้านการเพิ่มจำนวนและปริมาณน้ำนมในกิจการโคนมของท่านยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะเรียกช่วงเวลาอันสำคัญนี้ว่า "นาทีทองในโคนมตัวเมีย"

    จะรู้ได้อย่างไรว่าโคตั้งท้องหรือไม่

    เมื่อโคนาง ได้รับการผสมไปแล้วประมาณ 21 วันหากโคไม่กลับมาแสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าผสมติดหรือโคตัวนั้น เริ่มตั้งท้องแล้ว เพื่อให้รู้แน่ชัดยิ่งขึ้นภายหลังจากการผสมโคนางแล้ว 50 วันขึ้นไปอาจติดต่อสัตวแพทย์หรือบุคคลผู้มีความ ชำนาญในการตรวจท้องแม่โค (โดยวิธีล้วงเข้าไปคลำลูกโคทางทวารของแม่โค) มาทำการตรวจท้องแม่โคก็จะทราบได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

    ........ข้อสังเกต ในกรณีโคสาว จะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น กินจุขึ้น ความจุของลำตัวโดยเฉพาะส่วนท้องซี่โครงจะกางออกกว้าง ขึ้น ขนเป็นมัน และไม่เป็นสัดอีก



    การคลอดลูก

    โดยทั่วไปแม่โคจะตั้งท้องประมาณ 283 วัน หรือประมาณ 9 เดือนเศษ ในช่วงนี้แม่โคจะได้การเอาใจใส่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และอาหารเป็นพิเศษ เพราะลูกในท้องเจริญขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในระยะก่อนคลอดประมาณ 45 - 80 วัน ควรเพิ่มอาหารผสมให้แก่แม่โคท้อง เพื่อแม่โคจะได้นำไปเสริมสร้างร่างกายส่วนที่สึกหรอ และนำไปเลี้ยงลูก หรือนำไปสร้างความเจริญเติบโตสำหรับอวัยวะบางอย่างที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและเพื่อไม่ให้แม่โคซูบผอม สำหรับแม่โคที่กำลังให้นม เมื่อตั้งท้องลูกตัวต่อไปควรจะหยุดรีดนมก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน สำหรับแม่โคท้องแรกหรือท้องสาวหรือแม่โคที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (อายุไม่ถึง 5 ปี) แม้จะให้ลูกมาแล้ว 1 หรือ 2 ตัวก็ตาม ก่อนคลอดลูกตัวต่อไปควรจะหยุดพักการรีดนมเร็วกว่าแม่โคที่โตเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน เพื่อให้แม่โคได้มีเวลาเตรียมตัวได้พักผ่อนร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ บ้าง มิฉะนั้นแม่โคอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือน นั่นหมายถึงผลเสียหายที่จะตามมาภายหลังได้ เช่น ร่างกายจะชะงักการเติบโตเพราะอาหารไม่พอ ร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อคลอดลูกออกมาลูกโคอ่อนแอ มีช่วงระยะการให้นมในปีต่อไปสั้นลง ผสมติดยาก ทิ้งช่วงการเป็นสัดนาน และอื่น ๆ เป็นต้น



    อาการที่แม่โคแสดงออกเมื่อใกล้คลอด

    เราอาจจะสังเกตอาการต่างๆได้ดังนี้

    1. เต้านมขยายใหญ่ขึ้น

    2. อวัยวะเพศขยายตัวขึ้น ยิ่งใกล้วันคลอดเข้ามาสังเกตเห็นมีน้ำเมือกไหลออกมาจากช่องคลอด

    3. กระดูกเชิงกรานขยายตัวออกกว้างขึ้น โคนหางตรงกระดูกก้นกบจะบุ๋มลึกลงทั้งสองข้าง

    4. ช่องท้องตรงสวาปจะลึกหย่อนลง

    5. ยกหางขึ้น-ลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว

    6. ถ้าเป็นโคที่ปล่อยรวมฝูงจะพยายามแยกตัวออกจากฝูง

    7. แม่โคที่ถูกขังจะไม่สนใจในการกินหญ้า อาหาร ยืนกระสับกระส่าย ขกขาหลังแตะอยู่เรื่อย ๆ มีการเบ่งคลอดตลอดเวลา

    ท่าคลอดปกติของลูกโค





    จะรู้ได้อย่างไรลูกโคคลอดปกติหรือไม่

    ลักษณะการคลอดลูกในท่าปกติของแม่โค คือ ลูกโคจะเหยียดขาหน้าตรงออกมาพร้อมกันทั้งสอง (ส่วนหัวแนบชิดกับเข่า) จะเห็น เป็น 3 จุด คือ 2 กีบข้างหน้า และจมูก ถ้าหากมีลักษณะอื่น ๆ ผิดไปจากนี้ให้ถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ อาทิเช่น หัวพับหรือเอาด้าน หลังออกมาก่อนส่วนอื่น หรือกรณีที่ลูกโคมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นนี้ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์มาช่วยทำการคลอด และหากลูกโคคลอดออกมาแล้วรกยังไม่ออกตามมาถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ควรรีบตามสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข เพราะถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่โค ซึ่งต้องรีบทำการรักษา หลังจากลูกโคคลอดออกมาแล้วควรรีบเช็ดทำความสะอาดตัวลูกโคให้แห้งโดยเร็ว โดยเฉพาะเมือกบริเวณจมูกปากและลำตัวพร้อมกับทำการตัดสายสะดือให้ห่างจากตัวโคประมาณ 1 นิ้วแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน



ความคิดเห็นที่ 45

gimgi8@hotmail.com (Guest)
29 ธ.ค. 2548 10:05
  1. อยากทราบเรื่องการโคลนนิ่งโดยใช้ somatic cell มีขั้นตอนอย่างไร



ความคิดเห็นที่ 53

adool2530@hotmail.com (Guest)
22 มิ.ย. 2549 12:36
  1. นำชื้อของพ่อพันธุ์ที่มีคุณภาพคือพ่อพันธุ์ตัวใดในประเทศไทย

    ให้ลูกแล้วสวย (พันธุ์บลามัน)ใครนรู้ชว้ยบอกด้วย



ความคิดเห็นที่ 26

cri (Guest)
19 ส.ค. 2548 12:16
  1. ความคิดเห็นที่ 18 ถ้าอยากได้ web ของสหกรณ์โคนมหนองโพลอง เข้า google แล้ว พิมพ์สหกรณ์โคนมหนองโพ จะเจอคะคุณเฟรม



ความคิดเห็นที่ 18

เฟรม (Guest)
30 ก.ค. 2548 10:43
  1. ต้องการทราบWebsite ของสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี

    ใครทราบช่วยบอกด้วย ขอบคุณค่ะ



ความคิดเห็นที่ 16

darkblacker@hotmail.com (Guest)
6 ก.ค. 2548 14:53
  1. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลเซี่ยมของแม่โคหลังคลอด



ความคิดเห็นที่ 48

เสม้ส (Guest)
1 ก.พ. 2549 21:13
  1. อยากได้อะ



ความคิดเห็นที่ 49

เมย์ (Guest)
1 ก.พ. 2549 21:16
  1. อยากรู้จิงๆๆๆๆๆๆๆนะเนี่ย



ความคิดเห็นที่ 15

น้องปอนด์ (Guest)
2 ก.ค. 2548 16:12
  1. ดีมากค่ะ ... ได้ความรู้มากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยค่ะ ...



ความคิดเห็นที่ 55

misswassans.c @chaiyo.com (Guest)
29 มิ.ย. 2549 14:14
  1. อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับการโคลนนิ่งสัตว์ และการถ่ายฝากตัวอ่อน



ความคิดเห็นที่ 2

คณาวุฒิ (Guest)
2 พ.ย. 2547 19:37
  1. การผสมเทียม หมายถึง การรีดน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์แล้วนำไปฉีดเข้าในอวัยวะของสัตว์ตัวเมีย เมื่อสัตว์ตัวเมียนั้นแสดงอาการของการเป็นสัดแล้วทำให้เกิดการตั้งท้องแล้วคลอดออกมาตามปกติ

    ประโยชน์ของการผสมเทียม

    1. ทำให้ประหยัดพ่อพันธุ์เมื่อรีดเก็บน้ำเชื้อจากสัตว์พ่อพันธุ์ได้แต่ละครั้งสามารถนำมาละลายน้ำเชื้อแล้วแบ่งใช้ผสมกับสัตว์ตัวเมียได้จำ นวนมาก

    2. สามารถผสมพันธุ์สัตว์ที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กต่างกันได้ โดยไม่มีอันตรายจากการขึ้นทับของพ่อพันธุ์

    3. ไม่ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงพ่อพันธุ์

    4. ตัดปัญหาในเรื่องขนส่งโคไปผสมเพราะสามารถนำน้ำเชื้อไปผสมได้ไกล ๆ

    ระยะเวลาที่เหมาะสมในการผสมเทียม

    โคตัวเมีย ที่แสดงอาการเป็นสัดดังกล่าว ควรจะได้รับการผสมเทียมในระยะเวลาช่วงกลางของการเป็นสัด หรือใกล้ระยะที่จะหมดการเป็นสัด (อาจจะหมดการเป็นสัดไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงก็ได้ หรือเมื่อโคเพศเมียตัวนั้นยืนนิ่งให้ตัวอื่นขึ้นขี่ ซึ่งใช้เป็นหลักในการผสมพันธุ์) โดยทั่ว ๆ ไปโคเพศเมียจะมีระยะเป็นสัดประมาณ 18 ช.ม. แล้วต่อมาอีก 14 ช.ม. จึงจะมีไข่ตกเพื่อรอรับการผสมพันธุ์กับน้ำเชื้อพ่อโค จึงเห็นสมควรที่ต้องเลือกเวลาที่เหมาะสม ในการดำเนินการเรื่องของรับบริการผสมเทียมดังมีหลักการที่จะใช้ในการปฏิบัติงานผสมเทียมคือ

    1. เมื่อโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนรุ่งเช้าของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมในวันเวลาเดียวกัน (ก่อน 16.30 น.) ฉะนั้นพอรุ่งเช้าของแต่ละวันเจ้าของสัตว์ควรที่จะได้ไปแจ้งและบอกเวลา (ประมาณ) ที่ท่านได้เห็นสัตว์ของท่านแสดงอาการเป็นสัด

    2. ถ้าโคเพศเมียตัวใดแสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายของวันใดวันหนึ่ง ควรที่จะได้รับการผสมเทียมตอนเช้าหรือก่อนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ฉะนั้นเจ้าของสัตว์เมื่อพบว่าสัตว์แสดงอาการเป็นสัดในตอนบ่ายหรือตอนเย็น ท่านควรจะไปแจ้งและบอกเวลาของการเป็นสัด (ประมาณ) ในรุ่งเช้าของวันต่อไปก็ได้

    ถ้าท่านได้ศึกษาและรู้จักสังเกตการแสดงอาการเป็นสัด ว่าอาการเป็นอย่างไรและหาระยะเวลาที่จะผสมเทียมให้พอเหมาะแล้ว จะเป็นการช่วยแก้ปัญหาเรื่องการผสมเทียมติดยากหรือผสมไม่ค่อยติดในโคเพศเมียของท่านได้ทางหนึ่ง และจะทำให้เป็นประโยชน์ในด้านการเพิ่มจำนวนและปริมาณน้ำนมในกิจการโคนมของท่านยิ่งขึ้น จึงเห็นสมควรที่จะเรียกช่วงเวลาอันสำคัญนี้ว่า "นาทีทองในโคนมตัวเมีย"จะรู้ได้อย่างไรว่าโคตั้งท้องหรือไม่

    เมื่อโคนาง ได้รับการผสมไปแล้วประมาณ 21 วันหากโคไม่กลับมาแสดงอาการเป็นสัดอีกก็อาจคาดได้ว่าผสมติดหรือโคตัวนั้น เริ่มตั้งท้องแล้ว เพื่อให้รู้แน่ชัดยิ่งขึ้นภายหลังจากการผสมโคนางแล้ว 50 วันขึ้นไปอาจติดต่อสัตวแพทย์หรือบุคคลผู้มีความ ชำนาญในการตรวจท้องแม่โค (โดยวิธีล้วงเข้าไปคลำลูกโคทางทวารของแม่โค) มาทำการตรวจท้องแม่โคก็จะทราบได้แน่ชัดยิ่งขึ้น

    ........ข้อสังเกต ในกรณีโคสาว จะสังเกตได้จากการเจริญเติบโตที่เร็วขึ้น กินจุขึ้น ความจุของลำตัวโดยเฉพาะส่วนท้องซี่โครงจะกางออกกว้าง ขึ้น ขนเป็นมัน และไม่เป็นสัดอีก

    การคลอดลูก

    โดยทั่วไปแม่โคจะตั้งท้องประมาณ 283 วัน หรือประมาณ 9 เดือนเศษ ในช่วงนี้แม่โคจะได้การเอาใจใส่ดูแลเรื่องความเป็นอยู่และอาหารเป็นพิเศษ เพราะลูกในท้องเจริญขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในระยะก่อนคลอดประมาณ 45 - 80 วัน ควรเพิ่มอาหารผสมให้แก่แม่โคท้อง เพื่อแม่โคจะได้นำไปเสริมสร้างร่างกายส่วนที่สึกหรอ และนำไปเลี้ยงลูก หรือนำไปสร้างความเจริญเติบโตสำหรับอวัยวะบางอย่างที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากที่สุดและเพื่อไม่ให้แม่โคซูบผอม สำหรับแม่โคที่กำลังให้นม เมื่อตั้งท้องลูกตัวต่อไปควรจะหยุดรีดนมก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน สำหรับแม่โคท้องแรกหรือท้องสาวหรือแม่โคที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (อายุไม่ถึง 5 ปี) แม้จะให้ลูกมาแล้ว 1 หรือ 2 ตัวก็ตาม ก่อนคลอดลูกตัวต่อไปควรจะหยุดพักการรีดนมเร็วกว่าแม่โคที่โตเต็มที่แล้ว อย่างน้อยก่อนคลอดประมาณ 45 - 60 วัน เพื่อให้แม่โคได้มีเวลาเตรียมตัวได้พักผ่อนร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ บ้าง มิฉะนั้นแม่โคอาจจะได้รับผลกระทบกระเทือน นั่นหมายถึงผลเสียหายที่จะตามมาภายหลังได้ เช่น ร่างกายจะชะงักการเติบโตเพราะอาหารไม่พอ ร่างกายไม่สมบูรณ์ เมื่อคลอดลูกออกมาลูกโคอ่อนแอ มีช่วงระยะการให้นมในปีต่อไปสั้นลง ผสมติดยาก ทิ้งช่วงการเป็นสัดนาน และอื่น ๆ เป็นต้น

    อาการที่แม่โคแสดงออกเมื่อใกล้คลอด

    เราอาจจะสังเกตอาการต่างๆได้ดังนี้

    1. เต้านมขยายใหญ่ขึ้น

    2. อวัยวะเพศขยายตัวขึ้น ยิ่งใกล้วันคลอดเข้ามาสังเกตเห็นมีน้ำเมือกไหลออกมาจากช่องคลอด

    3. กระดูกเชิงกรานขยายตัวออกกว้างขึ้น โคนหางตรงกระดูกก้นกบจะบุ๋มลึกลงทั้งสองข้าง

    4. ช่องท้องตรงสวาปจะลึกหย่อนลง

    5. ยกหางขึ้น-ลงเล็กน้อยเป็นครั้งคราว

    6. ถ้าเป็นโคที่ปล่อยรวมฝูงจะพยายามแยกตัวออกจากฝูง

    7. แม่โคที่ถูกขังจะไม่สนใจในการกินหญ้า อาหาร ยืนกระสับกระส่าย ขกขาหลังแตะอยู่เรื่อย ๆ มีการเบ่งคลอดตลอดเวลาจะรู้ได้อย่างไรลูกโคคลอดปกติหรือไม่

    ลักษณะการคลอดลูกในท่าปกติของแม่โค คือ ลูกโคจะเหยียดขาหน้าตรงออกมาพร้อมกันทั้งสอง (ส่วนหัวแนบชิดกับเข่า) จะเห็น เป็น 3 จุด คือ 2 กีบข้างหน้า และจมูก ถ้าหากมีลักษณะอื่น ๆ ผิดไปจากนี้ให้ถือเป็นการคลอดที่ผิดปกติ อาทิเช่น หัวพับหรือเอาด้าน หลังออกมาก่อนส่วนอื่น หรือกรณีที่ลูกโคมีขนาดใหญ่จนไม่สามารถผ่านช่องคลอดออกมาได้ หรือกรณีอื่น ๆ เช่นนี้ควรรีบติดต่อสัตวแพทย์มาช่วยทำการคลอด และหากลูกโคคลอดออกมาแล้วรกยังไม่ออกตามมาถ้าเกิน 12 ชั่วโมง ควรรีบตามสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข เพราะถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นกับแม่โค ซึ่งต้องรีบทำการรักษา หลังจากลูกโคคลอดออกมาแล้วควรรีบเช็ดทำความสะอาดตัวลูกโคให้แห้งโดยเร็ว โดยเฉพาะเมือกบริเวณจมูกปากและลำตัวพร้อมกับทำการตัดสายสะดือให้ห่างจากตัวโคประมาณ นิ้วแล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีนวิวัฒนาการการปรับปรุงพันธุ์สัตว์การผสมเทียม

    เทคโนโลยีชีวภาพ Biotechnology คือเทคนิคการนำสิ่งมีชีวิต หรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตมาพัฒนาเพื่อการปรับปรุงพันธุ์พืช สัตว์ หรือผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อประโยชน์เฉพาะตามที่มนุษย์ต้องการในการผลิตและปรับปรุงพันธุ์สัตว์ การนำเทคโนโลยีชีวภาพทางวิทยาการสืบพันธุ์ หรือเทคโนโลยีชีวภาพของระบบสืบพันธุ์ (Biotechnology in Reproduction หรือ Reproductive Biotechnology) มาใช้ ได้แก่การใช้วิธีการทางชีววิทยาเพื่อผลิตลูกหลานเพิ่มขึ้น เช่น การผสมเทียม และการย้ายฝากตัวอ่อน เป็นต้น

    เทคโนโลยีชีวภาพทางวิทยากรสืบพันธุ์ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการผสมเทียมและปรับปรุงพันธุ์สัตว์ มีประโยชน์หลายประการ ดังนี้

    1. เพื่อการปรับปรุงพันธุกรรมได้รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    2. ช่วยย่นระยะเวลาในการปรับปรุงและทดสอบพันธุ์

    3. ช่วยป้องกันโรคเข้ามาในประเทศ และออกจากประเทศ

    4. ช่วยในการรักษาพันธุกรรมของสัตว์หายาก และใกล้สูญพันธุ์

    5. เพื่อแก้ไขโคที่มีปัญหาการผสมติดยาก และใกล้สูญพันธุ์

    6. เป็นเทคนิคพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีอื่น ที่ก้าวหน้ามากขึ้น อาทิเช่น การโคลนนิ่งสัตว์ (cloning)

    7. ใช้ในการวิจัยทางเทคโนโลยีชีวภาพ งานวิจัยทางสัตวแพทย์ เภสัชกรรม และการแพทย์

    เทคโนโลยีชีวภาพทางวิทยาการสืบพันธุ์ มีความเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ดังนี้

    ยุคที่ 1 การผสมเทียม (Artificial Insemination : AI)

    ยุคที่ 2 การย้ายฝากตัวอ่อน (Embryo Transfer : ET)

    ยุคที่ 3 การแยกเพศตัวอ่อน (Embryo Sexing) การปฏิสนธินอกร่างกาย (In-vitro fertilization : IVF) การโคลนนิ่ง (cloning)

    ยุคที่ 4 การถ่ายฝากยีนส์ (genes transfer)

    ปัจจุบันประเทศไทยได้ใช้การผสมเทียมเป็นหลักในการปรับปรุงพันธุ์ ผลิตและขยายพันธุ์โคกระบือ และสุกรของประเทศ งานผสมเทียมจะพัฒนาและขยายต่อไปทั่วประเทศ และยังคงมีบทบาทต่อไปในอนาคต โดยการใช้พ่อพันธุ์ ชั้นเลิศซึ่งผ่านการทดสอบสกุลแล้ว นอกจากนั้น การย้ายฝากตัวอ่อนได้มีการวิจัยและพัฒนาดีขึ้นแล้ว ในอนาคตจะนำไปใช้แพร่หลายยิ่งขึ้น ส่วนเทคโนโลยีชีวภาพอื่น ๆ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง จะต้องมีการวิจัยและพัฒนาต่อไปเพื่อให้ได้ผลสำเร็จดียิ่งขึ้น คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจึงนำไปใช้ภาคสนามต่อไป

    วิวัฒนาการงานผสมเทียมในประเทศไทย

    กรมปศุสัตว์ได้เริ่มงานผสมเทียมโค ภายหลังที่นายสัตวแพทย์ ดร.ทศพร สุทธิคำ ได้กลับจากการศึกษาอบรมวิชาการผสมเทียม ณ วิทยาลัยสัตวแพทย์ กรุงสต็อคโฮล์ม ประเทศสวีเดน ระหว่าง พ.ศ.2497 - พ.ศ.2498 จากนั้นได้มีการสั่งซื้ออุปกรณ์การผสมเทียมที่จำเป็นจากประเทศสวีเดน และได้เริ่มผสมเทียมโคเพศเมียของนายนคร ผดุงกิจ สมาชิกของสถานีผสมเทียมเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2499 นับเป็นการให้บริการผสมเทียมโคครั้งแรกของประเทศไทย ปรากฏว่การผสมเทียมได้รับความนิยม และเป็นที่เชื่อถือมาก การใช้บริการผสมเทียมในสมัยแรกนั้น เจ้าหน้าที่ผสมเทียมจะนำอุปกรณ์ผสมเทียม และนำเชื้อพ่อโคพันธุ์ออไปผสมเทียมยังบ้านของเกษตรกรซึ่งเป็นสมาชิกโดยไม่คิดมูลค่า การให้บริการผสมเทียม ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมอย่างกว้างขวาง

    ต่อมาในปี พ.ศ.2501 กรมปศุสัตว์ได้เปิดสถานีผสมเทียมเป็นแห่งที่ 2 ที่กรุงเทพฯ สมาชิกผสมเทียมส่วนมากเป็นผู้เลี้ยงโคนมชาวอินเดีย ซึ่งอยู่แถววัดไผ่ตัน สะพานควาย ปากซอยไสวสุวรรณ ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี บริเวณปากซอยอ่อนนุช สวนหลวง ตรอกจันทร์ และฝั่งธนบุรี แถวบางกอกน้อย วัดไทร วัดสิงห์ เป็นต้น

    สถานีผสมเทียมราชบุรีได้จัดตั้งขึ้นเป็นแห่งที่สามที่ตำบลหนองโพอำเภอโพธารามจังหวัดราชบุรีเมื่อปี พ.ศ. 2502 ตามความต้องการของเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงโคนม และได้ผสมเทียมแม่โคชื่อ แมนของนายใช้ จันทรวิวัฒน์ เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2502 เป็นตัวแรก การผสมเทียมในเขตหนองโพได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนทำให้เกิดเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคนมแหล่งใหญ่ของประเทศในปี พ.ศ.2540 มีเกษตรกรเลี้ยงโคนม จำนวน 4,593 ราย มีแม่โครีดนม 35,000 ตัวผลิตน้ำนมดิบได้วันละ 181 ตัน

    ต่อมากรมปศุสัตว์ได้ขยายงานผสมเทียมโคนมออกไปในพื้นที่ของจังหวดต่าง ๆ โดยจดตั้งเป็นสถานีผสมเทียม (AI. station) และสถานีผสมเทียมสาขา (A.I. station) ตามแบบของประเทศสวีเดนนอกจากรับผิดชอบงานผสมเทียมแล้ว เจ้าหน้าที่ผสมเทียมยังปฏิบัติการควบคุมสุขภาพทางเพศหรือระบบสืบพันธุ์ควบคู่ไปด้วย ได้แก่ การตรวจท้องแม่โคหลังคลอด 2 เดือน ตลอดจนรักษาพยาบาลสัตว์เจ็บป่วย การคลอดยาก รกค้าง เต้านมอักเสบ ฯลฯ โดยเจ้าหน้าที่ต้องทำงานทุกวัน และไม่มีวันหยุด

    นอกจากกรมปศุสัตว์ได้ทำการผสมเทียมโคแล้ว ในปี พ.ศ.2504 ได้เริ่มงานผสมเทียมสุกรให้แก่เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงแม่สุกรบ้านละ 1-2 ตัว และไม่มีพ่อสุกรผสมพันธุ์ การบันทึกข้อมูลการผสมเทียม และการประเมินผลงาน ใช้ระบบเดียวกับการผสมเทียมโค การให้บริการผสมเทียมสุกรเริ่มที่สถานีผสมเทียมกรุงเทพฯ ราชบุรี และต่อมาก็ได้ขยายงานออกไปอีกทีนครปฐม เพชรบุรี อุบลราชธานี พะเยา และอีกหลายสถานีทั่วประเทศ การผสมเทียมสุกรจะมีผลงานสูงในช่วงที่สุกรมีราคาสุกรมีชีวิตสูง เกษตรกรจะเร่งผสมพันธุ์ผลิตลูกสุกรออกมาขุนขายเป็นจำนวนมาก เมื่อสุกรล้นตลาดราคาตก เกษตรกรก็จะเลิกผสมพันธุ์ แต่จะขายแม่สุกรจนหมด งานผสมเทียมก็ลดลง ซึ่งมักจะเกิดเป็นวงจรทุกช่วงประมาณ 3 ปี

    พ.ศ.2517 กรมปศุสัตว์มีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงโค เนื้อ โดยใช้พ่อพันธุ์อเมริกันบราห์มันผสมกับแม่โคพันธุ์พื้นเมือง และให้กองผสมเทียมรีดน้ำเชื้อพันธุ์โคบราห์มันให้บริการผสมเทียมโคเนื้อปรากฏว่าเกษตรกรในภาคอีสานนิยมโคพันธุ์นี้มาก และเมื่อกรมปศุสัตว์ได้รับเงินกู้จากธนาคารโลกในโครงการพัฒนาปศุสัตว์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานผสมเทียมโคเนื้อจึงได้แพร่หลายไปเกือบทั่วภาคอีสาน ทำให้ฝูงโคในภาคอีสานเปลี่ยนเป็นโคลูกผสมพันธุ์บราห์มันพันธุ์ดี ซึ่งเป็นโคพื้นฐานสำหรับการปรับปรุงเป็นโคนม และโคขุนในเวลาต่อมา

    พ.ศ.2518- พ.ศ.2522 กรมปศุสัตว์ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ เพื่อการปรับปรุงการผลิตน้ำเชื้อ เปลี่ยนเป็นการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง (dip frozen semen) พร้อมติดตั้งเครื่องผลิตไนโตรเจนเหลวที่มีกำลังผลิต 20 ลิตรต่อชั่วโมง จำนวน 1 เครื่อง ที่ศูนย์ผสมเทียมไทยเนเธอร์แลนด์ จังหวัดปทุมธานี ผลจากโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ทำให้กองผสมเทียมต้องเพิ่มหน่วยขึ้นมาในกองอีก 2 หน่วย คือ หน่วยงานวิจัยการผสมเทียมและทดลองสกุลของสัตว์ และหน่วยปฏิบัติการเกี่ยวกับน้ำเชื้อ และยังกำหนดให้ศูนย์ผสมเทียมไทย-เนเธอร์แลนด์เป็นธนาคารน้ำเชื้อแช่ (semen bank) เก็บน้ำเชื้อสัตว์พ่อพันธุ์ไว้จำนวนมากเพื่อส่งไปให้สถานีผสมเทียมทั่วประเทศให้บริการผสมเทียมต่อไป รวมทั้งการจัดส่งไนโตรเจนเหลวไปเติมถังน้ำเชื้อเดือนละ 2 ครั้ง

    พ.ศ.2520 กรมปศุสัตว์มีนโยบายที่จะใหบริการผสมเทียมปรับปรุงพันธุ์กระบือ กองผสมเทียมได้นำพ่อกระบือพันธุ์ไทย (swamp buffalo) และพ่อกระบือพันธุ์มูราห์ (river buffalo) มาฝึกรีดน้ำเชื้อและสามารถผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งได้สำเร็จ โดยใช้เทคนิคเช่นเดียวกับการผลิตน้ำเชื้อโคและเริ่มงานผสมเทียมแม่กระบือของเกษตรกรในปี 2522

    พ.ศ.2525 กองผสมเทียมได้เริ่มงานย้ายฝากตัวอ่อนในโค ได้มาทำการศึกษาการย้ายฝากตัวอ่อนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2526 และร่วมกับทีมงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพลังงานมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนทำการย้ายตัวอ่อนในโคนมจนประสบความสำเร็จ จนถึงปี พ.ศ. 2531 ได้ลูกโคจำนวน 21 ตัว และงานย้ายฝากตัวอ่อน ต่อมาได้พัฒนามาเป็นกลุ่มงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผสมเทียม ซึ่งไดว้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการย้ายฝากตัวอ่อนในโค กระบือ และแพะ รวมไปถึงการปฏิสนธิในหลอดแก้ว การแยกเพศตัวอ่อน เป็นต้น

    ต่อมา กรมปศุสัตว์ให้มีการผผสมเทียมแพะ และแกะของเกษตรภาคใต้ ซึ่งกลุ่มงานผลิตและวิจัยน้ำเชื้อได้ศึกษาเทคนิคการรีดน้ำเชื้อแช่แข็งสำเร็จ และได้ใช้บริการแก่เกษตรกรในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ

    พ.ศ.2530 กรมปศุสัตว์ ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอีก งานผสมเทียมได้มีการขยายออกไปอย่างกว้างขวางในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ หน่วยผสมเทียมได้ขยายเพิ่มเป็น 417 แห่ง

    พ.ศ.2543 กองผสมเทียมมีศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์ 4 แห่ง คือ ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งพ่อพันธุ์ผสมเทียมลำพญากลาง จ. ลพบุรี ศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โครงการหลวงอินทนนท์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ศูนย์วิจัยการผสมเทียมจังหวัดขอนแก่น และศูนย์ผลิตน้ำเชื้อพ่อพันธุ์สุกร ต.หนองโพ จ.ราชบุรี มีศูนย์วิจัยการผสมเทียม 9 ศูนย์ตามเขตต่าง ๆ ต้งอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ชลบุรี และนครราชสีมา เชียงใหม่ ขอนแก่น พิษณุโลก ราชบุรี สุราษฎร์ธานี และสงขลา มีหน้าที่ควบคุมกำกับ ดูแล และสนับสนุนงานผสมเทียมของหน่วยงานผสมเทียมของหน่วยผสมเทียมทั้ง 832 หน่วยทั่วประเทศ

    ปัจจุบัน (พ.ศ.2546) กองผสมเทียมปรับเปลี่ยนสถานะเป็นสำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์ ส่วนศูนย์วิจัยการผสมเทียมปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์วิจัยผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพ โดยมีหน่วยผสมเทียมกระจายไปตามแหล่งเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ ทั่วประเทศ

    สถิติผลงานผสมเทียมของกรมปศุสัตว์ตั้งแต่เริ่มงานเมื่อปี พ.ศ.2499 ถึง พ.ศ. 2543

    1. การผสมเทียม

    ดำเนินการในปี พ.ศ. จำนวนผสม(ตัว) จำนวนลูกเกิด(ตัว)*

    โคนม 2499-2543 1,616,042 737,081

    โคเนื้อ 2517-2543 2,334,154 1,290,593

    กระบือ 2522-2543 229,582 126,347

    สุกร 2504-2543 204,568 812,923







    2. การผสมเทียมน้ำเชื้อแช่แข็ง

    ดำเนินการในปี พ.ศ. จำนวนผสม (ตัว)

    โคนม 2521-2543 3,575,115

    โคเนื้อ 2521-2543 3,504,419

    กระบือ 2522-2543 642,435

    รวม 7,721,989

    3. การให้บริการผสมเทียมโดยกลุ่มเกษตรและสหกรณ์

    กรมปศุสัตว์มีนโยบายให้บริการผสมเทียมโคนมแก่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมและสหกรณ์โคนม โดยให้บริการผสมเทียมโดยไม่คิดมูลค่าในระยะแรก จนถึงกระทั่วเมื่อกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมหรือสหกรณ์โคนมมีกิจการก้าวหน้าและมั่นคง มีรายได้พอที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว กรมปศุสัตว์ จะมอบให้กลุ่มผู้เลี้ยงโคนม หรือสหกรณ์โคนมดำเนินการบริการผสมเทียมโคนมในกลุ่ม หรือสหกรณ์เอง โดยกรมปศุสัตว์จะดำเนินการฝึกอบรมการผสมเทียมให้แก่ตัวแทนของกลุ่มเกษตรกร หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์รวมทั้งให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ และการแก้ไขปัญหาการผสมเทียมเองได้แล้ว เช่น สหกรณ์โคนมหนองโพ จำกัดในพระบรมราชูปถัมภ์ สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก สหกรณ์โคนมชัยบาดาล สหกรณ์โคนมท่าหลวง สหกรณ์โคนมขอนแก่น เป็นต้น และในปัจจุบัน กรมปศุสัตว์ได้มีการจำหน่ายน้ำเชื้อ โค กระบือ สุกร ให้แก่กลุ่มเกษตรกร และเกษตรกรให้นำไปผสมเทียมสัตว์ของตนเองแล้ว









    การผสมเทียม คือ

    การทำให้เกิดการปฏิสนธิโดยไม่ต้องมีการร่วมเพศกันตามธรรมชาติ โดยมนุษย์เป็นผู้ฉีดน้ำเชื้อของตัวผู้เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสัตว์ตัวเมียที่กำลังเป็นสัดเพื่อให้ตัวอสุจิผสมกับไข่ ทำให้เกิดการปฏิสนธิ

    การผสมเทียมทำได้ทั้งในสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายใน ได้แก่ โค กระบือ สุกร

    และสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายนอก เช่น ปลาตะเพียนขาว ปลาสวาย ปลานิล เป็นต้น



    การผสมเทียม โค กระบือและสุกร

    ขั้นตอน

    1.การรีดเก็บน้ำเชื้อโดยใช้เครื่องมือช่วยกระตุ้นให้ตัวผู้หลั่งน้ำเชื้อออกมา

    แล้วรีดเก็บน้ำเชื้อ

    2. การตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ ต้องมีการตรวจปริมาณของตัวอสุจิและการ

    เคลื่อนไหวของตัวอสุจิด้วยกล้องจุลทรรศน์

    3. การละลายน้ำเชื้อ โดยการนำน้ำยาเลี้ยงเชื้อเติมลงไปเพื่อหล่อเลี้ยง

    ตัวอสุจิ ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเชื้อ สารที่เติมลงไป คือ

    - ไข่แดง

    - โซเดียมซิเตรต

    - สารปฏิชีวนะ

    4. การรีดเก็บน้ำเชื้อมี 2 แบบ คือ

    4.1 น้ำเชื้อสด หมายถึงน้ำเชื้อที่ละลายแล้วนำไปเก็บที่อุณภูมิ

    4-5 องศาเซลเซียส เก็บได้นานเป็นเดือน

    4.2 น้ำเชื้อแช่แข็ง หมายถึงน้ำเชื้อที่นำมาทำให้เย็นจนแข็งตัวนำไปเก็บในไนโตรเจนเหลว

    ที่อุณหภูมิ - 196 องศาเซลเซียสเก็บได้นานเป็นปี

    5. การฉีดน้ำเชื้อ จะฉีดให้แม่พันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกและอยู่ในวัยที่ผสมพันธุ์ได้

    ถ้าเป็นโค อายุ 18 เดือน กระบืออายุ 3 ปี และสุกร อายุ 10 เดือน



ความคิดเห็นที่ 37

doungnid@hotmail.com (Guest)
10 พ.ย. 2548 15:44
  1. อยากรู้ขั้นตอนการฉีดวัคซีนโค และข้อควรระวัง



ความคิดเห็นที่ 10

ruengsak.non@chaiyo.com (Guest)
22 เม.ย. 2548 16:39
  1. ใครมีสูตรน้ำยาละลายน้ำเชื้อ กรุณาส่งเมล์มาให้ด้วยครับ

    อยากได้มากครับ ว่าเติมอะไร ในสัดส่วนเท่าได

    อัตราการละลาย เท่าไหร่ครับ ใครรู้บอกด้วยนะครับ



ความคิดเห็นที่ 35

Donutcomputer@hotmail.com (Guest)
27 ต.ค. 2548 19:19
  1. อยากรู้ที่ซื้อนมสดค่ะ จะเปิดร้านอยู่แล้วยังหาไม่ได้เลยพี่

    ช่วยตอบด้วยนะคะ ขอนแก่นค่ะ



ความคิดเห็นที่ 47

kloy_warin@hotmail.com (Guest)
7 ม.ค. 2549 19:47
  1. อยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์โคเนื้อทั้งในและต่างปรเทศใครรู้ตอบหน่อยได้ไหม



ความคิดเห็นที่ 14

GG555@friends.co.th (Guest)
28 มิ.ย. 2548 17:23
  1. น่าจะมีรูปประกอบด้วยนะคะ แบบว่าอยากดูรูปด้วยค่ะ

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น