คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
โรคเบาหวาน? พยายามกินคาเฟอีน
โพสต์เมื่อ: 14:56 วันที่ 10 ก.ย. 2547         ชมแล้ว: 260,029 ตอบแล้ว: 24
12302
โรคเบาหวาน? พยายามกินคาเฟอีน

จากผลการศึกษาที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร The Journal of the American Medical Association เดือนมีนาคมที่ผ่านมา พบว่าในคนที่ดื่มกาแฟอย่างนักคือมากกว่า 6 แก้วต่อวันนั้นมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานน้อยกว่าในคนที่ดื่มกาแฟ 2 แก้วหรือน้อยกว่านี้ต่อวัน, โดยนักวิจัยไม่ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบของผลเสียของการดื่มกาแฟที่มากเกินไปเพราะว่ามีผู้เข้าร่วมการทดลองนี้เป็นจำนวนน้อย

การศึกษานี้อาจจะสร้างความดีใจให้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานได้หรือสามารถลดความเสี่ยงต่อการพัฒนาการเกิดโรคเบาหวานได้ โดยประโยชน์จากคาเฟอีน ย่างไรก็ตามยังมีความขัดแย้งอยู่ในผลการทดลองดังกล่าว James D. Lane พร้อมด้วยคณะวิจัยที่ได้ทำการศึกษาในผู้ป่วยทั้งเพศหญิงและเพศชายที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานประเภท 2 พบว่า การดื่มกาแฟหลังอาหารนั้นสามารถที่จะควบคุมปริมาณน้ำตาลและอินซูลินในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับการศึกษาของ Terry E. Graham of the University of Guelph, Canada พบผลลัพธ์เช่นเดียวกันในผู้ป่วยที่เป็นโรคอ้วน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ศึกษาในอาสาสมัครที่เป็นโรคเบาหวานทุกคน แต่จากผลการศึกษาในอาสาสมัครที่เป็นโรคอ้วนพบว่าโรคอ้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการพัฒนาเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ง่ายขึ้น ประชากรโลกขณะนี้มีประมาณ 170 ล้านคนที่ได้รับความทรมานจากการเป็นโรคเบาหวาน.โดยอาจมาจากสาเหตุของการเผาพลาญ คาร์โบไฮเดรตในร่างกายผิดปกติและโดยปกติจะเกิดในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักมากเกินไปและมักจะพัฒนาไปเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ในสหรัฐอเมริกาจะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลต่อโรคเบาหวานเกือบ 100 ล้านบาทต่อปี โดยอัตราการเป็นโรคเบาหวานคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในอีก 30 ปีข้างหน้า โดย Sarah Wild of the University of Edinburgh พร้อมด้วยคณะวิจัยของเขาได้มีการประมาณว่าในปี 2030จะมีผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานประมาณ 366 ล้านคนและจะเพิ่มความชุกของการเป็นโรคอ้วนขึ้นด้วย แต่ทว่าการระบาดของโรคเบาหวานจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าระดับการเกิดโรคอ้วนจะคงที่และในการดื่มคาเฟอีนในปริมาณเล็กน้อยนั้น อาจจะเป็นทางเดียวที่จะสามารถควบคุมการเกิดของโรคได้ดี

แต่อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ผลของข้อมูลนั้นยังคงมีจำกัด ทางเลือกของการใช้ยาคาเฟอีนที่เราดื่มในตอนเช้านั้นจะเป็นตัวที่ทำให้เรามีความตื่นตัวจนกระทั่งถึงในช่วงกลางวันถึงแม้ว่าทางเภสัชวิทยาจะเน้นไปที่บทบาทของการใช้ยาต่อระบบประสาทและผลกระทบอื่นๆ ประสิทธิภาพของคาเฟอีนในการควบคุมระดับฮอร์โมนในการควบคุมการเผาพลาญพลังงานในร่างกายนั้น โดย Lane ใช้ทำการศึกษาตั้งแต่ในปี 1967ถึงผลของคาเฟอีนและระดับน้ำตาลของผู้ป่วยโรคเบาหวานในช่วงวัยกลางคนว่าประมาณ 80 – 90 % ของผู้ใหญ่ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2ที่ดื่มคาเฟอีน “เราคิดว่ามันมีความสำคัญมากในการดูผลลัพธ์ของยาต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน” ดังนั้น, เขาจึงได้ศึกษาผู้ที่ดื่มกาแฟแต่ไม่สูบบุหรี่ 14 คน และพวกเขาทั้งหมดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือนก่อนทำการทกลองแต่พวกเขายังมีสุขภาพที่ดีโดยจัดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มการทดลอง คือ กลุ่มแรกดื่มคาเฟอีนในตอนเช้า, กลุ่มที่ 2ละเว้นจากคาเฟอีนทุกชนิดและทั้ง 2 กลุ่มจะได้รับการทานยา 3 เม็ดต่อหนึ่งวันโดยแต่ละเม็ดจะมีปริมาณ 125 mg หรือประมาณกาแฟ 1 ถ้วยปกติ และได้รับผลการทดลองจาก Duke medical center lab และในอาหาร 1 มื้อ จะประกอบด้วย โปรตีน, ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตปริมาณ 75 g เป็นปริมาณที่สามารถตรวจสอบผู้ป่วยโรคเบาหวานได้และหลังจากทานอาหารเช้าแล้ว 2 ชั่วโมง ,นักวิจัยจะทำการเก็บเลือดจากอาสาสมัครมาทำการศึกษาถึงการดูดซึมของระดับน้ำตาลสู่ร่างกายซึ่งทีมงานของ Lane ใช้ทำการวัดระดับความเข้มข้นของอินซูลินในกระแสเลือด โดยการประเมินนั้นจะวัดประสิทธิภาพของเซลล์ในการดูดซึมอินซูลินที่ร่างกายแจกจ่ายไปเพื่อการควบคุมระดับกลูโคสคืนสู่เซลล์ปริมาณความเข้มข้นของกลูโคสในเลือดในผู้ที่ไม่ได้ทานคาเฟอีนนั้นจะมีปริมาณสูงกว่าผู้ที่ทานยาเม็ดที่มคาเฟอีนถึง 21 % โดย Lane พร้อมด้วยทีมงานได้มีการรายงานอยู่ในวารสารโรคเบาหวานในเดือนสิงหาคม Lane สังเกตเห็นว่า การใช้ยาในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดหลังจากการทานอาหารผลลัพธ์ที่ได้จะเหมือนกับการได้รับคาเฟอีน ดังนั้นเขาจึงได้แนะนำว่า การรักษาด้วยการใช้ยาควรหลีกเลี่ยงการกินคาเฟอีน จึงจะให้ผลในการรักษามากไปกว่านั้น กลุ่มของ Lane ได้สังเกตเห็นว่า ความเข้มข้นของระดับอินซูลินในกระแสเลือดหลังจากที่ดื่มคาเฟอีนแล้วจะสูงถึง48 % มากกว่าการกินยา ดังนั้น หลังจากที่กินคาเฟอีนแล้วเซลล์จะไม่ดูดซึมอินซูลินกลับเข้าสู่ร่างกาย โดยนักวิทยาศาสตร์ ได้ทำการทดลองโดยการให้กินคาเฟอีนบริสุทธิ์เพื่อจะศึกษาผลลัพธ์ของมันได้อย่างแท้จริง

ประโยชน์ของการลดน้ำหนัก , กาแฟกลุ่มของ Graham ได้ผลการทดลองจากการศึกษาในผู้ป่วยเพศชายที่เป็นโรคอ้วนระยะเวลาถึง 12 สัปดาห์ โดยควบคุมอาหารพร้อมทั้งออกกำลังกาย โดยกลุ่มที่ 1 ได้รับคาเฟอีนกลุ่มที่ 2 ได้รับ placebo pills พบว่าสามารถที่จะลดน้ำหนักได้เช่นเดียวกันโดยเฉลี่ยแล้วสามารถที่จะลดน้ำหนักได้ถึง 8.5 กิโลกรัม ( หรือ 18.7 ปอนด์ ) และไขมันในร่างกายหายไปมากกว่า 3 % ซึ่งการที่น้ำหนักลดจะสามารถตรวจพบได้ทั้งความเข้มข้นของน้ำตาลและอินซูลินในกระแสเลือดสูงขึ้นพร้อม ๆ กัน ถึงแม้ในผู้ป่วยที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงก็จะพบระดับของอินซูลินสูงขึ้นเช่นเดียวกัน.

โดยเราจะไม่พบปริมาณของอินซูลินสูงขึ้นก่อนการลดน้ำหนัก ดังนั้นกลุ่มของ Graham จึงได้ตีพิมพ์ลงใน American Journal of Clinical Nutrition ถึงสิ่งที่พวกเขาค้นพบในเดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา โดย Graham ได้พบว่าเขาจะได้รับคาเฟอีนบริสุทธิ์นั้นจะต้องดื่มกาแฟถึง 3 แก้ว และกลุ่มของเขายังได้ทำการศึกษาถึงส่วนประกอบในคาเฟอีน พบว่ามี chlorogenic acids

ซึ่งเราจะสามารถพบ chlorogenic acids เหล่านั้นได้ในกาแฟที่ขายทั่วไป และกลุ่มของ Grahamยังได้พบว่าการดื่มกาแฟหลังจากการรับประทานอาหารนั้นสามารถจะลดความเข้มข้นของระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ดีกว่าผู้ที่ดื่มน้ำเปล่า

Graham จึงได้สรุปว่า “ถ้าฉันเป็นโรคเบาหวานหรืออินซูลินต่ำ, ฉันควรจะดื่มกาแฟ” Lane เห็นด้วยกับข้อสรุปของ Graham และเขายังกล่าวอีกว่า , เราควรที่จะมีการศึกษามากกว่านี้เพื่อที่จะยืนยันผลการทดลองดังกล่าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าเราไม่ดื่มกาแฟเราก็จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น

http://www.sciencenews.org/articles/20040807/food.asp
http://www.sciencenews.org/articles/20040501/bob10.asp).


Nattawut เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 204 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 169 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 18 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 ก.ย. 2547 (16:29)
เรียน คุณ Nattawut
ผมสนใจข้อมูลทุก ๆ ข้อมูลที่คุณ Nattawut ส่งมา Post ไม่ทราบว่าสามารถนำไปเผยแพร่ต่อได้หรือไม่ เช่น ติดบอร์ดประชาสัมพันธ์ หรือลงข่าววิชาการ ถ้าได้ขอข้อมูลชื่อจริง หน่วยงานของคุณ Nattawut เพื่ออ้างอิงด้วยครับ
ขอบคุณแทนทุก ๆ คน ที่คุณ Nattawut หาข้อมูลดี มาให้อ่าน ขอให้ชีวิตมีแต่ความสุข ความเจริญนะครับ
artvon@kku.ac.th (IP:202.12.97.100,10.147.2.5,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 6 พ.ย. 2547 (16:48)
ผมรู้สึกว่า ผมมีอาการของโรคเบาหวานหรือปล่าว คือปัสสวะบ่อยมาก
และทานน้ำจุ ผมเอาน้ำปัสสวะมาชิม รู้สึกจะมีรสหวานหน่อยๆ
เมื่อทานอาหารอิ่มจะมีอาการดังกล่าว ผมเคยไปเจาะเลือดมีน้ำตาลในเลือดประมาณ 120-130 ปรอท หมอเลยไม่ให้ยามาทาน ให้ลดอาหารจำพวก แป้ง ของมันของทอดและน้ำตาล และทานผักและผลไม้เยอะๆผมมีน้ำหนักมากรูปร่างอ้วน อายุ 32 ปีผมอยากถามทีมงานว่า ผมจะมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานหรือไม่และมีวิธีป้องกันอย่างไร จาก คุณศราวุธ ( sarawut32@yahoo.com ]
sarawut32@yahoo.com (IP:202.183.136.235,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 พ.ย. 2547 (22:03)
อยากทราบว่าโรคเบาหวานส่วนมาจะเป็นกับบุคคลอายุเท่าไหร่ค่ะ
คือตอนนี้มีคนรู้จักที่มีลูกเป็นโรคเบาหวานอายุน้องเขาแค่ 3 ควบเองไม่ทราบว่าเด็กเป็นดรคนี้ได้ยังไงเพราะพ่อกับแม่ก็ไม่ได้เป็นโรคนี้ช่วยตอบคำถามนี้ด้วยนะคะถ้าใครทราบขอบคุณมากค่ะ
bb_chun@hunsa.com (IP:202.129.53.250,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 2 ธ.ค. 2547 (15:48)
ควรรับประทานอาหารอย่างไร อาหารประเภทผัดใส่นำตาลได้ไหม ผลไม้กินแบบไหน
EarthLam@hotmail.com (IP:203.150.217.116,203.113.61.166,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 7 ธ.ค. 2547 (11:47)
ผมมีอาการเป็น เบาหวาน คือได้ผลจากการตรวจเลือด พบมีปริมาณน้ำตาลสูง คือ มากกว่า 300 และ ลักษณะอาการของการเป็นโรค เบาหวาน, อยากทราบว่าเราควรกระทำหรือควบคุมอาหารอย่างไร จึงจะได้ดี ที่สุด, ปัจจุบันรักษาด้วยการทานยาและควบคุมอาหารตามแพท์สั่ง....ออกกำลังกายบ้าง เมื่อมีโอกาศ...
pimphok@yahoo.com (IP:192.55.18.36,10.7.7.133,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 9 ก.พ. 2548 (22:09)
คุณ Nattawut ครับ
ค่าใช้จ่ายในสรอ.ที่อ้างว่าเกือบ ๑๐๐ ล้านเหรียญต่อปีนั้นน้อยไป ๑๐๐๐ เท่า ไม่ใช่ 100 million แต่ 100 billion (billion = 1,000 million) ตัวเลขที่เขาอ้างนี้เป็นตัวเลขประเมินว่าค่าใช้จ่ายรักษาโรคเบาหวานรวมทั้งรักษาโรคแทรกซ้อนของเบาหวานด้วย โรคแทรกซ้อนของเบาหวานมีมากมาย รวมทั้งไตพิการ (ขึ้นไตเทียม) โรคเส้นเลือดต่างๆ(รวมทั้งค่าผ่าตัดเส้นเลือดไปสมอง ผ่าตัดเส้นเลือดขา ค่าตัดขาในบางราย) โรคตาที่ทำให้ตาบอดได้ก็เสียเงินไปมาก รวมค่าใช้จ่ายขึ้นไตเทียมอาทิตย์ละ ๒-๓ ครั้ง ค่าผ่าตัดเตรียมเส้นเลือดไว้ขึ้นไตเทียม ฯลฯ ค่ารักษาการติดเชื้อ (infection) ที่เป็นเพราะเบาหวาน

เห็นตัวเลข ๑๐๐ พันล้าน แล้วใครๆคงตกใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าคนที่เขาประเมินค่าใช้จ่ายนี้ เขารวมโรคแทรกซ้อนของเบาหวานเข้าไปด้วย ค่ารักษาโรคแทรกซ้อนนี้เกินค่ารักษาเบาหวานเฉยๆ หลายเท่าตัว ตัวอย่างเช่นในบรรดาคนไข้ที่ต้องขึ้นไตเทียมทั่วสรอ. เท่าที่เห็นมาประมาณครึ่งเป็นเพราะเบาหวาน (อีกกลุ่มใหญ่คือจากความดันเลือดสูง)
ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2397 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 315 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 9 ก.พ. 2548 (22:23)
คุณ Sarawut32
จากอาการที่ให้ ผมกลัวว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณจะเกิน ๑๒๐ ลองเจาะดู ๒ ชม.หลังอาหาร คงจะสูงกว่านั้นมาก ถ้าอ้วนแล้วคุมอาหารลดความอ้วนลงได้บางรายไม่ต้องทานยา (บางรายเท่านั้น) หรือถ้าทานก็ลดขนานยาได้ การลดความอ้วนกับออกกำลังสม่ำเสมอมีความสำคัญมาก ถ้าอ้วนจะรักษาลำบากกว่าเยอะ
ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2397 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 315 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 9 ก.พ. 2548 (22:29)
คุณ bb_chun
เป็นได้ทุกอายุ เด็กๆก็เป็นได้ เรียก Type I (๑ ไม่ใช่ตัว L) มักจะต้องใช้ Insulin ส่วน Type 2 เป็นในผู้ใหญ่
เบาหวานในเด็กค่อนข้างจะคุมระดับน้ำตาลยาก เดี๋ยวสูงไป เดี๋ยวต่ำไป
ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2397 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 315 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 16 เม.ย. 2548 (18:52)
พอจะมีใครทราบบ้างมั้ยค่ะว่า คนเป็นโรคเบาหวานแล้วเกิดแผลที่เท้านั้นจะหายได้อย่างไร และจะหาซื้อรองเท้าสำหรับคนเป็นโรคเบาหวานได้ที่ไหน
111 (IP:203.148.252.235,210.203.185.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 6 เม.ย. 2550 (09:38)
...ตอนนี้คุณแม่ผมก็เป็นโรคเบาหวาน เป็นมาหลายปีแล้วครับ อยากจะได้สูตรยาสมุนไพร ใครพอจะทราบบ้าง ช่วยคุณแม่ผมด้วย ( แม่อายุ 55 ปี ) จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

... ขอบคุณครับ ...
ลูก - กก (IP:125.24.203.115)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 17 พ.ค. 2550 (13:41)
คำถาม
1. อาหาร ผัก ผลไม้อะไรบ้างที่ควรรับประทาน และไม่ควรรับประทาน สำหรับคนที่เป็นโรคเบาหวาน
2. การฉีดอินซูลินสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะต้องปรึกษาแพทย์ก่อนหรือเปล่า
3. การฉีดอินซูลินจะต้องทำอย่างไรบ้าง
4. จำเป็นไหมที่คนป่วยเป็นโรคเบาหวานทุกคนจะต้องฉีดอินซูลินทุกคน
(ขอบคุณค่ะ)
saly-hnobew@hotmail.com (IP:124.157.166.240)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 18 พ.ค. 2550 (13:44)
ขอแนะนำคุณลูก-กก เรื่องสมุนไพรเบาหวาน สามีดิฉันเป็นเบาหวานเขาอ่านหนังสือเจอว่ากินมะแว้งสดวันละประมาณ 20-30 ลูก สามารถลดน้ำตาลได้ แต่ต้องกินติดต่อกัน 30 วัน (หาซื้อได้ตามตลาดอตก.) สามีดิฉันก็ลองไปซื้อมาทานดู ก็ช่วยได้บ้างค่ะ และเมื่อเร็วๆ นี้ดิฉันได้เจอสมุนไพรที่ทานแล้วช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ และลดไขมันในเลือดได้ ลดความดัน ถ้าสนใจโทรปรึกษาได้ค่ะ ขวัญ 081-355-2729
kwan2241@hotmaal.com (IP:203.156.70.246)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 18 พ.ค. 2550 (13:47)
ขอแนะนำคุณลูก-กก เรื่องสมุนไพรเบาหวาน สามีดิฉันเป็นเบาหวานเขาอ่านหนังสือเจอว่ากินมะแว้งสดวันละประมาณ 20-30 ลูก สามารถลดน้ำตาลได้ แต่ต้องกินติดต่อกัน 30 วัน (หาซื้อได้ตามตลาดอตก.) สามีดิฉันก็ลองไปซื้อมาทานดู ก็ช่วยได้บ้างค่ะ และเมื่อเร็วๆ นี้ดิฉันได้เจอสมุนไพรที่ทานแล้วช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ และลดไขมันในเลือดได้ ลดความดัน ถ้าสนใจโทรปรึกษาได้ค่ะ ขวัญ 081-355-2729
kwan2241@hotmail.com (IP:203.156.70.246)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 2 มิ.ย. 2550 (20:10)
คนที่เป็นโรคนี้สิ่งที่ไม่ควรทำเพราะอาจจะทำให้เสียชีวิตได้คืออะไรบ้างครับ
prapong01 (IP:125.27.132.22)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 15 มิ.ย. 2550 (16:20)
คุณ Nattawat
ดิฉันเป็นคนอ้วนมาตั้งแต่เกิด และพ่อก็เป็นเบาหวาน ดิฉันวางแผนกับสามีว่าจะมีลูกกันปี 2551 แต่ดิฉันเพิ่งจะไปตรวจสุขภาพมา ผลคือดิฉันเป็นเบาหวานระดับน้ำตาลในเลือด 170 แล้วดิฉันสามารถมีลูกได้หรือไม่ (ดิฉันตั้งใจว่าจะคลอดโดยการผ่าตัด) รบกวนผู้ที่พอจะมีความรู้เรื่องนี้แนะนำดิฉันด้วย
(ขอบคุณค่ะ)
suthisa_bu@hotmail.com (IP:125.26.38.167)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 24 มิ.ย. 2550 (11:19)
อยากสอบถามค่ะ
พอดีคุณแม่อายุ 74 ปีแล้วไปตรวจเบาหวาน
หมอบอกว่าน้ำตาลในเลือด 140 มีปัจจัยเสี่ยงต้องกินยากันเบาหวาน
อยากทราบและขอคำแนะนำว่า
1.อาหารที่ควรรับประทานควรเป็นอาหารประเภทอะไร
2. ถ้ายังไม่ทานยากันเบาหวาน สามารถควบคุมอาหารแทนได้ไหมคะ

ขอบคุณค่ะ
jutha73@yahoo.com (IP:61.47.16.2)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 3 ก.ค. 2550 (16:25)
ดิฉันอ่านหนังสือเกี่ยวกับการกินอาหาร ในนั้นเขียนว่า ควรงดอาหารที่เป็นจำพวกเส้น นะคะ
สำหรับคุณความเห็นที่11 คุณลองไปห้องสมุดดูนะคะ มันจะมีอยู่ในหนังสือ "ตู้ยาแผนโบราน" ดิฉันจำมิได้ว่าใครเป็นคนแต่งนะคะ ดิฉันของให้คุณพยายามต่อไป เพราะดิฉันก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกันคะ
Amonluk20@thaimail.com (IP:202.29.5.210)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 25 ต.ค. 2550 (11:40)
สมุนไพรมาแรงฮว่านง็อกหรือว่านพญาวานร
สมุนไพรมาแรง ฮว่านง็อก สมุนไพรเดียวที่รักษาโรคได้อเนกอนันต์
สมุนไพรมาแรง ฮว่านง็อก (HOAN-NGOC)
ในฉบับนี้ผู้เขียนขอพักเรื่องว่านไว้ก่อนจะแนะนำสมุนไพรที่ค้นพบล่าสุด และคิดว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับแฟนเทคโนฯเนื่องจากเป็นสมุนไพรเดียวที่รักษาโรคได้อเนกอนันต์ เจ้าต้นไม้ฮว่านง็อกนี้เข้ามายังประเทศไทยเราเกือบจะสิบกว่าปีแต่ยังหวงแหนปกปิดเป็นความลับเฉพาะคนกลุ่มหนึ่งด้วยนิสัยสอดรู้สอดเห็นและชอบสืบสาวราวเรื่องของสมุนไพรแปลก ๆนิสัยชอบดั้นด้นค้นหานำสิ่งที่ดีมาตีแผ่ เมื่อมีความพยายามความสำเร็จจึงตามมาจึงขอนำมาเล่าดังนี้
สมุนไพรฮว่านง็อก
เป็นต้นสมุนไพรถือกำเนิดในประเทศเวียดนามผู้นำเข้ามาใช้เป็นกลุ่มทหารผ่านศึกสมัยสงครามเวียดนามกระถางแรกมีราคาถึง 70,000 บาท (เจ็ดหมื่นบาท) นำมากินใบสด ๆ แก้โรคต่าง ๆ มากมายและเห็นผลเร็ว รู้จักกันในรุ่นของทหารผ่านศึกรุ่นนั้นรุ่นเดียวผู้เขียนได้ข้อมูลและมีความสนิทชิดชอบกับทายาทของนายทหารผู้นั้น ซึ่งไม่ขอเอ่ยนาม (ปัจจุบันอายุ 68 ปี) จึงได้ถามประวัติความเป็นมา การใช้และสรรพคุณซึ่งท่านใช้รักษาอาการเจ็บป่วยของบุคคลในครอบครัวท่าน เช่น ภรรยาของท่านเป็นเบาหวานกินใบสมุนไพรฮว่านง็อกไม่นานก็หายซึ่งจะแจกแจงรายละเอียดต่อไป
ลักษณะของต้น
เป็นต้นไม้ชนิดใบอ่อนปลายแหลม ส่วนล่างของใบจะหยาบสีเขียวเข้ม ด้านบนสีเขียวอ่อนเป็นต้นไม้ที่มีใบมากสักหน่อย แตกกิ่งก้านทรงพุ่มได้ดี ย้ายลงปลูกในกระถางใส่ปุ๋ยพรวนดินรดน้ำก็จะเจริญงอกงาม
วิธีใช้
ส่วนสำคัญคือ ใบใช้เคี้ยวกินสด ๆ หรือคั้นและกรองเอาน้ำข้น ๆ รับประทานหรือต้มเป็นน้ำแกงรับประทานก็ได้ ส่วนเปลือกและรากไม้สามารถต้มกลั่นเป็นสุราได้ด้วย ใบไม้ไม่มีกลิ่นและรส สามารถต้มเอาน้ำใส ๆ ดื่มได้ส่วนการรับประทานมากหรือน้อย อยู่ที่ธาตุ หนัก-เบา ของแต่ละคนโดยทั่วไปจะรับประทานกัน 1-4 ใบ คนที่มีอาการหน้ามืดตาลายหลังรับประทาน 15 นาทีจะหาย ให้รับประทานติดต่อกัน 7 วัน วันละ 2 ครั้งก่อนอาหาร
จากหลักฐานคนไข้รายหนึ่งหลังจากรักษาโรคมะเร็งตับจากยานานาชนิดไม่หาย เมื่อได้รับประทานใบสดของต้นฮว่านง็อกคนไข้มีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไม่น่าเชื่อ จากการมีไข้สูงถึง 40 องศา ลดลงเหลือ 37 องศา การเจ็บปวดลดลงมาก ผิวหนังเคยเหลืองก็ลดลง หน้าท้องแฟบลงตัวเบาทำให้คนไข้ลุกขึ้นมาสนทนาได้
ทำไม คนไข้จึงฟื้นตัวเร็วขนาดนั้นหลังจากรับประทานได้ 20 นาที ยาได้ออกฤทธิ์ รับประทาน 5 ใบ จะลดความเจ็บปวดได้ 3 ชั่วโมง รับประทาน 7 ใบ ลดได้ 5 ชั่วโมงเสมือนหนึ่งยาวิเศษเพราะคนไข้โรคตับได้เจ็บป่วยมาถึงวาระสุดท้ายแล้วกลับฟื้นและมีความหวัง ต้นฮว่านง็อกเป็นต้นไม้ใบยาที่มีคุณค่าสูงส่งเป็นของขวัญจากสวรรค์ มอบให้แก่มวลมนุษย์ ก่อนหน้านี้เรียกว่าต้นลิงเพราะพวกลิงอยู่ในป่า เมื่อเป็นอะไรมันจะกินใบของต้นไม้ชนิดนี้ ทำให้หายได้ในทุก ๆโรค ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น HOAN-NGOC เนื่องจากมีเด็ก 2 คน ทะเลาะวิวาทและตีกันจนทำให้ลูกอัณฑะหายไป เมื่อรับประทานใบไม้นี้ทำให้ลูกอัณฑะกลับคืนเป็นปกติ
สรรพคุณของต้นสมุนไพร (จากเอกสาร ฮานอย 2-9-1995 ถ่ายทอดจากต้นฉบับจริง)
1. รักษาคนสูงอายุ ปวดเมื่อยตามร่างกายทำงานหนัก เกิดประสาทหลอน
2. รักษาเป็นไข้หวัด ความดันโลหิตสูงท้องไส้ไม่ปกติ
3. รักษาอาการมีบาดแผล เคล็ด ขัด ยอก กระดูกหัก
4. รักษาอาการทางเดินอาหารไม่ปกติ
5. รักษาอาการโรคกระเพาะอาหารโรคเลือดออกในลำไส้เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ
6. รักษาอาการคอพอกตับอักเสบ
7. รักษาอาการไตอักเสบ ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขุ่นข้น
8. รักษาอาการโรคมะเร็งปอด มีอาการปวดต่าง ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รับประทานต่อไป 100-200 ใบ อาการจะหายขาด
9. รักษาโรคตาทุกชนิด เช่น ตาแดง ตาต้อตาห้อเลือด
10. รักษาอาการมดลูกหย่อนของหญิงคลอดบุตรใหม่ ได้ผลดีช่วยให้มดลูกเข้าอู่
11. รักษาโรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำโรคประสาทอ่อน ๆ (เพื่อเป็นการสนับสนุนเหตุผลโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งผู้เขียนก็เป็นจึงกินเข้าไปครั้งละ 5 ใบ เช้า-เย็น 1 วัน อาการหน้ามืดหนักหัวหายไป รู้สึกสบายเบาสมอง)
12. สามารถใช้กับสัตว์ได้จากเอกสารระบุว่าใช้กับไก่ชนหลังจากชนไก่แล้ว ต้องการให้ไก่ฟื้นจากอาการบาดเจ็บให้ไก่กินใบของต้นสมุนไพรฮว่านง็อกจะฟื้นตัวได้เร็ว
รายละเอียดในการใช้รักษาแต่ละโรค
1. โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล รับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้งรับประทานติดต่อกันไปจนครบ 50 ใบ
2. โรคเลือดออกในลำไส้ รับประทานใบสด 7-13 ใบ หรือคั้นเอาน้ำ วันละ 2 เวลา
3. โรคเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่เป็นบิดรับประทานครั้งละไม่เกิน 7 ใบ วันละ 2 ครั้ง รับประทานติดต่อกันไปประมาณ 100 ใบ
4. โรคตับอักเสบ คอพอก รับประทานครั้งละ 7 ใบ วันละ 3 ครั้งรับประทานติดต่อกันไปจนครบ 150 ใบ
5. โรคไตอักเสบ ปวดเป็นประจำรับประทานครั้งละ 3-4 ใบ วันละ 3 ครั้ง รับประทานไปจนครบ 30 ใบ
6. อาการท้องไส้ไม่ปกติ รับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
7. ปวดเมื่อยตามร่างกายรับประทาน 7-14 ใบ 2 ครั้ง หาย
8. อาการปัสสาวะแสบ ปัสสาวะเป็นเลือดรับประทาน 14-21 ใบ โดยการคั้นเอาน้ำข้น ๆ รับประทาน
9. โรคตาแดง รับประทาน 7 ใบ และบด 3 ใบ ปิดที่ตา เวลานอน 1 คืน จะหาย
10. โรคความดันสูงจะลดทันทีเมื่อรับประทาน 5-9 ใบ (ผู้เขียนได้ทดลองด้วยตนเองดีสมราคาคุย)
11. แก้โรคเบาหวานผู้ชายรับประทานวันละ 7 ใบ ผู้หญิงรับประทานวันละ 9 ใบ ภายใน 90 วัน หาย
12. ใช้กับสัตว์ เช่น ไก่เหงา เป็นอหิวาต์ หรือนิวคาสเซิล ให้ไก่กิน 2-3 ใบไก่ชนหลังจากการชนแล้วให้กิน 2-3 ใบ (น่าจะประยุกต์ใช้กับสัตว์อื่น ๆได้)
13. สตรีหลังคลอด รับประทานวันละ 1 ใบรับประทานทุกวันจะทำให้ฟื้นสุขภาพได้เร็ว
อนึ่งการรับประทานหรือกินใบสมุนไพร ให้กินก่อนอาหารเสมอ
ขอขอบคุณ คุณทศทิศแก่นสุข ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลโดยละเอียดของสมุนไพรฮว่านง็อก ข้อมูลจาก หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้านวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2546 ปีที่ 15 ฉบับที่ 309 หน้า 32
เล่าขานตำนานว่าน
สมุนไพรมาแรงฮว่านง็อก (HOAN-NGOC)
สมุนไพรมาแรง ฮว่านง็อก สมุนไพรเดียวที่รักษาโรคได้อเนกอนันต์
สนใจติดต่อที่ ภัทรมล 089-7406866 ,02-7374468 E-Mail sumeth.th@gmail.com
------------------------------------------------------------------------------
poly22 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.