เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

ชื่อวิจัย รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ผู้วิจัย ชฎารัตน์ ชิวหากาญจน์

ปีการศึกษา 2559

บทคัดย่อ

รายงานการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษา ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนบ้านเกาะวิทยา อำเภอพรหมครีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 12 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 7 เล่ม (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของแบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ข้อ

ผลการวิจัยพบว่า

  • 1.แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.41/84.39 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้
  • 2.ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเท่ากับ 0.6855หมายความว่า นักเรียนที่เรียนรู้ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ โดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความก้าวหน้าทางการเรียนสูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 68.55
  • 3.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • 4.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำ รหัสวิชา ท21101 รายวิชา ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โดยรวมอยู่ในระดับมาก (m = 4.17, s = 0.89)
6 มิ.ย. 2560 22:11
0 ความเห็น
597 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 1 โดย

รายงานการวิจัยการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎี

คอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑

ผู้วิจัย นางบงกช วิลาศรี

ปีที่วิจัย ๒๕๕๘

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้าง กระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ๓) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่ เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ขั้นตอนในการพัฒนา มี ๕ ขั้น ได้แก่ ๑) การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ ๒) การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ ๓) การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ๔) การทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ ๕) การประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้กลุ่ม ตัวอย่าง มี ๒ กลุ่ม ได้แก่ ๑) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๑๒ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรูปแบบการเรียนรู้ จำนวน ๖คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน ๓ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและ วิธีการ จำนวน ๓ คน ๒) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม จำนวน ๒ กลุ่ม กลุ่ม ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎี คอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชา ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๒๗ คน และกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน ๒๗ คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ๑) ร่างรูปแบบการเรียนรู้ ๒) แบบสอบถามด้านความเหมาะสมของรูปแบบที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๑ แบบสอบถามด้าน เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๓ และแบบสอบถามด้านเทคนิคและวิธีการที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙๐ ๓) แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ๔) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙๒ และ ๕) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๖ การเก็บรวบรวมข้อมูลได้จากการระดมความคิดเห็นของ

ผู้เชี่ยวชาญ การสอบถามความคิดเห็น การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและการวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การพรรณนาวิเคราะห์ และใช้สถิติเชิงพรรณนาหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าความแตกต่าง t-test โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป วิเคราะห์ประเด็นเชิงเนื้อหาในข้อ ค้นพบ นำเสนอประกอบความเรียง

ผลการวิจัยพบว่า

๑. การออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ได้รูปแบบที่มีองค์ประกอบ ๔ องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบด้านทฤษฎีที่ เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดีย แนวทฤษฎี คอนสตรัคติวิสต์และทฤษฎีการคิดวิเคราะห์ องค์ประกอบด้าน หลักการ ได้แก่ ด้านครูผู้สอน ด้านผู้เรียน ด้านเครื่องมือและด้านการประเมินผล องค์ประกอบด้านกิจกรรมการเรียนรู้ มี ๖ ขั้นตอนได้แก่ ขั้นเตรียมความพร้อม ขั้นกระตุ้นความคิด ขั้นวางแผนการเรียนรู้ ขั้นเรียนรู้ผ่านสื่อ ขั้น สรุปความคิดและขั้นประเมินผลการเรียนรู้ องค์ประกอบด้านการ ประเมินผล ได้แก่ ประเมินผลการเรียนรู้ และประเมินพฤติกรรม ของผู้เรียน ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อ รูปแบบการเรียนรู้ อยู่ในระดับมากที่สุด (X = ๔.๙๒, S.D. = ๐.๑๔)

๒. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วย รูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียสูงกว่าผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕

๓. ทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบ การเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียสูงกว่าผู้เรียนกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๕

6 ม.ค. 2561 15:33

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น