ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น!  
คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ความมหัศจรรย์แห่งสี และการแปลงกายของสัตว์
โพสต์เมื่อ: 23:33 วันที่ 17 ต.ค. 2547         ชมแล้ว: 55,783 ตอบแล้ว: 19
ถ้าคุณเคยชมภาพยนตร์เรื่อง Pleasantville แล้วคงจะทราบดีว่า โลกที่มีแต่ขาว-ดำ มันช่างขาดสีสันและความสดใสอย่างไร ความอยากมี ‘สี’ เป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่แค่คนเท่านั้น สัตว์ต่างๆก็ชอบที่จะมีสีเช่นกัน ตั้งแต่ สีส้มนีออนของ นีโม ถึงสีเหลืองประกายของกบมีพิษ โลกของเราเต็มไปด้วย สี บางครั้งคุณอาจสงสัยว่า ทำไมขนของนกบลูเบิร์ดมันถึงเป็นสีฟ้าได้ขนาดนั้น หรือ ขนของนก cardinal ก็แดงแบบที่ว่าคุณจะหาลิปสติกสีนี้ที่ไหนไม่ได้เลย

สีของสัตว์ มีขึ้นด้วยเหตุผลต่างๆกัน เช่น เพื่อดึงดูด หรือใช้ขับไล่, เพื่อทำให้ตัวเองเด่น หรือกลมกลืนกับกลุ่ม, เพื่ออวดโก้ถึงความมีชีวิตชีวาของมันในการที่จะผสมพันธุ์, หรือเพื่อบอกว่า อย่ามายุ่งกับฉันนะ ฉันมีพิษ
แน่นอนว่า เราได้เห็นและ ชื่นชมหลงใหลในสีต่างๆเหล่านี้มานานแล้ว แม้แต่ศิลปินเองก็พยายามที่จะวาดรูปของสัตว์ให้ได้สีที่ใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด แต่เพิ่งจะเร็วๆนี้เอง ที่นักวิทยาศาสตร์ เริ่มให้ความสนใจ และเริ่มเข้าใจความหมายและการเกิดสีต่างๆของสัตว์ พวกเขาได้วิเคราะห์ทั้งในแง่ฟิสิกส์ และเคมี ของบรรดาสีที่ว่าสุดยอดทั้งหลายในอาณาจักรสัตว์ และได้ปฏิเสธหรือทบทวนสมมติฐานเดิมๆที่กล่าวว่า สีต่างๆเหล่านั้นเกิดมาได้อย่างไร
12332


ณัฏฐิณี เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 131 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 164 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 17 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 ต.ค. 2547 (23:36)
ในรายงานจาก วารสาร Journal of Experimental Biology, Dr. Richard Prum จากมหาวิทยาลัย Yale และ Dr. Rodolfo Torres จากมหาวิทยาลัย Kansas ได้เปลี่ยนความเชื่อเดิมที่มีมากว่าร้อยปี ที่ว่าสีฟ้าของลิง mandrill และนกblue jay เกิดจากการกระจายของแสง ในแบบเดียวกับที่เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้า และแสดงให้เห็นว่า อันที่จริงแล้วมันเป็นสีฟ้า จากโครงสร้างของผิวและขนอันละเอียดอ่อนที่ช่วยเพิ่มแสงอย่างเจาะจง มากกว่าที่จะกระจายคลื่นแสงสีฟ้า

นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่ม กำลังศึกษากลไกต่างๆที่ทำให้เกิดสีแดงเข้มของ นก cardinal หรือนกปีกแดง และการเปลี่ยนสีของ นก finch ที่มีขนสีแดงในฤดูหนึ่ง และเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในอีกฤดู
บางกลุ่มก็ศึกษาถึงโครงสร้างพื้นฐานของสีที่เป็นเหลือบๆไล่กันแบบสีรุ้ง ที่ทำให้นกฮัมมิ่งเบิร์ด หรือด้วง scarab ดูมีสีเปลี่ยนไปเมื่อมองจากมุมที่ต่างกัน และบางกลุ่มก็ค้นหาการหายไปของสี ของสัตว์บางชนิดที่ดูใส มองทะลุได้ ซึ่งส่วนมากจะอาศัยอยู่ในทะเลลึก

นักวิทยาศาสตร์ เริ่มที่จะค้นพบความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่าง แสงที่ส่องไปยังสัตว์ในระยะต่างๆ และ สีที่เห็นปรากฎ
สีบางสีจะเด่นชัดออกมาในสภาพแวดล้อมของแสงที่ต่างๆกัน ไม่เหมือนกัน แสงที่พื้นของป่าดิบชื้นจะมีสมบัติทางสเปกตรัม ต่างจากแสงในที่เปิดโล่ง



ภาพ blue jay, scarab beetle, manakin, honeycreeper
20874

ณัฏฐิณี เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 131 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 164 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 17 ต.ค. 2547 (23:48)
นกในเขตร้อนชื้นที่มีสีสันสดในจำนวนมาก อาศัยอยู่ในบริเวณท้องฟ้าด้านบนๆของป่าดิบชื้น ที่ซึ่งพวกมันจะได้รับแสงอย่างเต็มที่ และสามารถโชว์สีของตัวเองได้อย่างดีที่สุด แต่นกขนดกบางพวก อย่างนก manakin และนกhoneycreeper ใช้ประโยชน์จากแสงแดดที่หลุดรอดผ่านลงมาบนผืนป่าเป็นหย่อมๆ โดยมันจะออกแบบท่าเต้นเต้น เพื่อการผสมพันธุ์ สีที่สว่างสดใสของมันจะจ้าขึ้นหรือมืดลงตามแสงที่รอดผ่านลงมา คล้ายๆกับการที่เราไปเต้นใต้ไฟในดิสโกเทค

นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า สัตว์ที่มีสีฟ้ามากๆในธรรมชาติ มีวิวัฒนาการมาจากป่าลึก ไม่ใช่ในป่าเปิดโล่งอย่างที่เคยเข้าใจ ทฤษฎีเดิมนี้มองว่า เราควรจะมองหาสี ในที่ที่มีสีนั้นอยู่แล้ว ซึ่งในป่าลึกเป็นที่ที่หาสีฟ้าได้ยาก ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า ถ้าคุณอยากเด่นในป่าลึกแล้วล่ะก็ ควรทำตัวให้มีสีส้ม
ถ้าอย่างนั้นแล้ว สีฟ้าในป่ามาจากไหน??
ผลการวิจัยช่วงหลังนี้ ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่สัตว์ไวในการมองเห็น ต้องเป็นสีที่ไม่มีในถิ่นอาศัยปกติของมัน สภาพแวดล้อมของป่านั้นเต็มไปด้วยสีเขียว น้ำตาล เหลือง และมีสีส้มได้บ้าง ส่วนสีฟ้า และรังสี UV หาได้ยากมากในสีพื้นหลังเหล่านี้ ดังนั้นถ้าคุณมีมัน คุณก็จะเด่น
โดยเฉพาะกับตาที่ไม่ใช่ของคน
นักวิทยาศาสตร์ต้องประหลาดใจมาก กับความสามารถในการเห็นสีของสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น นก ปลา สัตว์เลื้อยคลาน หรือแม้แต่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบางชนิด ก็เห็นโลกอย่างมีสีสันมากกว่ามนุษย์หลายเท่า

นักวิทยาศาสตร์ประเมินจำนวนสีที่สัตว์มองเห็นได้โดยดูจาก ความหลากหลายและความหนาแน่นของ cone ซึ่งเป็นเซลล์ของดวงตาที่ตอบสนองต่อสี คนมี cone 3 ชนิด คือชนิดที่ไวต่อ สีแดง สีเขียว และสีฟ้า (trichromatic vision) นกมี 4 ชนิด โดยมีชนิดที่ไวต่อรังสี UV เพิ่มขึ้นมา ซึ่งหมายความว่า นอกจากมันจะสามารถเห็นสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรามองไม่เห็นแล้ว ความสามารถในการเห็นสีต่างๆที่ผสมกันก็หลากหลายกว่าเรามากด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ความหนาแน่นของ cone ของนกกว่ามากกว่าของคนถึงห้าเท่า

ถึงกระนั้นเราก็ไม่ได้จะบอกว่า นกมองเห็นสีได้มากที่สุด เพราะว่าจริงๆแล้วผู้ชนะอาจเป็นสัตว์ในตระกูล กุ้ง manta สัตว์มีกระดองขนาดเล็กที่อาศัยตามแนวปะการังและหินน้ำตื้นเหล่านี้ มีcone ประมาณ 8 ชนิด ในขณะที่ปลาส่วนใหญ่มี 4 ชนิดเท่านั้น
เมื่อเทียบกับสัตว์อื่นๆแล้ว กล่าวได้ว่า ความตาบอดสีของคน เป็นมรดกจากความเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยแท้ ระบบการมองเห็นของสัตว์มีกระดูกสันหลังเริ่มมีวิวัฒนาการเมื่อประมาณหลายร้อยล้านปีก่อน และมีวิวัฒนาการมากขึ้นในสัตว์ที่ออกหากินในเวลากลางวัน เช่น ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และนกส่วนใหญ่ แต่ในยุคไดโนเสาร์ที่มีระยะเวลานานนั้น สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปรับตัวให้ออกหากินในเวลากลางคืนด้วย ซึ่งทำให้เราสูญเสียความคมชัดในการมองสีต่างๆไป มนุษย์และ พวกprimates ในโลกยุคเก่าเพิ่งจะสามารถมองเห็นแบบ trichromatic vision ได้เร็วๆนี้เอง

ด้วยความสามารถที่ต่ำในการมองเห็นสีสันของเพศตรงข้าม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่จึงมีสีน้ำตาลทึมๆ การที่มันจะมีสีอะไรขึ้นกับการผลิต เมลานิน เม็ดสี สีดำที่สร้างโดยเซลล์ผิวหนัง และต่อมที่ขน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสีดำ น้ำตาล หรือออกสีแดงๆ ที่สำคัญไปกว่าสี คือแบบแผนการเรียงตัวของสี เช่น พวกจุดหรือลายต่างๆที่ใช้ในการพรางตัว

อันที่จริง นก หรือสัตว์อื่นๆก็มีเมลานินเหมือนกัน อกสีแดงของนกโรบิน เทียบได้กับ แผงคอของเป็ดหัวแดง แต่การที่สีจะดูเข้มเป็นประกายหรือไม่ น่าจะเป็นผลจากอาหารมากกว่า นกจำนวนมากกินอาหารที่มี carotenoidสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ผัก ผลไม้มีสีแดง ส้ม หรือเหลือง พวกมันต้องอาศัยเม็ดสีของพืช เพื่อที่จะเพิ่มประกายและความสว่างให้กับขนของมัน โดยมากก็แค่เฉพาะบางจุดเท่านั้น เช่น สีส้มที่แก้มของ นก zebra finch

นกบางสปีชีส์ เช่น นก cardinal มีความสามารถพิเศษในการดึงเอา carotenoid มาจากอาหารได้เก่ง ทำให้ขนของมันเป็นสีแดงอยู่เสมอ แต่อาจจะเข้มลงหรือสว่างขึ้นได้ ตามแต่ปริมาณเบอรี่ที่มันกิน ในทางตรงกันข้าม นก finch จะเปลี่ยนสีไปเลยเวลามันกินอาหารต่างกัน Dr. Geoffrey Hill ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Auburn และผู้แต่งหนังสือ A Red Bird in a Brown Bag ได้ทำการทดลองโดยจับนก finch ไว้ในกรง และให้อาหารต่างๆที่มี carotenoid สูงหรือต่ำ และเขาก็พบว่า นก finch เปลี่ยนสีไปมาอย่างกับไฟจราจร จากเหลืองไปแดง ไปๆมาๆ ตามอาหารที่ได้รับ ในธรรมชาติ นก finch อาจมีสีแดงเลือดหมูในที่หนึ่ง เหลืองในอีกที่หนึ่ง และส้มในอีกที่หนึ่ง นักดูนกมักไม่ทราบว่าพวกเขากำลังดูนกสปีชีส์เดียวกันอยู่
แต่สีแดงกว่าหมายความว่าสวยกว่าหรือเปล่า? Dr. Hill และทีมงานกำลังศึกษาว่ามีปริมาณ carotenoid ที่เหมาะสมไหมที่จะทำให้นกมองเห็นกันว่ามีเสน่ห์มากที่สุด


ภาพ manta shrimp, เป็ดหัวแดง, zebra finch, house finch
20875

ณัฏฐิณี เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 131 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 164 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 17 ต.ค. 2547 (23:51)
20876
ภาพ hummingbird, rainbow trout, mandrill, vervet


นอกจากนี้ ยังมีนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังศึกษาสีอีกแบบหนึ่ง ที่ขึ้นกับโครงสร้างโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลจากการที่สัตว์ขยับตัว เพื่อสะท้อนและหักเหคลื่นแสงให้เกิดสีสันที่สวยงามต่างๆ เหลือบสีที่บริเวณคอของ ฮัมมิ่งเบิร์ด หรือ เกล็ดที่เป็นประกายของปลาเทร้าท์เรนโบว์ เป็นสีที่เกิดจากโครงสร้าง ที่ทำให้เกิดการกระจายของแสงที่สอดคล้องกัน (coherent scattering) โครงสร้างทางโมเลกุลของขน และเกล็ดเหล่านี้มีการจัดเรียงตัวเป็นเหมือนผลึกอย่างแม่นยำ ที่ช่วยกระจายแสงที่ผ่านเข้ามาออกเป็นเฉดสีต่างๆ โดยผู้มองจะเห็นแถบสีเหล่านี้ต่างกันขึ้นกับว่ามองจากมุมไหน

สีที่เกิดจากโครงสร้างอีกแบบ เป็นผลมาจากการกระจายของแสงที่ไม่สอดคล้องกัน (incoherent scattering) หรือที่รู้จักกันว่าเป็น Tyndall หรือ Rayleigh scattering ซึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือ สีของท้องฟ้า เมื่อแสงอาทิตย์ตกลงมายังชั้นบรรยากาศของโลก มันต้องผ่านอนุภาคต่างๆมากมายกว่าจะมาถึงผิวโลกได้ แต่เนื่องจากรังสีส่วนใหญ่มีขนาดยาว อนุภาคเล็กๆในอากาศจึงไม่มีผลอะไร แต่แสงสีฟ้าซึ่งมีขนาดคลื่นสั้นมากจะชนกับอนุภาคเหล่านี้ ทำให้มันกระจายไปทั่วท้องฟ้า
Tyndall-Rayleigh scattering นี้เป็นคำอธิบาย’เดิม’ของการเกิดสีฟ้าประกายสดใสในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิด เช่น ที่หน้าและก้นของ mandrill แอฟริกันตะวันตก หรือ ที่ถุงอัณฑะของลิง vervet ซึ่งผิวส่วนสีฟ้านี้ไม่ได้เป็นเหลือบสีแบบฮัมมิงเบิร์ด และไม่ได้เกิดจากเม็ดสี แบบไข่สีฟ้าของนกโรบินที่เกิดจากสีของน้ำดี

Dr. Prum และ Dr. Torres ต้องการพิสูจน์สมมติฐานเดิมนี้ จึงได้นำชิ้นเนื้อตัวอย่างสีฟ้าจาก mandrill, vervet, หนู และพอสซั่มของออสเตรเลีย มาสำรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลกตรอน และพบว่าคอลลาเจนของผิวบริเวณที่มีสีฟ้ามีการเรียงตัวต่างจากผิวบริเวณอื่น โดยคอลลาเจนเหล่านี้มีความหนาเท่ากันเป๊ะ และจัดตัวเป็นระเบียบอย่างมาก มีช่องว่างระหว่างคอลลาเจนที่เท่ากันตลอด แต่พ้นจากบริเวณนี้ไปมันจะมีการเรียงตัวแบบสุ่มตามปกติ การเรียงตัวแบบนี้เป็นสิ่งที่นักชีววิทยาไม่เคยทราบมาก่อนเลย ผลจากความเป็นระเบียบในที่หนึ่ง และการเรียงตัวแบบสุ่มนอกบริเวณนี้ ทำให้คลื่นสีฟ้าถูกขยายขึ้นอย่างจำเพาะเจาะจงโดยคอลลาเจนที่เรียงตัวกันอย่างแน่นหนา ในขณะที่คลื่นแสงสีอื่นกระจายหักล้างกันเองออกไป ทำให้ไม่ว่ามองจากมุมไหนคุณก็จะเห็นสีฟ้าเหมือนเดิม สีที่เกิดจากโครงสร้างแบบใหม่ที่เพิ่งค้นพบนี้ยังเป็นแบบที่พบในสัตว์สีฟ้าทั้งหลายที่เคยเชื่อว่า มีสีฟ้าจาก incoherent scattering เช่น นกบลูเบิร์ด แมลงปอสีฟ้า และผีเสื้อสีฟ้า

อย่างไรก็ดี สมมติฐานเดิมเกี่ยวกับการเกิดสีฟ้าของนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ผิดไปทั้งหมด อย่างน้อยเขาพบว่า ตาสีฟ้าเป็นผลมาจาก Rayleigh scattering

ข้อมูลจาก
Some blend in, others dazzle: the mysteries of animal colors by Natalie Angier. New York Times 20 July 2004

ณัฏฐิณี เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 131 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 164 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 17 ต.ค. 2547 (23:55)
20877
ข้อมูลเพิ่มเติม

Rayleigh scattering
http://hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/atmos/blusky.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Rayleigh_scattering

ณัฏฐิณี เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 131 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 164 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 18 ต.ค. 2547 (02:41)
น่าสนใจมากเลยค่ะ คุณ ณัฏฐิณี เขียนได้เยี่ยมจริงๆ
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 18 ต.ค. 2547 (10:07)
อดไม่ได้ต้องขอมาชมด้วยคน
Z-1 (IP:202.28.169.165,10.9.2.176,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 20 ต.ค. 2547 (23:45)
อยากให้เอาข้อมูลและรูปปลาหมึกเปลี่ยนสีมาให้ดูบ้าง ดูจาก tv แล้วชอบมากเลย แปลกดี
ปลาหมึก (IP:203.150.217.119,203.113.34.8,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 25 พ.ย. 2547 (10:06)
อยากรูเรื่องสีของปลากัดค่ะว่าสีของปลากัดเปียนแปลงได้กี่สีและแต่ละสีอยู่น่นกี่วัน T_T T_T
sinana@.thaimail.com. (IP:202.129.2.123,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 6 ม.ค. 2548 (13:11)
อยากทราบถึงโครงสร้างของCarotenoids (สารสีในปลาและกุ้ง)ขอบคุณค่ะ
Ben_suwan@hotmail.com (IP:158.108.133.188,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 11 พ.ค. 2548 (16:34)
อยากทราบเนื้อหา เกี่ยวกับ สารที่มีสีในดอกกุหลาบ ครับ
ball180hps@yahoo.com (IP:202.28.26.75,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 19 พ.ค. 2548 (09:47)
คนเราเปลี่ยนสีได้รึเปล่าคะ ถ้าไม่ได้มีเป็นเพราะอะไรคะ...ขอบคุณค่ะ
ป.ปลา เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 28 พ.ค. 2548 (18:05)
ใครรู้การย่อยอาหารของปลาส่งรายละเอียดให้หน่อยคับที่เมล์ ด่วน
wee_lek@hotmail.com (IP:203.113.81.68,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 29 พ.ค. 2548 (07:53)
คนเราเปลี่ยนสีได้ครับด้วยการกระทำของMelanocyst stemolating hormone ซึ่งจะไปทำให้มีการสร้างเม็ดสีMelaninเมื่อเราอยู่ในที่ที่มีแสงมาก นี้แหละครับที่ทำให้สีผิวเราเปลี่ยนเป็นคล้ำขึ้นแต่ฮอร์โมนชนิดนี้ในสัตว์เลือดอุ่นจะออกฤทธิ์ช้ามากทำให้สีผิวเราไม่เปลี่ยนทันทีที่ออกแดดแต่จะเปลี่ยนช้าๆและฤทธิ์ของฮอร์โมนนี้จะอยู่นานมากกว่าจะหมดดังนั้นเมื่อเราผิวคล้ำจึงกินเวลานานกว่าสีผิวจะคืนสภาพเดิม
ชาล์ ดาร์วิน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 57 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 29 พ.ค. 2548 (07:54)
เข้าใจแล้วนะครับ
ชาล์ ดาร์วิน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 57 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 30 พ.ค. 2548 (12:06)
ขอบคุณนะคะะะะะะ จะเอาไปทำโครงงาน
ขอบคุณจิงๆๆๆค่ะ
นู๋เมย์ o^-^o (IP:203.151.140.119,203.113.46.4,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 7 ก.ค. 2548 (13:50)
อยากทรากสายพันธุ์ของนกที่อยู่ในประเทศไทยและที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และฤดูการวางไข่
fay-404@thaimail.com (IP:202.129.34.22,192.168.1.219,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 22 พ.ค. 2550 (12:55)
อยากได้รูปภาพมากๆๆๆๆๆอะขอมั้งดิในMSNด้วยนะและรูปภาพด้วย
earth-ronnachai_earth@hotmail.com (IP:61.19.86.229)

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.