ละครบุพเพสันนิวาส กับโรคไข้มาลาเรีย ที่จะหมดไปในปี 2030

อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีชาวตะวันตกเดินทางเข้ามาทำการค้าขายและตั้งถิ่นฐานจำนวนมาก ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้านานาชาติ ซึ่งการเดินทางระหว่างประเทศ สามารถนำโรคติดต่อต่างๆ ที่ไม่เคยพบแพร่กระจายเข้ามาได้ โดยโรคระบาดหรือโรคติดต่อในอดีตที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศ อาทิ โรคไข้ทรพิษ (ไข้ฝีดาษ) โรคบิด และไข้มาลาเรีย (โรคไข้จับสั่น)

ในส่วนของไข้มาลาเรียนั้น พบว่ามีบันทึกในจดหมายเหตุลาลูแบร์ ซึ่งเป็นบันทึกของ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ได้เดินทางมาประเทศไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ มหาราช โดยในบันทึกตอนหนึ่งในจดหมายเหตุดังกล่าว บ่งชี้ว่าโรคไข้จับสั่นเป็นโรคประจำถิ่นที่เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมในสมัยนั้น และชาวกรุงศรีอยุธยารู้จักคุ้นชินกันเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าโรคไข้มาลาเรียอยู่ในสังคมไทยมาช้านาน ทั้งนี้ จากการสืบค้นบันทึกเกี่ยวกับการจัดการกับปัญหาโรคติดต่อในอดีต พบว่าในกรณีโรคไข้มาลาเรีย มีหลักฐานว่าเริ่มมีการใช้เปลือกต้นซิงโคนา หรือ “ยาควินิน” มาใช้ในการรักษาโรคไข้มาลาเรียตามแบบที่แพร่หลายอยู่ในยุโรป มาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ส่วนมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้มาลาเรีย นั้น ยังไม่ปรากฏบันทึกหลักฐานที่ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่า ด้วยเหตุที่กรุงศรีอยุธยาเป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรมของผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่มาจากทั้งเอเชียและยุโรป จึงมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะเริ่มมีการนำวัฒนธรรมการนอนในมุ้งเพื่อกันยุงแล้วตั้งแต่สมัยนั้น

ปัจจุบัน สถานการณ์ไข้มาลาเรียในประเทศไทย ลดลงอย่างมาก โดยในปี 2561 พบผู้ป่วยเพียง 856 คน ลดลงเกือบร้อยละ 52 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 ผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงพบตามแนวชายแดนที่มีการเคลื่อนย้ายของประชาชนข้ามแดน ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคยังคงเดินหน้าอย่างเข้มข้นในการกำจัดโรคไข้มาลาเรียให้หมดไปจากประเทศในปี 2567

ล่าสุดมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ และเครือข่ายผู้นำด้านมาลาเรียในเอเชียแปซิฟิค ได้ลงนามร่วมมือกันกำจัดไข้มาลาเรียให้หมดไปจากประเทศไทย

คุณทิพพาภรณ์ อริยวรารมย์ ประธานกรรมการมูลนิธิดีที แฟมิลี่ส์ (DT Families Foundation) กล่าวว่า
“มีหลายชุมชนที่ประสบกับความยากลำบากจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการศึกษาอยู่แล้ว ทำให้การกำจัดไข้มาลาเรียในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึงเหล่านี้จะช่วยพัฒนาชีวิตของคนที่ต้องการความช่วยเหลืออีกนับพันคน และยังพัฒนาศักยภาพในการต่อสู้กับปัญหาการดื้อยาของเชื้อมาลาเรียด้วย”

การร่วมมือกันในครั้งนี้ของทั้งสองฝ่ายจะร่วมงานและใช้ศักยภาพที่แตกต่าง เพื่อเป้าหมายหนึ่งเดียวคือ ขจัดไข้มาลาเรียให้หมดไปภายในปี 2030

8 พ.ค. 2561 14:57
0 ความเห็น
1438 อ่าน
No results found.

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น