|
เรียน อ นิรันดร์ ที่เคารพ จาก โก๋แก่
โพสต์เมื่อ:
16:43 วันที่ 7 ม.ค. 2548 ชมแล้ว:
10,039
ตอบแล้ว:
103
สวัสดีปีใหม่ ครับ เห็นหายไปหลายวัน ไปช่วยภาคใต้หรือเปล่า หรือไปเติม แบตเตอร์รี่ ตามที่คนเขาชอบพูดกันเวลาไปพักผ่อน
ผมว่าถ้าทำงานได้ขนาดนี้ ต้องเป็น โรงไฟฟ้า แน่เลย เป็นแบตเตอร์รี่ ต้องระเบิดไปหลายลูกแล้ว ไม่รู้ว่าที่ผมเข้ามา แจม ตอบปัญหาในคำถาม ที่นักเรียนถามมา จะเป็นการกระทำที่เหมาะสมหรือไม่ ทำให้เสียระบบการเรียนการสอนที่วางไว้อย่างไร หรือไม่ และ ก็ไม่ทราบว่าที่ตอบไปนั้นถูกหรือผิดมากน้อยแค่ไหน ถ้าเห็นว่าไม่ถูกต้อง กรุณาช่วยแก้ไขให้ด้วยไม่อยากให้ อนาคตของชาติต้องได้ข้อมูลผิดๆไป หากเห็นว่ามันผิดมากกว่าถูกก็บอกได้นะครับ จะได้เลิก เสือ กอ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 9 ม.ค. 2548 (10:04) ขออภัย เขียนชื่อผิด นิรันดร์ นิรันดร์ นิรันดร์ นิรันดร์ จะท่องไว้ คา บ บ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 11 ม.ค. 2548 (10:13) ยินดีที่กลับมาเก็บประจุใหม่ เอาให้เต็มๆเลย แน่ใจแล้วว่าไม่ใช่แบตเตอร์รี่ที่ต้อง charge ไฟ ยังไม่วาย เอาประจุจากที่สูงมาประจุให้ที่ต่ำด้วย มีวิญญานของวิชาชีพจริงๆ (อย่าประจุแรงนักนะ เดี๋ยวDielectric ชองเด็กทะลุ มันจรยุ่งนา) เอา เด็กเรียน ฟิสิกส์ใครตอบไม่ได้ โก๋แก่ ให้ F F F F เลย ทีนี้ถ้า โก๋แก่ ต้องการ ฆ่าโรคขี้เกียจในตัวที่ 110 องศา ซี จะทำอย่างไง ดี ละ อะ เหอ ๆ ๆ เชื้อโรคขี้เกียจ ฆ่าด้วยความร้อนมันไม่ตายครับ ต้องฆ่ามันด้วยสติและความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะอุปสรรค ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 12 ม.ค. 2548 (13:17) ไปงานที่ศูนย์ประชุมหรือไม่ มีอะไรน่าสนใจบ้าง อยากได้รายชื่อของ Projects ของนักศึกษาที่ทำไปแล้ว หรือกำลังทำว่าจะ มีแนวทางต่อยอด และทำการตลาดได้หรือไม่ จะได้ไม่คิดทำอะไรที่ซ้ำ มีโปรเจค แปลกๆอยากหาคนช่วยทำมีคำแนะนำบ้างหรือไม่ คาระวะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 12 ม.ค. 2548 (18:03) ผมกรรมกรกระทู้เข้ามาร่วมช่วยแบ่างเบาภาระให้มั่งได้ไหมครับ ฮิๆๆ... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 12 ม.ค. 2548 (18:59) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 ผมกรรมกรกระทู้เข้ามาร่วมช่วยแบ่างเบาภาระให้มั่งได้ไหมครับ ฮิๆๆ.. ถ้าคิดว่ารู้และมีความตั้งใจจริงที่จะทำประโยชนให้แก่ผู้อื่นได้คิดว่าทุกคนคงจะยินดี ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 12 ม.ค. 2548 (19:11) รบกวนอีกหน่อยครับ ไม่ทราบว่า กระทู้ที่ว่าเป็นการบ้าน ให้ผู้ตอบส่งคำตอบทางไหน ให้ตอบใน ความเห็นเพิ่มเคิมต่างๆ หรือวิธีอื่น เห็นกระทู้ตามที่เขียนตามมา เป็นคำถามต่างๆมากมาย เลยไม่รู้ว่าการเข้าไปตอบข้อข้องใจในนี้นมันถูกต้องหรือไม่ ช่วยให้ความกระจ่างด้วย ฮะ การตอบการบ้าน เคยให้ตอบโดยการโพสท์ข้อความบนเว็บบอร์ด แต่พวกน้อง ๆ จำนวนมากกลับใช้วิธี copy & paste กันเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันนี้ ก็เลยให้แต่โจทย์ เวลาส่ง ต้องเขียนส่งเป็นกระดาษด้วยลายมือ ถึงแม้ลอกกันมาก็ยังพอได้ผ่านตาบ้าง แต่ก็มีบางคน แม้แต่ลอก ยังให้คนอื่นลอกมาส่งให้อีก เฮ้อออออ เหนื่อยกับพวกนี้จริง ๆ ขอขอบคุณและยินดีที่ทุกท่านได้เข้ามาช่วยตอบคำถามด้วยความจริงใจครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 27 ม.ค. 2548 (22:41) ขอขอบคุณพี่โก้แก่จากใจจริงครับที่ช้วยตอบปัญหาต่างๆที่พวกเราข้องใจครับขอบคุณจริงๆครับ สถาพร ชูศิลป์ 4711210101 Sec E (IP:202.176.116.96,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 27 ม.ค. 2548 (22:48) ได้เห็นข้อความสั้นๆแค่นี้ก็ดีใจ หลาย ๆ เด้อ มีอะไรคิดว่าช่วยได้ ใส่มาเลย ไอ้น้อง โก๋แก่ สู้ตาย แฮก ๆ ๆ ๆ คุณโก๋แก่ครับ มีงานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาของวิศวกร เขาบอกว่าเรื่องสำคัญที่มหาวิทยาลัยจะต้องสอนนักศึกษาวิศวกรรมศาสตร์เรียงลำดับความสำคัญคือ 1. สอนให้รู้จักถาม คนที่ถาม(แบบต้องการคำตอบ ไม่ใช่คะแนน) เป็นคนที่ไฝ่รู้ จึงจะเป็นวิศวกรที่ดีได้ 2. จะต้องสอนให้รู้จักที่จะตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบ 3. สอนให้รู้จักสื่อสารกับคนอื่นให้รู้เรื่อง 4. สอนให้มีความรู้ตามงานที่ต้องไปทำ ผมรู้สึกว่า เด็กมาเรียน มุ่งหวังแต่ว่า อาจารย์จะบอกอะไรเขาบ้าง เพื่อจะได้เอาไปสอบเอาคะแนน ไม่ค่อยหวังความรู้สักเท่าไร เวลาเรียนหนังสือ ก็จะไม่ถามอะไรเลยเพราะไม่อยากจะรับรู้อะไรเพิ่มจากที่อาจารย์บอกหรือเขียนไว้บนแผ่นใส ไม่ยอมตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น เช่นถามว่า ถ้าผมเปลี่ยนตัวแปรนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวแปรอื่นบ้าง ผลที่เกิดขึ้น ก็อย่างที่เห็น อยู่ ๆ ตึกถล่มลงมา คานตกลงมา หม้อไฟฟ้าระเบิด ฯลฯ นับเป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการตัดสินใจโดยไม่รับผิดชอบ นักศึกษาหลายคนจะบ่นกับวิชาสัมมนาหรือการนำเสนอผลงานโปรเจก ว่าอาจารย์ที่ขึ้นสอบที่มักจะเขี้ยวกับนักศึกษา แต่ที่จริงแล้ว เขาไม่รู้หรอกว่า เขาพูดให้อาจารย์ฟังรู้เรื่องไม่ได้ต่างหาก ก็เลยสอบกันไม่ค่อยจะผ่าน เรียน อ.นิรันดร์ เอ ชักสงสัยเหมือนกัน ในข้อที่ว่า 3. สอนให้รู้จักสื่อสารกับคนอื่นให้รู้เรื่อง เอ ผมคงต้องไปศึกษาเรื่องนี้ เพิ่มเติมเหมือนกัน เพราะเขียนตอบปัญหาไป หลายๆข้อ (เกือบ400ใน 2เดือนแล้วนะ เออ) แต่สังเกตดู ไม่ค่อยได้รับความสนใจสักเท่าใด อาจเป็นเพราะ สื่อสาร กับผู้อื่นได้ ไม่ดีพอก็ได้ หากมี คำแนะนำกรุณาด้วย มันง่ายไป มันยากไป มันยาวไป บ่นมากไป ขู่มากไป หรือมันไม่ได้เรื่องอะไรเลย ก็ไม่รู้ หลายๆ กระทู้ เขียน โต้ตอบกันเป็น สิบ เป็น ร้อย พอเข้าไป แจม ทีไร หยุด กึก เลย น่ากลุ้มใจ ในอนาคตการศึกษาของชาติ ขนาด ถามชนิดไม่เห็นหน้าค่าตา ถามไปด่าไปก็ยังได้ ยังถามไม่ออก แล้วไอ้ชนิดมาถามกันซึ่งหน้า จะเหลือสักเท่าไร หนอ เฮ้อ (ไอ้แก่ขี้บ่น บ่นอีกแล้ว) ในห้องเรียนก็เป็นแบบนี้ครับ พอผมยิงคำถาม นักศึกษาของผมจะดูตัวเล็กลง ๆ จนเหมือนกับหายไปจากห้องเลยทีเดียวครับ ผมต้องใช้วิธีขู่บังคับต่าง ๆ นานา จึงจะยอมตอบคำถามผม ก็ต้องขออภัยแทนลูกศิษย์ด้วยที่ทำให้คุณโก๋แก่ต้องกังวลใจ มันเป็นธรรมชาติของเด็กของผมเองแหละครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 21 ก.พ. 2548 (02:45) เห็นพ้องกับอาจารย์นิรันดร์ครับ ทำให้ผมคิดย้อนไปถึงสมัยเป็น นศพ. เมื่อ ๔๐ กว่าปีก่อน เวลาอาจารย์เล็คเชอร์แล้วหยุดกลางคัน หันมาถามว่า ใครรู้.......? ทั้งชั้นนั่งนิ่ง ก้มหัวไม่สบตาอาจารย์กันเลย รวมทั้งผมด้วย แต่รู้สึกว่าจะเป็นน้อยกว่าบางคน คิดย้อนไปว่าทำไมเราถึงเป็นอย่างนั้น แล้วลองเทียบกับลูกสาวผมที่เกิดในสรอ. ต่างกันมาก ตัวอย่างเช่นผมพาลูกคนเล็กตอนกำลังหามหาวิทยาลัย ไปดูมหาวิทยาลัย ๒-๓ แห่ง เขาสนใจภาษาฝรั่งเศส คิดอยากจะ major ทางนั้น พอดูสถานที่ ดู dorm เสร็จ เขาโทรศัพท์ไปขอเวลาพบหัวหน้าวิชาภาษาบอกขอเวลา ๑๐-๑๕ นาที อยากสัมภาษณ์ แล้วเข้าไปหาคนเดียวที้งผมไว้ในรถ กลับออกมาเล่าให้ผมฟังว่าเป็นยังไง หัวหน้าแผนกเป็นชาวฝรั่งเศสหรืออเมริกัน accent เป็นอย่างไร น่านับถือแค่ไหน ครั้งแรกผมถามว่าเขาใช้ภาษาอะไร อังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส เขาบอกว่าเป็นอาจารย์สอนฝรั่งเศส ก็ต้องใช้ภาษาฝรั่งเศสซี เพิ่มความนับถือลูกสาวขึ้นเยอะ เพราะตอนนั้นภาษาเขาก็ยังแย่ พูดไปไม่รู้คำฝรั่งเศสก็ใช้คำอังกฤษแทน มาคิดถึงตัวเองแล้วอายลูกสาว ต้องยอมรับว่าเขากล้ากว่าเพื่อนๆแต่คนอื่นเขาก็ทำกัน แต่ไม่ทุกราย มีข้อแตกต่างอยู่หลายประการ เพราะมหาวิทยาลัยอเมริกันต้องง้อคนสมัคร เพราะต้องการรายได้ ต้องแข่งกับสถาบันอื่นๆ ต้องการนักเรียนดี GPA เฉลี่ยของนิสิตเข้าใหม่จะได้สูง เวลาโฆษณาจะได้ใช้ตัวเลขนี้ได้ ถ้าผมเป็นหัวหน้าวิชา ม.เมืองไทย มีนักเรียน ม.๖ มาขอสัมภาษณ์ เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะสมัครที่ไหนดี อยาก major อังกฤษจะดูว่าหัวหน้าวิชาเป็นยังไง ผมคงคิดว่าคนนี้ไม่ค่อยเต็มบาทเท่าไหร่ ที่โน่นเขามีนักเรียนเป็น guide พาผู้ปกครองกับนักเรียนดู lab. ดู dorm. ดูห้องสมุด ฯลฯ เล่าชีวิตนักเรียน การสังคม ฯลฯ ของเราไม่ต้องทำแบบนั้น คนสมัครเกินที่เรียนมากไม่ต้องง้อผู้ปกครอง พูดเกินไปมาก ขอย้อนไปเรื่องเดิมว่า ทำไมนักเรียนของเราไม่ค่อยตอบสนอง (respond) ต่อการกระตุ้น ผมว่ามีหลายสาเหตุ (ว่าไปแล้วคงมีคนต่อว่า) ที่พอนึกได้ ๑) เป็น Natural characteristic ของคนเอเซีย โดยเฉพาะคนไทย ไม่ทราบว่าศาสนาพุทธมี influence ทางนี้ด้วยหรือเปล่า ทำให้เมืองไทยเป็นเมืองน่าอยู่ แต่ครูปวดหัวเพราะนักเรียน passive มาก ข้อนี้แก้ยากแต่เมื่อประชากรมากขึ้น การแข่งขันมากขึ้น คนที่ passive มากๆก็ไปไม่รอด จะต้องปรับตัว ๒) เราแบ่งระดับชั้นระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์ไว้ห่างกันมาก จนลูกศิษย์กลัวอาจารย์จนตาลาน กลัวตอบผิด กลัวเพื่อนล้อเวลาผิด กลัวเพื่อนล้อว่าเป็นลูกศิษย์คนโปรดของอาจารย์ ความสัมพันธ์ระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์น้อยมากเพียงแค่เจอในห้องเล็คเชอร์ ดูจากรูปชุดจรวดน้ำของอาจารย์แล้วชื่นใจที่มีอาจารย์มาเล่นกับเด็ก ชั้นของม.ใน สรอ. เล็กกว่าเมืองไทยโดยเฉพาะ ม. เอกชน อาจารย์ชวนนักเรียนไปกินข้าวที่บ้านเป็นประจำ ได้รู้จักกับครอบครัวอาจารย์ ความสัมพันธ์คล้ายเป็นพี่หรือเป็นอาว์มากกว่าเป็นคนที่จะให้สอบได้หรือสอบตก แต่ไม่ได้หมายความว่าอาจารย์จะไม่เรียกเด็กมาบอกว่าต้องดูหนังสือให้มากกว่านี้ ม่ายงั้นไปไม่รอด หรือสติปัญญาสูงกว่าคะแนนที่ได้แสดงว่าดูหนังสือน้อยไป ฯลฯ ๓) เราสอนแบบบอกคำบอก คล้ายเรียนชั้นมัธยม ครูอ่านเรื่องเสียกรุงครั้งทีสอง นักเรียนก็จดกัน จดไม่ทันก็ขอให้ครูอ่านทวน ใช้มาจนมหาวิทยาลัย ผมว่าอาจารย์ทุกคนควรจะใช้ PowerPoint ของ Microsoft เป็น เล็คเชอร์โดยใช้ PowerPoint ประกอบ แล้วแจกกระดาษที่พิมพ์ slide ให้ก่อนเล็กเชอร์ นักเรียนจะได้จดรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ถ้าก้าวหน้ามากๆก็แจก lecture notes ทั้งชุดเป็น CD ให้นักเรียนไปอ่านนอกเวลา ไม่อ่านก็ตก ใช้ CD ดูกับคอมพิวเตอร์ก็ดีอย่าง มีรูปประกอบได้ ตอนสอน นศพ. ปีสองที่นี่ผมแจก CD ให้ ถ้าไม่พอจำนวนนักเรียนเขาก็เอาไปลอกกันเอง ทุกปีผมก็ revise ใหม่ มีรูปถ่ายจากเอ็กซ์เรย์ จาก CT จาก specimens ก็ปนเข้าไปง่ายมากโดยเฉพาะถ้าใช้กล้องดิจิตัล ไม่ทราบว่านิสิตนักศึกษามีกี่เปอร์เซ้นต์ที่มีคอมพิวเตอร์ ควรจะสูงพอดู น่าจะเป็น requirement ไม่ต้องใช้เครื่องกำลังมากๆก็ได้ ๔) ต้องสนับสนุนให้นักศึกษาอ่านบทความมาก่อน ที่ลูกผมเรียนอยู่เมื่อก่อน อาจารย์เอา lecture notes ทั้งหมดไว้บน website บอกหน้าให้อ่านมาก่อน พอเข้าเรียนก็เริ่ม discuss กันได้เลย ว่าทำไมถึงเสียกรุงครั้งที่สอง มีทางป้องกันหรือเปล่า ทำไมถึงย้ายกรุงมาธนบุรี ไม่ต้องไปอธิบายถึงการเสียกรุง เพราะรู้กันทุกคนแล้ว พูดง่ายแต่ทำยากจัง ทำอย่างไรจะให้นักเรียนไปอ่านมาก่อน? สอนยังไงถึงจะสนุก มีเกล็ดประวัติศาสตร์มาเล่า? อาจารย์นิรันดร์ มี project จรวดน้ำ คงมีนักศึกษาสนใจขึ้นเยอะ ตอนลูกสาวเรียนเตรียมแพทย์ อาจารย์ฟิสิคส์เขามีการทดลองให้นักเรียนทำ Data ที่ได้เขาให้ไปลง Spreadsheet เช่น Excel หรือ Lotus 123 คำนวนหาสถิติเช่น mean, frequency, deviation ฯลฯ พลอตกร้าฟ ด้วย ทำให้ได้ความรู้ทั้งทางฟิสิคส์ กับเรียน spreadsheet ไปด้วย Experience เกี่ยวกับการศึกษาระบบของไทยที่ผมมีก็ชักจะโบราณ แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ว่าไม่เปลี่ยนแปลงไปเท่าไหร่ แหยมมาแค่นี้พอแล้วครับ ขอบคุณอาจารย์มากที่ให้ผมขะโมย website ดีใจจัง มีคนระดับอาจารย์แพทย์เข้ามาคุยด้วย สวัสดีครับคุณหมอ ผมมีความรู้สึกว่า เด็ก ๆ ที่จริงเขาไม่ได้กลัวอาจารย์นักหนาหรอกครับ แต่ที่พวกเขากลัวกันนั้น เป็นพวกเพื่อน ๆ เขาเอง ถ้าใครถามก็อาจจะถูกเพื่อนมองว่าเอาหน้ากับอาจารย์ อะไรทำนองนั้น แต่พอบังคับให้มีโปรเจคมาส่ง จะมัวกลัวก็จะไม่ได้คะแนน ก็เลยเข้ามาหาอาจารย์มากขึ้นครับ แต่ที่ผมหนักใจมาก ๆ ๆๆ ๆ เลยก็คือ เด็ก ๆ มักจะเรียนหนังสือเพื่อคะแนน มากกว่าเรียนเพื่อจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรน่ะซิครับ ผมอยากได้จิตแพทย์ หรือ นักจิตวิทยามาให้คำแนะนำบ้างจังว่า เราจะแก้ไขตรงนี้อย่างไร คุณหมอศานติ พอจะแนะนำเพื่อน ๆ ให้เข้ามาช่วยตรงนี้หน่อยได้ไหมครับ กราบขอบพระคุณล่วงหน้าครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 2 มี.ค. 2548 (23:51) ![]() ขอรบกวน เห็น อ.นิรันดร์ ชอบเล่นกล้อง อยากทราบว่ากล้องที่มีน่าจะเป็น ระดับมืออาชีพแล้ว เป็นกล้องที่ตั้ง Manual ได้ใช่ไหมครับ อยากปรึกษา ต้องการถ่ายภาพเพื่อเปรียบเทียบการมองเห็นในที่มืดจากแหล่งกำเนิดแสงสองแบบว่าใครจะมองเห็นได้ดีกว่ากัน ตอนนี้กำลังลองทำแหล่งกำเนิดแสงใช้หลอด Compact Lamp ขนาด ประมาณ 6 วัตต์ เพื่อใช้ในระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน เพื่อแทนหลอด Incandescent Lamp ที่กินไฟ 35-50 วัตต์ต่อหลอด ที่ใช้อยู่ทั่วๆไปในปัจจุบัน คิดว่าน่าจะให้ ทัศนะวิสัยในการมองเห็น ได้ดีกว่าแบบเดิม เพราะมุมแสงที่ออกจะกว้างกว่า แต่ในระยะไกลอาจไม่ดีนัก แต่กินพลังไฟฟ้าน้อยกว่ามาก คิดว่าในพื้นที่ 20-30 ตารางเมตรน่าจะใช้ได้ดี ไม่รู้ว่าจะใช้การถ่ายภาพจะช่วย เปรียบเทียบทัศนะวิสัยการมองเห็นได้หรือไม่ หากเห็นว่าเป็นไปได้ อยากรบกวนฝีมือหน่อยครับ หากมีคำแนะนำในช่องทางอื่นที่จะเปรียบเทียบได้ ช่วยแนะนำด้วยครับ ผมชอบเล่นกล้องแบบคอมแพคครับ เวลาถ่ายภาพก็ใช้วิธีที่เขาห้ามทำคือยิงไปเรื่อย ๆ ครับ แล้วก็ลบภาพที่ไม่ถูกใจทิ้งไป(เป็นส่วนใหญ่ )แต่การใช้กล้องดิจิทอล อาจช่วยคุณโก๋แก่ได้ในเรื่องนี้ เวลาที่ถ่ายภาพออกมา กล้องบางรุ่น (รุ่นที่ผมใช้อยู่ Cannon A95) จะบันทึกสภาพแสงที่ใช้ในตอนถ่ายได้ด้วย ซึ่งจะมีการตั้งค่า shutter speed , ISO และ ไดอะแฟรม เราอาจใช้การตั้งค่าเหล่านั้นให้คงที่ แล้วถ่ายออกมาก็จะเห็นความแตกต่างของความสว่างได้ครับ แต่การเปรียบเทียบนี้ จะมีการตั้งค่า WB (ไวท์บาลานซ์) คือแหล่งกำเนิดแสงเป็นแสงอาทิตย์ หลอดตังสเตน หลอดฟลูออเรสเซนต์ ฯลฯ ด้วย ไม่แน่ใจว่าจะช่วยคุณโก๋แก่ได้สักแค่ไหน ลองดูนะครับ แต่ผมสงสัยว่าหลอดประหยัดไฟที่มีขายอยู่มันมักจะใช้กับ 220VAC ซึ่งจะใช้กับแบตเตอรี่ที่สำรองไฟไม่ได้ คงต้องพึ่ง อินเวอร์เตอร์อีกต่อ ไม่รู้จะทำให้ประสิทธิภาพตกลงไปขนาดไหน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 4 มี.ค. 2548 (11:19) ไม่จำเป็นต้องมี Inverter ภายนอกก็ได้ครับ ถ้า Modify เป็น ใช้หลอดตะเกียบ 9 วัตต์ ใช้ไฟ 12 Volts กินไฟเพียง 550-600 mA เอง ความสว่างใกล้เคียง ใช้ไฟ 220 โวลท์ ดูด้วยตา เดี๋ยวต้องให้สาวจีนแผ่นดินใหญ่ ช่วยวัด(เห็นรู้เรื่องแสงดี) ผม Anti สุด กู่ ในการจะใช้ไฟแสงสว่างแต่ต้องเอา 12 โวลท์ มาทำเป็น 220 ก่อนจึงเอาไปใช้ ที่จริงอย่างที่ว่าเรื่องกล้อง แบบมี Film มันดีแน่เทียงตรงดี แต่อย่างว่าภาษาคน ขี้เหนียว กล้อง Digital มันประหยัดดี แถมเห็นผลทันใจ โก๋ ไม่ชอบไม่ถูกใจก็ลบมันทิ้งไป ถ่ายใหม่ แต่ชนิดที่ตั้งอะไรๆ ได้มันก็ 4-5 หมื่นจึงจะพอ ดูดี ตอนชื้อของตัวเองก็เห็นว่า 3 เมกมันก็น่าจะพอใช้งานแล้ว เลยชื้อแบบ ปัญญาอ่อนมา 2-3 ปีก่อนก็ตั้งเกือบ 2 หมื่น กัดฟันเกือบตาย พอจะเอามาทำงานตามใจตัว มันก็ไม่ทำให้ ต้องตามใจมันลูกเดียว คงต้องหวังพึ่งคนที่มีแล้วละ จะได้มีเงินเหลือไปชื้อ ขยะคลองถม มาเล่น ได้อีกเยอะเลยนะ เงิน 3-4 หมื่นนะ คับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 4 มี.ค. 2548 (23:53) อยากทราบว่า กล้องดิจดตัลเดี๋ยวนี้ เปิดหน้ากล้องนานที่สุดได้เท่าไหร่ครับ จะเอาไปถ่ายภาพดาวอะครับ หรือว่าควรใช้เมนวลแบบเก่าดีกว่า (ฟิล์มแพงจัง) กล้องผม powershot A95 เปิดได้นาน 15 วินาทีครับ(ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านานกว่านี้ได้หรือเปล่า แต่ที่เคยใช้นานที่สุด 15 วินาทีครับ) A95 ตอนนี้ ราคาก็อยู่ที่ 15000 บาท แถม CF 128 MB ด้วย รอดูงาน Com mart วันที่ 17-20 มีนาคม 48 ที่กำลังจะมาถึงนี้สิครับ อาจได้ถูกกว่านี้ก็ได้ ผมใช้แล้วก็ชอบ เพราะมันเซ็ทได้เกือบทุกอย่างแบบกล้องราคาแพง ๆ ทำได้ แถมสามารถซื้ออแดปเตอร์ติดเลนส์เพิ่มได้ด้วย หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |