ความเห็นเพิ่มเติมที่ 402 20 มี.ค. 2550 (15:25) ๑) สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)
ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ๑๙๑๒
ราชวงศ์ เวียงไชยปราการ/อู่ทอง
ประสูติ พ.ศ. ๑๘๕๗ (สันนิษฐาน)
สวรรคต พ.ศ. ๑๙๑๒
พระชนม์มายุ ๕๕ พรรษา
ครองราชย์ ๑๙ ปี (ฉบับหลวงประเสริฐ, ฉบับพระราชหัตถเลขา), (พ.ศ. ๑๘๙๓ ๑๙๑๒)
พระบิดา พระเจ้าสิริชัยเชียงแสน
พระมารดา นางสนไส้ [ธิดากษัตริย์เมืองแพรกศรีราชา (ตรัยตรึงษ์)]
โอรส ๑) สมเด็จพระราเมศวร
ธิดา ไม่ปรากฏ
หลังจากขึ้นครองราชสมบัติต่อจากบิดา เมืองอู่ทองเกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาด พระองค์จึงทรงอพยพพลเมืองที่เหลือออกจากพื้นที่เพื่อหนีภัย และมาสร้างที่ประทับชั่วคราวที่ตำบล เวียงเหล็ก หรือเวียงเล็ก (วัดพุทไธศวรรย์ ในปัจจุบัน) และพระองค์ได้มาสร้างราชธานีแห่งใหม่ในฝั่งตรงข้าม (แม่น้ำเจ้าพระยา) ในทางทิศเหนือ ณ ตำบลหนองโสน (บึงพระราม ในปัจจุบัน)
ความฉบับหลวงประเสริฐ
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๖๘๖ ชวดศก (พ.ศ. ๑๘๖๗) แรกสถาปนาพระพุทธเจ้า เจ้าพแนงเชิง
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๗๑๒ ขาลศก (พ.ศ. ๑๘๙๓) วันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ (ตรงกับวันศุกร์ที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๑๘๙๓) เวลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๙ บาท (๐๙.๕๔ น.) แรกสถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๗๓๑ ระกาศก (พ.ศ. ๑๙๑๒) แรกสร้างวัดพระราม ครั้งนั้นสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้า เสด็จนฤพาน จึงพระราชกุมารท่านสมเด็จพระราเมศวรเจ้า เสวยราชสมบัติ
หมายเหตุ
พระเจ้าพแนงเชิง เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๑๔ เมตร สูง ๑๙ เมตร คนไทยเรียก หลวงพ่อโตหรือหลวงพ่อพนัญเชิง คนจีนเรียก ซำปอกง หรือ รัชกาลที่ ๔ ถวายนามว่า พระพุทธไตรรัตนนายก ประดิษฐาน ณ วัดพนัญเชิง ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า กล่าวว่า เมื่อใกล้จะเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ มีน้ำพระเนตรไหลออกจากหลวงพ่อโต
ความฉบับพระราชหัตถเลขา
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๗๑๒ ขาลศก (พ.ศ. ๑๘๙๓) วันศุกร์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ เพลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท สถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา ชีพ่อพราหมณ์ให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบาตร ได้สังข์ทักขิณาวัฏ ใต้ต้นหมันใบหนึ่ง แล้วสร้างพระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง แล้วพระเจ้าอู่ทองเสด็จเข้ามาเสวยราชสมบัติ พระชนม์ได้ ๓๗ พรรษา ชีพ่อพราหมณ์ถวายพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ เหมือนด้วยนามสมเด็จพระรามนารายณ์อวตาร อันผ่านกรุงนครศรีอยุธยาแต่กาลก่อนนั้น แล้วโปรดให้ขุนหลวงพงั่วซึ่งเป็นพี่พระมเหสี และตรัสเรียกว่าพระเชษฐานั้น เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ไปครองราชสมบัติ ณ เมืองสุพรรณบุรี จึงให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระราเมศวรขึ้นไปครองราชสมบัติในเมืองลพบุรี ครั้งนั้นพระยาประเทศราชขึ้น ๑๖ เมือง คือ เมืองมะละกา, เมืองชวา, เมืองตะนาวศรี, เมืองนครศรีธรรมราช, เมืองทวาย, เมืองเมาะตะมะ, เมืองเมาะลำเลิง, เมืองสงขลา, เมืองจันทบูร, เมืองพิษณุโลก, เมืองสุโขทัย, เมืองพิชัย, เมืองสวรรคโลก, เมืองพิจิตร, เมืองกำแพงเพชร, เมืองนครสวรรค์
แล้วให้ขึ้นไปเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระราเมศวร ลงมาแต่เมืองลพบุรี ทรงพระกรุณาตรัสว่าขอมแปรพักตร์ จะให้ออกไปกระทำปราบปรามเสีย พระราเมศวรได้ฤกษ์ยกพลห้าพัน ไปถึงกรุงกัมพูชาธิบดีเพลาพลบค่ำ พระยาอุปราชบุตรพระเจ้ากัมพูชาธิบดีทูลว่า ทัพซึ่งยกมานั้นเลื่อยล้าอยู่ ยังมิได้พร้อมมูล จะขอออกโจมทัพ พระเจ้ากัมพูชาธิบดีก็เห็นด้วย พระยาอุปราชก็ออกโจมทัพ ทัพหน้ายังมิทันตั้งค่ายก็แตกฉานมาปะทะทัพหลวง เสียพระศรีสวัสดิ์แก่ชาวกัมพูชาธิบดี มีข่าวเข้ามาถึงพระนคร มีพระราชโองการให้ขุนตำรวจออกไปเชิญสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งอยู่เมืองสุพรรณบุรี ครั้นเสด็จเข้ามาถึงพระนครแล้ว พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าขออัญเชิญท่านออกไปช่วยหลานท่าน สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าจึงยกทัพรับออกไปถึงกรุงกัมพูชาธิบดี ก็รบเอาชัยชำนะได้ ให้กวาดครัวชาวกรุงกัมพูชาธิบดีเข้ามาพระนครเป็นอันมาก
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๗๑๕ มะเส็งศก (พ.ศ. ๑๘๙๖) วันพฤหัสบดีเดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลาเช้า ๒ นาฬิกา ๕ บาท (๐๘.๓๐ น.) ทรงพระกรุณาตรัสว่าที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้น ให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็นพระอาราม แล้วให้นามชื่อ วัดพุทไธศวรรย์ ครั้งนั้นม้าขุนพินิจฉัยตกลูกศีรษะเดียวตัวเป็นสองตัว แปดเท้า เดินชิงศีรษะกัน ไก่พระศรีมโหสถฟักฟองตกลูกตัวเดียวสองศีรษะ
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๗๑๙ ระกาศก (พ.ศ. ๑๙๐๐) ทรงพระกรุณาตรัสว่า เจ้าแก้ว เจ้าไทย ออกอหิวาตกโรคตาย ให้ขุดขึ้นเผาเสีย และที่ปลงศพนั้นให้สถาปนาพระเจดีย์และวิหารเป็นพระอารามแล้ว ให้นามชื่อ วัดป่าแก้ว
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๗๓๑ ระกาศก (พ.ศ. ๑๙๑๒) สมเด็จพระรามาธิบดีสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๒๐ ปี
สงคราม
๑) พ.ศ. ๑๘๙๕ - รบกับเขมร สมเด็จพระบรมลำพงศ์ราชา เป็นผู้ที่ทำศึกกับกรุงศรีอยุธยาเพราะไม่รักษาไมตรีที่มีมาแต่ก่อน พระเจ้าอู่ทองจึงให้พระราเมศวรยกพลไปปราบขอมแปรพักตร์ถึง กรุงพระนครหลวง แต่พระราเมศวรไม่ชำนาญการศึกสงครามจึงเพลี่ยงพล้ำ พระเจ้าอู่ทองจึงเชิญขุนหลวงพงั่ว ไปเป็นแม่ทัพใหญ่จึงเอาชนะได้
ขุนหลวงพงั่วทำสงครามกับขอม ตั้งทัพล้อมเมืองอยู่นานถึง ๑ ปี จึงตีได้พระนครหลวงของขอม สมเด็จพระบรมลำพงศ์ราชาทิวงคตเมื่อเสียเมือง ทางกรุงศรีอยุธยาได้ตั้งพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมลำพงศ์ราชา ชื่อ ปาสัต ให้ครองกรุงกัมพูชา ให้เป็นเจ้าประเทศราชขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา
หมายเหตุ ความตามหนังสือพงศาวดารเขมร
๒) พ.ศ. ๑๘๙๗ - กองทัพกรุงศรีอยุธยาเข้ายึดเมืองชัยนาท (ชื่อเดิมเมืองพิษณุโลก) ได้ในระหว่างที่กรุงสุโขทัยเกิดจลาจลในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ แล้วให้ขุนหลวงพะงั่วควบคุมเมืองชัยนาทไว้ แต่หลังจากที่พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เสด็จขึ้นครองราชย์ จึงทรงแต่งเครื่องราชบรรณาการมาอ่อนน้อมขอเมืองชัยนาทบุรีคืน พระเจ้าอู่ทองจึงให้ขุนหลวงพะงั่วยกกองทัพกลับเมืองสุพรรณบุรี แล้วคืนเมืองชัยนาทให้
หมายเหตุ พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พญาลิไทย) เป็นโอรสของพญาเลอไทย (กษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งอาณาจักรสุโขทัย) ครองราชย์ระหว่างปี ๑๘๙๗-๑๙๑๑ (บางตำรา ๑๘๙๐-๑๙๑๙) แต่ในศิลาจารึกภาษาขอม (ศิลาจารึกหลักที่ 4) มีนามว่า พระบาทกะ-มะระเดง (กมรเตง) อัญศรีสุริยพงศ์ราม มหาธรรมราชา, พระบิดาได้แต่งตั้งให้พญาลิไทย เป็นมหาอุปราชไปครองเมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) ครองเมืองเชลียงอยู่ 7 ปี จนถึงจุลศักราช ๗๑๖ (พ.ศ. 1897) พระบิดาประชวรหนัก ในขณะนั้นเจ้าเมืองต่างๆ เช่น เมืองเชียงทอง, เมืองบ่างพราน, เมืองบางขลง, เมืองคณฑี, เมืองพระบางที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำปิงนั้นต่างแก่งแย่งชิงอำนาจกันเพื่อที่จะครองเมืองสุโขทัย พระมหาธรรมราชาที่ ๑ เสด็จพระราชดำเนินทัพเข้าประตูเมืองทิศพายัพปราบศัตรูหมู่ปัจจามิตรประหารผู้คิดมิชอบแล้วเสด็จขึ้นครองราชย์ (ปรากฎความในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วง)
ทรงสร้าง
๑) วัดพุทไธศวรรย์ (พ.ศ. ๑๘๙๖)
๒) วัดป่าแก้ว (พ.ศ. ๑๙๐๐)
๓) พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท (พ.ศ. ๑๘๙๓)
๔) พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท (พ.ศ. ๑๘๙๓)
๕) พระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท (พ.ศ. ๑๘๙๓)
สอบศักราชครองราชย์
ฉบับหลวงประเสริฐ - พ.ศ. ๑๘๙๓ ๑๙๑๒
ฉบับพระราชหัตถเลขา - พ.ศ. ๑๘๙๓ ๑๙๑๒
เกร็ดความรู้
๑) ตราประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (หอยสังข์ประดิษฐานในปราสาทใต้ต้นหมัน)
หลังจากพระเจ้าอู่ทองมาตั้งเมืองใหม่ที่ ตำบลหนองโสน ซึ่งแม่น้ำล้อมรอบทั้ง ๓ ด้าน (ยกเว้นด้านตะวันออก ซึ่งเป็นแม่น้ำป่าสักในปัจจุบัน) เมื่อขุดมาถึงใต้ต้นหมัน ได้พบหอยสังข์ทักขิณาวัฏ พระเจ้าอู่ทองทรงโสมนัสในศุภนิมิตนั้น จึงสร้างปราสาทน้อยขึ้นเป็นที่ประดิษฐานหอยสังข์ดังกล่าว
๒) พระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาท, พระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาท, พระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาท เป็นปราสาทไม้ทั้งหมด และสันนิษฐานว่าอยู่ในพื้นที่วัดพระศรีสรรเพชญในปัจจุบัน พระที่นั่งสร้างเป็นแบบก่ออิฐถือปูนในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
หมายเหตุ - สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงอุทิศเขตพระราชวังเดิม ซึ่งสร้างสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นเขตพุทธาวาสโดยสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์
๓) บึงพระราม สันนิษฐานว่ามีบึงใหญ่มีมาแต่ก่อนสร้างกรุงศรีอยุธยาแล้ว เดิมเรียกว่า หนองโสน หนองเดิมคงจะเล็กกว่านี้ ต่อมามีการสร้างกรุงศรีอยุธยา คงจะขุดเอาดินในหนองนี้ขึ้นมาถมพื้นวังและวัด พื้นที่ที่ขุดเอาดินมาได้กลายเป็นบึงใหญ่โตไป บึงนี้มีชื่อปรากฏในกฎมณเฑียรบาลว่า บึงชีขัน และต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่ เรียกว่า บึงพระราม
๔) ภูมิประเทศของกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1
บริเวณที่ตั้งกรุงศรีอยุธยานั้นเป็นจุดบรรจบของแม่น้ำสามสาย
๑) แม่น้ำป่าสักไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำลพบุรีด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
๒) แม่น้ำลพบุรีไหลลงมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลมาจากด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
แล้วไหลอ้อมลงใต้ จากนั้นจึงไหลวนขึ้นไปด้านตะวันออก ทำให้ลักษณะของเกาะเมืองด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้มีลักษณะเป็นคุ้งน้ำ
ตามข้อเท็จจริง
บริเวณที่ตั้งของเกาะเมืองก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะสถาปนาพระนครศรีอยุธยานั้น ยังไม่ได้มีสภาพเป็นเกาะอย่างในปัจจุบัน เพราะด้านตะวันออกของเกาะเมือง ตั้งแต่หัวรอไปจนถึงแหลมบางกะจะ หรือบริเวณป้อมเพชรและวัดพนัญเชิงในปัจจุบันยังไม่มีแม่น้ำป่าสักไหลผ่าน
สันนิษฐานว่าหลังจากพระเจ้าอู่ทองทรงสถาปนาพระนครศรีอยุธยา ก็โปรดให้มีการขุดคลองคูเมือง (เรียกว่า คูขื่อหน้า) เชื่อมลัด แม่น้ำป่าสักกับแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ก็มีการสร้างทำนบกั้นไว้ บริเวณที่เรียกว่า หัวรอ (หรือตลาดหัวรอในปัจจุบัน) เพื่อกันไม่ให้ แม่น้ำป่าสักและลพบุรีไหลเข้าคลองคูเมืองมากเกินไป เพราะตะกอนจากแม่น้ำที่ไหลมาจะทำให้คูเมือง (ด้านทิศตะวันออก) ตื้นเขินจนข้าศึกสามารถข้ามมาได้ง่าย แต่เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐ทำนบที่สร้างไว้พังทลาย จนแม่น้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรี ไหลเปลี่ยนทิศทางลงคลองคูเมือง เนื่องจากไหลสะดวกกว่า เพราะเป็นทางตรง มีผลทำให้
๑) แม่น้ำลพบุรี (ตอนเหนือของเกาะอยุธยา) ตื้นเขินจนกลายเป็นคลองเมือง
๒) คลองคูเมือง (ด้านทิศตะวันออก) ขยายกว้างขึ้น จนเป็นแม่น้ำป่าสักในปัจจุบัน
หมายเหตุ สันนิษฐานเช่นนี้เพราะว่า ปรากฏความในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ในรัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชา ใจความว่า
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๙๒๔ จอศก (พ.ศ. ๒๑๐๕) สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว (พระมหาธรรมราชา) ให้แต่งพระนคร ให้ขุดคูขื่อหน้าฝ่ายทิศบูรพา แต่ป้อมมหาชัยวังหน้า (พระราชวังจันทรเกษมในปัจจุบัน) ลงไปบรรจบบางกะจะ กว้างสิบวา ลึกสามวา แล้วให้ยกกำแพงออกไปริมน้ำขอบนอกพระนครบรรจบป้อมมหาชัย แต่ป้อมมหาชัยลงไปบรรจบป้อมเพชร
แต่ปรากฏความในพระราชพงศาวดารฉบับฉบับหลวงประเสริฐ สั้นๆ ว่า
ศุภมัสดุ จุลศักราช ๙๔๒ ขาลศก (พ.ศ. ๒๑๒๑) รื้อกำแพงกรุงพระนครออกไปตั้งถึงริมแม่น้ำ
หมายเหตุ ศักราชไม่ตรงกัน
nitee@powersupplysystems.com (IP:210.246.75.251)