ยานสำรวจ Huygens ผ่านม่านหนาทึบของ ดาวไททัน ลงจอดด้วยความสำเร็จเกินความคาดหมาย โพสต์เมื่อ:
07:30 วันที่ 16 ม.ค. 2548 ชมแล้ว:
46,862 ตอบแล้ว:
20
 (ภาพประกอบโมเสคของพื้นผิวดาวไททัน ถ่ายขณะยานอยู่เหนือพื้น 8 กิโลเมตร ประกอบจากภาพให้เป็นรูปรอบวง 360 องศา บริเวณทางซ้ายมือเป็นบริเวณหลังยาน Huygens แสดงถึงเขตต่อของบริเวณที่มีสีอ่อนกับบริเวณที่มีสีมืดๆ ที่เห็นเป็นทางขาวๆตรงเขตต่อนั้น อาจจะเป็น "หมอก" ไอของก๊าซมีเธนหรืออีเธน เมื่อยาน Huygens ร่อนลงพื้นด้วยร่มชูชีพ มีลมพัดด้วยความเร็วประมาณ 22-25 กิโลเมตร/ชั่วโมง ยานได้ผ่านที่ราบสูง ในส่วนกลางของภาพ แล้วร่อนลงสู่พื้นทางด้านขวา ที่เห็นเป็นสีคล้ำ แต่แรกนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า คงจะเป็นทะเลสาบซึ่งแทนที่จะเป็นน้ำ จะเป็นก๊าซเหลว แต่ตามแถลงข่าวในภายหลัง คาดว่า อาจจเป็นก๊าซเหลวแล้วแข็งตัวทีหลัง เพราะปรากฏว่า น่าจะเป็นพื้นแข็งๆมากกว่า)
ยานสำรวจ Huygens ถูกปล่อยจากยานคาซีนี่เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ได้ใช้เวลาเดินทางสามอาทิตย์ เพื่อพุ่งผ่านสำรวจบรรยากาศที่หนาทึบของ ดาวไททัน ซึ่งเป็นดาวบริวารของดาวเสาร์ แล้วใช้ร่มชูชีพชะลอความเร็วระหว่างเข้าบรรยากาศดาวไททัน เพื่อตกกระแทกพื้นอย่างไม่รุนแรงนัก โดยมีกล้องที่ใช้แบ็ตเตอรี่ที่มีเวลาจำกัด ให้ทำงานได้ในเวลาเพียงสามชั่วโมง ถ่ายรูปพื้นผิวของดาวไททันมาได้กว่า ๓๐๐ ภาพ นับเป็นความสำเร็จอย่างงดงามของการร่วมมือขององค์การอวกาศนาซาของสหรัฐ และองค์การอวกาศแห่งยุโรป เป็นครั้งแรกที่มียานอวกาศไปสำรวจดาวบริวารในระบบสุริยะนอกเหนือไปจากดวงจันทร์ของเรา
ยาน Huygens ได้ส่งภาพมาให้เราเห็นถึงพื้นโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ในภูมิอากาศอันหนาวยะเยือกถึง 290 องศาฟาเรนไฮต์ ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงมาจากการเปลี่ยนสถานะของก๊าซเหลวที่ยังอาจรวมกันเป็นแอ่งเหมือนทะเลสาบ และแม่น้ำลำคลองบนโลกเรา หากเต็มไปด้วยก๊าซพิษที่ควบแน่นในบรรยากาศที่หนาวจัดกลายเป็นของเหลว และน้ำแข็งที่ทำหน้าที่เหมือนหินบนโลกเรา
ดาวไททัน ซึ่งถูกค้นพบโดย นักดาราศาสตร์ชาวดัทช์ชื่อ Christian Huygens ในปี ค.ศ. 1655 ยานสำรวจนี้จึงเอาได้รับการตั้งชื่อตามเพื่อเป็นเกียรติแก่ Huygens ไททัน
เป็นดาวที่นักวิทยาศาสตร์อยากไปเห็นมากที่สุด ตั้งแต่ ยาน Voyager 1 บินผ่านแล้วถ่ายรูปส่งกลับมาเมื่อ ๒๕ ปีที่ผ่านมา
ไททัน เป็นดาวบริวารที่มีขนาดใหญ่กว่าดาวเคราะห์อย่าง พลูโต หรือดาวพุธเสียอีก และ ไททัน ยังเป็นดาวบริวารดวงเดียวเท่านั้น ในระบบสุริยะ ซึ่งมีชั้นบรรยากาศ อันประกอบไปด้วยก๊าซ มีเธน และไนโตรเจนเป็นหลัก นอกจากนั้น ก็ยังมีพื้นผิวที่ยังมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นักวิทยาศาสตร์ได้รอคอยเวลานี้มานานร่วม ๗ ปี เพื่อที่ยานแม่ คือยานคาซีนี่ ได้ใช้เวลาเดินทางจากโลกไปยังดาวเสาร์ และปล่อยยาน Huygens ลงไปสำรวจเช่นนี้ เพราะบรรยากาศอันหนาทึบของไททัน ทำให้ไม่มีเครื่องมือใดที่สามารถส่องทะลุลงไปเห็นพื้นได้อย่างละเอียด จนกระทั่งถึงการมาของ ยานคาซีนี่ (อ่านข่าว เลิกม่านไททันฯ) นักวิทยาศาสตร์ที่รอคอยพากันคาดว่า จะได้เห็นพื้นโลกอันแปลกประหลาดยิ่งกว่าหนังไซไฟ แต่กลับยิ่งแปลกใจไปกว่านั้นเสียอีก
องค์การอวกาศแห่งยุโรป ผู้สร้างยานHuygens ได้เสนอภาพแรกสามภาพที่ยาน Huygens ส่งกลับมา โดยภาพแรกถ่ายเหนือพื้น ๑๐ ไมล์ ภาพที่สอง เหนือพื้น ๕ ไมล์ และภาพสุดท้ายจากพื้นผิวดาวไททัน
ภาพเหล่านี้เผยให้เห็นพื้นดาวที่ประหลาดที่สุดในระบบสุริยะ เป็นภาพของพื้นที่เต็มไปด้วยหิน(ที่จริงแล้วเป็นน้ำแข็ง)น้อยใหญ่เต็มไปหมด และมีทางที่ดูเหมือนร่องน้ำลำธาร เหมือนพื้นที่ถูกของเหลวไหลผ่านแล้วกัดเซาะจนดูเหมือนทางน้ำบนโลก แต่ที่ดาวไททันแปลกไปต่างจากดาวอื่นๆในระบบสุริยะที่เราเห็นกันมาจากยานอวกาศต่างๆที่ไปสำรวจส่งภาพกลับมาก็คือ ไททัน ไม่มีร่องรอยหลุมอุกกาบาตขรุขระเต็มไปหมดเหมือนดาวที่มีพื้นผิวเป็นหินอื่นๆ เช่น ดวงจันทร์ของเรา ดาวอังคาร, ดาวศุกร์ หรือ ดาวพุธ แต่กลับคล้ายโลกมากกว่าที่มีร่องรอยของการกัดเซาะโดยของเหลวไหลผ่าน และยังแสดงว่า ก็เช่นเดียวกับโลก ดาวไททัน มีพื้นผิวที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้แผลเป็นจากการถูกอุกกาบาตถล่มใส่ในอดีต ถูกกลบลบเลือนไปหมด
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
1. โครงการ Cassini-Huygens แห่งองค์การอวกาศยุโรป
2. โครงการ Cassini-Huygens แห่งองค์การนาซา
3. ศูนย์ปฏิบัติการภาพถ่ายจากคาซีนี แห่ง มหาวิทยาลัย อริโซนา สหรัฐ
|
จำนวน 20 ความเห็น, หน้า่ | 1| - 2- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 16 ม.ค. 2548 (07:45)
 ภาพแรกจากยาน Huygens ขณะที่ Huygens กำลังร่อนลงจากสูงจากระดับพื้นผิว ๑๐ ไมล์ ใน resolution ๔๐ เมตรต่อ ๑ พิกเซล แสดงถึงทางระบายของเหลวที่เป็นระยะทางสั้นๆป้อมๆที่ไหลลงสู่ริมแอ่งของเหลว คล้ายๆกับลำธารไหลลงสู่ทะเลสาบบนโลก
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 16 ม.ค. 2548 (07:48)
 ภาพถ่ายขณะยานอยู่เหนือพื้น ๘ กิโลเมตร ที่ละเอียดลงมาหน่อย คือขนาด ๒๐ เมตรต่อหนึ่งพิกเซล ในบริเวณใกล้กับที่ยานจะลงจอดในภายหลัง แสดงถึงรอยต่อระหว่างริมฝั่งระหว่างพื้นที่เป็นของแข็งซึ่งสูงกว่าส่วนที่เป็นที่ราบหรือทะเลสาบที่มีสีคล้ำกว่า
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 16 ม.ค. 2548 (07:49)
ภาพที่ยังไม่ได้รับการตกแต่งหรือวิเคราะห์ของพื้นผิวไททัน ขนาดของก้อนหินอาจจะหลอกตาเพราะเลนส์กล้องทำห้วัตถุที่อยู่ใกล้ดูใหญ่มาก
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ม.ค. 2548 (07:50)
ภาพที่นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ขนาดของก้อนน้ำแข็งว่ามีขนาดเท่าไร ในตอนแรกความหลอกตาของภาพทำให้มองไปได้ว่า ก้อนที่อยู่ใกล้เป็นก้อนหิน(น้ำแข็ง)ขนาดใหญ่ แต่เมื่อวิเคราะห์ได้ขนาดที่แท้จริงดูแล้ว มันก็มีขนาดเท่าก้อนกรวดใหญ่ๆเท่านั้น ก้อนที่มีขนาด ๑๕ และ ๔ เซ็นติเมตร อยู่ห่างจากกล้อง ๘๕ ซม. สีของพื้นผิวดูคล้ำกว่าที่คาดไว้ สันนิษฐานว่า ประกอบด้วยน้ำ และ ไฮโดรคาร์บอน ที่แข็งเหมือนหิน ที่ฐานของแต่ละก้อน มีร่องรอยของการกัดเซาะเหมือนเคยมีของเหลวไหลผ่าน
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 16 ม.ค. 2548 (07:51)
ภาพเดียวกันจากภาพบน แต่สอดข้อมูลจากเครื่องวัดคลื่นแล้วปรับให้ใกล้เคียงกับสีธรรมชาติ บรรยากาศของดาวไททัน ประกอบด้วยสารประเภทเดียวกับอากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ จึงกรองแสงให้ดูออกแดงๆ
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 16 ม.ค. 2548 (08:25)
 (ภาพวาดแสดงให้เห็นถึงยาน Huygens ตอนลงแตะพื้น โดย NASA/JPL)
ภาพเหล่านี้ อาจจะดูมัวๆซัวๆไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ในสายตาของนักวิทยาศาสตร์ ที่อุทิศเวลาทั้งชีวิต ฝึกฝนศึกษาวิเคราะห์จากข้อมูลทุกกระผีก เพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติ ภาพเหล่านี้มีข้อมูลซ่อนอยู่มากมายมหาศาล ภาพมัวๆภาพเดียวก็ช่วยให้ทราบอะไรได้มาก แต่จริงๆแล้ว ยังมีภาพอีกสามร้อยกว่าภาพมาให้ศึกษาเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับ ไททัน อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และอาจจะให้ข้อสรุปต่างกันไปก็ได้
"มันอดไม่ได้น่ะครับ ที่สมองของเราจะเริ่มเสาะหาข้อสรุปตั้งแต่แรกเห็นภาพ" Martin Tomasko นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอริโซนา ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของอุปกรณ์ถ่ายภาพในยาน Huygens ขณะร่อนลงกล่าว "เราบอกไม่ได้ว่า บริเวณนี้ยังมีของเหลวขังอยู่ หรือมันซึมลงพื้นไปแล้ว แต่มันให้ความรู้สึกว่า พื้นที่ส่วนนี้ เคยมีของเหลวอยู่ไม่นานมานี้นี่เอง" เขาเสริม
ภาพสีในความเห็นที่ ๕ ข้างบนนี้ เป็นภาพที่ทีมของ Tomasko จัดทำขึ้น และเป็นผู้วิจัยขนาดของก้อนที่ดูคล้ายก้อนหินว่า จริงๆแล้วมันมีขนาดเท่ากับก้อนกรวดใหญ่เท่านั้นเอง และสันนิษฐานว่า รอบๆฐานของก้อนแข็งๆเหล่านั้น เหมือนกับมันตั้งอยู่บนพื้นที่ยุบลงไปจากการกัดเซาะโดยธารของเหลวที่ไหลผ่านไปเหมือนที่เราเห็นพื้นใต้ก้อนหินในลำธารบนโลก
Huygens ร่อนผ่านชั้นบรรยากาศของไททันด้วยเวลาทั้งหมด ๒ ชั่วโมง ๒๗ นาที ๕๐ วินาที แล้วตกกระแทกพื้นด้วยความเร็ว ๑๐.๑ ไมล์ต่อชั่วโมง และกระแทกด้วยแรงถึง ๑๕ จี แต่ชั่วเวลาสั้นๆเท่านั้น แรงกระแทกน้อคเซ็นเซ่อร์ตัวหนึ่งให้หยุดทำงาน แต่กลับมาทำงานใหม่ได้เองในชั่วเวลาสองสามนาทีเท่านั้น
Penerometer หรือส่วนแหลมๆใต้ยานทะลวงพื้นไป ๖ นิ้ว จากข้อมูลนี้บวกกับความเร็ว จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เอามาวิเคราะห์คุณสมบัติของพื้นผิวไททันได้ในภายหลัง นักวิจัยที่ทำงานเหล่านี้ สามารถสกัดความรู้ออกจากข้อมูลเพียงน้อยนิดมาได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อทีเดียว จากประสบการณ์การสำรวจอวกาศนับสิบๆปี
"จากข้อมูลที่เราได้มา คิดว่า พื้นผิวของไททัน จะมีเปลือกแข็งที่บางหน่อย ใต้ลงไปจะเป็นมวลสารที่มีความหนาแน่นสม่ำเสมอ" John Zarnecki หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาการลงจอดของยานกล่าว "จากแรงปะทะอย่างนี้ - ขอออกตัวก่อนนะครับว่า เรายังไม่ได้สรุปว่ามันประกอบด้วยสารอะไร เพียงแต่ยกเอาตัวอย่างที่เห็นบนโลกมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ง่ายๆเท่านั้นเอง - ผมว่ามันคล้ายๆกับจะเป็นวัตถุคล้ายๆทรายหรือดินเปียกๆบนโลกน่ะครับ" Zarnecki เสริม
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 ม.ค. 2548 (10:09)
 (ภาพวาดของยาน Huygens ขณะร่อนลงด้วยร่มชูชีพผ่านบรรยากาศของ ไททัน ที่เป็นสีออกส้มๆขุ่นๆ ที่ประกอบด้วยก๊าซพวกไฮโดรคาร์บอน และไนโตรเจน ภาพโดยองค์การอวกาศยุโรป European Space Agency - ESA)
ยาน Huygens ตรวจวัดตัวอย่างของบรรยากาศบนไททันในขณะที่ร่อนลงด้วยความเร็วประมาณ 25 กม./ชม. ในชั้นระหว่าง 19.2 ถึง 9.6 กม.เหนือพื้นผิว ได้พบชั้นเมฆที่ประกอบด้วยมีเธนอยู่ในระดับระหว่าง 17.6-19.2 กม.เหนือพื้น และมีความกดดันของบรรยากาศที่ 7.3 ปอนด์/ตร.นิ้ว นอกจากนี้ Huygens ยังมีไมโครโฟนไว้บันทึกเสียงของบรรยากาศ หรือเสียงลมพัดผ่านไปด้วย ส่วนอุณหภูมิของบรรยากาศ อยู่ที่ 70.5 องศาเคลวิน หรือ -203 องศาเซลเซียส ในขณะที่เมื่อลงจอดแล้ว อุณหภูมิที่พื้นผิวอุ่นขึ้นมาหน่อย คืออยู่ที่ 93.8 องศาเคลวิน หรือประมาณ -180 องศาเซลเซียส
ยาน Huygens มีเครื่องมือวิทยุใน S-band ที่จะถ่ายทอดข้อมูลการบิน และข้อมูลวิทยาศาสตร์มายังยานคาซีนี่ที่บินผ่านเหนือฟ้า โดย Huygens จะสั่งให้ยานคาซีนี่เปิดเครื่องรับฟังสัญญาณจากตัวเอง เพื่อให้ยานคาซีนี่ส่งต่อมายังโลกในที่สุด โดยแบ่งคลื่นการถ่ายทอดเป็นสองช่อง ช่องหลักคือ ช่อง A ถ่ายทอดข้อมูลเสียง ความเร็วของลม และครึ่งหนึ่งของภาพถ่ายจากกล้อง ส่วนช่อง B ส่งอีกครึ่งหนึ่งของภาพถ่าย
แต่ด้วยความผิดพลาดของโปรแกรมบังคับเครื่องวิทยุ ยานคาซีนี่ไม่ได้รับสัญญาณให้เปิดช่อง A จากยาน Huygens เลย จึงได้แต่ส่งข้อมูลที่ได้รับจากช่อง B เท่านั้น ตามข้อแถลงทางการขององค์การอวกาศยุโรป
"เราก็เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ซึ่งต้องเรียนจากประสบการณ์ตัวเองเหมือนกันนั่นแหละครับ" David Southwood ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ขององค์การอวกาศยุโรปกล่าวต่อผู้สื่อข่าว "เราจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาเพื่อค้นหาว่า เราพลาดตรงไหน ผมจะไม่กล่าวอะไรมากไปกว่านี้ ไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นการชี้นิ้วโทษใครต่อใครไปลอยๆเท่านั้นเอง ก่อนหน้านี้ มีข่าวออกมาอย่างผิดๆว่า เป็ฯความผิดพลาดองค์การที่รับผิดชอบอีกองค์การหนึ่ง" (ซึ่งก็คือนาซาเท่านั้น) "ไม่จริงนะครับ มันเป็นความรับผิดชอบของ ESA เท่านั้นแหละครับ"
ตามแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของ ESA ก่อนหน้านี้ ได้รับว่า คำสั่งเปิดช่อง A เป็นซอฟท์แวร์ของ Huygens ที่ ESA เป็นคนออกแบบและจัดทำขึ้น แล้วส่งให้นาซาโหลดขึ้นใส่ระบบคอมพิวเต้อร์บนยานคาซีนี นาซามีหน้าที่รับซอฟท์แวร์มาแล้วโหลดขึ้นไปเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนออกแบบหรือเขียนแต่อย่างไร
"ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า คำสั่งตรงนั้นไม่ได้มีอยู่ในซอฟท์แวร์ แต่ผมไม่มีความเห็นอะไรมากกว่านี้ เพราะจุดประสงค์ในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาก ก็เพื่อหาคำตอบและบทเรียนในครั้งนี้ แล้วผมก็ไม่อยากทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเลยครับ" David Southwood สรุป
Tomasko เล่าว่า ในตอนแรกมีการถกเถียงหาข้อดีข้อเสียกันว่า จะแยกสองช่องให้ต่างส่งข้อมูลซ้ำกัน จะได้เผื่อเวลามีตัวใดตัวหนึ่งไม่ทำงาน แต่ในที่สุด ก็ตกลงกันว่า เผื่อฟลุ้คไม่มีอะไรเสียหาย แยกกันส่งสองช่อง จะได้เพิ่มจำนวนภาพขึ้นมาถึงเท่าตัวทีเดียว คือแต่ละช่องจะส่งภาพได้ทั้งหมด ๓๕๐ ภาพ ถ้าโชคดีเครื่องทำงานครบถ้วน ก็จะได้ภาพรวม ๗๐๐ ภาพ แทนที่จะเป็น ๓๕๐ ภาพมาสองชุด
"มันก็อาจจะมีจุดดำในภาพโมเสคที่เราเอามาปะติดปะต่อกันบ้างอยู่ครับ" Tomasko กล่าว "แต่จริงๆแล้วทั้งสองช่องก็ถ่ายภาพเดียวกันไว้มากอยู่ พอที่จะเอามาประกบกันให้ได้ภาพดีๆได้มากทีเดียว แต่ต้องรอหน่อยนะครับ เพราะการทำภาพประกอบโมเสคนี่มันต้องใช้เวลาหน่อย"
แม้จะไม่ได้ข้อมูลการวัดความเร็วของลมไปหมด แต่ด้วยความอุตสาหะพยายามอย่างสุดฤทธิ์ของฝ่ายควบคุมภาคพื้นดิน ก็อาศัยข้อมูลที่มีสัญญาณเบาบางมาก จากสัญญาณส่งจาก Huygens มาประยุกต์ให้ได้ข้อมูลของลมที่พัดขณะที่ Huygens เคลื่อนผ่านไป ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนพยายามฟังสัญญาณจากโทรศัพท์มือถือ ที่อยู่ห่างออกไปถึง ๑,๒๐๐ ล้านกิโลเมตร โดยหอดูดาวด้วยคลื่นวิทยุ ถึง ๑๘ แห่ง รับสัญญาณวิทยุทั่วโลก สัญญาณที่ได้มา แม้จะไม่แม่นยำเหมือนสัญญา doppler ที่สูญไป แต่ก็ดีกว่าไม่มีมากทีเดียว
Leonid Gurvits นักวิจัยจากสถาบันระหว่างชาติ Joint Institute for Very Long Baseline Interferometry ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์กล่าวว่า ทีมของเขา รับสัญญาณที่มีค่าความคลาดเคลื่อเพียง หนึ่งเมตรต่อวินาที ถ้าเอามาเปรียบเทียบกับระยะทางของ Huygens จากโลก ซึ่งห่างกันถึง ๗๕๐ ล้านไมล์ทีเดียว ก็นับว่าได้ข้อมูลที่คุณภาพดีใช้ได้ทีเดียว
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 20 ม.ค. 2548 (07:03) ภาพไม่ขึ้นมาครับ ตามไปที่ ESA Portal ก็ไม่มีภาพ ลองเช็คดูนะครับ
ถ้าเป็นเพราะเครื่องของผมก้ขออภัย man2sorrow@yahoo.com (IP:61.91.133.235,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 20 ม.ค. 2548 (09:33)
ขอบคุณมากค่ะที่กรุณาบอก ดีใจจังเวลาใครอ่านแล้วตามลิ้งค์ไปต่อน่ะค่ะ แต่เอ ดิฉันเปิดมาก็เห้นภาพเลยนี่คะ แล้วคลิกลิ้งค์ของ ESA ก็ขึ้นมานี่คะ ไม่ทราบช่วงที่คุณเข้าอาจจะมีคนใช้เน็ตเยอะรึเปล่านะคะ บางทีถ้าคนใช้มากๆแล้วสายอืดก็เป็นได้ค่ะ ลอง refresh อีกทีนะคะ ไฟล์เสียงมันอาจจโหลดช้าหน่อยก็ได้ค่ะ
นักวิทยาศาสตร์แห่งศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน ที่เมืองดามสตาด ในประเทศเยอรมันนี อดตาหลับขับตานอนเพื่อเร่งโหลดข้อมูลมาเป็นภาพให้เราดูกัน วันนี้เค้าเพิ่งทำอนิเมชั่นใหม่ เป็นภาพที่ยานฮอยเก้นส์ถ่ายตอนร่อนลงตั้งแต่อยู่เหนือพื้น ๑๕๒ กม. ช่วงแรกจะเห็นมัวๆเพราะกำลังผ่านเมฆ จนเมื่ออยู่สูงจากพื้น ๓๐ กม. ก็เริ่มเห็นพื้นแล้วค่ะ และจะเห็นว่าพื้นค่อยๆหมุนควง เป็นเพราะยานหมุนตัวไปด้วยลมที่ปะทะร่มชูชีพน่ะค่ะ คลิกดูได้ที่นี่เลยนะคะ http://www.esa.int/SPECIALS/Cassini-Huygens/SEM5YW71Y3E_1.html#subhead1
และเค้าประเมิณว่า ยานคงตกลงมาจอดอยู่ในบริเวณที่ขีดวงสีขาวไว้ในภาพนี้ค่ะ
|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 22 ม.ค. 2548 (15:50) ขอบคุณมากครับ สำหรับข้อมูลความรู้ดีๆ แบบนี้ Brightov (IP:195.113.26.24,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 23 ม.ค. 2548 (20:53) ขอบคุณครับที่เอาข่าวที่น่าสนใจมาฝาก
ผมสงสัยว่า อย่างดวงจันทร์ของเราไม่มีบรรยากาศ แต่ไททันกลับมี
นี่เป็นเพราะว่า ไททันใหญ่กว่าดวงจันทร์ของโลกหรือว่าเพราะมันเย็นจัดจนบรรยากาศไม่หนีไปหมด หรือเพราะอย่างอื่นครับ
ลิ้งค์ http://www.esa.int/esaCP/SEM85Q71Y3E_index_0.html
เข้าได้ครับ
และผมโหลดเสียงมาฟังได้ เป็นเหมือนเสียงคลื่นกระทบฝั่ง อย่างกับมีพายุพัดอยู่ที่ไททัน
มันโดยแดดน้อยมาก เอาพลังงานที่ไหนมาทำเป็นคลื่นหรือเสียงได้อย่างนี้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 24 ม.ค. 2548 (12:45) เจ๋งจิงๆค่ะ เด็กอยากเก่ง (IP:221.128.97.29,192.168.1.222,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 24 ม.ค. 2548 (14:28) มันมีกลไกทั้งทางเคมี ฟิสิกส์ ที่ต่างกันมากค่ะ อาจารย์นิรันดร์ ดาวเคราะห์ในๆกับดาวเคราะห์นอกๆได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์ต่างกันไปอย่างที่อาจารย์สังเกตค่ะ พลังงานที่ต่างกันนี้ เป็นตัวสำคัญที่กำหนดให้มีความแตกต่างกันทางโครงสร้างทางเคมีมากๆ
มันไม่ได้อาศัยแรงดึงดูดอย่างเดียวมารักษาก๊าซมีเธนไว้ในบรรยากาศของไททันน่ะค่ะ และบนดวงจันทร์ของเราอุณหภูมิสูงกว่ามากๆ ทำให้สถานะของสารบนดวงจันทร์กับบนไททันมันต่างกันมากๆ ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้อ่านวิวัฒนาการของบรรยากาศโลกอย่างย่อๆ ใน เรื่อง บรรยากาศโลก ตอนที่ ๒ แล้วยังคะ ถ้ายังขอเชิญก่อนนะคะ เพราะจะบอกไว้ว่า ก๊าซในบรรยากาศ มาจาก เนื้อในของดาว เองค่ะ กลไกทางฟิสิกส์มันก็ขึ้นกับพลังงานจากดวงอาทิตย์ และพลังงานภายในของดาวเอง ทางฟิสิกส์ ก็ต่างกันที่ ระยะทางจากดวงอาทิตย์ มากำหนดระดับพลังงานที่ต่างกัน ทางเคมี ก็คือส่วนประกอบของดาวเคราะห์วงใน กับดาวเคราะห์วงนอกนั้น มาจากวัตถุต่างกัน (แต่สาเหตุก็มาจาก ความแตกต่างของระยะทางอีกนั่นแหละค่ะ) นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า โลกของเราในยุคแรกๆ(ตามที่เล่าไว้ในบทความในลิ้งค์น่ะค่ะ) ก็มีสภาพคล้ายๆกับที่เป็นในดาวไททันตอนนี้ แต่เรายังไม่มีภาพชัดนักว่า โลกเราผ่านกระบวนการอะไร ทำให้เป็นไปอย่างนี้ เราถึงอยากไปหาข้อมูลจากไททันไงคะ
หลายๆอย่างเราไม่มีห้องแล็บมาสร้างเพื่อทดลองติดตามดูได้ ข้อมูลก็ยังน้อยมาก ที่ได้มาก็ยังต้องอาศัยเวลาอีกนานกว่าจะวิเคราะห์ตีความกันได้ ดิฉันเลยยังไม่อยากสรุปอะไรลงไปนะคะ ต้องขออภัยด้วยค่ะ
ตอนนี้ดิฉันมีความจำกัดมากกว่าเดิมมาก ในการมาใช้คอมพ์ เลยต้องขออนุญาตทำในสิ่งที่พอจะมีกำลังทำได้ในชิ้นที่ไม่ใหญ่เกินไปน่ะค่ะ ถ้าจะให้อธิบายเรื่องความแตกต่างพวกนี้ คงต้องว่ากันยาวค่ะ พอดีตอนนี้อยากจะหาโอกาสอัพเดตข้อมูลจาก ยาน Huygens ก่อนนะคะ ต้องขออภัยด้วยค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 24 ม.ค. 2548 (19:31) ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ถ้าเราพยายาม ben (IP:202.143.130.51,192.168.1.150,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 16 ก.พ. 2548 (18:01) ไททัน ดวงจันทร์ของดาวเสาร์กับความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิต
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 4 มี.ค. 2548 (22:28) ทุกคนเก่งมากค่ะ กุญแจ (IP:203.144.134.83,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 9 พ.ค. 2548 (17:33) อยากทราบว่าทำไมถ่ายภาพเป็นภาพสีไม่ได้ครับ มุมบน (IP:203.151.140.117,203.113.61.100,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 14 ก.ค. 2548 (20:10) มันดูแบบว่าน่าเหลือเชื่อและน่าสนใจมากเลยค่ะ ไม่เคยลองศึกษา พอดี searchมาเจอลองเข้ามาดู คิดว่ามันยอดเยี่ยมมากเลยค่ะ เต้าหู้ (IP:203.151.140.120,203.113.41.4,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 6 พ.ค. 2550 (23:04) อยากให้ไปอยู่ได้ครับ pjr@thaimail (IP:203.144.140.250)
|