คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
ถามคำถามเกี่ยวกับเรื่อง งานและ พลัง งาน หน่อยครับ
โพสต์เมื่อ: 15:39 วันที่ 1 ก.พ. 2548         ชมแล้ว: 3,089 ตอบแล้ว: 19
คือผม มีโจทย์ข้อ นึงใน หนังสือ ครับ สงสัย มากๆ โจทย์ ว่างี้นะครับ
วัตถุมวล 10 Kg มีความเร็วต้นค่าหนึ่ง เคลื่อนที่ขึ้นบนพื้นเอียงทำมุม30องศากับแนวระดับ ได้ระยะทาง 3 m จึงหยุดนิ่ง ถ้าพื้นเอียงไม่มีความเสียดทานจงคำนวณ หา ความเร็วต้นของวัตถุ (กำหนด g = 10 m/s^2)
ใน หนังสือ เค้าให้ กฏ อนุรักษ์ พลังงานเลยอะครับ ผมเลย สงสัย ว่า มัน มี แรง mgsin30 ดึงลงด้วยไม่ใช่เหรอ
ในหนังสือนะครับ คิดอย่างนี้ พลังกลรวม1=พลังงานกลรวม2
แต่ผมว่า คิดอย่างนี้ มากกว่านะครับ
งานของmgsin30=พลังงานกลรวม2-พลังงานกลรวม1
ไม่ทราบ ว่าผม เข้าใจผิด ตรงไหนหรือ เปล่า ขอคำชี้แนะด้วยค๊าบ หรือ ใครมีโจทย์ให้ผม ฝึก ทำก้อเอามาลงได้เลยนะค๊าบ(ชอบทำโจทย์ =_=")
12414


Nupe เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 103 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 19 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 ก.พ. 2548 (21:06)
เอ๋.... ผม ถามแบบ งง ป่าวคับ ไม่เหนมีคนตอบเลย
Nupe เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 103 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 2 ก.พ. 2548 (11:33)
ถ้าคุณ Nupe มองย้อนหลังถึงสิ่งที่คุณเรียนจะพบว่าเป็นดังนี้
1) เริ่มจากกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 2 ของนิวตัน คือแรงเท่ากับอัตราการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม หรือในกรณีมวลคงตัว แรงเท่ากับมวลคูณความเร่ง เพียงแค่จากกฎข้อที่ 2 โดยตรงนี้ก็ทำโจทย์ได้มากมายแล้ว แต่ไม่ได้ทั้งหมดและโจทย์บางประเภทไม่สะดวกที่จะใช้กฎข้อที่ 2 โดยตรง

2) เมื่อใช้เวกเตอร์และแคลคูลัสอย่างง่ายเข้าไปในกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 2 พบว่ามีความสัมพันธ์ของปริมาณที่เรียกว่า “งาน” และปริมาณที่เรียกว่า “พลังงานจลน์” คือ

งานที่กระทำบนวัตถุ = พลังงานจลน์ของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไป

ก็คือที่เรียกกันว่า หลักของงาน-พลังงานจลน์ นั่นเอง โดยงานที่ทำบนวัตถุเป็นงานของแรงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแรงอนุรักษ์หรือไม่อนุรักษ์ ในวิชากลศาสตร์ระดับที่พวกคุณเรียนนี้แรงที่เป็นแรงอนุรักษ์มีแรงโน้มถ่วงและแรงสปริง
ส่วนแรงไม่อนุรักษ์ที่เจอบ่อยที่สุดคือแรงเสียดทาน

จากหลักของงาน-พลังงานจลน์ ช่วยให้ทำโจทย์บางประเภทได้สะดวกขึ้น (ประเภทที่รู้แรงเป็นฟังก์ชันของตำแหน่ง)

3) แม้หลักของงาน-พลังงานจลน์ สามารถใช้ได้อย่างกว้างขวาง แต่สามารถปรับปรุงให้สะดวกขึ้นอีก ซึ่งทำได้เนื่องจากว่างานของแรงอนุรักษ์นั้นไม่ขึ้นกับเส้นทางที่แรงเคลื่อนที่ แต่ขึ้นกับจุดเริ่มต้นและจุดสุดท้ายเท่านั้น จึงทำให้เรานิยาม “พลังงานศักย์” ของแรงอนุรักษ์ขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ และเมื่อเรานิยาม “พลังงานกล” ว่าคือพลังงานจลน์บวกพลังงานศักย์ แล้ว มาถึงขั้นนี้ก็ปรับปรุงหลักของงาน-พลังงานจลน์ ได้เป็นว่า

งานของแรงอื่นๆ(ยกเว้นแรงอนุรักษ์)ที่ทำบนวัตถุ = พลังงานกลของวัตถุที่เปลี่ยนแปลงไป

พึงระลึกว่า “พลังงานศักย์” เป็นสมบัติของระบบ ไม่ใช่สมบัติของอนุภาคตัวเดียว ตัวอย่างเช่น เมื่อเรากล่าวว่า “พลังงานศักย์โน้มถ่วงของก้อนหิน” จริงๆแล้วคือพลังงานศักย์ของระบบที่ประกอบด้วยก้อนหินและโลก ซึ่งก็คืองานของแรงโน้มถ่วงที่ทำต่อก้อนหินนั้นเราคิดเป็นพลังงานศักย์โน้มถ่วงแทน (เนื่องจากโลกใหญ่กว่าก้อนหินมากจึงถือว่าโลกอยู่นิ่ง ดังนั้นงานของแรงที่ก้อนทำต่อโลกตัดทิ้งได้)

4) บ่อยครั้งที่งานของแรงอื่นๆ(ยกเว้นแรงอนุรักษ์) ที่ทำบนวัตถุ มีค่าเป็นศูนย์ ในกรณีนี้พลังงานกลของระบบจะคงตัว หรือที่เรียกกันว่า “กฎการอนุรักษ์พลังงานกล” นั่นเอง

ตำราทั่วไปมักไม่เน้นให้ตระหนักว่า พลังงานศักย์เป็นสมบัติของระบบ บางครั้งจึงทำให้ผู้เรียนสับสน เช่นในกรณีของคุณ Nupe เป็นต้น

ถ้าเราไม่มองว่าวัตถุกับโลกเป็นระบบเดียวกัน คือมองว่าโลกออกแรงโน้มถ่วงกระทำต่อวัตถุ ซึ่งถ้ามองอย่างนี้เมื่อใช้หลักของงาน-พลังงานจลน์ จะได้ว่า

งานของmgsin30 = พลังงานจลน์2 - พลังงานจลน์1

สังเกตดูว่าไม่ใช่

งานของmgsin30 = พลังงานกลรวม2 - พลังงานกลรวม1

ที่คุณNupe เขียนนะครับ

ในโจทย์ข้อนี้งานของแรงอื่นๆ(แรงที่พื้นเอียงทำต่อวัตถุในแนวตั้งฉากกับพื้นเอียง โดยยกเว้นแรงโน้มถ่วงซึ่งเป็นอนุรักษ์) ที่ทำบนวัตถุ มีค่าเป็นศูนย์ เราจึงมองวัตถุกับโลกเป็นระบบอันหนึ่งและใช้กฎการอนุรักษ์พลังงานกลได้ว่า

พลังกลรวม1 = พลังงานกลรวม2

เป็นเรื่องดีที่คุณ Nupe ชอบฝึกทำโจทย์ แต่ผมว่าก่อนทำโจทย์คุณ Nupe ควรมองภาพให้ออกก่อนว่าเรากำลังทำอะไร
ควรตอบคำถามได้ว่าทำไมเราจึงทำเช่นนี้ มีเหตุผลทางฟิสิกส์อย่างไรเราจึงทำเช่นนี้ ตัวอย่างเช่น ควรรู้ว่าทำไมโจทย์ข้อนี้เราจึงใช้กฎอนุรักษ์พลังงานกลได้ เป็นต้น
ธีระพันธุ์ (IP:202.12.73.11,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 2 ก.พ. 2548 (11:36)
แรง mg sin theta เป็นแรงย่อยของแรง mg ซึ่งเป็นแรงอนุรักษ์ที่ได้รวมอยู่ในการคิดพลังงานแล้ว คุณจึงไม่ต้องเอา แรง mg sin theta มาใช้ร่วมคำนวณกฎอนุรักษ์พลังงานอีก เพราะเมื่อเอามาใช้ก็จะเป็นการคิดแรงเดียว ซ้ำสองหนก็ผิดครับ

ส่วนโจทย์แบบฝึกหัด หาซื้อได้ทั่วไปอยู่แล้ว ในห้องสมุดก็น่าจะมีอยู่แยะไป
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12073 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 779 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 2 ก.พ. 2548 (20:49)
โอ้ เข้าใจ แจ่มแจ้งมากๆๆๆเลยครับ ขอบคุณมากๆเลยครับ
ไม่ได้ว่า อ.ที่ สถาบันนะครับ คือ อ่านในเว๊ปนี้ ผมเข้าใจดีกว่า อีกอะ ผมอยู่ ปวช ของ ส.จ.พ. อะครับ สอนแบบมหาลัย คือ พูดไปเรื่อยๆอะครับ เลยไม่เข้าใจเท่าไหร่=_=" ไม่ทราบว่า คุณธีระพันธุ์ นี่เปน อาจารย์ อยู่หรือเปล่า ครับ สอน อยู่ที่ ร.ร. อะไรครับ อยากไปเรียนจังเลย
Nupe (IP:61.90.56.189,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 2 ก.พ. 2548 (21:08)
ผมเป็นครูสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง ปัจจุบันนี้เป็นดินแดนแห่งความเครียด ไม่สะดวกที่จะออกไปไหนมาไหน จึงได้มาระบายความเครียดในเว็บนี้
ธีระพันธุ์ (IP:203.151.193.66,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 2 ก.พ. 2548 (22:55)
อย่างนี้ลูกศิษย์ ของ อาจารย์ ต้อง เก่งมากแน่ๆ
อยากให้มีอาจารย์แบบนี้เยอะๆจังเลย
คิดดูว่า ระบบการศึกษาจะดีแค่ไหน
Nupe (IP:61.90.56.189,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 3 ก.พ. 2548 (08:55)
เวลาที่อาจารย์สอน ก็คงบอกกันไปเรื่อย ๆ ไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไรหรอกครับ
ตอนที่คุณ Nupe เรียนกับอาจารย์ที่สถาบันฯ คุณได้ตั้งคำถามให้อาจารย์ได้ตอบแบบเดียวกับที่คุณเข้ามาถามบนเว็บบอร์ดบ้างหรือเปล่าครับ
ถ้ายังไม่เคย ผมแนะนำว่า ลองทำดูสิครับ
ความรู้สึกดี ๆ ก็จะตามมาเป็นขบวน

ปัญหาอันหนึ่งที่เกิดขึ้นกับการศึกษาไทยก็คือ เมื่อเด็กเรียนไม่เข้าใจแล้ว กลับอ้ำอึ้ง เก็บความไม่เข้าใจไว้ ไม่ถามอาจารย์ผู้สอน
อาจารย์ก็ไม่รู้ว่าเด็กไม่เข้าใจ ก็นึกว่าคงเข้าใจทั้งหมด ก็สอนตลุยไปเรื่อย ๆ

อาจารย์ธีระพันธุ์มีความเห็นกับเรื่องที่ผมว่านี้อย่างไรครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12073 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 779 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 ก.พ. 2548 (10:28)
จริงครับ จริงอย่างที่อาจารย์นิรันดร์ว่านั่นแหละ เวลาอาจารย์สอนก็บอกกันไปเรื่อยๆนั่นแหละ ผู้เรียนจะได้รับความรู้เต็มๆก็ต่อเมื่อต้องไตร่ตรองดูเอง เกิดความสงสัย แล้วไปถามผู้สอน
จึงจะได้คำตอบที่ตรงประเด็นตามต้องการ

นักศึกษาที่ผมสอนแทนที่จะถามผม กลับเป็นว่าผมต้องคอยตั้งคำถามให้ตอบเพื่อที่จะได้คิดไปด้วย ทำไปทำมากลายเป็นว่าผมสอนวิชาไหน ถ้าไม่ใช่วิชาบังคับ มีนักศึกษาน้อยคนที่จะลงเรียน
ธีระพันธุ์ (IP:203.151.193.66,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 3 ก.พ. 2548 (12:36)
มาคุยกับอาจารย์หน่อยนะคะ

ดิฉันว่า เวลาอยู่ในห้องเรียน นักเรียนไม่ค่อยกล้าถามหรอกค่ะ อย่าว่าแต่เด็กไทยเลย เด็กฝรั่งก็เป็นค่ะ คิดว่าเพราะกลัวเพื่อนเค้ารู้ว่าล้าหลังอยู่คนเดียว แล้วจะเป็นปมด้อยน่ะค่ะ นี่ไม่ได้ว่าเจ้าของกระทู้จะเป็นอย่างนั้นนะคะ

วิชาฟิสิกส์ที่เป็นวิชาบังคับ ป.ตรีของสาขาวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมนี่ มีคนลงเยอะ เรียนห้องเล็คเช่อร์ใหญ่ๆนักเรียนหลายร้อย มาจากหลายๆเมเจ้อร์ แบบนั้นยิ่งไม่มีคนกล้าถามใหญ่เลยค่ะ อาจารย์ฝรั่งก็เหงาปากกันเป็นแถวเลยแหละค่ะ พอมีใครถามขึ้นมาหน่อย ก็มักจะถูกหัวเราะทำนองว่าถามอะไรโง่จัง แต่พวกที่หัวเราะน่ะ เอาจริงๆก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกันนั่นแหละค่ะ

ที่ดิฉันเรียนมาส่วนมาก มีนักเรียนหญิงน้อยมาก ยิ่งเป็นผู้หญิงถามละยิ่งโดนโห่หนักเลยค่ะ แล้วอย่างนี้ใครจะกล้าถามล่ะคะ แต่ดิฉันเป็นคนไม่กลัวใครโห่ สงสัยก็ถาม อาจารย์ที่เหงาปากมานานก็ทุ่มตอบเต็มที่ มาใหม่ๆก็ตะลึง เพราะตกใจที่ถามแล้วไม่โดนดุเหมือนอยู่เมืองไทยน่ะค่ะ(เคยโดนดุมาเยอะค่ะ แต่ไม่สะเทือนเสียอย่าง เหอๆๆ) มาเรียนเมืองนอก เลยบ่ยั่นเรื่องโดนโห่ ทั้งโห่ทั้งฮาเลยแหละค่ะ

เด็กวัยรุ่นๆนี่เซ้นซิทีฟเรื่องโดนเพื่อนโห่มากทีเดียวแหละค่ะ มันเลยเป็นสาเหตุใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าถามกันมากกว่าค่ะ แล้วพวกที่โห่ๆไปนั่น ไม่ใช่ว่าตัวรู้ดีหรอกนะคะ ไปโห่เพราะเห็นเค้าทำตัวแปลกจากตัวเองไปต่างหาก
พวงร้อย เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1144 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 220 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 3 ก.พ. 2548 (15:09)
ผมว่า พอมีเว็บบอร์ดนี่ ช่วยลดฃ่องว่างลงได้มากเชียวนะครับ คุณพวงร้อย
เด็กที่ไม่เคยถามอะไรเลย ก็มาตั้งหน้าตั้งตาถามกัน
ขอบคุณที่มีเว็บบอร์ด ดี ๆ อย่าง วิชาการด็อทคอม
ขอบคุณที่มีคนใจดีอย่างคุณพวงร้อย อาจารย์ธีระพันธุ์ คุณ Its me คุณโก๋แก่ และอื่น ๆ อีกมากที่ทำให้เด็กกล้าซักถามและได้ความรู้ที่ตัวเองต้องการกลับไป

ขอบคุณทุก ๆ ท่านครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12073 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 779 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 7 ก.พ. 2548 (23:59)
คือว่า ผมคิดว่านะครับ ที่เด็กไทย ไม่กล้า ถาม คำถาม หรือไม่กล้าแสดงออก นั้น รากของ ปัญหา น่าจะมาจาก วัฒนธรรมของชาติไทย นะครับ ที่ต้องให้เคารพ ผู้ใหญ่และให้เกียติเสมอ เช่น เวลา เราแสดงความคิดเห็นที่มัน เกินวัยไปก็จะโดนว่า"แก่แดด"ซึ่งผมไม่ได้หมายความว่า วัฒนธรรมตรงนี้ไม่ดีนะครับ แต่ ผมเคยอ่านเจอ ข่าวๆ หนึ่ง ซึ่งเป้นข่าวที่ เด็ก อายุ 10 กว่าปี เนี่ยแหละ ฟ้องร้อง พ่อแม่เพื่อขอ เงิน ค่าขนมเพิ่ม ผมอ่านก็รู้สึก อึ้งอยู่เหมือนกัน ว่าเด็กต่างประเทศเค้ากล้าขนาดนี้เลยเหรอ(มีทนายให้เด็กด้วยนะครับ) ซึ่งแบบนี้มันกล้าแสดงออกก็จริง แต่ไม่สร้างสรรค์ อะครับ แต่มองโดยภาพรวมแล้วเด็กต่างประเทศเค้ามีความกล้าแสดงออกมากกว่าไทยนะครับ(ถึงแม้จะไม่ค่อยสร้างสรรค์) ย้อนกลับมามองเด็กไทย ผมยอมรับเหมือนกันนะครับ ว่า ไม่ค่อยกล้าถามคำถามเหมือนกัน เหตุผลหลักๆของผม ก็คือ กลัวคำถาม มัน จะงี่เง่าไปอะครับ งี่เง่าในที่นี้หมายถึง เป็นคำถามอะไรที่มันง่ายๆไปอะครับ แล้วกลัว อาจารย์จะถามตอบว่า "เอ๊าที่อธิบายไปทั้งหมดไม่เข้าใจเรอะ"(เหตุผลค่อนข้าง งี่เง่าไปหน่อยนะครับ=_=")
Nupe (IP:61.91.255.212,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 8 ก.พ. 2548 (09:02)
พออ่านความคิดเห็นคุณพวงร้อย ก็ให้คิดถึงเพื่อนคนหนึ่งตอนผมเป็นเด็กนักเรียน
ชื่อขึ้นด้วยตัว "พ"เหมือนคุณพวงร้อยเลย เรียนหนังสือด้วยกันงี้ เด็กผู้ชายขยาดเลย(แต่ไม่ใช่ผม อิอิ )
ก็มีพฤติกรรมแบบคล้ายกันที่เกิดกับคุณพวงร้อยนั่นแหละครับ
เธอจะถูกเพื่อนผู้ชายเรียกเสีย ๆ หาย ๆ อยู่เสมอ
แต่ตอนนี้ เธอได้ PhD จากประเทศญี่ปุ่น

คนที่ช่างสงสัยและใจกล้าเข้มแข็ง แต่ไม่ก้าวร้าว จะก้าวไปได้ไกลกว่าจริง ๆ เห็นมาหลายรายแล้วครับ
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12073 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 779 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 8 ก.พ. 2548 (13:08)
คำถามที่นึกว่าง่าย บางคำถามใช้เวลาหลายปีกว่าที่จะพอเข้าใจบ้าง บางคำถามหลายปีก็ยังตอบไม่ได้ ค้นคว้าจากตำราหลายสิบเล่มก็ไม่มีคำตอบที่ต้องการ

บางทีคำถามที่นึกว่าง่ายคิดว่ามีแต่เราที่ไม่เข้าใจ แต่ที่ไหนได้คนเกือบทั้งหมดไม่เข้าใจ แต่เขาไม่รู้ว่าเขาไม่เข้าใจ

ผู้เรียนถ้ามีความสงสัย ถามผู้สอนได้ทันทีครับ ผมว่าครูทุกคนยินดีตอบคำถาม แต่มิได้หมายความว่าตอบได้ทุกคำถาม เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ครูผู้สอนจะรู้แจ้งเห็นจริงทุกอย่าง ผมเชื่อว่าครูทุกคนคงรู้ว่ายังมีคำถามที่ตัวเองตอบไม่ได้ เพียงแต่นักเรียนยังไม่ถามจนถึงจุดนั้นเท่านั้นเอง
ธีระพันธุ์ (IP:202.12.73.11,unknown,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 8 ก.พ. 2548 (18:21)
ผมเรียนรู้จากที่เด็กถามผมแล้วผมตอบไม่ได้นี่แหละครับ
พอไม่มีเด็กถามแล้วก็เลยรู้สึกว่าตัวเองได้แต่โง่ลง ๆ เพราะความรู้ใหม่ ๆ ไม่เข้ามา ส่วนความรู้เก่า ๆ ก็ทะยอยคืนอาจารย์ไป
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12073 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 779 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 19 ต.ค. 2549 (06:21)
อยากทราบเรื่องราวของการประยุกต์กฎการอนุรักษ์พลังงานกลค่ะว่าคืออะไรเกี่ยวกับอะไรและยกตัวอย่างซัก3ตัวอย่างนะคะ
pink14234coral@hotmail.com (IP:61.90.165.54,192.168.201.217, 192.168.201.217,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 29 ต.ค. 2549 (20:43)
อาจาร ผม สอน ให้ หลับหูหลับตา แล้ว E1 = E2 แค่นี้
มาคิด ดู mgd sin = mgh อยู่ดี - - สรุปมัน รวม ไว้ให้แล้ว ล่ะ ครับ ถ้าอยากคิดแบบ ธรรม ดา จิง ก็หาความหน่วง ในแนว เดียวกับการเคลื่อนที่ เดียวกันมาคิดก็ได้

อย่างข้อที่ว่านี้ จะได้ a =- g sin 30 ( a แนวการเคลื่อนที่)
เข้าสูตร u^2 = 2 g sin 30 3 = sqrt 30 ตรงนี้ใช้ s = 3
หรือแบบง่ายๆ v = squrt 2gh (พลังงานนะ)
ระวัง h = 3 sin 30 นะ ไม่ใช่ 3 - -*
ก็ได้ 2 10 3/2 = squrt 30 เหนมะเท่า กัน แต่แบบหลังงง่ายก่า เยอะ
แงะ ม 3 (IP:124.120.209.187,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 25 พ.ย. 2549 (20:32)
ช่วยหน่อยนะ แบบว่าคิดไม่ออก ((((โง่นั่นเอง)))

โจทย์มีอยู่ว่า
วัตถุมวล 2 กิโล วางอยู่สูงจากปลายสปริง 1 เมตรเมื่อตกลงมากระทบสปริงจะทำให้สปริงยุบปลายเท่าไหร่ ทำให้สปริงมีค่า
k=50 N/m

มีอีกข้อหนึ่งอ่ะ
ผูกลูกตุ้มที่ปลายเชือกยาว 5 m แขวนอยู่ในแนวระดับ ปลายอีกข้างหนึ่งตึงไว้ เมื่อปล่อยมือ ที่ตำแหน่งต่ำสุดลูกตุ้มมีอัตราเร็วเท่าใด

ข้อสุดท้ายและอ่ะ
วัตถุมวล 2 kg เคลื่อนที่บนพื้นราบด้วยความเร็ว 10 m/s เมื่อมาถึงจุด a ซึ่งห่งจากสปริง 10 m ก็เคลื่อนที่บนพื้นซึ่งมีสัมประสิทธิความเสียดทาน 0.1 จงหาว่าเมื่อมวลชนสปริงแล้วหดเข้าไปสั้นเท่าใดจึงหยุด k = 100 N/m
natawada_na@hotmail.com (IP:203.188.25.166,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 26 พ.ย. 2549 (11:13)
1) - - หลับหูหลับตา แล้วได้พลังงานรวมคงที่

สมมมติให้สปริงหดไปเป็นระยะ x เมตร ก็เข้าสูตรพลังงานว่า

mgh = mv^2/2 + kx^2/2
แล้วแทนค่างับ 2(10)(1 + x) = 50x^2 แล้วก็ลองแก้สมการหา x ดูครับ

2) ใช้สูตร v = squrt 2gh -*- ที่เหลือก็ง่ายละ

3) ลองคิดตั้งแต่จุด a ถึงจุดที่สปริงหยุด

จะได้ พลังงานจลน์ - งานต้าน = พลังงานสปริง

ตั้งให้ละกันเด๋วพลาดหุหุ


2(100)/2 - 0.1(20)(10+x) = 100x^2 /2
แก้สมการ x ออกมาจะได้ระยะสปริงหดแล้วงับ ทำเองนะ -*-
แว่นครับ (IP:124.120.205.116,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 27 พ.ย. 2549 (15:43)
อืม ... ผมเห็นโจทย์ข้อข้างบนแล้วทำให้ผมคิดถึงตอนที่ผมทำโจทย์สมัยเรียนมัธยมครับ (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดนะครับ) -- โจทย์ข้อนั้นบอกว่า รถบรรทุกกล่องสินค้าคันหนึ่งวิ่งจากซ้ายไปขวาด้วยความเร็วค่าหนึ่งระหว่างที่รถวิ่งอยู่นั้นกล่องตกลงจากรถบรรทุกคันนั้นลงพื้นที่มีสัมประสิทธิ์ความเสียดทานระหว่างพื้นกับกล่องค่าหนึ่งโดยที่โจทย์กำหนดมวลกล่องมาให้ให้หาระยะทางที่กล่องไถลจากตำแหน่งที่ตกไปจนกระทั่งหยุดนิ่ง -- น่าจะใช้หลักการเดียวกันในการแก้ปัญหาได้ โจทย์ข้อนั้นกับข้อนี้เหมือนกันตรงที่ 1. มีแรงเพียงแรงเดียวกระทำกับระบบ (ข้อนั้นคือแรงเสียดทานส่วนโจทย์ข้อนี้คือ mgsin30) 2. แรงที่กระทำมีทิศตรงกันข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ จากนั้นก็งาน-พลังงานปกติ อิๆๆ แค่คแก่ระลึกถึงความหลังเท่านั้นเองครับไม่มีอะไรมาก

ปล.ลืมบอกไปว่าโจทย์ข้อนี้ให้คิดเสียว่าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความหน่วงในแนวระดับจากซ้ายไปขวาด้วยแรง mgsin30
นายเส้นขนาน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.