พบสิ่งมีชีวิตในจุดลึกสุดของมหาสมุทร


สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กมากที่ยังไม่เป็นที่รู้จักหลายชนิด ถูกค้นพบในจุดที่ลึกที่สุดในมหาสมุทร ที่เรียกว่า Challenger deep ซึ่งเป็นหลุมลึกดำมืดของพื้นสมุทร หลุมนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ นอกชายฝั่งเกาะกวมในมหาสมุทรแปซิฟิก มีความลึกประมาณ 11 กิโลเมตร

หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำสัญชาติญี่ปุ่น ชื่อ “Kaiko” ได้ลงไปสำรวจและเก็บตัวอย่างตะกอนในหลุมนี้ พบ Foraminifera หลายร้อยชนิด ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตพวกแพลงตอนที่อาศัยอยู่ทั่วไปบนพื้นผิวของมหาสมุทร และเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีมากที่สุดในทะเลรองจากแบคทีเรีย

Hiroshi Kitazato นักวิจัยแห่ง Institute for research on Earth Evolution, Japan Agency for Marine-Earth and Technology กล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตที่เราเจอมีรูปร่างภายนอกคล้ายคลึงกับพวก Foraminifera แต่รายละเอียดของโครงสร้างต่างกันออกไป มันช่างน่าประหลาดที่สิ่งมีชีวิตรูปแบบง่ายๆ อย่าง Foraminifera จะอาศัยอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร อาจเป็นได้ว่าตรงนี้เป็นที่ลี้ภัยของพวกมัน”

โดยทั่วไป foraminifera จะมีเปลือกหุ้มที่แข็ง แต่ foraminifera กลุ่มนี้กลับมีเปลือกนิ่ม อาจเป็นเพราะมันขาดแคลเซียมคาร์บอเนท ซึ่งมีไม่เพียงพอในความลึกระดับนั้น สำหรับเชื้อสายของ foraminifera ชนิดเปลือกนิ่มกลุ่มใหม่นี้ เป็นสายพันธุ์เดียวกับพวกที่อพยพขึ้นมาอยู่บนบกและพวกที่อพยพมาอยู่ในน้ำจืด จากการวิเคราะห์ DNA ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มนี้ พบว่ามีรูปแบบเหมือนของสิ่งมีชีวิตดั้งเดิมในยุคพรีแคมเบรียน (Precambrian) ที่น่าสนใจคือ foraminifera กลุ่มนี้ สามารถปรับตัวให้อยู่ได้ในน้ำลึกที่ความดันในน้ำมีมากกว่าความดันปกติในบรรยากาศถึง 1,100 เท่า

นักวิจัย คิดว่า foraminifera ชนิดเปลือกนิ่มเหล่านี้ ดำรงชีวิตโดยการกินอนุภาคสารอินทรีย์หรือสสารที่ละลายอยู่ในทะเล นอกจากนี้ ยังพบกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่คล้ายคลึงแต่ไม่เหมือนกันทุกอย่างกับ foraminifera ชนิดเปลือกนิ่มเหล่านี้ ตามแหล่งน้ำตื้นและคูทะเลอีกด้วย

แปลและเรียบเรียงจาก
http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/4235979.stm
http://www.cnn.com/2005/TECH/science/02/04/deepest.life.ap/index.html

กรุณาเลือก วิธีแสดงกระทู้ Default ให้แสดงทุกความเห็น เพื่อสามารถเห็นข้อความต่อเนื่องของข่าว จากความเห็นแรกๆ ที่ถูกดันตกไปเมื่อมีการแสดงความเห็นเกิน ๑๐ ความเห็น

5 ก.พ. 2548 14:23
55 ความเห็น
588397 อ่าน


ความคิดเห็นที่ 3 โดย พวงร้อย

ขอเพิ่มเติมรายละเอียดหน่อยนะคะ เพราะข่าวนี้มีความสำคัญมากต่อวงการวิทยาศาสตร์ ไม่แต่เฉพาะวงการชีววิทยาเท่านั้น การค้นพบสิ่งมีชีวิตในสภาวะทุรกันดารสุดขั้ว ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตจะอยู่รอดได้อย่างไร มีความสำคัญยิ่งยวด ต่อความเข้าใจพื้นฐานในเรื่อง สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร สัตว์ในออร์เด้อร Foraminifera มีความสำคัญมากทั้งทางชีววิทยา ธรณีวิทยา โลกวิทยา ดาวเคราะห์วิทยา และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น จึงอยากจะเสริมในด้านความต่อเนื่องกับศาสตร์ด้านอื่นด้วยน่ะค่ะ

Meiofauna คือสิ่งมีชีวิตเซลเดียวขนาดจิ๋วที่ไม่สามารถมองห็นได้ด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ในโคลนบนพื้นทะเล ( ต่างจากแพลงตอนซึ่งลอยอยู่ในน้ำ Meiofauna เป็นพวก benthic คืออาศัยอยู่ในโคลนใต้ท้องน้ำ ซึ่งรวมทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม) ตั้งแต่ชายหาดไปจนถึงท้องทะเลลึกที่สุด Meiofauna แทรกตัวอยู่ระหว่างเม็ดทราย บนชายหาดบางแห่ง ถ้าคุณกอบทรายขึ้นมาหนึ่งกำมือ คุณอาจจะได้กำความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่มีมากมายหลายประเภท มากกว่าประเภทของสัตว์ทั้งหมดในป่าร้อนชื้นเสียอีก

ยานสำรวจท้องสมุทร Kaiko เก็บตัวอย่าง Meiofauna หรือสิ่งมีชิวิตในโคลนก้นสมุทรลึกที่สุดที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า จะพบตัวอย่างเช่นนี้ แต่กลับพบสิ่งมีชีวิตมากมาย ทั้งแบคทีเรีย และ สัตว์เซลเดียวจำพวก Foraminifera โดยปรากฏว่า ตัวอย่างที่ Kaiko เก็บมา มี Foraminifera เป็นๆอยู่ 432 ตัว ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักกว่า ๘๐ % ของตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ซึ่งโดยปกติแล้ว บนพื้นทะเลที่ใกล้ฝั่ง จะมีสัตว์เซลเดียว Foraminifera อยู่เพียงไม่เกิน ๒๐ % เท่านั้น นอกนั้นจะเป็นอย่างอื่น ซึ่งมีผนังเซลแข็งกว่า คือมีส่วนประกอบของแคลเซียมในผนังเซลมากกว่า แต่ Foraminifera มีผนังเซลอ่อนตัวกว่า เพราะไม่ได้ใช้แคลเซียมซึ่งละลายในน้ำในสภาพเกลือ แคลเซียมคาร์บอร์เนต มาสร้างผนังของมัน

ดังนั้น ในท้องทะเลลึก ที่แคลเซียมคาร์บอเนตลงไปไม่ถึง เพราะถูกสัตว์ในน้ำทะเลระดับตื้นขึ้นไป ดึงไปใช้หมดแล้ว สัตว์เซลเดียวใน Meiofauna ที่ต้องอาศัยแคลเซียมมาสร้างเปลือก จึงรอดชีวิตอยู่ไม่ได้ แต่ Foraminifera สามารถอยู่ได้ จึงขยายตัวเป็นสัตว์จำพวกที่ครอบงำชุมชนสิ่งมีชีวิตก้นสมุทร

Foraminifera (ข้อมูลจาก Foraminifera) เป็นสิ่งมีชีวิตเซลเดียวที่มีเปลือก จัดอยู่ใน ออร์เด้อร์ Foraminiferida มีชีวิตอยู่ในทะเลเป็นส่วนใหญ่ สังกัดอยู่ใน
Kingdom Protista,
.Subkingdom Protozoa,
..Phylum Sarcomastigophora,
...Subphylum Sarcodina,
....Superclass Rhizopoda,
......Class Granuloreticulosea

ชื่อ Foraminiferida มาจากคำว่า foramen ซึ่งเป็นท่อเล็กๆ เชื่อมต่อผนัง (Septa) ที่แบ่งภายในเซลเป็นช่องต่างๆดังภาพ (ภาพจาก Micropalaeontology Unit แห่ง University College London)
6 ก.พ. 2548 01:37


ความคิดเห็นที่ 4 โดย พวงร้อย

จากบทความที่ Yuko Todo, Hiroshi Kitazato, Jun Hashimoto, และ Andrew J. Gooday ลงตีพิมพ์ในนิตยสาร Science ฉบับวันที่ ๔ ก.พ. ๒๐๐๕ อันเป็นที่มาของข่าวนี้ ซึ่งสำนักข่าวต่างๆเอาไปเขียนต่อ เช่น BBC, CNN หรือ News@Nature.com ยานสำรวจท้องสมุทร Kaiko ของ องค์การ Japanese Agency for Marine Earth Science and Technology (JAMSTEC) ได้เก็บตัวอย่างโดยขูดจากพื้นสมุทรลึกลงไป 0-1 เซ็นติเมตร และได้เก็บตัวอย่างตามแนวร่องสมุทรแปซิฟิคตะวันตก Mariana Trench ในระดับความลึกตั้งแต่ระดับ 7000 เมตร ลงไปจนถึงจุดที่ลึกที่สุดในโลก ที่ Challenger Deep ซึ่งลึกถึง 10,896 เมตร จำนวนของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ มีความหนาแน่นเฉลี่ย 449 ตัวต่อหนึ่งตารางเซ็นติเมตร โดยบนท้องสมุทรที่ลึกมากๆกลับมีความหนาแน่นสูงกว่านี้เสียอีก

85% ของตัวอย่าง 428 ตัว เป็นสัตว์ที่มีผนังทำด้วยสารอินทรีย์ชื่อว่า allogromiids ซึ่งโดยทั่วไปมีสีน้ำตาล รูปร่างเป็นท่อนๆ ในบางตัวมันจะมีแนวแบ่งท่อออกเป็นข้อๆ ทำให้ดูคล้ายสัตว์ใน genera Chitinosiphon, Nodellum, และ Resigella

จำนวน 5.6% ของตัวอย่าง เป็น allogromiids ที่มีรูปร่างกลมๆ หรือทรงกลม สิ่งที่น่าสนใจมากจากตัวอย่างเหล่านี้คือ จำนวนที่มากมายถึง 85% ของ allogromiids ที่มีผนังอินทรีย์ที่อ่อนตัว ซึ่งตามปกติในพื้นทะเลที่ตื้นกว่า จะมีสัตว์จำพวกนี้เพียง 5-20% เท่านั้น

ตัวอย่างที่ทีมวิจัยนี้เก็บมาจากจุดที่ตื้นกว่าตามแนวร่องสมุทรนี้ มีความหลากหลายมากกว่าที่เก็บจากที่ลึกๆ คือไม่มีสปีชี่ใดสปีชี่หนึ่งครอบงำจำนวนประชากร ตัวอย่างที่เก็บจากระดับที่ตื้นกว่า 7000 เมตร จะประกอบด้วยสัตว์ผนังอ่อน(สารอินทรีย์) ประมาณไม่เกิน 45% เท่านั้น

ภาพตัวอย่าง allogromiids จาก Challenger Deep A) พวกที่ตัวยาวๆเหมือนเข็มคล้ายๆสัตว์จำพวก Chitinosiphon B) พวกที่ลำตัวแบ่งเป็นข้อๆ คล้ายสัตว์ในจีนัส Resigella C) พวกทรงกลมที่มีผนังทำด้วยสารอินทรีย์ทำให้อ่อนตัวกว่า D) พวกทรงกลมที่เอาสารนอกตัวมาประกอบเข้ากับสารที่มันผลิตขึ้นมาสร้างผนัง เช่น ดินหรือทรายบนพื้นที่มันอาศัยอยู่ เรียกว่า agglutinated psammosphaerid


จากผลวิเคราะห์หน่วยย่อยอย่างหนึ่งของ DNA คือ ribosomal DNA gene sequences ทำให้มองเห็นแนวทางได้ว่า สัตว์เซลเดียวที่มีผนังทำด้วยสารอินทรีย์ foraminifera นี้ วิวัฒนาสายพันธุ์ออกไป เป็นพวกที่ผนังเซลแบ่งออกเป็นข้อๆ ที่มีโครงร่างสลับซับซ้อนขึ้น จนแพร่ตัวเข้ามาในเขตน้ำจืด จนถึงขึ้นมาอาศัยบนบก และมันยังเป็นสัตว์ที่ปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมที่มีความกดดันมหาศาลได้เป็นอย่างดี สัตว์พวกนี้ (foraminifera) คงเป็นสัตว์ประเภทไม่กี่อย่างที่สามารถรอดชีวิตมาได้ เมื่อ Challenger Deep ฟอร์มตัวขึ้นมาเมื่อประมาณ 6-9 ล้านปีก่อนกลายเป็นพื้นสมุทรจุดที่ลึกที่สุดในโลก ทำให้สัตว์ประเภทอื่น ถูกบดขยี้ตายไปด้วยแรงกดดันมหาศาล

สรุปและเรียบเรียงใหม่ จาก "Simple Foraminifera Flourish at the Ocean's Deepest Point" โดย Yuko Todo, Hiroshi Kitazato, Jun Hashimoto, Andrew J. Gooday ตีพิมพ์ในวาสาร Science, Vol 307, Issue 5710, 689 , 4 February 2005
6 ก.พ. 2548 02:16


ความคิดเห็นที่ 5 โดย พวงร้อย


แผนที่แสดงตำแหน่ง Mariana Trench โดยกรมธรณีวิทยาสหรัฐ

Mariana Trench เป็นแนวร่องสมุทร อยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ใกล้ๆหมู่เกาะ Mariana ซึ่งไม่ไกลจากประเทศญี่ปุ่นเท่าไรนัก แนวร่องสมุทร Mariana เป็นแนวร่องที่ลึกที่สุดบนโลก โดยจุดที่ลึกที่สุด มีชื่อว่า Challenger Deep ซึ่งได้รับนามตามชื่อ เรือหลวง Challenger 2 ของสหราชนาวีอังกฤษ ซึ่งเป็นเรือสำรวจสมุทรศาสตร์ และได้พบร่องลึกแห่งนี้ ในปี ค.ศ. 1951
6 ก.พ. 2548 02:34


ความคิดเห็นที่ 6 โดย พวงร้อย

ในปี ค.ศ. 1961 ยานดำน้ำ Trieste ของนาวีสหรัฐ ได้ลงไปสำรวจร่องสมุทร Mariana บันทึกความลึกถึง 10,915 เมตร ที่จุด Challenger Deep ซึ่งหมายความว่า ณ จุดนั้น น้ำทะเลมีความกดดันเป็น 1019 เท่าของความกดดันของบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเลทีเดียว

แนวร่องสมุทร Mariana อยู่ที่ เส้นละติจูด 11" 21' เหนือ และที่ longitude 142" 12' ตะวันออก เป็นแนวร่องที่เรือดำน้ำใช้ผ่านทาง เหนือ-ใต้ โดยเชื่อมระหว่าง ร่องสมุทรญี่ปุ่น และร่องสมุทร คูริล (ภาพตัดขวางแสดงโครงสร้างของพื้นสมุทร โดย the Mariana Trench
6 ก.พ. 2548 02:57


ความคิดเห็นที่ 7 โดย พวงร้อย


แผนที่ Mariana Trench อย่างละเอียด โดย BBC
6 ก.พ. 2548 03:00


ความคิดเห็นที่ 8 โดย พวงร้อย

เช่นเดียวกับเขต subduction zone ใกล้เกาะสุมาตราที่เพิ่งเกิดแผ่นดินไหว ทำให้มีคลื่นสึนามิยักษ์ที่เพิ่งคร่าชีวิตผู้คนนับแสน แนวร่องสมุทร Mariana เกิดจากแผ่นเปลือกโลกเข้าชนกันใต้ทะเล ด้วยแรงกดดันมหาศาล ดันเปลือกโลกแผ่นหนึ่งมุดลงใต้อีกแผ่นหนึ่ง เกิดการยวบตัวเป็นแนวตามขอบแผ่นเปลือกโลกเป็นร่องลึกทางยาวที่เรียกว่า trench

แผ่นโลกที่มุดลงใต้อีกแผ่น ก็นำมวลสารจากเปลือกโลกลงใต้พื้นที่มีความร้อนและความกดดันสูงๆ เป็นวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดของเปลือกโลก ที่ทำให้พื้นผิวโลกของเรา เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ภาพแสดงแผ่นเปลือกโลกใต้ทะเลชนแล้วมุดลงใต้ธรณีในแบบที่เรียกว่า Subduction ภาพโดย กรมธรณีวิทยาสหรัฐ
6 ก.พ. 2548 03:13


ความคิดเห็นที่ 9 โดย พวงร้อย


ผังเปรียบเทียบความลึกของ Challenger Deep กับความสูงของ ยอดเขาเอฟเวอเรสต์ โดย BBC
6 ก.พ. 2548 04:00


ความคิดเห็นที่ 10 โดย พวงร้อย

ไว้อาลัย ไคโกะ

ยานสำรวจพื้นสมุทร ไคโกะ เป็นยานลำเดียวในโลก ที่สามารถสำรวจพื้นสมุทรในระดับลึกกว่า ๑๐,๐๐๐ เมตรได้ ไคโกะ ออกแบบและสร้างโดย Japanese Marine Science and Technology Centre (JAMSTEC) ในเมือง Yokosuka แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้สูญหายไปในวันที่ ๒๙ พ.ค. ค.ศ. ๒๐๐๓ ในขณะที่ทำการสำรวจ ร่องสมุทร นานไก ในระดับความลึก ๔.๗ กิโลเมตร ในมหาสมุทรแปซิฟิคทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จาก กรุงโตเกียว

"นับเป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงที่สุดเลยครับ" Hiroyasu Momma ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ JAMSTEC กล่าว

ไคโกะ เป็นยานดำน้ำขนาดเล็กไร้คนขับ ที่บังคับจากทางไกล ได้เริ่มลงสำรวจพื้นสมุทรระดับลึกเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ และเริ่มเก็บตัวอย่างชีวิตใต้ทะเลที่ไม่เคยมีใครได้พบเห็นมาก่อน ให้ความรู้ด้านสมุทรศาสตร์อย่างจะหาอุปกรณ์ใดเปรียบมิได้ "ตอนนี้ เราได้สูญเสียโอกาสที่จะสำรวจใต้สมุทรในระดับลึกกว่า ๗๐๐๐ เมตร เพราะไม่มียานใดในโลก ที่จะทำงานได้อย่าง ไคโกะ อีกแล้ว" Momma กล่าว

ไคโกะ ทำงานใต้สมุทรลึกถึง ๑๑ กิโลเมตร ภายใต้ความกดดันกว่าพันเท่าของระดับพื้นทะเล นอกจากจะเก็บตัวอย่างสิ่งมีชีวิตใต้ก้นสมุทรอย่างไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนแล้ว ไคโกะ ก็ยังเคยกู้ภัย ด้วยการสำรวจ และแจ้งตำแหน่งของจรวดที่ตกทะเล หรือเรือที่จมอยู่ใต้ทะเล แต่ตอนนี้ จะมีใครไปช่วยกู้ภัยให้ ไคโกะ ได้เล่า

ไคโกะ เป็นยานบังคับทางไกล ที่ประกอบด้วย สองส่วนคือ ตัวยานสำรวจที่ยาว ๓ เมตร หนัก ๑๒ ตัน ติดตั้งกล้องวีดีโอ ๔ กล้อง และแขนกล ๒ แขนเพื่อเก็บตัวอย่าง ต่อด้วยสายเคเบิลยาว ๒๕๐ เมตร ไปยังยานแม่ ที่เป็นตัวอุ้มยานสำรวจตอนลงน้ำ และตัวยานหลักก็มีเครื่องโซนาร์ ที่ติดอยู่ด้านข้าง ตัวยานแม่-ลูกคู่นี้ โยงด้วยสายเคเบิลไปยังเรือเดินสมุทรบนผิวน้ำ ที่ติดต่อสื่อสาร และส่งพลังงานไปยังยานขณะทำการสำรวจพื้นสมุทร

ในวันที่ ๒๙ พค ค.ศ. ๒๐๐๓ ขณะที่ ไคโกะ กำลังสำรวจพื้นสมุทรอยู่นั้น บนผิวน้ำทะเล พายุไต้ฝุ่นลูกใหญ่กำลังคุกคามเรือแม่ Kairei เจ้าหน้าที่จึงต้องรีบชักสายดึง ไคโกะ ขึ้นมา เมื่อขึ้นมาถึงเรือแล้ว ก็พบว่า มีแต่ยานปล่อยเปล่าๆ ตัวยานสำรวจหายไปไหนก็ไม่ทราบ เมื่อตรวจดู จึงพบว่า สายเคเบิลที่เชื่อมยานทั้งสองนั้น ขาดหลุดไป แต่ยานสำรวจไคโก คงไม่ตกกลับไปยังท้องสมุทรเป็นแน่ คงขาดตอนขึ้นมาใกล้พื้นแล้ว เพราะทางเรือได้รับสัญญาณส่งมาจากตัวยาน ซึ่งจะไม่สามารถรับได้โดยตรงหากอยู่ใต้น้ำลึกมากๆ เจ้าหน้าที่คาดว่า ไคโกะ คงหลุดลอยไปใต้ผิวน้ำ ซึ่งกลับทำให้ค้นหาได้ยากที่สุด

เนื่องจากความสำคัญของ ไคโกะ ทางองค์การ JAMSTEC จึงมีโครงการที่จะจัดสรรงบประมาณมาสร้างยานทดแทน ซึ่งจะต้องใช้เวลาทำการสร้าง และทดสอบร่วม ๒ ปีกว่าจะใช้งานได้

ข่าวจาก Hope floats for lost deep-sea explorer โดย Mark Horstman แห่ง ABC Science online
6 ก.พ. 2548 04:40


ความคิดเห็นที่ 11 amarase02 (Guest)

ขอบคุณมากครับที่มีความรู้ใหม่ๆ มาให้พวกเรารับทราบตลอด
6 ก.พ. 2548 08:08


ความคิดเห็นที่ 14 โดย พวงร้อย

สายไฟเบ้อร์อ็อพติคเคเบิ้ล ยาว ๑๒ กม. ค่ะ อาจารย์ ตามที่เห็นจากเว็บของเค้านะคะ คาดว่า ดรัมที่สายเคเบิ้ลพันอยู่ ติดกับส่วนบนสุดของรูปไคโกะข้างบน ส่วนบนสุดคล้ายๆหลังคารถบันทุกที่เค้าต่อโครงเหล็กไว้วางของอีกน่ะค่ะ ส่วนนั้นเรียกว่า วีนัส คือ VENUS : "Versatile Eco-monitoring Network by Undersea-cable System"

รูปวีนัส จาก http://staff.aist.go.jp/tad.nktk/VENUS/cobem.html ดูสเป็คได้ที่หน้านี้ด้วยค่ะ
8 ก.พ. 2548 01:32


ความคิดเห็นที่ 15 โดย พวงร้อย

ดูจากรูปนี้ คิดว่า พอลงพื้นสมุทรแล้ว ตัวยานก็แยกจากหลังคาที่แยกออกอย่างนี้
8 ก.พ. 2548 01:35


ความคิดเห็นที่ 16 โดย พวงร้อย


ลืมรูปค่ะ
8 ก.พ. 2548 01:35


ความคิดเห็นที่ 17 โดย พวงร้อย

(หมายเหตุ ใครที่เพิ่งเข้ามาอ่าน โปรดสังเกต ช่องให้เลือก วิธีอ่านกระทู้ด้วยนะคะ เพราะ default มันตั้งให้อ่านได้ ๑๐ ความเห็นเท่านั้น ที่โพสต์ไว้แรกๆมันจะถูกซ่อนไว้ จะได้โหลดง่ายๆ แต่ต้องคลิกอีกทีถึงจะอ่านได้ครบถ้วนค่ะ เห็นบ่นกันมาหลายข่าวแล้วว่า ไม่เห็นจะมีอะไรเลย เดี๋ยวจะว่าไม่บอก)

ส่วนตัวอย่าง ดิฉันคิดว่าต้องเอามาถ่ายในห้องแล็ปค่ะ ถ่ายใต้น้ำไม่ได้หรอกมังคะ เพราะต้องใช้กล้องจุลทรรศน์กำลังสูงมาถ่าย เค้าคงมีระบบเก็บรักษาตัวอย่างภายใต้ความดันน่ะค่ะ ไม่งั้นเอาขึ้นมาในความกดดันที่น้อยกว่าเป็นพันเท่า เซลภายในมันจะฉีกปริออกแน่ๆ ดิฉันยังไม่เจอข้อมูลของระบบเก็บรักษาตัวอย่างของเค้าเลยค่ะ ใครรู้ภาษาญี่ปุ่นอาจจะค้นได้ง่ายกว่าดิฉัน

แต่คิดว่าก็คงเหลือรอดมาไม่มาก เพราะฟังดูได้ตัวอย่างแค่สี่ร้อยกว่าตัว ก็คงมีตายไปเยอะแล้วน่ะค่ะ จากค่าความหนาแน่นของจำนวนสัตว์พวกนี้ สี่ร้อยกว่าตัวต่อ ๑ ตารางเซ็นติเมตร ดิฉันว่าต้องเก็บมามากกว่านั้นแน่ๆค่ะ แต่เที่ยวนึงเค้าก็คงเก็บมาจากหลายๆจุด แล้วต้องมีบันทึกกำกับไว้ว่า เก็บมาจากตรงไหน ลึกเท่าไหร่ แล้วคงปรับความดันในที่เก็บตัวอย่างตามไปน่ะค่ะ

ส่วนการสร้างอุปกรณ์ให้มีความดันเป็นพันเท่าของพื้นผิว ดิฉันก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเค้าใช้เทคนิคอะไรนะคะ (ดิฉันถนัดแต่เทคนิคในสภาวะตรงกันข้ามกันกับสภาพใต้สมุทรน่ะค่ะ) เพราะอย่างนี้ ถึงได้บอกว่า เป็นยานลำเดียวในโลกที่เก็บตัวอย่างใต้ระดับ ๗๐๐๐ เมตรได้น่ะค่ะ ที่สำคัญนอกไปจากยานต้องทำงานได้ภายใต้ความกดดันอย่างนั้นแล้ว ก็ยังต้องมีอุปกรณ์เก็บรักษาตัวอย่าง ที่เลียนสภาพได้ใกล้เคียงกับสภาพธรรมชาติด้วยค่ะ

นี่เป็นภาพดรัมหลังจากปล่อยสายเคเบิ้ลออกไปแล้ว เป็นการศึกษาการทำงานของอุปกรณ์ แล้วเอามาปรับปรุงใหม่อีกที ตอนนั้นเค้าลองทำใต้น้ำแล้วถึงเข้าใจว่า พอปล่อยเคเบิ้ลออกไปแล้ว ดรัมเปล่าๆมันเบา ก็กลิ้งโค่โร่ เลยปรับปรุงด้วยการยึดให้มันหนาแน่นกว่าเดิมน่ะค่ะ
8 ก.พ. 2548 01:44


ความคิดเห็นที่ 18 wun.mr@thaimail.com (Guest)

ชอบสารคดี อย่างนี้มากครับ ใครมีช่วยกรุณาส่งให้อ่านด้วย ขอบคุณครับ
8 ก.พ. 2548 07:32


ความคิดเห็นที่ 19 ptb_th@chaiyo.com (Guest)

อยากให้มีกระทู้สร้างสรรค์ และเพิ่มความรู้ลักษณะนี้มากๆ ไม่อยากให้มีกระทู้ด่ากันโดยใช้คำหยาบโลน เช่นบางกระทู้

ขอขอบคุณในความคิดสร้างสรรค์ครับ
8 ก.พ. 2548 13:53


ความคิดเห็นที่ 20 โดย วีรวรรณา

ขอบคุณ คุณพวงร้อย ที่เพิ่มเติมความรู้ให้ค่ะ
8 ก.พ. 2548 22:38


ความคิดเห็นที่ 21 โดย พวงร้อย

ขอบคุณคุณวีรวรรณา มากค่ะที่มีใจเอื้อเฟื้อแชร์พื้นที่ให้ และขอบคุณทุกท่านที่มาอ่านด้วยนะคะ



ถ้าชอบเรื่องการสืบหา ทำความเข้าใจว่า สิ่งมีชีวิตเกิดมาได้อย่างไร เคยเขียนไว้บ้างในข่าววิชาการ ลองอ่านดูในกระทู้เหล่านี้นะคะ



กระทู้ VN130 : ชีวะแห่งจักรวาล: มาคิดถึงปัญหา ว่าชีวิตเกิดมาได้อย่างไร http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Cid=22&Pid=5739&ooc=3



กระทู้ VN114 : ชีวะแห่งจักรวาล: วิธีทำปุ๋ยต่างดาว - ก่อนจะได้ไปปลูกถั่วปลูกงาบนดาวอังคาร http://www.vcharkarn.com/snippets/vcafe/show_message.php?Cid=22&Pid=5723&ooc=3



และบทความเรื่อง บรรยากาศโลก โดยเฉพาะ ตอนที่ ๒ http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=131 จะเน้นถึงบทบาทของสิ่งมีชีวิตเซลเดียว ที่เราเรียกมันว่า เป็นสัตว์ "ชั้นต่ำ" พวกนี้แหละค่ะ ที่เป็นปัจจัยในการผลิตอ๊อกซิเจนให้พวกเราอาศัยดำรงชีวิตสืบเผ่าพันธุ์อยู่ได้ในทุกวันนี้นะคะ
10 ก.พ. 2548 02:07


ความคิดเห็นที่ 22 Thomas (Guest)

Very good Krub ; )
11 มี.ค. 2548 19:22


ความคิดเห็นที่ 23 โดย แตงโม

เยี่ยมมากค่ะ
16 มี.ค. 2548 18:29


ความคิดเห็นที่ 24 โดย แสนรัก.

น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ
18 มี.ค. 2548 03:53

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น