|
พุทธองค์อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้?
โพสต์เมื่อ:
07:00 วันที่ 8 มี.ค. 2548 ชมแล้ว:
12,455
ตอบแล้ว:
132
พุทธศาสตร์ คือวิชาความรู้ (knowledge, epistemology) เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า คำสอนของพุทธศาสนา ได้รับ การร่วมรวมจดบันทึกในภาษาบาลี (จากสังคายน ครั้งที่ ๓ ในสมัยพระอโศก) ประมาณ ๒๔๐ ปี หลังพุทธกาล.
ทำไม พุทธองค์ไม่เขียน ไม่จดบันทึกคำสอน เป็นหลักฐาน เป็นตำราให้มั่นคง ทั้งที่ ตัวอักขระ(อินดู) มีใช้มาก่อนแล้ว หลายร้อยปี? บทความนี้ เสนอข้อชวนคิด แสดงและชักชวน ให้ใช้ การเรียนรู้ แบบปฏิสัมพันธ์ (interactive learning). ถ้ามีหลักฐานดังกล่าว ที่ชัดเจน เชื่อถือได้ ก็เป็นอันจบเรื่อง แต่ที่สงสัยคือ มีหรือเปล่า ? วริน (IP:202.12.97.116,10.177.64.18,) I think the search for evidence has been low in priority (this may suggest that search for truth is not important but really it is only the value of this truth is low). Evidence add weights to support 'alternate truth' fittings - some truth models! One leading model is that Gothama Buddha had studied Hinduism and Jainism before He founded Buddhism. The tradition of oral preaching was rife. There were evidence of alphabet use (on stones and clay tablets) at the time. There were consistent literature works to suggest the Buddha spoke Maghadhi (Ma-ka-tha?) and that after His Nippana, His teachings were recorded in the Pali canon -- the book of Rules (the language used to write down Pali --the rules-- somehow become known as the Pali language). Other 2 canons (books) were added later and the whole set become known as 'tipitaka' --the 3 baskets--. There were conspiracy theories that Buddhism had been modified to allow for other religions. There were evidence of brahmans entering the Sangha order in numbers (compare to other castes). An example: there is a suttana in the Pali stated the Buddha's objection to the use of Sanskrit (the language of the Veda scripture for Hinduism) as a language to preach Buddhism and yet Sanskrit is the dominant language for Thailand. Buddhist westerners are investigating the history of Buddhism, the Buddha's Teachings and the forces behind His Awakening. In Thailand such investigation would be condemned, because the truth is written and there is no other truth! It is a pity that learning in Thailand had been stopped for fear that findings may contradict what is institutionalized. This may lead to a new understanding of Buddhism come washing back from the West and our 'dana' offerrings go ... Metta party (IP:203.145.96.150,,) deedeedeee koravee1994@hotmail.com (IP:58.64.112.201,,) การกระทำที่แสดงถึงการใฝ่หาความรู้และต้องการให้ผู้อื่นแสดงความคิดเห็น interactive โต้ตอบของคุณ'สร'นั้น หากเป็นเรื่องอื่นๆสมควรได้รับการชมเชย แต่เรื่องของศาสนานั้น คงไม่เหมาะสมที่จะนำองค์พระศาสดามาเป็นกระทู้ให้คนทั่วไปแสดงความคิดเห็น ขอถาม.. คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า? ... หากคุณเป็นคนไทย คุณควรจะรู้ด้วยสามัญสำนึกเองว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ 3 สิ่งนี้เป็นของสูงที่คนไทยทุกคนเคารพบูชา มิควรหยิบยกมากล่าวอ้างหรือถกเถียงแสดงความคิดเห็นใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่คุณรู้ มีเพียงแค่ใบไม้ใบเดียวจากใบไม้ในหนึ่งกำมือ การจะเข้าถึงพุทธศาสนาต้องอยู่ที่ศรัทธา มิใช่หลักฐานที่ค้นหามาได้ ... คนเราเขียนตามคำบอก ยังมีผิดเพี้ยน แล้วนับประสาอะไรกับตำราที่อ้างอิงอยู่ทุกวันนี้เล่า.. จะไม่มีผิดเพี้ยนหรือเพิ่มเติมใส่ความเห็นของตัวเองเข้าไปเลยหรือ ?? sorn (IP:124.121.113.122,,) เลิกถือพุทธ สู่วิถีพุทธ http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03251149&day=2006/11/25 คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย โดย วิจักขณ์ พานิช แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) www.jitwiwat.org ในอดีต ดินแดนทางตะวันออกอย่าง อินเดีย ศรีลังกา พม่า ลาว สยาม เนปาล หรือทิเบต ต่างคือเป้าหมายของการเดินทางแสวงหาทางจิตวิญญาณของชาวตะวันตก แต่ด้วยเหตุปัจจัยที่เปลี่ยนไป ประเทศในแถบเอเชียที่ว่าต่างก็ค่อยๆ สูญเสียประเพณีวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่การดำเนินรอยตามลัทธิบริโภคนิยม การค้าเสรี และการบูชาความมั่งมีทางวัตถุ จนวิถีการปฏิบัติทางจิตวิญญาณได้ค่อยๆ เลือนหายไปจนเกือบจะหมดสิ้น ... ด้วยความเป็นชาวพุทธที่ไม่ได้เป็นแต่เพียงเปลือก พวกเขาได้ฝึกฝนและหลอมรวมพลังแห่งการตื่นรู้สู่การดำเนินชีวิตในแต่ละวัน กับหัวใจอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญทางจริยธรรม อย่างไม่มีภาพความอหังการของความเป็นพุทธเลยแม้แต่น้อย หากจะถามเขาเรื่องการถือพุทธ "คุณเป็นชาวพุทธหรือเปล่า?" เขาคงทำหน้าฉงน แต่หากถามเรื่องการภาวนา เขาจะไม่ลังเลที่จะตอบว่า "ฉันเป็นผู้ฝึกปฏิบัติบนวิถีพุทธ" และถ้าจะถามถึงเรื่องเป้าหมายของการตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ เขาก็คงขำกลิ้ง แต่หากถามถึงสิ่งที่ทำอยู่ เขาจะตอบอย่างมั่นใจว่า "ฉันกำลังอยู่ระหว่างการเดินทาง" การเป็นพุทธกันเพียงแค่ชื่อ ถือกันไว้โดยไม่นำมาปฏิบัติ คงไม่ต่างอะไรจากลิงได้แก้วหรือชะนีได้แหวน แทนที่จะถือๆ แขวนๆ กันไว้ จนกลายเป็นความอหังการ ที่อาจไปเกะกะระรานเพื่อนบ้านต่างศาสนาไปได้โดยที่เราไม่รู้ตัว เราน่าจะเลิกถือพุทธกันเสีย แล้วหันมาลิ้มรสกับประสบการณ์ของการฝึกฝนปฏิบัติในวิถีแห่งพุทธกันดูบ้าง พุทธที่แท้คือความตื่น คือความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริงในทุกแง่มุมของชีวิต วิถีพุทธ คือ เส้นทางการฝึกตนบนสายธารธรรมอันจะนำพาให้เราสามารถที่จะร่วมทุกข์ ร่วมสุข กับผู้คนทุกเชื้อชาติศาสนา ทุกชนชั้นวรรณะอย่างไม่ถือตน ผู้ฝึกฝนบนเส้นทางสายนี้จะเป็นแบบอย่างของนับรบผู้กล้า บุคคลเดินดินธรรมดา ผู้ดำเนินชีวิตด้วยพลังสร้างสรรค์ทางปัญญา อันแผ่ซ่านออกมาจากจิตวิญญาณที่อ่อนน้อม พร้อมที่จะเรียนรู้จากทุกเหตุปัจจัยรายรอบด้วยหัวใจที่ไร้อคติ ... SR (IP:144.134.69.136,,) ชาวพุทธตามสำมะโนครัว (เขียนถูกหรือเปล่า) มีมาก แต่คนปฏิบัติตามคำสอนอันจะทำให้ชีวิตตัวเองสูง จิตใจสูงขึ้นขึ้น อยู่ดีมีสุข ยังมีน้อย จริงๆ เรื่องของดี เรื่องการทำดี เป็นเรื่องที่นำมาพูด มาเขียนได้ลำบาก เพราะพูดไปจะกลายเป็น การไปเที่ยวบอกว่า คนโน้น คนนี้ไม่ดี แล้วบอกเป็นนัยๆว่า ผู้พูด ผู้เขียนเป็นคนรู้ เป็นคนดีจริงๆ อยู่คนเดียว อะไรที่มองเป็นตรรกศาสตร์ จะย้อนตัวมันเองเสมอ แต่อะไรที่ดีจริงๆ อยู่ข้ามพ้นสิ่งเหล่านี้ ผมเข้าใจว่า ผู้รู้ที่เป็นผู้ปฏิบัติ จะรู้วิธีการพูด การเขียน ซึ่ง ไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบ เชิงตำหนิ แต่จะเปรียบเทียบเชิงให้คิด ให้เราได้เข้าใจเอง และก็ไม่มีการยัดเยียดข้อสรุป หรือประเด็นข้อเสนอต่างๆ หลักแห่งปัญญา หลักแห่งการต้องรู้ด้วยตัวเอง ก็ยังคงอยู่ เราเพียงทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตรที่ดี เพราะจริงๆ เราเองก็ตกเป็นเหยื่อของความคิด และความรู้สึกของตัวเราเอง บางครั้งจึงต้องใช้ภาพสะท้อน การเตือนสติจากกัลยาณมิตร แต่ไม่ใช่การตำหนิ การเปรียบเทียบแบบชี้ว่า อะไรเป็นคุณค่าที่แท้จริง ... เราควรต้องแยกกรณีพิจารณา แยกส่วนเด่นส่วนด้อย และให้เป็นไปตามสภาพจริง ... แนวคิด หลักการ จึงต้องแยกพิจารณาเช่นกัน จุดกำเนิดและพัตนาการพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้า > อริยสาวก *โดยมุขปาฐะ > *สังคายนา ครั้งที่ 1 > สังคายนา ครั้งที่ 2 > สังครั้งที่ 3 > สังคายนาครั้งที่ 4 > สังคายนาครั้งที่ 5 > ฯลฯ > สังคายนาครั้งที่ 9 (ที่ไทย) = พระไตรปิฎก *มุขปาฐะ คือ การท่องจำ *สังคายนา คือ การชำระ รวบรวมคำสอน โดการสวดหรือท่องจำพร้อมกัน ถ้าสวดผิดกันคำหนึ่งก็หาข้อยุติ และเพื่อที่จะรวบรวมพระพุทธพจน์ให้เป็นหมวดหมู่ *ครั้งที่ 1 หลังพุทธประนิพพาน 3 เดือน พระอารหันจำนวน 500 รูปเข้าร่วมสวด * สังคายนาแต่ละครั้งห่างกันเฉลี่ยประมาณ 100 ปี *สังคายนา 1-4 ใช้วิธีท่องจำ * คำว่า "พระไตรปิฎก" เกิดขึ้นในการสังคายนาที่ 3 ก่อนนั้นเรียกว่า "พระธรรมวินัย" *ครั้งที่ 5 พระภิกษุสวดพร้อมกันแล้วก็ จารพุทธพจน์ลงในใบลาน เป็นครั้งแรก *ครั้งที่ 1 2 3 ทำที่อินเดีย *ครั้งที่ 4 5 6 7 ทำที่ศรีลักา *ครั้งที่ 8 ทำที่เชียงใหม่ ล้านนา *ครั้งที่ 9 ทำที่ไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ร. 1 *กาสังคายนาแต่ละครั้งล้วนมีเหตุมาจากการปิดเปือนคำสอน *แต่ครั้งหลังๆทำเพราะจะรวมรวมคำภีร์พระไตรปิฎกให้ครบ เช่น ในเชียงใหม่และไทย *ถึงจะไม่ค่อยระเอียดมากนักแต่ก็พอมองเห็นการพัฒนาการของพระไตรปิฏกเป็นลำดับนะคับ แต่ถ้าอยากรู้อย่างซึ่งกว่านี้ก็มาศึกษาหาความรู้กันได้ที่ มหาวิทยาลับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยา (มจร.) หลักสูตร ปริญญาตรี - เอก รับทั้งพระ และ โยมครับ โลกเป็นหนี่พระพุทธศาสนา มจร. ดงขมิ่นอ่อน (IP:203.113.15.234) จุดกำเนิดและพัตนาการพระไตรปิฏก พระพุทธเจ้า > อริยสาวก *โดยมุขปาฐะ > *สังคายนา ครั้งที่ 1 > สังคายนา ครั้งที่ 2 > สังครั้งที่ 3 > สังคายนาครั้งที่ 4 > สังคายนาครั้งที่ 5 > ฯลฯ > สังคายนาครั้งที่ 9 (ที่ไทย) = พระไตรปิฎก *มุขปาฐะ คือ การท่องจำ *สังคายนา คือ การชำระ รวบรวมคำสอน โดการสวดหรือท่องจำพร้อมกัน ถ้าสวดผิดกันคำหนึ่งก็หาข้อยุติ และเพื่อที่จะรวบรวมพระพุทธพจน์ให้เป็นหมวดหมู่ *ครั้งที่ 1 หลังพุทธประนิพพาน 3 เดือน พระอารหันจำนวน 500 รูปเข้าร่วมสวด * สังคายนาแต่ละครั้งห่างกันเฉลี่ยประมาณ 100 ปี *สังคายนา 1-4 ใช้วิธีท่องจำ * คำว่า "พระไตรปิฎก" เกิดขึ้นในการสังคายนาที่ 3 ก่อนนั้นเรียกว่า "พระธรรมวินัย" *ครั้งที่ 5 พระภิกษุสวดพร้อมกันแล้วก็ จารพุทธพจน์ลงในใบลาน เป็นครั้งแรก *ครั้งที่ 1 2 3 ทำที่อินเดีย *ครั้งที่ 4 5 6 7 ทำที่ศรีลักา *ครั้งที่ 8 ทำที่เชียงใหม่ ล้านนา *ครั้งที่ 9 ทำที่ไทย สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ร. 1 *กาสังคายนาแต่ละครั้งล้วนมีเหตุมาจากการปิดเปือนคำสอน *แต่ครั้งหลังๆทำเพราะจะรวมรวมคำภีร์พระไตรปิฎกให้ครบ เช่น ในเชียงใหม่และไทย *ถึงจะไม่ค่อยระเอียดมากนักแต่ก็พอมองเห็นการพัฒนาการของพระไตรปิฏกเป็นลำดับนะคับ แต่ถ้าอยากรู้อย่างซึ่งกว่านี้ก็มาศึกษาหาความรู้กันได้ที่ มหาวิทยาลับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยา (มจร.) หลักสูตร ปริญญาตรี - เอก รับทั้งพระ และ โยมครับ โลกเป็นหนี่พระพุทธศาสนา มจร. ดงขมิ่นอ่อน (IP:203.113.15.234) ควรนำเวลาที่เสวนากันนี้มาปฏิบัติตนเอาเพียง รักษา ศีล 5 ให้ครบ สัก 1 เดือน น่าจะเป็น มรรคา ที่ใกล้ นิพพานเข้าไอีกนิดซึ่งจุดหมายปลายทางนั้นแสนจะห่างไกล คนบาปหนาอย่างผมอาจต้องใช้เวลาชั่วกัลป์ก็ยังไปไม่ถึงครึ่งทาง คนเรานี่ก็แปลกอยากรู้ในเรื่องไร้สาระวิตกกังวลไปใยกับการที่พุทธองค์จะเขียนหนังสือเป็นหรือไม่เป็น ไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์สักหน่อย ถ้าค้นคว้าแล้ว ศึกษาแล้วจะได้ปริญญาโท-เอก หรืออย่างไร ลองไปอ่านพุทธประวัติอีกสัก10รอบก็จะรู้ว่า ระดับพระองค์ท่านแค่เป็นเพียงเจ้าชายก็กล่าวได้ว่าคือ จอมคน ของยุคนั้นแล้ว คำสั่งสอนตอนเป็นพุทธองค์ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นตัวหนังสือ เป็นภาษาพูดที่ศักดิ์สิทธิ์ เราเรียกว่า คาถา ความขลัง ต้องท่อง คาถา ไม่ใช่เขียนคาถา มันต้องจดจำจนขึ้นใจเข้าใจ รู้แจ้ง แทง ตลอด ว่า อยากให้คนรัก ต้อง สังคหวัตถุ 4 อยากสำเร็จในกิจการงานต้องอิทธิบาท 4 คงเข้าใจ จากความเห็น 106 "สิ่งที่คุณรู้ มีเพียงแค่ใบไม้ใบเดียวจากใบไม้ในหนึ่งกำมือ การจะเข้าถึงพุทธศาสนาต้องอยู่ที่ศรัทธา มิใช่หลักฐานที่ค้นหามาได้" ต้องขอแสดงความคิดเห็นคัดค้านครับ ขออภัยด้วยนะครับ พระพุทธองค์ไม่ทรงประสงค์จะครอบงำทางปัญญาของผู้ใดจึงได้ให้แนวทางพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ไว้ในกาลามสูตร ดังนั้นผมจึงขอบอกว่าศาสนาอื่นนั้นจะอย่างไรก็ช่างแต่สำหรับพุทธศาสนานั้นต้องเป็นปัญญานำหน้าศัทธาตามหลังครับ คนต้องเชื่อเพราะปัญญาของเขาเองไม่ใช่เพราะศรัทธา มีปัญญารู้ผิดรู้ถูกแล้วจึงเชื่อถึงจะถูก ถ้าพุทธศาสนาเน้นศรัทธาเสียแล้วจะเป็นวิทยาศาสตร์ไปไม่ได้ คงไม่ต่างอะไรกัยปรัชญาที่เถียงกันไม่รู้จบ และข้อสำคัญการเข้าถึงธรรมนั้นใช้ปัญญาไม่ใช้ศรัทธา นั้นคือปัญญาทำให้แจ้ง ไม่ใช่ศรัทธาทำให้แจ้งครับ พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญปัญญา ต้องขออนุญาตเรียนถามเจ้าของกระทู้ หรือผู้รู้ท่านอื่นๆ จากที่ได้อ่านค้นคว้า ผ่านสายตา ได้รับทราบว่า สมัยก่อนโน้น มีการเผยแพร่คำสอนจากศิษย์สู่อาจารย์ แบบปากต่อปาก คือให้ท่องจำ (3 รอบ) จนขึ้นใจ คำสอนต่างๆของพุทธองค์ โดยมากเป็นการท่องจำด้วยใจ ของพระอานนท์ และเมื่อมีการสังคายนา เพื่อจดบันทึก ก็อาศัยความจำของพระอานนท์เป็นหลัก ถ้าข้อมูลดังกล่าวสามารถสืบค้นและเชื่อถือได้ เราก็น่าจะได้คำตอบของกระทู้นี้ ใช่มั้ยครับ ( คือทำให้ประเด็นความน่าสนใจของกระทู้หมดไป และน่าจะตอบได้ว่าพระพุทธองค์ น่าจะอ่านออกเขียนได้ แต่ไม่ได้ใช้วิธีเขียนด้วยพระองค์เองในการเผยแพร่ หรือบอกคำสอน ) MG (IP:202.12.97.111) I read about 'Ananda' in on the Web (search with ananda+arahant) because I have heard that he became an arahant after the Buddha's nibbana and there were more than 500 arahants before him. Ananda was the Buddha's (in modern term) 'secretary' for His last 25 years. He was known as the living repository of the Buddha's sayings (84,000 khandha). And as told in the Tipitaka, soon after the Buddha's nibbana, the (first) council of (almost) 500 (living) arahants was to be assembled to clarify (and constitutionalize) the 'rules' (vinaya) of sangha (the community of practioners of the Buddha's teaching; the term 'sangha' includes both 'samana bhikkhu' and lay people, who practice the teaching). There was a problem because Ananda was essential for this task, but he was not an arahant. Despite knowing (almost) all the Buddha's sayings, Ananda did not become an arahant until the morning of the day before the council convened. And so, Ananda's version ('what I (he) heard') of Buddha's teaching was passed on to us today. The story suggests differences between 'memorizing' (or reciting), 'practicing' and 'understanding' the teaching. There are issues of 'practicing' by 'rites and ceremonies', and by the 'Noble Path' - wisdom (panya), conduct (siila) and meditation (samadhi); these issues may arise from different 'understanding' or viewing of 'dhamma' (as the 'law of nature' in one view or as the book 'Tipitaka' in another view). Historians agree that the first 2 editions of Tipitaka were passed down 'orally', and the third edition was 'written'. The language of the Buddha's teaching (now known as Paali) is still a subject of disagreement. Thai scripting of Paali is known to have different pronunciations from other scripts (Ananda (อะนันดะ) = อานนท์ (อาโนน)). The Buddha's story of His own awakening is inspiring. His search for a solution takes us on established paths, off the beaten tracks and finally to the Noble Path. In the 45 years of teaching, the Buddha had to deal with different peoples and bhikkhave (the 227 rules of conduct for bhikkhave (monks) did not come all at once). The story is told in Paali in the Tipitaka. It seems strange that Paali study is not well supported; and the Buddha's teaching has become sacred and worshipped rather than understood and practiced; this may result in more people being 'sleepers' or 'consumers' and less people being 'awake' or 'practitioners'. (In a view) The Venerable Buddhadasa (พุทธทาส) had put the Dhamma on the ground level so that people can walk in to see it. He said: Dhamma is free for everyone who practices the Noble Path; we cannot buy Dhamma no matter how much we pay; the Buddha's teaching is 'about' Dhamma but the Buddha's teaching is 'not' Dhamma. [This topic is rather long and could be more understandable if written in Thai. The question in the title is only a 'caller' (an attention getter) to relook at the way we live and conduct ourselves when we claim to follow the Buddha's teaching. In our search for happy life and living, we find dukkha arises from within ourselves and sometimes we ignore the Noble Path and try to buy sukkha from outside. 'Why' is the real question. Is it because, we can't understand Paali and the 'Tipitaka'? Is it because we are confused by different views and interpretations in the (sangha) community (and there had been no confirmed arahants for over two thousands years to set the views right)? ... These are not questions asked by believers. I am a learner (sekkha) .] ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็มีหลายอย่าง เช่น พระพุทธเจ้า ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เป็น ใช้เมาส์ไม่เป็น ไม่รู้จักปุ่ม Enter กระทู้นี้ คล้ายๆกับจะเป็นการดูหมิ่นดูแคลนต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าขุดคุ้นขึ้นมาอีก ดีไหม jk (IP:202.57.176.247) เมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้า แสงสว่างได้จากเทียนและตะเกียง เด็กประมาณว่าคลานได้เห็นแสงไฟก็เอื้อมมือจะจับ พ่อร้องเสียงดังหน่อย อย่านะ มันร้อน ไอ้หนูก็หดมือกลับด้วยตกใจเลยไม่รู้ว่า ที่ แวบๆ อยู่เห็นด้วยตาได้ยินกับหูว่าร้อน มันคือ อะไร พอ พ่อ เผลอก็ลองอีก คราวนี้คว้าหมับเลย ร้องไห้ลั่น มันร้อน พุทธองค์ ตรัสรู้แล้วด้วยพระองค์เอง ความเป็นไปเป็นมาของการตรัสรู้ว่าผ่านขั้นตอนมาอย่างไรชาวพุทธที่แท้ย่อมทราบ พระองค์ท่าน นำมาบอก เวไนยสัตว์ ว่า ทุกข์คืออะไร สมุหทัยคืออะไร นิโรธคืออะไร มรรคคืออะไร สวรรค์มีนะ นรกมีนะ ถ้าทุกคนมีปํญญาและประสบการณ์เท่ากับเด็กนั่นบางกลุ่มสะดุ้งตกใจ แล้วก็เฉยๆ บางกลุ่มลองๆเชื่อและปฏิบัติตามก็จะพบวามจริง ธรรมของพุทธองค์ต่างที่สงบเย็ย ไม่รุ่มร้อนพระองค์ไม่ได้หวงห้ามมีแต่บอกหนทาง แล้วแต่ใจรจะก้าวเดินไป โดยใช้ทั้งศรัทธาและปัญญาเกื้อหนุนกันไปให้ถึงซึ่งแดนนิพพาน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 120 ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็มีหลายอย่าง เช่น พระพุทธเจ้า ทรงใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เป็น ใช้เมาส์ไม่เป็น ไม่รู้จักปุ่ม Enter กระทู้นี้ คล้ายๆกับจะเป็นการดูหมิ่นดูแคลนต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าขุดคุ้นขึ้นมาอีก ดีไหม ขอเรียนถามคุณเจเคว่า คอมพิวเตอร์นี้มีขึ้นเพื้อพอกพูนกิเลส หรือมีขึ้นเพื่อทำให้หมดสิ้นกิเลส มีขึ้นเพื่อให้สิ้นทุกข์หรือเพิ่มทุกข์ เป็นไป มีเพื่อการสะสมวัตถุหรือชำระล้างจิตใจ อะไรที่ไม่เป็นไปเพื่อดับทุกข์พระพุทธเข้าจะรู้หรือไม่รู้นั้นสำคัญตรงไหน แต่อะไรก็ตามที่เป็นไปเพื่อดับทุกข์แล้วบอกว่าหากมีใครพระพุทธเจ้าไม่รู้นี่สิจึงจะบอกได้ว่าหมิ่นแคลนพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเข้าสอนทุกสิ่งทุกอย้างเพื่อดับทุกข์เท่านั้น และขอเรียนถามอีกคำถามถ้าไม่รู้หนังสือนี่ บรรลุมรรคผลได้ไหม การอ่านออกเขียนได้จำเป็นต่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไหม tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.111) พระองค์ท่าน ไม่อยากให้ยืนมองแต่บนฝั่ง จะลงเรือก็ลงไปเลย ไม่ต้องนั่งอ่านแต่อย่างเดียว อ่าน อ่าน อ่าน ให้ไปปฏิบัติเลย ของจริง ตองสี่ (IP:125.25.44.18) ขนาดท่านไม่ได้เขียนอะไรเอง คำสอนที่ได้จากการจดจำของสาวกต่างๆ มีมากมาย อย่างหาน้อยคนนัก ที่จะศึกษาได้อย่างครบถ้วน ปริยัติ และ ปฏิบัติ ควรจะไปด้วยกัน สนับสนุนกันและกัน ไม่รู้ปริยัติบ้างเลย ก็อาจจะปฏิบัติผิดหรือคลาดเคลื่อนได้ แต่แน่นอนว่า การรู้จักกับกิเลส รู้เท่าทัน และเอาชนะได้อย่างแท้จริงนั้น ต้องมีการปฏิบัติเป็นหัวใจสำคัญ คำว่าอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้นั้นคงแรงเกินไป พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาเพื่อที่จะได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนพระองค์ได้ทรงค้นพบหนทางแห่งมัชฌิมาปฏิปทา และทรงตั้งพระทัยไว้ว่าจะไม่ลุกไปจากต้นพระศรีมหาโพธิจนกว่าจะบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สิ่งที่พระพุทธองค์สอนไม่ได้สอนเป็นตัวหนังสือ แต่สอนในทางปฏิบัติและตัวอย่างที่เห็นชัดเจน และคำสอนของพระพุทธองค์นั้นก็ใช้วิธีการจดจำต่อ ๆกันมา และผู้ ที่รับหน้าที่จดจำคำสอนและพระธรรมทั้ง 8,400 พระธรรมขรรค์ ก็คือพระอานนท์ ผู้ที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก ผู้ที่พระพุทองค์ทรงยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะทางปัญญาหรือพหูสูตร อินทรชิต (IP:203.113.76.9) เคยได้ยินมาว่ามี แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขรรค์ ค่ะ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |