|
พุทธองค์อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้?
โพสต์เมื่อ:
07:00 วันที่ 8 มี.ค. 2548 ชมแล้ว:
13,428
ตอบแล้ว:
132
พุทธศาสตร์ คือวิชาความรู้ (knowledge, epistemology) เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า คำสอนของพุทธศาสนา ได้รับ การร่วมรวมจดบันทึกในภาษาบาลี (จากสังคายน ครั้งที่ ๓ ในสมัยพระอโศก) ประมาณ ๒๔๐ ปี หลังพุทธกาล.
ทำไม พุทธองค์ไม่เขียน ไม่จดบันทึกคำสอน เป็นหลักฐาน เป็นตำราให้มั่นคง ทั้งที่ ตัวอักขระ(อินดู) มีใช้มาก่อนแล้ว หลายร้อยปี? บทความนี้ เสนอข้อชวนคิด แสดงและชักชวน ให้ใช้ การเรียนรู้ แบบปฏิสัมพันธ์ (interactive learning). ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 มี.ค. 2548 (07:01) ในสมัยที่พุทธองค์ และสังฆสาวก เดินท่องประเทศต่างๆ (อินเดียเก่า) แสดงเทศน์ เผยแพร่พุทธศาสตร์ คนในสังคม สมัยนั้น แบ่งออกเป็น ชั้น (caste) เช่น พราหมณ์ (Brahmans พระสอนศาสนาฮินดู), กษัตริย์ (Kshatriyas นักรบ), วอิสยา (Vaisyas พ่อค้า เกษตรกร), สุทรา (Sudras คนงาน) และ คนนอกสังคม (Untouchables ที่คานธี เรียกว่า Hariyans). สุทรา มีจำนวนมากกว่า ชนชั้นอื่นๆ หลายเท่าตัว และโดย กฎสังคม ของเวลานั้น ทุกคน ที่เกิดในตระกูล สุทรา เป็น สุทรา (ไม่มีทางออก - ต้องทำงาน ทำกุศล เพื่อให้ เกิดชาติใหม่ ในชนชั้นอื่น?). ภาวะเช่นนั้น ย่อมจะไม่สบใจ (เป็น ทุกข์ dukkha ต่อ) คนส่วนใหญ่ และ ย่อมช่วยให้ พุทธศาสตร์ (ที่รับว่า ทุกคน จะหลุดพ้น จาก ภาวะต่างๆ ได้เท่าเทียมกัน) แผ่กระจายอย่างรวดเร็ว. คัมภีร์เวทา (Vedas - ความจริง ความรู้) ของศาสนาฮินดู ที่ถ่ายทอดทางปาก สืบมา ๖-๘ พันปี อาจจะเริ่มเขียน ในภาษาสันสกฤต (ด้วยอักขระอินดู) มานาน ๓-๔ พันปี ฉะนั้น อักขระ และตำรา (บนแผ่นหิน แผ่นไม้ และใบลาน?) มีมาก่อนพุทธกาล. ตามพุทธประวัติ ที่ยอมรับกันทั่วไป พระสิทธัตถะ ได้เรียน วิชาการของกษัตริย์ ซึ่งคาดได้ว่า ควรจะรวม การพูดอ่านเขียน ภาษา(สันสกฤต?) ฉะนั้น ตามความเป็นไปได้แล้ว พระสิทธัตถะ ควรจะอ่านเขียนได้. แต่ ไม่มีหลักฐานว่า ตลอด ๔๕ ปีที่ พุทธองค์โปรดธรรม ให้คำสอน เป็นหนังสือ มีแต่การอ้างอิงว่า เป็นโอวาท. ถ้า พุทธองค์อ่านเขียนได้ ทำไม พระองค์ไม่เขียน (หรือให้ สังฆสาวก จด) พระโอวาท? ถ้าพระองค์ เขียนคำสอนเอง ก็จะไม่มี ข้อผิดพลาด ใดๆ. ฉะนั้น พุทธองค์ เลือกใช้ โอวาท ตามนิยม ของสมัยนั้น? พุทธองค์ มีเหตุผลอะไร? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 มี.ค. 2548 (07:02) ข้อเสนอชวนคิด การเรียนรู้ เป็น การเชื่อมต่อ อุปภาพ (concepts) ของสิ่งต่างๆเข้าด้วยกัน และเชื่อมต่อกับจิต (mind). พุทธองค์ ย้ำหลายครั้งหลายหน ให้พุทธมิก คิด พิจารณา ก่อนยอมรับหรือเชื่อคำบอกกล่าว แม้จะเป็น พุทธโอวาท. ข้อเสนอข้างล่าง ก็เป็น ข้อชวนคิด เท่านั้น. ๑. สมัยพุทธกาล การอ่านเขียน ยังไม่แพร่หลาย คนทั่วไป อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ การถ่ายทอด ความรู้ ด้วยตำรา ย่อมไม่ได้ผล. ๒. ภาษาหลากหลาย ทำให้ยากต่อการสร้างข้อความ แสดงความหมายให้ ตรงกัน หากเลือกภาษาหนึ่ง ก็อาจจะแสดง การเอียงแนบกลุ่มชนหนึ่ง สร้าง ทุกข์ ให้ชนกลุ่มอื่น (พุทธองค์ ใช้ภาษาอะไร?) ๓. ตำรา เป็น เครี่องแสดง ไม่ใช่ความรู้ การสะสม ตำรา ไม่ช่วยให้คนได้ความรู้ การบูชา ตำรา อาจจะ ทำให้หลงไหล ไปเชื่อถือว่า ตำรา เป็นสิ่ง วิเศษ ให้ความรู้ (โดยไม่ต้องอ่าน คิด พิจารณา). ๔. ตำรามีแต่ การเรียบเรียงคำ ไม่มีอิทธิภาพเพียงพอ ในการแสดง ความเชื่อมต่อ ของสิ่งต่างๆ ซึ่ง ประกอบ เข้ากัน ทุกส่วนเป็นส่วน (อัตตะ ถือว่า ของตัว สำคัญกว่า, อนัตตะ ไม่ถือ เช่นนั้น) การเรียบเรียง (sequencing) คำ สร้างประโยค คือการจัดลำดับ ความสำคัญ ก่อนหลัง, แต่ การเชื่อมต่อ (แสดง ส่วนประกอบ เป็น สังฆัง) อาจจะมีหลายมิติ ซับซ้อน (ภาษาทั้งหลาย ทุกวันนี้ ก็ยังไม่สามารถ แสดง ความสัมพันธ์ ของสิ่งต่างๆ อย่างแท้จริง ชัดเจน เป็นได้เพียง การจำลองรูปแบบ แสดงภาพนิ่ง เป็น แถวๆ ตามความคิด ของผู้เขียนแต่ละคน). ๕. เทศนา คือ การถ่ายทอดแบบปฏิสัมพันธ์ นั่นคือ การเชื่อมต่อ ที่ใช้ประสาททั้งหลาย (ไม่เฉพาะ อ่านต้วยตา) มาช่วยรับ ความหมาย ความรู้ มีการตอบโต้ ยื่ดยุ่น ให้เกิดความเข้าใจ เต็ม ตรง ด้วย น้ำเสียง ท่าทาง จังหวะ บรรยากาศ ฯลฯ (ที่ ตำราอักขระ ไม่สามารถทำได้) ในเวลาเดียวกัน. ๖. ทุกสิ่ง เป็น อนิจจา (ไม่คงที่ impermanence) เป็นจุดที่พุทธองค์ ย้ำชี้แสดง ทุกสิ่ง เปลี่ยนแปร เป็นไปตามทางธรรมชาติ การยึดถือตำรา ซึ่งปรับตัวไม่ได้ อาจจะ หยุดการพัฒนา หยุดการคิด หยุดการปรับตัวตามเวลา. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 8 มี.ค. 2548 (07:02) สังฆสาระ การเผยแพร่ ความรู้พุทธศาสตร์ ในสมัยพุทธกาล พุทธองค์ ใช้เทศนาแบบปฏิสัมพันธ์ ด้วย การปรากฏตัว แสดงธรรม ความรู้ ต่อหน้า ผู้สนใจ และ พุทธสาวก ใช้ คำถาม คำตอบ และ ตัวอย่าง (นิทานชาดก) ช่วยอธิบาย ให้คนเข้าใจ ความหมาย ตรง และชัดเจน. เชื่อกันว่า พระอรหันต์ (และพุทธสาวก อื่นๆด้วย?) ใช้วิธีปฏิสัมพันธ์ เช่นกัน ในการเผยแพร่ พุทธศาสตร์ ต่อมาอีกประมาณ ๒๔๐ ปี จึงได้มีการสังคายนา และบันทึกด้วยภาษาบาลี เป็นครั้งแรก. วิธีปฏิสัมพันธ์ นี้ใช้ การเชื่อมต่อ สื่อสาร ระหว่างกัน เป็น การเรียนรู้ทั้งสองทาง ในเวลาเดียวกัน (ไม่ใช่แค่ การส่งสาร ทางเดียว) ทั้ง ครู และนักเเรียน ต่างช่วยกัน ปรับตัว(และจิต) ให้เข้าถึงกัน และถึงความรู้ เรื่องนั้น (อย่างน้อย ถึงระดับที่ ครูพอใจ). วิธีปฏิสัมพันธ์นี้ นักเรียนร่วมกัน ใช้ค้นหา สร้าง ความรู้ได้ ถ้ามีปฏิสัมพันธ์ทางสาระ (information synthesis) ไม่เพียงแค่ ทางพฤติกรรม (process interactions) เช่น สนทนา หรือเพียงแค่ แตะ ร่างกาย (physical connections). การแสดงความหมาย โดยวิธีปฏิสัมพันธ์ เพื่อสร้างสาระ แบบนี้ อาจจะใช้ คำ ให้มีอุปภาพ ชัดเจน และสอดคล้องกับ ภาษา ที่ใช้แสดง พุทธศาสตร์ เช่นคำว่า สังฆสาระ (สังฆะ กลุ่ม(นักเรียน) หรือ ข่ายปฏิสัมพันธ์ หรือ สังคม, และ สาระ ความหมาย ของรูปแสดง หรือของตัวข้อมูล) เพื่อแสดง ความรู้ ที่เกิดใน ข่ายปฏิสัมพันธ์ - นั่นคือ ความรู้ในสังคม. ธรรมสาระ การเชื่อมต่อ ความหมาย ของ สังคม เข้ากับ ความรู้ มีขอบเขต อยู่แค่ ภายในสังคม แต่พุทธทัศน คลุมกว้าง กว่านั้น อริสัจจ์ ของพุทธองค์ เป็น สัจจ์ครอบจักรวาล (universal truth) เป็น กฏธรรมชาติ (natural laws) เช่น กฏแห่งกรรม ซึ่งชี้แสดงว่า เหตุ เชื่อมต่อ ผล อย่างไร ในข่ายปฏิสัมพันธ์ ของสิ่งต่างๆในโลก ในจักรวาล. ความรู้ นี้ อาจจะเรียกว่า ธรรมสาระ (ธัมมะ ความเป็นไป หรือ ความจริงแท้) เพื่อ แสดงว่า ความรู้ในพุทธศาสตร์ เป็น ความจริงของความเป็นไป ตาม เหตุและผล ในข่าย ของปฏิสัมพันธ์ต่างๆ ในจักรวาล. พุทธสาระ พุทธองค์ ตรัสรู้ อะไร? คำถามนี้ ตอบได้ง่ายๆว่า ความรู้ที่พุทธองค์สอน. แต่เราเข้าใจ ภาษา และตำรา ต่างๆไป เช่นบทความนี้ เป็นตัวอย่าง ที่แสดง ความหมาย ของคำ สังฆะ เป็น สังคม หรือ ข่ายปฏิสัมพันธ์ ซึ่ง ต่างจาก พระภิกษุสงฆ์ ที่เข้าใจทั่วไป. การตีความหมาย ต่างไป ทำให้ เข้าใจ พุทธศาสตร์ ต่างไป. (ผู้อ่าน คงสังเกต บทความนี้ ใช้คำภาษา บาลี สันสกฤต ไทย และอังกฤษ เขียนด้วย อักขระ ไทย และ โรมัน.) เราอาจจะใช้คำ พุทธสาระ (พุทธ ความรู้) เรียก ความรู้ ที่พุทธองค์ ได้ตรัสรู้ และถ่ายทอด ต่อเนื่อง ด้วยวิธีปฏิสัมพันธ์ นั่นคือ ความรู้เรื่องความรู้ คือความรู้ ที่ เรา(นักเรียน) ควรเรียนรู้. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 8 มี.ค. 2548 (07:03) คำเตือนใจ ความหมายของพระรัตนตรัย - พุทธัง สระนัง คฉามิ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน ความรู้ ธัมมัง สระนัง คฉามิ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน ความจริง สังฆัง สระนัง คฉามิ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน สังคม นั่นคือ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน สังคมที่ตั้งอยู่บนความรู้ แท้จริง. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 8 มี.ค. 2548 (07:03) คำสรุป จากคำถาม ทำไม พุทธองค์ไม่เขียน ไม่จดบันทึกคำสอน เป็นเหตุให้ ค้นหา ทางเชื่อมต่อ สิ่งต่างๆที่อยู่ใน วงแวดล้อม สมัยพุทธิกาล จากข้อสังเกตุว่า หนังสือ ไม่มีอิทธิถาพ เพียงพอ จะแสดงความเป็นไปของโลก ให้ ตรง และชัดเจน, เมื่อรวมต่อกับ ทัศนวิสัย ที่เห็น พุทธศาสตร์ คือ การหา ความรู้ของความรู้ ของตัวเองและสิ่งรอบตัว นั่นคือ สังฆสาระ ที่สร้างจากการเชื่อมต่อนี้ ส่งผลชี้ว่า พุทธองค์ ได้พิจารณา ก่อนเลือกใช้ วิธีปฏิสัมพันธ์ ในการถ่ายทอด ธรรมสาระ ให้แก่ผู้แสวงหา พุทธสาระ. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 8 มี.ค. 2548 (07:04) ตำราน่าอ่าน ๑. Buddhadasa, Handbook for Mankind, Eng trans by Rod Bucknell from Thai text (1956) by Pun Chongprasoed, reprint by Buddha Dharma Education Association Inc, http://www.buddhanet.net/ . ๒. Victor A. Gunasekara, Basic Buddhism: A modern Introduction to the Buddhas Teaching, 3rd ed., Buddhist Society of Queensland, 1997. ๓. Charles Duroiselle, A Practical Grammar of the Pali Language, 3rd ed., http://www.buddhanet.net/, 1997. ๔. * see also web pages on http://en.wikipedia.org/wiki/ . ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 3 เม.ย. 2548 (13:47) อ่านจากตัวหนังสือไม่เข้าจริง ๆ หรอกครับ เขาเล่าให้ฟังก็ไม่เข้าใจจริง ต้องทำเอง ปฏิบัติเอง เห็นเองจากของจริง สมัยพุทธกาล หรือหลังจากนั้นไม่เกินห้าร้อยปี คนรู้ได้ด้วยการปฏิบัติ(คำว่ารู้ในพุทธศาสนา แปลว่า ถึงซึ่งความดับทกุข์ ไม่ใช่รู้ว่าโลกกลม เกิดขึ้นเองไม่มีใครสร้าง ความรู้อย่างนี้ไม่ใช่ความรู้ในทางพุทธศาสนา) หลังจากนั้นคนรู้ได้จากตัวหนังสือ อ่านแล้วเข้าใจเอาเอง เรารู้จักพุทธศาสนาจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งท่านพุทธทาสบอกว่า มีผิดในหลักการสำคัญ ภาษาธรรมะ กับภาธรรมดา ต่างกัน อ่านตั้งหลายจบแล้ว ยังไม่เข้าใจ ธรรมคือคุณากร (IP:203.156.116.89,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 เม.ย. 2548 (18:36) ในหลาย ๆ สาเหตุที่อาจจะคาดเดาได้นั้น ผมว่าน่าจะมีสาเหตุเหล่านี้นี้รวมอยู่ด้วย คือ หนึ่ง "ถึงพระพุทธองค์จะสั่งสอนหรือไม่ ธรรมเหล่านี้ก็มีอยู่แล้ว" พระพุทธองค์มิได้แต่งตำราใหม่เหมือนพวกวิชาการทางโลก พระพุทธองค์ เพียงแต่นำมาบอกกล่าว หรือขยายความให้ถูกต้องตรงตามอัธยาศัยของผู้ฟัง ในการแสดงธรรมของพระพุทธองค์ส่วนมากเป็นการตอบปัญหา จึงมิใช้แต่งตำราจากบทที่หนึ่ง สอง สาม พระอริยสาวกได้รวบรวมคำสั่งสอน คำสนทนา ตอบปัญหาต่าง ๆ เข้าเป็นหมวดหมู่ในภายหลัง สอง ตอนเด็ก ๆ ผมนึกพระพุทธเจ้าน่าจะเป็นนักปลุกเศก เพราะคำพูดสองสามคำของพระพุทธองค์ทำให้ บางคนดวงตาเห็นธรรมทันที พอโตขึ้นจึงเข้าใจว่าทำได้ เวลาเราทำการแก้สมการยาก ๆ ติดอยู่นิดเดียว เพื่อนบอกคำเดียวว่าตรงนี้ต้องหาตัวมาคูณ แค่นั้นเอง เราทำต่อได้ตลอด ไม่ต้องอธิบายกันสามวันเจ็ดวัน ตำราไม่มีความจำเป็นใด ๆ สำหรับคนเหล่านี้ สาม พระองค์สอนคนทุกชั้น โดยเฉพาะคนที่มีจำนวนที่มากที่สุดในอินเดียน่าจะอยู่ในวรรณะที่ไม่มีสิทธิอ่านหนังสือ ไม่ใช่ไม่เรียนหนังสือ แต่เขาไม่มีสิทธิที่จะอ่านหนังสือ เขาไม่มีสิทธิที่จะประกอบอาชีพตามที่เขาต้องการ เขาต้องขอทาน(ต้องแยกให้ออกนะครับระว่างภิกษุซึ่งแปลว่าผู้ขอ กับคำว่าขอทาน) เขาเชื่อของเขาอย่างนั้นจนกระทั่งทุกวันนี้ ถ้าพระพุทธองค์สั่งสอนโดยเขียนตำรา คนเหล่านี้คงหมดสิทธิที่จะนับถือพุทธศาสนา สี่ (ข้อนี้ผมไม่แน่ใจว่าผมจะเข้าใจถูก แต่ก็อยากจะแสดงความเห็น ถ้าใครเห็นว่าผิด ก็ลองแย้งมาดู) นั่นคือ คำสอนของลัทธิต่าง ๆ ในสมัยพุทธกาล ที่ใกล้เคียงกับคำสอนของพระพุทธองค์ ย่อมมีหลายสำนัก อย่างน้อยของอาฬารดาบส กับอุทกดาบสก็ไม่น่าจะมีคำสอนผิด ๆ แต่ว่าพระพุทธองค์พบว่ายังไม่ถึงบทสรุปที่จะทำให้หมดทุกข์ นั่นคือดีมาก ๆ แต่ไม่ดีที่สุด พระพุทธองค์ทรงค้นพบสิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งถ้าเขียนก็มีคำเดียว คือ อนัตตา คำอื่น ๆ พวกไหน ๆ ก็มีใช้ แต่อนัตตานี่น้อยมาก และของเจ้าอื่น รวมทั้งพวกที่คิดว่าน่าจะเป็นเจ้าเดียวกับพระพุทธเจ้าแต่ที่จริงไม่ใช่ สอนว่า อนัตตาไม่ใช่ตัวตนก็จริง แต่มีอนัตตา เปรียบความว่า ครูคณิตศาสตร์มักพูดว่า อินฟินิตี้ ไม่ใช่จำนวน แต่ก็ยังมีอินฟินิตี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีอินฟินิตี้ เพราะเราไม่มีโอกาสไปถึงอินฟินิตี้ แค่อินฟินิตี้ก็ยุ่งเหยิง(บางคนว่า ไม่หรอกมันไม่เป็นอย่างนั้นแต่มันเป็นอย่างนี้ต่างหาก แต่แล้วก็ไม่กล้าสรุปว่าจริง ๆ แล้วมันหน้าตามันเป็นอย่างไร) หรืออีกตัวอย่าง เราจะอธิบายให้คนตาบอดแต่กำเหนิดเห็นสีแดงได้อย่างไร ยังนึกไม่ออก ทั้งพูด ทั้งคลำ ทั้งดม เอาเป็นว่าใช้ประสาททั้งสี่ คนตาบอดก็คงไม่รู้จักสีแดง ต้องใช้ประสาทที่ห้า คือตา จึงจะบอกว่าสีแดงเป็นอย่างไรได้ (ต้องขออภัยที่ยกตัวอย่างคนตาบอด ไม่ใช่จะดูถูกดูแคลน แต่เป็นตัวอย่างที่คนตาดี ๆ เข้าใจง่าย กรุณาอย่าเปลียนไปนับถือศาสนาอื่นเพราะตัวอย่างของผม เหมือนกับปริญญาโททางกฎหมายของธรรมศาสตร์ท่านนั้น ที่เคยอ้างว่าพุทธศาสนาชอบดูถูกคนตาบอด สู้อีกศาสนาไม่ได้ที่ช่วยให้คนตาบอดหายบอดได้โดยอำนาจศักดิ์สิทธิ์) ครับ อนัตตา พระพุทธองค์ต้องรู้จักแน่นอน อริยสาวกต้องรู้จักแน่นอน แต่น่าจะเป็นสิ่งที่อธิบายด้วยคำพูดไม่ได้ ต้องเข้าใจได้ด้วยการปฏิบัติที่ถูกวิธี(ตามมรรคแปด) พวกไม่ชอบอ้างตำรา (IP:203.156.116.89,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 6 เม.ย. 2548 (22:10) พระพุทธองค์เป็นเพียงผู้บอกทาง การที่คนเราจะไป(ปฏิบัติ)หรือไม่นั้นเป็นหน้าที่ของบุคคลคนนั้น พระอานนท์ที่ติดตามพระพุทธองค์เป็นผู้ที่มีความจดจำดีมาก ทุกคำพูดที่พระพุทธเจ้าแสดงล้วนถูกจดจำแล้วนำมาสู่พระไตรปิฎกที่เราอ่านอยู่ทุกวงันนี้ คนเราธรรมดา ตัวเรา ตัวท่าน เป็นผู้มากด้วยกิเลศ ความอยากรู้ อยากมี อยากเห็น อยากเป็น การที่จะมีสมาธิแน่วแน่นั้นเป็นของยาก จงฝึกไปเถอะ ใช้ความพยายาม อย่างน้อยๆเราคงจะจำย้อนหลังไปในอดีตที่ผ่านมา เช้านี้ วานนี้ วันก่อน สัปดาห์ก่อน เราทำอะไรที่เป็นกุศล อกุศลบ้าง ท่านทดลองคิดย้อนอดีตหรือยัง จำได้หรือปล่าว แล้วท่านจะหายความสงสัยทั้งปวง chinub@thaimail.com (IP:61.7.137.211,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 5 พ.ค. 2548 (15:50) สำนักข่าวพระสงฆ์ไทยรายงานว่าสังคมอิสลามนั้น ผมสังเกตว่า \'ปัญหา\' คือเครื่องผนึกรวมโลกมุสลิมให้รักใคร่ กลมเกลียว เป็นปึกแผ่น ขจัดทุกข์-เอื้อสุขให้กันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน "สังคมพุทธ" ในเมืองไทย ปกติไม่มีปัญหา แต่กลับสร้างปัญหากันขึ้นเอง และตัวปัญหานั้น "แยก-ทำลาย" สังคมพุทธด้วยกันให้เร่าร้อน และผุกร่อนหนักขึ้น เราคงได้ยินคำว่า 84,000 พระธรรมขันธ์อยู่บ่อยๆ แต่ท่านทราบไหมว่าหลังพุทธกาลในยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้เลื่อมใสศรัทธา และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเอกอุ นั้น มีวัดอยู่เท่าไหร่ในอินเดียปัจจุบัน? 84,000 วัดครับที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างขึ้น! พระธรรมคำสอนขององค์พระสมณโคดมนั้น ท่านทราบไหมว่า เคยต้องตั้งเป็นมหาวิทยาลัย "ใหญ่ที่สุด" ในโลกสอนวิชาพระพุทธศาสนา มีผู้สนใจจากทิศานุทิศมาร่ำเรียนมากมาย รวมทั้งพระถังซำจั๋ง? นั่นคือ "มหาวิทยาลัยนาลันทา ท่านทราบไหมว่า ในยุคที่อินเดียยังแบ่งเป็นแคว้นเล็ก-แคว้นน้อยถึง 16 แคว้น ก่อนจะรวมเป็นอินเดียปัจจุบันนี้ "พระพุทธศาสนา" แทงหน่อ หยั่งราก และเติบโตบดบัง "ศาสนาพราหมณ์" หรือฮินดูในทุกวันนี้ จนถึงขั้นที่เรียกว่า ซวนเซแทบยืนไม่ติด? และท่านทราบไหมว่า สุดท้าย..พุทธศาสนาที่รุ่งเรือง เกรียงไกร ยิ่งใหญ่ ครอบคลุมอินเดียปานนั้น ผลสรุปมีอนาคตเป็นอย่างใด? ครับ..ผมคิดว่า ชาวพุทธทุกคนคงทราบคำตอบในคำถาม 2-3 ข้อที่ผมตั้งไว้ข้างต้นนั้น แต่ผมอยากจะตอบสั้นๆ เพื่อย้ำเตือนความจำกันอีกทีว่า 84,000 วัดที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างเป็นพุทธบูชานั้น ไม่มีเหลือแล้วครับ ถูกเผาทิ้งเป็นส่วนใหญ่ และที่เหลือบางส่วน ศาสนาพราหมณ์ที่เปลี่ยนมาเป็นฮินดูหลังพุทธกาล ยึดครอง แปลงสภาพเป็นเทวาลัยไปหมด! มหาวิทยาลัยนาลันทา อันเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของโลก และใหญ่ที่สุดในโลก บ่อนทำลายกันเองส่วนหนึ่ง ศัตรูนอกศาสนาบุกมาย่ำยีส่วนหนึ่ง ก็ล่มสลายในที่สุด และสุดท้าย พระพุทธศาสนาในอินเดีย รวมทั้งมหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ถูกพวกเติร์กมุสลิมข้ามมาจากอัฟกานิสถาน เผา และฆ่า ชนิดขุดราก-ถอนโคน นับจากวันที่ "พระสมณโคดม" เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 1,700 ปี ก็เป็นอันว่า พระพุทธศาสนา "สูญพันธุ์" จบสิ้นไปจากแผ่นดินอินเดีย! ตราบวันนั้น ถึง ณ วันนี้ ยุคนั้น สมัยนั้น ในแผนที่โลกไม่มี "ประเทศไทย" หรอกครับ คือหลังจากพระเจ้าอโศกทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกให้มีการสังคายนา "พระไตรปิฎก" ครั้งที่ 3 เสร็จแล้ว และมีการส่งสมณทูตมาในดินแดนนี้ ย่านนี้ก็มีแต่อาณาจักรศรีวิชัยเท่านั้น คือที่สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช อินโดนีเซีย อะไรนั่น ยังไม่ใช่ประเทศไทย แม้กระทั่งดินแดน "สุวรรณภูมิ" อย่างนครปฐมนั่น ก็ยังไม่ใช่ประเทศไทย ที่ยิ่งใหญ่ตอนนั้นก็คืออาณาจักรพุกามของพม่า นี่ผมไม่ได้มาเล่าประวัติศาสตร์นะครับ เพียงแต่นั่งคุยกับท่านเท่าที่เคยอ่าน จำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ประเด็นสำคัญที่อยากจะบอกก็คือ พระพุทธศาสนาที่เราเคารพนับถือกันอยู่ ณ ทุกวันนี้ นั้น เป็นพุทธศาสนาสาย "ลังกาวงศ์" ในสมัยแผ่นดินสุโขทัย ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่ใช่ประเทศไทยอีกนั่นแหละเป็นผู้น้อมนำเข้ามา และก็หยั่งรากเป็นพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นศาสนาประจำชาติไทย จนมาถึงปัจจุบันนี้ แล้วสาย "ลังกาวงศ์" เป็นฉันใด? ครับ..ก็ต้องบอกว่า หลังพุทธกาล 200-300 ปีไปนั้น พุทธศาสนาที่รุ่งเรืองสุดขีดก็ถูกตีโต้ ถูกบ่อนทำลายจากศาสนาพราหมณ์ บวกกับพระสงฆ์ในพุทธศาสนาได้รับการทำนุบำรุง "อยู่ดี-กินดี" จากพระเจ้าอโศก ก็เลยมีพวก "บวชหากิน" แห่กันเข้ามาส่วนหนึ่ง บวชแค่มาเรียนคัมภีร์ ไม่สนปฏิบัติ ส่วนหนึ่ง และพวกนอกศาสนาแปลกปลอมเข้ามาบวชเพื่อหาช่องบ่อนทำลาย อีกส่วนหนึ่ง คำสอนของพระพุทธองค์ก็เลยถูกยำ เอาลัทธิพราหมณ์เข้ามาปนพุทธบ้าง เอาพุทธเข้าไปผสมแล้วทึกทักว่าเป็นของพราหมณ์บ้าง ก็เลยแตกเป็นพุทธเถรวาท หรือหินยาน กับพุทธมหายาน เถรวาท หรือหินยาน ยึดคำสอนดั้งเดิมพระพุทธองค์ ส่วนพวกมหายานเอาพราหมณ์มาผสม พูดถึงมหายานท่านคงทราบนะครับว่ามีรูปแบบเป็นอย่างใด พระวัดญวน พระวัดจีน พระวัดญี่ปุ่น พวกนี้เป็นพุทธมหายาน นับถือพระโพธิสัตว์ อนุโลมพระโพธิสัตว์คือปางหนึ่งของพระนารายณ์ผู้สร้างโลก ใครอยากได้อะไร สวดอ้อนวอน เซ่น บวงสรวง ก็จะได้ โมเมไปไกลถึงขนาดบอกว่า "พระพุทธเจ้า" ก็เป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลงมา พวกฮินดูซึ่งแต่เดิมไม่มีวัด เมื่อเอาพุทธศาสนาไปผสมมั่วกันอย่างนั้นแล้ว ที่กลืนวัดพุทธได้ก็กลืนไปเป็นเทวาลัยไปเลย มหาวิทยาลัยนาลันทา สุดท้ายก็กลายเป็นการสอน "พุทธมหายาน" นั่นคือพุทธศาสนาเริ่มหย่อนยานไปเรื่อยๆ จากมหายานแล้วก็แตกแขนงเละเทะไปถึงขนาดลัทธิภูตผีปิศาจ และพระมีลูกมีเมียกันได้ ผมเคยอ่านจากเทศนาธรรมของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต ท่านบอกว่า ในยุคที่พราหมณ์แข็งแรงตีโต้พุทธศาสนา บ่อนทำลายล้างขนาดหนัก นั้น ก็มีนักวิชาการชาวพุทธกลุ่มหนึ่งเล็งเห็นว่าถ้าไม่หาวิธีมาโอนอ่อนผ่อนตามเห็นทีจะป่นปี้แน่ ก็เลยเอา "พราหมณ์" มาผสมกับ "พุทธ" แต่งคัมภีร์ธรรมใหม่ เขียนธรรมบทใหม่ เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับตำนานพุทธศาสนาใหม่ ประยุกต์คติพราหมณ์มาผสม และบางอย่างก็ยอมให้พราหมณ์เอาจากพุทธไปใส่ในคัมภีร์ของเขา พูดง่ายๆ คือแต่งให้ตำนานพุทธคล้อยเข้าไปอยู่ในตำนานพรหม เหตุผล เพื่อเอาใจพวกพราหมณ์ เพื่อพวกพราหมณ์ หรือฮินดูจะได้ไม่รังแก จะได้อยู่ร่วมกันได้กับพราหมณ์ ตรงนี้เอง ทุกวันนี้ ถึงแม้ไทยเราจะเป็นพุทธสายลังกาวงศ์ อันมีต้นรากมาจากเถรวาท แต่แท้จริงแล้วในหลักปฏิบัติที่เป็นอยู่ขณะนี้ กระทั่งในคัมภีร์ธรรมที่ร่ำเรียน สั่งสอนกันทั่วไป กลับหนักไปทาง "มหายาน" เพราะพระไตรปิฎกที่เผยแพร่เข้ามาตอนนั้น เป็นการสังคายนาหลังจากที่พุทธผสมพราหมณ์แล้ว! ก็เลยมีคติเสกเป่า มีสวดอ้อนวอน มีนรก-สวรรค์ มีตายแล้วเกิด มีเกิดแล้วตาย มีการเสวยชาติ มีภูตผีปิศาจ มีวิญญาณ มีชาตินี้-ชาติหน้า อะไรต่างๆ นานา ซึ่งแท้จริงแล้ว พระสมณโคดมไม่เคยสอน ไม่เคยตรัสบอกที่ไหนเลย พุทธธรรมแท้จากพระโอษฐ์มีเพียง กฎธรรมชาติที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย และธรรมอันอยู่เหนือการปรุงแต่ง คือนิพพาน เท่านั้นเอง...เท่านั้นจริงๆ อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท นี้คือหัวใจสำคัญ และด้วย "อุปาทานขันธ์" แท้ๆ อันทำให้มนุษย์ไม่เข้าใจใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่รู้ในทุกข์ ไม่ละในสมุทัย ไม่เข้าถึงในนิโรธ และไม่ปฏิบัติตามเส้นทางแห่งมรรค 8 เหล่านี้แหละที่เป็น "เนื้อแท้" พุทธธรรม พระอานนท์เคยกราบทูลพระพุทธองค์ว่า "น่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเลยพระเจ้าข้า หลักปฏิจจสมุปบาทนี้ ถึงจะเป็นธรรมลึกซึ้งและปรากฏเป็นของลึกซึ้ง ก็ยังปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนเป็นธรรมง่ายๆ" พระบรมศาสดาเจ้าทรงตรัสตอบพระอานนท์ว่า "อย่ากล่าวอย่างนั้น อย่ากล่าวอย่างนั้นอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ เป็นธรรมลึกซึ้ง และเป็นของลึกซึ้ง เพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่แทงตลอดหลักธรรมข้อนี้แหละ หมู่สัตว์นี้จึงวุ่นวายเหมือนเส้นด้ายที่ขอดกันยุ่ง จึงขมวดเหมือนกลุ่มเส้นด้ายที่เป็นปม จึงเป็นเหมือนหญ้ามุงกระต่าย และหญ้าปล้อง จึงผ่านพ้น อบายทุคติ วินิบาต สังสารวัฏ ไปไม่ได้" นี่แหละ เพราะพุทธทุกวันนี้ "ละทิ้ง" ไม่พยายามทำความเข้าใจในหลักปฏิจจสมุปบาทอันเป็นพุทธแท้ จึงแห่กันไปยึดเอา "พุทธเทียม" จนเป็น "เส้นด้ายที่ขอดกันยุ่ง" แล้วก็ "ตาบอด" ตีกันเองวุ่นวะ-วุ่นวาย อีกฝ่ายจับหางก็บอกว่า..นี่ไงล่ะช้าง แต่อีกฝ่ายจับงวง ก็บอกว่า..นี่ตะหากล่ะช้าง เอ็งผิด-ถ้าถูก, เอ็งไม่ใช่-ของข้าใช่ ด้วยใช้ "อุปาทาน" คือความยึดมั่น-ถือมั่นใน "ตัวกู-ของกู" เป็นที่ตั้ง ลืมด้วยละทิ้งหลัก "กาลามสูตร" ของพุทธองค์เสียสิ้น! ที่พุทธศาสนาสูญพันธุ์จากอินเดีย จุดตามดที่ทำให้ต้องพินาศก็คือ "พระสงฆ์" และพุทธบริษัทที่ "แตกกันเอง" ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่ง เสพสุข ติดสบายในลาภสักการะจนไม่สนใจด้านปฏิบัติ "จิตภาวนา" เพื่อจางหน่ายคลายทุกข์ คำสอนที่เรียกรวมว่า "พุทธศาสนา" ในไทยขณะนี้ เปรียบเหมือนการกวาดเมล็ดข้าวสารที่หล่นบนพื้นดินใส่ภาชนะสืบๆ ต่อกันมา หนีไม่พ้นที่จะต้องมีกรวด-หิน-ดิน-ทราย แทรกปะปนว่าเป็นพุทธะ ฉะนั้น ผู้ปรารถนาบริโภคธรรมแท้ ก็ต้องมีสติและปัญญา "แยกกรวด-แยกธรรม" ให้ถ่องแท้ เพราะทุกวันนี้...มีแต่เคี่ยวกรวดแล้วอวดว่าเคี้ยวธรรม. ที่มา ไทยโพสต์ วันที่ 23 เมษายน 2548 copy (IP:203.156.118.164,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 6 พ.ค. 2548 (22:33) ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 23 พ.ค. 2548 (04:10) ถ้าตอนนี้พระพุทธเจ้ายังมีพระชนอยู่ละก็ ผมไปเข้าเฝ้าเลยดีกว่า... ไม่งมอ่านตำราอย่างเดียวให้เสียเวลาเนินนาน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 9 มิ.ย. 2548 (17:52) ท่านผู้รู้บอกว่า สมัยนั้นนิยมทรงจำด้วยปากมากกว่า เนื่องจากมีความเที่ยงตรงสูงกว่า มีการแบ่งหมวดกันทรงจำเป็นอัตโนมัติ เช่นคณะของท่านพระอุบาลีทรงจำพระวินัยเป็นต้น แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ปัญญาของผู้คนเริ่มเสื่อมลง ก็หันมานิยมบันทึกเป็นอักษรแทน ลองย้อนไปในสมัยที่จังไม่มีโทรศัพท์มือถือ จะพบว่า หากท่านใดไม่นิยมจดเลขหมายโทรศัพท์ในสมุดบันทึก จะสามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ที่ต้องติดต่อได้เป็นจำนวนหลายร้อยหมายเลข แต่หากนิยมจดในสมุดบันทึก ก็จะจำได้น้อยลง แต่ในยุคปัจจุบันซึ่งสามารถบันทึกลงโทรศัพท์มือถือได้ จะหาผู้ที่สามารถจำได้เกิน 20 เบอร์ก็น้อยเต็มที บางท่าน แม้แต่เบอร์ตนเองยังจำไม่ได้ โดยนัยเดียวกัน หากย้อนขึ้นไปถึงสองพันกว่าปีก่อน ซึ่งยุคนั้นผู้คนแสวงหาปรัชญาอันยิ่งของชีวิต จะสามารถจดจำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ตนสนใจได้อย่างมากมายเพียงไร wd (IP:58.10.58.130,192.168.1.107,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 10 มิ.ย. 2548 (05:28) ขอบคุณที่เขียนบทความให้อ่านครับ แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่าภาษาที่คุณสรใช้เขียนเข้าใจยากมาก ผมอ่านแล้วไม่เข้าใจครับ ถ้าท่านใดช่วยสรุปใจความสั้นๆให้อ่านอีกซักสองสามบรรทัดจะเป็นพระคุณอย่างสูง เท่าที่เข้าใจตามประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาแล้วพระพุทธเจ้าอ่านออกเขียนได้แน่นอนครับ แต่ทำไมจึงเลือกวิธีท่องจำ และการท่องจำที่ไม่เพี้ยนวิธีแบบโบราณมีมานานแล้วและยังใช้ได้อยู่ ประเด็นคือทำไมจึงใช้ท่องจำ ไม่ใช่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ความเข้าใจของผมพอจะถูกบ้างหรือเปล่าครับ ว่าแต่ว่า ใช้วิธีตั้งชื่อเรื่องได้น่าสนใจดีครับ ดร (IP:24.43.188.220,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 11 มิ.ย. 2548 (09:19) ความตั้งใจในการเขียน บทความนี้ - กระตุ้นเร้า ให้มี การคิดเห็น ตั้งคำถาม - แสดง การค้นหา คำคอบ ที่อาจจะเป็นไปได้ (ข้อสมมติ และ สิ่งแวดล้อมต่างๆ) - แสดง การเลือก คำตอบ ที่เหมาะ คำตอบหนื่ง (ตั้ง ข้อเสนอ) - แสดง การทดลองใช้ คำตอบ ใน สถานการณ์อื่น ให้คิดต่อ เช่น ความหมายของ พระรัตนตรัย หวังว่า บทความนี้ มีเนื้อหา และมีผล ตามตั้งใจ แม้ว่า การเลือก คำ ที่ใช้ ไม่แนบเนียน ตามนิยม ขอบคุณที่ อ่าน ติ ชม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 12 มิ.ย. 2548 (19:38) กรรมคือการกระทำ สัตว์โลกแตกต่างเพราะกรรม สาธุ saung@se-ed.net (IP:202.57.174.7,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 13 มิ.ย. 2548 (07:53) เท่าที่ทราบมาจากพระสายปฏิบัติทั้งหลาย ท่านไม่ได้ให้ความสำคัญกับการอ่านออกเขียนได้ แต่ท่านจะมุ่งเน้นให้ปฏิบัติพัฒนาจิตเป็นสำคัญ ท่านจะให้คำแนะนำเบื้องต้นแบบง่ายๆ แล้วให้ลูกศิษย์ของท่านเริ่มปฏิบัติเอง ท่านไม่อยากให้มีการซักถามด้วยซ้ำว่าทำไมต้องนั่งแบบนั้น หรือทำแบบนั้นทำแบบนี้ เพราะะคำตอบที่ดีที่สุดจะอยู่ที่ผู้ลงมือปฏิบัติด้วยตัวเอง เมื่อไปถึงจุดหนึ่งท่านก็จะให้คำแนะนำเพิ่มเติมตามความสามารถของแต่ละบุคคล จริงๆแล้วพระสายปฏิบัติท่านอยากจะมีลูกศิษย์ที่จบ ป.4 มากกว่าพวกมหาเปรียญ เพราะบอกให้ทำอะไรก็ทำตามโดยไม่ต้องถามโน่นถามนี่ ให้เสียเวลาในการปฏิบัติ ผมว่าด้วยเหตุนี้เองกระมังที่ พระพุทธองค์ไม่สนใจในการเขียน ไม่จดบันทึกคำสอน เป็นหลักฐาน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 13 มิ.ย. 2548 (08:44) เรียนรู้จากผัสสะของตนเอง ใช่ไหมคะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 13 มิ.ย. 2548 (11:22) ขอบคุณคุณสรครับที่ใจดีกลับมาตอบ สิ่งที่คุณสรตั้งใจเขียนได้ผลครับ เพราะปรกติผมไม่ค่อยจะโพสท์ตอบกระทู้ตามบอร์ดซักเท่าไหร่ แต่พออ่านแล้วแรงกระตุ้นมันเกิดครับ ดีครับเขียนอีกนะครับผมจะตามอ่าน เอ่อ..ภาษาที่ใช้ตั้งหัวข้อเนี่ย สมัยนิยมเลยล่ะครับ แนบเนียนคล้ายๆภาษาหนังสือพิมพ์เป๊ะเลย ดร (IP:24.43.188.220,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 24 มิ.ย. 2548 (09:16) Buddha :: Buddha4u :: พระพุทธศาสนา :: แก่นพุทธศาสนา :: ศาสนา ของผู้รู้ www.buddha4u.org พระพุทธศาสนา แก่นพุทธศาสนา ศาสนา ของผู้รู้ สิ่งที่ชาวพุทธควรจะรู้ ประโยชน์ พุทธศาสนา พุทธศึกษา การเผยแพร่พระพุทธศาสนา สื่อทางสนทนา ธรรม วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ประวัติพระพุทธศาสนา ประวัติ พระพุทธเจ้า heartwood of the bodhi tree, soulessness , voidness , anatta voradaj (IP:61.91.79.172,,) หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |