|
พุทธองค์อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้?
โพสต์เมื่อ:
07:00 วันที่ 8 มี.ค. 2548 ชมแล้ว:
13,426
ตอบแล้ว:
132
พุทธศาสตร์ คือวิชาความรู้ (knowledge, epistemology) เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า คำสอนของพุทธศาสนา ได้รับ การร่วมรวมจดบันทึกในภาษาบาลี (จากสังคายน ครั้งที่ ๓ ในสมัยพระอโศก) ประมาณ ๒๔๐ ปี หลังพุทธกาล.
ทำไม พุทธองค์ไม่เขียน ไม่จดบันทึกคำสอน เป็นหลักฐาน เป็นตำราให้มั่นคง ทั้งที่ ตัวอักขระ(อินดู) มีใช้มาก่อนแล้ว หลายร้อยปี? บทความนี้ เสนอข้อชวนคิด แสดงและชักชวน ให้ใช้ การเรียนรู้ แบบปฏิสัมพันธ์ (interactive learning). ความเห็นเพิ่มเติมที่ 83 26 ก.ค. 2549 (09:29) แหม หัวข้อนี้สร้างความรู้สึกได้ชะงัด แต่ไม่ได้กินหรอกจ้ะ เพราะ จริงแท้แน่นอนพ่อเขียนไม่ได้หรอก ก็เลย อ่านไม่ออก ไม่รู้จะอ่านอะไรนี่ พ่อท่านเขียนไม่ได้ เพราะพ่อ ไม่เขียน ทำไมไม่เขียนล่ะ รู้ไหม ขืนเขียนซี กรรม เวร กรรม เวร กรรม เวร ..ฯลฯ อ้าว ทำไมเป็นงั้นล่ะ เพราะ สิ่งที่ท่านพ่อรู้เห็นนั้น ไม่สามารถอธิบายด้วยอักขระ ไม่มีอักขระใดๆ ในโลกนี้จะมาแสดงให้เข้าใจได้ ตรงกัน จะเป็นเหตุให้เกิดการขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้ง ฯลฯ แหมสอนได้ยากจริงๆ เพราะดอกบัวสี่เหล่านะเลยสอน ใช้วิธีแนะนำดีกว่า เอางี้แล้วกัน นั่งหลับตา พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ ทำทุกวันวันละซัก 3 ชั่วโมงก็พอ งดเสาร์ อาทิตย็ บ้างก็ได้ เดี๋ยวก็เห็นเอง รู้เอง ไม่ต้องใช้ตัวอักษรและไม่ต้องอ่านด้วย ยกตัวอย่างการใช้อักขระ ก่อให้เกิดการโต้แย้ง ข้า... เห็นว่าคำแปลของ สร คลาดเคลื่อน ไม่ตรง ดูเลยครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 คำเตือนใจ ความหมายของพระรัตนตรัย - พุทธัง สระนัง คฉามิ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน ความรู้ ธัมมัง สระนัง คฉามิ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน ความจริง สังฆัง สระนัง คฉามิ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน สังคม นั่นคือ ขอจำใส่ใจ จะอยู่ใน สังคมที่ตั้งอยู่บนความรู้ แท้จริง. โดย: สร [IP: 144.134.69.165,,] วันที่ 8 มี.ค. 2548 - 07:03:09 มีซักกี่คนที่เห็นด้วยกับท่าน ครับผม ข้า...ว่า สร ไม่ได้นับถือศาสนาใดๆแน่เลย ขอแนะนำด้วยความจริงใจครับ เลือกศาสนาพุทธเถอะ เป็นศาสนาเดียว ที่ เลือกเป็นผู้อยู่เหนือสุดก็ได้ ทำได้หมูๆ เลือกเป็นคนรวยก็ได้ ทำได้หมูๆ เลือกหล่อสุดสวยสุดก็ได้ ทำได้หมูๆ เลือกมีบ้านใหญ่ๆก็ได้ ทำได้หมูๆ เลือกเป็นผู้มีอายุร้อยปีค่อยตายก็ได้ ทำได้หมูๆ เลือกเป็น...อะไรๆ...ก็ได้ ทำได้หมูๆ สุดท้ายขออนุโมทนา กับ ข้อความเห็นเพิ่มเติมที่ 7,8,9,10,17,18 และ 52 โดยเฉพาะ 52 ครับ ไม่มีทางที่ใครจะมาเปลี่ยนให้ข้าเลิกนับถือศาสนาพุทธได้แน่ พุทธัง สระนัง คฉามิ ธัมมัง สระนัง คฉามิ สังฆัง สระนัง คฉามิ ข้า... (IP:158.108.2.8,158.108.86.250,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 84 27 ก.ค. 2549 (06:04) "พุทธทาส" สอนผมว่า อย่าหัวเราะบ่อยนัก http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02pol03270749&day=2006/07/27 ...รศ.ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผู้ได้รับการยกย่องจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นประจำปี 2548 เคยกล่าวรำลึก 100 ปี ท่านพุทธทาสอย่างน่าสนใจเมื่อไม่นาน มานี้ "ผมไม่กล้าเรียกตนเองว่าเป็นศิษย์ของท่านพุทธทาสภิกขุ เพราะยังไม่สามารถปฏิบัติตามหลักธรรมะต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน เพราะท่านพุทธทาสมักจะกล่าวเสมอว่า "หากไม่ประพฤติตามที่สอน อย่ามาอ้อนเรียกอาจารย์" ... ศก.พอเพียงเยียวยา"โลก" "ในหลวง"กับรหัสพัฒนาใหม่ http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0104250749&day=2006/07/25 http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=101&Pid=28754 ... รหัสพัฒนาตามกระแสเศรษฐกิจพอเพียงคือ GCK = ความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้ G = Goodness = ความดี C = Community หรือ Culture = วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน K = Knowledge = ความรู้ ... SR (IP:144.138.31.119,,) กระทู้นี้ ลบได้หรือยัง เห็นแล้วมีความรู้สึกว่า เป็นการหมิ่นพระตถาคตบรมศาสดา หรือถ้าไม่ลบ ก็อย่าขุดคุ้ยขึ้นมาดีกว่า พุทธบุตร (IP:202.57.149.51,192.168.5.2,) การสังคายนา รวมรวมคำสอนของพระพุทธองค์ ครั้งแรก ทำกันด้วย การสวดท่องจำ ให้ขึ้นใจ ให้เข้าใจตรงกัน จดจำ ตรวจสอบ ด้วย "การท่องจำด้วยปาก" ใช่มั้ยครับ วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 87 30 ก.ค. 2549 (14:31) พระสิตทัตถะ เกิดในวรรณะกษัตริย์ เป็นชนชั้นสูงในสังคมย่อมเป็นไปไม่ได้ทื่จะไม่ได้เล่าเรียนเขียนอ่าน และที่สำคัญยังเป็นพระโอรสแห่งเจ้าเมืองที่ประสูติกาลจากพระอัครมเหสี ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้เล่าเรียน ผมคิดว่าพระธรรมของพระพุทธเจ้านั้นได้พรั่งพรูออกมาตามกาล ตามสถานที่ต่างๆ พระองค์ไม่ได้เป็นเจ้าตำรานักเขียน แต่ทรงเป็นนักสอนโดยการเทศนา ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดไปนั่งจดพระพุทธพจน์ไว้ แต่กระนั้นพระอานนท์ก็ได้ขอพรจากพระพุทธเจ้าว่า แม้นว่าพระพุทธเจ้าจะทรงแสดงธรรมครั้งใดก็ขอใมห้พระอานนท์อยู่ในธรรมศาลานั้นด้วย หรือถ้าพระอานนท์ไม่อยู่ในที่นั้น ก็ขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาแสดงธรรมนั้นๆ แก่พระอานนท์ทุกครั้ง ดังนั้น หากคุณได้ดูในพระสูตรต่างๆ จะขึ้นว่า "เอวัม เม สุตตัง" ซึ่งแปลว่า "ข้าพเจ้า(พระอานนท์) ได้ฟัง(พระพุทธเจ้าเทศนาธรรม) มาดังนี้" และอีกประการหนึ่ง เหล่าพระอรหันต์ในสมัยพุทธกาล ก็ล้วนแต่เป็นชนนั้นสูง มีการศึกษา มีตั้งแต่เหล่ากษัตริย์ พราหมณ์ ผู้ทรงความรู้ มาบวช จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้หนังสือ เพียงแต่ท่านใช้ความทรงจำมากกว่า อย่าว่าแต่ในสมัยโบราณเลย ในสมัยนี้วิชาความรู้ในบางแขนงก็ยังใช้การท่องจำเป็นหลัก เช่นวิชานาฏยศิลป์ ดนตรีไทย ก็ใช้การจำ ท่านอาจจะแย่งว่ามีตำรา มีโน้ตขายเกลื่อนเมือง แต่ผมก็ขอกราบเรียนโดยเคารพว่า โน้ต หรือตำรารำ เหล่านั้นไม่สามารถถ่ายทอดและอธิบายวิชาความรู้ในศาสตร์ที่กล่าวถึงได้ทั้งหมด เหล่านั้นก็แค่หนังสือเอาไว้หลอกขายหาเงินกับผู้ที่ไม่รู้จะไปหาความรู้ที่ลึกซึ้งจาก ครูอาจารย์ได้จากไหนนั้นเอง
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 194 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว ความเห็นเพิ่มเติมที่ 88 2 ส.ค. 2549 (09:30) ตรงนี้แล้ว ขอแนะนำนะครับ สร ต้องทำ ไม่ใช่ควรทำ ไม่ใช่น่าจะทำ นะครับ เอารูปภาพสมเด็จพ่อ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาไว้ตรงหน้า มองไปที่รูปภาพนั้นเท่านั้น ไม่สนใจทุกอย่างรอบๆ ตัว เสียงที่รู้สึก ก็ ไม่สนใจ สนเพียงรูปภาพข้างหน้าเท่านั้น กลิ่นที่รู้สึก ก็ ไม่สนใจ สนเพียงรูปภาพข้างหน้าเท่านั้น ความร้อนความหนาว ก็ ไม่สนใจ สนเพียงรูปภาพข้างหน้าเท่านั้น ทุกๆ อย่างที่รับรู้ ก็ ไม่สนใจทั้งนั้น สนใจแต่รูปที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น จะสวย จะดี ไม่ดี น่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ ไม่สนใจ สนใจเพียงนี้คือรูปภาพของสมเด็จพ่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อ สร รู้สึกว่าทำได้แล้ว ก็ ขอขมาท่านซะ แล้ว สร ก็มาแจ้งให้ทุกเว็บที่ สร ไปโพสไว้ว่าได้ขอขมาแล้วละ ผลที่ได้ คือ กรรมที่ สร จะต้องได้รับจะได้เบาบางลง ลดลง สำหรับ ข้า.. อโหสิให้ สร ครับผม เพราะอะไร ไว้ว่ากันใหม่ครับ ข้า... (IP:158.108.2.8,158.108.86.250,) ก็ให้รู้สึกแปลกใจว่า ในขณะที่เรียน ศึกษานั้น จะไม่มีการเขียน บันทึกอะไรของพุทธองค์บ้างเชียวหรือ ถ้าเป็นเช่นนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่า เราเพียง ไม่มี ไม่พบ ร่องรอย ของการเขียน การจดบันทึก ของพระพุทธองค์ ประเด็นก็คือ 1. ท่านไม่ได้เขียนอะไรไว้เลย 2. ท่านอาจจะได้เขียนไว้บ้าง แต่อาจจะถูกทำลาย สูญหาย ไม่มีใครมีหลักฐาน ผมยังจำได้ (ไม่นานมานี้) ที่ชาติหนึ่ง ทำลายพระพุทธรูป ขนาดใหญ่ของชาวพุธ ทำให้รู้ว่า พุทธศาสนา เคยรุ่งเรือง เข้าไปในแถบนั้น แต่ ณ ขณะนี้ อาจจะไม่เหลือหลักฐานอะไร สักพัก อาจจะไม่มีใครรู้ก็ได้ว่า ความจริง เคยมีมา เคยเป็นอย่างไร ผมเข้าใจว่า กระทู้ของคุณ สร ไม่ได้เจตนา อย่างที่หลายๆท่าน เข้าใจ น่าจะเป็นแต่เพียง การตั้งคำถาม เชิงการสืบค้น เชิงการวิเคราะห์ ย้อนกลับไปในอดีต จริงๆ แล้ว คำตอบจะเป็นเช่นไร ก็หาได้ทำให้พุทธคุณ อะไรต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ถ้าพุทธองค์ จะเป็นคนธรรมดา ก็ยิ่งจะน่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจ ยิ่งนัก วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 90 3 ส.ค. 2549 (19:04) ผมขอแชร์ความเห็นผมดังนี้ครับ 1 การวิพากวิจารณ์ในตัวของพระองค์ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ชาวพุทธควรใช้เวลาในสิ่งที่มีประโยชน์โดยการเผยแพร่ธรรมะที่พระองค์สอนหรือทำให้คนอื่นเข้าใจธรรมะของพระองค์ให้มากขึ้นซึ่งเป็นธรรมทาน มีอานิสงค์สูงมาก 2 ผมเห็นด้วยกับ คห.ที่88 การปรามาสพระพุทธเจ้าพระองค์ใดก็ตามเป็นกรรมที่หนักและเห็นผลเร็ว 3 ผมมีความเชื่อที่แตกต่างจากคุณสรใน คห. ที่57 หลังจากที่ผมได้ศึกษาและอ่านมามากตามแนวของกาลามสูตร ผมได้วิเคราะห์และคิดไตร่ตรองแล้ว และได้ตัดสินใจเชื่อว่า.. พระองค์เป็น Superbeing ท่านมีณานหลายอย่างที่คนทั่วไปไม่มี ท่านแสดงฤทธิ์ได้ และท่านได้ใช้ชีวิตบางช่วงโปรดเทวดาและพระมารดาของพระองค์ในสวรรค์ ซึ่งทั้งหมดนี้คงไม่ตรงกับความเชื่อของคุณสร เอก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 91 3 ส.ค. 2549 (19:07) ผมพิมพ์คำว่า ณาน ในข้อ 3 ผิดนะครับ ขอแก้ไขเป็น ญาน เอก ความเห็นเพิ่มเติมที่ 92 4 ส.ค. 2549 (10:37) ลองอ่านตัวอย่างของผู้ที่ปรามาสพระปัจเจกพุทธเจ้า(ขนาดว่ายังไม่ใช่พระพุทธเจ้า) ซึ่งเพียงแค่คิดและส่ออาการดูหมิ่นเท่านั้น ผมนำมาจากพระไตรปิฎกฉบับประชาชน ตามlinkนี้ครับ http://www.rta.mi.th/23102u/narit/pratripitaka/pratripitaka.htm ๑๖๕. ประวัติสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ เวฬุวนาราม อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต ใกล้กรุงราชคฤห์ สมัยนั้นคนเป็นโรคเรื้อนผู้มีนามว่า สุปพุทธะ เป็นคนจน คนกำพร้า คนขัดสน. สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคแวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่ ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ สุปพุทธผู้เป็นโรคเรื้อน เห็นหมู่มหาชนประชุมกันอยู่แต่ที่ไกล ครั้นเห็นดังนั้น จึงคิดว่า "เขาคงแบ่งของเคี้ยวของกินอย่างใดอย่างหนึ่งกันในที่นั้นโดยไม่ต้องสงสัย. แม้ไฉน เราพึงเข้าไปหามหาชนกลุ่มนั้น บางทีจะได้ของเคี้ยวของกินอย่างใดอย่างหนึ่งในที่นั้นบ้าง." สุทปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน จึงเข้าไปหามหาชนกลุ่มนั้น ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคแวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่ ประทับนั่งแสดงธรรมอยู่ ครั้นเห็นดังนั้น จึงคิดว่า "เขามิได้แบ่งของเคี้ยวของกินอย่างใดอย่างหนึ่งในที่นี้ พระสมณโคดมนี้กำลังแสดงธรรมในบริษัท. แม้ไฉน เราพึงฟังธรรม" จึงนั่งลง ณ ที่นัน ด้วยคิดว่า เราจักฟังธรรม. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพืจารณาดูบริษัททั้งปวงโดยรอบคอบ ว่าใครในที่ประชุมนี้จะควรรู้แจ้งธรรมะ ก็ได้ทรงเห็นสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน ผู้นั่งอยู่ในบริษัทนั้น ครั้นทรงเห็นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า สุทปพุทธะผู้นี้ ควรรู้แจ้งธรรมได้ จึงทรงปรารภสุปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อน แสดงอนุบุพพิกถา (ถ้อยคำที่กล่าวตามลำดับ) คือทรงประกาศกล่าว ว่าด้วยทาน, ศีล, โทษ ความต่ำทราม ความเศร้าหมอง ของกาม และอานิสงส์ (ผลดี) ในการออกบวช. เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน เป็นผู้มีจิตอันควร มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนีวรณ์ (กิเลสที่กั้น) มีจิตมีอารมณ์สูง จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนา ว่าด้วยทุกข์ เหตุให้ทุกข์เกิดความดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งเป็นพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงเปิดหงายขึ้นได้เอง๑. ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีมลทินว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา" ดังนี้ ได้เกิดขึ้นแก่สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน ณ ที่นั่งนั้นเอง เสมือนหนึ่งผ้าอันบริสุทธิ์ ปราศจากจุดด่างพร้อย ควรรับน้ำย้อมด้วยดีฉะนั้น. ลำดับนั้น สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน ผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว บรรลุแล้ว รู้แจ้งแล้ว หยั่งลงสู่ธรรมก้าวล่วงความสงสัยแคลงใจได้แล้ว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญไม่ต้องมีผู้อื่นเป็นปัจจัย (ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น) ในเรื่องคำสอนของพระศาสดา ลุกขึ้นจากที่นั่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า "ไพเราะนัก พระเจ้าข้า ไพเราะนัก พระเจ้าข้า เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด ชี้ทางแก่คนหลงทาง ตามประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีตาจะได้เห็นรูป พระผู้มีพระภาค ได้ทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอเนก มีข้อเปรียบฉะนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต." ลำดับนั้น สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจง ชักชวน ให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมิกถา ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคม ทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ต่อมาสุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน หลีกไปแล้วไม่ช้า ก็ถูกโครุ่นขวิด ถึงแก่ชีวิต. ลำดับนั้น ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่งแล้ว จึงกราบทูล่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนเป็นโรคเรื้อน ชื่อสุปพุทธะ ผู้อันพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจง ชักชวนให้อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมิกถา นั้น ทำกาละเสียแล้ว สุปพุทธะนั้น มีคติและความเป็นไปข้างหน้าเป็นอย่างไร ?" พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะสิ้นกิเลสเครื่องผูกมัด ๓ ประการ๒ สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะได้ตรัสรู้ในเบื้องหน้า." เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง จึงกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน เป็นคนจน เป็นคนกำพร้า เป็นคนขัดสน ?" พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้วในกาลก่อน สุปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อน ได้เป็นบุตรของเศรษฐีในกรุงราชคฤห์นี้. เขาเดินทางไปสู่สนามในอุทยาน ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ตครสิขี กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตในพระนคร ครั้นเห็นก็คิดว่า "คนขี้เรื้อนอะไรนี่เที่ยวเดินอยู่" จึงถ่มน้ำลาย แสดงอาการไม่เคารพหลีกไป. ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เขาหมกไหม้ในนรกสิ้นปีเป็นอันมาก สิ้นร้อยปีเป็นอันมาก สิ้นพันปีเป็นอันมาก สิ้นแสนปีเป็นอันมาก๓. ด้วยผลอันเหลือแห่งกรรมนั้น เขาจึงได้เป็นคนยากจน เป็นคนกำพร้า เป็นคนขัดสนในกรุงราชคฤห์นี้. เขาอาศัยพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว จึงสมาทาน (ถือเอา) ศรัทธา (ความเชื่อ) ศีล (ความรักษากายวาจาให้เรียบร้อย) สุตะ (การสดับตรับฟัง) จาคะ (การสละกิเลส) ปัญญา (ความรอบรู้). ครั้นเขาอาศัยพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว สมาทานศรัทธา จนถึงสมาทานปัญญาแล้ว ภายหลังที่สิ้นชีวิตแล้ว ก็เข้าถึงความเป็นสหายของเทพชั้นดาวดึงส์ ณ ที่นั้น เขาย่อมรุ่งเรืองเหนือเทพเหล่าอื่นโดยวรรณะ โดยยศ." ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนันแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า "เมื่อยังมีความเพียร บัณฑิตพึงเว้นบาปทั้งหลายในชีวโลก (โลกแห่งสัตว์มีชีวิต) เหมือนคนมีตาดีเว้นทางไม่สม่ำเสมอฉะนั้น." อุทาน ๒๕/๑๔๕ -------------------------------------------------------------------------------- ๑. ค้นพบด้วยพระองค์เอง ๒. โดยใจความ คือความเห็น เป็นเหตุยึดว่ากายของเรา, ความสงสัย, การติดในศีลและพรต ๓. เป็นสำนวนให้เข้าใจว่าตกนรกอยู่นาน สงสัยว่าจะคุยกันคนละเรื่องเดียวกัน พระพุทธองค์ เคยถาม พระสารีบุตร ว่าเชื่อในสิ่งที่ท่านพูดหรือไม่ พระสารีบุตรตอบว่าจะนำไปพิจารณาใช้ปัญญาตรึกตรองดูก่อน พระพุทธองค์ จึงตรัสสรรเสริญพระสารีบุตร ผมพิจารณากระทู้ของคุณ สร. 1. ก่อนหน้านี้ ไม่ชอบใจเล็กน้อย ประเด็นก็คงคล้ายกับคุณ p-ake คือ ไม่น่าจะมีผลอะไรต่อการนำธรรมะ คำสอนของท่านไปใช้ 2. แต่ถ้าพิจารณาถึงเจตนาจริงของคุณ สร (ได้เรียนรู้ และทราบภายหลัง ว่าเป็นผู้รู้ มีประสบการณ์คนหนึ่ง) จึงได้มองเห็น เจตนา ในเชิงวิชาการ เชิงประวัติศาสตร์ 3. เรื่อง "การปรามาส" น่าจะไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะ ผมไม่รู้สึกเช่นนั้น ถ้าเราต่างพยายาม มองพิจารณากัน ด้วยเจตนาอันดี เราก็จะรับรู้ในสิ่งที่ดี ถ้าพยายามมองในแง่ร้าย ก็จะพบสิ่งที่ไม่ดี แต่บางครั้ง สิ่งที่ไม่ดีนั้น อยู่ในตัวเราต่างหาก อยู่ที่ทิฐฐิในการมองของเรา ก่อนที่จะกล่าวร้าย หรือพยายามคิดว่าคนอื่นมีข้อบกพร่องอย่างไร เราควรต้องดูตัวเราเองก่อนให้มากๆ ขอให้ผู้รู้จักตถาคต จงมีแต่ความเบิกบานใจ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 94 7 ส.ค. 2549 (19:08) ผมต้องขออภัยนะครับ แต่อยากจะให้พิจารณาว่าเจตนาที่แท้จริงของผมว่าเป็นความปรารถนาดี ความรู้สึกที่ผมรู้สึกกับหัวข้อของกระทู้นี้ ก็เป็นเช่นเดียวกันกับ คห.ที่ 52, 70, 85, 88 ทำให้รู้สึกเป็นห่วงคุณสร จึงแนะนำให้ทำการขอขมาพระพุทธองค์ซึ่งเป็นการปลอดภัยไว้ก่อน เป็นเจตนาที่ดีต่อตัวคุณสร ไม่ได้มีเจตนาร้ายเว้นแต่จะคิดเป็นเช่นนั้น ผมเห็นด้วยว่าถ้าพยายามมองในแง่ร้ายก็จะพบสิ่งที่ไม่ดี ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณาเจตนาที่แท้จริงของผมด้วยว่าเป็นเจตนาอันดีเช่นกัน ก่อนที่จะกล่าวร้ายในเจตนาของผม ในคำกล่าวขอขมาพระรัตนไตรจะมีคำว่าไม่ว่าจะตั้งใจก็ดีหรือไม่ตั้งใจก็ดี เพราะการกระทำบางอย่างที่เราทำไปบางครั้งเราอาจจะไม่รู้ตัวหรืออาจจะไม่ได้ตั้งใจทำ ผมเห็นด้วยอีกว่าเราควรต้องดูตัวเราก่อนให้มากๆ ดังนั้นคงมีเฉพาะตัวผู้ตั้งกระทู้เองเท่านั้นที่ทราบดีที่สุด ถ้ารู้สึกเบิกบานใจหลังจากตั้งกระทู้แล้วก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ส่วนการที่ผมให้คำแนะนำคุณสรแล้วผมก็รู้สึกดีเพราะในส่วนลึกไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีอยู่ อย่างไรก็ตาม ขออภัยอีกครั้งนะครับถ้าคำแนะนำด้วยเจตนาที่ดีของผมทำให้รู้สึกไม่ดี - เอก ครับ มาดู พิจารณา ที่เจตนากันและกัน น่าจะสื่อให้เข้าใจในส่วนที่ดี ก่อนที่เราจะเป็นห่วง หรือวิตกไป ในส่วนที่เราอาจจะสื่อหรือเข้าใจไม่ตรงกัน เจตนา พิจารณาได้จากสิ่งที่เรากระทำ สิ่งที่เรากระทำ ก็ปรากฏออกมา เพื่อสื่อเจตนาของเรา ที่น่าสนใจก็คือ ปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิด ความคลาดเคลื่อน จึงอาจจะทำให้ การกระทำ สื่อ มากกว่า ที่เราเจตนา ว่าไปแล้ว เจตนาส่วนหนึ่งของผม ก็คือ การพยายามคาดเดาเจตนาของคุณ สร กลับไปอ่านข้อความในกระทู้หลายๆรอบ ให้รู้สึกว่า เจตนาเขียน ได้ค่อนข้างดี สื่อทางแง่คิด แง่วิชาการ (ทั้งนี้ ทั้งนั้น อาจจะเกิดจากการได้เรียนรู้จัก กับเจ้าของกระทู้ด้วยส่วนหนึ่ง) ส่วนเรื่องที่คุณเอก เป็นห่วง เรื่อง "การปรามาส" คำนี้สื่อในทางรุนแรง ทำให้ผมมองเจตนาคลาดเคลื่อนไป ผมกลับไปอ่าน คหพ ของท่านอื่นๆ ที่เข้ามาตอบโต้คุณ สร. ลองพิจารณาเจตนา ผมพอจะมองเห็นว่า น่าจะมีสักแว๊บหนึ่ง ของความเป็นห่วง หรือ แว๊บหนึ่งของความไม่พอใจ ผมเองก็มีความไม่พอใจก่อนหน้านี้เช่นกัน น่าจะเป็นด้วยความศรัทธา ความรู้สึกที่เราน้อมรับเอาธรรมะของพุทธองค์มาเป็นส่วนหนึ่งของเรา เราก็ย่อมมีความไม่พอใจ ความเป็นห่วง เมื่อรู้สึกว่า มีใครจะมาพูดกล่าวร้าย หรือสื่ออะไรที่ไม่ถูกต้อง กับสิ่งที่เรายึดถือไว้ เจตนาผม คงเป็นเพียง พยายามให้เราพิจารณาเจตนากันและกัน ผมก็ต้องขอโทษคุณเอกเช่นกัน ถ้าผมสื่อ เจตนาของผมเองคลาดเคลื่อน เห็นกระทู้ของคุณเอกหลายๆอันที่น่าสนใจ คงจะได้มีโอกาสร่วมสนทนาธรรม เป็นกัลยาณมิตรต่อกันนะครับ MG (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 96 8 ส.ค. 2549 (07:57) My sincere apologies for not posting this in Thai. Thank you for your steadfast attention to this topic "Couldn't the Buddha read or write?". Many susgestions were expected in earlier time as signs of deep religious beliefs. [ I am reminded of 2 'polarizing' examples - both in Thai: http://www.thaiopenlearning/pdf/buddhasumfinal.pdf http://www.budpage.com/book03.doc ] But, religions should not be 'difficult' or 'out of reach'. The merits of reliigions must be attainable by ordinary people in their daily living. Because, any religions live if only supported by ordinary people. And all religions die, when no one share the religious tenets. At various times, we ponder ... Buddhists by label or dressing should we be? Worship icons, images and text, do we - but not what the artifacts describe? Aren't 'Life, Learning and Living together', Dhamma - the way of Nature? Shouldn't we seek to understand cycles of Khamma, but not to own? Aren't these thoughts make Buddhism 'difficult', unfit for consumers and so wasted? Isn't all that we are, can ever be - only a 'mind' reflection in our own time? [ I do not want to respond to 'personal' attacks. Because my interests is: How can we live and work together despite our 'religious' differences? ] Wishing you all the joy of Enlightenment. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 97 8 ส.ค. 2549 (11:49) ถึง คุณ MG ยินดีครับ ถ้าคุยเรื่องธรรมะผมคุยได้เป็นวันๆครับ เอก เป็นเทคนิคการไต่สวนหาความรู้ ความจริงอย่างหนึ่งของคุณ "สร" ครับ แบบชวนทะเลาะไง ผมคิดว่า ยุคสมัยพระพุทธองค์น่าจะมีความหลากหลายทางภาษามาก การใช้ภาษาเขียนคงต้องแปลเป็นร้อย ๆ ภาษา คงไม่สะดวก ในปัจจุบันอินเดียใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางจึงรวมกันเป็นประเทศใหญ่ได้ ไม่เช่นนั้นคงมีราชาเมืองโน้น กษัตริย์เมืองนี้เยอะแยะไปหมด เงื่อนไขที่พระองค์ไม่ทรงเขียนเป็นอักขร ๑.ตอบว่าพระองค์รู้หนังสือไหม ---ทรงรู้เพราะต้องเรียนคำภีร์พระเวทย์เหมือนคนอื่นๆที่มีวรรณสูงพึงกระทำและเป็นนักการศึกษาที่เอกอุ จนอาจารย์ไม่มีอะไรจะสอนสั่ง ๒.กลัวว่าพระสงฆ์จะติดคำภีร์เหมือนกับคนสมัยนี้นักกฎหมายติดตัวหนังสือืมความจริงที่เป็นอยู่เพราะธรรมของพระองค์นั้นลึกซึ้งเกิกว่าหนังสือจะบันทกได้ ๓.พระองค์เร่งทำการเผยแผ่เป็นอันดับแรกๆก่อนเพื่อปลูกความศรัทธาเดี๋ยวก็เขียนขึ้นมาเองในภายหลังได้ ๔.อุกรณ์และเครื่องมือไม่สะดวกในการทำหนังสืออาจจะเป็นเหตุให้ความพร่องในการบันทึกน่าจะมีอยู่เพราะพระองค์ผ่านการเรียนมาแล้วทรงน่าจะรู้ข้อมูลเหล่านี้ มีอื่นๆอีกร้อยแปดพันเก้าเหตุผลที่ไม่ทรงบันทึกเป็นอักษร ฯลฯ ชาวสวน cm1@gcsth.com (IP:124.121.46.176,,) ที่น่าจะเป็นไปได้คือ 1. พระพุทธองค์ ไม่ได้เขียนอะไรไว้จริงๆ หรือ 2. ที่พระพุทธองค์เคยเขียนไว้ สูญหาย หรือยังสืบค้นหาไม่พบ หรือ 3. มีเหตุผลอื่น ที่เรายังไม่ทราบ วริน (IP:202.12.97.111,10.177.64.18,) ดูกันที่หลักฐานทางโบราณคดี ก็จะกระจ่างครับ หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |