|
แกงโฮ๊ะ ;-)
โพสต์เมื่อ:
10:09 วันที่ 22 มี.ค. 2548 ชมแล้ว:
7,800
ตอบแล้ว:
84
แกงโฮ๊ะ เป็นอาหารที่รวมอาหารเหลือ ของเก่า หลายอย่าง เข้าเป็นอาหารจานหนึ่ง ใช้ต่อชีวิตไปอีกมื้อหนึ่ง ฉะนั้น แกงโฮ๊ะ หลากหลาย ไม่มีส่วนประกอบแน่นอน ไม่มีวิธีการทำแน่นอน และไม่มีสีสัน รูปร่าง ลักษณะจำเพาะแน่นอน การทำแกงโฮ๊ะ ให้มีรสชาด ถูกใจ จึงเป็น ความสามารถทางนวัตกรรม แสดงความรู้ ความคิดสร้างสรร และ การตัดสินใจ ลงมือทำ ในเวลาสั้นๆ.
การทำ แกงโฮ๊ะ เป็นความสามารถ ที่เห็นได้จากที่อื่นๆนอกจากในครัว เช่น การดัดแปลง สร้างเครื่องมือ เครื่องใช้ จาก วัสดุ เก่า เหลือใช้ การสร้างทฏษฎี จาก ข้อมูลเก่า เหลือใช้จากการวิจัย(ใหม่) และ การสังเคราะห์ ใช้ ความรู้และประสบการณ์ของคน. ความรู้เรื่อง แกงโฮ๊ะ เป็นแนวความรู้หลากหลาย (complexity approach) การทำ แกงโฮ๊ะ เป็นการผสมผสาน (blending) เพื่อ สนองความต้องการเฉพาะหน้า อย่างหนึ่ง (specific contingency). ในสภาพภาวะของเวลานี้ เราอาจต้องทำ แกงโฮ๊ะ บ่อยขึ้น. เชิญลอง แกงโฮ๊ะ เชิญติชม ช่วยปรุง เชิญใส่ ของเก่า ของหลือ ส่วนเกิน ใน แกงโฮ๊ะ อีกหม้อหนึ่ง... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 27 เม.ย. 2549 (10:24) พี่ samongi ครับ ผมซื้อเขากินครับ ก็เลยไม่รู้ว่าเขาใส่หรือเปล่า และกินไปได้ไม่กี่คำอีกต่างหาก เพราะไม่ชอบกิน ถ้าซดน้ำด้วย คงจะเดาได้ แต่ที่เขาทำขายคงไม่ใส่กัน อ้อ แกงโฮะ ไม่ต้องมีไม้โท ตรี ข้างบนตัว ฮ ครับ .................................................................. ถ้าใครอ่านหนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันนี้ มีข่าวหนึ่งที่บอกว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของมาเลเซียไม่สนับสนุนโครงการเมกะโปรเจคส์ ด้วยเกรงว่าจะก่อภาระให้แก่พลเมืองในอนาคต ซึ่งขัดกับแนวทางที่ ดร. มหาเธร์ เคยวางไว้ ไม่ทราบว่าจะมีผลต่อการเมืองที่นั่นอย่างไร จะทำจริงแค่ไหน แต่ผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต้องพึงสำเหนียกไว้ด้วยครับ ...................................................................... ความเห็นล่าสุดของคุณสร ดูจะไม่เห็นด้วยกับการพัฒนาอย่างไม่ลืมหูลืมตา และผลกระทบที่เกิดขึ้น(เท่าที่จับใจความได้) ซึ่งเชื่อมโยงกับวันสงกรานต์ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 9 พ.ค. 2549 (04:32) สรุปข่าวเด่นประจำสัปดาห์ (1-7 พฤษภาคม 2549) http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?Newsid=87067&NewsType=1&Template=1 ...ด้าน วาสนา เดือดเปิดใจด่ากราดทั้ง ทรท.-ฝ่ายค้าน-ม็อบกู้ชาติ-นักวิชาการ ยันจัดเลือกตั้งตามกฎหมายทุกอย่าง ย้ำไม่มี รธน. มาตราใดเขียนคำว่า โมฆะ เลย ตัดพ้อสังคมพิพากษาคนผิด ฝ่ายทรท.โอ๋ออกหน้า เรียงแถวปลอบ กกต.ยกใหญ่ ชิดชัย เข้าใจหัวอก วาสนา ชี้เป็นคนมุ่งมั่นทำงาน แนะหากอ่านทุกคำพูดของ ปธ.กกต. จะรู้ที่มาที่ไปแล้วจะเข้าใจ สุทิน วอนสังคมฟังเหตุผลยอมรับ กกต. เป็นแพะ เผยยังไม่เห็น กกต. ทำสิ่งชั่วช้า จวก อภิสิทธิ์ ตัวต้นเหตุ ม.7 ป่วนการเมือง พร้อมถามหาความรับผิดชอบ โสภณ อัดฝ่ายค้านตัวปัญหามุ่งแต่เล่นการเมือง ดันแก้รัฐธรรมนูญ 29 ประเด็น เน้นปลดล็อก ส.ส. 90 วัน... The balancing of 'All is allowed if not forbidden' vs 'All is forbidden if not allowed'. SR (IP:144.134.69.103,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 18 พ.ค. 2549 (05:39) ยูเนสโก ลุยสร้างครูมัธยมพันธุ์ใหม่ ใช้ไอซีทีในการเรียนการสอน http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology03b&content=6221 นายอลัน โจลลิฟท์ เจ้าหน้าที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ประจำสำนักงานส่วนภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กรุงเทพฯ ในฐานะผู้ประสานงานโครงการ สำหรับครูยุคใหม่ หรือ The Next Generation of Teachers Project กล่าวว่า ขณะนี้ ยูเนสโก ได้ร่วมกับ บริษัท ไมโครซอฟท์และบริษัท ซิสโก ซิสเต็มส์ เปิดตัวโครงการสำหรับครูยุคใหม่ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างครูยุคใหม่ในระดับมัธยมศึกษาในภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิคให้สามารถใช้ประโยชน์จากสื่อไอซีทีในการเรียนการสอน... ... สินค้าใหม่ในตลาดการเมืองร้อนๆ จ้า โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร มติชนรายวัน วันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10294 คอลัมน์ ดุลยภาพดุลยพินิจ http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=open,id=759)&PHPSESSID=c01c986dc0f7f63f1d7bc53431348d96 ...เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ภายในเร็วๆ นี้ จะมีบริษัทการเมืองจำนวนมากเตรียมตัวเข้าตลาด จึงใคร่เสนอเมนูสินค้าบางตัว ซึ่งบริษัทการเมืองทั้งหลายอาจนำไปพิจารณาเสนอขาย เพื่อดึงดูดลูกค้า โดยจะพยายามสร้างสินค้าที่จะให้ความพอใจให้กับลูกค้ากลุ่มต่างๆ อย่างเสมอหน้ากัน... ยิ้ม...ที่บอกความเป็นคุณ? http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?ColumnId=21320&NewsType=2&Template=1 รอยยิ้มเป็นสิ่งแรกบนใบหน้าที่ใครๆสามารถมองเห็นได้ รอยยิ้มสามารถสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นทั่วไป แต่คนเรามักมีรอยยิ้มที่ต่างกัน แล้วรู้ไหมว่า? รอยยิ้มที่พบเห็นบนมุมปากของทุกคน สามารถบอกนิสัยได้ด้วย... 1. ยิ้มมุมปาก : คือ การยิ้มเผยมุมปากขึ้นเล็กน้อย คนที่ชอบยิ้มแบบนี้ ว่ากันว่าเป็นคนมีความน่าค้นหาอยู่ในตัว เป็นคนลึกซึ้ง ฉลาดเฉลียว และที่น่ากลัวมากๆ คือคนประเภทนี้ อ่านใจคนเก่ง และถ้าหากให้เค้า หรือเธอโน้มน้าวใจใครสักคน รับรองได้ผลแน่นอน... 2. ยิ้มเม้มปาก : คือ การยิ้มแบบไม่เห็นฟัน เป็นรูปปากเลย คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูงมากเลยทีเดียว ระมัดระวังตัวกับสิ่งรอบข้าง หรืออาจเรียกว่า เป็นคนขี้ระแวงเอามากๆ รักสันโดษชอบอยู่คนเดียวเงียบๆ กับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่สงบๆ เบื่อง่าย ไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นสักเท่าไร และด้วยความที่มีโลกส่วนตัวสูง ทำให้ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูงมาก ส่วนการที่จะทลายกำแพง เพื่อข้ามสะพานแห่งมิตรภาพ ถือว่าเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันแล้ว คุณก็มั่นใจได้เลยว่า คนที่ยิ้มเม้มปาก จะเป็นเพื่อนที่ดีคนหนึ่งของคุณเลยที่เดียว 3. ยิ้มเยือกเย็น : มีลักษณะเป็นคนน่าเชื่อถือ คนประเภทนี้ไม่ได้เป็นคนที่มั่นใจตัวเองนักหรอก แต่คนส่วนมาก จะเป็นคนซื่อๆ ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม และเป็นนักประนีประนอม 4. ยิ้มยั่วยวน : มักพบในบทบาทการแสดง หรือตามนิตยสารแฟชั่นต่างๆ แต่ในชีวิตจริง ถ้าคุณยิ้มแบบนี้ แสดงว่าคุณเป็นคนช่างฝัน และ หลงใหลในเรื่องของศิลปะมากๆเลย 5. ยิ้มตาหยี : เป็นยิ้มที่ดูน่ารัก... น่าหยิก...คนที่ยิ้มลักษณะนี้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดีสุดๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม มีอารมณ์ขันชนิดที่เรียกว่า เส้นตื้นเอามากๆ เป็นคนร่าเริง สดใส เฮฮา ไม่ชอบมีเรื่องกับใคร มีเพื่อนฝูงมาก ใครที่ได้อยู่ใกล้เป็นต้องชอบ และเต็มไปด้วยรอยยิ้มทั้งวัน แถมยังเป็นคนที่รู้จักนำประสบการณ์ในอดีต มาปรับปรุงแก้ไข เพื่อใช้ในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างเยี่ยมยอดอีกด้วย... 6. ยิ้มเปิดเผย : คือ ยิ้มแบบเห็นฟันชัดเจน ครบ 32 ซี่ เปิดปากเต็มที่ ใครเป็นเจ้าของรอยยิ้มนี้ ขอบอกว่า คุณเป็นคนที่ชอบการแสดงออก และมีความกระตือรือร้นมากๆ ชอบที่จะพบปะเช่นกัน เพราะคุณ เป็นคนที่คอยสร้างสีสัน ให้กับคนรอบข้างได้อย่างดีทีเดียว แล้วคุณล่ะ ยิ้มแบบไหน? เอ้า! ยิ้มกันหน่อย... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 20 พ.ค. 2549 (07:16) There is a common feature in 2 articles below - I can't quite put my finger on it. เรื่องปก (Thaipost) แก้ปัญหาทางป่ามรดกโลก สร้างสะพานให้สัตว์ข้าม 20 พฤษภาคม 2549 กองบรรณาธิการ http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.thaipost.net%2Findex.asp%3Fbk%3Dxcite%26post_date%3D20%2FMay%2F2549%26news_id%3D124633%26cat_id%3D200100 กรมทางหลวงและกรมอุทยานจับมือแก้ปัญหา ปรับปรุงและขยายถนนหลวงหมายเลข 304 มีมติร่วมตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญพิจารณาสร้างสะพานสัตว์ข้ามเป็นแห่งแรกในอาเซียน ระบุต้องเพิ่มงบอีกกว่า 200 ล้านบาท นายปัญจะ คุปรัตน์ รองอธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีการต่อต้านการก่อสร้างถนนทางหลวงหมายเลข 304 ที่ผ่านผืนป่ามรดกโลก ประมาณ 21 กิโลเมตร ตั้งแต่กิโลเมตรที่ 27-29 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมทางหลวงและกรมอุทยานแห่งชาติจึงเห็นชอบร่วมกันที่จะให้มีการสร้างรั้วกั้นถนนตลอดแนวถนน พร้อมกับสร้างสะพานสัตว์ข้าม ความสูง 5.5 เมตรขึ้นมา เพื่อให้สัตว์ป่าในอุทยานทั้ง 2 แห่งสามารถข้ามถนนไปมาได้อย่างสะดวก... The bungle, the cover up and now the stupid fix using the public money. First Animal overpass - indeed! Do we put the signs up for animals to read "Do not cross the highway here, use the overpass!"?. Do we set up a 'human' patrol to catch and fine offending animals? The point of principle is 'National and World heritage areas are protected areas" (from developers and governemnts). NO HIGHWAY THRU OUR PARK! ... http://www.matichon.co.th/weekly/weekly.php?srctag=0406190549 ต้องไม่ลืมว่า ตลอดระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ "กุมความลับ" ในทางการเมืองของแกนนำกลุ่มในพรรคเอาไว้หลายกรณี ไม่ว่าจะเป็น "สมศักดิ์ เทพสุทิน" เมื่อครั้งนั่งเป็น รมว.แรงงาน ที่ถูกกล่าวหาว่าปล่อยปละละเลยการแก้ไขปัญหาแรงงานในต่างประเทศที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทจัดหาแรงงานเอกชน จน "กุสุมาวตี ศิริโกมุท" ส.ส.มหาสารคาม พรรคเดียวกัน ออกมาฟาดงวงฟาดงา ไม่นับโครงการความฉาวโฉ่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกหลายโครงการ ไม่เว้นแม้แต่ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ที่ถูกกล่าวหาว่าพัวพันกับการทุจริตเครื่องซีทีเอ็กซ์ 9000 สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ร่ำลือกันว่ามี "ข้อมูลลับ" ที่ยังไม่มีใครกล้าเปิดเผย หรือกระทั่ง "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ" ที่มีชื่อเขาติดทุกครั้งเมื่อ "คดีคลองด่าน" ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาชำแหละ "วันมูหะมัดนอร์ มะทา" ที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่ารู้เห็นเกี่ยวกับความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ "สนธยา คุณปลื้ม" ที่แม้วันนี้" สมชาย คุณปลื้ม" ผู้พ่อ กลายเป็นผู้ต้องหาเต็มตัว และต้องหนีแบบหัวซุกหัวซุน แต่ "วิทยา คุณปลื้ม" น้องชายที่คลานตามกันมา ยังมีเสียงลือหนาหูว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของ "กำนันยูร" ที่ จ.ชลบุรี ว่ากันว่า "ข้อมูล" เหล่านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เก็บ "ข้อมูล" เอาไว้อย่างละเอียด เมื่อบวกเข้ากับบุคลิกที่ "แรง" และ "ดุดัน" บรรดาแกนนำกลุ่มการเมืองต่างๆ จึงเกิดความหวาดระแวงว่า "แผลเก่า" จะถูกนำมาขยายผลเมื่อต้อง "แตกหัก" กับ พ.ต.ท.ทักษิณ นี่คือการ "ถือไพ่" ที่เหนือกว่าภายในพรรคของ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วย "เหตุผล" หลักๆ เหล่านี้ จึงทำให้สมาชิกพรรคไทยรักไทยที่มีกลุ่มสังกัด ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับต่อการ "ย้ายพรรค" ให้เห็น...!! What do you think? Uncrossable bridges over troubled waters? Or losing public trusts? ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 26 พ.ค. 2549 (10:54) I know kids today are too busy bitching about 'not having lucks' and being needy... I offer an accidental link of 2 concepts (below). I think this แกงโฮะ is interesting. You can be the judge! เงื่อนไขที่ทำให้เยาวชนมาทำกิจกรรมทางสังคม http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=open,id=779)&PHPSESSID=f9bea334efb84c626839680f2dd1cd14 ศาสน์ VS ศาสตร์ http://www.nokkrob.org/index.php?&obj=forum.view(cat_id=open,id=778)&PHPSESSID=f9bea334efb84c626839680f2dd1cd14 พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ต่างมีเป้าหมายที่สอดคล้องกันโดยบังเอิญ คือการแสวงหาสัจธรรมแห่งสรรพสิ่ง ถึงกระนั้น ด้วยเนื้อหาที่สนใจต่างกันทำให้ศาสนาและวิทยาศาสตร์เดินอยู่คนละทาง และมุ่งคนละผลลัพธ์ ปองพล สารสมัคร ออกค้นหาสัจธรรมแห่งชีวิต ผ่านวาทกรรมของปราชญ์แห่งศาสนา และนักวิทยา... ครั้งหนึ่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์นามอุโฆษ เคยพูดว่า ... "พุทธศาสนามีบุคลิกที่คาดว่าจะพบได้ในศาสนาแห่งจักรวาลที่จะมีในภายภาคหน้า เนื่องจากพุทธศาสนาข้ามพ้นเรื่องพระเจ้าที่เป็นตัวตน ไม่พูดเรื่องลัทธิ หรือเทววิทยา พุทธศาสนาครอบคลุมทั้งจิตและสภาวะ เป็นศาสนาที่แสดงให้เห็นว่าประสบการณ์ทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว"... ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 12 มิ.ย. 2549 (07:58) 9 วิธี ฟื้นฟูต้นมะม่วง http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01ent05120649&day=2006/06/12 คอลัมน์ งานเป็นเงา โดย ลำแข มีคำถามอยู่บ้างหลังจากที่หลายคนได้ชมมหานาฏกรรม *พระมหาชนก* บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ที่รัฐบาลจัดขึ้นเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติ 60 ปี ที่เมืองทองธานี ตลอด 2 สัปดาห์ก่อน ว่าวิธีฟื้นฟูต้นมะม่วง 9 วิธี มีความหมายนอกเหนือจากวิธีฟื้นฟูต้นมะม่วงชนิดตรงตัว อย่างไรบ้าง ถามนักเรียนหรือชาวบ้านผู้ชม ที่เดินออกจากสถานที่แสดงพร้อมกัน ก็คิดกันไปต่างๆ นานา แต่เห็นพ้องต้องกันว่า มีนัยและความหมายลึกซึ้ง ยิ่งกว่าการฟื้นฟูต้นมะม่วงจริงๆ แน่นอน เพียงแต่นัยที่ว่านั้น ย่อมขึ้นกับภูมิหลังและภูมิรู้ของแต่ละคน ว่าได้ *อ่าน* พระราชนิพนธ์ตอนท้ายของเรื่องนี้ออกมาแบบไหน ซึ่งอาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกัน ก็อาจไม่จำเป็นต้องชี้ถูกชี้ผิด และเมื่อถูกถามกลับมาบ้าง ก็พยายามฝันไปโดยมีพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลัก เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงครองแผ่นดิน ดังนั้น พระราชภารกิจในพระองค์ จึงย่อมทรงเกี่ยวเนื่องด้วยทุกข์สุขของราษฎรเป็นที่ตั้ง อุปถัมภ์ พัฒนาหรือเกื้อหนุนราษฎรเป็นที่ตั้ง เมื่ออยู่บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ 1.การเพาะเม็ด จึงอาจหมายถึงการดูแลเด็กและการปลูกฝังเยาวชน ให้เติบโตมาตามแนวทางที่สังคมต้องการ 2.การถนอมราก จึงอาจหมายถึงการดูแลผู้สูงอายุ ญาติผู้ใหญ่ หรือรักษารากเหง้าบรรพบุรุษของตัวเอง อาจกินความถึงขนบวัฒนธรรม ทั้งที่สืบมาโดยวิธีคิดอ่าน หรือที่เห็นเป็นโบราณวัตถุสถาน 3.การปักชำกิ่ง อาจหมายถึงขั้นตอนการขยายปริมาณของคุณภาพที่ปลูกฝังมาแต่แรก ให้แน่นหนาเป็นปึกแผ่นขึ้น 4.การเสียบยอด อาจหมายถึงการวางอนาคต เป้าหมายในการสร้างบุคลากรที่สังคมขาดแคลน หรือบำรุงที่มีอยู่ให้มั่นคงพอเพียงแก่การใช้สอย ที่จะพัฒนาสังคมให้ก้าวไป 5.การต่อตา อาจหมายถึงการเรียนรู้วัฒนธรรม วิธีคิด จากแหล่งอื่น จากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ระหว่างกลุ่มชนที่ผิดแผกเชื้อชาติผิวพันธุ์ออกไป เพื่อความเข้าใจในการอยู่ร่วมโลกกันอย่างสันติสถาพร 6.การทาบกิ่ง อาจหมายถึงการศึกษาเพิมเติมทางเทคโนโลยี วิทยาการ จากแหล่งต่างๆ เพื่อประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม 7.การตอนกิ่งให้ออกราก อาจหมายถึงทั้งการผสานภูมิปัญญาระหว่างของเดิมกับที่เรียนรู้ใหม่ๆ เพื่อเกิดแนวคิดในการอยู่ร่วมกันของยุคสมัยที่วัฒนธรรมถ่ายเทสู่กันรวดเร็วและง่ายดายเข้าทุกที หรือการขยายผลผลิตทั้งนามธรรมวิธีคิด และรูปธรรมวัตถุที่ไม่ต้องทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้สิ้นเปลือง 8.รมควันต้นไม่มีลูก อาจหมายถึงการกระตุ้นส่วนที่บกพร่อง ที่ยังอาจเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ เช่นการปรับแนวคิด หรือชำระทัศนคติ ให้เหมาะสมแก่กาล มิให้เป็นส่วนที่ถ่วงความเจริญความคิดในทุกๆ ทาง 9.ชีวาณูสงเคราะห์ อาจหมายถึงการดูแลส่วนที่พิเศษ ส่วนที่ยังด้อยหรือล้าหลัง ส่วนที่พิการหรือประสบเคราะห์ ไม่ว่าทางวัตถุหรือการเรียนรู้ หรือแม้จนการอุปถัมภ์ค้ำชูอย่างเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ ในผู้ที่ช่วยตัวเองไม่ได้ หรืออีกทางหนึ่ง อาจมีผู้หมายไปทางวิธีคิดโดยเฉพาะ ว่าเป็นความเข้าใจที่จะฝึกฝนและเรียนรู้อริยสัจในทางศาสนา การเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ และการบำเพ็ญเพียรที่จะพ้นทุกข์ นี้ย่อมแล้วแต่พระมหาชนกฉบับพระราชนิพนธ์ จะกระตุ้นให้แต่ละภูมิหลังเกิดแรงบันดาลใจไปทางใด แต่อย่างไรก็ตาม ความลึกซึ้งและยาวไกลในสายพระเนตรนั้น มีมากเป็นล้นพ้นประมาณ [Those who find 'linking' difficulties should see that 'high-tech' is no more than 'new clothes' for 'low-tech' like growing our own foods. Many people could compare 'nanotech' shirts that protect themselves from 'fungi' to traditional หม้อห้อม (indigo dyed clothes) that also protect themselves from fungi! The differences are mostly from you stand. Anyone can afford to dye clothes with indigo .] ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 16 มิ.ย. 2549 (14:24) น้อม ถวายในหลวง ..จะทำดี.. ปณิธานวัยรุ่นไทยใจจงรัก http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx?ColumnId=23057&NewsType=2&Template=1 จะติดตาตรึงใจคนไทยไปตราบนานเท่านาน สำหรับภาพมหามงคลประวัติศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโบกพระหัตถ์ พร้อมกับแย้มพระสรวล เคียงคู่ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2549 ซึ่งนี่นับเป็น เหตุการณ์มงคลชีวิต ของปวงไทย และเนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี จากกิจกรรม เฉลิมพระเกียรติต่าง ๆ ที่มีการจัดขึ้น ก็ทำให้คนไทยจำนวนมากยิ่งซาบซึ้งสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์ในหลวง ซึ่ง คนรุ่นใหม่-วัยรุ่น ก็เป็นอีกกลุ่มที่ ตั้งปณิธาน ว่าจะประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ดี ที่ถูกที่ควร เพื่อเป็นการน้อมถวายแด่พระองค์ท่าน เสียง ทรงพระเจริญ กึกก้องทั่วไทย-ดังไกลไปทั่วโลก !! แล้วเสียง จะเป็นคนดี จะทำความดี" ก็ดังตามมา... ...จะเปลี่ยนนิสัยของตัวเองใหม่ จะไม่เถียงพ่อแม่ จะใช้เหตุผล ให้มากกว่าอารมณ์ ทุก ๆ วันจะพยายามทำแต่ความดี จะช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่มีโอกาส จะเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แบ่งปัน จะเข้าใจคำว่าใจเขา-ใจเราให้มากขึ้น...เป็นเสียงกล่าวอย่างมุ่งมั่นของ ณัฐนี จันทร์เจริญโรจ บัณฑิตสาวจบใหม่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเธอยังบอกต่อไปว่า...จะเรียนต่ออีก ซึ่งก็จะตั้งใจเรียนให้มากขึ้นไปอีก จะตั้งใจเรียนแบบใส่ใจสุด ๆ ไปเลย เพื่อที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งให้ชาติเจริญก้าวหน้าต่อไป ณัฐพล สุวรรณสิริ นักศึกษาหนุ่มปี 3 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ รายนี้ก็บอกว่า...จะตั้งใจเรียนแบบสุด ๆ จะประหยัดให้มากขึ้น จะลดการเที่ยวเตร่ จะเป็นคนดีของพ่อแม่ และจะเป็นคนดีของสังคม ด้านสาวเท่อย่าง อัญชลี แก้วพวง อายุ 18 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียน ศีลาจารพิพัฒน์ พูดถึงการปรับตัวเพื่อเป็นการน้อมถวายแด่ในหลวงว่า...จะเป็น ลูกที่ดีของพ่อแม่ จะใช้เงินอย่างประหยัด มีเหตุผล จะทำความดีด้วยการตั้งใจเรียนทุกวัน ไม่โดดเรียน ไม่แอบหลับ จะไม่ทิ้งการเรียนเด็ดขาด ขณะที่เพื่อนคู่หูของอัญชลีจากโรงเรียนเดียวกันอย่าง กนกรัตน์ พึ่งเดช บอกว่า...ที่ผ่านมาก็พยายามทำดี ประพฤติตัวไม่เสียหาย ตั้งใจเรียน เชื่อฟังพ่อแม่ แต่สิ่งที่จะพยายามแก้ไข คือการลดการเที่ยวกลางคืนให้น้อยลง เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ดี และจะพยายามเป็นคนไม่คิดมาก ลดการคิดเล็กคิดน้อยด้วย ลองถามอีกสองสาว เสียงจากสาวแรก โฉมยง พันธุ์ศาลา นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง บอกว่า...ปกติจะเป็นคนที่ไหว้พระและสวดมนต์ก่อนนอนอธิษฐานขอสิ่งดี ๆ ให้คนในครอบครัว แต่ต่อไปนี้จะขอให้ ทุก ๆ คนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และที่สำคัญคือจะอธิษฐานขอให้ในหลวงและพระราชินีทรงพระเจริญ ส่วนพฤติกรรมที่ไม่ดีที่จะพยายามปรับแก้คือเรื่องการทิ้งขยะ จะทิ้งให้เป็นที่เป็นทาง จะไม่แอบทิ้งตามที่สาธารณะ และจะพยายามอ่านหนังสือวิชาการเพื่อพัฒนาตนเอง และอีกสาว สุนทรี เสรา นนท์ วัย 20 ปี บอกสั้น ๆ ด้วยเสียงมุ่งมั่น แต่ยิ้มอาย ๆ ว่า...สิ่งที่จะแก้ไขคือลด-ละ-เลิกเครื่องดื่มมึนเมา หนุ่ม วรรธิษณ์ บุณยไชยโรจน์ วัย 25 ปี ที่เพิ่งจบจากรั้วมหา วิทยาลัยกรุงเทพมาไม่นาน ให้สัญญาว่า...จะรู้จักใช้จ่ายให้มากขึ้น เพราะที่ผ่านมาใช้เงินฟุ่มเฟือย หมดไปกับการเที่ยว กิน แต่งตัว ซึ่งทำให้พ่อ-แม่ต้อง เดือดร้อน และจะพยายามหางานทำให้เร็วที่สุด วรเศรษฐ์ นิโรจน์กานนท์ อีกหนึ่งหนุ่มก็บอกว่า...จะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ซึ่งที่ผ่านมาใช้เงินสิ้นเปลือง หมดไปกับการ เที่ยวเยอะมาก จะประหยัดให้มากกว่าเดิม และจะใช้สติในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้นกว่าเดิม เพราะที่ผ่านมาเป็นคนอารมณ์ร้อน มักจะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล ด้าน โชติรส และ ภาณุมาศ ตระกูล เศรษฐ์โสภณกุล โชติรสผู้พี่บอกว่า...เรียนอยู่ปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก็จะตั้งใจเรียน จะได้ออก มาหางานทำเพื่อช่วยครอบครัว ที่สำคัญจะใช้เงินพ่อแม่อย่างประหยัด มีสติในการใช้ให้มากขึ้น จะลดการใช้เงินที่หมดไปกับการแต่งตัวให้น้อยลง ขณะที่ภาณุมาศน้องสาว เฟรชชี่ของคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็บอกว่า...เมื่อมุ่งมั่นสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐได้แล้ว ซึ่งก็เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวไปได้ระดับหนึ่ง ก็จะตั้งใจเรียนให้สมกับความพยายามที่ได้ทุ่มเทไปในการสอบ ที่จะแก้ไขคือจะตื่นนอนให้เช้าขึ้น เพราะที่ผ่านมานอนดึกมากและตื่นสายมาก คิดว่าการตื่นเช้าเป็นกำไรชีวิต จะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์ มากมายหลายอย่างเพื่อตนเอง และสังคม ส่วน พิมพร แซ่ลิ้ม เด็กแนว ชั้น ม.5 จากโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ ก็ตั้งใจเช่นกันว่า...สิ่งที่จะทำคือจะตั้งใจเรียนให้มากขึ้น เลิกตื่นสาย และจะประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นคนดีของพ่อแม่ จะทำดีเพื่อสังคม... ทั้งนี้และทั้งนั้น เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างส่วนหนึ่งของ วัยรุ่นไทย ที่ได้ ตั้งปณิธาน เพื่อ น้อมถวายในหลวง หลังจากมีโอกาสได้เข้าชมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี โดยเฉพาะกับนิทรรศการที่เมืองทองธานีที่เพิ่งปิดฉากลงไปเมื่อ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนชัดเจนถึงพระราชกรณียกิจอันเหนื่อยยากตรากตรำของพระองค์ เพื่อที่จะให้พสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่า ทุกเพศทุกวัย ได้อยู่ดีมีสุข รักในหลวง ต้อง เป็นคนดี-ทำความดี เพื่อ ถวายในหลวง ตอบแทน พระมหากรุณาธิคุณล้นพ้น แห่งพระองค์ท่าน !. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 2 ก.ค. 2549 (04:41) เผยนักวิจัยไทยเข้าสู่ยุคตกต่ำ เฉลี่ยเขียนคนละ3-4บรรทัด/ปี http://www.bangkokbiznews.com/2006/06/30/w001_116547.php?news_id=D116547 30 มิถุนายน 2549 16:22 น. เลขาธิการกกอ.เผยอาจารย์มหาวิทยาลัยตีพิมพ์ผลงานวิจัยแค่ 2,000 เรื่องต่อปี กว่า 90 % เป็นงานของ 8 มหาวิทยาลัยหลัก เฉลี่ยอาจารย์ 12 คนช่วยกันทำ 1 ชิ้น หรือเขียนคนละแค่ 3- 4 บรรทัดต่อปี ... กล่าวคือหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยคือการวิจัย ส่วนการผลิตบัณฑิตเป็นหน้าที่ที่ 2 ในการสืบต่อความรู้ไม่ให้สูญหาย และให้คนรุ่นใหม่ต่อยอดความรู้ที่มีอยู่เดิม แต่ปัจจุบันสถาบันอุดมศึกษากลับพยายามโต้เถียงกันแต่เรื่องจะจำแนกตัวเองเป็นมหาวิทยาลัยเน้นผลิตบัณฑิต หรือมหาวิทยาลัยวิจัย หลีกเลี่ยงการทำหน้าที่เติมเต็มปัญหาให้สังคม เป็นเพียงร่างทรงความรู้เดิมถ่ายทอดสู่ศิษย์ ไม่คิดค้นความรู้ใหม่... ทั้งนี้ จากผลการสำรวจจำนวนผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติที่เป็นที่ยอมรับพบว่า ในปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไทยมีผลงานตีพิมพ์ 2,000 เรื่อง โดยกว่า 90 % มาจากมหาวิทยาลัยหลัก 8 แห่ง เท่ากับอีก 130 สถาบันผลิตผลงานเพียง 10% เท่านั้น หากคำนวณสัดส่วนผลงาน 90 % ดังกล่าวต่อจำนวนอาจารย์ใน 8 สถาบัน จะเท่ากับอาจารย์ 12 คนร่วมกันทำงานวิจัย 1 ชิ้น หากคิดผลงานตีพิมพ์ในวารสารมีความยาว 1 หน้ากระดาษหรือ 30 บรรทัด ก็เท่ากับอาจารย์ 1 คนพิมพ์ผลงานเพียง 3-4 บรรทัดต่อปีเท่านั้น [This shows education is becoming mere 'tradition' and 'passing on' the recipes. Few new recipes and 'adaption to local ingredients' points to reliance on 'import' recipes. We need more แกงโฮ๊ะ cooks and more varieties of แกงโฮ๊ะ for our local needs - using local ingredients for local tastes and local uses. ]SR (IP:144.138.31.154,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 4 ก.ค. 2549 (04:49) โพสต์ทูเดย์ อัยการสูงสุดเลื่อนส่งสำนวนยุบ 5 พรรคการเมืองต่อศาลรัฐธรรมนูญ อ้างรอผลแก้ไขคำร้องและเตรียมเอกสารกว่าแสนหน้า http://www.posttoday.com/newsdet.php?sec=news&id=106595 ... นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) เปิดเผยว่า มีความจำเป็นที่ ทางอัยการจะยังไม่สามารถยื่นคำร้องยุบพรรคการเมืองต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ทันวันนี้ เนื่องจาก นายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด กำลังพิจารณาตรวจสอบรายละเอียดร่างคำร้องที่บรรยายถึงพฤติการณ์กระทำผิดที่เกี่ยวเนื่องกันของทั้ง 5 พรรค การเมือง ว่าสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ รองโฆษกฯ กล่าวว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องยุบพรรคการเมือง เพิ่งสรุปมติความเห็นยุบพรรค และส่งร่างคำร้อง พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคแผ่นดินไทย พรรคพัฒนาชาติไทย พรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ ต่ออัยการสูงสุดเมื่อเย็นวันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน ที่ผ่านมา ทำให้อัยการสูงสุดได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ในการตรวจสอบร่างคำร้อง ทั้ง 5 ฉบับ โดยแต่ละฉบับมีความหนากว่า 20 หน้า นายปรเมศวร์ กล่าวอีกว่า นอกจากต้องรอฟังรายงานผลตรวจสอบร่างคำร้องยุบพรรคทั้ง 5 ฉบับว่าต้องแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่แล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่เป็นเหตุให้อัยการจะยังไม่ยื่นคำร้องยุบพรรคในวันจันทร์นี้ คือ ปัญหาทางเทคนิคในการจัดหาเครื่องถ่ายเอกสาร เตรียมพิมพ์เอกสารหลักฐานพร้อมสำเนาคำร้องจำนวน 20 ชุด ความหนากว่า 100,000 หน้า รวมทั้งการจัดเรียงหน้าเอกสารสำนวนคำร้องให้ถูกต้องครบถ้วน ด้วยเหตุดังกล่าว จึงมีความเป็นไปได้อย่างมากที่อัยการต้องเลื่อนการส่งคำร้องยุบพรรคการเมืองออกไปก่อน โดยอย่างเร็วอาจยื่นได้ในวันที่ 4 กรกฎาคม หรืออย่างช้าไม่เกินวันที่ 5 กรกฎาคม นี้ แต่อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าภายในสัปดาห์หน้า อัยการสูงสุดจะได้ยื่นคำร้องยุบพรรคการเมืองต่อศาลรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน นายปรเมศวร์ กล่าว ... [(Maxwell Smart, agent 86, Get Smart TV Series): "If they only use it for good rather than for evil, the world will be so much better." (Question): How many trees go into this process? ]SR (IP:144.138.31.170,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 9 ก.ค. 2549 (07:08) นักวิชาการชี้ทุนนอกรับเละ แต่เศรษฐกิจไทยกลวงโบ๋ โพสต์ทูเดย์ วันศุกร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 http://www.posttoday.com/index.php ... น.ส.ภวิดา ปานะนันท์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า จากการวิจัยเรื่อง การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและการพัฒนาธุรกิจไทยกรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ปี 2523-2543 พบว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไม่นำไปสู่การพัฒนาธุรกิจท้องถิ่น เพราะประเทศไทยยังคงเป็นผู้รับการลงทุนสุทธิ และบริษัทในท้องถิ่นยังอ่อนแอ มีเพียงบริษัทข้ามชาติเป็นผู้เล่นหลัก ในขณะที่บริษัทไทยเป็นเพียงซัพพลายเออร์ที่มีบทบาทจำกัด และมีบริษัทไทยเพียงบางรายเท่านั้นที่สามารถแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ โดยใช้กลยุทธ์ต้นทุนต่ำเพื่อเจาะตลาดระดับล่าง ... นักเศรษฐศาสตร์เปิดผลวิจัยพบต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่ส่งเสริมการพัฒนาประเทศ แต่กลับทุบธุรกิจท้องถิ่นพังพาบ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 24 ก.ค. 2549 (04:45)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 24 ก.ค. 2549 (05:07) http://www.dailynews.co.th/dailynews/pages/front_th/popup_news/Default.aspx? 50. วิธีการไล่หนูแบบง่าย ๆ และประหยัดเงินคือ นำไม้ยี่โถไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปบดเป็นผง เสร็จแล้วนำไปโรย ตามซอกที่หนูชอบอยู่ เพียงเท่านี้หนูก็พากันขนย้ายครอบครัวหนีออกไปจากบ้านของคุณไปเลย [I would rather have Dailynews WARN people about Oleander toxicity - it is DEADLY. All parts of Oleander plants; flowers, leaves, stalks, roots are toxic (Google "oleander toxin") "to eat", "in inhale" when burnt, "to touch" the sap ยี่โถ (Oleander) เป็น ไม้มี พิษสูง กินแล้ว ตายได้ ควรระวังมาก โดยเฉพาะ เมื่อมี เด็กแล็ก PS. Dear Vteam, I tried adding a new forum in Health but somehow the "form" showed up in Turkish, changing code led to 'page expired' - did we have the encoding code mixed up? I would like to raise the issue of "Public Safety - Responsible Public Advice" which seemed lacking in the column above.] ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 27 ก.ค. 2549 (05:46) [This is another RECIPE for Thai social development I found in Matichon วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10363] ศก.พอเพียงเยียวยา"โลก" "ในหลวง"กับรหัสพัฒนาใหม่ http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01p0104250749&day=2006/07/25 รหัสพัฒนาของวิถีเศรษฐกิจพอเพียงกับการพัฒนาตามกระแสหลักไม่เหมือนกัน รหัสพัฒนาตามกระแสหลักคือ KPM = ความรู้-อำนาจ-เงิน รหัสพัฒนาตามกระแสเศรษฐกิจพอเพียงคือ GCK = ความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้ G = Goodness = ความดี C = Community หรือ Culture = วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน K = Knowledge = ความรู้ *มรรควิธีวิถีแห่งความพอเพียง การปรับเปลี่ยนจากวิถีเศรษฐกิจวัตถุนิยม-บริโภคนิยม-เงินนิยม ไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องยาก เพราะคนคุ้นเคยกับวิธีคิดและโครงสร้างเก่าในสังคม ขอเสนอมรรควิธี 4 ประการ เพื่อปรับไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง 1.สร้างทิฐิและจิตสำนึกใหม่ ควรมีการรณรงค์ให้ผู้คนเปลี่ยนคำถามจาก "ทำอย่างไรจะรวย" ไปเป็นคำถามใหม่ว่า "ความดีคืออะไร" เมื่อถามซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ทิฐิและจิตสำนึกจะค่อยๆ เปลี่ยนไป ว่าเป้าหมายของชีวิตและการพัฒนาคือความดีและการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่การทำกำไรสูงสุด รหัสพัฒนาใหม่คือ GCK หรือความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้ ความดีต้องเป็นตัวตั้ง การอยู่ร่วมกันเป็นเป้าหมาย ความรู้เป็นเครื่องมือ ชีวิตและเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผล 2.ออกแบบโครงสร้างการพัฒนาที่ถูกต้อง สังคมมีเครื่องมือมาก แต่ขาดการออกแบบ โครงสร้างทุกชนิดต้องมีฐานที่แข็งแรง โครงสร้างนั้นจึงจะมั่นคง สังคมก็เช่นเดียวกันที่ต้องมีฐานที่แข็งแรง ฐานของสังคมคือชุมชน ท้องถิ่น แต่ฐานกลับอ่อนแอลง การพัฒนาข้างบนทุกชนิดต้องเชื่อมกับฐานล่าง อยู่บนความเข้มแข็งของฐานล่าง จึงเป็นโครงสร้างการพัฒนาที่ถูกต้อง ชุมชนเข้มแข็งคือฐานของเศรษฐกิจพอเพียง หากมหาวิทยาลัยต่างๆ รู้จักมองลงไปข้างล่าง เรียนรู้เรื่องข้างล่าง สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง ถ้าเราเข้าใจความสำคัญของฐานล่างของสังคม ก็จะเข้าใจว่าทำไมพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงตะลอนๆ ไปช่วยคนข้างล่าง จนพระเสโทหยดจากปลายพระนาสิก การพัฒนาต่างๆ ข้างบนไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การศึกษา การพระศาสนา การสาธารณสุข การสื่อสาร ฯลฯ มีพลังมากถ้าเชื่อมกับฐานล่าง ให้ข้างล่างกับข้างบนเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ประเทศไทยจะแข็งแรง พอเพียง และเรืองแสง 3.ส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตน การศึกษาทุกวันนี้เป็นการศึกษาวิชาต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องนอกตัวทั้งสิ้น ไม่มีเลยที่ศึกษาเรื่องภายในตัวเอง จึงจำเป็นต้องดึงเอาพลังภายในขึ้นมาใช้ มีความจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานทั้งในตนเอง และเชิงองค์กร จึงจะเผชิญกับวิกฤตรุนแรงของโลกได้ จิตตปัญญาศึกษาจะช่วยให้การปรับไปสู่วิถีแห่งความพอเพียงเป็นไปได้ง่ายมากขึ้น จึงควรทำความเข้าใจและส่งเสริมอย่างจริงจัง 4.สร้างเครื่องมือใหม่ทางสังคม (New Social Tool) โครงสร้างในองค์กรทุกชนิดเป็นโครงสร้างทางดิ่ง หมายถึงเน้นการใช้กฎหมาย กฎระเบียบ และการสั่งการจากบนลงล่าง เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้มีอำนาจกับผู้ไม่มีอำนาจ โครงสร้างชนิดนี้ไม่มีพลังเพียงพอที่จะแก้ปัญหาที่ยากและซับซ้อน จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานเชิงองค์กร ซึ่งไม่ใช่การโค่นล้มหรือทำลาย วิธีการคือการสร้างความสัมพันธ์ทางราบเป็นความสัมพันธ์ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยถือหลักว่าทุกคนมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และมีศักยภาพ สามารถเข้ามารวมกลุ่มร่วมคิดร่วมทำด้วยความเสมอภาค และเชื่อมโยงเป็นเครือข่าย หลักการข้างต้นจะเกิดเป็นโครงสร้างทางสังคมใหม่ เรียกเป็นสัญลักษณ์ว่า INN ดังนี้ I = Individual หรือปัจเจกบุคคลที่มีจิตสำนึกใหม่ว่าเรามีเกียรติ มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีศักยภาพที่จะทำอะไรดีๆ N = Nodes คนที่มีความสนใจร่วมกัน เรียนรู้ร่วมกัน ร่วมคิดร่วมทำ ทุกคนเสมอภาค เป็นความสัมพันธ์ทางราบ N = Networks มีการเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายทั้งระหว่างบุคคลและกลุ่ม แนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวอาจเรียกว่าเอาความดีเป็นตัวตั้ง เพื่อการอยู่ร่วมกัน โดยใช้ความรู้ ซึ่งอาจเขียนเป็นรหัสพัฒนาว่า GCK หรือความดี-การอยู่ร่วมกัน-ความรู้ การพัฒนาแบบเก่านำโลกเข้าไปสู่ความเสื่อมเสียทางศีลธรรมและเจ็บป่วยมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะใช้เงินเป็นตัวตั้ง หากจะเยียวยาโลกได้ ต้องใช้รหัสพัฒนาใหม่ ฉะนั้น จึงควรสนใจศึกษาหาความหมายเชิงลึกของแนวทางการพัฒนาของพระเจ้าอยู่หัวให้ดี เพราะอาจพบรหัสพัฒนาใหม่ที่ช่วยให้โลกรอดได้ SR (IP:144.138.31.119,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 27 ก.ค. 2549 (05:49) [Some ingredients are changing..] บ.มะกันจดสิทธิบัตรฮุบเหี้ยน!มังคุดไทย รวดเดียว17รายการ http://www.komchadluek.net/2006/07/27/Fa001_31514.php?news_id=D31514 บริษัทเอกชนสหรัฐยื่นจดสิทธิบัตรมังคุดไทย 17 รายการ ตั้งแต่น้ำผลไม้ยันสูตรผสมน้ำเปลือกมังคุด ผอ.ไบโอไท ชี้ธุรกิจเอสเอ็มอีไทย เป็นได้เพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบ ไม่มีสิทธิแปรรูป จี้รัฐบาลรวบรวมข้อมูลคัดค้าน พร้อมตั้งหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังการจดสิทธิบัตรจริงจัง ... ปท.พัฒนาบีบเปิดเสรีFTA WTOล่มแล้วหลังยืดเยื้อ5ปี http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02p0108270749&day=2006/07/27 เจรจา WTO ล่ม หลังยืดเยื้อมาเกือบ 5 ปี "ปาสคาล ลามี่" เผยประเด็นสินค้าเกษตรตัวการทำเจรจาล้มเหลว ด้านการุณชี้ เกษตรกรไทยเสียโอกาสขยายตลาดส่งออก หมดโอกาสต่อรองให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการอุดหนุนสินค้าเกษตร ภาคเอกชนคาดประเทศพัฒนาแล้วเมิน WTO หันไปบีบประเทศกำลังพัฒนาให้หันไปทำ FTA มากขึ้น ... ... SR (IP:144.138.31.119,,) สวัสดีครับ ความเห็นล่าสุด ชี้ให้เห็นถึง 2 ประเด็น คือ 1. การใช้สิทธิบัตรเป็นเครื่องมือดึงผลประโยชน์จากผู้อื่นมาเป็นของตนเอง 2. ความพยายามครอบงำเศรษฐกิจกลุ่มโลกที่3 หลังจากข้อตกลง WTO ล้มไม่เป็นท่าหลายคราว โดยอาศัย FTA เป็นข้ออ้างครับ ข้อความที่ว่า (คุณการุณ กิติสถาพรระบุว่า)เกษตรกรไทยเสียโอกาสขยายตลาดส่งออก หมดโอกาสต่อรองให้ประเทศพัฒนาแล้วลดการอุดหนุนสินค้าเกษตร น่าสนใจที่ว่า ตลาดส่งออกที่กล่าวถึงมักเป็นตลาดแถบเอเชียแปซิฟิก,อเมริกา และยุโรป มากกว่าจะเป็นตลาดของแอฟริกาและอเมริกาใต้ ซึ่งอาจจะมีลู่ทางขยายอยู่บ้างครับ แต่เหตุใดจึงไม่กล่าวถึง? Dear ศรีปิงเวียง, I have no answer for you. Africa may be seen as 'too poor' and South America 'too green'? What I have is an example of synthesis :คาดการณ์แมลงทวีจำนวนมากขึ้น ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกร้อน [22 พ.ย. 49 - 00:18] http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=27422 ผลการศึกษาวิจัยใหม่ส่อว่า ผลกระทบของการที่อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น จะทำให้มนุษย์จะต้องได้รับความเดือดร้อน จากจำนวนของสัตว์พวกแมลงที่จะเพิ่มทวีจำนวนขึ้นอีกมาก การวิจัยใหม่ๆแสดงว่า แมลงที่อยู่ในแถบดินแดนที่อบอุ่น จะขยายพันธุ์ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากธรรมชาติของมันมีอัตราการเผาผลาญอาหารได้สูงกว่า และแพร่พันธุ์ได้ บ่อยกว่า รายงานการศึกษาในวารสาร นักธรรมชาติวิทยา อเมริกัน ก็แสดงว่า แมลงไม่แต่ เพียงขยายพันธุ์ เพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้นเท่านั้น หากยังสามารถเพิ่มอย่างทวีคูณขึ้นได้อย่าง รวดเร็วด้วย ทำให้นักวิทยาศาสตร์วิตกว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลก อาจจะช่วยเพิ่มพูนปริมาณของสัตว์ 6 ขามากขึ้น นักศึกษาปริญญาเอกมีลานี ฟราเซีย มหาวิทยาลัยวอชิงตันวิตกว่า มันอาจจะก่อผลร้ายขึ้นได้ยิ่งกว่า การโดนถูกแมลงขบกัด เพราะหากเป็นแมลงศัตรูพืช ก็ทำให้จะต้องเสียค่ายาปราบแมลงกันมากขึ้น นอกจากนั้นแมลงยังเป็นพาหะของโรคหลายอย่างด้วย เช่น โรคไข้จับสั่น เป็นต้น ทุกวันนี้นักวิทยาศาสตร์ก็สังเกตพบว่า เขตของโรคไข้จับสั่นก็ได้แผ่อาณาเขตกว้างขวางออกไปอยู่แล้ว แต่ฟราเซียกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพยากรณ์ได้ว่าแมลงแต่ละชนิด จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปรได้ และอย่างไหนที่อาจจะสูญพันธุ์ลงไป แต่ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องคอยนาน เพราะแมลงปรับตัวได้เร็วมาก ดังนั้นอาจจะได้เห็นดีกันชั่วชีวิตนี้ของเรานี่แหละ. [What about 'fungi', 'bacteria' and 'viruses'? Are there more of them too? Thai researchers have unique opportunities to study effects of global warming in the tropic ]SR (IP:144.138.31.170,,) [There is a view that 'cooperation' is more useful than just 'words'. Cooperation --> emergence = แกงโฮะ .]ไฟฟ้าราคาถูก ข้อเสนอ"กรีนพีซ" มติชน วันที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10532 http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra02100150&day=2007/01/10/ พนิดา สงวนเสรีวานิช ต้องยอมรับโดยดุษณีว่าสภาพบรรยากาศของโลกเปลี่ยนไปมากจนแทบกู่ไม่กลับ ไม่ต้องดูอื่นไกล แค่ในประเทศไทยวันเดียวมีถึง 3 ฤดู เหล่านี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ แต่กลายเป็นสิ่งที่รู้เห็นและเป็นอยู่ และนับวันมีแต่จะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ เพราะไม่เพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ถูกมนุษย์กระทำชำเรามานานนับสิบๆ ปีจนเสียสมดุล แม้จะมีการรณรงค์กันให้ช่วยกันประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ แต่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรดีขึ้น ระยะหลังหลายๆ หน่วยงานในประเทศไทยเริ่มหันมาวิเคราะห์ให้ความสำคัญกับเรื่องของพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานลม-น้ำ-นิวเคลียร์ ฯลฯ ที่จะเข้ามาทดแทนการใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติที่มีเหลือให้ใช้น้อยลงทุกขณะ ล่าสุด กรีนพีซได้เสนออีกทางเลือกของการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน ในรายงาน "การกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าไทย : สู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน" ซึ่งเขียนโดย คริส กรีเซน นักวิชาการด้านพลังงานกลุ่มพลังไท และ จิม ฟุตเนอร์ เจ้าหน้าที่รณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รายงานดังกล่าวเขียนขึ้นในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทยยังคงอยู่ในอำนาจ ดังนั้นจึงมีการย้ำว่าให้อ่านในฐานะ *เป็นการทบทวนเชิงวิจารณ์ของสถานการณ์ที่มีขึ้นมาพร้อมกับรัฐบาลใหม่ มากกว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์กระทรวงพลังงานใหม่* ทั้งนี้ ถ้าพิจารณาในแง่ของสัดส่วนของไฟฟ้าที่เราใช้กันในประเทศไทย พบว่า ส่วนใหญ่มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนและโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซความร้อนร่วม โดยร้อยละ 72 ผลิตจากก๊าซธรรมชาติและอีกประมาณร้อยละ 15 จากถ่านหินและลิกไนต์ ที่เหลือประกอบด้วยน้ำมันร้อยละ 6 โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ในประเทศร้อยละ 4 โรงไฟฟ้าพลังน้ำนำเข้าซึ่งส่วนใหญ่จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ร้อยละ 3 และอื่นๆ โดยมีองค์ประกอบเป็นพลังงานหมุนเวียนน้อยกว่าร้อยละ 1 ประเด็นสำคัญของรายงานฉบับนี้ คือ *การผลิตไฟฟ้าแบบรวมศูนย์* เนื่องจากการวางแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์นั้นส่งผลให้มีการสูญเสียพลังงานจากเชื้อเพลิงอย่างสูญเปล่าอย่างน้อยที่สุดร้อยละ 60 ก่อนที่ไฟฟ้าจะถูกจ่ายออกจากสถานี ขณะเดียวกันในระหว่างที่ไฟฟ้าถูกส่งไปตามระบบสายก็ยังมีการสูญเสียพลังงานเพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งไปถึงบ้านเรือนก็เป็นภาระของประชาชนที่จะตัดสินใจว่าจะใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองหรือใช้อย่างเหมาะสม ปัญหาประการหนึ่งคือ ที่ผ่านมาสิทธิในการผลิตไฟฟ้าไม่ได้ถูกกระจายให้กับเอกชนที่เสนอตัวเข้ามาขอเป็นผู้ร่วมผลิตไฟฟ้ารายย่อย และเมื่อดูจากร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ที่มีแผนการก่อสร้างขึ้นในทศวรรษหน้ายังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล เฉพาะแผนการจัดสร้างโรงไฟฟ้าจนถึงปี 2553 ยังเตรียมให้มีการจัดสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิสแบบรวมศูนย์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) อยู่แล้ว 4 แห่ง ทำให้กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและกระจายศูนย์ นอกจากนี้ยังขาดการใช้ประโยชน์จากศักยภาพของประสิทธิภาพด้านพลังงานตามบ้านเรือนในภาคธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบถึงประสิทธิภาพของการเปลี่ยนเชื้อเพลิงเป็นพลังงานแล้ว โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดของไทยใช้ระบบกังหันก๊าซแบบความร้อนร่วม ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนเชื้อเพลิงให้เป็นพลังงานเพียงแค่ร้อยละ 41 ที่เหลือจะเป็นความร้อนที่ถูกปล่อยอย่างสูญเปล่าไปสู่สิ่งแวดล้อมโดยผ่านปล่องก๊าซหรือหน่วยหล่อเย็น ระบบกังหันไอน้ำที่ขับเคลื่อนด้วยถ่านหินและก๊าซธรรมชาติยิ่งมีประสิทธิภาพน้อยกว่า กล่าวคือ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยเพียงแค่ร้อยละ 30.4 และ 25.4 โดยลำดับ ระบบการผลิตร่วมไฟฟ้า-ความร้อน จึงเป็นตัวเลือกที่รายงานฉบับให้ความสำคัญ เพราะช่วยลดการสูญเสียพลังงานที่ไม่ควรจะเสีย เนื่องจากระบบการผลิตร่วมไฟฟ้า-ความร้อนจะมีการจับ "ความร้อนสูญเสียไป" เอาไว้ และนำมาใช้ประโยชน์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมจากร้อยละ 70 เป็น 90 ด้วยเหตุที่โรงไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์มักตั้งอยู่ในสถานที่ซึ่งสามารถนำความร้อนที่สูญเปล่ากลับมาใช้ประโยชน์ได้ โดยรูปแบบทั่วไปจะมีการตั้งโรงผลิตร่วมไฟฟ้า-ความร้อนอยู่ใกล้ หรืออยู่ภายในโรงงาน จึงมีการนำไอน้ำที่ได้ไปใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ ในเชิงอุตสาหกรรม หรืออาจมีการนำความร้อนที่ถูกปล่อยออกมาไปใช้เพื่อให้พลังงานกับระบบทำความเย็นในพื้นที่ ซึ่งช่วยลดการปรับอากาศด้วยไฟฟ้าลง บางครั้งจึงเรียกระบบนี้ว่า "ระบบผลิตร่วมไฟฟ้า-ความเย็นและความร้อนร่วม" หรือระบบ "Trigeneration" โดยสรุปก็คือ *ระบบผลิตร่วมไฟฟ้า-ความเย็น-ความร้อนร่วม มีความเหมาะสมกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะไอน้ำเหล่านี้สามารถนำกลับมาใช้เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าจำนวนมากสำหรับเครื่องปรับอากาศ แทนที่จะต้องไปดึงพลังงานในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูงสุด โดยระบบผลิตร่วมไฟฟ้า-ความเย็น-ความร้อนร่วม จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานส่วนใหญ่เข้าสู่ระบบส่งไฟฟ้าในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูงสุดได้ นอกจากนั้นการที่ตั้งโรงผลิตไฟฟ้าใกล้กับจุดที่มีการใช้ไฟฟ้ามาก ทำให้ลดการสูญเสียเนื่องจากการจ่ายไฟฟ้าตามระบบส่งไฟฟ้า ทั้งนี้ระบบผลิตร่วมไฟฟ้า-ความเย็น-ความร้อนร่วม ส่วนใหญ่มักดำเนินการโดยเอกชนตามโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก* ในรายงานของกรีนพีซฉบับล่าสุดนี้ยังตั้งข้อสมมติฐานที่สอดคล้องกับเหตุผลทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการท้าทายแนวคิดแบบเดิมๆ เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าของไทย กล่าวคือ จนถึงปี 2559 โครงการโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบรวมศูนย์ใดๆ หรือการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านตามที่ระบุไว้ในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. (ที่ครอบคลุมปี 2554-2559) นั้นไม่มีความจำเป็นแต่อย่างใด อีกทั้งบรรดาโรงไฟฟ้าที่อยู่ใน "พันธสัญญา" (ระหว่างปี 2549-2553) และเริ่มมีการก่อสร้างไปแล้ว มีเพียง 3 ใน 4 ของกำลังการผลิตเท่านั้น (5,300 เมกะวัตต์ จาก 7,200 เมกะวัตต์) ที่มีความจำเป็น แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่สะอาดและให้ผลตอบแทนจะส่งเสริมให้เกิดการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและกระจายศูนย์ หากมีการปฏิบัติตามการพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปี 2549 ทั้งนี้ ควรมีการสนับสนุนโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก รวมทั้งเล็กมาก ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น โดยการกำหนดมาตรการค้ำประกันอัตราการรับซื้อไฟฟ้าในระยะยาวสำหรับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะ ซึ่งให้ประโยชน์ในเชิงสิ่งแวดล้อมและสังคมมากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล เป็นอีกทางเลือกของการผลิตไฟฟ้า ที่ไม่เพียงลดการสูญเสียพลังงานโดยเปล่าดาย ยังช่วยลดการเกิดภาวะเรือนกระจกได้อีกด้วย SR (IP:144.134.69.74) สรุปก็คือ หัวข้อนี้ คือแกงโฮ๊ะ จิงๆ อ่านแล้วมึน+งง xrtest skasemailk (IP:64.94.47.97) แกง เป็นนาม โฮ๊ะ เป็นสกรรมกิริยา ปกติโฮ๊ะ คือรวบรวม แกงโฮ๊ะ แกงรวม แต่ถ้าโฮ๊ะ มันอยู่ติดกันสองคำก็ระวังตัวให้ดี มีเรื่อง Safety มาเกี่ยวข้องแน่นอน อย่างเช่น โฮ๊ะโฮ๊ะ......ถ้าตามด้วยกิริยา ก็เกิดการบาดเจ็บหรือแตกหรือมีของเสียหายแน่ แล้วแต่เฉพาะการ ถ้าพูดคำว่า โฮ๊ะโฮ๊ะ ช้าๆ แรงในการกระทำจะน้อยลงเสียหายก็น้อยลง ถ้าภายใน 1 วิ มีโฮ๊ะโฮ๊ะอยู่ติดกันหลายคำมีเรื่องของแรงกระทำ หรือแรงโน้มถ่วงมาเกี่ยวข้องแน่นอน ส่วนความเสียหายอยู่พื้นที่ผิวสัมผัส และวัตถุที่เคลื่อนที่ + น้ำหนัก pnom (IP:203.130.145.68) หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |