|
![]() ชาวกรีกสูบบุหรี่มากกว่าชาวอเมริกัน แต่ทำไมพวกเขาถึงมีอายุที่ยืนยาวกว่า นอกจากนี้ พวกเขายังมีอัตราผู้ที่เป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็งต่ำที่สุดในโลกอีกด้วย ความลับของพวกเขาอาจจะอยู่ที่สิ่งที่พวกเขาบริโภคกันเป็นประจำ น้ำมันมะกอก นั่นเอง ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายสิบปีมานี้ บ่งชี้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นไขมันไม่อิ่มตัวโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งเป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ฮิปโปเครติส แพทย์ชาวกรีกผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาทางการแพทย์ เคยกล่าวไว้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นยารักษาโรคที่ยอดเยี่ยม เมื่อ 4,000 ปีก่อน ในวัฒนธรรมแบบเมดิเตอร์เรเนียน น้ำมันมะกอกได้เป็นตัวแทนของทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่การใช้แทนเงินจนถึงการใช้เป็นยารักษาโรค ในปัจจุบัน น้ำมันมะกอกร้อยละ 99 ผลิตขึ้นจากประเทศที่อยู่ริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คุณลักษณะเฉพาะของน้ำมันมะกอกที่น้ำมันจากพืชชนิดอื่นไม่มี คือสามารถสกัดโดยตรงจากวัตถุดิบได้เลย ส่วนคุณภาพของน้ำมันก็ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่สกัด น้ำมันมะกอกแบบ extra virgin จัดว่าเป็นน้ำมันมะกอกที่มีคุณภาพดีที่สุดได้มาจากการสกัดในครั้งแรก ในน้ำมันมะกอกยังมีสารที่มีประโยชน์อย่างอื่นได้แก่ phenol, tocopherol และ สารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันการทำร้ายเซลล์ในร่างกาย เนื่องจากความนิยมในการกินอาหารแบบ "ethnic food" ทำให้การบริโภคน้ำมันมะกอกในสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ปัจจุบันสหรัฐอเมริกานำเข้าน้ำมันมะกอกมากกว่า 50 ล้านแกลลอน (หรือ 189 ล้านลิตร) ต่อปี เมื่อไม่นานมานี้ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองว่าน้ำมันมะกอกสามารถลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจได้จริง เนื่องจากร้อยละ 80 ของน้ำมันมะกอกเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่หนึ่งพันธะ (monounsaturated fatty acids) ซึ่งทนต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (กระบวนการที่กรดไขมันถูกย่อยสลาย) มากกว่ากรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่มากกว่าสองพันธะขึ้นไป (polyunsaturated fatty acids) กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่หนึ่งพันธะช่วยเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลดีและลด LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลที่ไม่ดี นอกจากนี้ น้ำมันมะกอกยังอาจช่วยป้องกันมะเร็ง จากการศึกษาของ Javier Menendez แห่ง Northwestern University's Feinberg School of Medicine ในชิคาโก และคณะ เมื่อไม่นานมานี้พบว่า น้ำมันมะกอกมีกรดโอเลอิก (oleic acid) ซึ่งเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่หนึ่งพันธะ เป็นส่วนประกอบมากที่สุด กรดนี้สามารถทำให้ยีนของมะเร็งเต้านมเกิดความเสียหายได้ถึงร้อยละ 25 ถึง 30 โดยยับยั้งการแสดงออกของยีน Her-2/neu ไม่เพียงแต่เท่านี้ มันยังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของยา trastuzumab (ขายภายใต้ชื่อทางการค้าว่า Herceptin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งเต้า Javier Menendez กล่าวว่า การค้นพบของเราสนับสนุนความคิดที่ว่า การรับประทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีผลป้องกันมะเร็ง โรคหัวใจ และช่วยชะลอความแก่ได้ การศึกษาอื่นๆ ยังพบอีกว่า น้ำมันมะกอกส่งผลดีต่อผู้ที่เป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งลำไส้ นอกจากนี้ มันยังทนทานต่อสภาพในกระเพาะอาหาร สามารถป้องกันการเกิดนิ่วและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ถึงแม้ว่าจะเห็นผลดีนานาประการจากการบริโภคน้ำมันมะกอก นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ปักใจเชื่อว่าน้ำมันมะกอกเป็นอาหารมหัศจรรย์ พวกเขาคิดว่าน่าจะมีปัจจัยอื่นที่ช่วยให้ประชากรในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีอัตราการเป็นมะเร็งและโรคหัวใจที่ต่ำ เพราะนอกจากน้ำมันมะกอกแล้ว ประชากรในแถบนี้ ยังเน้นการบริโภคผัก ผลไม้ และปลาอีกด้วย John Deane แพทย์และบรรณาธิการเว็บไซด์ ได้รับอีเมล์ถามเกี่ยวกับผลของน้ำมันมะกอกต่อสุขภาพเป็นประจำทุกเดือน กล่าวว่าคนส่วนใหญ่มักถามว่าเขาจะต้องทานน้ำมันมะกอกเป็นปริมาณเท่าไหร่ต่อวัน ถึงจะช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้ เหมือนกับว่ามันเป็นยาชนิดหนึ่ง เขายังบอกอีกว่า น้ำมันมะกอกควรจะกินควบคู่ไปกับไขมันที่มีประโยชน์และอาหารชนิดอื่นๆ สิ่งที่น่ายินดีคือ น้ำมันมะกอกมีเหลือเฟือให้เราได้กินไปอีกนานหลายพันปีโดยไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดอันตรายอะไร ที่มา : http://news.nationalgeographic.com/news/2005/03/0321_050321_oliveoil.html |
|
||||||
![]() |
สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง |