ทำไมคนเราต้องเรียนคณิตศาสตร์ยากๆ ทั้งๆที่...

ทั้งๆที่ในชีวิตประจำวันไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เท่าไหร่ (ยกเว้นพวกครู นักคณิตศาสตร์+ฟิสิกข์ และวิศวกร)

ผมหมายถึงอันยากๆเท่านั้นอย่างพหุนาม ดีกร2 4 6 7เงี้ย ผมถามครู ครูก็ตอบไม่ได้หรือกราฟพาราโบลา เลขฐาน



ผมว่าแค่ + - * / ได้เก่ง แยกตัวประกอบตัวเลข แก้สมการง่ายๆได้ และพวกอัตราส่วน ร้อยละ กับการแปรผัน ความน่าจะเป็นได้ แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว

ส่วนเรื่องเมตริกซ์ อะไรพวกเนี่ยหรือ แคลคูลัส ผมไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไมเหมือนกัน แต่ก็ต้องจำใจเรียนเพื่อสอบผ่านจริงๆ



อิจฉาคนเรยนคณิต2 จังเลยเรียนง่ายๆกว่าคณิต1



ความคิดเห็นที่ 55


2 เม.ย. 2549 13:20
  1. ในฐานะที่ผมเคยมีความคิดเดียวกับคุณ ที่เราจะเรียนคณิตศาสตร์ยาก ๆ ไปทำไม เอาไปใช้ประโยชน์อะไร แต่ตอนนี้ผมได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนคณิตศาสตร์
    ในมุมมองของผมในตัววิชาหรือองค์ความรู้ด้านคณิตศาสตร์เปรียบเสมือน เลข ศูนย์ ซึ่งมองอย่างผิวเผินแล้วมันแทบไม่มีคุณค่าอะไรเลย เมื่อเทียบกับศาสตร์ด้านอื่นที่สามารถมองเห็นค่าได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าเรานำคณิตศาสตร์ไปรวมกับศาสตร์ด้านอื่นไม่ว่าอะไรก็ตามจะเพิ่มคุณค่าให้อย่างมากมายมหาศาล
    คือ ถ้าความรู้อื่น ใด ๆ มีค่าเท่ากับ 20 เมื่อรวมความรู้คณิตเข้าไปในศาสตร์นั้นจะทำให้เป็น 200 2000 20000 หรือ200000000000000000000 ด้วยการเพิ่มความรู้ทางคณิตเข้าไปเท่านั้น
    *****อย่างน้อยก็ Internet หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อยู่ก็พัฒนามาจากคณิตศาสตร์ครับ*****



ความคิดเห็นที่ 69

3 ก.พ. 2550 17:08
  1. ในฐานะที่พี่เป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์คนหนึ่ง พี่อยากบอกน้องๆ ลูกๆ หลานๆ ว่า คณิตศาสตร์มีความสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวันของเรามาก เราไม่ได้ใช้แค่การบวก การลบ การคูณ การหารอย่างเดียว (หนูๆมองคณิตศาสตร์แคบไปหรือเปล่า?)
    เคยได้ยินคำพูดนี้มั้ย "คณิตศาสตร์เป็นราชินีของวิทยาศาสตร์" นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นรากฐานของศาสตร์ต่างๆหลายแขนงเลยทีเดียว
    หนูๆเรียนไปเถอะ เรียนมากๆแหละดีแล้ว สมองยิ่งได้ใช้มากเท่าไร ก็ยิ่งมีการเจริญเติบโต แตกกิ่งก้านสาขามากขึ้น แต่ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ล่ะ !!... จะเป็นอย่างไร????????...



ความคิดเห็นที่ 73

30 มี.ค. 2550 09:53
  1. ถ้าไปซื้อของที่ตลาด มีหลอที่จะบอกว่า ซื้อผัก pi r^2 แล้วซื้อ พริก x^2+6x-20 เราว่าไม่เห็นจะจำเป็นกับชีวิตเลย -*- ต๊องหน่อยน่ะ



ความคิดเห็นที่ 70

3 ก.พ. 2550 17:25
  1. x^4 - 3.2x - 0.02^4 = 0
    ช่วยแก้สมการนี้ให้หน่อยครับ ว่าได่ค่าxเท่าไร



ความคิดเห็นที่ 3

30 มี.ค. 2548 03:55
  1. Can I ask you something? if you do not like mathematics, why do you should to study in sciences program? I think you may have a future in mind, right? Can you tell me what do you want to be in the future?

    May be then I can tell you why you need to learn mathematics.



ความคิดเห็นที่ 37

5 พ.ค. 2548 02:23
  1. Bill Gates เนี่ยะนะ ดิปยังไม่เป็น
    ถ้าไม่เก่งคณิตศาสตร์คงมีปัญญาเขียนโปรแกรมหรอกรับจ้างให้ไอบีเอ็มหรอก
    โปรแกรมเมอร์เก่งๆ เขาต้องเรียนคณิตศาสตร์ทั้งนั้น



ความคิดเห็นที่ 28

จ้อ
13 เม.ย. 2548 16:11
  1. ไหนๆผมก็กลายเป็นคนไร้มารยาทไปแล้ว ก็ขอเสียมารยาทต่อด้วยการชี้แนะเจ้าของกระทู้หน่อยนะครับ

    ถ้าคุณเข้าใจมารยาทของการสนทนา แทนที่คุณโกรธคนอื่นๆที่ไม่เข้าใจคำถามของคุณแล้วมาแว็ดๆใส่ (ในความรู้สึกของคุณ) คุณควรจะกลับไปคิดว่าคำถามที่คุณถามนั้น ชัดเจน และตรงวัตถุประสงค์ของคุณหรือไม่ ? ถ้าคำถามของคุณตั้งผิดกับวัตถุประสงค์ของคุณ คราวหน้าก็พยายามตั้งคำถามให้ตรงกับวัตถุประสงค์ด้วยก็จะดีครับ ผมและคนอื่นๆจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาอธิบายตอบคำถามที่คุณไม่ได้อยากทราบ (ยังแถมถูกด่าฟรีอีก) ถ้าคุณตั้งคำถามอย่างนี้บ่อยๆแล้วมาพาลโกรธคนที่มาตอบ อีกหน่อยคงต้องคุยคนเดียวแล้วละครับ ผมคงไม่กล้าเข้าไปตอบด้วยอีก กลัวจะเป็นการเสียมารยาทครับ



ความคิดเห็นที่ 19

จ้อ
3 เม.ย. 2548 03:00
  1. มันก็ใช่ครับ ถ้าเราคิดว่าจะอยู่ไปวันๆโดยไม่ต้องพัฒนาอะไร เรียนคณิตศาสตร์แค่บวกลบคูณหารก็พอแล้ว เอาแค่จ่ายเงินซื้อของแล้วรู้ว่าเขาจะต้องถอนเงินมาเท่าไหร่ แต่ก็แค่นั้นคุณก็ทำได้อย่างมากแค่ซื้อของ

    ถ้าคุณอยากให้บริษัทมีกำไรมหาศาล หรืออยากรู้ว่ารัฐบาลต้องเก็บภาษีเท่าไหร่ ต้องตรึงค่าเงินไว้ที่เท่าไหร่ หรือตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มอย่างไร แค่บวกลบคูณหารคงไม่พอ เศรษฐศาสตร์และการเงินสมัยใหม่ เป็นคณิตศาสตร์ระดับสูงทั้งนั้นนะครับ ถ้าคุณคิดว่าบวกลบคูณหารก็พอ คุณไม่มีทางตามประเทศอื่นเขาทันครับ

    คณิตศาสตร์ที่ใช้ในพวกเศรษฐศาสตร์และการเงินสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวก stochastic calculus ซึ่งคณิตศาสตร์อย่างเดียวกันนี้ก็ใช้ในควอนตัมฟิสิกส์ ลองยกตัวอย่างหนังสือที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินนะครับ

    Quantum Finance : Path Integrals and Hamiltonians for Options and Interest Rates
    by Belal E. Baaquie

    Path Integrals in Quantum Mechanics, Statistics, and Polymer Physics, and Financial Markets, Third Edition
    by Hagen Kleinert

    Quantum Investing : Quantum Physics, Nanotechnology, and the Future of the Stock Market
    by Stephen R. Waite

    ลองไปค้นดูใน amazon.com นะครับยังมีอีกเยอะ

    ทฤษฎีและคณิตศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือพวกนี้ ซับซ้อนกว่ากราฟพาลาโบล่าไม่รู้กี่เท่า และชาวบ้าน (หมายถึงฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยิว) เขาใช้กันมามากว่าสิบปีแล้ว ถ้าเด็กนักเรียนรุ่นใหม่ เรียนแค่พาลาโบลายังโอดโอย อนาคตก็คงไม่ต้องหวังซะละมั้ง ซื้อของเขามาใช้อย่างเดิมดีกว่า

    คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนพวกนี้มันก็ไม่ได้ยากเกินไป แต่การที่จะเห็นและใช้ประโยชน์มันได้อย่างเต็มที่ต้องฝึกเป็นขั้นเป็นตอน ก็เริ่มจากชั้นมัธยมนั่นแหละ นอกจากนี้แล้วคณิตศาสตร์ยังสอนการคิดที่เป็นตรรกะมีระเบียบ และเป็นเหตุเป็นผล คุณค่าของคณิตศาสตร์ไม่ใช่อยู่ที่บวกลบเลขอย่างเดียว มันฝึกคุณด้วย

    แต่บอกว่าเถอะ ผมเคยเห็นแต่คนที่อิจฉาคนอื่นที่เขามีโอกาสได้เรียนวิชาที่ยากๆเพื่อเขาจะได้เก่งขึ้น ก็พึ่งเคยได้ยินนี่แหละอิจฉาคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนวิชาที่ยากๆ ถ้าคุณประมาทวิชา ก็จะไม่ได้วิชานะครับ



ความคิดเห็นที่ 20

จ้อ
3 เม.ย. 2548 03:24
  1. มีคำพูดของ Richard Feynman มาฝาก ... เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์แต่สามารถใช้ได้กับทุกๆอย่างในชีวิตประจำวันเหมือนกัน เป็นจดหมายที่ Feynman เขียนถึงนักเรียนมัธยม (คาดว่าเขียนมาถามเกี่ยวกับฟิสิกส์) หวังว่าคงจะช่วยตอบคำถามน้องได้ ลองแปลเอาเองก็แล้วกันครับ เป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว ตอนท้ายอาจจะเจ็บๆคันๆเล็กน้อย แต่ถ้าอ่านแล้วคิดตามก็จะเป็นประโยชน์ครับ :)

    [[22023]]


    To do any important work in physics a very good mathematical ability and aptitude are required.
    Some work in applications can be done without this, but it will not be very inspired.
    If you must satisfy your “personal curiosity concerning the mysteries of nature” what will happen if these mysteries turn out to be laws expressed in mathematical terms (as they do turn out to be)?
    You cannot understand the physics world in any deep or satisfying way without using mathematical resoning with facility ….
    If you have any talent, or any occupation that delights you, do it, and do it to the hilt.
    Don’t ask why, or what difficulties you may get into.
    If you are an average student in everything and no intellectual pursuit gives you real delight,
    then I don’t know how to advise you …



ความคิดเห็นที่ 33

17 เม.ย. 2548 16:56
  1. ขอแย้งหน่อยนะครับ
    บิลล์ เกตส์น่ะ
    เขาเคยสอบคณิตศาสตร์ได้เต็ม 800 ไม่ใช่เหรอครับ
    สถาบันไรก็ไม่รู้ล่ะ

    แต่ผมเคยอ่านหนังสือชีวประวัติเขาอยู่
    เขาก็อยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศอยู่นา

    เคยผลิตผลงานคณิตศาสตร์ด้วย ถ้าจำไม่ผิด



ความคิดเห็นที่ 34

17 เม.ย. 2548 16:59
  1. แล้วพวกที่คุณว่ามานี่น่ะครับ

    เขาก็ไม่ได้รวยมาแต่แรก
    แต่ประสบผลสำเร็จเพราะ
    ความฉลาด โชค

    สังเกตุดูดีๆนะครับ

    พวกรวยๆ จะไม่ได้รวยมากมายมาตั้งแต่แรก
    แต่จะรวยเพราะ สมองของพวกนั้นเอง



ความคิดเห็นที่ 66

hchaser
22 ก.ย. 2549 12:04
  1. ต่อจาก คห 20
    Feynman ยังเคยบอกไว้ด้วยว่า
    "Physics is to math what sex is to masterbation"

    :P

    จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ขึ้นอยู่กับความคิดของแต่ละคนครับ



ความคิดเห็นที่ 52

hchaser
5 พ.ย. 2548 15:14
  1. "Bill Gates Microsoft Corporation
    Micheal Dell Dell Computer
    Jack Wealch แห่ง Generals Electric (GE)
    Warren Buffet Berkshire Hammingway (กองทุนรวม)
    Ted Terner (CNN Channel)
    พวกนี้ ผมว่าไม่ได้เก่งเลขหรอก ดิปยังไม่เป็นเลย แต่
    มันรวยกว่าเรา จ้างพวกด้อกเตอร์ไปทำงานทั้งๆที่มันไม่จบ "

    เฮ้อ ทำไมคนเราไม่ศึกษาอะไรก่อนนำมาใช้เป็นเหตุผลนะ?

    Bill Gate หน่ะ เรียนไม่จบก็จริง แต่ตอนเรียนอยู่ก็เรียนปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์ อาจารย์ของคุณบิลเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เค้าไม่เคยเห็นคุณบิลเจอโจทย์เลขอะไรที่เค้าทำไม่ได้

    การเรียนเป็นการฝึกสมองครับ ถ้าเราได้หัดคิดในหลายๆ แบบ เราก็จะมีสมองที่ได้รับการฝึกฝนไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้

    ส่วนเรื่องการตั้งกระทู้นั้น ผมเห็นด้วยว่า ถ้าคุณตั้งแล้วคนมาตอบส่วนใหญ่ไม่ตรงกับที่คุณตั้งใจถาม คุณควรจะพิจารณาว่าตัวเองพลาดตรงไหน ไม่ใช่บอกว่า คนทั้งหมดอ่านผิด ถ้าเราพิจารณารอบคอบแล้วเราก็ยังเห็นว่าเราถูก เราก็ต้องมาพิจารณาว่า ตัวเองมีความสามารถในการสื่อสารในสิ่งที่ถูกได้หรือไม่

    ส่วนเรื่องที่อาจารย์คุณตอบคุณไม่ได้นั้น เป็นความสามารถส่วนบุคคลของอาจารย์แต่ละท่าน ที่อาจารย์ท่านตอบไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าบุคคลอื่นๆ จะตอบไม่ได้ คงต้องพยายามเรียนรู้ แสวงหาด้วยตัวเองบ้าง

    ยิ่งพูดยิ่งมั่วแฮ่ะ



ความคิดเห็นที่ 68

thawankesmala
23 ก.ย. 2549 18:56
  1. ไม่มีวิทยาศาสตร์สาขาไหนที่ไม่ใช้คณิตศาสตร์ (วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์สังคม) การศึกษาวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องศึกษาเชิงปริมาณมีการวัด มีการคำนวณ การวิเคระห์ และแปรผล



ความคิดเห็นที่ 75

27 ม.ค. 2554 11:57
  1. เอยว่า คนเราเก่งเเตกต่างกันไปนะ** ลองคิดดูว่าถ้าเราไม่มีคนคิดค้นคณิตศาสตร์ขึ้นมาเเล้ว เราจะมีสะพานสูงๆใช้ป่าว **เราไม่ชอบเรียนคณิต เเต่ไม่ลบหลู่



ความคิดเห็นที่ 41

7 พ.ค. 2548 20:05
  1. คณิตศาสตร์มีประโยชน์มากมายครับ เพราะถ้าไม่มีคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์แขนงอื่นก็ไม่สามารถหาคำตอบที่แน่นอนจนนำไปใช้ได้ครับ เช่นการสร้างโมเดลทางคณิตศาสตร์มีปรโยชน์มากเช่น คลื่นซึนามิก็สามารถเขียนเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ได้เพราคณิตศาสตร์มีสมการคลื่นพื้นฐานอยู่แล้ว แล้วการแก้สมการมีประโยชน์เมื่อเรานำเหตุการมาสร้างเป็นสมการได้ เราต้องการหาคำตอบเราก็ต้องแก้สมการแล้วถ้ามันเป็นระบบสมการ เราก็ต้องใช้เมตริกมาช่วย อื่นๆอีกมากมายถ้าน้องๆชอบคณิตศาสตร์ก็เชิญมาเรียนกันเยะๆนะครับ



ความคิดเห็นที่ 64

12 ก.ย. 2549 18:16
  1. คณิตศาสตร์คือ วิชาที่เรียนแล้วไม่ง่วงนอน สนุก ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและมีความจำเป็นในชีวิตเรามาก



ความคิดเห็นที่ 7

30 มี.ค. 2548 11:48
  1. ผมว่าเราต้องแยกนิดหนึ่งว่าอะไรคือ มาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องรู้ และต้องให้รู้จริงๆ เป็นทักษะติดตัว กับส่วนที่ประเทืองปัญญา ผมว่าปัญหาของบ้านเราตอนนี้คือ ส่วนที่ต้องรู้นั้นไม่รู้ครับหรือว่ารู้ไม่พอ แถมไม่เป็นทักษะด้วย นอกจากนี้ คนสอน คนที่ออกข้อสอบก็ไม่รู้ว่าต้องการวัดอะไร เพื่ออะไร ทำให้วิชานี้ยากมาก ทำไมไม่ตีปัญหาเรื่องนี้ให้แตกแล้วค่อยๆ สอนกัน ถ้าสอนแย่ ทุกอย่างไม่ว่าจะจำเป็นหรือไม่จำเป็น ยากหรือง่ายก็เป็นเรื่องยากและน่าเบื่อไปหมด จนมีคนเขียนมาถามว่าต้องเรียนด้วยหรือ จนเหลือแค่ให้เรียน บวกลบ อย่าคิดว่ามันยาก การสอนไม่ดีแล้วเลยเป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่ก็ต้องระวังไม่ไปบอกว่ามันจำเป็นไปเสียทุกอย่าง พูดอย่างนี้ก็ไม่น่าเรียนเหมือนกันครับ



ความคิดเห็นที่ 62

krinx
18 เม.ย. 2549 00:03
  1. สักวันคุณจะเข้าใจ (รึเปล่า)



ความคิดเห็นที่ 53

29 มี.ค. 2549 15:55
  1. ความรู้ระดับมัธยมศึกษา คือการรู้แบบกว้างๆ เพื่อจะนำเราไปสู่สายวิชาชีพที่เราสนใจ และเป็นตัวประเมินว่าเราจะเข้าสู่สายวิชาชีพนั้นได้หรือไม่
    บางวิชาในระดับมัธยมเค้ามีไว้ให้เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวันด้วย

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น