ทำไมคนเราต้องเรียนคณิตศาสตร์ยากๆ ทั้งๆที่...

ทั้งๆที่ในชีวิตประจำวันไม่เห็นจำเป็นต้องใช้เท่าไหร่ (ยกเว้นพวกครู นักคณิตศาสตร์+ฟิสิกข์ และวิศวกร)

ผมหมายถึงอันยากๆเท่านั้นอย่างพหุนาม ดีกร2 4 6 7เงี้ย ผมถามครู ครูก็ตอบไม่ได้หรือกราฟพาราโบลา เลขฐาน



ผมว่าแค่ + - * / ได้เก่ง แยกตัวประกอบตัวเลข แก้สมการง่ายๆได้ และพวกอัตราส่วน ร้อยละ กับการแปรผัน ความน่าจะเป็นได้ แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว

ส่วนเรื่องเมตริกซ์ อะไรพวกเนี่ยหรือ แคลคูลัส ผมไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไมเหมือนกัน แต่ก็ต้องจำใจเรียนเพื่อสอบผ่านจริงๆ



อิจฉาคนเรยนคณิต2 จังเลยเรียนง่ายๆกว่าคณิต1


ความคิดเห็นที่ 1

PhysicsProfesser
29 มี.ค. 2548 22:23
  1. ผมเองก็ไม่ขอตอบขอสงใสของคุณLe monde en Francais ในเรื่องคณิตศาสตร์บทอื่นๆ นะครับ แต่เมตริกซ์น่ะ คือบทที่ว่าด้วยการนำตัวเลขมาเขียนเรียงกันเป็นสี่เหลี่ยม ตามแถวและหลัก และนำมาดำเนินการกันทางวิธีเมตริกซ์ ซึ่งเมตริกซ์นี้เองเป็นพื้นฐานที่ใช้ในการสร้างโปรแกรม Microsoft Excel ที่เราๆ ใช้กันอยู่ทั้งโลกในปัจจุบันนี้นะครับ

ความคิดเห็นที่ 2

30 มี.ค. 2548 00:32
  1. ผมคิดว่า การที่เราต้องเรียนคณิตฯ ที่ยากๆนั้น เป็นการทำให้มนุษย์หลักแหลมขึ้น ทำให้รู้ว่า IQ ของเรามีมากแค่ไหน ลองคิดดู ถ้าเอาแค่การ + - * / มาออกข้อสอบ Ent' เราจะแยก เด็กได้หรือไม่ ว่าใครอยู่ในระดับไหน ถ้ามองอีกแง่คือที่ว่าคณิตฯยากนั้น จิงๆเราก็แค่เรียนรู้ ในสิ่งที่คนอื่นคิดและตั้งข้อยกเว้น ต่างๆนานา และเค้าก็ยังคิดได้ทั้งๆที่เค้าก็ไม่เคยรู้จักมันมาก่อน และสิ่งที่เค้าคิดก็สามารถนำมาช้ในชีวิตประจำวันได้ แต่ทำไม ทั้งๆที่เรา ก็ไม่ได้เป็นคนคิด แค่ศึกษากฏของคนอื่นเรายังบอกว่ายาก เราอย่าไปกลัวกับคณิตฯครับ คิดว่ามันเป็นเกมๆหนึ่ง ซึ่งเอาไว้ให้เราหาทางออก โดยทางออกนั้นมีได้หลายทาง แล้วแต่ตัวเราจะเลือกหนทาง ผมเองก็เคยเกลียดตณิตฯ แต่ทุกวันนี้ผมก็สู้จนเอาชนะความกลัวนั้นได้ ที่คุณเกลียดวิชาคณิตฯอาจเป็นเพราะคุณเรียนไม่เข้าใจในตอนแรกๆแล้วคุณก็ละเลยมันทำให้ฝังใจอยู่เรื่อยๆว่ามันยาก ผมก็เคยเป็น ผมต้องไปหอบหนังสือ ม.3 มานั่งอ่านคนเดียว(ตอน ม.5) เพื่อเก็บพื้นฐานที่เราละเลยมา แล้วก็ไล่จนทันเพื่อนๆ อาจนำวิธีผมไปใช้ก็ได้น่ะครับ อีกอย่างขึ้นอยู่ที่ความพากเพียรด้วยน่ะครับ คนเก่ง อาจจะแพ้คนขยันน่ะครับ อย่าลืม!

ความคิดเห็นที่ 3

30 มี.ค. 2548 03:55
  1. Can I ask you something? if you do not like mathematics, why do you should to study in sciences program? I think you may have a future in mind, right? Can you tell me what do you want to be in the future? May be then I can tell you why you need to learn mathematics.

ความคิดเห็นที่ 4

30 มี.ค. 2548 08:36
  1. ก็เรียนให้สมองเติบโตไง หมอยังต้องเรียน calculus เลย

ความคิดเห็นที่ 5

30 มี.ค. 2548 08:43
  1. อยากจะมีชีวิตอยู่ในโลกของข่าวสารจำเป็นต้องอ่านความรู้ใหม่ ๆ เสมอ เด็ก ป.1 ก็ต้องเข้าใจคำว่า 3.5 ล้าน เพราะได้ยินบ่อย ๆ ถ้าเราคิดว่าไม่จำเป็นต้องรับรู้คำอธิบายใหม่ ๆ อ่านบทความเกี่ยวกับสึนามิซิครับ จะรู้ว่ามีคำที่เราไม่รู้เยอะแยะ ไม่อยากตกเป็นเหยื่อสึนามิก็ต้องสนใจสึนามิ ถ้าอ่านแล้วไม่รู้เรื่อง เราจะอยู่ร่วมโลกกับเขาได้อย่างไรละครับ ทราบไหมครับว่า แผ่นดินไหวขนาด 1ริคเตอร์ กับ 1.3 ริคเตอร์ มันรุนแรงต่างกันเท่าไร จะคิดได้ต้องลบทศนิยมเป็น ต้องรู้ความหมายของมาตราริเต้อร์เป็นต้น

ความคิดเห็นที่ 6

30 มี.ค. 2548 08:48
  1. ถ้าแม่ค้าขายผัก ขายข้าวแกง ขายเสื้อผ้าฯลฯ แกได้เรียนเมตริกซ์ เขาคงจะไม่ต้องจดรายการยาวเหยียด เขาสามารถลงรายการในเมตริกซ์ได้ แล้วนำมาบวกลบกันได้ ลองทำดูซิครับ แล้วจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วเมตริกนั้นช่วยให้คนธรรมดา ๆ ลดงานไปได้เยอะ

ความคิดเห็นที่ 7

30 มี.ค. 2548 11:48
  1. ผมว่าเราต้องแยกนิดหนึ่งว่าอะไรคือ มาตรฐานขั้นต่ำที่ต้องรู้ และต้องให้รู้จริงๆ เป็นทักษะติดตัว กับส่วนที่ประเทืองปัญญา ผมว่าปัญหาของบ้านเราตอนนี้คือ ส่วนที่ต้องรู้นั้นไม่รู้ครับหรือว่ารู้ไม่พอ แถมไม่เป็นทักษะด้วย นอกจากนี้ คนสอน คนที่ออกข้อสอบก็ไม่รู้ว่าต้องการวัดอะไร เพื่ออะไร ทำให้วิชานี้ยากมาก ทำไมไม่ตีปัญหาเรื่องนี้ให้แตกแล้วค่อยๆ สอนกัน ถ้าสอนแย่ ทุกอย่างไม่ว่าจะจำเป็นหรือไม่จำเป็น ยากหรือง่ายก็เป็นเรื่องยากและน่าเบื่อไปหมด จนมีคนเขียนมาถามว่าต้องเรียนด้วยหรือ จนเหลือแค่ให้เรียน บวกลบ อย่าคิดว่ามันยาก การสอนไม่ดีแล้วเลยเป็นเรื่องไม่จำเป็น แต่ก็ต้องระวังไม่ไปบอกว่ามันจำเป็นไปเสียทุกอย่าง พูดอย่างนี้ก็ไม่น่าเรียนเหมือนกันครับ

ความคิดเห็นที่ 8

30 มี.ค. 2548 12:11
  1. ผมว่าพวกมีความรู้คณิตศาสตร์มาก ๆ และ ยาก ๆ ช่วยย่อยความรู้เหล่านั้นง่าย ๆ แล้วนำมาเผยแพร่ เป็นวิทยาทานดีไหมครับ พวกครูสอนคณิตศาสตร์จะได้มีหัวคิดนำไปดัดแปลงสอนให้นักเรียนเข้าใจได้ง่าย ๆ มั่ง ขณะนี้ดูเหมือนมีแต่ตำราที่พวกผู้รู้เขาแต่งไว้อ่านกันเอง ครูถูกบังคับ(พวกเรียนมางู ๆ ปลา ๆ เขาบังคับให้สอน) แค่คัดลอกขึ้นกระดานดำให้ตรงกับในหนังสือก็แย่แล้ว ผมว่า คนที่สอนดี แต่ไม่มีความรู้ จะทำให้คนที่ไม่รู้ ยิ่งไม่รู้ หนักเข้าไปอีก ช่วยพวกผมด้วยเถอะครับ คิดว่าเอาบุญ

ความคิดเห็นที่ 9

30 มี.ค. 2548 13:03
  1. ช่วยให้มีทักษะในการแก้ปัญหาที่ฃับฃ้อน นำไปสู่การแก้ปัญหาทั่วไปได้ครอบคลุมขึ้นครับ

ความคิดเห็นที่ 10

30 มี.ค. 2548 13:25
  1. คณิต เปน พื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ทุก แขนง คณิต ช่วย เพิ่มรอยหยักในสมอง เพื่อฝึกกระบวนการทางความคิด คณิต ใช้ในชีวิตประจำวันมากมายโดยผู้ใช้อาจจะยังไม่สามารถ สังเกตุเห็นได้

ความคิดเห็นที่ 11

30 มี.ค. 2548 15:58
  1. ถ้าคุณอยากเป็น คน ธรรมดา สามัญชนก็เชิญครับ การที่เราเรียนยาก กว่าคน อื่นนั้นหมายความเรามีศักยภาพแล้วความสามารถที่ พร้อมกว่าคนื่อนเค้า

ความคิดเห็นที่ 12

30 มี.ค. 2548 18:48
  1. หากคุณเรียนเเคลคูลัสแล้วเข้าใจแสดงว่าคุณบรรลุคณิตศาสตร์ขั้นสูงเเล้ว รับรองคณิตศาสตร์อะไรคุณทำได้หมด อย่าท้อครับ จากใจคนทำแคลคูลัสเป็น

ความคิดเห็นที่ 13

30 มี.ค. 2548 19:52
  1. วิทยาศาสตร์เขาแบ่งสาขาใหญ่ ๆ เป็น เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ คณิตศาสตร์ ก็มีสาขา ใหญ่ ๆ เป็น algebra, geometry, analysis ที่ต้องใช้ภาษากะเหรี่ยงก็เพราะพูดไทยกันไม่รู้เรื่อง พูดว่า พวกพีชคณิต พวกเรขาคณิต พวกแคลคูลัส คงมองอะไรไม่ออก ใครเก่งสาขาใด ก็สาขามันครับ น้อยคนที่เอาดีได้ทุกสาขา เหมือนตอนม.6 คนเก่งวิทย์อาจเก่งทุกสาขา ถ้าเรียนให้เก่งทั้ง เคมี ฟิสิกส์ ชีวะ คิดว่าคงจะเอาดีอะไรไม่ได้สักกอย่าง คณิตศาสตร์ก็เช่นกันครับ เก่งทุกสาขาไม่ได้หรอก ต้องเน้นให้หนักไปทางเดียวจึงจะดี

ความคิดเห็นที่ 14

31 มี.ค. 2548 22:26
  1. ทุกอย่างในโลกนี้เราต้องเรียนรู้ทั้งนั้น ถ้าคุณเริ่มเรียนคณิตศาสตร์ ก็จะรู้จักว่า ตัวเลข สัญลักษณ์ต่างๆมีความหมายอย่างไร ซึ่งก็ถือว่าเป็นภาษาสากล เช่น ถ้าคุณขายของแล้วติดป้ายลดราคา10% คนทั่วไปก็จะรู้ได้ทันทีว่าของราคาถูกลง แทนที่จะต้องเสียเวลา เปลี่ยนป้ายราคาทั้งหมดในร้าน นอกจากนี้คุณก็ยังได้ลูกค้าเพิ่มด้วยเพราะเขาย่อมเห็นว่าของราคาถูกลง ถ้าเราซื้อของเข้ามาขาย เราก็อยากรู้ว่าของไหนขายดีหรือไม่ ก็อาจใช้ความน่าจะเป็นมาช่วย เช่นโอกาสที่ของชนิดนี้จะขายดีมีมากก็เลือกสั่งของแบบนี้มากขึ้น ถ้าเราสั่งของมาแล้วอาจต้องการจุดคุ้มทุน หรือกำไรมากๆ เราก็จะต้องหาความสัมพันธ์ของปริมาณต่างๆ ให้อยู่ในเชิงตัวเลข โดยมีตัวแปรเข้ามาเกียวข้องในรูปสมการหรืออสมการ อาจใช้กำหนดการเชิงเส้น เพื่อหาค่าของตัวแปร ต่างๆในรูปกราฟ หรืออาจการแก้สมการหลายตัวแปรโดยใช้เมทริกซ์หาคำตอบก็ได้ แคลคูลัสก็สามารถหาค่าตัวแปรนั้นๆได้ โดยให้ค่าสูงสุด เมื่อต้องการกำไร ค่าต่ำสุด เมื่อเป็นการใช้ต้นทุน หากคุณต้องการบรรจุของให้ได้ปริมาตร พื้นที่มากที่สุด จะออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นรูปทรงแบบใดดี ก็อาจใช้แคลคูลัสมาช่วยได้ คณิตศาสตร์สามารถทำเรื่องที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้ เช่น ปริมาณทางไฟฟ้า ถ้าเรานำเรื่องจำนวนเชิงซ้อนมาใช้แสดงกราฟสัญญาณไฟฟ้ากระแสสลับที่รู้จักกันเช่น คลื่นไซน์ (sine wave) คนที่เรียนอย่างพินิจพิเคราะห์จะมองเห็นค่าของสิ่งที่เราได้เรียนรู้ไป เปรียบเหมือนคนที่มองเห็นค่าของก้อนหิน แล้วเจียระไนเป็นเพชรพลอย

ความคิดเห็นที่ 15

1 เม.ย. 2548 01:37
  1. การตีกอล์ฟนั้นต้องเดินตากแดด เหงื่อไหลไคลย้อย แต่คนก็ชอบเล่นตีกอล์ฟ เหล้า หาความอร่อยไม่ได้สักนิด เวลาดื่มก็หน้านิ่วคิ้วขมวด รสหวานสักนิดก็ไม่มี แต่คนก็ชอบดื่ม บุหรีก็เช่นกัน ใครชอบก็ว่าดี และสนุก

ความคิดเห็นที่ 16

1 เม.ย. 2548 02:35
  1. ใครอยากจะรู้ว่า ผ้าถุงสีดำ ต่างกับผ้าถุงลาย อย่างไร ต้องเรียนคณิตศาสตร์ยางยืด(TOPOLOGY)

ความคิดเห็นที่ 17

2 เม.ย. 2548 23:54
  1. คุณความคิดเห็นที่ 3 I don't tell you that i dislike math I want to tell you that Why every student must learn difficult math (Parabola, Graf 3D etc. sorry if I type wrong) I think in a one day we need not it. คุณความคิดเห็นที่ 14. คือหวังว่าคุณคงจะเข้าใจนะครับ ที่ผมต้องการสื่อสารเนี่ยหมายถึงว่า แค่การลดราคาอย่างที่ผมบอกเนี่ยแหละเป็นคณิตศาสตร์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันคือ เรื่องเกี่ยวกับอัตราส่วน ร้อนละ เวลาคนเราขายของเขาคงไม่มานั่งเสียเวลาหาค่าตัวแปร ตั้งกราฟ หรือลงในเมตริกซ์หรอก และอีกอย่างไม่ใช่แค่เรื่องเมตริกซ์เพียงเรื่องเดียวนะครับ เช่นเรื่องแยกตัวประกอบพหุนามเงี้ย x^2+4x+2 เงี้ยแยกไปทำไม

ความคิดเห็นที่ 18

3 เม.ย. 2548 00:28
  1. ถ้ารู้จักประยุกต์ใช้มันก็ช่วยให้งานง่ายขึ้นครับ เช่น คุณลุงผมเคยอธิบายการคำนวณราคาขายสินค้าบางอย่างให้ฟัง(นานมาแล้ว) ผมมองดูแล้วมันมีการบวก ลบ คูณ หาร หลายขั้นตอนมาก แต่มันก็เป็นขั้ันตอนซ้ำๆทั้งนั้น ผมก็เลยสมมติตัวเลขเริ่มต้นให้เป็น x จากนั้นก็ทำไปตามขั้นตอนต่างๆ สุดท้าย มันตัดกันไปมา (ความรู้เรื่องพหุนามทั้งนั้น ถ้าคุณแยกตัวประกอบเป็น ก็จะรู้ว่ามันตัดกันได้ ไม่ต้องติดในรูปซับซ้อน) เหลือสูตรง่ายๆคือการคูณ x ด้วยค่าคงที่ตัวหนึ่งเข้าไปก็เป็นเสร็จ ทำให้การคำนวณรวดเร็วขึ้น ลดการกดปุ่มเครื่องคิดเลขไปได้เยอะ และยังช่วยลดข้อผิดพลาดจากการกดปุ่มในขั้นตอนใดผิดอีกด้วย สรุปคือ คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือหนึ่ง ที่จะมีประโยชน์ในเรื่องต่างๆได้ ก็ต่อเมื่อคุณต้องนำความรู้เรื่องนั้นมารวมเข้ากับคณิตศาสตร์ด้วย คุณจะยกตัวคณิตศาสตร์มาใช้งานตรงๆ มันก็จะวนเวียนอยู่แต่ในเนื้อหาคณิตศาสตร์เท่านั้น เขาเรียกว่าต้องมีศิลป์ในการนำมาใช้ครับ ส่วนเรื่องการใช้งานในชีิวิตประจำวัน อันนี้ก็ต้องดูครับว่าเป็นชีวิตประจำวันของใคร หากคุณอยากใช้ชีวิตแบบยาจก ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนอะไรเลยก็ได้ครับ หรือหากอยากเป็นคนธรรมดาอยู่ไปวันๆ ก็เรียนเท่าที่คุณว่ามาก็เพียงพอครับ แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าคนเราทั่วไปนั้นไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย ดังนั้นเรียนเท่าที่คุณว่า่มาก็เพียงพอครับ เราจึงพบการใช้งานคณิตศาสตร์ที่คุณว่าโดนบังคับให้เรียน ในส่วนของการนำไปใช้ในวิชาชีพหรือการทำงานเป็นส่วนใหญ่

ความคิดเห็นที่ 19

จ้อ
3 เม.ย. 2548 03:00
  1. มันก็ใช่ครับ ถ้าเราคิดว่าจะอยู่ไปวันๆโดยไม่ต้องพัฒนาอะไร เรียนคณิตศาสตร์แค่บวกลบคูณหารก็พอแล้ว เอาแค่จ่ายเงินซื้อของแล้วรู้ว่าเขาจะต้องถอนเงินมาเท่าไหร่ แต่ก็แค่นั้นคุณก็ทำได้อย่างมากแค่ซื้อของ ถ้าคุณอยากให้บริษัทมีกำไรมหาศาล หรืออยากรู้ว่ารัฐบาลต้องเก็บภาษีเท่าไหร่ ต้องตรึงค่าเงินไว้ที่เท่าไหร่ หรือตลาดหุ้นจะมีแนวโน้มอย่างไร แค่บวกลบคูณหารคงไม่พอ เศรษฐศาสตร์และการเงินสมัยใหม่ เป็นคณิตศาสตร์ระดับสูงทั้งนั้นนะครับ ถ้าคุณคิดว่าบวกลบคูณหารก็พอ คุณไม่มีทางตามประเทศอื่นเขาทันครับ คณิตศาสตร์ที่ใช้ในพวกเศรษฐศาสตร์และการเงินสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นพวก stochastic calculus ซึ่งคณิตศาสตร์อย่างเดียวกันนี้ก็ใช้ในควอนตัมฟิสิกส์ ลองยกตัวอย่างหนังสือที่เกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ทางด้านเศรษฐศาสตร์และการเงินนะครับ Quantum Finance : Path Integrals and Hamiltonians for Options and Interest Rates by Belal E. Baaquie Path Integrals in Quantum Mechanics, Statistics, and Polymer Physics, and Financial Markets, Third Edition by Hagen Kleinert Quantum Investing : Quantum Physics, Nanotechnology, and the Future of the Stock Market by Stephen R. Waite ลองไปค้นดูใน amazon.com นะครับยังมีอีกเยอะ ทฤษฎีและคณิตศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือพวกนี้ ซับซ้อนกว่ากราฟพาลาโบล่าไม่รู้กี่เท่า และชาวบ้าน (หมายถึงฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยิว) เขาใช้กันมามากว่าสิบปีแล้ว ถ้าเด็กนักเรียนรุ่นใหม่ เรียนแค่พาลาโบลายังโอดโอย อนาคตก็คงไม่ต้องหวังซะละมั้ง ซื้อของเขามาใช้อย่างเดิมดีกว่า คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนพวกนี้มันก็ไม่ได้ยากเกินไป แต่การที่จะเห็นและใช้ประโยชน์มันได้อย่างเต็มที่ต้องฝึกเป็นขั้นเป็นตอน ก็เริ่มจากชั้นมัธยมนั่นแหละ นอกจากนี้แล้วคณิตศาสตร์ยังสอนการคิดที่เป็นตรรกะมีระเบียบ และเป็นเหตุเป็นผล คุณค่าของคณิตศาสตร์ไม่ใช่อยู่ที่บวกลบเลขอย่างเดียว มันฝึกคุณด้วย แต่บอกว่าเถอะ ผมเคยเห็นแต่คนที่อิจฉาคนอื่นที่เขามีโอกาสได้เรียนวิชาที่ยากๆเพื่อเขาจะได้เก่งขึ้น ก็พึ่งเคยได้ยินนี่แหละอิจฉาคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนวิชาที่ยากๆ ถ้าคุณประมาทวิชา ก็จะไม่ได้วิชานะครับ

ความคิดเห็นที่ 20

จ้อ
3 เม.ย. 2548 03:24
  1. มีคำพูดของ Richard Feynman มาฝาก ... เกี่ยวข้องกับฟิสิกส์แต่สามารถใช้ได้กับทุกๆอย่างในชีวิตประจำวันเหมือนกัน เป็นจดหมายที่ Feynman เขียนถึงนักเรียนมัธยม (คาดว่าเขียนมาถามเกี่ยวกับฟิสิกส์) หวังว่าคงจะช่วยตอบคำถามน้องได้ ลองแปลเอาเองก็แล้วกันครับ เป็นการฝึกภาษาอังกฤษไปในตัว ตอนท้ายอาจจะเจ็บๆคันๆเล็กน้อย แต่ถ้าอ่านแล้วคิดตามก็จะเป็นประโยชน์ครับ :) [[22023]] To do any important work in physics a very good mathematical ability and aptitude are required. Some work in applications can be done without this, but it will not be very inspired. If you must satisfy your “personal curiosity concerning the mysteries of nature” what will happen if these mysteries turn out to be laws expressed in mathematical terms (as they do turn out to be)? You cannot understand the physics world in any deep or satisfying way without using mathematical resoning with facility …. If you have any talent, or any occupation that delights you, do it, and do it to the hilt. Don’t ask why, or what difficulties you may get into. If you are an average student in everything and no intellectual pursuit gives you real delight, then I don’t know how to advise you …

ความคิดเห็นที่ 21

3 เม.ย. 2548 10:43
  1. ผมคิดว่าทุกคนคงเข้าใจแน่นอนว่า เรากินหมูทุกวัน ไม่ทำให้หน้าตาเหมือนหมู เนื้อหมูเข้าไปในร่างกายเรา ร่างกายเรามันทำอะไรก็ไม่รู้ ออกมาทำให้เราแข็งแรง สุขภาพดี ไม่ใช่ไม่กินหมู เพราะกลัวว่าหน้าตาจะออกมาเหมือนหมู การเรียนคณิตศาสตร์ คนส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดว่าต้องคิดอย่างนักคณิตศาสตร์ ถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะเขาต้องการพัฒนาสมองคนในชาติให้รู้จักคิด รู้จักแก้ปัญหาที่ซับซ้อน แม้แต่น้อยนิดก็ยังดีไม่ใช่เขาแจกเงินชอบ เขาก็หลอกแจกเงินให้เป็นทาสในเรือนเบี้ยเขาทั้งชาติ ล้นเกล้าร.6 ปลดปล่อยทาสพวกนี้ไม่ได้หรอก สำคัญคนคิดได้ก็ต้องเป็นทาสไปกับเขาด้วย เพราะแต่ละคนหนึ่งเสียงเท่ากัน เอาเถอะน่าทนหัดคิดยาก ๆ หน่อย เผื่อได้ช่วยกันออกเสียงขจัดคนโกงชาติโดยวิธีสลับซ้บซ้อนจนยากที่จะตามทัน **อ้างอิง** ความเห็นขัดแย้งของคุณโสภณ สุภาพงษ์ กับของท่านนายกฯ (ติดตามอ่านดูในมติชนรายวัน)ทำให้การศึกษาไทยไปไม่รอดแน่นอน เพราะถ้าคนรู้ดี ความคิดเห็นของคนใดคนหนึ่งต้องเป้นข้ออ้างที่หลอกลวงแน่นอน ถ้าคนไม่รู้คณิตสาสตร์ หรือไม่สนใจคณิตศาสตร์ รับรอง สิบสองปีต่อจากนี้ไปเป็นของท่านแน่นอน ทำให้การศึกษาล่มจมไว้เภอะ ท่านอยู่รอดแน่นอน ดังสุภาษิตกะเหรี่ยงว่า ปลาอยู่ในน้ำย่อมมองไม่เห็นน้ำ

ความคิดเห็นที่ 22

11 เม.ย. 2548 23:41
  1. เราว่านะเรียนไปก้อเพื่อให้เรารู้จักการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนป็นระบบเมื่อเราทำมันจนชินเราก้อใช้กระบวนการแบบเดี๋ยวกับที่เราทำโจทย์ปัญหานี้เพื่อแก้ปัญหาที่เราเจอ เรื่องต่างมันก้อจะง่ายขึ้น สมองไม่เหมือนกับเงินนะที่ใช้แล้วหมดแต่มันกับตรงข้ามสมองเมื่อยิ่งใช้ก้อมีแต่จะยิ่งเพิ่มนะว่าป่าว

ความคิดเห็นที่ 23

12 เม.ย. 2548 00:01
  1. มันก็ได้ใช้นะ นักคณิตศาสตร์คิดแต่อาจไม่ได้เป็นคนใช้เอง คณิตศาสตร์นำไปประยุกต์ใช้ในสาขาเฉพาะ หรือวิทยาศาสตร์ชั้นสูงอะ เช่น การคำนวณต่างๆในระดับอะตอม โมเลกุล หรือสสาร หรือทางสังคมศาสตร์ก็ใช้พวกสถิติชั้นสูงอะ มันก็ช่วยอธิบายปรากฏการณ์ หรือเหตุการณ์ที่เราศึกษาอยู่ เกิดเป็นกฏ เป็นทฤษฎีทางวิทยาศาตร์ ทำให้ได้องค์ความรู้ใหม่ๆเกิดการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และได้เทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ไง เช่นนาโนเทคโนโลยี ชาวบ้านอย่างเราๆก็ไม่ได้ใช้เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว

ความคิดเห็นที่ 24

12 เม.ย. 2548 04:25
  1. ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ไม่ตั้งใจจะว่ากระทบใคร แต่เกิดนึกขึ้นมาเฉย ๆ ผมว่าคนที่ไม่รู้จักบุญคุณคนอื่นนั้น อาจจะเพราะเขาไม่รู้จักเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ที่เราได้นั่งเคาะแป้นพิมพ์อยู่นี้ ผมนึกถึงบุณคุณของนายบูล ที่แกคิด พีชคณิตบูลีน ขึ้นมา สามารถนำไปพิสูจน์ลดขนาดวงจรไฟฟ้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งพวก อิเลคโทรนิค นำไปสร้างอะไรก็ไม่รู้ เรียกไม่ถูก หลานเคยบอกแล้ว ลืมไปแล้ว พวกพ่อค้า ก็ทำคอมพิวเตอร์เล็ก ออกมาให้เราใช้ เมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ตัวใหญ่เท่าตึกสามชั้น ต่อมาเล็กลง พอตั้งในห้องประชุมได้ ต่อมาเล็กลงจน หิ้วได้ นี่แหละคุณูปการของนายบูล ซึ่งเป็นนักคณิตศาสตร์ ก็เลยทำให้นึกถึงบุณคุณของนักคณิตศาสตร์ พวกที่นั่งหน้าจอ แล้วบ่นว่าคณิตศาสตร์ ยาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ถ้าหัดแผ่เมตตาว่า คณิตศาสตร์มีบุญคุณค่อเรา ก็จะทำให้จิตสงบ ทำให้มองว่าคณิตศาสตร์มีความสำคัญ เห็นความดีของคณิตศาสตร์ส่งผลให้ ความยากลดลงไม่ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

ความคิดเห็นที่ 25

12 เม.ย. 2548 09:33
  1. ***สนับสนุนความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 จาก นสพ.ไทยรัฐฉบับวันที่ 12 เมษายน 2548*** เลขคณิตน้ำมัน สุดสัปดาห์ ราคาน้ำมันดิบ ลดลงติดต่อกันห้าวันครับ... กองทุนเทขายทำกำไร โยกเงินจากตลาดน้ำมันไปตลาดเงิน เพราะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น อีกประการ สต๊อกน้ำมันสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 8% เป็น 317.0 ล้านบาร์เรล ถือเป็นจำนวนน้ำมันสำรองที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี เหล่านี้คือต้นเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันถูก ส่วนประเทศไทย...ประเทศที่ใช้เงินซื้อน้ำมันปีละ 5 แสนล้านบาท ฝรั่งปล่อยข่าว ต่อไปน้ำมันดิบอาจจะถึงบาร์เรลละ 100 ดอลลาร์ ก็ทำท่า สติแตก พร่ำรำพันแต่เรื่องน้ำมันขึ้น รัฐบาลก็แบะท่า จะใช้เงินอุดหนุนต่อไปไม่ไหว หมดไปกว่า 7 หมื่นล้านแล้ว โรงกลั่น ซึ่งยืนยันว่า ได้ค่ากลั่นบาร์เรลละ 3 ดอลลาร์ ก็สบายหายห่วง ตอนนี้ราคาน้ำมันแพงโลด ได้ค่ากลั่นเพิ่ม มีตัวเลข "หลุด" ออกมาว่าถึง 7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หุ้นบริษัทน้ำมันขึ้นกันยกใหญ่ ช่วงเวลาที่คนไทยทั้งประเทศหน้าหมอง เมื่อน้ำมันขึ้น ราคาสินค้าทุกอย่างก็แพงขึ้น คนเล่นหุ้น ซึ่งกองสุมอยู่กับคนไม่กี่ตระกูล ก็ชื่นบานสนุกสนาน ทำไงได้ คนไทยเกิดมาทำบุญไม่เท่ากัน ผมพยายามทำความเข้าใจ...นักวิชาการบางท่าน กระทั่งนายกฯทักษิณ พูดในรายการวิทยุวันเสาร์ พอจับเค้าได้ ราคาน้ำมันแพง เพราะอุปสงค์อุปทาน เมื่อกำลังซื้อของคนในโลก (จีน อินเดีย) มากขึ้นตาม ความ ต้องการใช้พลังงานก็เพิ่มขึ้น กรณีต่อมา นายกฯบอกว่า เพราะกองทุนเก็งกำไร ซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า ทั้งสองกรณี ไม่ใช่เรื่องใหม่ รู้แล้วก็เหมือนเดิม ทำอะไรไม่ได้ ก้มหน้ารับสภาพ รัฐบาลท่านก็เล่นแต่มุกเก่า...ช่วยกันประหยัด หันไปใช้ไบโอดีเซล เอทานอล หรือก๊าซเอ็นจีวี ผมเขียนเรื่องกลไกน้ำมัน เรื่องพลังงานทางเลือก มาตั้งแต่ปลายรัฐบาลคุณชวน จนเริ่มต้นรัฐบาลทักษิณ จนหมดรัฐบาลทักษิณ 1 ก็ยังต้องพูดเรื่องเก่า พูดซ้ำซากในบรรยากาศที่รัฐบาลท่านบอกว่ารู้ นายกฯทักษิณ เพิ่งรู้เรื่องบริษัทขนน้ำเปล่าออกไปลาว เขมร ไม่ แค่ทำให้ไม่ได้ภาษี เที่ยวกลับรถน้ำก็ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม โกงกันขนาดนี้ นายกฯท่านว่ายอมไม่ได้ สั่งให้เช็กย้อนหลัง จัดการขั้นเด็ดขาด มาถึงข้อมูลต้นทุนดีเซลแค่ 16 บาท จ่าย 18 บาท เพราะต้องให้พ่อค้า รัฐบาลอุดหนุนพ่อค้าลิตรละ 3 บาท ชดเชยให้ผู้ร่ำรวยบริษัทแก๊สธรรมชาติ ปตท.ได้ไปถึง 1.8 หมื่นล้านบาท คุณโสภณ สุภาพงษ์ ให้ข้อมูลนี้ ย้ำคำเดิม บางส่วนเงินจำนวนนี้ ให้กับสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (เอาไปโฆษณาอะไรก็ไม่รู้) ขณะที่ภาษีที่รัฐเก็บ ก็เพิ่มไปตามสัดส่วน นี่ยังไม่รวมเงินชดเชย 6 พันล้าน บริษัทน้ำมันได้ไปในวันประกาศขึ้นราคา ที่รัฐบาลยังไม่ได้คืน กลไกน้ำมันเป็นเช่นนี้ คุณโสภณ บอกว่า รัฐบาลไม่เพียงไม่ควรขึ้นราคาน้ำมันดีเซล แต่ควรลดราคาเอาด้วยซ้ำ เหลี่ยมมุมราคาน้ำมันประดามี ที่คุณโสภณเห็น ผมเชื่อว่านายกทักษิณ ท่านก็เห็น เรื่องลดราคา...ท่านคงรีรอหาจังหวะเหมาะๆ...เหมือนที่กำลังจ้องเล่นงาน บริษัทส่งออกน้ำมันลาว เขมร ขนาดมาเฟียตลาดโบ๊เบ๊ ยังไม่เอาไว้ ถ้าท่านตั้งใจ มาเฟียน้ำมันคงไม่ครนามือ. "กิเลน ประลองเชิง"

ความคิดเห็นที่ 26

13 เม.ย. 2548 14:17
  1. คือ ทุกคนอาจจะเข้าใจผิดกันนะครับ ผมไม่ได้มีอคติกับคณิตศาสตร์แต่อย่างใด สมมุติว่าเรามาพูดเรื่องกราฟกัน ถ้าเกิดเราจะรายงานผลสภาวะ เราก็กรอกข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์แล้วก็กดตรงกราฟ คอมก็จะใส่ตัวเลขแล้วนำเสนอเป็นกราฟให้ ผมว่าพวกคุณไร้มารยาทมากที่จะมาพูดใส่ผมแบบนี้ ผมพูดหรือเปล่าว่าอย่าไปเรียนคณิตเลย เปล่า ถึงผมจะโง่นะ แต่คุณก็ไม่มารยาทเอามากๆ ผมไม่ได้โกรธที่คุณมาเขียนข้อความแว้ดๆใส่ แต่ผมโกรธที่คุณไม่เข้าใจความหมายที่ผมเขียนแล้วยังมีหน้ามีเขียนข้อความแว้ดๆใส่ผมอีก โปรดเข้าใจด้วยว่าผมไม่ได้เกลียดเลข เพียงแต่ว่าตอนที่ผมเรียนเรื่องการแยกตัวประกอบพหุนาม ผมถามครูว่า "อาจารย์ ถามจริงๆนะ เราจะแยกไปทำไมเมื่อวันๆเราแทบไม่ได้เจอเรื่องพวกนี้เลย อย่าง X^2+4x+2 แล้วแยกออกเป็น 2 วงเล็บไม่เห็นในชีวิตจะเจอเลย แล้วจะเรียนไปทำไม ทำไมไม่เรียนอะไรที่มันน่าจะใช้ได้ในชีวิตประจำวัน" อาจารย์บอกว่า "ครูก็ไม่รู้ ครูว่าเพื่อสอบ" อาจารย์เล่นมุขแล้วก็ยิ้มออกมา ก็เลยได้มาตั้งกระทู้ถาม โปรดเข้าใจด้วยนะครับทุกท่าน

ความคิดเห็นที่ 27

13 เม.ย. 2548 15:37
  1. ตอนเกิดคลื่นยัก สึนามิ อย่างน้อยมีสองกรณีที่ชี้ให้เห็นว่าการสะสมความรู้ด้านต่าง ๆ ช่วยให้ตัวเอง และ คนรอบข้างมีชีวิตรอด กรณีแรก พวกมอแกน เขาสะสมความรู้ระดับลึก ถ่ายทอดกันจนเป็นวัฒนธรรม เห็นน้ำทะเลลดผิดปกติ รีบชวนพรรคพวกหนีขึ้นเขาทันที รอดตายทั้งเผ่า แถมช่วยชาวเมืองที่ไม่รู้จักวัฒนธรรมแบบนี้ให้รอดได้ ใช่ครับ บวกลบคูณหารธรรมดา ไม่ต้องเรียนก็ทำได้ สมัยคุณทวด คุณตา ไม่มีการเรียนอย่างเป็นระบบ เขาซื้อขาย คิดเลขกันอย่างรวดเร็วมาก ของกิโลละ3 บาท 75 สตางค์ ซื้อ ห้ากิโลครึ่ง แกตอบได้เกือบจะทันที คนสมัยนี้ถ้าไม่มีเครื่องคิดเลข หมดสิทธิทอนตังส์ กรณีที่สอง เด็กผู้หญิงชาวอังกฤษ เดินเล่นชายหาด เห็นน้ำทะเลลงรวดเร็วผิดปกติ รีบบอกพ่อแม่ให้รีบหนีขึ้นที่สูง เพราะครูเคยบอกในชั้นเรียนไว้อย่างนั้น แปลว่าเคยเรียนและจำได้ เลยได้ช่วยชีวิตตนเอง และครอบครัว รวมทั้งบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้เคียง ถ้าเด็กผู้หญิงคนนั้น เห็นว่าที่อังกฤษไม่เคยเกิดเหตุการณ์ชนิดนี้ ครูสอนก็ไม่ฟัง แถมอาจจะแสดงอาการไม่พอใจเอาด้วยว่าเอาอะไรมาสอนก็ไม่รู้ ไกลตัวเกินไป เรื่องใกล้ตัวเยอะแยะทำไมไม่สอน ป่านนี้แกและครอบครัวคงไปพบพระเจ้าไปแล้วก็ได้

ความคิดเห็นที่ 28

จ้อ
13 เม.ย. 2548 16:11
  1. ไหนๆผมก็กลายเป็นคนไร้มารยาทไปแล้ว ก็ขอเสียมารยาทต่อด้วยการชี้แนะเจ้าของกระทู้หน่อยนะครับ ถ้าคุณเข้าใจมารยาทของการสนทนา แทนที่คุณโกรธคนอื่นๆที่ไม่เข้าใจคำถามของคุณแล้วมาแว็ดๆใส่ (ในความรู้สึกของคุณ) คุณควรจะกลับไปคิดว่าคำถามที่คุณถามนั้น ชัดเจน และตรงวัตถุประสงค์ของคุณหรือไม่ ? ถ้าคำถามของคุณตั้งผิดกับวัตถุประสงค์ของคุณ คราวหน้าก็พยายามตั้งคำถามให้ตรงกับวัตถุประสงค์ด้วยก็จะดีครับ ผมและคนอื่นๆจะได้ไม่ต้องเสียเวลามาอธิบายตอบคำถามที่คุณไม่ได้อยากทราบ (ยังแถมถูกด่าฟรีอีก) ถ้าคุณตั้งคำถามอย่างนี้บ่อยๆแล้วมาพาลโกรธคนที่มาตอบ อีกหน่อยคงต้องคุยคนเดียวแล้วละครับ ผมคงไม่กล้าเข้าไปตอบด้วยอีก กลัวจะเป็นการเสียมารยาทครับ

ความคิดเห็นที่ 29

14 เม.ย. 2548 18:04
  1. น้องลองเข้ามาเรียนในสายวิศวกรรมศาสตร์สิครับ แล้วน้องจะไม่มีข้อสงสัยเลยว่า คณิตศาสตร์แต่ละวิชานั้นเรียนเอาไว้ทำอะไร

ความคิดเห็นที่ 30

สังขยา
14 เม.ย. 2548 21:10
  1. ขอแสดงความเห็นด้วยคนนะคับ ในความเห็นผมนะ(ของผมนะ) ผมว่าคณิต จำเป็นต้องเรียนนะครับ แต่แค่ม.3 ก็เกินพอแล้ว ถ้าไม่ได้เรียนต่อทางคณิตศาสตร์โดยตรง หรือวิศวกรรม หรือสถาปัตฯ หรือสาขาวิชาที่จำเป็นต้องใช้ อย่างเช่น ถ้าเรียนต่ออักษรฯน่ะครับ ผมว่าความรู้คณิตม.ปลาย ไม่จำเป็นแล้วนะ แต่ผมเคยได้ยินบ่อยๆนะครับ ว่าคณิตมันจำเป็น เพราะทำให้เราฝึกสมอง ฝึกเชาว์ ฝึกการแก้ปัญหา ใช่ครับ ผมว่าฝึก แต่ฝึกผิดวิธีรึเปล่า?? เท่าที่ผมอ่านในหนังสือเกี่ยวกับสมองนะคับ มันมีวิธีตั้งมากมายนะครับ ที่ฝึกฝนสมองส่วนที่เกี่ยวกับการคำนวณ การวางแผนอะไรพวกนี้ โดยที่ผมดูๆเนี่ย ก็ไม่มีความรู้คณิตสูงๆอยู่ในนั้นด้วย ผมว่าบางที ถ้าเราปรับการศึกษาซักหน่อย มันคงมีอะไรดีๆเกิดขึ้นเยอะนะครับ แต่ก็เป็นไปได้ยากน่ะคับ น่าเสียดายจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 31

15 เม.ย. 2548 21:49
  1. แล้วทีคุณละ คุณอ่านคำถามไม่เข้าใจเองแล้วยังจะมาพาลอีก "ผมว่าแค่ + - * / ได้เก่ง แยกตัวประกอบตัวเลข แก้สมการง่ายๆได้ และพวกอัตราส่วน ร้อยละ กับการแปรผัน ความน่าจะเป็นได้ แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว" เข้าใจหรือเปล่า คุณยังไม่โทษตัวของคุณเองเลย

ความคิดเห็นที่ 32

Obrusoft Predator
17 เม.ย. 2548 16:22
  1. Bill Gates Microsoft Corporation Micheal Dell Dell Computer Jack Wealch แห่ง Generals Electric (GE) Warren Buffet Berkshire Hammingway (กองทุนรวม) Ted Terner (CNN Channel) พวกนี้ ผมว่าไม่ได้เก่งเลขหรอก ดิปยังไม่เป็นเลย แต่ มันรวยกว่าเรา จ้างพวกด้อกเตอร์ไปทำงานทั้งๆที่มันไม่จบ

ความคิดเห็นที่ 33

17 เม.ย. 2548 16:56
  1. ขอแย้งหน่อยนะครับ บิลล์ เกตส์น่ะ เขาเคยสอบคณิตศาสตร์ได้เต็ม 800 ไม่ใช่เหรอครับ สถาบันไรก็ไม่รู้ล่ะ แต่ผมเคยอ่านหนังสือชีวประวัติเขาอยู่ เขาก็อยู่ในระดับแนวหน้าของประเทศอยู่นา เคยผลิตผลงานคณิตศาสตร์ด้วย ถ้าจำไม่ผิด

ความคิดเห็นที่ 34

17 เม.ย. 2548 16:59
  1. แล้วพวกที่คุณว่ามานี่น่ะครับ เขาก็ไม่ได้รวยมาแต่แรก แต่ประสบผลสำเร็จเพราะ ความฉลาด โชค สังเกตุดูดีๆนะครับ พวกรวยๆ จะไม่ได้รวยมากมายมาตั้งแต่แรก แต่จะรวยเพราะ สมองของพวกนั้นเอง

ความคิดเห็นที่ 35

17 เม.ย. 2548 18:03
  1. ซาหรุบเรียนไปเหอะ หนุกดีออก

ความคิดเห็นที่ 36

4 พ.ค. 2548 22:31
  1. เรียนไปเหอะ อย่างน้อยก็จะได้พัฒนาสมองตัวเองไง

ความคิดเห็นที่ 37

5 พ.ค. 2548 02:23
  1. Bill Gates เนี่ยะนะ ดิปยังไม่เป็น ถ้าไม่เก่งคณิตศาสตร์คงมีปัญญาเขียนโปรแกรมหรอกรับจ้างให้ไอบีเอ็มหรอก โปรแกรมเมอร์เก่งๆ เขาต้องเรียนคณิตศาสตร์ทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 38

5 พ.ค. 2548 22:34
  1. ผมว่านะครับพวกคณิตศาสตร์เรื่องยากๆมีไว้ให้เรียนเพื่อนำไปใช้ในอาชีพระดับสูงบางอาชีพในมหาลัยส่วนที่เรียนเรื่องยากๆในมัธยมนั้นเป็นเพราะเขาต้องการจะทดสอบคุณว่าคุณฉลาดแค่ไหนเพื่อที่จะคัดไปศึกษาในมหาวิทยาลัยในสาขาวิชาชีพชั้นสูงที่เรียนยากอาศัยคนฉลาดระดับหนึ่งซึ่งถ้าให้คนที่เรียนไม่เก่งมากไปเรียนหมอก็คงจะเรียนไม่ได้นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเอาเรื่องยากๆมาให้คุณเรียน

ความคิดเห็นที่ 39

7 พ.ค. 2548 01:21
  1. น้องครับ ขอตอบนะครับ ในระดับมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เศรษฐศาสตร์ บัญชี สถาปัตย์ ความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์จำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเราได้เข้ามาเรียน จะสัมผัสถึงพลังของคณิตศาสตร์ได้เหมือนพี่ May mathematics be with you ! หวังดีนะ

ความคิดเห็นที่ 40

7 พ.ค. 2548 15:37
  1. จ้าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 41

7 พ.ค. 2548 20:05
  1. คณิตศาสตร์มีประโยชน์มากมายครับ เพราะถ้าไม่มีคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์แขนงอื่นก็ไม่สามารถหาคำตอบที่แน่นอนจนนำไปใช้ได้ครับ เช่นการสร้างโมเดลทางคณิตศาสตร์มีปรโยชน์มากเช่น คลื่นซึนามิก็สามารถเขียนเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ได้เพราคณิตศาสตร์มีสมการคลื่นพื้นฐานอยู่แล้ว แล้วการแก้สมการมีประโยชน์เมื่อเรานำเหตุการมาสร้างเป็นสมการได้ เราต้องการหาคำตอบเราก็ต้องแก้สมการแล้วถ้ามันเป็นระบบสมการ เราก็ต้องใช้เมตริกมาช่วย อื่นๆอีกมากมายถ้าน้องๆชอบคณิตศาสตร์ก็เชิญมาเรียนกันเยะๆนะครับ

ความคิดเห็นที่ 42

13 พ.ค. 2548 21:25
  1. อืมๆๆ สรุปเรียนคณิตยากๆดีเหรอ

ความคิดเห็นที่ 43

13 พ.ค. 2548 22:47
  1. เรียนไปเถอะครับ

ความคิดเห็นที่ 44

Vinicy de Planetia
14 พ.ค. 2548 13:19
  1. OOps

ความคิดเห็นที่ 45

22 ส.ค. 2548 16:44
  1. ยังไม่รู้จักเลย พหุนาม เป็นยังไง ตอนนี้แค่ ลูกคิด ก็ยากแล้ว T_T

ความคิดเห็นที่ 46

23 ส.ค. 2548 22:28
  1. เคยคณิตศาสตร์หลายเล่มเหมือนเช่น Tensor Calculus, differential geometry, quantum field theory, general relativity, gravitation ก็มันดีนะครับ ลองดูเดะ

ความคิดเห็นที่ 48

21 ก.ย. 2548 10:03
  1. ผมว่าคณิตศาสตร์มีความจำเป็นมากเลยครับในชีวิตปัจจุบัน เลขยกกำลังดีกรีต่างๆ ถูกนำมาใช้มากในเรื่องเงินๆทองๆ มันจะทำให้คุณรู้ว่าถ้าคุณต้องการซื้อบ้านสักหลังหนึ่งราคา ๒ ล้านบาท คุณจะต้องมีเงินเดือนเท่าไหร่ คุณจะต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร เป็นเวลากี่ปี และถ้าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพิ่มขึ้นหรือลดลงเล็กน้อย ภาระการผ่อนของคุณจะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไร หรือถ้าคุณต้องการทราบว่าคุณอยากมีเงินล้านด้วยการเก็บออมด้วยตัวเองเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท คุณจะต้องใช้เวลากี่ปี ถ้าคุณไม่สนใจเรื่องพวกนี้ตั้งแต่ต้น คุณก็คงรวยได้ยาก เรื่องของ แคลคูลัส นั้น ถ้าคุณอยากเป็นพ่อค้าแผงลอยหรือร้านโชว์ห่วยก็ไม่ต้องเรียนหรอกครับ แต่ถ้าคุณค้องการเป็นนักธุรกิจที่ต้องบริหารองค์กรที่ใหญ่โตหลากหลายบริษัท หรือเป็นวิศวกรผู้ออกแบบชิ้นส่วนผลิตภันฑ์ต่างๆแล้วละก็จำเป็นมาก แคลคูลัสจะช่วยทำให้คุณทราบว่า ภายใต้สถานการณ์นำมันแพง ขาดแคลนน้ำ ราคาในตลาดตกต่ำ ผู้ซื้อไม่มีกำลังซื้อ มีผลกระทบอย่างไรต่อธุรกิจในรูปที่เป็นตัวเงินชัดเจน เพื่อวางแนวทางทางธุรกิจในอนาคตต่อไป ส่วนในเชิงวิศวกรรม การคำนวณหาขนาดของชิ้นงานเป็นสิ่งจำเป็น หากชิ้นส่วนสองชิ้นที่ต้องนำมาประกอบเข้าด้วยกันใหญ่หรือเล็กเกินไปเพียงเล็กน้อย ก็อาจใส่เข้าไปไม่ได้ หรือเกิดการรั่วซึมได้ เรื่องของพาราโบลาเองก็เช่นเดียวกัน ถ้าวัสดุทุกอย่างบนโลกมีแต่ของที่เป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลม ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเรียนพาราโบลา ควบคู่ไปกับการเรียนแคลคูลัส เพราะมันจะช่วยคุณคำนวณหาปริมาตร และพื้นที่ผิวของวัตถุใดๆก็ตามได้ด้วยการคำนวณจากสมการเชิงซ้อนพหุนามต่างๆ อย่างที่บอก ถ้าคุณต้องการเก็บหินข้างถนนมาเล่นก็ไม่ต้องเรียน แต่ถ้าคุณอยากสร้างของเล่นที่มาเชื่อมต่อกันให้เป็นรูปเป็นร่างตามต้องการ เพื่อผลิตและขาย ก็จงเรียนมันซะ ส่วนเมตริกซ์ เป็นรูปแบบของตัวช่วยในการคำนวณสมการเชิงพหุนามที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนให้ง่ายขึ้นเท่านั้นเองไม่จำเป็นต้องเรียนก็ได้ถ้าไม่อยากเป็นนักเศรษฐศาสตร์ หรือวิศวกร สำหรับเลขฐานแล้วในชีวิตปัจจุบันเราก็มีใช้อยู่นะ เช่นฐาน ๖๐ ฐาน ๑๒ ฐาน ๔ จากการแปลงนาที วินาที ให้เป็นชั่วโมง หรือ การแปลงวันเป็นสัปดาห์ สัปดาห์เป็นเดือน เดือนเป็นปี แปลงสลึงให้เป็นบาทเป็นต้น แต่ที่สำคัญคือการแปลงเลขฐานสอง ซึ่งต้องเรียนรู้หากสนใจที่จะเป็นโปรแกรมเมอร์นะครับ

ความคิดเห็นที่ 49

คนๆนึง
23 ก.ย. 2548 15:35
  1. คิดมากกานไปทามไม.. มีให้เรียนก็เรียนกันไปเถอะ ถึงไม่ได้ใช้อะไร อย่างน้อยก็ได้ฝึกสมองเล่นไปวันๆแหละน่า ยากหน่อยก็ทนๆเอาก็แค่นั้น

ความคิดเห็นที่ 50

[-Constantine-]
23 ก.ย. 2548 23:41
  1. รู้จักคณิตศาสตร์ คือรู้จักธรรมชาติ

ความคิดเห็นที่ 51

5 พ.ย. 2548 14:05
  1. เป็นการพัฒนาความคิด +การแก้ปัญหา กระบวนการคิดครับ อาจารย์ที่ รร บอกงี้ก่อนสอนอยู่แล้ว รร อื่นไม่ได้สอนกันหรอกหรอ

ความคิดเห็นที่ 52

hchaser
5 พ.ย. 2548 15:14
  1. "Bill Gates Microsoft Corporation Micheal Dell Dell Computer Jack Wealch แห่ง Generals Electric (GE) Warren Buffet Berkshire Hammingway (กองทุนรวม) Ted Terner (CNN Channel) พวกนี้ ผมว่าไม่ได้เก่งเลขหรอก ดิปยังไม่เป็นเลย แต่ มันรวยกว่าเรา จ้างพวกด้อกเตอร์ไปทำงานทั้งๆที่มันไม่จบ " เฮ้อ ทำไมคนเราไม่ศึกษาอะไรก่อนนำมาใช้เป็นเหตุผลนะ? Bill Gate หน่ะ เรียนไม่จบก็จริง แต่ตอนเรียนอยู่ก็เรียนปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์ อาจารย์ของคุณบิลเองก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เค้าไม่เคยเห็นคุณบิลเจอโจทย์เลขอะไรที่เค้าทำไม่ได้ การเรียนเป็นการฝึกสมองครับ ถ้าเราได้หัดคิดในหลายๆ แบบ เราก็จะมีสมองที่ได้รับการฝึกฝนไปประยุกต์ใช้กับงานอื่นๆ ได้ ส่วนเรื่องการตั้งกระทู้นั้น ผมเห็นด้วยว่า ถ้าคุณตั้งแล้วคนมาตอบส่วนใหญ่ไม่ตรงกับที่คุณตั้งใจถาม คุณควรจะพิจารณาว่าตัวเองพลาดตรงไหน ไม่ใช่บอกว่า คนทั้งหมดอ่านผิด ถ้าเราพิจารณารอบคอบแล้วเราก็ยังเห็นว่าเราถูก เราก็ต้องมาพิจารณาว่า ตัวเองมีความสามารถในการสื่อสารในสิ่งที่ถูกได้หรือไม่ ส่วนเรื่องที่อาจารย์คุณตอบคุณไม่ได้นั้น เป็นความสามารถส่วนบุคคลของอาจารย์แต่ละท่าน ที่อาจารย์ท่านตอบไม่ได้ ไม่ได้แปลว่าบุคคลอื่นๆ จะตอบไม่ได้ คงต้องพยายามเรียนรู้ แสวงหาด้วยตัวเองบ้าง ยิ่งพูดยิ่งมั่วแฮ่ะ

ความคิดเห็นที่ 53

29 มี.ค. 2549 15:55
  1. ความรู้ระดับมัธยมศึกษา คือการรู้แบบกว้างๆ เพื่อจะนำเราไปสู่สายวิชาชีพที่เราสนใจ และเป็นตัวประเมินว่าเราจะเข้าสู่สายวิชาชีพนั้นได้หรือไม่ บางวิชาในระดับมัธยมเค้ามีไว้ให้เป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตประจำวันด้วย

ความคิดเห็นที่ 55

2 เม.ย. 2549 13:20
  1. ในฐานะที่ผมเคยมีความคิดเดียวกับคุณ ที่เราจะเรียนคณิตศาสตร์ยาก ๆ ไปทำไม เอาไปใช้ประโยชน์อะไร แต่ตอนนี้ผมได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนคณิตศาสตร์ ในมุมมองของผมในตัววิชาหรือองค์ความรู้ด้านคณิตศาสตร์เปรียบเสมือน เลข ศูนย์ ซึ่งมองอย่างผิวเผินแล้วมันแทบไม่มีคุณค่าอะไรเลย เมื่อเทียบกับศาสตร์ด้านอื่นที่สามารถมองเห็นค่าได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าเรานำคณิตศาสตร์ไปรวมกับศาสตร์ด้านอื่นไม่ว่าอะไรก็ตามจะเพิ่มคุณค่าให้อย่างมากมายมหาศาล คือ ถ้าความรู้อื่น ใด ๆ มีค่าเท่ากับ 20 เมื่อรวมความรู้คณิตเข้าไปในศาสตร์นั้นจะทำให้เป็น 200 2000 20000 หรือ200000000000000000000 ด้วยการเพิ่มความรู้ทางคณิตเข้าไปเท่านั้น *****อย่างน้อยก็ Internet หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่คุณใช้อยู่ก็พัฒนามาจากคณิตศาสตร์ครับ*****

ความคิดเห็นที่ 56

2 เม.ย. 2549 14:10
  1. เมื่อก่อนผมก็ไม่ชอบหรอกครับ คณิตอะ หาหรม.ยังไม่เป็นเลย (หาไปทำไม) แต่ในที่สุดผมก็ต้องมาลงเอยกับคณิต มันกลายเป็นสิ่งที่ผมจะตัองใช้ในสาขาวิชาที่ผมเรียกอย่างมาก ผมหวังว่าคณิตมันคงไม่ทำให้ผมติดf นะ ขอโทษนะคณิต ยกโทษให้ผมนะ

ความคิดเห็นที่ 57

6 เม.ย. 2549 15:38
  1. ขอออกความเห็นบ้าง คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีประโยชน์แน่นอน ไม่มีใครเถียง เป็นพื้นฐาน การคิดแบบตรรกะของวิชาอื่น ๆ ทั้งหมด ถ้าสาขาวิชาไหนจะแสดงเหตุผล ความเกี่ยวข้องกันก็มักจะใช้หลักคณิตศาตร์มาเป็นเครื่องมือในการอธิบาย แต่หลายเรื่องของคณิตศาสตร์ เป็นนามธรรมมากกว่ารูปธรรม ทำให้มองไม่ออกว่า เรื่องที่ศึกษาอยู่คืออะไรกันแน่ มัวแต่แก้ปัญหาทางสัญลักษณ์ แต่นึกภาพไม่ออกว่าคืออะไร เช่น f(x) หมายถึง function หรือโครงสร้างองค์ประกอบอย่างหนึ่ง สมมุติว่าชื่อ x หรือเราเรียนเรื่อง แม๊ตทริ๊ก A เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ของ 3 ตัวแปร (3 มิติ) แม้ว่ายาก แต่จำเป็นสำหรับการหาคำตอบทางการวิจัย การคาดประมาณการ การสร้างประดิษตกรรม ต่าง ๆ นักวิชาการทุกสาขาวิชาจึงต้องเรียนคณิตศาสตร์ เช่นคนจะสร้างรถยนต์ เครื่องบิน หรือกระทั่งแบบสอบถามทางจิตวิทยาได้ ต้องเรียนคณิตศาสตร์ แต่แม้คนไม่สนใจเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ก็มิได้หมายความว่าจะไม่สามารถ ขับรถ ขับเครื่องบิน หรือตอบแบบสอบถามทางจิตวิทยาไม่ได้นะครับ เผลอ ๆ จะสามารถคำนวณความเร็ว แรงต้าน ค่าความเชื่อมั่นได้เก่งกว่านักคณิตศาสตร์ เสียอีก เพราะเขาสามารถ ใช้คอมพิวเตอร์ หรือ อาศัยเครื่องมือที่นักคณิตศาสตร์ ทำไว้ แล้วถ้าอย่างงั้นไปมัวเรียนคณิตศาสตร์ทำไมให้ปวดหัว ในเมื่อเราไม่ใช่คนจะไปสร้างจรวด สร้างดาวเทียม หรือเขียนโปรแกรมที่ต้องใช้คณิตศาสตร์ยาก ๆ แต่ก็เพราะว่าเราจำเป็นต้องเข้าใจปรากฏการณ์ต่าง ๆ ให้ได้เราจึงจะเราตัวรอดและแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้ได้ เราจึงต้องมี concept ของสิ่ง ๆ นั้น เช่นถ้าเราจะรู้ว่าเศรษฐกิจของประเทศเราดีขึ้นหรือแย่ลง ก็ต้องรู้จักการแก้สมการหลาย ๆ ชั้น รู้จักการความถดถอยเชิงเส้น รู้จักการเปลี่ยนแปลงของแม๊ตทริ๊ก รู้จักความแปรปรวนและการปรับค่าพารามิเตอร์ที่ไม่มีความเสถียร สิ่งเหล่านี้เป็น concept ที่เรียนรู้ผ่านคณิตศาสตร์ ที่นำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งการคำนวณด้วยระบบ manual และการใช้เครื่องมือสำเร็จรูปที่นักคณิตศาสตร์ทำไว้แล้ว ข้อเสียของการเรียนคณิตศาสตร์ก็คือ ครูผู้สอนรวมทั้งตำราต่าง ๆ ไม่สามารถสอนให้เรามองเห็นภาพได้ คือสอนสิ่งที่เป็นนามธรรมและไม่ทำให้เห็นเป็นมโนภาพ เช่น การเรียนรู้เรื่อง อนุพันธ์ แต่ผู้สอนอธิบายไม่เห็นภาพว่าคืออะไร มัวแต่สอนการคำนวณ ถอดสมการ อธิบายสูตร ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเปลื่องพื้นที่สมอง พอสอบเสร็จเรียนจบ เดี๋ยวก็ลืม ลองไปถามด็อกเตอร์ คุณหมอ นักวิศวกรเก่ง ๆ เรื่องโจทย์คณิตศาสตร์สิ รับรองพวกนี้ลืมไปแล้ว ตอบไม่ได้ เรียกว่าเรียนไป ก็ไลฟ์บอย ไม่มีทางจำได้ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่คนที่มีวุฒิภาวะสูง ๆ จะไม่สูญเปล่าในการเรียนรู้ แม้ว่าจะจดจำไม่ได้เลย หรือจำได้บางส่วน คนที่ที่มีวุฒิภาวะจะมองเห็นปรากฏการณ์บนโลกแบบนามธรรมได้ เช่นมองเห็นว่า สิ่งต่าง ๆ เป็น normal curve เข้าใจว่า ชีวิตมีนัยสำคัญของมัน เข้าใจว่าบางครั้งเป็นพาราโบลา บางครั้งเป็น Hiracy linear model คนที่มองเห็นโลกอย่างเป็นนามธรรม คือคนที่เอาสิ่งที่เป็นนามธรรม มาทำเป็นรูปธรรมขึ้นมาได้ นี่คือคนฉลาดที่มีปัญญารู้แจ้งจริง ๆ ๑. ถ้าคุณจะไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ สร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ได้ คุณอาจต้องฝึกฝนการแก้ปัญหาโจทย์ให้คล่องแคล่ว ๒. ถ้าคุณจะเป็นผู้บริหาร นักปราญช์ หรือผู้ปฏิบัติทั่วไป คุณอาจจะต้องรู้ว่าเรื่องคณิตศาสตร์นั้น มันคืออะไรกันแน่ ๓. ถ้าคุณไม่ชอบคณิตศาสตร์เลย ก็อย่าไปยุ่งกับมัน มันเป็นแค่สัญลักษณ์เท่านั้ ไม่ใช่ปรากฏการณ์จริง ๆ คุณควรจะลงไปศึกษาข้อมูลความจริงดีกว่า เช่นถ้าคุณอยากรู้จัก เช่น ถ้าคุณจะรู้จักเศรษฐกิจไทย คุณก็ดูที่ข้อมูลการส่งออก เงินคงคลัง ความเสื่อมราคา หรือค่าเงินบาท โดยไม่ต้องฝึกถอดสมการเลย และไม่ต้องรู้จักเลยว่า ลอกกาลิทึมคืออะไร ไม่ต้องดูแม้แต่สูตรการคำนวณ GDP ก็ได้เพราะมันเป็นแค่สูตร ไม่ใช่ตัวเลขข้อมูลจริง ๆ เพราะถ้าคุณรู้ว่า 5% มากกว่า 3% คุณก็เป็นคนที่ฉลาดแก้ปัญหาได้โดยไม่ต้องใช้มโนภาพทางคณิตศาตร์

ความคิดเห็นที่ 58

หมื่นบุปผาพสุธาเฉิดฉาย
6 เม.ย. 2549 15:58
  1. รู้ไว้ใช่ว่า เผื่อจะได้ใช้ในภายภาคหน้า

ความคิดเห็นที่ 59

เด็กวิทย์ อยากเรียนวิศวะเหอๆ
7 เม.ย. 2549 11:41
  1. เรียนไป เดี๋ยวก็ได้ใช้เองแหละเนอะ

ความคิดเห็นที่ 60

ลีซอ
7 เม.ย. 2549 15:08
  1. สมมุติว่าผมเรียนห้องเดียวกับคุณ คุณอาจจะมีจุดหมายในชีวิตคือเป็นพ่อค้าขายหมู คุณก็เอาวิชาเลข + -* / ไปก็พอ แต่ครูที่ทำหน้าที่สอนนักเรียนทั้งชั่นไม่สามารถรู้ได้ว่านักเรียนต้องการความรู้มากแค่ไหน เพราะผมอยากเป็นวิศวกรครับ ผมจะเรียนคณิตศาสตร์ ขั้นสูงอย่างตั้งใจ คุณก็แยกกันไปตอนจบม.ต้น

ความคิดเห็นที่ 61

ninjanoiz
17 เม.ย. 2549 23:13
  1. เรียนเอาไว้ทำข้อสอบ

ความคิดเห็นที่ 62

krinx
18 เม.ย. 2549 00:03
  1. สักวันคุณจะเข้าใจ (รึเปล่า)

ความคิดเห็นที่ 63

28 พ.ค. 2549 15:01
  1. ผมก็เคยคิดเหมือนกับเจ้าของกระทู้นะว่า เรียนคณิตศาสตร์ยากๆ ไปทำไม และเคยพูดอย่างนี้กับใครหลายๆคนด้วย แต่พอวันนี้มาอ่านที่ทุกๆท่าน เสนอความคิด ผมกลับคิดได้ว่า สิ่งที่เราเรียนทุกอย่าง มีประโยชน์ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าจะมีประโยชน์กับใครบ้าง เช่น ถามว่าวิชาภาษาอังกฤษมีประโยชน์ไหม ถ้าถามคนที่ทำงานไกด์ หรือ ต้องติดต่อต่างประเทศ ก็จะต้องตอบว่าสำคัญมาก แต่หากไปถามแม่ค้าขายข้าวแกง ขายก๋วยเตี๋ยว ก็ต้องบอกว่าไม่สำคัญ ดังนั้นผมคิดว่าโรงเรียนนั้นจะสอนวิชาที่หลากหลายในชั้นมัธยมต้น และ เจาะลึกให้ยากขึ้นในมัธยมปลาย เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้คร่าวๆ ว่าเราชอบแบบใด เพราะเราคงไม่อยากให้ทุกคนในโลกเก่งคณิตศาสตร์แล้วเป็นวิศวะกร หรือ สถาปนิกกันหมด เดี๋ยวจะไม่มี ไกด์ หรือ แม่ค้าขายข้าวแกงให้เรากินน่ะสิ

ความคิดเห็นที่ 74

25 ก.ค. 2553 18:20
  1. พึ่งรู้น่ะเนี่ยว่าแต่ล่ะคน มองการเรียนคณิตศาสตร์ไปได้หลายมุมมอง แต่สำหรับผมน่ะ ไม่เคยคิดว่าคณิตศาสตร์เป็นแค่เกมฝึกสมอง หรือเป็นตะแกรงคัดกรองคนโง่อะไรทำนองนั้น ที่ทุกคนไม่เห็นคณิตศาสตร์เป็นส่วนสำคัญให้ชีวิต เพราะว่าพวกเราเรียนแค่เพื่อรู้ ไม่มีใครสอนให้ใช้ (ถามครูครูก็ไม่รู้)ตอนผมเรียนมัธยม ผมก็งง ให้เรียนอะไรไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวันเลย แต่หลังจากที่ผมได้เรียนในระดับที่สูงขึ้น ในสาขาที่ผมเรียนคณิตเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตมนุษย์มากนับตั้งแต่ เกิดเลยก็ว่าได้ โทรทัศน์ที่ท่านดูก็มีสูตรคณิตผสมอยู่ คอมพิวเตอร์ก็มี รถก็ยังมี แม้แต่กาต้มน้ำ หม้อหุงข้าวก็ยังมีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ตามที่ผมเข้าใจการเรียนคณิตไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อให้คิดเป็น(ไม่เห็นใครมันไปถอดสมการแก้ปัญหาชีวิตมันซักคน หรือได้ดีกรีสอง ก็ไม่มีใครมันเอาไปประกอบการคิด)ไอ้คนที่อ้างว่าเรียนคณิตเพื่อให้คิดอย่างมีเหตุผล ก็ไม่เห็นคนเก่งคณิตมันจะมีเหตุผลทุกคน อย่าง อัจฉริยะ คณิตศาสตร์ของโลก(เป็นผู้หญิงไม่ขอเอ่ยชื่อ) แฟนทิ้ง ประชดชีวิตด้วยการขายตัว ไม่เห็นมันเอาคณิตศาสตร์ไปแก้ปัญหาชีวิตมันเลย ด้วยประสบการณ์และสมองที่ผมมี ผมขอบอกว่า เรียนคณิตเพื่อให้เข้าใจฟิสิกส์ เรียนฟิสิกส์เพื่อ ใช้ในวิศวกรรม และเรียนวิศวกรรมเพื่อสร้างสิ่งต่างๆนี่ไง ................ไอ้พวก สมการดีกรีกำลังสอง สาม ห่าเหวอะไรหน่ะ ยังไม่สามรถนำไปใช้ในชีวิตได้ต้องไปประกอบกับฟิสิกส์และพ่วงด้วยวิศวกรรมถึงจะออกมาเป็นรูปธรรม ส่วนอีกมุมหนึ่งคณิตศาสตร์ที่ใช้บ่อยคือพวกตรรกะ สถิติ พวกนี้เอาไปใช้ในชีวิตได้เลย ปล.นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น ใครไม่เห็นด้วยก็ต้องขออภัยด้วยน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 75

27 ม.ค. 2554 11:57
  1. เอยว่า คนเราเก่งเเตกต่างกันไปนะ** ลองคิดดูว่าถ้าเราไม่มีคนคิดค้นคณิตศาสตร์ขึ้นมาเเล้ว เราจะมีสะพานสูงๆใช้ป่าว **เราไม่ชอบเรียนคณิต เเต่ไม่ลบหลู่

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น