ทีมงานได้อัพเกรดเซฟเวอร์เรียบร้อยแล้ว เว็บไซต์วิชาการดอทคอม เร็วและแรงยิ่งขึ้น!  
คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
รอยแตกในวิชาการ - เส้นชีวิตของนักเรียน
โพสต์เมื่อ: 03:00 วันที่ 30 มี.ค. 2548         ชมแล้ว: 2,750 ตอบแล้ว: 26
รามีเส้นแบ่งวิทย์-ศิลป์ กำหนดชะตาชีวิตของเด็กนักเรียน และลูกหลานเขา (และลูกหลานเรา)
เรามองเห็นว่า กฏหมาย+วิทยาศาสตร์ จะเป็นไปไม่ได้? สังคม+หุ่นยนต์ จะเป็นเรื่องเหลวไหล?
ถ้า ความหลากหลายในธรรมชาติ เป็นสิ่งดี
ทำไม ความหลากหลายของการศึกษา ถูกจำกัด?

สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 514 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 26 ความเห็น, หน้า่ | 1| -2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 7 มี.ค. 2549 (02:32)
เพราะการเรียนคือชีวิต นักเรียนสาวม.6 จึงยอม"ฆ่าตัวตาย"
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01lad01070349&day=2006/03/07

...เป็นเรื่องเศร้าเหลือเกินเมื่อรู้ข่าวการจากไปของสาววัย 18 ปี นางสาวอัญชลี อุ่นดี เธอตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย...เธอตายเพราะอะไร!! หลายคนตั้งข้อสงสัย เพราะผู้ชาย เพราะปัญหาทางบ้าน หรือเพราะเพื่อน

สิ่งที่หลายคนคิดและตั้งข้อสงสัยกลับไม่ใช่ปัญหาที่หนักอกจนอัญชลีต้องคิดสั้น...

เธอเลือกที่จะตายเพราะรู้อยู่เต็มอกว่า หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เธอคงไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่ออีกแล้ว

"ลูกไม่น่าคิดสั้นเลย แล้วแม่จะอยู่กับใคร" เสียงร่ำไห้ปนรำพึงรำพันออกมาจากปากของนางสวิท อุ่นดี อายุ 44 ปี แม่ของอัญชลี ร่ำไห้อยู่หน้าโลงศพที่ภายในมีร่างที่ไร้ลมหายใจของลูกสาวคนที่ 3 ของเธอ

แม่ผู้สูญเสียลูกเปิดใจทั้งน้ำตาว่า ที่บ้านฐานะยากจน ลูกสาวคนโตทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนคนที่ 2 มีอาชีพรับจ้างทั่วไป แล้วก็มีน้องสาวอีกคนยังเรียนอยู่ชั้น ม.3 ส่วนเธอทำงานที่โรงงานผลิตเสื้อกีฬา ได้ค่ารับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 7,000 บาท

"รายได้ฉันก็น้อยอยู่แล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ฉันกู้เงินมา 2 แสนบาท มาสร้างบ้าน เป็นบ้านไม้ครึ่งปูน ต้องส่งปีละ 2 หมื่นบาท ซึ่งมันเป็นจำนวนเงินที่มาก เวลาไม่มีเงิน หรือเวลาเหนื่อยๆ กับปัญหาชีวิตเคยพูดบ่นให้ลูกสาวฟังว่า เงินไม่พอใช้ จะทำยังไงกันดี"


นางสวิทยังบอกด้วยเสียงสั่นเครืออีกว่า จริงๆ ในใจคิดอยู่เสมอว่าอยากให้ลูกสาวเรียนต่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดว่าจะพยายามกัดฟันทำงานเพื่อให้ลูกได้เรียน แต่ไม่เคยบอกเขา ยิ่งตอนหลังเห็นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนไปเรียนคอมพิวเตอร์กัน ลูกก็ขอเงินไปเรียนบ้าง แต่ตนก็ไม่มีเงินให้ไปเรียน

"ที่อยากให้ลูกคนกลางได้เรียนเพราะถ้าเรียนจบลูกจะได้มีงานดีๆ หวังให้เขาเป็นเสาหลักให้ครอบครัว เพราะพี่สาวกับพี่ชายของเขาก็แยกครอบครัวไปแล้ว และพี่ๆ ก็ไม่ได้เรียนสูงอะไร เรียนจบ ม.6 บ้าง ไม่จบบ้าง แต่ลูกสาวคนนี้ก็พยายามหาเงินนะ เขาไปทำงานพิเศษ เวลาว่างๆ ก็จะไปรับจ้างทำงานที่เขตอุตสาหกรรมสุรนารี หรือไม่ก็ไปทำงานที่ อบต.พลับพลา รวมทั้งยังไปเอาเครื่องสำอางมาขายด้วย แต่เงินมันก็ยังไม่พอ เพราะทุกวันนี้อะไรมันก็แพง ค่าเรียนคอมพิวเตอร์ยังแพงเลย"...

ถึงเวลา 30 บาท เรียนได้ทุกวิชา หรือยัง?
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 514 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 7 มี.ค. 2549 (08:21)
รอสมัยหน้า จะซื้อโน้ตบุค ให้เด้กประถม
แต่...จะมีสมัยหน้าหรือไม่ก็ไม่รู้

ไม่เข้าใจคนไทย
1.รัฐบาลที่มาจากเผด็จการ ก็จากกไปด้วยเผด็จการ ชอบแล้ว
2.รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย (การเลือกตั้ง) ก็ไปจากประชาธิปไตย(แพ้การเลือกตั้ง) ชอบแล้ว
3. รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย (การเลือกตั้ง) ก็ไปโดยเผด็จการ นี่มันยังไงอยู่นะ
4. ปัญญาชน ชอบอวดอ้างกันจังว่าเป็นปัญญาชน และชอบดูถูกเหยียดหยามปุถุชน
ที่บ้านเมืองชิบหายวายวอดอยู่นี่ ก็เพราะปัญญาชนทั้งนั้นมิใช่หรือ
... (IP:202.57.149.51,192.168.5.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 มี.ค. 2549 (09:10)
ค่อยๆ อ่านลงมา เห็นประเด็นที่แยกย่อย หลากหลายออกไป

ขอกลับไปที่เริ่มต้นของเจ้าของกระทู้

ผมเชื่อว่า โอกาสทางการศึกษา โอกาสให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง
ในมุมมอง ความสนุก ความถนัด ที่หลากหลาย จะทำให้ได้ประชากร พลเมือง ที่มีความเปิดกว้าง หลากหลายทางความคิดความสามารถ

ดูเหมือนว่า เรากำลังจะชักกะเย่อกับ 2 แนวคิด

1. การสร้าง expert หรือ specialist

กับ

2. การสร้างผู้รอบรู้ ผู้ที่สามารถใช้ทักษะได้หลายด้าน

ถ้าจะมองกัน ตามสภาพจริง เราต้องการบุคคล ทั้ง 2 ประเภท



กรณีที่มีคนกินกุ้งติดคอบนเครื่องบิน และกำลังจะขาดใจตายภายใน 5 - 6 นาที คงน้อยคนที่จะช่วยเขาได้ แต่แพทย์ที่มีสติและฝีมือ ใช้ปากกา แทงเข้าไปที่คอ เข้าไปในหลอดลม เพื่อช่วยให้เขาหายใจได้

และถ้าเราเคยดู MacGuyver จะเห็นว่า ในกรณีของวิกฤตการณ์ ที่ไม่มีเครื่องมือช่วย ไม่มีคนตรงคววมรู้ เช่นนี้แล้ว เราต้องการคนที่รู้รอบ รู้หลายทักษะ ที่จะมองเชื่อมโยง เอาสิ่งต่างๆ มาปรับปรุงดัดแปลง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า


ผมไม่เห็นความจำเป็นว่า เราจะต้องส่งเสริมเฉพาะแบบที่หนึ่งเท่านั้น

แบบที่ 2 ก็มีความสำคัญ ไม่ยิ่งย่อนไปกว่ากัน


มีนักวิชาวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า

ชาวตะวันตก มักจะโน้มเอียง หรือ เก่งในด้านวิเคราะห์ เก่งเฉพาะด้าน

ในขณะที่

ชาวตะวันออก อย่างเราๆ จะโน้มเอียง หรือเก่ง ในเรื่องการมองแบบภาพรวม


ปัญหามีอยู่ว่า ในขณะนี้ เรากำลังเดินตามกระแสตะวันตก
ที่ดีของเขา เราก็ยังต้องตามอยู่อีกหลายช่วงตัว

พร้อมๆกัน ที่ดีของเรา ก็กำลังจะถูกเมินเฉย หลงลืมกันไป

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 มี.ค. 2549 (10:07)
เด็กหลายคนดูหนังเกาหลี แล้วอยากเรียนเป็นหมอ(หญิง)
ใครอยากเป็นหมอ แล้วเป็นหมอได้หมดกระนั้นหรือ

อย่างนี้ ก็น่าจะมีโรงเรียนนายกทักษิน
เรียนแล้วทุกคนจะได้เป็นนายกกันให้หมด

คน
มีความแตกต่างกัน
ขนาดคู่แฝดที่เหมือนกันมาก แต่ก็ยังมีความแตกต่าง

จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องให้ทุกคนเรียนวิทยาศาสตร์ระดับเดียวกัน
หรือให้ทุกคนเรียนนิรุกติศาสตร์เหมือนกัน หรืออื่น ๆ

การคัดกรองให้คนเดินไปตามความสามารถอันพึงจะมีในแต่ละบุคคล
จึงมีความจำเป็น
ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกคนเข้าไปเรียนในสิ่งที่เจ้าตัวก็ไม่มีความสามารถจะเรียนได้
แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ และความเสียหายอันใหญ่หลวงก็จะตามมาอีกมากมาย
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12024 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 749 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 12 มี.ค. 2549 (10:30)
โรงตึ๊งกทม.ทุ่มเงินพันล้าน อุ้มผู้ปกครองยากจน รับ back to school"49
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu01120349&day=2006/03/12
โดย สุพัด ทีปะลา teepala@hotmail.com

ยิ่งใกล้เปิดเทอมเข้ามาเมื่อไร คนที่มีลูก มีหลานในวัยเรียน ต้องวิ่งวุ่นหาเงินหาทองมาจ่ายค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน และค่าใช้จ่ายอื่นอีกจิปาถะมากมาย "โรงรับจำนำ" ดูจะเป็นทางเลือกยอดฮิตของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง มาทุกยุคทุกสมัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสะดวกรวดเร็ว เอาของไปจำนำก็ได้เงินออกมาใช้แถมดอกเบี้ยก็ถูกแสนถูก จึงไม่ต้องแปลกใจที่ช่วงใกล้เปิดเทอมโรงรับจำนำจะคลาคล่ำไปด้วยผู้ปกครองที่เข้ามาใช้บริการกัน

จากข้อมูลของสำนักงานสถานธนานุบาล กรุงเทพมหานคร พบว่าตลอดปี 2548เฉพาะโรงรับจำนำของ กทม. มีประชาชนเข้ามาใช้บริการ 504,437 ราย และยอดเงินจำนำ 4,781 ล้านบาท และเมื่อรวมกับสถานธนานุเคราะห์ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 32 แห่ง สถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 191 แห่ง และโรงรับจำนำเอกชนอีก 208 แห่ง พบว่ามีประชาชนทั่วประเทศ 7,575,160 รายมาใช้ คิดเป็นยอดเงินจำนำ 64,921 ล้านบาท ...

We have "lives of students" or people of the future in our hands
- we decide if they are "smart" enough to be a scientist, a labourer, ...
- we decide when, where and how they get education and how much, ...
- we say we do these things for their benefits (child centred, ...)
- we believe we know "from experience" (the past) what best for them ("the future")
- ...(blaah blaah bla...)

I say we have learned nothing from our past - "how to create the future".
I say we should learn how natural selection works from looking at co-evolution.
Let us not treat our children as "OBJECTS" to be scultured and given responsibilities,
Let us "show" them (by example) how to be cultured and resoponsible
Would we, each of us, be a "model" our children can improve upon?

PS. My heart is down (with parents) - the money for a useless election could be BETTER SPENT.
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 514 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 มี.ค. 2549 (12:05)
ขออนุญาตินำเสนอความหมายของคำว่า การศึกษา ครับเพราะน่าจะประยุกต์ให้เข้ากับกระทู้นี้ได้

"การศึกษาคือ ชีวิต" "การศึกษาคือความเจริญงอกงาม" การศึกษาคือกระบวนการของสังคม (John Dewey)

การศึกษาคือ การฝึกอบรมด้านจริยธรรมและการเสริมสร้างสติปัญญาให้แกบุคลล(Aristole)

การศึกษาคือความเจริญงอกงามของขันธ์ 5 เพื่ออกุศลมูลจะได้เบาบางลง (สาโรช บัวศรี)

การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคลทั้งในด้านจิตใจ นิสัย และคุณสมบัติอย่างอื่นๆขบวนการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือที่คนรุ่นหนึ่งให้แก่อีกคนรุ่นหนึ่ง เครื่องมือนี้ถ้าไม่นำไปใช้ไม่เกิดประโยชนอันใด นอกจากนี้การศึกษายังเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการสร้างความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลเมือง เพื่อก่อใก้เกิดความมั่นคงขงรัฐตามที่รัฐต้องการ ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง(ภิญโญ สาธร)

การศึกษาคือการสร้างสมและถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ของมนุษย์เพื่อการแก้ปัญหาและยังให้เกิดความเจริญ การศึกษามีความจำเป็นที่ต่อเนื่อง และต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบการศึกษาอยู่เสมอ การศึกษามีความหมายกว้างขวางไกลและลึกกว่าการเรียนหนังสือ และการไปโรงเรียน การศึกษาก่อให้เกิดความเจริญทางพุทธิปัญญา จิตใจ สังคม และพลานามัย การศึกษามิใช่การเรียนรู้วิชา แต่เป็นการเรียนเพื่อให้ได้ความคิด นอกจากนี้การศึกษาเป็นการโน้มนำให้บุคคลเกิดความประจักษ์ใจ และพัฒนาความสามารถของตนให้รู้ว่าตนทำอะไรได้ มากกว่าการฝึกฝนเฉพาะอย่าง (เอกวิทย์ ณ ถลาง)

ผมเคยอ่านมีประเด็นอยู่ว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงานมีองค์ประกอบพอสรุปได้ดังนี้

1.มีความรู้ เกิดจากการเรียนรู้ ฝึก หัด อบ รม ในทางพระพุทธศาสนาสอนว่าบ่อเกิดแห่งปัญญามี 3 ทาง คือ 1. สุตมยปัญญา = ความรู้ที่เกิดจากการฟัง และการอ่าน (การรับข้อมูล) 2. จินตามยปัญญา = ความรู้ที่เกิดจาการได้คิด พิจารณา ครูควรเน้นกระบวนการให้เด็กรู้จักคิดให้เป็น คิดถูก คิดแก้ปัญญหา 3.ภาวนามยปัญญา = ความรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ลงมือทำนั้นเอง
2.มีความสามารถ คือ นำความรู้ที่มีมาสังเคราะห์มาเป็นงาน ชิ้นงาน ผลงาน ผมถือว่ามีความสำคัญมากเวลาตัดสินความดีความชอบ(ขอแสดงความยินดีกับหลายๆท่านสำหรับเดือนเมษายนนี้ครับ)ก็น่าจะพิจารณาจากความสามารถบางท่าน(เป็นบางคน)มีผลการเรียนสูงมากแต่ทำงานสู้ผลการเรียน 2 อ่อนๆไม่ได้เลยแต่ก็สนับสนุนผู้ที่กำลังศึกษาให้ทำผลการเรียนสูงๆไว้ดีแล้วครับ
3.การมีมนุษยสัมพันธที่ดี การทำงานเป็นทีม หลายความคิด หลายแรง ย่อมเกิดผลดีกว่า หัวเดียวกระเทียมลีบ เป็นไหนๆ ถึงจะมีความรู้ มีความสามารถ แต่ถ้าไม่ได้นำออกมาใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร บางคนน้อยใจเพื่อน เจ้านาย ตัดสินใจลาออกจากงานเลยไม่มีโอกาสได้แสดงความรู้ ความสามารถ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผู้ที่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้นั้นส่วนหนึ่งมาจากการมีมนุษยสัมพันธที่ดี(วันอาทิตย์ควรอยู่กับบ้านสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว) อย่างสำนวนที่ว่า คนไม่มีเพื่อน นกไม่มีปีก ขึ้นสูงไม่ได้ (ถ้าผิดก็ขออภัยด้วยนะครับ)
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2380 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 250 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 6 เม.ย. 2549 (19:20)
I see what 'education' today is and should be.
I see training to be 'economically able' (or functional) - but I like to see more 'naturally able'.
Education is (becoming) a tool for economy (supplying labour to industry demands).
Education is (ignoring) learners' lives, families, aspirations and cultures.

In olden days, it is enough to be accepted, to live by tradition and culture (that much eduation!)
Today, we must have good job, good clothes, good car and so on (like good robots do)
Most of us have to slave (or sell our soul) to get these things - and make others to do the same!
We forget how to sing and play, where grass grows, when chickens hatch, why fireflies flicker...
I will stop here and let us look below

สกศ.ตั้งเป้าเพิ่มบทบาทศึกษาเอกชน
(from http://www.norsorpor.com 6 April 2549)
ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมสภาการศึกษา เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ประชุมได้พิจารณาร่างแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 และมาตรา 81 และพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมาตรา 43, 45 และ 46 ที่ระบุให้รัฐสนับสนุนการศึกษาของเอกชนให้เท่าเทียมกับ ภาครัฐ โดยมีสาระสำคัญ 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การกำหนดมาตรการภาครัฐที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนภาคเอกชน 2.สนับสนุนด้านการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนให้เหมาะสมและเป็นธรรม 3.ลดหย่อนและยกเว้นภาษีให้สิทธิประโยชน์แก่สถานศึกษาเอกชน 4.ส่งเสริมให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ และ 5.ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการจัดการศึกษาเอกชน

รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐได้มีการส่งเสริมและพยายามให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามาโดยตลอด โดยได้มีการปรับนโยบายจากการควบคุมกำกับและติดตามมาเป็นการสนับสนุนส่งเสริมเพื่อให้การจัดการศึกษาของเอกชนสามารถพัฒนาไปได้ ประกอบกับงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนเอกชนสามารถปรับตัวและสร้างความหลากหลายในการจัดการศึกษา รวมถึงสามารถพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้ดี หากรัฐให้การสนับสนุนที่ชัดเจนและถูกต้องก็จะทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้มากขึ้น และยังสามารถลดภาระของรัฐได้เป็นจำนวนมากด้วย ซึ่งจากข้อมูลในแต่ละปีจะพบว่ารายจ่ายที่เอกชนเป็นผู้จัดการศึกษาจะอยู่ที่ประมาณ 22,000 ล้านบาท คิดเป็น 10% ที่รัฐลงทุน เพราะฉะนั้นถ้าเอกชนเข้ามาในสัดส่วนที่มากขึ้นการลงทุนของรัฐก็จะลดลงและการบริหารก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน

“ที่ประชุมยังได้ตั้งเป้าหมายว่าจะให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18% และรัฐจัดเอง 82% ให้เป็น เอกชนจัด 25% และรัฐจัด 75% แต่ที่ประชุมก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่ท้าทาย ดังนั้นควรตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 30% โดยมีมาตรการที่ชัดเจนและมีระบบตรวจสอบติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา” ดร.สมเกียรติ กล่าว...
SR (IP:144.134.69.159,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 6 เม.ย. 2549 (20:53)
เห็นด้วยครับๆ มันเป็นการเปลี่ยนอนาคต ของคนคนนั้นไปเลย อย่างผมชอบวิทย์มาก แต่ได้คณิตน้อย อ.แนะแนวปัดให้ผมไปสายศิลป์-ภาษา แทน ทั้งๆที่ไม่ได้เต็มใจอะไรเลย ตอนแรกที่ผมฝันไว้จะทำงาน ป่าไม้ ก็จะทำอะไรต่อไปในอนาคต ผังชีวิตที่สร้างไว้ ต้องปรับเปลี่ยนมันออกไป แบบนี้มันเป็นเหมือนการแกล้งกันอย่างไง ไม่รู้ แค่ผมได้ตัวสำรอง แต่ตอนสมัครสอบเอาวิทย์-คณิต พอไปรายงานตัวสำรอง ได้สายภาษาแทน เซ็งครับจะทำไรได้ เรามันแค่ตัวสำรอง รร.แบบนี้ จะมีหลายแห่งในประเทศไหม หรือผมต้องทนเรียนอีก3ปีอย่าง ไม่มีอนาคต...
ไนท์ (IP:58.147.107.39,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 15 เม.ย. 2549 (23:59)
ผมมาอีกแล้วครับ แฮ่ๆ
ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว

ผมคิดว่าการสร้างคนที่มีทักษะหลายด้าน ไม่ใช่ที่ที่จะมาทำกันในม.ปลาย หรือระบบการศึกษา แต่มันน่าจะเป็นการจัดเอาไว้ให้ได้หยิบยื่นมือมาหยิบกันไปมากกว่าคับ
ส่วนเรื่องที่เด็กอยากเป็นอะไรนั้น เช่นที่อ.นิรันดร์บอกว่า อยากจะเป็นหมอใช่ว่าจะได้เป็น ซึ่งเด็กคนนั้นอยากเป็นเพราะไปดูหนังมาหนังอะนะ ซึ่งถ้าเป็นความอยากที่ตั้งใจจริงๆแล้วล่ะก็ ถึงเขาจะไม่ได้เป็นหมอ ก็คงอยุ่ในแถวๆนั้นแหละครับ แล้วเขาก็จะทำอาชีพนั้นได้ดีด้วย ถ้าเราสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ได้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการอยากจะเป็น
VittruvienMan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 17 เม.ย. 2549 (10:07)
สนใจประเด็น

" การสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ "

ตาม คหพ. 15

ว่าเราจะจัดทำ หรือทำให้เป็นระบบได้อย่างไร

จะทำได้จริงๆ หรือไม่
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 17 เม.ย. 2549 (22:05)
จริงๆผมได้เรียนในโรงเรียนปกติของผมก็ถือว่าได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้วน่ะครับ
พยายามไม่คิดมากครับ นึกถึงเด็กในที่กันดารบางคนยังไม่มีโอกาสได้รับโอกาสนี้เลย ตั้งหน้าตั้งตาเรียนไป เขาจัดมาไงเราก็ไปตามนั้น
VittruvienMan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 18 เม.ย. 2549 (13:23)
We are drifters or go-with-flow travellers - we don't have a place in mind to go to.
Partly, because we are lucky to have a share in the wealth of 'our land',
and our education had never mattered THAT much before.

We can learn what 'on the plate' and become 'employees' - work for monthly pays.
We can see how to earn a living other ways; cook, sing, farm and ...
We can see a society of many interconnecting skills and people - learning and adapting...
If we learn only what we need (or want) to be 'free agents' in our society.
Free agents live and work by their own choosing: when, where and how.

Surely, this was the 'Thai' way of life before we were told to work for the 'economy'.

The education system may be drifting, going-with-flows and NOT taking your goals seriously.
You can keep quiet and wait... I would rather say what I want to choose now.

Of course, if you do not take your goal seriously, 1001 nights of dreaming won't help.
SR (IP:144.138.31.67,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 18 เม.ย. 2549 (19:30)
ผมก็ว่างั้นแหละ มันให้ผมไม่ได้หรอก และก็ไม่ต้องไปเรียกร้องอะไรด้วย เงียบไว้ แล้วก็รอ ลำพังความคิดเราเปลี่ยนเขาไม่ได้หรอก จะฝันพันครั้งมันก็ช่วยไม่ได้ แต่ที่นี่ช่วยได้นะ อิอิ
v c h a r k a r n . c o m
M.Shinoda เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 37 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 9 พ.ค. 2549 (04:29)
ดับฝันเอกชนขึ้นค่าเทอมปวส. 4 หมื่นบาท
http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=5124

...การพิจารณาขยายเพดานค่าธรรมเนียมการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ของโรงเรียนเอกชน จาก 20,000 บาทเป็น 40,000 บาทว่า เหตุผลที่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ชี้แจงเป็นเหตุผลเดิมๆซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ตนเห็นว่าหากมัวแต่ชี้แจงกันไปมาเรื่องก็คงไม่จบ ตนจึงหาข้อมูลด้วยตัวเองโดยการโทรศัพท์สอบถามอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง พบว่าการเรียนในระดับ ปวส.แบ่งเป็น 2 สายใหญ่ๆคือ สายพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนของสายพาณิชยกรรมขณะนี้ทราบว่ามีการเก็บอัตราค่าธรรมเนียมการเรียนอยู่ที่ประมาณ 13,700 บาท ส่วนสายอุตสาหกรรมมีการเก็บอัตราค่าธรรมเนียมการเรียนประมาณ 21,000 บาท จึงเห็นว่าหากมีการขยายเพดานออกไปถึง 40,000 บาท คงไม่มีประโยชน์ เพราะขยายเพดานขึ้นไปแล้วก็คงเก็บในอัตราดังกล่าวไม่ได้ และยังทำให้ประชาชนตกใจโดยใช่เหตุ ...

Here is another sample of "How a problem is solved by 'testing facts' (by phone)".
The facts suggest "many vocational schools wish to increase school fees
but they do not wish to open their (account) books.
And so the increase is to serve their intrinsic business-interests
rather than to maintain or increase 'quality' of student-interests."

The moral is that "we are still making decisions based on 'wishes' - not facts"
SR (IP:144.134.69.103,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 22 พ.ค. 2549 (14:02)
ผมจะหาที่เข้าเรียนก่อนอนุบาล ให้ลูกชายวัย 2 ขวบครึ่ง

ที่มีสภาพแวดล้อมดีๆ และอยู่ไม่ไกลบ้าน

... ก็ช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก


หรือว่าโอกาส มันจะเริ่มต่างกันตั้งแต่วัยก่อนอนุบาล เลยทีเดียว
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 22 พ.ค. 2549 (18:53)
So you have entered the wildwestworld,

Thai childcare, not to long ago was in the 'family' - care for by Nana and Pop or aunties ...
The family of many generations - all living, helping, working for the family's health and wealth.
Now our families are split - torn apart by eduation, employment and economy.

These are the cracks in eduation, in society, in economy, worst of all in our families.
We are TOO BUSY to see we spend more time slaving and NO TIME living with our family.
We spend 6 hours sleeping, 4 hours travelling, 2 hours eating and excreting, 8 hours working
4 hours a day is yours - to live - some of you may have more but most will be less lucky.

Remember your dream, 'when I grow up, ... live ... love and play ... with the family ...'

When we have enough of www. When we see what we become. When we want to be FREE again ...
SR (IP:144.134.69.25,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 16 มิ.ย. 2549 (14:35)
paticcasamuppada 13 มิถุนายน 2549 07:32:25
ปฏิจจสมุปบาท Unified Science สำหรับทุกศาสตร์

http://www.nokkrob.org/blog.php?obj=blog.view(45)&PHPSESSID=e446b03a8d86cc8b6d3228ff67d2c7d0

ก่อนหน้าที่มนุษย์จะสถาปนาสังคมตัวเองว่าเป็นยุคสมัยแห่งการรู้แจ้ง (The Age of Enlightenment) หรือยุคสมัยใหม่ (Modern Age) มนุษย์ฝากชีวิตไว้กับอำนาจสูงสุดที่มีเทพเจ้าเป็นศูนย์กลาง มนุษย์เป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ในจักรวาล อำนาจดังกล่าวถูกใช้โดยผ่านการตีความของผู้มีความรู้และอำนาจสูงกว่า ผลจากการที่มนุษย์ฝากชีวิตไว้กับอำนาจสูงสุดและอำนาจสูงสุดถูกนำไปใช้โดยผ่านการตีความของผู้มีความรู้และอำนาจสูงกว่าเพื่อเข้าข้างตัวเองดังกล่าว ทำให้เกิดการกดขี่ขมเหงระหว่างผู้ใช้อำนาจกับผู้ได้รับผลแห่งการใช้อำนาจนั้น เมื่อการกดขี่ข่มเหงนั้นเลยขีดจำกัด การลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความสมดุลของอำนาจจึงปะทุขึ้นในแผ่นดินนั้น
การปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. ๑๗๘๙ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงผลของการกดขี่จากการตีความอำนาจสูงสุดเพื่อเข้าข้างตัวเองของผู้มีความรู้และอำนาจสูงกว่า ซึ่งการกดขี่ข่มเหงดังกล่าวนั้นกินเวลายาวนานนับพันปีมาแล้วก่อนที่จะเกิดการลุกขึ้นต่อสู้นั้น อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติดังกล่าวไม่อาจส่งผลอย่างรุนแรงได้ หากไม่ได้รับพลังผลักดันจากความสำนึกในความเสมอภาคที่มาจากยุคแห่งการรู้แจ้ง เพราะในยุคแห่งการรู้แจ้งนี้มนุษย์เริ่มตระหนักถึงสิทธิและอำนาจของตัวเองอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดนักคิดที่ปฏิเสธอำนาจสูงสุด และปฏิเสธการใช้อำนาจสูงสุดนั้นโดยผ่านการตีความของผู้มีความรู้และอำนาจสูงกว่า จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายแห่งในห้วงเวลานั้นในเวลาใกล้ชิดกันบนแผ่นดินยุโรป ซึ่งเป็นผลจากการไหลมาประจวบกันของปรากฏการณ์สองปรากฏการณ์คือ การถูกกดขี่อันยาวนานกับความต้องการแสวงหาความเสมอภาคอย่างแรงกล้าของประชาชน จนกลายเป็นพลังทางสังคมอันยิ่งใหญ่ที่สามารถผลักดันอำนาจซึ่งสั่งสมมานานนับพันปีให้สั่นคลอนได้
จึงจะเห็นได้ว่า ความเป็นจริงทางสังคมก่อนยุครู้แจ้ง เป็นความเป็นจริงที่ถูกผูกขาดโดยอำนาจสูงสุด ที่ผ่านการตีความของผู้มีอำนาจและความรู้สูงกว่าเพื่อเข้าข้างตัวเอง ผลของการผูกขาดความรู้ดังกล่าวนั้น ทำให้เกิดการกดขี่ข่มเหงทางสังคมที่ยาวนานนับพันปี เมื่อมาประจวบกับพลังสำนึกแห่งความเสมอภาคจากยุคสมัยใหม่ ทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นของประชาชนผู้ถูกกดขี่ดังที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้น
ก่อนที่พายุแห่งการเปลี่ยนแปลงจะพัดมาถึงแผ่นดินยุโรป พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงได้เริ่มก่อตัวขึ้น การก่อตัวเริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมองของมนุษย์ต่อตัวเองและต่อโลก เป็นจุดเปลี่ยนจากยุคสมัยเก่าสู่ยุคสมัยใหม่ ในยุคสมัยใหม่นี้ความรู้ไม่ได้ผูกติดไว้กับอำนาจสูงสุดอีกต่อไป ความรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์ปัจเจกสามารถสร้างขึ้นมาเองได้โดยผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเหตุผลของมนุษย์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาและพิสูจน์โดยเหตุผลของมนุษย์เอง ทำให้มนุษย์หันหลังให้กับอำนาจสูงสุด หันหลังให้กับธรรมชาติแล้วมายึดตัวเองเป็นศูนย์กลางแทนธรรมชาติ มนุษย์พยายามหาวิธีเอาชนะธรรมชาติที่ทำให้มนุษย์รู้สึกไม่สะดวกสบาย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทุกแขนงมีจุดเริ่มต้นจากยุคนี้
ผลจากการปฏิวัติความเป็นจริงทางสังคมในยุคสมัยใหม่นี้ ทำให้มนุษย์มีอิสระมากขึ้นในการแสวงหา ในการบริโภค ในการสะสมทรัพยากร ผลจากการปฏิวัติสู่ยุคสมัยใหม่ดังกล่าวด้านหนึ่งทำให้มนุษย์รู้สึกราวกับว่าสังคมเข้าสู่ยุคแห่งแสงสว่างอย่างแท้จริง แต่ในอีกด้านหนึ่งอาจเป็นความมืดที่แผ่ปกคลุมสังคมมนุษย์โดยที่มนุษย์ไม่รู้ตัวหรืออาจรู้ตัวแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญ ผลด้านมืดจากการปฏิวัติความเป็นจริงทางสังคมดังกล่าว นำไปสู่การทำลายล้างครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษย์นับแต่มีมนุษย์อุบัติขึ้นมาบนโลก ผลิตผลด้านมืดของการปฏิวัติความเป็นจริงทางสังคมในยุคสมัยใหม่นั้นเริ่มก่อตัวขึ้น เมื่อชาติรัฐต่าง ๆ เร่งแสวงหาทรัพยากรเพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตที่ชาติรัฐตัวเองสามารถผลิตได้มากขึ้น เนื่องจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีเพิ่มขึ้น
การแก่งแย่งทรัพยากรระหว่างชาติรัฐที่มีอำนาจนำไปสู่วงจรแห่งสงครามอีกเหมือนครั้งก่อน แต่สงครามคราวนี้ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อความเสมอภาคของประชาชน หากแต่เป็นสงครามที่เป็นไปเพื่อสนองตัณหาของชาติรัฐที่มีอำนาจทั้งหลายในยุคนั้น เป็นสงครามที่น่าหวาดกลัวมากกว่าสงครามของประชาชนเกินกว่าจะพรรณนา ปรากฏการณ์เช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าความรู้ที่ได้มาจากยุคสมัยแห่งการรู้แจ้งเป็นเสมือน “ยาเบื่อ” ที่เมื่อมนุษย์เสพเข้าไปแล้ว บางพวกเกิดอาการหิวกระหาย บางพวกเกิดอาการหลอนประสาทเห็นกงจักรเป็นดอกบัว สังคมที่เป็นผลิตผลแห่งการปฏิวัติความเป็นจริงทางสังคมของยุคสมัยใหม่จึงดูเหมือนจะพบกับทางตัน ทำให้เกิดนักคิดที่มีแนวคิด “เพี้ยน” ขึ้นหลายคนในแผ่นดินยุโรป นักคิด “เพี้ยน” เหล่านั้นถูกเรียกหรือจัดอยู่ในกลุ่มนักคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodern) หรือหลังโครงสร้างนิยม (Post-structuralism)
ความเป็นจริงทางสังคมของยุคหลังสมัยใหม่หรือหลังโครงสร้างนิยมนี้ยังคงมีพลังผลักดันจากนักคิดปัจเจกชนเช่นเดียวกับนักคิดในยุคสมัยใหม่ นักคิดยุคหลังสมัยใหม่นั้น สำหรับในบางทรรศนะเห็นว่านักคิดสำนักนี้ให้คุณูปการอันใหญ่หลวงกับสังคม แต่ในบางทรรศนะกลับเห็นว่า นักคิดหลังยุคสมัยใหม่เหล่านี้ ไม่ได้แตกต่างไปจากนักคิดในยุคสมัยใหม่เลยในแง่การนำไปสู่ปัญหาใหม่ ในทางกลับกันอาจเห็นว่านักคิดหลังสมัยใหม่ให้คุณค่าที่เป็นรูปธรรมแก่สังคมน้อยกว่านักคิดในยุคสมัยใหม่ด้วยซ้ำไป ทางสำนักหลังสมัยใหม่โต้แย้งว่า รูปธรรมที่นำเสนอโดยนักคิดสมัยใหม่ในนามของ ประชาธิปไตยบ้าง สังคมนิยมบ้าง เป็นเสมือนมายาคติ (mythology) ที่ทำให้มนุษย์กลายเป็นทาส (enslave) ของมายาคติทางสังคมเท่านั้น ฉะนั้นมนุษย์จึงสมควรได้รับการปลดปล่อยสู่ความเป็นอิสระ (emancipation) อย่างไรก็ตาม วิธีการของนักคิดยุคหลังสมัยใหม่ที่กระทำเพียงวิพากษ์ (critic) รื้อถอน (deconstruct) เพื่อปลดปล่อย (emancipate) ผู้คนจากมายาคติทางสังคม แต่ไม่ได้เสนอตัวแบบความเป็นจริงทางสังคมที่ชัดเจนเพื่อเป็นแนวทางสำหรับสังคม เป็นผลให้แนวความคิดของนักคิดยุคหลังสมัยใหม่รบกวนจิตใจนักปรัชญาสังคมศาสตร์ที่ชื่นชมความรู้จากยุคสมัยใหม่อยู่เนือง ๆ
ผลต่อชีวิตและสังคมที่สืบเนื่องมาจากการเข้ามามีอิทธิพลของความเป็นจริงทางสังคมยุคหลังสมัยใหม่ มีความซับซ้อนเป็นหลายเท่าทวีคูณเมื่อเทียบกับการเข้ามามีอิทธิพลของความเป็นจริงทางสังคมยุคสมัยใหม่แทนความเป็นจริงทางสังคมยุคคลาสสิก เพราะเป็นธรรมดาที่ปฏิสัมพันธ์ในจำนวนสามมีมากกว่าปฏิสัมพันธ์ในจำนวนสอง ยิ่งไปกว่านั้น การแทนที่ทางความคิดไม่เหมือนการแทนที่ทางวัตถุที่สามารถรับรู้ทางประสาทสัมผัสได้ง่ายและชัดเจน แต่การแทนที่ทางแนวความคิดอาจเปรียบได้กับการแทนที่ของกระแสลมที่อาจดูแผ่วเบาแต่นำมาซึ่งผลกระทบอันยิ่งใหญ่ ตัวอย่างเช่น การไหลมาแทนที่ของกระแสลมเย็นในบริเวณที่กระแสลมร้อนลอยตัวสูงขึ้น ในธรรมชาติกระแสลมแค่เพียงสองกระแสคือร้อนกับเย็น ยังทำให้เกิดความซับซ้อน สับสน วุ่นวายในธรรมชาติได้ใหญ่หลวงขนาดนี้ ในสังคมมนุษย์ กระแสแห่งความเป็นจริงทางสังคมที่ยังคงไหลเวียนอยู่ มีอย่างน้อยสามกระแสใหญ่ ๆ ความซับซ้อน สับสน วุ่นวายทางสังคม จึงเป็นสภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย สภาวะดังกล่าวเป็นสภาวะที่ยากยิ่งในการหาคำอธิบายที่ชัดเจน หรืออาจไม่มีทางเป็นไปได้เลย
คำอธิบายสังคมของนักคิดยุคหลังสมัยใหม่นั้น อาจทำได้ดีที่สุดเพียงคิดคำใหม่ ๆ ขึ้นมาทั้ง ๆ ที่อาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคำเหล่านั้นอธิบายสังคมได้จริงหรือไม่ แต่ก็พยายามอธิบายเพื่อทำความเข้าใจสังคม และหาหนทางนำสังคมสู่ความสงบสุข ในที่สุดนักคิดกลุ่มหนึ่งก็ได้พยายามเสนอทางออกสำหรับอธิบายความเป็นจริงทางสังคม โดยเสนอว่าความรู้ทั้งหลายเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมา นักคิดกลุ่มนี้อาจเป็นที่รู้จักในนาม “สัจจะนิยมสรรค์สร้าง” (Constructive Realism) หรือบางคนอาจเรียกกลุ่มนี้ว่าพวก “พ้นหลังสมัยใหม่” (After Postmodern) อย่างไรก็ดี มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่านักคิดกลุ่มนี้กำลังกลับไปสู่การเริ่มต้นของความเป็นจริงทางสังคมแบบสมัยใหม่อีกครั้งหนึ่ง แม้อาจจะไม่วนซ้ำรอยเดิมแต่ก็อาจมีลักษณะวงจรที่คล้ายกัน คือเริ่มจากคิดค้น สร้างความรู้ขึ้นมา จนยึดติดกับความรู้นั้นในระดับที่ก่อให้เกิดปัญหา แล้วก็วิพากษ์หักล้าง เมื่อหักล้างแล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่เป็นวัฏฏะจักรไม่รู้จบสิ้น ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วเมื่อไหร่สังคมมนุษย์จะพบกับสันติ หรือว่านี่เป็นวิถีความเป็นจริงทางสังคมของมนุษย์ เป็นไปธรรมชาติ เป็นวัฏฏะจักรของสังคมมนุษย์
วิวัฒนาการของความเป็นจริงทางสังคมที่ได้กล่าวมาตั้งแต่ต้นนั้น ชี้ให้เห็นความพยายามของมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยว่า มนุษย์ได้พยายามดิ้นรนเพื่อแสวงหาสันติสุขให้กับมนุษย์และสังคม แต่ด้วยวิธีการของการสืบค้นความเป็นจริงทางสังคมที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของการคาดเดา โดยที่นักปรัชญาสังคมศาสตร์เหล่านั้นอาจไม่เคยเห็น หรือไม่เคยรู้จักสังคมจริง ๆ เลย เขาจึงใช้วิธี “คลำ” สังคมในการหาความรู้เกี่ยวกับสังคม เมื่อคลำไปพบส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมแล้วก็สร้างข้อสรุป โดยใช้การคาดเดาหรือการ “ทึกทักเอา” วิธีการของนักปรัชญาสังคมศาสตร์ดังกล่าว จึงไม่ต่างไปจากวิธีการของ “ตาบอดคลำช้าง” ทำให้การสืบค้นความเป็นจริงทางสังคมที่ได้มาจากวิธีการของ “คนตาบอด” ไม่สามารถนำมนุษย์กับสังคมไปสู่จุดหมายได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในวิวัฒนาการการสืบค้นความเป็นจริงทางสังคมที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ความพยายามของมนุษย์ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีนั้น นอกจากจะไม่สามารถนำมนุษย์กับสังคมไปสู่สันติสุขได้แล้ว ยังดูเหมือนว่าจะนำมนุษย์และสังคมออกห่างจากจุดหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังคมมนุษย์เราจะตกอยู่ในมือของนักค้นหาความเป็นจริงทางสังคมแบบ “ตาบอดคลำช้าง” มาเป็นเวลาหลายศตวรรษนับแต่ยุคสมัยแห่งการรู้แจ้งหรือการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) เป็นต้นมาแล้วก็ตาม สังคมมนุษย์ก็มิใช่จะมืดมิดเสียทีเดียว ภูมิปัญญาที่เคยนำสันติสุขมาสู่มนุษย์และสังคมมาเป็นระยะเวลาหลายพันปี ก่อนที่มนุษย์จะละทิ้งภูมิปัญญาเหล่านั้นไป เพราะมนุษย์เข้าใจผิดว่าตัวเองเป็นผู้รู้แจ้ง เข้าใจผิดว่าตัวเองสามารถอยู่เหนือธรรมชาติได้ แล้วกลับไปยึดวิธีการ “คาดเดา” วิธีการ “ทึกทักเอา” ที่มนุษย์ตั้งชื่อเสียใหม่เพื่อจะให้สังคมศาสตร์มีความแข็งแกร่งแบบวิทยาศาสตร์ว่า “วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์” (scientific method) ซึ่งกว่าที่มนุษย์จะรู้ว่าเป็นการเดินผิดทางก็ล่วงไปเกือบสามร้อยปีแล้ว ช่วงเวลาสามร้อยปีอาจดูเหมือนยาวนานถ้าเทียบกับอายุของมนุษย์คนหนึ่ง แต่ถ้าเทียบกับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติแล้ว เป็นเวลาเพียงชั่วอึดใจ สัดส่วนของเวลาเพียงชั่วอึดใจ กับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับมนุษย์และสังคม
ภูมิปัญญาที่เคยสร้างสันติสุขแก่มนุษย์และสังคมเมื่อหลายพันปีก่อน เป็นภูมิปัญญาที่มีอยู่กับโลก ไม่ว่าโลกตะวันตก หรือโลกตะวันออก ในโลกตะวันตกเรียกว่า “ปัญญาแห่งการปฏิบัติอันลุ่มลึก” (Phronesis) สอนโดยอริสโตเติ้ล ในโลกตะวันออกเรียกว่า “การปฏิบัติธรรม” สอนโดยพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “ปัญญาแห่งการปฏิบัติอันลุ่มลึก” หรือคำว่า “การปฏิบัติธรรม” ก็ไม่ทำให้ความหมายแตกต่างกัน เพราะเน้นที่คำว่า “ปฏิบัติ” เพราะฉะนั้น หากจะก้าวล่วงวิธีการค้นหาความเป็นจริงโดยวิธีการ “คาดเดา” และ “ทึกทักเอา” ก็ต้องไปให้ถึงการค้นหาความเป็นจริงด้วยการปฏิบัติจริง “การจัดการความรู้” เพื่อนำไปสู่ “การเรียนรู้” เป็นวิธีการแห่ง “การปฏิบัติ” วิธีหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถทำให้มนุษย์เข้าถึงความรู้ตามความเป็นจริง ทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน” (transformations) ขึ้นในตัวมนุษย์และโครงสร้างทางสังคมของมนุษย์
โครงสร้างทางสังคมเป็นหนึ่งในความเป็นจริงทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด เพราะโครงสร้างทางสังคมเป็นเสมือน “คุกทางสังคม” ที่กักขังมนุษย์ไว้ไม่ให้เข้าถึงเสรีภาพที่แท้จริง ในประวัติศาสตร์การค้นหาความเป็นจริงทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อระบบการศึกษาของโลกที่ผ่านมา ดูเหมือนว่านอกจากจะไม่สามารถทำให้มนุษย์เห็นโครงสร้างทางสังคมตามจริงแล้ว ยังดูราวกับว่าจะไปทำให้โครงสร้างทางสังคม หรือ “คุกทางสังคม” มีความซับซ้อนมากขึ้นไปอีก ยิ่งวิธีการในการค้นหาความเป็นจริงทางสังคมในระบบการศึกษายิ่งก้าวหน้ามากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้ “คุกทางสังคม” มากขึ้นเท่านั้น

ในขณะที่มนุษย์ในซีกโลกตะวันตกพยายามค้นหาวิธีการสืบค้นความเป็นจริงทางสังคมและเผยแพร่ปรัชญานั้นจนแผ่อิทธิพลไปทั่วโลก หากย้อนหลังไปก่อนหน้านั้น ก่อนหน้าที่เขาจะประกาศว่าสังคมเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการรู้แจ้งมากกว่าสองพันปี ในซีกโลกตะวันออก ในดินแดนของชมพูทวีป มีมหาบุรุษผู้หนึ่งนามว่า “เจ้าชายสิทธัตถะ” พระองค์ทรงค้นพบกฎธรรมชาติ กฎที่วิธีการสืบค้นความเป็นจริงทางสังคมไม่อาจเทียบเคียงได้ กฎที่อธิบายทุกสรรพสิ่งในธรรมชาติ ตั้งแต่เศษธุลีดิน ชีวิต ไปจนถึงดวงดาวและเอกภพ กฎที่ทำให้ผู้ที่เห็นแจ้งด้วยใจตนเอง กลายเป็นผู้ที่เข้าถึงความรู้ที่สมบูรณ์ เป็นความรู้ที่ไม่ต้องคาดเดาแบบปรัชญาเชิงศาสตร์ทั้งมวล กฎนั้นคือกฎแห่งสภาพที่อาศัยกันเกิดขึ้นของสรรพสิ่ง กฎนั้นมีภาษาเรียกดั้งเดิมว่า “ปฏิจจสมุปบาท” (Dependent Origination)
กฎแห่งธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้น แม้องค์มหาบุรุษผู้ทรงค้นพบเองยังทรงยอมรับว่าเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง ยากแก่การเข้าใจของคนทั่วไป แต่ด้วยพระเมตตาที่ยิ่งใหญ่จึงทรงหาหนทางที่จะสอนธรรมนี้แก่ผู้ที่อยู่ในวิสัยที่จะเข้าใจได้ ปฏิจจสมุปบาทจึงได้รับการนำออกเผยแพร่ และให้คุณูปการแก่มนุษย์ชาติมามากกว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว
ปฏิจจสมุปบาทโดยความเป็นธรรมบริสุทธิ์นั้น พระองค์ทรงสอนเพื่อให้มนุษย์ใช้เป็นหนทางในการทำความเข้าใจชีวิตเพื่อความพ้นทุกข์ของมนุษย์ ในอรรถกถาจารย์ฝ่ายเถรวาทเองได้มีการตีความต่างกัน ตามยุคสมัยและภาษาที่เปลี่ยนไป โดยอาจจับการตีความได้เป็นสามแนวทางคือ การตีความเพื่ออธิบายการหลุดพ้นแบบข้ามภพข้ามชาติ การตีความเพื่ออธิบายการหลุดพ้นในชาตินี้และเดี๋ยวนี้ โดยทั้งสองแนวทางนั้นมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และตีความปฏิจจสมุปบาทเพื่อนำมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม โดยแนวคิดนี้มีได้รับอิทธิพลจากการตีความของแนวทางที่สอง อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเห็นด้วยกับนักวิชาการทางพระพุทธศาสนาร่วมสมัยท่านหนึ่งที่สรุปว่า “ปฏิจจสมุปบาทอธิบายทั้งขณะปัจจุบันและการเวียนว่ายตายเกิด” ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการนำไปใช้เพื่ออธิบายอะไร แต่ยังคงมีเป้าหมายร่วมกันคือ เพื่อให้มนุษย์เห็นธรรมทั้งหลายตามจริง เพื่อการละวางความยึดมั่นถือมั่นในธรรมทั้งหลาย เพื่อความดับสนิทแห่งทุกข์ทั้งมวล
การนำธรรมะในพระพุทธศาสนามาประยุกต์เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมและชีวิตสมัยใหม่มีปรากฏให้เห็นอยู่เนือง ๆ รวมทั้งธรรมะหมวดปฏิจจสมุปบาทด้วยแม้จะไม่ปรากฏให้เห็นบ่อยนัก การนำปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมดังกล่าวนั้น ได้อธิบายกฎความสืบเนื่องต่อกันเพียงในระดับของกิจวัตรประจำวันของมนุษย์และปรากฏการณ์ธรรมชาติโดยทั่วไปเท่านั้น ยังไม่ได้นำปฏิจจสมุปบาทไปอธิบายความเป็นจริงของโครงสร้างทางสังคมในประเด็นที่ว่า อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ และทุกข์ อธิบายโครงสร้างทางสังคมไอ้อย่างไร เมื่อวิเคราะห์โดยหลักปฏิจจสมุปบาท
นอกจากนี้การนำปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมเท่าที่ปรากฏ ยังไม่ครอบคลุมถึงประเด็นที่ว่า ความไม่รู้ของมนุษย์ทำให้เกิดการปรุงแต่งเป็นสังขาร สังขารนำไปสู่วิญญาณ วิญญาณนำไปสู่นามรูป นามรูปนำไปสู่สฬายตนะ สฬายตนะนำไปสู่ผัสสะ ผัสสะนำไปสู่เวทนา เวทนานำไปสู่ตัณหา ตัณหานำไปสู่อุปทาน อุปาทานนำไปสู่ภพ ภพนำไปสู่ชาติ และชาตินำไปสู่ทุกข์ เป็นโครงสร้างทางสังคมได้อย่างไร เมื่อวิเคราะห์โดยหลักปฏิจจสมุปบาท
ยิ่งไปกว่านั้น การนำปฏิจจสมุปบาทมาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมเท่าที่ปรากฏ ยังไม่ได้นำเสนอในประเด็นที่ว่า จะสร้างและจัดกระบวนการเรียนรู้รู้ร่วมกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ความเป็นจริงเรื่องโครงสร้างทางสังคมตามจริงตามหลักปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญที่สุด เพราะปฏิจจสมุปบาทและธรรมอื่น ๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เป็นธรรมอันประเสริฐที่ตรัสไว้ดีแล้ว สมบูรณ์แล้วในตัวเอง ศาสนิกชนเพียงแค่คิดหาอุบายวิธีและทดลองปฏิบัติด้วยตัวเอง การเข้าถึงธรรมที่พระองค์ทรงสั่งสอนเป็นสิ่งที่พึงคาดหวังได้อย่างแน่นอน
จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด ทำให้เห็นได้ชัดว่าวิธีการค้นหาความเป็นจริงทางสังคม (social reality inquiry) ที่มีอิทธิพลต่อสังคมมนุษย์และกำลังชี้นำสังคมมนุษย์อยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นการแสวงหาความรู้ที่ทำให้มนุษย์ได้ความรู้ทางสังคมที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ ความรู้นั้นได้นำพามนุษย์และสังคมไปสู่ความมืด ขณะเดียวกันวิธีการค้นหาความเป็นจริงทางสังคมที่จะนำมนุษย์และสังคมไปสู่ความสว่างกลับไม่มีอิทธิพลต่อสังคม และไม่มีโอกาสชี้นำสังคม หรือหากมีก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะขับไล่ความมืดที่กำลังปกคลุมมนุษย์และสังคมได้
ดังนั้น การมองย้อนกลับไปทบทวนวิธีการค้นหาความเป็นจริงทางสังคมที่ผ่านมาของปรัชญาสังคมศาสตร์ในอดีตเพื่อหาจุดบกพร่อง แล้วหันกลับไปทบทวนคำสอนของมหาบุรุษผู้ค้นพบกฎธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเพื่อค้นหาคำตอบสำหรับคำถามที่ว่า มีการตีความและอธิบายอย่างไร จึงสามารถทำให้มนุษย์ในแต่ละยุคแต่ละสมัยเข้าใจคำสอนและนำไปปฏิบัติได้ เพื่อเป็นแนวทางของการตีความและอธิบายสำหรับปัจจุบันและอนาคต และก่อให้เกิดความพยายามหาคำอธิบายสำหรับคำถามที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถนำเอากฎธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นมาบูรณาการเป็น “การเรียนรู้ความเป็นจริงในโครงสร้างทางสังคม” เพื่อให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันและอนาคตเห็นสังคมตามจริงได้ เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการขับไล่ความมืดแล้วนำแสงสว่างมาสู่มนุษย์และสังคมอย่างยั่งยืนสืบไป

หรือท่านเห็นเป็นอย่างอื่น ความรู้จะงอกเงยเป็นทวีคูณ เมื่อเรามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันครับ

สวัสดิ์
post by นายสวัสดิ์ พุ้มพวง @07:32:25
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 514 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 17 มิ.ย. 2549 (05:53)
ค่อนข้างยาวมาก ที่จะอ่านบนหน้าคอมพิวเตอร์
พอจะจับข้อความที่โดนใจ ได้บ้างดังนี้


1. การกดขี่จากการตีความอำนาจสูงสุดเพื่อเข้าข้างตัวเองของผู้มีความรู้และอำนาจสูงกว่า

2. ในยุคสมัยใหม่นี้ความรู้ไม่ได้ผูกติดไว้กับอำนาจสูงสุดอีกต่อไป ความรู้เป็นสิ่งที่มนุษย์ปัจเจกสามารถสร้างขึ้นมาเองได้

3. คำอธิบายสังคมของนักคิดยุคหลังสมัยใหม่นั้น อาจทำได้ดีที่สุดเพียงคิดคำใหม่ ๆ ขึ้นมาทั้ง ๆ ที่อาจไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าคำเหล่านั้นอธิบายสังคมได้จริงหรือไม่

4. หากจะก้าวล่วงวิธีการค้นหาความเป็นจริงโดยวิธีการ “คาดเดา” และ “ทึกทักเอา” ก็ต้องไปให้ถึงการค้นหาความเป็นจริงด้วยการปฏิบัติจริง

5. ติดกับความรู้นั้นในระดับที่ก่อให้เกิดปัญหา แล้วก็วิพากษ์หักล้าง เมื่อหักล้างแล้วก็สร้างขึ้นมาใหม่เป็นวัฏฏะจักรไม่รู้จบสิ้น

6. เขาจึงใช้วิธี “คลำ” สังคมในการหาความรู้เกี่ยวกับสังคม เมื่อคลำไปพบส่วนใดส่วนหนึ่งของสังคมแล้วก็สร้างข้อสรุป โดยใช้การคาดเดาหรือการ “ทึกทักเอา”

7. โครงสร้างทางสังคมเป็นหนึ่งในความเป็นจริงทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มากที่สุด เพราะโครงสร้างทางสังคมเป็นเสมือน “คุกทางสังคม” ที่กักขังมนุษย์ไว้ไม่ให้เข้าถึงเสรีภาพที่แท้จริง

8. วิธีการค้นหาความเป็นจริงทางสังคม (social reality inquiry) ที่มีอิทธิพลต่อสังคมมนุษย์และกำลังชี้นำสังคมมนุษย์อยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้น เป็นการแสวงหาความรู้ที่ทำให้มนุษย์ได้ความรู้ทางสังคมที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงตามธรรมชาติ

9. จะสร้างและจัดกระบวนการเรียนรู้รู้ร่วมกันเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ความเป็นจริงเรื่องโครงสร้างทางสังคมตามจริงตามหลักปฏิจจสมุปบาทได้อย่างไร

10. ทำอย่างไรจึงจะสามารถนำเอากฎธรรมชาติที่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาทนั้นมาบูรณาการเป็น “การเรียนรู้ความเป็นจริงในโครงสร้างทางสังคม” เพื่อให้มนุษย์ในยุคปัจจุบันและอนาคตเห็นสังคมตามจริงได้




คำตอบก็บอกชี้ชัดอยู่แล้วครับว่า ต้องปฏิบัติดี เพื่อให้รู้จริง รู้จริงเพื่อให้ปฏิบัติดียิ่งๆขึ้นไป


เริ่มจากตัวเราให้ได้ และค่อยๆขยายออกไป

ไม่ใช่เพียงการไปเรียกร้อง คาดหวังอะไรกับสังคม หรือ คนอื่น โดยที่เราก็ยังไม่ได้ลงมือลงแรงทำอะไร
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 15 ม.ค. 2550 (17:34)
Happy New Life to all.

Judging from the article below - time to find one's own niche in education and in life
- may be not that far away. Just dream on .

สอนเด็กให้รู้จักคิด ผู้ใหญ่ต้องเป็นตัวอย่าง
http://www.norsorpor.com/go2.php?u=http%3A%2F%2Fwww.bangkokbiznews.com%2Fbody_redirect.jsp%3Fredirect%3D1%26newsid%3D147343
15 มกราคม 2550 น.
ดร.บวร ปภัสราธร

ว่ากันว่า ปัจจุบันนี้ความสามารถในการคิดค้นสร้างสรรค์ เป็นสิ่งจำเป็นต่อความก้าวหน้าของชีวิตผู้คน เพราะถ้าคิดกันแบบเดิมๆ ก็จะมีแต่ของเดิมๆ จะค้าขายอะไรก็มีแต่ของเดิมๆ ไปขาย ซึ่งย่อมมีรายได้มีกำไรน้อยกว่าคนที่มีของแปลกใหม่ ที่น่าสนใจมาเสนอขายอยู่เสมอ บริการแบบเดิมๆ ที่เสนอต่อลูกค้าย่อมสู้บริการใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่ได้ ถ้าจะขายแข่งก็ต้องหันไปลดราคาลงมาสู้ ดังนั้น การสร้างคุณค่าใหม่ จึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรแสวงหาอยู่ในปัจจุบัน

ถ้าจะให้ผู้คนรู้จักคิดหาของใหม่ได้นั้น ต้องเริ่มตั้งแต่เป็นเด็กๆ เพราะไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก กระบวนวิธีคิดของเด็กๆ มักจะยังไม่มีกรอบกำกับไว้หนาแน่นเหมือนกับของผู้ใหญ่ ยิ่งเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเท่าใดก็ถูกล้อมกรอบความคิดมากขึ้นเท่านั้น หลายอย่างที่เด็กๆ คิดได้ ผู้ใหญ่กลับคิดไม่ถึง ไม่ใช่เพราะเด็กเก่งกว่าผู้ใหญ่ แต่เป็นเพราะเด็กยังไม่มีกรอบครอบความคิดเอาไว้เหมือนผู้ใหญ่ต่างหาก

หลายประเทศจึงทุ่มเทปรับปรุงระบบการศึกษาให้เด็กๆ ของตนถูกฝึกให้มีทักษะใหม่ในการคิดสร้างสรรค์ มีกระบวนวิธีคิดแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้มองเห็นนวัตกรรมใหม่ได้ดีกว่าที่ผู้ใหญ่เคยเป็น แม้แต่ในประเทศที่เคยเชื่อมั่นอย่างสูงในเรื่องที่ต้องการให้ผู้คนคิดเหมือนกันทั้งประเทศ เคยเชื่อว่าถ้าคิดเหมือนผู้นำแล้วประเทศจะก้าวหน้าไปได้ด้วยดี ใครคิดต่างจากผู้นำถือว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

ประเทศเหล่านี้กลับกลายมาเป็นผู้นำในการปฏิรูปการศึกษาให้ลูกหลานของพวกเขามีอิสระในเรื่องกรอบความคิดได้อย่างไม่น่าเชื่อ เขากล้ายอมรับที่จะเห็นลูกหลานของเขามีวิธีคิดที่แตกต่างไปจากคนในรุ่นของตนเองได้ แม้ว่าวิธีคิดแบบเดิมนั้นจะทำให้ประเทศของเขาเปลี่ยนจากประเทศที่ยากจน กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ภายในแค่ชั่วอายุคนหนึ่งเท่านั้น

พวกเขาปรับเปลี่ยนจากการศึกษาที่มีหลักสูตรตายตัวมีตารางสอนกำหนดไว้ชัดเจนว่า ปีไหนต้องเรียนอะไร ไปโรงเรียนเวลาใดต้องทำอะไร ห้องเรียนที่เคยจำกัดตัวเองอยู่เฉพาะภายในอาคาร กลับกลายมาเป็นโรงเรียนที่มีหลักสูตรหลากหลายไม่ตายตัว ดัดแปลงไปได้ตามความต้องการของเด็กแต่ละคน ตารางสอนที่ได้กำหนดไว้ เป็นเพียงแค่คำแนะนำสำหรับการเรียน ซึ่งเด็กๆ สามารถวางแผนเวลาเรียนของตนเองได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องสอดคล้องกับทรัพยากรที่โรงเรียนมีอยู่

ห้องเรียนนั้นขยายพื้นที่กว้างไกล ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ภายในอาคารเรียน แต่ขยายออกไปครอบคลุมทุกหนทุกแห่งทั่วประเทศหรือแม้แต่ทั่วโลกเท่าที่อินเทอร์เน็ตจะไปถึง การสอนของครูอาจารย์ถูกเติมเต็มด้วยการค้นคว้าหาความจริงร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียน คุณครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้เล่าเรื่องให้ฟังมาเป็นผู้แนะนำหนทางในการเรียนรู้

ผลจากการที่ผู้ใหญ่ในประเทศที่เคยเชื่ออย่างมากในเรื่องของความคิดเดียวกันทั้งประเทศ ยอมรับที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน เพียงไม่กี่ปีก็พบว่าประเทศที่เคยเชื่อกันว่าทำได้แต่งานอุตสาหกรรม ผู้คนไร้ศิลปะ ไร้จินตนาการ กลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าและบริการที่เติมเต็มไว้ด้วยศิลปะและจินตนาการยิ่งกว่าผลผลิตของบางประเทศที่พร่ำพูดมาตลอดว่า ผู้คนของตนมีศิลปะ มีวัฒนธรรมเสียอีก

การที่จะทำให้ลูกหลานมีทักษะ มีวิธีคิดแบบใหม่ที่เหมาะสมกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้นั้น หลายตำราบอกไว้ตรงกันว่า ต้องเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้วางแผนเรื่องต่างๆ มากๆ เรื่องเล็กเรื่องน้อยก็ต้องส่งเสริมให้เด็กๆ วางแผนของตนเอง เมื่อเด็กวางแผนแล้วผู้ใหญ่ก็ต้องรู้จักยอมรับฟัง แม้ว่าแผนที่เด็กๆ กำหนดขึ้นนั้นจะแตกต่างไปจากแบบฉบับที่ผู้ใหญ่เคยเชื่อก็ตาม ซึ่งไม่เพียงแต่จะต้องฟังแผนของเด็กๆ ผู้ใหญ่จะต้องรู้จักตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ในทางบวกให้เด็กเห็นว่า จะทำให้แผนของตนเองนั้นดีขึ้นได้อย่างไร

เด็กๆ ต้องถูกพัฒนาให้รู้จักการวิพากษ์วิจารณ์ในทางบวก รู้จักฟังความคิดเห็นของคนอื่นไปพร้อมๆ กับที่รู้จักวิธีที่จะเสนอแนะโดยไม่มีการทำร้ายจิตใจระหว่างกัน ถ้าเด็กๆ ได้วางแผนบ่อยๆ ได้วิจารณ์และได้รับคำวิจารณ์ในทางบวกเป็นประจำ โอกาสที่พวกเขาจะเห็นสิ่งใหม่ย่อมสูงกว่าการที่พวกเขาถูกกำหนดให้ทำตามแบบฉบับของผู้ใหญ่ และถูกตำหนิเมื่อเขาทำในสิ่งที่แตกต่างไปจากสิ่งที่ผู้ใหญ่คาดหวังเอาไว้อย่างแน่นอน

แต่เดิมเราเชื่อกันว่า การเสาะหาความรู้นั้นมีเส้นทางที่สร้างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าอยากให้ลูกหลานได้ดีต้องสอนให้ลูกหลานเดินตามเส้นทางนี้ให้ได้ ลูกหลานคนใดเดินตามเส้นทางได้ดีได้เร็วก็บอกว่า คนนั้นเป็นคนเก่ง ซึ่งจริงๆ ที่ว่าเก่งก็คือเก่งทำตามนั่นเอง การเรียนจึงเป็นการฝึกให้ทำตามและที่แย่ไปกว่านั้น ก็คือฝึกให้พยายามหาว่าคนอื่นทำแตกต่างจากเส้นทางนี้มากน้อยเพียงใด แล้วส่วนใหญ่ก็จะตำหนิสิ่งที่แตกต่างนั้นว่าเป็นสิ่งไม่ดี หรือเรียกคนที่แตกต่างจากเส้นทางแห่งการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ว่า เป็นคนโง่โดยไม่ยอมเปิดใจรับฟังเหตุผลว่า เหตุใดคนนอกเส้นทางเหล่านั้น จึงแตกต่างจากตน

ดังนั้น ถ้าอยากให้ลูกหลานมีทักษะที่จะพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้ในอนาคต ผู้ใหญ่ต้องเลิกความคิดที่ว่ามีเพียงเส้นทางเดียวเท่านั้น ที่จะต้องเดินไปสู่ความสำเร็จได้ ต้องเลิกทั้งความคิดและเลิกทั้งการกระทำเป็นตัวอย่าง ถ้าผู้ใหญ่ยังเอาแต่กำหนดเส้นทางแห่งความสำเร็จให้เด็กเดินตาม แถมตำหนิติเตียนคนที่แตกต่างจากเส้นทางที่ตนเชื่อว่า เป็นคนไม่ดี หรือเป็นคนที่เป็นอันตรายต่อองค์กร

พูดแบบนี้ทำแบบนี้แล้วจะสร้างโรงเรียนพัฒนานักสร้างสรรค์ด้วยเงินสักกี่ร้อยล้านกี่พันล้านก็ไม่มีวันประสบความสำเร็จ เพราะเด็กๆ ได้มีโอกาสแสวงหาทางเลือกต่างๆ ได้ฟังคำวิจารณ์ในทางดีๆ ตอนอยู่ในโรงเรียน แต่พ้นรั้วโรงเรียนกลับพบว่าผู้ใหญ่มีแค่ทางเลือกเดียวให้ลูกหลานปฏิบัติ

ผู้ใหญ่คนไหนแสวงหาความแตกต่างให้ปรากฏออกมา ผู้ใหญ่คนเดิมที่บอกว่าต้องการเห็นเด็กคิดเก่งวางแผนเก่ง แสวงหาโอกาสใหม่ๆ ได้เก่ง ก็จะออกมาติเตียนผู้ใหญ่ที่เสนอความแตกต่างนั้นอย่างเสียหายอย่างเอาเป็นเอาตาย ถ้าเห็นอย่างนี้เป็นประจำ แทนที่จะเป็นเด็กที่มีทักษะความคิดสร้างสรรค์ใหม่ เด็กๆ จะกลายเป็นคนสองบุคลิกภาพ คือคิดสร้างสรรค์มากแค่ไหน ก็ได้แต่ได้แค่ความคิด เพราะถึงตอนที่ทำก็ต้องทำตามความคิดดั้งเดิมของผู้ใหญ่เท่านั้น
SR (IP:144.138.31.35)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 16 ม.ค. 2550 (13:03)
โครงสร้างสังคมเรา ซับซ้อน กว้างใหญ่ มีกลไกต่างๆมากมาย เช่น กลไกเชิงอำนาจเป็นต้น

เป็นไปได้หรือไม่ ที่เราจะเอาประชากรเรามาจัดจำแนก วิเคราะห์ทางสถิติ

ประชากรไทยจำนวน 60 กว่าล้านคน

เรามีครู อาจารย์ ทหาร ตำรวจ หมอ พยายาบาล พ่อค้าแม่ขาย นักธุรกิจ นักลงทุน
คนขายแรงงาน/กรรมกร เจ้าหน้าที่ต่างๆ นักการเมืองระดับต่างๆ คนสวน ชาวไร่ ชาวนา
ขอทาน คนพิการ คนวิกลจริต คนด้อยโอกาสต่างๆ พระ เณร แม่ชี หญิง/ชายขายบริการ ดารา นักร้อง คนยากจน คนฐานะปานกลาง คนฐานะดีถึงร่ำรวย คนไม่ได้/ได้เรียนหนังสือจบระดับการศึกษาต่างๆ

ผมเชื่อว่า การมีสถิติ ข้อมูลตัวเลขสัดส่วน เหล่านี้ จะสะท้อนความจริงของสังคมได้เป็นอย่างดี
เราจะได้รู้ว่าเราอยู่ตรงไหน กลุ่มไหน คนอื่นๆ อยู่ตรงไหน อย่างไร มีความได้เปรียบเสียเปรียบ มีความเด่น ความด้อย มีโอกาส หรืออำนาจทางสังคมอย่างไรบ้าง

เวลาเราพูดคำว่า สังคม ประเทศชาติ บางทีเราอาจจะพูดอยู่เพียงในบริบท ในกลุ่มเล็กๆแคบๆ เท่านั้น บางคนพูดในฐานะเชิงอำนาจทางวิชาการ อำนาจทางการเงิน หรืออำนาจต่างๆทางสังคม บางคนพูดเพราะถูกเล่นงานจากอำนาจ ถูกเอารัดเอาเปรียบ

แต่หากเราเข้าใจสภาพจริงมากขึ้น เราน่าจะพูดอย่างสร้างสรรค์ เพื่อส่วนรวมได้มากที่สุด

คงไม่ใช่แค่เพียงปัญหาการศึกษา หรือปัญหาการพัฒนาเด็ก การสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพ

แต่ล้วนเกี่ยวข้อง เกี่ยวพันกับปัญหาต่างๆที่หมักหมม เรื้อรัง อย่างวางรากฐาน

การตัดภาพพูด เป็นภาพๆ เป็นเหตุการณ์ อาจพอทำได้ แต่ต้องไม่ลืมมิติรวมทั้งหมด
เพราะเป็นการยากที่เราจะสามารถบอกได้ว่า ต้องเริ่มที่จุดไหน สามารถบอกได้ว่า อะไรที่เป็นอำนาจ หรือกลไกที่สำคัญ อะไรที่ต้องทำก่อน หรือหลัง

ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ คนๆหนึ่ง จะทำอะไรได้
เพราะคนๆหนึ่ง ก็ต่างถูกกระแสอำนาจ กลไกต่างๆ เล่นงานอย่างรู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

ถ้าคนๆหนึ่ง ที่ไม่ใช่ผู้นำ คนที่มีอำนาจ หรือมีส่วนสำคัญในการผลักดัน ... เขาจะทำอะไรได้บ้าง

และถ้าเราไม่มีคนเก่ง คนดี มีคุณธรรมจริยธรรม ลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อส่วนร่วม
และไม่มีคนสนับสนุนเป็นพลังขับเคลื่อน ... การเปลี่ยนแปลงอะไรในภาพกว้างก็คงยาก

ปัจเจกชน ย่อมทำได้สูงสุด ที่การทำตัวเองให้ถึงที่สุด ดีที่สุด เป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติ

แต่การสร้างสรรค์อะไรทางสังคม เพื่อส่วนรวมนั้น ... เราต้องมีจิตสำนึก มีความเข้าใจ มีการปลูกฝังกันทำเป็นระบบอย่างต่อเนื่อง

เพราะในขณะที่เราต่างเพิกเฉย ต่างวุ่นวายบีบคั้นอยู่กับเรื่องส่วนตัวเรื่องครอบครัวของแต่ละคนนั้น

สิ่งที่ไม่ดีงาม อำนาจที่ไม่ดีต่างๆ ได้เติบโตลุกลามไปอย่างรวดเร็ว กว้างขวาง ภายใต้ชื่อของ
ความทันสมัย ค่านิยม การแข่งขันทางเศรษฐกิจ การแก่งแย่ง การโอ้อวด และโฆษณา บริการทางด้านการเสพความต้องการต่างๆ


ผมเห็นด้วยกับการฝึกพัฒนาให้เด็กเยาวชน มีความคิด คิดเป็น สร้างสรรค์ และสามารถคิดใหม่ทำใหม่ได้

แต่ภายในกรอบปัญหา กรอบอำนาจ กลไก ปัจจุบันนี้ คงจะทำได้น้อยมาก

และพร้อมๆกัน เราต้องฝึกให้เด็กเยาวชน รู้จักการเป็นผู้ให้ เป็นคนที่จะคิดสร้างสรรค์เพื่อสังคมเพื่อส่วนรวม

ไม่ใช่เพียงเป็นคนเก่งที่เห็นแก่ตัว คับแคบ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1629 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 314 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.