วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
รอยแตกในวิชาการ - เส้นชีวิตของนักเรียน
โพสต์เมื่อ: 03:00 วันที่ 30 มี.ค. 2548         ชมแล้ว: 2,994 ตอบแล้ว: 26
รามีเส้นแบ่งวิทย์-ศิลป์ กำหนดชะตาชีวิตของเด็กนักเรียน และลูกหลานเขา (และลูกหลานเรา)
เรามองเห็นว่า กฏหมาย+วิทยาศาสตร์ จะเป็นไปไม่ได้? สังคม+หุ่นยนต์ จะเป็นเรื่องเหลวไหล?
ถ้า ความหลากหลายในธรรมชาติ เป็นสิ่งดี
ทำไม ความหลากหลายของการศึกษา ถูกจำกัด?

สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 534 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 26 ความเห็น, หน้า่ | -1- 2|
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 30 มี.ค. 2548 (08:00)
Could it be that we have very vast knowledge.
Schools suppose to train us to be good citizens that contribute to society. Students should have some idea what they want to be. The choice is made by the students themself. Our system will get the best student to fit the school that they choose. Science student can choose to read poem. Arjarn Nirun is a good example of a sciene student who like arts.
Nature also makes specialist. Fish can\'t walk, man can\'t breath in water, tiger can\'t eat grass.
Its me (IP:68.248.237.178,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 30 มี.ค. 2548 (08:19)
ผมยอมรับว่าศักยภาพ ความสามรถ และความสนใจของคนไม่เท่ากัน
แต่ผมก็ไม่แน่ใจว่าระบบการศึกษาของเราเปิดโอกาสสำหรับทุกคนหรือเปล่า
ผมเห็นในบางที่ผู้ที่จบกฏหมายแล้ว
สามารถลงทะเบียนเรียนแพทย์ได้
โดยสามารถยกเลิกวิชาพื้นฐานที่เรียนมาแล้วได้ด้วย
p เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 31 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 202 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 31 มี.ค. 2548 (05:42)
ตกใจหมดครับ ... ผมนึกว่าเว็บแตก
จ้อ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1421 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 250 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 1 เม.ย. 2548 (08:06)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3

ตกใจหมดครับ ... ผมนึกว่าเว็บแตก

โดย: จ้อ [IP: hidden] - วันที่ 31 มี.ค. 2548 - 05:42:12

haha kum ka kum :)


I think the diversity of knowledge in the society is necessary. BUt in one person, he/she doesn\'t have to have that kinda diversity.
Drink MOre Water !!! เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 1 เม.ย. 2548 (09:09)
ผม หมายถึง การเลือกวิชาเรียน ให้ผสมผสาน อย่างไรก็ได้ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน -- แต่เลือกได้ให้เต็มกล่อง -- เท่านั้น

ความถนัดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และบางคนถูกตัดโอกาศเลือก เพราะการแยกแนว วิทย์-ศิลป์

นักวิทยาศาสตร์ เลยไม่แต่งกลอน หรือ ไม่เข้าผลสะท้อนของงานวิจัยค่อสังคม นักการเมืองเลยซื้อเครื่องมือ โดยไม่สอบถามนักวิทยาศาสตร์ Ooops
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 534 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 1 เม.ย. 2548 (16:08)
ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าประเทศไทยยังถือเอาใบปริญญาแปลว่ารู้แล้วการให้เด็กเลือกอะไรก็ได้ขอให้จบ ๆ เด็กวิทย์-ศิลป์จะไม่กลายเป็นเด็กวิด-สิน (วิดน้ำ และ สินค้า)
เอาให้ถนัด (IP:203.156.116.167,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 7 มี.ค. 2549 (02:32)
เพราะการเรียนคือชีวิต นักเรียนสาวม.6 จึงยอม"ฆ่าตัวตาย"
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01lad01070349&day=2006/03/07

...เป็นเรื่องเศร้าเหลือเกินเมื่อรู้ข่าวการจากไปของสาววัย 18 ปี นางสาวอัญชลี อุ่นดี เธอตัดสินใจจบชีวิตด้วยการผูกคอตาย...เธอตายเพราะอะไร!! หลายคนตั้งข้อสงสัย เพราะผู้ชาย เพราะปัญหาทางบ้าน หรือเพราะเพื่อน

สิ่งที่หลายคนคิดและตั้งข้อสงสัยกลับไม่ใช่ปัญหาที่หนักอกจนอัญชลีต้องคิดสั้น...

เธอเลือกที่จะตายเพราะรู้อยู่เต็มอกว่า หลังจากเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 เธอคงไม่มีโอกาสได้ศึกษาต่ออีกแล้ว

"ลูกไม่น่าคิดสั้นเลย แล้วแม่จะอยู่กับใคร" เสียงร่ำไห้ปนรำพึงรำพันออกมาจากปากของนางสวิท อุ่นดี อายุ 44 ปี แม่ของอัญชลี ร่ำไห้อยู่หน้าโลงศพที่ภายในมีร่างที่ไร้ลมหายใจของลูกสาวคนที่ 3 ของเธอ

แม่ผู้สูญเสียลูกเปิดใจทั้งน้ำตาว่า ที่บ้านฐานะยากจน ลูกสาวคนโตทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ส่วนคนที่ 2 มีอาชีพรับจ้างทั่วไป แล้วก็มีน้องสาวอีกคนยังเรียนอยู่ชั้น ม.3 ส่วนเธอทำงานที่โรงงานผลิตเสื้อกีฬา ได้ค่ารับค่าจ้างเป็นรายเดือน เดือนละ 7,000 บาท

"รายได้ฉันก็น้อยอยู่แล้ว และเมื่อไม่นานมานี้ฉันกู้เงินมา 2 แสนบาท มาสร้างบ้าน เป็นบ้านไม้ครึ่งปูน ต้องส่งปีละ 2 หมื่นบาท ซึ่งมันเป็นจำนวนเงินที่มาก เวลาไม่มีเงิน หรือเวลาเหนื่อยๆ กับปัญหาชีวิตเคยพูดบ่นให้ลูกสาวฟังว่า เงินไม่พอใช้ จะทำยังไงกันดี"


นางสวิทยังบอกด้วยเสียงสั่นเครืออีกว่า จริงๆ ในใจคิดอยู่เสมอว่าอยากให้ลูกสาวเรียนต่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คิดว่าจะพยายามกัดฟันทำงานเพื่อให้ลูกได้เรียน แต่ไม่เคยบอกเขา ยิ่งตอนหลังเห็นเพื่อนๆ ที่โรงเรียนไปเรียนคอมพิวเตอร์กัน ลูกก็ขอเงินไปเรียนบ้าง แต่ตนก็ไม่มีเงินให้ไปเรียน

"ที่อยากให้ลูกคนกลางได้เรียนเพราะถ้าเรียนจบลูกจะได้มีงานดีๆ หวังให้เขาเป็นเสาหลักให้ครอบครัว เพราะพี่สาวกับพี่ชายของเขาก็แยกครอบครัวไปแล้ว และพี่ๆ ก็ไม่ได้เรียนสูงอะไร เรียนจบ ม.6 บ้าง ไม่จบบ้าง แต่ลูกสาวคนนี้ก็พยายามหาเงินนะ เขาไปทำงานพิเศษ เวลาว่างๆ ก็จะไปรับจ้างทำงานที่เขตอุตสาหกรรมสุรนารี หรือไม่ก็ไปทำงานที่ อบต.พลับพลา รวมทั้งยังไปเอาเครื่องสำอางมาขายด้วย แต่เงินมันก็ยังไม่พอ เพราะทุกวันนี้อะไรมันก็แพง ค่าเรียนคอมพิวเตอร์ยังแพงเลย"...

ถึงเวลา 30 บาท เรียนได้ทุกวิชา หรือยัง?
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 534 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 7 มี.ค. 2549 (08:21)
รอสมัยหน้า จะซื้อโน้ตบุค ให้เด้กประถม
แต่...จะมีสมัยหน้าหรือไม่ก็ไม่รู้

ไม่เข้าใจคนไทย
1.รัฐบาลที่มาจากเผด็จการ ก็จากกไปด้วยเผด็จการ ชอบแล้ว
2.รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย (การเลือกตั้ง) ก็ไปจากประชาธิปไตย(แพ้การเลือกตั้ง) ชอบแล้ว
3. รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย (การเลือกตั้ง) ก็ไปโดยเผด็จการ นี่มันยังไงอยู่นะ
4. ปัญญาชน ชอบอวดอ้างกันจังว่าเป็นปัญญาชน และชอบดูถูกเหยียดหยามปุถุชน
ที่บ้านเมืองชิบหายวายวอดอยู่นี่ ก็เพราะปัญญาชนทั้งนั้นมิใช่หรือ
... (IP:202.57.149.51,192.168.5.2,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 7 มี.ค. 2549 (09:10)
ค่อยๆ อ่านลงมา เห็นประเด็นที่แยกย่อย หลากหลายออกไป

ขอกลับไปที่เริ่มต้นของเจ้าของกระทู้

ผมเชื่อว่า โอกาสทางการศึกษา โอกาสให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง
ในมุมมอง ความสนุก ความถนัด ที่หลากหลาย จะทำให้ได้ประชากร พลเมือง ที่มีความเปิดกว้าง หลากหลายทางความคิดความสามารถ

ดูเหมือนว่า เรากำลังจะชักกะเย่อกับ 2 แนวคิด

1. การสร้าง expert หรือ specialist

กับ

2. การสร้างผู้รอบรู้ ผู้ที่สามารถใช้ทักษะได้หลายด้าน

ถ้าจะมองกัน ตามสภาพจริง เราต้องการบุคคล ทั้ง 2 ประเภท



กรณีที่มีคนกินกุ้งติดคอบนเครื่องบิน และกำลังจะขาดใจตายภายใน 5 - 6 นาที คงน้อยคนที่จะช่วยเขาได้ แต่แพทย์ที่มีสติและฝีมือ ใช้ปากกา แทงเข้าไปที่คอ เข้าไปในหลอดลม เพื่อช่วยให้เขาหายใจได้

และถ้าเราเคยดู MacGuyver จะเห็นว่า ในกรณีของวิกฤตการณ์ ที่ไม่มีเครื่องมือช่วย ไม่มีคนตรงคววมรู้ เช่นนี้แล้ว เราต้องการคนที่รู้รอบ รู้หลายทักษะ ที่จะมองเชื่อมโยง เอาสิ่งต่างๆ มาปรับปรุงดัดแปลง เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า


ผมไม่เห็นความจำเป็นว่า เราจะต้องส่งเสริมเฉพาะแบบที่หนึ่งเท่านั้น

แบบที่ 2 ก็มีความสำคัญ ไม่ยิ่งย่อนไปกว่ากัน


มีนักวิชาวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า

ชาวตะวันตก มักจะโน้มเอียง หรือ เก่งในด้านวิเคราะห์ เก่งเฉพาะด้าน

ในขณะที่

ชาวตะวันออก อย่างเราๆ จะโน้มเอียง หรือเก่ง ในเรื่องการมองแบบภาพรวม


ปัญหามีอยู่ว่า ในขณะนี้ เรากำลังเดินตามกระแสตะวันตก
ที่ดีของเขา เราก็ยังต้องตามอยู่อีกหลายช่วงตัว

พร้อมๆกัน ที่ดีของเรา ก็กำลังจะถูกเมินเฉย หลงลืมกันไป

MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 7 มี.ค. 2549 (10:07)
เด็กหลายคนดูหนังเกาหลี แล้วอยากเรียนเป็นหมอ(หญิง)
ใครอยากเป็นหมอ แล้วเป็นหมอได้หมดกระนั้นหรือ

อย่างนี้ ก็น่าจะมีโรงเรียนนายกทักษิน
เรียนแล้วทุกคนจะได้เป็นนายกกันให้หมด

คน
มีความแตกต่างกัน
ขนาดคู่แฝดที่เหมือนกันมาก แต่ก็ยังมีความแตกต่าง

จำเป็นแค่ไหนที่จะต้องให้ทุกคนเรียนวิทยาศาสตร์ระดับเดียวกัน
หรือให้ทุกคนเรียนนิรุกติศาสตร์เหมือนกัน หรืออื่น ๆ

การคัดกรองให้คนเดินไปตามความสามารถอันพึงจะมีในแต่ละบุคคล
จึงมีความจำเป็น
ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกคนเข้าไปเรียนในสิ่งที่เจ้าตัวก็ไม่มีความสามารถจะเรียนได้
แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ และความเสียหายอันใหญ่หลวงก็จะตามมาอีกมากมาย
นิรันดร์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12960 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 851 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 12 มี.ค. 2549 (10:30)
โรงตึ๊งกทม.ทุ่มเงินพันล้าน อุ้มผู้ปกครองยากจน รับ back to school"49
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01edu01120349&day=2006/03/12
โดย สุพัด ทีปะลา teepala@hotmail.com

ยิ่งใกล้เปิดเทอมเข้ามาเมื่อไร คนที่มีลูก มีหลานในวัยเรียน ต้องวิ่งวุ่นหาเงินหาทองมาจ่ายค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน และค่าใช้จ่ายอื่นอีกจิปาถะมากมาย "โรงรับจำนำ" ดูจะเป็นทางเลือกยอดฮิตของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง มาทุกยุคทุกสมัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความสะดวกรวดเร็ว เอาของไปจำนำก็ได้เงินออกมาใช้แถมดอกเบี้ยก็ถูกแสนถูก จึงไม่ต้องแปลกใจที่ช่วงใกล้เปิดเทอมโรงรับจำนำจะคลาคล่ำไปด้วยผู้ปกครองที่เข้ามาใช้บริการกัน

จากข้อมูลของสำนักงานสถานธนานุบาล กรุงเทพมหานคร พบว่าตลอดปี 2548เฉพาะโรงรับจำนำของ กทม. มีประชาชนเข้ามาใช้บริการ 504,437 ราย และยอดเงินจำนำ 4,781 ล้านบาท และเมื่อรวมกับสถานธนานุเคราะห์ของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 32 แห่ง สถานธนานุบาลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 191 แห่ง และโรงรับจำนำเอกชนอีก 208 แห่ง พบว่ามีประชาชนทั่วประเทศ 7,575,160 รายมาใช้ คิดเป็นยอดเงินจำนำ 64,921 ล้านบาท ...

We have "lives of students" or people of the future in our hands
- we decide if they are "smart" enough to be a scientist, a labourer, ...
- we decide when, where and how they get education and how much, ...
- we say we do these things for their benefits (child centred, ...)
- we believe we know "from experience" (the past) what best for them ("the future")
- ...(blaah blaah bla...)

I say we have learned nothing from our past - "how to create the future".
I say we should learn how natural selection works from looking at co-evolution.
Let us not treat our children as "OBJECTS" to be scultured and given responsibilities,
Let us "show" them (by example) how to be cultured and resoponsible
Would we, each of us, be a "model" our children can improve upon?

PS. My heart is down (with parents) - the money for a useless election could be BETTER SPENT.
สร เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 534 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 มี.ค. 2549 (12:05)
ขออนุญาตินำเสนอความหมายของคำว่า การศึกษา ครับเพราะน่าจะประยุกต์ให้เข้ากับกระทู้นี้ได้

"การศึกษาคือ ชีวิต" "การศึกษาคือความเจริญงอกงาม" การศึกษาคือกระบวนการของสังคม (John Dewey)

การศึกษาคือ การฝึกอบรมด้านจริยธรรมและการเสริมสร้างสติปัญญาให้แกบุคลล(Aristole)

การศึกษาคือความเจริญงอกงามของขันธ์ 5 เพื่ออกุศลมูลจะได้เบาบางลง (สาโรช บัวศรี)

การศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนาบุคคลทั้งในด้านจิตใจ นิสัย และคุณสมบัติอย่างอื่นๆขบวนการศึกษาเป็นเพียงเครื่องมือที่คนรุ่นหนึ่งให้แก่อีกคนรุ่นหนึ่ง เครื่องมือนี้ถ้าไม่นำไปใช้ไม่เกิดประโยชนอันใด นอกจากนี้การศึกษายังเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการสร้างความร่วมมือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพลเมือง เพื่อก่อใก้เกิดความมั่นคงขงรัฐตามที่รัฐต้องการ ทั้งในด้านสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจและการเมือง(ภิญโญ สาธร)

การศึกษาคือการสร้างสมและถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ของมนุษย์เพื่อการแก้ปัญหาและยังให้เกิดความเจริญ การศึกษามีความจำเป็นที่ต่อเนื่อง และต้องการเปลี่ยนแปลงแก้ไขระบบการศึกษาอยู่เสมอ การศึกษามีความหมายกว้างขวางไกลและลึกกว่าการเรียนหนังสือ และการไปโรงเรียน การศึกษาก่อให้เกิดความเจริญทางพุทธิปัญญา จิตใจ สังคม และพลานามัย การศึกษามิใช่การเรียนรู้วิชา แต่เป็นการเรียนเพื่อให้ได้ความคิด นอกจากนี้การศึกษาเป็นการโน้มนำให้บุคคลเกิดความประจักษ์ใจ และพัฒนาความสามารถของตนให้รู้ว่าตนทำอะไรได้ มากกว่าการฝึกฝนเฉพาะอย่าง (เอกวิทย์ ณ ถลาง)

ผมเคยอ่านมีประเด็นอยู่ว่า ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตและการทำงานมีองค์ประกอบพอสรุปได้ดังนี้

1.มีความรู้ เกิดจากการเรียนรู้ ฝึก หัด อบ รม ในทางพระพุทธศาสนาสอนว่าบ่อเกิดแห่งปัญญามี 3 ทาง คือ 1. สุตมยปัญญา = ความรู้ที่เกิดจากการฟัง และการอ่าน (การรับข้อมูล) 2. จินตามยปัญญา = ความรู้ที่เกิดจาการได้คิด พิจารณา ครูควรเน้นกระบวนการให้เด็กรู้จักคิดให้เป็น คิดถูก คิดแก้ปัญญหา 3.ภาวนามยปัญญา = ความรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติ ลงมือทำนั้นเอง
2.มีความสามารถ คือ นำความรู้ที่มีมาสังเคราะห์มาเป็นงาน ชิ้นงาน ผลงาน ผมถือว่ามีความสำคัญมากเวลาตัดสินความดีความชอบ(ขอแสดงความยินดีกับหลายๆท่านสำหรับเดือนเมษายนนี้ครับ)ก็น่าจะพิจารณาจากความสามารถบางท่าน(เป็นบางคน)มีผลการเรียนสูงมากแต่ทำงานสู้ผลการเรียน 2 อ่อนๆไม่ได้เลยแต่ก็สนับสนุนผู้ที่กำลังศึกษาให้ทำผลการเรียนสูงๆไว้ดีแล้วครับ
3.การมีมนุษยสัมพันธที่ดี การทำงานเป็นทีม หลายความคิด หลายแรง ย่อมเกิดผลดีกว่า หัวเดียวกระเทียมลีบ เป็นไหนๆ ถึงจะมีความรู้ มีความสามารถ แต่ถ้าไม่ได้นำออกมาใช้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร บางคนน้อยใจเพื่อน เจ้านาย ตัดสินใจลาออกจากงานเลยไม่มีโอกาสได้แสดงความรู้ ความสามารถ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผู้ที่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้นั้นส่วนหนึ่งมาจากการมีมนุษยสัมพันธที่ดี(วันอาทิตย์ควรอยู่กับบ้านสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว) อย่างสำนวนที่ว่า คนไม่มีเพื่อน นกไม่มีปีก ขึ้นสูงไม่ได้ (ถ้าผิดก็ขออภัยด้วยนะครับ)
ครู...ชิต เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2403 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 263 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 6 เม.ย. 2549 (19:20)
I see what 'education' today is and should be.
I see training to be 'economically able' (or functional) - but I like to see more 'naturally able'.
Education is (becoming) a tool for economy (supplying labour to industry demands).
Education is (ignoring) learners' lives, families, aspirations and cultures.

In olden days, it is enough to be accepted, to live by tradition and culture (that much eduation!)
Today, we must have good job, good clothes, good car and so on (like good robots do)
Most of us have to slave (or sell our soul) to get these things - and make others to do the same!
We forget how to sing and play, where grass grows, when chickens hatch, why fireflies flicker...
I will stop here and let us look below

สกศ.ตั้งเป้าเพิ่มบทบาทศึกษาเอกชน
(from http://www.norsorpor.com 6 April 2549)
ดร.สมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมสภาการศึกษา เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ประชุมได้พิจารณาร่างแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเอกชนในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 และมาตรา 81 และพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมาตรา 43, 45 และ 46 ที่ระบุให้รัฐสนับสนุนการศึกษาของเอกชนให้เท่าเทียมกับ ภาครัฐ โดยมีสาระสำคัญ 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.การกำหนดมาตรการภาครัฐที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนภาคเอกชน 2.สนับสนุนด้านการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนให้เหมาะสมและเป็นธรรม 3.ลดหย่อนและยกเว้นภาษีให้สิทธิประโยชน์แก่สถานศึกษาเอกชน 4.ส่งเสริมให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพ และ 5.ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการจัดการศึกษาเอกชน

รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมารัฐได้มีการส่งเสริมและพยายามให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามาโดยตลอด โดยได้มีการปรับนโยบายจากการควบคุมกำกับและติดตามมาเป็นการสนับสนุนส่งเสริมเพื่อให้การจัดการศึกษาของเอกชนสามารถพัฒนาไปได้ ประกอบกับงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนเอกชนสามารถปรับตัวและสร้างความหลากหลายในการจัดการศึกษา รวมถึงสามารถพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาได้ดี หากรัฐให้การสนับสนุนที่ชัดเจนและถูกต้องก็จะทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาได้มากขึ้น และยังสามารถลดภาระของรัฐได้เป็นจำนวนมากด้วย ซึ่งจากข้อมูลในแต่ละปีจะพบว่ารายจ่ายที่เอกชนเป็นผู้จัดการศึกษาจะอยู่ที่ประมาณ 22,000 ล้านบาท คิดเป็น 10% ที่รัฐลงทุน เพราะฉะนั้นถ้าเอกชนเข้ามาในสัดส่วนที่มากขึ้นการลงทุนของรัฐก็จะลดลงและการบริหารก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน

“ที่ประชุมยังได้ตั้งเป้าหมายว่าจะให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 18% และรัฐจัดเอง 82% ให้เป็น เอกชนจัด 25% และรัฐจัด 75% แต่ที่ประชุมก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป้าหมายดังกล่าวอาจจะยังไม่ท้าทาย ดังนั้นควรตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 30% โดยมีมาตรการที่ชัดเจนและมีระบบตรวจสอบติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา” ดร.สมเกียรติ กล่าว...
SR (IP:144.134.69.159,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 6 เม.ย. 2549 (20:53)
เห็นด้วยครับๆ มันเป็นการเปลี่ยนอนาคต ของคนคนนั้นไปเลย อย่างผมชอบวิทย์มาก แต่ได้คณิตน้อย อ.แนะแนวปัดให้ผมไปสายศิลป์-ภาษา แทน ทั้งๆที่ไม่ได้เต็มใจอะไรเลย ตอนแรกที่ผมฝันไว้จะทำงาน ป่าไม้ ก็จะทำอะไรต่อไปในอนาคต ผังชีวิตที่สร้างไว้ ต้องปรับเปลี่ยนมันออกไป แบบนี้มันเป็นเหมือนการแกล้งกันอย่างไง ไม่รู้ แค่ผมได้ตัวสำรอง แต่ตอนสมัครสอบเอาวิทย์-คณิต พอไปรายงานตัวสำรอง ได้สายภาษาแทน เซ็งครับจะทำไรได้ เรามันแค่ตัวสำรอง รร.แบบนี้ จะมีหลายแห่งในประเทศไหม หรือผมต้องทนเรียนอีก3ปีอย่าง ไม่มีอนาคต...
ไนท์ (IP:58.147.107.39,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 15 เม.ย. 2549 (23:59)
ผมมาอีกแล้วครับ แฮ่ๆ
ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว

ผมคิดว่าการสร้างคนที่มีทักษะหลายด้าน ไม่ใช่ที่ที่จะมาทำกันในม.ปลาย หรือระบบการศึกษา แต่มันน่าจะเป็นการจัดเอาไว้ให้ได้หยิบยื่นมือมาหยิบกันไปมากกว่าคับ
ส่วนเรื่องที่เด็กอยากเป็นอะไรนั้น เช่นที่อ.นิรันดร์บอกว่า อยากจะเป็นหมอใช่ว่าจะได้เป็น ซึ่งเด็กคนนั้นอยากเป็นเพราะไปดูหนังมาหนังอะนะ ซึ่งถ้าเป็นความอยากที่ตั้งใจจริงๆแล้วล่ะก็ ถึงเขาจะไม่ได้เป็นหมอ ก็คงอยุ่ในแถวๆนั้นแหละครับ แล้วเขาก็จะทำอาชีพนั้นได้ดีด้วย ถ้าเราสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ได้ตรงกับสิ่งที่เขาต้องการอยากจะเป็น
VittruvienMan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 17 เม.ย. 2549 (10:07)
สนใจประเด็น

" การสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ "

ตาม คหพ. 15

ว่าเราจะจัดทำ หรือทำให้เป็นระบบได้อย่างไร

จะทำได้จริงๆ หรือไม่
วริน (IP:202.12.97.118,10.177.64.18,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 17 เม.ย. 2549 (22:05)
จริงๆผมได้เรียนในโรงเรียนปกติของผมก็ถือว่าได้รับโอกาสทางการศึกษาแล้วน่ะครับ
พยายามไม่คิดมากครับ นึกถึงเด็กในที่กันดารบางคนยังไม่มีโอกาสได้รับโอกาสนี้เลย ตั้งหน้าตั้งตาเรียนไป เขาจัดมาไงเราก็ไปตามนั้น
VittruvienMan เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 34 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 153 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 18 เม.ย. 2549 (13:23)
We are drifters or go-with-flow travellers - we don't have a place in mind to go to.
Partly, because we are lucky to have a share in the wealth of 'our land',
and our education had never mattered THAT much before.

We can learn what 'on the plate' and become 'employees' - work for monthly pays.
We can see how to earn a living other ways; cook, sing, farm and ...
We can see a society of many interconnecting skills and people - learning and adapting...
If we learn only what we need (or want) to be 'free agents' in our society.
Free agents live and work by their own choosing: when, where and how.

Surely, this was the 'Thai' way of life before we were told to work for the 'economy'.

The education system may be drifting, going-with-flows and NOT taking your goals seriously.
You can keep quiet and wait... I would rather say what I want to choose now.

Of course, if you do not take your goal seriously, 1001 nights of dreaming won't help.
SR (IP:144.138.31.67,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 18 เม.ย. 2549 (19:30)
ผมก็ว่างั้นแหละ มันให้ผมไม่ได้หรอก และก็ไม่ต้องไปเรียกร้องอะไรด้วย เงียบไว้ แล้วก็รอ ลำพังความคิดเราเปลี่ยนเขาไม่ได้หรอก จะฝันพันครั้งมันก็ช่วยไม่ได้ แต่ที่นี่ช่วยได้นะ อิอิ
v c h a r k a r n . c o m
M.Shinoda เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 37 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 9 พ.ค. 2549 (04:29)
ดับฝันเอกชนขึ้นค่าเทอมปวส. 4 หมื่นบาท
http://www.thairath.co.th/news.php?section=education&content=5124

...การพิจารณาขยายเพดานค่าธรรมเนียมการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ของโรงเรียนเอกชน จาก 20,000 บาทเป็น 40,000 บาทว่า เหตุผลที่คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) ชี้แจงเป็นเหตุผลเดิมๆซึ่งใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ตนเห็นว่าหากมัวแต่ชี้แจงกันไปมาเรื่องก็คงไม่จบ ตนจึงหาข้อมูลด้วยตัวเองโดยการโทรศัพท์สอบถามอัตราการเก็บค่าธรรมเนียมการเรียนจากโรงเรียนเอกชนหลายแห่ง พบว่าการเรียนในระดับ ปวส.แบ่งเป็น 2 สายใหญ่ๆคือ สายพาณิชยกรรม และอุตสาหกรรม ซึ่งในส่วนของสายพาณิชยกรรมขณะนี้ทราบว่ามีการเก็บอัตราค่าธรรมเนียมการเรียนอยู่ที่ประมาณ 13,700 บาท ส่วนสายอุตสาหกรรมมีการเก็บอัตราค่าธรรมเนียมการเรียนประมาณ 21,000 บาท จึงเห็นว่าหากมีการขยายเพดานออกไปถึง 40,000 บาท คงไม่มีประโยชน์ เพราะขยายเพดานขึ้นไปแล้วก็คงเก็บในอัตราดังกล่าวไม่ได้ และยังทำให้ประชาชนตกใจโดยใช่เหตุ ...

Here is another sample of "How a problem is solved by 'testing facts' (by phone)".
The facts suggest "many vocational schools wish to increase school fees
but they do not wish to open their (account) books.
And so the increase is to serve their intrinsic business-interests
rather than to maintain or increase 'quality' of student-interests."

The moral is that "we are still making decisions based on 'wishes' - not facts"
SR (IP:144.134.69.103,,)

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Hot Links

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.