คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
คืนนี้จะขาดทุน ๑ ชั่วโมง
โพสต์เมื่อ: 10:48 วันที่ 3 เม.ย. 2548         ชมแล้ว: 1,868 ตอบแล้ว: 8
คืนนี้คนส่วนใหญ่ในสหรํฐฯ จะขาดทุนเวลานอนไป ๑ ชม.เต็มๆ เช่น เข้านอนสี่ทุ่ม ตื่นหกโมงเช้า จะมีเวลานอนจริงๆ ๗ ชม.เท่านั้น เพราะพอนาฬิกาได้ ๐๒.๐๐ เวลาจะเปลี่ยนเป็น ๐๓.๐๐ ทันที ถ้าเป็นนาฬิกาของคอมพิวเตอร์หรือนาฬิกาที่รับสัญญาณวิทยุจาก National Bureau of Standards นาฬิกาจะเปลี่ยนเวลาเอง ถ้านาฬิกาธรรมดาเจ้าของต้องเลื่อนเวลาเร็วขึ้น ๑ ชม.ก่อนเข้านอนหรือตอนตื่นเช้า

ทั้งนี้เพราะทั่วประเทศ (ยกเว้น Hawaii, ส่วนใหญ่ของรัฐ Indiana กับ รัฐ Arizona ทั้งรัฐ) จะเปลี่ยนจากเวลามาตรฐาน (Standard Time) ของแต่ละโซน ไปเป็น Daylight Saving Time ถ้าจะแปลคงจะต้องใช้เวลาถนอมแดด หรืออะไรทำนองนั้น ความจริงประเทศต่างๆที่ไม่ได้อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรก็มีการเปลี่ยนเวลาเพื่อถนอมแดดเช่นกัน บางแห่งเรียก Summer Time

สมัยก่อนมีเวลามาตรฐาน แต่ละเมืองก็มีเวลาของตัวเอง โดยอาศัยดูว่าพระอาทิตย์ขึ้นสูงสุดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็เป็นเวลาเที่ยงวัน เมืองใกล้ๆกันเวลาก็ต่างกัน ๑๐ นาทีบ้าง ๑๕ นาทีบ้าง ตอนเดินทางด้วยรถม้าด้วยเกวียน เวลาต่างกันบ้างก็ไม่ความหมาย พอเริ่มมีรถไฟก็เริ่มปวดหัว ตารางรถไฟวิ่งจะแสดงเวลารถออกกับเวลารถเข้าสถานีแต่ละเมือง แต่อ่านแล้ว ดูไม่ออกว่าวิ่งจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งกินเวลาเท่าไหร่เพราะต่ละเมืองมีเวลาของตัวเอง บริษัทเดินรถไฟในประเทศอังกฤษจึงเริ่มสนับสนุนให้มีเวลามาตรฐานเป็นย่านๆ (Zone) เริ่มครั้งแรกปี ค.ศ. ๑๘๔๐ (พ.ศ. ๒๓๘๓) อเมริกาล้าหลังอยู่ ๔๓ ปี ถึงได้มีเวลามาตรฐานทั้งประเทศ สหรัฐฯเป็นประเทศใหญ่จึงมีเขตเวลา (Time Zone) ถึง ๔ เขต คือ Eastern, Central, Mountain และ Western Time Zone แต่ละโซนต่างกัน ๑ ชม. ไล่จากตะวันออกไปตะวันตก

ประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตรไม่ว่าหน้าหนาวหรือหน้าร้อน เวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือเวลาพระอาทิตย์ตก จะไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ในประเทศที่เหนือหรือใต้เส้นศูนย์สูตรมาก จะมีความแตกต่างอย่างมาก ตอนหน้าหนาว แทนที่พระอาทิตย์จะขึ้นราวๆ ๖ โมงเช้า กลับไปขึ้น ๗.๓๐ แล้วบ่าย ๔.๓๐ ก็ตกแล้ว ตอนหน้าร้อนพระอาทิตย์กลับขึ้นตอนตี ๔.๓๐ แล้วไปลงเอาทุ่มครึ่งเป็นต้น ยิ่งไกลเส้นศูนย์สูตรเท่าไหร่ หน้าหนาวกลางวันก็จะยิ่งยาว จนใกล้ขั้วโลกไม่มีกลางคืนเลย โดยเหตุที่ประเทศเขตร้อนระยะเวลากลางวันค่อนข้างจะตายตัวไม่ว่าฤดูไหน การเปลี่ยนเวลาเพื่อถนอมแดด (D.S.T.) จึงไม่มีประโยชน์

Benjamin Franklin (คนที่ทำการทดลองเกี่ยวกับไฟฟ้าสถิตย์โดยเอาว่าวไปชักระหว่างมีพายุ) เป็นคนเสนอความคิดอันนี้ระหว่างเป็นผู้แทนไปประชุมที่ปารีสเมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๔ (พ.ศ. ๒๓๒๗) โดยมีความคิดถึงผลประโยชน์ในแง่เศรษฐกิจ ไม่มีใครสนใจเท่าไหร่จน William Willett สถาปนิกอังกฤษ เขียนบทความชื่อ Waste of Daylight (หมดเปลืองแสงแดด) เมื่อค.ศ. ๑๙๐๗ (พ.ศ. ๒๔๕๐) เพราะสังเกตว่าหน้าร้อนตอนเช้าพระอาทิตย์จ้าแล้วแต่คนยังหลับไหลอยู่ เลยเกิดมีความเสียดายแสงแดดขึ้นมา ต่อมาอีกสองปีสภาผู้แทนฯของประเทศอังกฤษเอาเรื่องนี้ไปโต้กัน มีคนเยาะเย้ยและคัดค้านมากมายโดยเฉพาะพวกชาวนาชาวสวน จนถึงค.ศ.๑๙๑๖ (พ.ศ. ๒๔๕๙) จึงได้ประกาศเป็นกฎหมายออกมา แต่ประเทศเยอรมันนีนำก่อน

ระหว่างการอภิปรายในสภา มีสมาชิกคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วย ยกตัวอย่างว่า ตอนเปลี่ยนจากเวลาถนอมแดดมาเป็นเวลามาตรฐาน (หมุนนาฬิกาถอย ๑ ชม.ตอนตีสอง ก่อนจะเข้าหน้าหนาว) ถ้าบังเอิญมีหญิงคนหนึ่งตั้งครรภ์แฝดเกิดคลอดลูกคนแรกเวลา ๐๑.๕๘ น. คนที่สองคลอดตามคนแรก ๑๐ นาที แต่พอตีสอง เขาลดเวลาเป็นตีหนึ่งตามที่กฎหมายกำหนดไว้ ลูกคนที่สองก็จะถือว่าเกิดเวลา ๐๑.๐๘ น. กลายเป็นว่าคนน้องกลายเป็นพี่ อาจจะมีผลไปถึงการแบ่งมรดกด้วย

ในสหรัฐฯ เวลาถนอมแดด (Daylight Saving Time) เริ่ม ๐๒.๐๐ น.เช้าวันอาทิตย์แรกของเดือนเษายน โดยเลื่อนนาฬิกาให้เป็น ๐๓.๐๐ น. พอจะใกล้จะเข้าหน้าหนาวก็เปลี่ยนกลับเป็นเวลามาตรฐาน (Standard Time) เมื่อเวลา ๐๒.๐๐ น.ของวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม โดยถอยนาฬิกาให้เป็น ๐๑.๐๐น ตกลงวันนั้นมีเวลา ๐๑.๐๐ ถึง ๐๒.๐๐ ซ้ำ คิดแล้วชักปวดหัว

ในยุโรป Summer Time เริ่มและสุดสิ้นตอน ๐๑.๐๐ น.เวลาสากล (หรือที่เคยเรียก Greenwich Mean Time - GMT) วันอาทิตย์สุดท้ายเดือนมีนาคม ไปจนถึงวันอาทิตย์สุดท้ายเดือนตุลาคม

การมี Daylight Saving Time ทำให้คนตื่นพร้อมๆกับพระอาทิตย์ขึ้น เวลาพระอาทิตย์ตกก็ร่นไป ๑ ชม. กลับบ้านตอนเย็นยังมีเวลาทำอะไรต่อมิอะไรได้นานขึ้นอีกชั่วโมงกว่าจะมืด ชาวเมืองชอบ แต่ชาวนาไม่ค่อยชอบ ที่มาเรียกว่าเป็นการถนอมแสง (Daylight Saving) เพราะถ้าไม่มี คนก็นอนจนแดดจ้าเสียแสงแดดไปเปล่าๆ สู้เอาแสงแดดตอนเช้าที่ไม่มีใครใช้ไปปะไว้ตอนเย็นไม่ได้ อันนี้เขาถึงว่าเป็น saving

ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2451 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 320 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

จำนวน 7 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 3 เม.ย. 2548 (18:09)
อึ่ม อ่านแล้วไม่นึกว่าจะปวดหัวอย่างนี้เลยนะครับ
โดยเฉพาะตอนที่เกี่ยวกับกฏหมายด้วยแล้ว น่าจะปวดหัวน่าดู
ขอคุณครับที่เอามาแบ่งกันอ่าน
เนยสด เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1970 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 0 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 4 เม.ย. 2548 (01:17)
เข้าใจล่ะ ว่าทำไมแฟนถึงโทรมาบอกว่า ถ้าจะโทรก็ให้โทรมาเผื่อ 1 ชั่วโมง.....มานเป็นงี้นี่เอง
ใจฉันอยู่ที่นิวแฮมเชียร์ (IP:202.57.183.163,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 18 ก.ค. 2548 (22:40)
Khun Somo_pink:
You should not try to relate the sound of Thai consonants with the English consonants. Each consonant in English has it's own way to pronounce. Some might be close to the sound in Thai consonant but they are not exactly the same.
Most Thais will try to relate the sounds or even the sentences to Thai when they speak or write in English.
I recomment you to learn how the sound is pronounced in English properly and try to emulate that.
You should also try not to think in Thai then translate it to English.
This will take a lot of time but you will be able to communicate in English a lot better than the easier way.
Its me (IP:64.105.144.50,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 29 ธ.ค. 2549 (10:42)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 vTeam's edit แจ้งลบความคิดเห็นนี้
15:34 16 ก.ค. 2548 IP:203.156.34.237,,

สวัสดีครับ ได้อ่านในแต่กระทู้แล้ว ดีจังครับ เต็มเปี่ยมไปด้วยสาระ และ ความรู้ ทั้งนั้นเลยครับ ผมเพิ่งจะได้เริ่มเรียนภาษาด้วยตัวเองครับ เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน (สำหรับผม) ผมจึงเ
ลือกเรียนด้วยตนเอง

ผมอยากจะรบกวนคุณศานติหรือคุณคุณที่พอจะช่วยผมได้นิดนะครับ
คือผม อยากจะทราบว่า ตัวอักษรภาษาอังกฤษ A-Z แต่ละตัวจะตรงกับตัวอักษรภาษาไทย(ก-ฮ) และการประสมสระภาษาไทย
คือ เช่น เปา ก็ใช้ p = ป , b = พ oa = เ- า ผมไม่แน่ใจเท่าไรครับ จึงอยากจะรบกวนคุณๆนิดน่ะครับ เพราะผมก็อยากจะมีความรู้ตรงนี้กับเค้าบ้าง ขอบคุณ คุณคุณล่วงหน้าครับ
ผมจะรอความรู้ผ่านทางmail ที่ผมบอกไปน่ะครับ
บัวอื่น เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 931 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 239 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 30 ธ.ค. 2549 (17:50)
ได้รับความรู้ใหม่มากเลยค่ะ
Thanks a lot!
{{++เด็กศิลป์German++}} เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 117 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 157 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 31 ธ.ค. 2549 (01:16)
ตอบข้อ ๕ ที่ถามเกี่ยวกับตัวอักษรไทยตัวไหนตรงกับอังกฤษตัวไหนนั้นตอบไม่ได้ครับ เพราะมีบางตัวที่ตรงกันบางครั้ง บางตัวไม่มีตรงกันเลย เช่น

ง ไม่มีในภาษาอังกฤษเลย ฝรั่งบางคนอยู่เมืองไทย ๒๐ ปีก็ออกเสียง งู ไม่ได้ กลายเป็น นู
ตัว v ไม่มีตัวในภาษาไทยที่ออกเสียงเหมือนกัน ว ใกล้เคียงกับ w แต่ไม่ใช่ v ตัว v เวลาออกเสียงต้องเม้มริมฝีปากล่างไปอยู่ใต้ฟันบนก่อน เช่นคำว่า very ที่จริงแล้วชื่อไทยที่มีตัว ว เวลาเขียนเป็นอังกฤษต้องใช้ w หมด แต่เราใช้กันผิดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว (รวมทั้งนามสกุลผมด้วย)
ตัว g กับตัว ก ก็ไม่ตรงกัน คำว่าปืน gun ไม่มีทางเขียนเป็นไทยให้อ่านได้เพราะไม่ได้ออกเสียง กัน แต่ออกเสียงลึกจากในลำคอ

ผมแนะนำว่าไม่ควรจะพยายามเทียบว่าตัวไหนตรงกับอะไร ลืมเลย เอาแต่การออกเสียงภาษาอังกฤษอย่างเดียว
ศานติ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2451 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 320 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 3 ม.ค. 2550 (08:20)
ใช่ครับ ง ไม่มีในระบบเสียงภาษาอังกฤษ บางตัวแม้เทียบเคียงกันได้ก็มักจะเพี้ยนบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ มักไม่ตรงกันเสียเลย
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1361 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 282 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ
สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ
วิชาการ.คอม

บทความแนะนำ

Blog แนะนำ

Hot Links

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.