|
โพสต์เมื่อ:
09:33 วันที่ 16 เม.ย. 2548 ชมแล้ว:
226,008
ตอบแล้ว:
747
ดูดอกไม้เก่าจากกระทู้ "มีดอกไม้มาฝาก" ได้ที่ http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Pid=28584 จำนวน 725 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| 3| 4| 5| 6| 7| 8| 9| 10| 11| 12| 13| 14| 15| 16| 17| 18| 19| 20| 21| 22| 23| 24| 25| 26| 27| 28| 29| 30| 31| 32| -33- 34| 35| 36| 37| เป็นเส้นใยที่อยู่รวมกันอย่างหนาแน่นครับคุณครูไผ่ ที่คิดว่าเป็นแบบนี้ เพราะกระบองเพชรหลายพันธุ์ก็มีลักษณะคล้ายกัน คุณครูไผ่ลองไปหามาเลี้ยงเล่นสักกระถางก็ได้ ผมพยายามเพาะเมล็ดมงกุฎตุรกีอยู่พองอก จิ้งจกมากินหรือหนูก็ไม่ทราบ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 637 27 มี.ค. 2551 (20:27) จาก ความคิดเห็นที่ 634 เชิญอาจารย์ ไปเที่ยวบึงบอระเพ็ดได้เลยค่ะ เที่ยว........ปิดเทอม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 638 28 มี.ค. 2551 (10:41) #630 คนที่มีคุณค่าคือคนที่มีประโยชน์กับคนอื่น แต่ต้องไม่ร้ายคนอื่นด้วยค่ะ ขอบคุณอาจารย์นิรันดร์มากค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 639 28 มี.ค. 2551 (10:46) ![]() ความเห็นเพิ่มเติมที่ 640 28 มี.ค. 2551 (10:47) ![]() #622-623 เป็นผีเสื้อตอนกลางคืน น่าจะเป็นผีเสื้อกลางคืนค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 641 28 มี.ค. 2551 (10:50) ดอกแคกตัสของอาจารย์ ออกตั้งหลายดอก เยี่ยมจริงๆ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 642 28 มี.ค. 2551 (11:38) เฮ้อสงสัยบัวคงจะไม่ถูกกับกระบองเพชรจริงๆค่ะเลี้ยงทีไรตายทุกที โห คุณทุ่งอ้อเก่งจังค่ะเลี้ยงจนมันเป็นตัวได้ ค่ะมันเป็นผีเสื้อกลางคืนเป็นจำพวกศัตรูพืชค่ะ ชื่อหนอนกระทู้ผัก (Common cutworm) Spodoptera litura : Noctuidae ความเห็นเพิ่มเติมที่ 643 28 มี.ค. 2551 (14:31) ขอบคุณ คุณ ornyupa มากค่ะ แหม.........แค่ปล่อยให้หนอนกินผัก ประมาณ 1 อาทิตย์ หลังจากนั้น ก็ปล่อยให้นอนเล่น(เป็นดักแด้) อีกประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ได้หนอนกระทู้ผัก แล้วค่ะ เลี้ยงง่ายมากๆ แต่ถ้ามันเป็นศัตรูพืชล่ะก็.............คงไม่มีใครเลี้ยงแน่ๆ นอกจากอ้อล่ะ เท่าที่ผมทราบ ผีเสื้อกลางคืน เวลาเกาะนิ่ง ๆ เขาจะแผ่ปีกกางขนานหรือเกือบขนานใบไม้ #639 น่าจะเป็นผีเสื้อกลางวัน ผมลงทุนไปกับแคกตัสโขอยู่ครับว่าที่มหาบัณฑิตอ้อ นอกจากอ้อแล้วก็มีผมอีกคนที่เลี้ยงศัตรูพืชอย่างหนอนผีเสื้อ เกษตรกรไทย เป็นทาสนักขายสารเคมี ต่อมาคนขายสารเคมีเอาปุ๋ยมาให้ลองใช้ก่อน แต่ ศัตรูของศัตรูพืชสิ มันปรับตัวไม่ได้ พากันตายหมด จากนั้นเป็นต้นมา ก็ต้องซื้อทั้งปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืช และต้องมากขึ้น ๆ เหมือนติดยาบ้า และเกษตรกรก็กลายเป็นหนี้คนขายสารเคมีกันทั้งเมืองไทย เอ บ่นทำไมนะเรา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 647 28 มี.ค. 2551 (21:18) พูดถึงเรื่องสารกำจัดศัตรูพืช ผมเองกำลังศึกษาข้อมูลเรื่องการกระตุ้นให้เกิดการสร้างสาร secondary metabolite ตัวนี้คือ curcuminoid ของขมิ้นชันในสภาพปลอดเชื้อน่ะครับ จากการลองสืบค้นเอกสารที่เกี่ยวข้องก็พบว่า พืชทุกชนิดมีกลไกการป้องกันตัวเองจากศัตรูพืชอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าระดับแตกต่างกันเท่านั้น ทำให้พืชทนทานต่อโรคแตกต่างกัน แต่ก็มีรายงานที่ว่า ใช้สารเคมีบางชนิด หรือจุลินทรีย์(หรือซากจุลินทรีย์)บางชนิด เหนี่ยวนำให้พืชมีความต้านทานสูงขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม เพราะสารเคมีเหล่านี้เป็น signal ที่ทำให้เกิด SAR ต้านทานต่อโรคพืชอยู่แล้ว รู้สึกว่าเค้าจะเรียกว่า Biocontrol รึยังไงเนี่ยล่ะครับ ก็คิดว่าเป็นหนทางหนึ่งของการกำจัดศัตรูพืช ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ หรือบางทีอาจใช้ MAS ช่วยคัดเลือกสายพันธุ์ต้านทานให้แก่เกษตรกร หรือ(ในประเทศที่ยอมรับ)ใช้ transgenic plant ที่ได้รับการถ่ายยีนต้านทานโรค ผมเองก็ไม่ทราบว่าเค้าตื่นตัวกันขนาดไหนกับเรื่องนี้ แต่คิดว่าเป็นทางเลือกที่นอกจากเห็นผลทันใจไม่แพ้ยาฆ่าแมลงแล้วยังไม่ก่อให้เกิดผลเสียในระยะยาวอีกด้วย.. คุณ ตุเช่ ช่วยนำความรู้เรื่องราวที่ว่าข้างต้น มาขยายความให้พวกเราฟัง(อ่าน)หน่อยสิครับ ขอบคุณล่วงหน้าเลย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 649 30 มี.ค. 2551 (00:05) ได้ครับ พืชก็มีระบบป้องกันตนเองเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกับสัตว์ แต่ด้วยความแตกต่างอย่างยิ่งของพืชและสัตว์ทำให้มีการพัฒนาระบบป้องกันที่ต่างออกไป แบ่งออกเป็น 3 วิธีใหญ่ ๆ ครับ วิธีแรก ก็จะเป็นการป้องกันเชิงกายภาพ นั่นก็คือชั้นคิวติเคิลและกำแพง ที่จะป้องกันไม่ให้เชื้อก่อโรคเข้ามารุกราน ก็จะมีพวกสาร คิวติน แวกซ์ และซูเบอรินเคลือบอยู่ วิธีที่สอง เรียกว่า hypersensitive response เมื่อการรุกรานของเชื้อประสบความสำเร็จก็จะมีการตอบสนองโดย receptor ที่รับรู้ถึงการบุกรุก ไปกระตุ้นให้มีการสร้าง reactive oxygen species ซึ่งได้แก่ O2 radical hydrogenperoxide และ hydroxyl radicle ที่เป็นอนุมูลอิสระซึ่งจะแตกตัวเป็นลูกโซ่กับสารชีวโมเลกุลภายในเซลล์ และต่อโมเลกุลของเชื้อที่รุกรานเข้ามา ส่งผลให้บริเวณที่มีการตอบสนองมีการตายของเซลล์เกิดขึ้น ช่วยในการทำลายแหล่งอาหาร และยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้ออีกด้วย เรียกกระบวนการนี้ว่า programmed cell death แต่กระบวนการนี้ยังต้องอาศัยสารสัญญาณอีกอย่างคือ NO (nitric oxide) จึงจะประสบความสำเร็จ เมื่อภายในเซลล์มี NO และ reactive oxygen species เกิดขึ้น จะกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์เอ็นไซม์ต่าง ๆ ที่กระทำหน้าในวิถีการสังเคราะห์สารปกป้อง เช่น lignin, Phytoalexin, Salicylic acid ที่จะช่วยป้องกันและทำลายเชื้อโรค และเอ็นไซม์ที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโดยตรงคือกลุ่มของ hydrolytic enzyme วิธีที่สาม เรียกว่า Systemic Acquired Resistance (SAR) เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้รับสารสัญญาณที่มาจาก hypersensitive resonse สารตัวหนึ่งที่ทราบกันดีคือ salicylic acid สัญญาณดังกล่าวจะไปกระตุ้นให้เกิดการสังเคราะห์สารทุติยภูมิหรือ secondary metabolite เช่น พวก anthocyanin, limonene, menthol, curcumin ที่ในบางชนิดเรานำมาใช้งานในรูปแบบของยาสมุนไพร ตัวหนึ่งเลยที่ผมกำลังศึกษาอยู่คือ curcumin ซึ่งเป็นยาสารพัดโรค มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียแกรมบวก และมีผลการวิจัยเกี่ยวกับความสามารถเป็น freeradical-scavenger หรือ antioxidant, chemoresistance agent, antimutative agent อย่างกว้างขวาง ซึ่งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นหลังกระบวนการติดเชื้อ และพืชสามารถรอดตายจากการติดเชื้อนั้น การควบคุมกลไกต่าง ๆ นั้นถูกกำหนดโดยยีนที่เรียกว่า R genes ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดควบคุมความตอบสนองต่อเชื้อ และกระบวนการต่อต้านเชื้อ R genes นั้นพบได้หลายชนิดในต้นเดียว และมักจะอยู่เป็นชุด ๆ ผลผลิตของ R genes ส่วนหนึ่งจะกระจายไปอยู่ตาม membrane เพื่อเป็น receptor เมื่อมีการเกาะของเชื้อ หรือกระจายอยู่ใน cytoplasm เพื่อตอบสนองต่อโมเลกุลของเชื้อที่เกิดมาจากการรุกราน R genes นี้จะถูกนำมาใช้เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีความต้านทานสูง ซึ่งการคัดเลือกด้วยยีน เราจะเรียกว่า Marker assisted selection (MAS) เหล่านี้คือข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวกับระบบป้องกันจุลินทรีย์ของพืชแบบคร่าว ๆ ซึ่งเรียบเรียงโดยผมเอง เลยอาจดูทะแม่ง ๆ นิดนึง ก็ขออภัยมือใหม่หัดเขียนครับ สำหรับแนวทางการประยุกต์ใช้เพื่อเกษตรกร ผมอยากจะมาต่อคราวหน้าจะได้มั้ยครับ? อ้างอิง: Linconln Taiz & Eduaro Zeiger, Plant Physiology Fourth Edition, 2006. และวิชา 416457 Genome & DNA Markers สอนโดยอาจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร. สุรินทร์ ปิยะโชคณากุล และ อาจารย์ ดร. วิภา หงษ์ตระกูล ความเห็นเพิ่มเติมที่ 650 30 มี.ค. 2551 (00:16) นอกจากการป้องกันเชื้อก่อโรคแล้ว พืชก็ยังมีระบบพิเศษสำหรับจัดการกับแมลงศัตรูพืช และสัตว์กินพืชอีกด้วย ซึ่งผมจะได้เอามาลงในคราวหน้าครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 651 30 มี.ค. 2551 (21:37) พืชป้องกันตัวจากแมลงได้อย่างไร โดยปกติแล้ว พืชมีระบบป้องกันตัว 2 แบบ คือแบบ constitutive defense response และ induced defense response ซึ่งความแตกต่างอยู่ตรงที่ ระบบจะตอบสนองก่อน หรือหลังจากถูกโจมตี การตอบสนองนั้น ในบางครั้งได้ผลลัพท์เป็นสารต่อต้านตัวเดียวกัน นั่นก็คือพวก สารทุติยภูมิ (secondary metabolite) constitutive defense response ดังที่กล่าวมาแล้ว คือระบบจะทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะมีความจำเพาะแตกต่างกันไปในแต่ละชนิดของพืช(species-specific) และระบบจะมีการเก็บรวบรวมสาร ซึ่งอาจใช้เป็น precursor สำหรับตอบสนองได้ทันทีที่มีการโจมตีเกิดขึ้น หรือเป็นสารทุติยภูมิที่เป็นพิษต่อแมลง หรือน้ำมันหอมระเหยที่จะดึงดูดศัตรูธรมชาติให้มาจัดการครับ induced defense เป็นระบบที่เปิดขึ้นเมื่อตรวจพบการโจมตี ซึ่งจะมีการตอบสนองขึ้นอยู่กับระดับการโจมตี แบ่งได้เป็น 3 ชนิด 1. Ploem feeders พวกเจาะกินน้ำเลี้ยง ซึ่งจะทำให้มีบาดแผลเล็กน้อยที่ epidermis และ mesophyll cells แต่จะมีการตอบสนองไปในแนวทางของการรับมือกับเชื้อก่อโรคที่ติดตามมากับบาดแผลมากกว่า ซึ่งจะใช้ระบบดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วที่ความเห็น 649 2. Cell content feeders พวกกินเนื้อไม้ จะทำให้เกิดบาดแผลปานกลางแก่ต้นพืช 3. Chewing insects พวกกินเคี้ยวเอื้อง (ไม่รู้จะแปลยังไงดีครับ Chewing ใครรู้คำที่เหมาะสมช่วยด้วย) เช่นพวกหนอนผีเสื้อ หนอนกินใบ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงแก่พืช ซึ่งจะมีระบบตอบสนองแบบจำเพาะ ระบบตอบสนองแบบจำเพาะต่อน้ำลายของแมลง เมื่อมีการโจมตีโดยแมลงศัตรูคู่อาฆาต โมเลกุลในน้ำลายของแมลงจะมีส่วนช่วยในกระบวนการกระตุ้นระบบป้องกันโดยตรง ยกตัวอย่างในหนอนผีเสื้อบางชนิด น้ำลายของมันจะมีกรดอะมิโนกลูตามินอยู่มาก ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยากับกรดไขมัน ไลโนเลนิค และไลโนเลอิค โดยใช้เอ็นไซม์ที่อยู่ในพืช รวมตัวกันเกิดเป็นสารประกอบ fatty acid-amino acid หรือ fatty acid amides แล้วมีการเติมหมู่ hydroxyl ที่ตำแหน่งที่ 17 ของไลโนเลนิค เรียกชื่อสารนี้ว่า volicitin ซึ่งสารตัวนี้จะมีความสามารถในการชักนำให้มีการสร้างสารหอมระเหย(volatine)ในพืช และเมื่อพืชได้รับสัญญาณนี้ก็จะมีการกระตุ้นวิถีป้องกันหลักที่ชื่อว่า octadecanoid pathway ที่จะนำไปสู่การสร้างสารสัญญาณ Jasmonic acid Jasmonic acid จะมีบทบาทต่อไปในการชักนำให้มีการสร้างโปรตีนพืชบางชนิดที่มีคุณสมบัติขัดขวางการย่อยของแมลงศัตรูพืช เช่นสาร alpha amylase inhibitors ที่จะไปเอนไซม์ช่วยย่อยคาร์บอไฮเดรตของแมลง และ/หรือ lectin ที่จะเข้าไปจับกับคาร์บอไฮเดรต หรือสารประกอบคาร์บอไฮเดรตโปรตีน หลังจากการย่อย lectin จะไปจับอยู่กับ epithelial cells ส่งผลยับยั้งการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย สารตัวหนึ่งที่รู้จักกันดีคือ proteinase inhibitors ที่จะไปทำหน้าที่ยับยั้งการย่อยสลายโปรตีน โดยจะไปจับจำเพาะกับเอ็นไซม์เช่น trypsin, chymotrypsin ของแมลงนั้น ๆ อย่างไรก็ดี แมลงบางชนิดก็มีการปรับตัวเพื่อให้ตัวมันเองมีความสามารถในการทำลาย หรือนำสารต่อต้านของพืชมาใช้ประโยชน์ ส่งผลให้การรุกรานประสบผลสำเร็จ แต่พืชเองก็มีการปรับตัวต่อต้านเช่นกัน เกิดเป็นวิวัฒนาการร่วมก้นต่อเนื่องมาหลายล้านปีต่อมา ความเห็นเพิ่มเติมที่ 652 30 มี.ค. 2551 (21:45) สำหรับแหล่งอ้างอิงมาจากหนังสือเล่มเดิม ซึ่งเป็นแค่เพียงส่วนย่อยผิวเผิน ของบท secondary metabolite and plant defence ซึ่งผมจะศึกษากลไกโดยละเอียดจาก Molecular Plant Pathology, Annual Plant Reviews V.4 ของ Matthew Duckinson และ Jin Beynon ซึ่งอาจจะหาเวลาเอาลงบล๊อก ก็เชิญชวนไปอ่านกันได้ครับ สำหรับการใช้วิธีควบคุมโดยธรรมชาติในการเกษตร ซึ่งจะเอามาลงต่อไปมาจากหนังสือ "การควบคุมโรคพืชโดยวิธีธรรมชาติ" ของรองศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ ทวีชัย ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผมขอยืมมาจากคุณสิรินา อ่ำรุ่ง แล้วจะหยิบยกมาในวันพรุ่งนี้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 653 30 มี.ค. 2551 (22:47) ขอบคุณคุณตุเช่ที่เอาความรู้ที่น่าสนใจมาฝากครับ ผมไม่มีความรู้ทางชีววิทยาสักเท่าใด ความเห็นเพิ่มเติมที่ 654 31 มี.ค. 2551 (11:17) ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยครับ เดี๋ยวจะลองกลับไปรื้อเอกสารดูนะครับ อาจจะเป็นฤทธิ์อย่างหนึ่งของสารทุติยภูมิของพืช ไม่ทราบอาจารย์นิรันดร์เคยได้ยินเรื่องนี้รึเปล่าครับ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเมื่อปลูกต้นกฤษณาแล้ว ต้องการให้มีการผลิตน้ำมันหอมระเหย ก็จะมีการตอกตะปูไปที่ลำต้น ให้ลำต้นเป็นแผล อาจารย์ภาควิชาเคมีคณะวิทฯ มก. ท่านก็เลยสนใจศึกษา พบว่าเชื้อราบางสายพันธุ์ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการสร้างสารหอมได้เช่นเดียวกัน ซึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์ส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อบาดแผล และการรุกรานของจุลินทรีย์ ผมว่าจะไปคุยกับท่านเร็ว ๆ นี้ล่ะครับ คาดว่าได้รายละเอียดเมื่อไหร่แล้วผมจะมาบอกต่อ
สำหรับกลไกควบคุมโรคพืชโดยวิธีธรรมชาติ มีกลไกยับยั้งโรค 4 ประการ คือ 1. การแข่งขัน อาจเป็นการแข่งขันเพื่อแย่งชิงพื้นที่ หรืออาหารในดินบริเวณนั้นของแบคทีเรีย ซึ่งมีการนำเชื้อไม่ก่อโรคที่เป็นปฏิปักษ์กับเชื้อก่อโรคมาปลูกในบริเวณเพาะ ทำให้เชื้อโรคพืชไม่สามารถแพร่กระจายได้สูง เช่นเชื้อจุลินทรีย์ที่สร้างสาร siderophores ที่จะตรึงธาตุเหล็กได้ดีกว่าเชื้อก่อโรค ทำให้แบคทีเรียก่อโรคอยู่ไม่ได้ โรคในพืชก็จะลดลง และยังเพิ่มผลผลิตพืชอีกด้วย หรือในกรณีการสร้างวัคซีนป้องกันโรคใบด่างวงแหวน (ring spots) โดยปลูกเชื้อสายพันธุ์ไม่รุนแรงแก่มะละกอ ทำให้มะละกอสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ 2. การเป็นปรสิต หมายถึงเชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ ที่เข้าไปหาอาหาร หรืออาศัยอยู่ในเชื้อก่อโรค เช่น เชื้อรา Trichoderma harzianum ซึ่งเป็นปรสิตของเชื้อ Rhizoctonia solani ที่เป็นเชื้อก่อโรค ทำให้อ่อนแอ และตายไปในที่สุด 3. การทำลายชีวิต หมายถึงเชื้อปฏิปักษ์ สร้างสารทุติยภูมิออกมายับยั้งการเจริญ หรือฆ่าเชื้ออื่น เช่นที่เราทราบกันดีคือ ราเพนิสซิลเลียม ที่สามารถสร้างสารเพนิสซิลลิน ยับยั้งเชื้อโรคได้อย่างกว้างขวาง ในปัจจุบันมีการใช้ยาปฏิชีวนะแก่พืช แต่ยานั้นอยู่ได้ไม่นาน ก็จะหมดฤทธิ์ และแบคทีเรียก่อโรคก็สามารถพัฒนาตัวเองรอดชีวิตจากยานั้นเมื่อใช้ครั้งต่อไป เรียกกันว่า เชื้อดื้อยา เพราะฉะนั้น การใช้เชื้อที่ยังมีชีวิต จะเป็นการดีกว่าเพราะสามารถผลิตสารได้ต่อเนื่อง และพัฒนาตนเองต่อสู้กับเชื้อได้เรื่อย ๆ ทำให้เกิดผลดีในระยะยาว ไม่จำเป็นต้องคอยเติมเชื้อ เหมือนสารเคมี 4. การชักนำให้พืชต้านทานโรค เป็นการนำเชื้อที่อ่อนแอ หรือส่วนหนึ่งของเชื้อก่อโรคไปกระตุ้นให้พืชสร้างภูมิคุ้มกัน ต้านทานเชื้อก่อโรคได้ในเวลาต่อมา บางครั้งอาจใช้สารเคมีบางชนิดที่มักจะเป็น signal ในกระบวนการต้านทานโรคมาใช้กระตุ้น เช่นสารพวก Salicylic acid INA หรือที่ผมได้รับคำแนะนำมาอีกตัวคือ BTH (Benzothiadiazole) ที่เคยถูกใช้เหนี่ยวนำความต้านทานโรคในสับปะรด หรือเชื้อสายพันธุ์ใกล้ชิดเชื้อก่อโรคที่ไม่ก่อให้เกิดโรคมาปลูก อีกวิธีหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าจะเรียกว่าวิธีธรรมชาติดีไหม ก็คือ วิธีที่ใช้สารสกัดมาจากพืชที่สร้างสารทุติยภูมิเป็นสารพิษ ที่เราทราบกันดีคือ สะเดา นำมาหมักคั้นน้ำ และฉีดพ่น สามารถป้องกันแมลงและเชื้อก่อโรคได้เช่นเดียวกัน แต่มีข้อเสียคือ จะต้องฉีดพ่นอย่างต่อเนื่อง ในทุกฤดูกาล ทุกปี จึงเป็นวิธีที่น่าสนใจน้อยกว่าการอาศัยกลไกข้างต้น. จบแล้วครับ สำหรับเรื่องการพิทักษ์พืชในวิธีธรรมชาติ ในตอนแรก ๆ อาจดูอ่านยากไปนิดนึง เพราะเป็นความรู้เสมือนเฉพาะทาง แต่ที่ผมนำมาก็เพื่อที่ว่าจะได้เข้าใจกลไก เหตุผลบางส่วน ที่ได้นำเสนอต่อมาในรูปแบบของวิธีควบคุมโรคพืช ทั้งนี้ข้อมูลส่วนใหญ่นำมาจากหนังสือ การควบคุมโรคพืชโดยวิธีธรรมชาติของอาจารย์นิพนธ์ และส่วนหนึ่งมาจากความคิดเห็น และประสบการณ์ของผมเอง สำหรับวิธีโดยละเอียดนั้น สามารถติดตามอ่านได้ในหนังสือเล่มดังกล่าวครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 655 31 มี.ค. 2551 (14:08) พอดีเพิ่งได้ดูรายการโทรทัศน์ช่องหนึ่งเกี่ยวกับการทำไม้กฤษณา เขาใช้การเจาะรูแล้วอัดสารบางอย่างเข้าไปในรูนั้น แล้วเนื้อไม้โดยรอบก็จะกลายเป็นสีดำและเป็นไม้หอมขึ้นมา หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
![]() บทความแนะนำBlog แนะนำHot Linksขอบคุณผู้สนับสนุน |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |