|
>>> อยากทราบ การเกิด และวิวัฒนาการ ของ ดาวฤกษ์ <<<
โพสต์เมื่อ:
16:02 วันที่ 10 พ.ค. 2548 ชมแล้ว:
29,725
ตอบแล้ว:
120
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 10 พ.ค. 2548 (17:17) อ่านบทความของคุณพวงร้อยหรือยังครับ? ถ้าสงสัยอะไรเพิ่มเติม ก็มาโพสตถามละกัน http://www.vcharkarn.com/vastronomy/?secid=55 ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 พ.ค. 2548 (17:29) ................หว๋า......ภาพ หาย ไป เร้ว อ่ะ ............... ................ขอบ คุณ คุณ เนย สด มาก ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 10 พ.ค. 2548 (17:54)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 11 พ.ค. 2548 (11:06) เราสามารถมองเห็นหลุมดำได้จากรังสี X ที่หมุดดำปล่อยออกมาครับ ซึ่งรังสี X-ray นี้ จะมีเข้มข้นที่สุดเมื่อหมุดดำกำลังดูด มวลของดาว หรือเทหวัตถุที่โชคร้ายเข้าไป ผมลูกไอน์สไตน์คับ.. (IP:203.151.140.115,203.113.61.103,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 11 พ.ค. 2548 (11:47) เขียนผิดอีกแย้วขอโทษครับ ผมลูกไอน์สไตน์คับ.. (IP:203.151.140.115,203.113.61.103,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 11 พ.ค. 2548 (12:37) คือดาวฤกษ์เกิดจากการที่เศษฝุ่นและกลุ่มก๊าซภายในเนบิวลายุบตัวลุงเนื่องจากแรงโน้มถ่วงในบริเวณที่มีกลุ่มฝุ่นจำนวนมากกว่าบริเวณอื่นๆในเนบิวลา ทำให้แรงโน้มถ่วงบริเวณนั้นมีมากด้วยจึงดูดเอากลุ่มฝุ่นที่อยู่ในเนบิวลามารวมกันเกิดเป็นแกนของดวงดาวขึ้นมา พลังงานศักย์โน้มถ่วงของกลุ่มฝุ่นจึงทำให้เกิดความร้อนขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อความร้อนนั้นมีอุณหภูมิอยู่ในระดับ ล้านเคลวิน แกนของดวงดาวจะเริ่มหมุดตัวซึ่งเป็นไปตามกฎอนุรักษ์เชิงโมเมนตัมทำให้เกิดจานรวมมวลขึ้นมา เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอีกในระดับหนึ่ง ก็จะก่อให้เกิดพลาสมา พลาสมาในช่วงนี้จะก่อตัวเป็นรูปลำท่อ ชี้ออกทางขั้วเหนือ และขั้วใต้ของจานรวมมวล จึงทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น เราเรียกช่วงนี้ของดาวว่าช่วง โปรโตสตาร์ หรือดาวทารก เมื่ออุณหภูมิในแกนกลางของโปรโตสตาร์ สูงขึ้นในระดับ 10 ล้านเคลวิน ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่นจะจุดตัวเองขึ้น สร้างพลังงานมหาศาลส่งออกไปทั่วทั้งดวงดาวและนี่คือจุดเริ่มต้นของชีวิตดวงดาวที่แท้จริง.................................นี่แหละครับคือกระบวนการที่ทำให้เกิดดวงดาวขึ้น ส่วนการสิ้นชีวิตของดวงดาวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดและมวลของดวงดาวครับคือ มวลมากก็อายุสั้น ส่วนมวลน้อยจะมีอายุยาวนานกว่าดาวมวลมาก...........เรื่องของดวงดาวต้อนที่กำลังจะสิ้นอายุไขก็ยังมีอีกมากมาย เพราะต้องแบ่งเป็นดาวมวลมาก ปานกลาง และดาวมวลน้อย ผมคงพิมพ์ไม่ไหวหลอกครับ ........................... ผมลูกไอน์สไตน์คับ.. (IP:203.151.140.118,203.113.61.103,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 11 พ.ค. 2548 (14:15) .......อู้ ..........ท่า ทาง เรื่อง จะ ยาว ..........เดี๋ยว ผม Search เอา จา เว็บ ต่าง ประ เทศ ก้ ได้ ..........แต่ ผม ขอ key word - ไว้ ได้ มั๊ย ครับ ...........ผม อยู่ นอก วงการ เด็ก วิทย์ จริง ๆไม่ รู้ เรื่อง นี้ เลย ...........แต่ สน ใจ มาก ๆ........ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 11 พ.ค. 2548 (16:41)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 พ.ค. 2548 (21:03) protostar ตือ สภาพก่อนดาวฤกษ์ครับ ส่วนพุ่งออกมาเป็นลำเรียกเจ็ต (jet) บริเวณใจกลางดาว มีอุณหภูมิสูงหลายแสนเคลวิน และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นสิบล้านเคลวิน ถ้าอยากดูปฏิกริยานิวเคลียฟิวชัน ที่นี่ละเอียดดีครับ http://nobelprize.org/physics/educational/energy/fusion_2.html ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 11 พ.ค. 2548 (21:09) อ๋อ ขอแสดงความเห็นเรื่องหลุมดำหน่อยนะครับ คือผมคิดว่า หลุมดำเนี่ย น่าจะคล้ายกับดาวฤกษ์ทั่วไป เวลาที่มันตายแล้วเนี่ย มันไม่น่าจะหยุดส่องแสงทันที อย่างดาวแคระขาว ซากดาวฤกษ์ขนาดเล็ก ก็ยังส่องแสงได้อยู่ จนมันไม่สามารถเกิดปฏิกริยาภายในได้แล้ว มันก็จะมอดดับลง ส่วนในกรณีดาวยักษ์ ที่กลายเป็นหลุมดำนั้น ส่วนที่จะกลายเป็นหลุมดำ น่าจะส่องแสงได้อยู่ แต่ด้วยความหนาแน่น และมวลที่เยอะมากของมัน ทำให้อวกาศบิดงอ จนแสงหนีออกมาไม่ได้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 12 พ.ค. 2548 (09:31) คุณ Tanu. คุณรู้ไหมว่าระบบดาวคู่เกิดขึ้นได้อย่างไร?.... มันก็มีผลสืบเนื่องมาจาก โปรโตสตาร์ นี้แหละครับ คือช่วงที่แกนดาวเริ่มหมุน ก็จะทำให้เกิดจานรวมมวลขึ่น ถ้าโปรโตสตาร์ดวงไหนมีมวลในจานรวมมวลค่อนข้างมาก โปรโตสตาร์จะไม่ค่อยมีเสถียรภาพในตัวเอง มวลส่วนหนึ่งจึงถูกเหวี่ยงออกจากจานรวมมวลไปก่อตัวเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ที่อยู่ใกล้เคียงกัน..........นี้แหละครับคือ จุดกำเนิดของระบบดาวคู่.................. ผมลูกไอน์สไตน์คับ.. (IP:203.151.140.112,203.113.61.103,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 12 พ.ค. 2548 (10:45)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 12 พ.ค. 2548 (12:38) คือเรามีความรู้อะไรเราก็แบ่งกันไปครับ......ดีกว่าเก็บไว้คนเดียว........มันจะศูนย์เปล่าไปเฉยๆ ผมลูกไอน์สไตน์คับ.. (IP:203.151.140.112,203.113.61.103,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 12 พ.ค. 2548 (13:24) คือในขณะที่หลุมดำกำลังดูดมวลจากเทหวัถุที่โชคร้าย มวลนั้นจะหมุนวนรอบหลุมดำก่อนที่จะตกลงไปในหลุมดำเป็นรูปวงกลมก้นหอย ในขณะนั้นมวลจะเกิดการเสียดสีกันจนทำให้เกิดความร้อนขึ้นอย่างมหาศาลจึงปลดปล่อยรังสี X ออกมา ก่อนที่จะตกลงสู่หลุมดำและถูกดึงดูดไว้....... ส่วนในกรณีที่หลุมดำยังไม่ได้ดูดอะไรมันจะปล่อยคลื่นวิทยุและรังสี X (คลื่นวิทยุจะปล่อยในปริมาณมากส่วนรังสี X พบว่าปล่อยออกมาค่อนข้างน้อย ) ส่วนด้วยสาเหตุอะไรนั้นผมยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะในหนังสือที่ผมเคยอ่านมาเขาบอกว่าหลุมดำที่ใจกลางของแกแล็คซี่ทางช้างเผือกของเรา(Sgr A*)เป็นแหล่งของคลื่นวิทยุความเข้มข้นสูง แต่ปลดปล่อยรังสี X ออกมาในจำนวนน้อย แต่ไม่ได้บอกว่าเพราะสาเหตุหรือกลไกรอะไร คนเดิมครับ (IP:203.151.140.112,203.113.61.103,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 12 พ.ค. 2548 (13:37) คุน Tanu. ลองเข้าไปอ่านข้อความใน www.darasart.com ดูซิครับ ที่เขียนว่า "หลุมดังที่ใจกลางแกแล็คซี่ทางท้างเผือก" นั้นแหละ ก็คนเดิมอีกแหละ (IP:203.151.140.112,203.113.61.103,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 22 พ.ค. 2548 (10:00) เอาแบบละเอียดยิบเลยปาวคะ ทามมายว้า... กุเกลียดคนขี้โม้ (IP:202.5.88.134,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 22 พ.ค. 2548 (10:14) ลอกในหนังสือให้เลยนะคะ ทามมายว้า... กุเกลียดคนขี้โม้ (IP:202.5.88.143,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 22 พ.ค. 2548 (10:39) เพราะว่าหลุมดำไม่ดำจริงสิคะ ถ้าไม่มีอะไรออกมาได้จริง แล้วรังสีจะออกมาได้อย่างไร แล้วแสงจะออกมาได้อย่างไร อ๊ะ อย่าเถียงนะ แสงไม่ออกมาแล้วเราจะเห็นเส้นขอบฟ้าของหลุมดำได้ไงล่ะ ทามมายว้า... กุเกลียดคนขี้โม้ (IP:202.5.88.142,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 22 พ.ค. 2548 (11:43) อืม...ดาวฤกษ์เกิดจากกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่เป็นไฮโดรเจน ยุบตัวลงเพราะแรงโน้มถ่วงของตัวเอง ขณะที่ยุบตัว อะตอมของก๊าซจะพุงชนกันถี่ขึ้นด้วยความเร็วสูงข้นเรื่อยๆ ก๊าซจะมีความร้อนสูงอย่างต่อเนื่อง ในสุดความร้อนก็จะสูงจนถึงระดับที่อะตอมของไฮโดรเจนเมื่อพุ่งชนกันแล้วไม่สะท้อนกลับออก แต่เกาะตัวกันกลายเป็นฮีเลี่ยมปฏิกิริยาเช่นนี้จะปล่อยความร้อนออกมาเหมือนกับการระเบิดของไฮโดรเจน ความร้อนที่เพิ่มเข้ามาอีกนี้จะไปเพิ่มแรงดันให้กับก๊าซ จนมากพอ่จะต้านแรงดึงดูดให้อยู่ในภาวะสมดุลและหยุดยุบตัวเหมือนกับลักษณะของลูกโป่งที่มีความสมดุลระหว่างแรงดันอากาศภายใน่พยายาที่จะขยายลูกโป่งออกกับแรงดึงของยางที่จะหดลูกโป่งให้เล็กลง ดาวฤกษ์จะมีสเถียรภาพเช่นนี้ยาวนาน ด้วยความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ต้านทางแรงโน้มถ่วง แต่ในท่สุดไฮโดรเจนและก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จะหมดลง ยิ่งดาวที่มีไฮโดรเจนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งหมดเร็วมากขึ้นเท่านั้น เพราะ ดาวที่มีมวลมากยิ่งต้องใช้ความร้อนสูงในการต้านทานแรงดึงดูด และยิ่งใช้ความร้อนสูง เชื้อเพลิงที่มีอยู่จะเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว ดวงอาทิตย์ของเรานี่ น่าจะมีเชื้อเพลิงใช้อีกสัก5000ล้านปีอ่านะศึ่งน้อยกว่าอายุของเอกภพมาก เมื่อดาวฤกษ์มีขนาดเล็กลงอานุภาคสสารจะมีตำแหน่งอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ซึ่ง ในสภาวะเช่นนั้น อานุภาคจะมีความเร็วต่างกัน และจะเคลื่อนตัวออกจากกัน และมีแนวโน้มที่จะทำให้ดาวขยายตัวออก ดังนั้นดางจะอยู่ในลักษณะสมดุลระหว่างแรงดึงดูดกับแรงผลักอย่างไรก็ตาม แรงผลักดังกล่าวมีขอบเขตจำกัดถ้าหากดาวมีความหนาแน่นสูงถึงระดับหนึ่ง แรงผลักที่เกิดจากหลักการจำกัดขอบเขตที่มีกำลังน้อยกว่าแรงโน้มถ่วง ทามมายว้า... กุเกลียดคนขี้โม้ (IP:202.5.88.137,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 22 พ.ค. 2548 (12:17) ดาวฤกษ์ที่เย็นลง้ามีมวลมากกว่า1.5เท่าของดวงอาทิตย์ จะไม่สามารถต้านทานแรงโน้ม่วงของตัวเองได้ ถ้าหากมวลของดาวมีค่าน้อยกว่า1.5เท่ามันจะหยุดยุบตัวเป้นดาวแคระขาวที่มีรัศมีไม่กี่พันไมล์ ทามมายว้า... กุเกลียดคนขี้โม้ (IP:202.5.88.138,,) หากจะโพสต์คำตอบสำหรับกระทู้ในห้องนี้ ล๊อกอินก่อนนะคะ สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ ที่ http://www.vcharkarn.com/my ค่ะ |
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |