ช่วยหน่อยนะครับ แบบจำลองอะตอม

ช่วยสอนเรื่องแบบจำลองอะตอมของ โบร์ ให้หน่อยได้มะครับพี่ๆทั้งหลาย ผมเพิ่งเรียน ม.4 อ่ะครับ ขอแบบ อ่านแล้วเข้าใจง่ายๆหน่อยนะครับ เพราะอ่านเองยังไงมันก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ขอความกรุณาจากพี่ทั้งหลายช่วยเด็กน้อยตาดำๆคนนี้ด้วยเถอะนะครับ "ได้โปรด"



ความคิดเห็นที่ 59

xx
23 เม.ย. 2550 14:17
  1. ในแต่ละsubshell ที่มีอิเลกตรอน 2 อิเลกตรอน นั้นเกิดจากการสังเกตของ Goudsmit และUhlenbeck นักศึกษา ป โท ชาวNertherland ที่เห็น spectrum แต่ละเส้นสามารถแยกได้อีก2 แบบ เมื่อถูกกระทำด้วยสนามแม่เหล็กภายนอก เขาจึงเชื่อว่าในแต่ละ orbital จะต้องมีอิเลกตรอนอยู่ 2 แบบ ซึ่งอยู่ด้วยกัน
    และมีการพิสูจน์แนวคิดนี้ด้วยการทดลองของ Stern Gerlach อีกครั้ง



ความคิดเห็นที่ 61

xx
23 เม.ย. 2550 14:54
  1. ที่จริงแล้ว แบบจำลองอะตอมสมัยใหม่ บอกแต่เพียงโอกาสหรือความน่าจะเป็นในการที่จะพบอิเลกตรอนที่คุณสมบัติหนึ่งๆ ในที่ว่างรอบๆ นิวเคลียส โดยใช้สมการทางคณิตศาสตร์รูปแบบหนึ่งที่เสนอโดยโชดิงเงอร์

    "ส่วนรูปร่างและทิศทางที่สามารถวางตัวได้ของออร์บิทัล
    ค่า n l m นั้นแตกต่างจากเลขควอนตัมอื่นๆ เนื่องจากเป็นผลจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ และไม่ได้เกิดจากทฤษฎีควอนตัม"

    อันนี้ขอคำอธิบายที่ชัดเจนหน่อยครับคุณ %- คือผมไม่ค่อยแน่ใจหรือผมอาจมีความเข้าใจที่คลาดคลื่นไป



ความคิดเห็นที่ 63

xx
23 เม.ย. 2550 17:07
  1. อันนี้ใช่ Pauli Exclusion Principle หรือเปล่าครับ



ความคิดเห็นที่ 65

xx
23 เม.ย. 2550 19:43
  1. คุณ %- ครับ ลองดูใน url นี้ครับ http://hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/pauli.html



ความคิดเห็นที่ 33

24 เม.ย. 2549 15:52
  1. นักวิทยาศาสตร์ของกลุ่มหมอก มี 3 คนป่ะ มีครายรู้บ้างอ่ะ เราทำเรื่องนี้อยู่



ความคิดเห็นที่ 47

21 เม.ย. 2550 13:40
  1. ใครก็ได้ตอบที่นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเซลล์มีใครบ้าง
    เรียนชวมึนมากๆ



ความคิดเห็นที่ 40

10 ก.ค. 2549 17:18
  1. ขอบคุณสำหรับความคิดที่ 32 ละกัน เรากำลังทำแบบจำลองอะตอมแรงนี้อยู่พอดี ขอบคุณนะ



ความคิดเห็นที่ 43

7 พ.ย. 2549 10:19
  1. สวัสดีค่ะ คืออยากทราบเรื่องงที่เกี่ยวกับ
    แบบจำลองอะตอมไฮโดเจนตามทฤษฎีอะตอมของโบว์
    ช่วยตอบด่วนด้วยนะค่ะกำลังทำเรื่องนี้อยู่ ขอบคุณค่ะ



ความคิดเห็นที่ 67

%-)
23 เม.ย. 2550 22:20
  1. Wave Functions, Probability Density ของอะตอมไฮโดรเจนเป็นที่มาของรูปที่เราคุ้นเคย



ความคิดเห็นที่ 66

%-)
23 เม.ย. 2550 20:40
  1. ในปี 1925 โวฟกัง เพาลี ได้สร้างหลักการกีดกันนี้ขึ้น เพื่ออธิบาย การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม

    โดยทฤษฎีของเขากล่าว ถึงว่า จะมีอิเล็กตรอนเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่เป็นไปตามสถานะควอนตัมตามเลขควอนตัมสี่ตัว โดยมี principle quantum number บ่งบอกระดับพลังงาน
    magnetic quantum number ใช้บอกทิศทางของ orbital angular momentum
    และ spin quantum number คอยบ่งบอกถึงทิศทางของการสปิน
    ถ้าไม่มีการกีดกันของเพาลี จะทำให้อิเล็กตรอนคนละตัวก็จะสามารถมีสถานะควอนตัมเดียวกันได้ สามารถอยู่ที่เดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน และมีทิศทางการวางตัวเหมือนกัน
    ผลก็คืออิเล็กตรอนก็จะไปกระจุกกันอยู่ในชั้นเชลล์ K กันหมดเนื่องจากเป็นระดับที่มีพลังงานต่ำที่สุด
    หลักการกีดกันของเพาลี ไม่ได้ใช้ได้กับอิเล็กตรอนเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับ เฟอร์มิออนตัวอื่นๆ ที่มีเลขสปินลงครึ่งเหมือนกับอิเล็กตรอน ได้แก่ โปรตอน นิวตรอน มิวออน และอนุภาคอื่นๆอีก


    ในขณะที่ โบซอนซึ่งเป็นอนุภาคที่มีสปินเป็นจำนวนเต็มจะไม่มีสมบัติแบบนี้
    โบซอนแก็ส จึงสามารถเกิดเป็น โบส-ไอน์สไตน์คอนเดนเซตได้ ที่อุณหภูมิต่ำใกล้ศูนย์องศาสัมบูรณ์ (อยู่ในระดับนาโนเคลวิน)และโบซอนทุกตัวจะมีสถานะทางควอนตัมเดียวกัน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

    ในขณะที่เฟอร์มิออนที่อุณหภูมิเดียวกันนั้นจะไม่ได้กระจุกตัวอยู่ด้วยกันขนาดนี้เนื่องจากกฏการกีดกันของเพาลี
    [[7566]]



ความคิดเห็นที่ 64

%-)
23 เม.ย. 2550 18:39
  1. ใช่แล้วครับ ผมพิมพ์ไม่ทันคนอ่านเลยแย่จัง



ความคิดเห็นที่ 50

%-)
21 เม.ย. 2550 19:46
  1. เรามาดูแบบจำลองของรัทเทอร์ฟอร์ด กันด้วย
    [[7414]]



ความคิดเห็นที่ 53

%-)
21 เม.ย. 2550 22:39
  1. เรื่อง ทวิภาคของคลื่นและอนุภาค นำมาอธิบายการคงอยู่ของอะตอมโดยไม่เกิดการยุบถล่ม
    [[7439]]



ความคิดเห็นที่ 52

%-)
21 เม.ย. 2550 20:04
  1. [[7418]]
    เมื่อรู้ถึงการมีอยู่ของระดับพลังงานเรียบร้อยแล้ว จึงทราบว่าอะตอมหนึ่งชนิดก็จะสามารถดูดกลืนพลังงานบางค่าเท่านั้น และในทำนองเดียวกันก็จะปลดปล่อยพลังงานบางค่าเช่นกัน

    เนื่องจากมีเรื่องระดับพลังงานของอิเล็กตรอนแต่ละตัวเป็นตัวกำหนด ความจริงเรื่องนี้จึงทำให้สามารถอธิบายเรื่องสเปกตรัมที่ไม่ต่อเนื่องของไฮโดรเจนได้ด้วย จึงเป็นการยืนยันความถูกต้องของแบบจำลองอะตอมของโบร์ครับ และยังเป็นการยืนยันเรื่องควอนตัมของแสงที่แพลงค์เสนอ



ความคิดเห็นที่ 49

%-)
21 เม.ย. 2550 19:41
  1. ต่อไปเป็นการเน้นทำความเข้าใจเรื่องของระดับพลังงานอย่างเดียว

    ยิ่งอิเล็กตรอนที่อยู่ในสมดุล แต่อยู่ห่างจากนิวเคลียสมาก ตัวมันจะมีพลังงานมากขึ้นด้วย เมื่อได้รับพลังงานอีกเล็กน้อย มันสามารถจะหลุดออกจากอะตอมได้เลย



    ในขณะที่ตัวที่อยู่ใกล้นิวเคลียส จะหลุดออกจากอะตอมยากกว่า เนื่องจากมีพลังงานในตัวอิเล็กตรอนเองต่ำ ต้องการพลังงานจากภายนอกมากกว่าจึงจะสามารถหลุดออกจากอะตอมได้



    ในภาพยังแสดงว่าอิเล็กตรอนเมื่อได้รับพลังงานจากภายนอก มันไม่ใช่แค่จะเกิดการหลุดไปจากอะตอมเท่านั้น แต่มันยังสามารถย้ายระดับพลังงานกันไปมาได้ด้วย โดยจะกระโดดจากระดับพลังงานเดิม ขึ้นไปชั้นที่มีระดับพลังงานสูงกว่า



    แต่ในกรณีที่อิเล็กตรอนมีการลดระดับพลังงานของตัวเอง มันจำเป็นจะต้องปล่อยโฟตอนออกจากตัวเอง โดยโฟตอนที่ออกมามีความยาวคลื่นที่แน่นอน ขึ้นกับว่า เกิดจากการเปลี่ยนระดับพลังงานใดนั่นเองครับ



    จากการคำนวณทางฟิสิกส์จะพบว่า ระดับพลังงานสูงๆจะมีค่าของพลังงานแตกต่างกัน น้อยกว่า

    ระดับพลังงานล่างๆ ทำให้เขียนเป็น ชั้นที่วงนอกๆ ยิ่งนอกยิ่งชิดกันนั่นเองครับ



    ชั้นของพลังงานต่างๆ (K L M N)ถูกตั้งชื่อกลุ่มตามนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบว่ามีระดับพลังงานนั้นอยู่จริงในอะตอม โดยยึดพื้นฐานมาจากทฤษฎีของโบร์ครับ
    [[7413]]



ความคิดเห็นที่ 48

%-)
21 เม.ย. 2550 19:23
  1. ทำความเข้าใจเป็นภาพจะเข้าใจมากขึ้นครับ
    ภาพนี้แสดงอะตอมทองคำ แสดงอิเล็กตรอน เข้าไปอยู่ในระดับพลังงานต่างๆ ได้แบบ
    2 8 18 32 18 1

    อิเล็กตรอนที่อยู่ในชั้นนอกสุดเราเรียกว่า วาเลนซ์อิเล็กตรอน
    ในกรณีของทองคำนี้ มีวาเลนต์อิเล็กตรอนแค่ตัวเดียวครับ
    วาเลนต์อิเล็กตรอน มีความสำคัญ กำหนดคุณสมบัติของธาตุ ทองคำเป็นโลหะ จะแชร์อิเล็กตรอนกันทั่ว เป็นทะเลอิเล็กตรอน ครับ โดยความเข้าใจเรื่องแบบจำลองอะตอมของโบร์จะนำไปสู่ความเข้าใจ แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอกด้วย
    [[7411]]



ความคิดเห็นที่ 51

%-)
21 เม.ย. 2550 19:56
  1. ที่แบบจำลองนี้ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจาก
    ความจริงที่ทราบกันว่าประจุบวก ดึงดูดกับลบ ดังนั้นเมื่อลบโคจรรอบบวกไปเรื่อยๆ
    ภาษาฟิสิกส์ จะบอกว่าเป็นประจุเคลื่อนที่ในสนามไฟฟ้า ประจุจะต้องปลดปล่อยพลังงานตลอดเวลาที่เคลื่อนที่ ดังนั้นอะตอมต้องยุบตัวลงและคงอยู่ไม่ได้ เรื่องนี่ เป็นยุคตกต่ำของฟิสิกส์ดั้งเดิมด้วย เพราะคำอธิบายที่ถูกต้องต้องอาศัยความเข้าใจว่าพลังงานนั้นเป็นควอนตัมจึงจะทำให้อะตอมอยู่ได้ ทำให้มีระยะทางที่แน่นอนระหว่างอิเล็กตรอนตัวแรกกับนิวเคลียสขึ้นครับผม
    [[7417]]



ความคิดเห็นที่ 57

%-)
23 เม.ย. 2550 12:53
  1. เมื่ออิเล็กตรอนมีการเติมลงในซับเชลล์ของอะตอม

    จะเห็นว่าคู่ของอิเล็กตรอนในซับเชลล์เดียวกันนั้น จะมีสปินตรงข้ามกัน

    ตัวนึงเป็น spin up อีกตัวนึงเป็น spin down

    และจะสังเกตุว่า การเติมอิเล็กตรอนลงไปในซับเชลล์ p นั้น อิเล็กตรอนจะไม่ได้อยู่กันเป็นคู่สปินทันทีในออร์บิทัลเดียวกัน

    แต่จะแยกกันอยู่คนละออร์บิทัลก่อน จนเมื่ออิเล็กตรอนตัวที่สี่ในซับเชลล์ p จึงจะเริ่มเกิดคู่สปิน ขึ้นมาหนึ่งออร์บิทัล

    หลักการแบบนี้เป็นไปตามกฎของฮุนด์
    [[7531]]



ความคิดเห็นที่ 60

%-)
23 เม.ย. 2550 14:40
  1. จะเห็นว่าเชลล์ K L M N จะมีความสัมพันธ์กับ ค่า pricipal quantum number คือค่า N
    เชลล์ K จะมี N=1
    เชลล์ L จะมี N=2
    เชลล์ Mจะมี N=3 อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

    เนื่องจากในเชลล์ประกอบด้วยหลายซับเชลล์
    และแต่ละซับเชลล์มีออร์บิทัล
    ซึ่งเกี่ยวข้องกับค่า orbital angular momentum quantum number คือค่า l

    จะสังเกตุเห็นว่า เมื่อ N = 1 l มีได้ค่าเดียวคือ 0
    เมื่อ N=2 l จะมีสองค่าคือ 0 กับ 1
    เมื่อ N=3 l จะมีสามค่าคือ 0 1 และ 2
    เมื่อ N=4 l จะมีสี่ค่าคือ 0 1 2 และ 3

    ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?
    เป็นเพราะจำนวนค่าของ l นั้นไว้ใช้บอกได้ว่าอะตอมนั้นๆ มีกี่ออร์บิทัล ซึ่งเท่ากับ 2l+1 นั่นเอง
    แต่การจะกล่าวถึงออร์บิทัลใด ออร์บิทัลหนึ่งได้จำเป็นต้องทราบค่าอีกค่าหนึ่งด้วย
    ซึ่งเราเรียกว่า magnetic quantum number หรือค่า m
    โดยค่า m จะมีค่า +l 0 และ -l
    เช่นเมื่อ l เป็น 0 m มีได้ค่าเดียวคือ 0
    เมื่อ l เป็น 1 m มีได้สามค่าคือ -1 0 และ1
    เมื่อ l เป็น 2 m มีได้ 5 ค่าคือ -2 -1 0 1และ2
    เมื่อ l เป็น 3 m มีได้ 7 ค่าคือ -3 -2 -1 0 1 2และ3

    หลังจากนี้เวลาเราจะกล่าวถึงออร์บิทัลจึงต้องแทนด้วย ชุดตัวเลขสามตัว
    เช่น 2p orbital แทนด้วย n=2, l=1, และ m=0

    ซึ่งเกี่ยวข้องกับรูปร่างหน้าตา และทิศทางที่สามารถวางตัวได้ของออร์บิทัล
    ค่า n l m นั้นแตกต่างจากเลขควอนตัมอื่นๆ เนื่องจากเป็นผลจากทฤษฎีสัมพัทธภาพ และไม่ได้เกิดจากทฤษฎีควอนตัม

    ต่อไปเป็นค่าชนิดสุดท้าย คือ spin quantum number หรือ s
    มีเพียงสองค่าเท่านั้นคือ +1/2 กับ -1/2



ความคิดเห็นที่ 55

%-)
23 เม.ย. 2550 12:36
  1. อิเล็กตรอนในอะตอม จะอยู่กันใน shell ดูเหมือนเปลือกทรงกลม โดยเมื่ออิเล็กตรอนมีพลังงานมากก็จะอยู่กันในเปลือกทรงกลมชั้นนอกถัดออกมาเรื่อยๆ
    โดยที่มาของ shell ของอิเล็กตรอนนั้น มาจากการทดลองศึกษาการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ของ ชาร์เลส บาร์กล้า และ เฮนรี มอสลี เมื่อพวกเขาค้นพบถึงการมีอยู่ของเชลล์เหล่านี้ บาร์กล้าเป็นคน ใช้สัญลักษณ์ K L M N แทนแต่ละระดับของเชลล์

    โดย อิเล็กตรอนเชลล์ นั้นเรารู้กันดีว่า เป็นเหมือนระดับพลังงานหลัก
    โดยในเชลล์นึง จะเป็นกลุ่มของอะตอมมิก ออร์บิทัล
    ที่มี principal quantum number n. เท่ากัน
    โดยอิเล็กตรอนเชลล์ เกิดจากหนึ่ง หรือ หลายอิเล็กตรอนซับเชลล์
    ทำให้ในหนึ่งเชลล์อาจมี สองออร์บิทัล หรือมากกว่านั้น โดยแต่ละออร์บิทัล มี angular momentum quantum number l เหมือนกัน


    อิเล็กตรอนเชลล์นั้น ทำให้เกิด electron configuration ของอะตอมตามนี้

    เป็นลำดับที่อิเล็กตรอนจะเข้าไปเติม ในซับเชลล์ บางครั้งเราเรียกลำดับนี้ว่า อัพบาวฟิลลิ่งออร์เดอร์ (Aufbau filling order)

    1s 2s 2p 3s 3p 4s 3d 4p 5s 4d 5p 6s 4f 5d 6p 7s 5f 6d 7p

    จะเห็นว่าการแจกแจงว่าระดับพลังงาน จากต่ำไป สูงจะได้รับการแจกแจงละเอียดมากขึ้น
    โดยอิเล็กตรอน จะต้องเข้าไปอยู่ให้เต็มในแต่ละ ซับเชลล์ให้เรียบร้อยเสียก่อน ก่อนที่จะขึ้นไปอยู่ในซับเชลล์ที่สูงขึ้น



    โดยอิเล็กตรอน จะเข้าไปอยู่ในซับเชลล์ s ได้เต็มที่นั้น 2 อิเล็กตรอน
    p 6 อิเล็กตรอน
    d 10 อิเล็กตรอน
    f 14 อิเล็กตรอน

    เมื่อเป็นตามนี้เชลล์ที่ 1 จึงมีอิเล็กตรอนได้ 2 ตัว จากการที่อิเล็กตรอนสองตัวนี้อยู่ในซับเชลล์ s
    ถัดออกมาเชลล์ที่ 2 มีอิเล็กตรอน 8 ตัว จากการที่อิเล็กตรอนสองตัวอยู่อยู่ในซับเชลล์ s
    อิเล็กตรอนอีกหกตัวอยู่ในซับเชลล์ p

    โดยแต่ละเชลล์จะสามารถมีอิเล็กตรอนอยู่ได้มากสุดเท่าไรนั้นให้ใช้สูตร 2n^2

    คือนำลำดับของเชลล์มายกกำลังสอง แล้วนำมาคูณสอง

    ---
    [[7529]]

แสดงความคิดเห็น

กรุณา Login ก่อนแสดงความคิดเห็น