|
กินยา หรือ ไม่กินยา อย่างไหนดีกว่ากัน
โพสต์เมื่อ:
16:05 วันที่ 14 มิ.ย. 2548 ชมแล้ว:
2,681
ตอบแล้ว:
13
คุณแม่ของแพรเป็นคนประเภท "ธรรมชาตินิยม + เหมือนจะรู้มาก" ค่ะ ถ้าไม่เจ็บป่วยถึงขั้นจะเป็นจะตาย จะไม่ยอมกินยาเด็ดขาด
คุณแม่บอกว่าเราต้องศัทราในร่างกายของเราเอง ร่างกายเราโตขึ้นมาจากเซลล์เล็กๆ 2 เซลล์ในร่างกายของแม่ โตขึ้นมาได้ยังไงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้ชัด เรารู้ว่าเซลล์แบ่งเรื่อยๆ แต่ละเซลล์รู้ได้ไงว่าเซลล์ไหนจะโตเป็นตับ หรือ เซลล์ไหนจะโตเป็นเล็บ ทุกอย่างที่ร่างกายดำเนินไป มีเหตุผลของมันเอง ที่เราไม่เคยรู้ (แม้เราคิดว่าเรารู้) เวลาเราป่วยก็เช่นกัน เวลาเรามีน้ำมูกใสๆ ร่างกายสร้างน้ำมูกใสๆขึ้นมาด้วยเหตุผลอะไรซักอย่าง ที่แม่ก็อธิบายไม่ได้ แต่ที่แม่รู้แน่นอนคือมันสร้างน้ำมูกก็เพื่อผลดีของร่างกายตัวเอง แล้วทำไมเราต้องกินยาลดน้ำมูกเพียงแค่รำคาญ ร่างกายอ่อนเพลียเพราะต้องการการพักผ่อนไม่ใช่คาเฟอีน เวลาคอเจ็บก็ต้องมีเหตุผลของร่างกาย การกินยาแก้เจ็บคอไม่ใช่ทางแก้ รบกวนคุณหมอหน่อยค่ะ ว่าจะบอกแม่ว่ายังไงดี ขอบคุณล่วงหน้าค่ะ จำนวน 12 ความเห็น, หน้า่ | -1- ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 17 มิ.ย. 2548 (20:43) เพื่อนดิฉันตั้งแต่เรียนเภสัชอยู่ก็แทบจะไม่ยอมกินยาเลยค่ะ บอกว่าเรียนเรื่องสรรพคุณยา แล้วต้องเรียนเรื่องผลข้างเคียงจากการใช้ยาด้วยค่ะ นิสิตเภสัชส่วนใหญ่จะจำผลข้างเคียงกันได้มากกว่าสรรพคุณอีกค่ะ เพราะผลข้างเคียงจากการใช้ยาโดยรู้เท่าไม่ถึงการนั้นค่อนข้างจะอันตราย จนตอนนี้เวลาเพื่อนดิฉันเป็นไข้ ถ้าไม่เป็นไข้สูงจริงๆ จะไม่ยอมกินพาราเซตตามอลเด็ดขาด บอกว่ากลัวตับพังค่ะ จะลดไข้โดยการเช็ดตัวแทน ยารักษาสิวบางตัวที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันก็มีอันตรายต่อตับมาก แต่คนที่ใช้จำนวนมากไม่ทราบผลข้างเคียง คิดกันแค่ว่าอยากให้สิวหาย น่าเป็นห่วงนะคะ ดิฉันว่าคุณแม่คุณแพร ก็ถูกนะคะ กินยามากก็ไม่ดีหรอกค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ชอบทานยาเลยเหมือนกัน ฮ่า ฮ่า ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 17 ก.ค. 2548 (19:36) โดยความสมควรแล้ว ผมว่าไม่ควรกินยาพร่ำเพรื่อครับผม แต่ว่าถ้าเราเลือกอาหารที่ให้ตรงกับธาตุ หรือไปซ่อมแซมธาตุวิปริตจนเกิดอาการไม่สบายได้นั้น ก็น่าจะดีไม่น้อยครับ แต่ก็ขอสารภาพว่า ตัวผมเองก็กินยาบ่อยเหมือนกัน ... ไม่ดีเล้ย ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 18 ก.ค. 2548 (20:23) ขออนุญาตตอบละกัน ว่าอย่ากินยาพร่ำเพรื่อ เพื่อนผมคนนึง เรียนแพทย์เอง มีอาการปวดศรีษะเหมือนโรคไมเกรนอยู่บ่อยๆก็จัดการ ให้อาจารย์สั่งยาให้ กินเกือบทุกครั้งที่เกิดอาการ จนกระทั่งวันนึงมาพบเข้า ว่าอาการปวดที่เกิดขึ้น เกิดจากการที่กล้ามเนื้อต้นคอด้านบนตึงตัว เพราะปวดต้นคอแล้วไปรักษา เลยกลายเป็นว่ายาที่กินมาเกือบ 3 ปีไม่ได้ช่วยรักษาอาการปวดเลย แบบนี้ รับเอาทั้งผลของยาที่ไม่เกี่ยวข้องกับยา ทั้งผลข้างเคียงที่ต้องรับจากการใช้ยาไปเต็มๆโดยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 3 ธ.ค. 2548 (14:33) เรากินยาก็ทำให้โรคร้ายหายไป การกินยาทำให้ไม่มีโรคภัยไข้เจ้บก็จริง แต่ก็อย่ากินพรำเพรื่อนะคับ นอกจากไม่เป็นผลดีแล้ว ยังอาจทำให้เราป่วยหนักกว่าเดิมอีก ทางที่ดีก็ควรจะออกกำลังกายบ้างนะครับ เพราะการออกกำลังกายเป็นยาที่ดีที่สุดเเล้วครับ คนแข็งแรง (IP:203.113.50.16,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 5 ธ.ค. 2548 (05:49) ยาก็คือสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อบรรเทาอาการและรักษาสมดุลต่าง ๆ ในร่างกายให้กลับสู่ที่เดิม ถ้าเรามีกระบวนการปรับสมดุลร่างกายแล้วการกินยาไม่น่าจะดี-เกินความจำเป็น เราว่าถ้าร่างกายเราสามารถฟื้นฟูเองได้ก็ไม่ควรจะกินยานะครับเพราะว่าอย่างที่รู้ๆกันว่าถ้ากินยามากๆก็เกิดพิษอย่างเช่นพาราที่เรากินแก้ปวดนี่แหละถ้าเรากินมากกว่า1อาทิตย์ก็อันตรายต่อตับได้ ดังนั้นอย่างที่ท่านพระพุทธเจ้าท่านได้กล่าวไว้แหละ จะทำอะไรก็ต้องมีความพอดีไม่มากไม่น้อยเกินไป นะงืมๆ อย่างที่เราเคยดู แดจังกึม เค้าบอกข้อแตกต่างระหว่างยาดี กับ ยาพิษได้ ดังนี้คือ ยาดี กับ ยาพิษเหมือนกัน (ทำไมล่ะ!) ก็เพราะว่ายาดี นั้นถ้าใช้ผิดวิธีก้สามารถเป้นยาพิษได้ ส่วนยาพิษถ้าใช้ถูกกับโรค ก็สามารถรักษาคนได้ เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงไม่มีข้อแตกต่างในการใช้ยาดี กับยาพิษ ยา คือ สารแปลกปลอมครับถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องกิน เห็นด้วยและขอเสริมคุณ Optimism ครับว่า สารเคมีที่เรากินเข้าไปอาจออกฤทธิ์ได้ทั้งเป็นยาวิเศษและสารพิษครับ ดังนั้นถ้าจำเป็นต้องใช้ยาทั้งทีก็ต้องใช้ให้ถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด และถูกเวลาครับ ซึ่งยาส่วนใหญ่ไม่ได้รักษาให้หายขาดเป็นเพียงการบรรเทาอาการ เช่น คนเราเป็นหวัด ไม่จำเป็นต้องกินยาอะไรก็ได้ครับ พักผ่อนมากๆ ก็จะดีขึ้น แต่มันก็จะมียาสารพัดให้ได้ใช้เพื่อ"บรรเทา"ความรำคาญทางกายสารพัดของผู้ป่วย ปวดหัวก็กินยาพารา น้ำมูกไหลก็ยาลดน้ำมูก เจ็บคอก็ยาอม มีไอด้วยก็ยาแก้ไอ ซึ่งเยอะมากๆๆๆๆ ครับถ้าคุณอยากได้ยา แต่..... ส่วนตัวผมเชื่อว่าไม่ต้องกินยาก็ได้ถ้าคุณทนอาการเล็กน้อยนี้ได้ แต่ถ้ามันมีอาการผิดปกติมากๆๆๆๆ เช่น ไอแบบว่าเจ็บจอมากๆ บวมแดง เสมหะข้นสีเหลืองเขียว ไอจนหอบ แบบนี้ก็ต้องไปหาหมอครับ ปัญหา คือ แล้วเมื่อไหร่จะรู้ว่าควรกินยาเอง หรือ ไปโรงพยาบาล ผมแนะนำว่าหาความรู้ให้ตัวเองในการดูแล การพยาบาล และการรักษาเบื้องต้นให้มากที่สุด ฟังดูเหมือนคุณแพรไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่คุณแม่ไม่ค่อยยอมทานยาใช่มั้ยคะ ความจริงก็อย่างที่หลายๆ ท่านได้กล่าวมานั่นแหละค่ะ ยา เป็นสารเคมี ให้ประโยชน์ได้ก็ให้โทษได้ ด้งนั้นการกินยาควรกินให้ถูกต้องและเหมาะสม ที่สำคัญมากๆ ก็คือ อ่านฉลากก่อนรับประทานยาทุกครั้ง เพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกต้องและไม่เป็นอันตราย อาการบางอย่างที่มีอาการไม่มากนัก และไม่รบกวนการดำรงชีวิตมากมาย อาจไม่จำเป็นต้องกินยาก็ได้ เช่น เป็นหวัด น้ำมูกไหล ไอจาม ก็ลองรักษาตัวเองดูก่อน เช่นพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอุ่นมากๆ หลีกเลี่ยงของมัน ของทอด ปกติแล้วโรคหวัดจะสามารถหายเองได้ภายใน 7 วัน (บางคนไม่ยอมกินยา มีอาการมาสี่ห้าวันแล้วเพิ่งจะมาหาซื้อยาไปกิน กินปุ๊บ หายเร็วมาก ก็เหมาเอาว่ายาดี ความจริงคือ ก็มันเป็นมาจนจะหายอยู่แล้วนี่ 555) ถ้าอาการเล็กน้อยเท่านี้ ไม่ต้องทานยาได้ก็เป็นดีที่สุดค่ะ แต่ยาบางยา โดยเฉพาะยาของผู้สูงอายุ ซึ่งมักเป็นโรคเบาหวาน ความดัน พวกนี้หากได้ยาแล้วก็มีความจำเป็นต้องกินยาต่อเนื่องนะคะ เพราะโรคเหล่านี้เป็นโรคเรื้อรัง เราจำเป็นจะต้องควบคุมค่าความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนพวก หลอดเลือดสมองแตก หรือปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ หวังว่าคงมีประโยชน์ต่อคุณแพรนะคะ cellulose (IP:202.57.183.157) ยามันก็เหมือนดาบสองคนนะครับ มีทั้งคุณและโทษหากใช้ไม่ถูกวิธี ถูกเวลา(กินไม่ครบDOSE) บางคนไม่ชอบกินยาเพราะรสชาติไม่ดี กลัวว่าจะมีผลต่อร่างกาย แต่หากกินยาให้ตรงโรค มันก็จะช่วยให้คุณหายได้อย่างรวดเร็ว เหมือนอย่างที่เรามีการเพาะเชื้อโรคจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เพื่อให้รู้ว่าเกิดจากเชื้อโรคอะไรจะได้ใช้ยาที่ตรง ทำให้ผู้ป่วยหายในระยะเวลาสั้น หากร่างกายเราแข็งแรง หรือปรับสมดูลร่างกายด้วยตัวเองอาการหวัดก็หายเองได้ครับ แต่อาจใช้เวลานานหน่อย ยา อาหาร สารเคมี ทุกอย่างก็คือสารเคมี ผมว่าความเข้าใจคำว่า "สารเคมี" ที่เรากลัวที่ถูกต้องน่าจะหมายถึง สารเคมีที่มนุษย์เราสังเคราะห์ขึ้นมาเอง ไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติ (แต่สารที่มีอยู่ตามธรรมชาติก็มีหลายชนิดที่มีโทษเช่นกัน) ยุคแรกๆ มนุษย์ ลองผิดถูก ศึกษาค้นคว้าจากสิ่งต่างๆ รอบข้างมาใช้เพื่อรักษาโรคต่างๆ ซึ่งยารักษาโรคยุคแรกเกือบทั้งหมดจะมาจากอาหาร พืชต่างๆ (สมุนไพร) และสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ต่อมาเมื่อวิทยาศาสตร์พัฒนาเพิ่มมากขึ้นจนสามารถมีความเข้าใจเรื่องเคมีมากขึ้น รู้จักสกัดและวิเคราะห์สารออกมาให้เป็นชนิด ๆ จึงเริ่มการเรียนรู้การใช้สารเฉพาะอย่าง รู้ว่าสารแต่ละชนิดมีฤทธิอะไร มนุษย์ก็เริ่มผลิตยาที่ใช้สารเฉพาะอย่างมากขึ้น โดยสกัดมาจากการวัตถุดิบที่มีอยู่ตามธรรมชาติ จนกระทั่งมนุษย์สามารถสังเคราะห์สารได้ ทั้งเลียนแบบจากที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ดัดแปลงบางส่วนหรือสังเคราะห์โดยสิ้นเชิงจนไม่เหมือนสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติเลย แล้วนำมาศึกษาทดลองหาฤทธิ์ของสารนั้นเพื่อพัฒนามาเป็นยา ปัจจุบันและในอนาคตนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจหากลไกโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของมนุษย์โดยเฉพาะการทำงานของส่วนที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย คือ สารพันธุกรรม (ทั้งดีเอ็นเอ-อาร์เอ็นเอ และอื่น ๆ) และสิ่งที่มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย (โภชนาการ ปัจจัยเสี่ยง การออกกำลังกาย สิ่งแวดล้อม/มลภาวะ สภาวะจิตใจ การดำเนินชีวิต และอื่น ๆ) สรุป ถ้าเราเข้าใจบทบาทเรื่องอาหารและยา และใช้ตามบทบาทและหน้าที่ที่ถูกต้อง ก็จะเกิดประโยชน์ เพราะทุก ๆ เรื่องมีสองด้านเสมอ ใช้น้อยเกินไปก็ไม่ได้ผล ใช้มากเกินไปก็เกิดโทษได้ (ควรรู้และเข้าใจจริง) การจะรับประทานยาหรือไม่ ขึ้นกับสภาวะร่างกาย ถ้าเจ็บป่วยหรือรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติไม่รุนแรง ในช่วงต้น (1-2วัน) อาจดูแลหรือพักผ่อนร่างกาย อาจจะรับประทานยาเบื้องต้นหรือไม่ก็ได้ (แต่ถ้าจะซื้อยาจากร้านขายยา ก็ควรเป็นร้านที่มีเภสัชกรให้คำแนะนำ) แต่ถ้าอาการไม่ค่อยดี รุนแรง หรือมีอาการหลายวันก็ไม่ดีขึ้น ก็ควรเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ ก็คือแพทย์ และสิ่งที่สำคัญก็คือ การปฏิบัติตามคำแนะนำ มีอะไรไม่แน่ใจอยากให้สอบถามโดยตรง (อาจหาความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นเป็นความคิดเห็นเพิ่มเติม) อย่าพยายามไปหาความคิดเห็นจากบุคคลที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ และถ้าเป็นยาที่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ห้ามซื้อทานเอง เพราะต้องมีการติดตามหรือระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นการใช้ยาระยะยาว (อาจเกิดแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล) สิ่งสำคัญที่สุด คือ การดูแลตนเอง สุขอนามัยต่าง ๆ การตรวจร่างกาย รวมทั้งการหาความรู้เพิ่มเติม เพราะความรู้มีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาจริง ๆ (บางสิ่งเข้าใจว่าถูกต้องแล้ว ยังเปลี่ยนแปลงได้เมื่อศึกษาพบข้อมูลใหม่ที่เข้าใจถูกต้องมากกว่า) ส่วนเรื่องสารจากธรรมชาติกับสารสังเคราะห์แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ขึ้นกับเรากำลังเปรียบเทียบกันเรื่องอะไร ตัวอย่างเช่น วิตามินซี ทางเคมี คือ กรดแอสคอร์บิคและอนุพันธุ์ วิตามินซีในส้มก็คือกรดแอสคอร์บิคและอนุพันธุ์ ตัวเดียวกันนั่นเอง แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมถ้าเราได้รับวิตามินซีจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ จึงมีคุณประโยชน์ที่ดีกว่าวิตามินซีเดี่ยว ๆที่สังเคราะห์หรือสกัดมาจากธรรมชาติ (เวลาสกัดจะได้เฉพาะกรดแอสคอร์บิคและอนุพันธุ์) ก็เพราะในส้มหรือแหล่งวิตามินธรรมชาติในพืช ยังมีสารอีกหลายชนิดช่วยวิตามินซีปะปนอยู่ทำให้วิตามินซ๊ทำงานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น หรือเรื่องสารสังเคราะห์บางอย่างก็มีข้อดีมากกว่าสารจากธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น สารขัดจากธรรมชาติจะมีความหลากหลายและลักษณะแตกต่างขึ้นกับประเภทของเส้นใยหรือผลึกที่มีอยู่ในพืช (แม้กระทั่งพืชต้นเดียวกัน มาจากคนละส่วนของต้นก็แตกต่างกันได้) ทำให้ควบคุมลักษณะที่ต้องการได้ยากมาก แต่ถ้าต้องการลักษณะตัวขัดที่มีลักษณะจำเพาะบางครั้งการสังเคราะห์จะได้สารขัดตามความต้องการได้ดีกว่า และลดข้อเสียได้ตามความต้องการการใช้งานได้ดีกว่า ตัวอย่างสารขัดในผลิตภัณฑ์ขัดหน้าจากสมุนไพรบางชนิดทำให้เกิดความระคายเคืองได้มากกว่าสารขัดที่สังเคราะห์เป็นเม็ดกลมที่ไม่มีเหลี่ยม จึงไม่สามารถสรุปเสมอไปว่าสารจากธรรมชาติดีกว่าทุกกรณี ข้อมูล ความรู้ การวิเคราะห์ คนที่ให้คำปรึกษาน่าจะองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาที่ถูกต้อง |