|
ดังตฤณ "ต้นหญ้าเผยแพร่ธรรม"
โพสต์เมื่อ:
07:58 วันที่ 23 มิ.ย. 2548 ชมแล้ว:
13,203
ตอบแล้ว:
80
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่ผ่านมาครั้งล่าสุดมีหนังสือธรรมะเล่มหนึ่งที่ขายดีอย่างคาดไม่ถึงเป็นเหมือนปรากฎการณ์ใหม่และนิมิตหมายที่ดีที่คนไทยให้ความสำคัญกับธรรมะมากขึ้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 18 24 มิ.ย. 2548 (08:00)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 24 มิ.ย. 2548 (12:33) มาดูความเห็นของ ของหนุ่มโฆษกหนุ่มกระทรวงไฮเทค ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์" โฆษกหนุ่มกระทรวงไฮเทค ธรรมะเล่มโปรด"กรรมพยากรณ์" ด้วยวัย 31 กับงานในหน่วยงานที่ถือว่าไฮเทคที่สุดในยุคนี้อย่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อสาร(ไอซีที) คงพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า "ฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์" โฆษกกระทรวงไอซีที จัดเป็นคนหนุ่มในโลกไซเบอร์อย่างครบเครื่อง แต่ความสนใจของเขาใช่จะมีอยู่กับหนังสือไอที หรือนิยายวิทยาศาสตร์ หรือการท่องโลกไซเบอร์เท่านั้น เพราะเมื่อถูกถามถึงหนังสือเล่มโปรด กลับกลายเป็นเรื่องราวของธรรมะที่ชื่อว่า "กรรมพยากรณ์" ความประทับใจในเนื้อหาของหนังสือทำให้แม้จะอ่านผ่านตามาหลายปีแล้ว ก็ไม่เคยลืมสาระธรรมในเล่ม "หากใครลองได้อ่านจะไม่รู้สึกเบื่อหน่ายเรื่องธรรมะ ไม่เหมือนหนังสือสอนธรรมะทั่วไปแน่นอน" ผู้เขียน คือ "ดังตฤณ" เขียน "กรรมพยากรณ์" ขึ้นมาเพื่ออธิบายธรรมะสำหรับให้คนขี้สงสัยอ่าน เพื่อจะได้เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยการการหยิบเอาปัญหาของคนขี้สงสัยมาเป็นประเด็น แล้วนำหลักธรรมะของพระพุทธเจ้ามาอธิบาย ทำให้เนื้อหาไม่น่าเบื่อ และตรงกับนิสัยของเขามาก "ปกติผมเป็นคนขี้สงสัยอยู่แล้ว ตอนที่เรียนก็เรียนเกี่ยวกับวิศวกรรมไฟฟ้า ตั้งแต่ปริญญาตรี-ปริญญาเอก ก็ถูกอาจารย์ฝึกให้เป็นคนขี้สงสัยในเรื่องราวต่างๆ ตลอดเวลา" ในอดีต "ฉัตรชัย" ก็เหมือนคนทั่วไปที่ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องธรรมะ ไม่เชื่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และตอบคำถามที่เขาสงสัยได้ ทำให้ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจ และกลายเป็นหนังสือธรรมะเล่มแรกที่ตั้งใจอ่านอย่างจริงจัง ถึงวางไม่ลงจนกว่าจะจบเล่ม "ก่อนที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้ ผมเคยสงสัยว่าเรื่องความดี หรือความชั่ว ที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าทำดี หรือทำชั่ว จะต้องได้ผลอย่างนั้น 100% แต่หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้นึกถึงในสมัยโบราณที่กาลิเลโอยังมีชีวิตอยู่ เขาเคยบอกว่าโลกกลม แต่ก็ไม่มีใครเชื่อ แถมยังดูถูกเหยียดหยาม เพราะเวลานั้นยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ แต่เมื่อสามารถพิสูจน์ได้ทุกคนก็ยอมรับ เรื่องนี้ก็เหมือนกันก็ต้องมีการปฏิบัติก่อน จึงจะสามารถสรุปได้ว่าเป็นจริงหรือไม่ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เชื่อในคำพูดของพระองค์ แต่ให้ลองปฏิบัติ หรือค้นหาความจริงก่อนที่จะเชื่อ ซึ่งมันเป็นแนวทางเดียวกับวิทยาศาสตร์ที่เรียนมา" ธรรมะอีกประเด็นหนึ่งที่ "ฉัตรชัย" เคยไม่เข้าใจและได้คำตอบจากหนังสือเล่มนี้คือ ทำดีแล้วภพหน้าจะไปเกิดเป็นอะไรที่สูงกว่า หรือมีความสุขกว่าจริงหรือเปล่า "หนังสือเล่มนี้บอกผมว่า สิ่งที่สูงกว่า หรือสุขกว่า จะต้องมีอะไรมาเปรียบเทียบ เพราะถ้าไม่มีความทุกข์จะรู้จักความสุขได้อย่างไร เหมือนอิ่มกับอด หากไม่เคยอดเลยก็คงไม่รู้ว่าอิ่มมันเป็น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 24 มิ.ย. 2548 (12:34)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 24 มิ.ย. 2548 (12:38) ในหน้าผู้จัดการออนไลน์มี บทกลอนที่แต่งขึ้นแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานของคุณดังตฤณด้วยนะคะ . . . ". . . วิถีวิบากหลากหลาย ลุ่มหลงมืดไปไร้แสง ประทีปพุทธาโรยแรง อยู่กลางแหล่งบาปอาบใจ ความเขลาเข้าครองปัญญา ผู้มีบาปหนาเป็นใหญ่ ลัทธิบริโภคทำลาย ขวัญธรณีแหลกสลายกลางเมือง นี่หรือคือชีวิตที่แท้ เห็นแต่โมหะนอนเนื่อง หมดแล้วอดีตกาลรองเรือง สู่วิถีคนเมืองด้วยจำใจ กลับมีผู้พลิกวิกฤต ด้วยปัญญาน้ำมิตรที่ยิ่งใหญ่ จุดแสงเรืองแห่งอดีตที่จางคลาย ด้วยอรรถาธิบายแยบยล รู้ตามจริงแจ้งในปริยัติ ตอบความเจนจัดด้วยเหตุผล กระทบใจผู้เวียนว่ายในวังวน ปลุกแรงใจของผู้คนให้ศรัทธา ศรัืทธาในปัญญาพระพุทธะ พระวาจาอมตะตราบผืนฟ้า สองพันห้าร้อยปีแห่งเวลา อมฤตแห่งปัญญายังมั่นคง เปลี่ยนเพียงรูป-ประเพณีและีทีถ้อย เพื่อเพียงคล้อยตามโลกธรรมอันหนุนส่ง แต่แก่นธรรมยังยืนงามตามจำนง ด้วยปัญญาพระพุทธองค์ทรงสัจจา ขอเคารพในปัญญาบารมี ขอส่งใจให้ความดีจงหาญกล้า คำ "ดังตฤณ" นี้มิใช่เพียงหญ้าคา แต่คือทุ่งหญ้าแห่งปัญญาพุทธธรรม" charlie . . . . . . . . (คัดจาก ความคิดเห็นที่ ๘๑ โดยคุณ charlie กระดานความคิดเห็น "ผู้จัดการ" หน้า "ดังตฤณ" ปริทรรศน์) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 22 25 มิ.ย. 2548 (23:55) ขออนุโมทนาคุณ Little Sun ครับที่ได้รวบรวมข้อมูลมาลงไว้ในที่เดียวกัน ข้างล่างนี้เป็นกลอนที่ผมประทับใจ ที่คุณดังตฤณได้ประพันธ์ไว้ครับ ( ที่มา: http://dungtrin.com/sati/ ) บูชาพุทธคุณ ถ้าจะเทียบก็เปรียบแสงมาส่องเกล้า ไสวราวเอาฟ้ามาเปิดเผย ติดคุกแคบแอบมุ่นด้วยคุ้นเคย ก็สุดเอ่ยเฉลยคำเมื่อธรรมมา เหมือนบ้าใบ้ไร้ตามาก่อนเก่า วันวันเศร้าเฝ้าออกแรงแสวงหา กองขยะคุ้ยสิ้นด้วยชินชา ทั้งโรยล้าหน้าหม่นก็ทนไป พระเอาตามาประทานแก่คนบอด รักษารอดตลอดสายจนหายไข้ พระปรานีที่สุดนี้มีเกินใคร จะจดจำพระองค์ไว้ไม่ลืมเลือน พนมปั้นอัญชลีนี้พอหรือ สองมือไหว้ช่างง่ายดายอะไรเหมือน พระคุณใหญ่ต่อให้คืนเป็นดาวเดือน เสมอเลื่อนหนี้สินด้วยดินดาน ถ้าร้อนใจใคร่บูชาตถาคต พระสั่งสอนให้สลดในสังขาร เข้าจับใจให้รู้ดูนานนาน กระทั่งผลาญอุปาทานจนลาญเรียง จึงเอาใจใสแล้วเป็นแก้วเก้า มาขานกล่าวบูชาให้เต็มเสียง พระสอนมาข้านี้มีพอเพียง จะลำเลียงถวายองค์พระทรงธรรม ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 27 มิ.ย. 2548 (12:27) นี่เป็นความเห็นในลานลานธรรมซึ่งเป็นกระทู้มีคนวิจารณ์งานเขียนของคุณดังตฤณลิตเติ้ลอ่านความเห็นของคุณกลางชนแล้วยิ่งรู้สึกเคารพท่านมากขึ้น ขอกราบลงแทบเท้าคุณดังตฤณครูสอนธรรมะคนสำคัญและมีเมตตาต่อลิตเติ้ลมาก ***กลางชลนึกไปถึงชั้นหนังสือธรรมะในร้านขายหนังสือต่าง ๆ นึกถึงเจ้าของผลงานที่มีชื่อเป็นที่รู้จัก นึกถึง อ.วศิน อินทสระ, อ.สุชีพ ปุญญานุภาพ, ท่านอาจารย์ธรรมโฆษ, ท่าน ว.วชิรเมธี, ท่านอาจารย์ประยุทธ์ ปยุตฺโต, ท่านพุทธทาส, รวมถึงหนังสือธรรมะของครูบาอาจารย์ท่านต่าง ๆ เช่น หลวงปู่มั่น, หลวงปู่ดูลย์, หลวงพ่อพุธ, ฯลฯ ที่จัดพิมพ์โดยธรรมสภา, หรือหนังสือของท่านที่เป็นที่เคารพในต่างประเทศอย่างเช่น ท่านดาไลลามะ หรือท่านติช นัท ฮันท์ ฯลฯ เราก็เห็นหนังสือของท่านได้ทั่วไป กลางชลเชื่อจริง ๆ นะคะว่า ผู้ที่ถ่ายทอดธรรมะออกมาเป็นหนังสืออย่างเช่นทุกท่านข้างต้น ล้วนทำออกมาจากจุดประสงค์เดียวกันทั้งหมดคือ เพื่อนำหลักธรรมคำสอนในระดับต่าง ๆ ออกมาเผยแพร่ในวงกว้าง มากกว่าสิ่งอื่นใด โดยไม่ได้คิดว่าจะทำหนังสือออกมาเพื่อทำมาค้าขายหากำไร แต่ความจริงของการดำรงชีวิตก็คือ การจะเผยแพร่อะไรออกไปให้ได้กว้าง ๆ นั้น จำเป็นต้องอาศัยทั้งสื่อที่จะบันทึก และตัวกลางหรือเครือข่ายที่จะเข้าถึงคนให้ได้จำนวนมากด้วย ซึ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับ 'ต้นทุน' ทั้งสิ้น ถ้าการทำหนังสือธรรมะผ่านระบบจัดจำหน่ายของสำนักพิมพ์ ถือเป็นสิ่งอันไม่ควร เราอาจไม่ได้เห็นหรือสัมผัสตัวหนังสือของท่าน อ.วศิน หรือท่านพุทธทาส เลยก็ได้นะคะ เพราะท่านจะไปหาเงินบริจาคจากใครที่ไหนได้เล่าคะมาพิมพ์หนังสือได้ทั้งหมด โดยเฉพาะวันแรกที่ท่านยังไม่เป็นที่รู้จักของใคร ๆ เลย แม้นยอมถอนเงินในธนาคารทั้งหมดมาพิมพ์หนังสือธรรมะแจกฟรีหลายพันเล่ม ก็ไม่รู้จะไปแจกที่ไหน จึงจะเผยแพร่ออกไปได้กว้างที่สุด อย่างดีก็นำไปแจกกันในกลุ่มเล็ก ๆ ที่รู้จักกันว่าสนใจธรรมะ และคนที่สนใจธรรมะก็เอาไปมอบต่อให้กับคนที่เรา 'คิด' ว่า อยากจะให้เขาสนใจธรรมะ ซึ่งสุดท้ายก็อาจถูกนำไปวางนอนไว้เฉย ๆ แล้วคนที่สนใจจริงและยังรอรับธรรมะคนอื่น ๆ อีก ทั้งที่อยู่เชียงใหม่บ้าง ขอนแก่นบ้าง ไม่เล่นอินเตอร์เน็ทอย่างเรา ๆ บ้าง หากไม่ผ่านสายส่ง ไม่ผ่านเครือข่ายของร้านหนังสือ ซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหัวระแหงของประเทศ (ไม่นับต่างประเทศ) แล้ว ธรรมะในรูปแบบต่าง ๆ จะถูกกระจายกว้างออกไปถึงพวกเขาได้อย่างไรคะ ผู้ที่มีความสนใจระดับหนึ่งเท่านั้นค่ะจึงจะเดินเข้าร้านมาหยิบหาด้วยตัวเอง ที่สำคัญ หนังสือธรรมะ ไม่ใช่หนังสือขายดีแต่ไหนแต่ไรเลยค่ะ ถูกจับวางอยู่หลัง ๆ ร้านมาโดยเสมอ เพราะมีคนสนใจอยู่เพียงหยิบมือ จะว่าเอาธรรมะมาเขียนทำมาหากิน ฟังดูแล้วเขียนแนวอื่นน่าจะได้เงินดีกว่า จนผ่านมาหลายสิบปี ก็เพิ่งจะเห็นมีปีที่แล้วถึงปีนี้นี่ล่ะค่ะ ที่เห็นหนังสือธรรมะในรูปแบบใหม่ ๆ ถูกจับมาวางดิสเพลย์อยู่หน้าร้าน และมีอันดับขึ้นอันดับหนังสือขายดีกับเขาบ้าง ซึ่งต้องถือว่า เป็น 'ปรากฏการณ์' ของวงการหนังสือ ไม่ใช่ธรรมดาที่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร ในขณะที่พี่ดังตฤณ รวมทั้งผู้เขียนธรรมะข้างต้นทุกท่าน มีจุดยืนตรงนี้มานับสิบปีแล้ว ถ้าเป็นคนลานธรรมรุ่นเก่า ๆ ที่พอจะรู้จักประวัติของพี่ดังตฤณมาบ้าง ก็อาจจะพอทราบค่ะว่าพี่ดังตฤณเสียสละกับงานตรงนี้ขนาดไหน ก่อนหน้าที่จะเขียนทางนฤพาน (น่าจะสิบกว่าปีที่แล้วมั้งคะ) งานเขียนของพี่ดังตฤณจะปรากฎในรูปของบทความนิตยสาร และหนังสือประเภทคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทเป็นส่วนใหญ่ ที่เป็นรูปเล่มหนังสือก็เช่น สร้างโฮมเพจฟรี! ที่ GeoCities (และที่อื่นๆ) หรือ กะเทาะเปลือก Pirch 98 ไม่นับบทความทางนิตยสารคอมพิวเตอร์อีกหลายชิ้น ซึ่งคิดดูนะคะว่าในยุคนั้น ยุคที่คนไทยยังมีคนรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทน้อยมาก และหนังสือของพี่เขาตอนนั้นติดตลาดมาก ๆ เพราะยังไม่มีใครเคยทำออกมาก่อน ถ้าจะเอาจริง ๆ พี่ดังตฤณสามารถกอบโกยรายได้จากงานเขียนตรงนั้นได้มหาศาล แต่ในท่ามกลางเส้นทางที่กำลังน่าจะกอบโกยประโยชน์จากยุคอินเตอร์เน็ทได้มากที่สุด พี่ดังตฤณก็พบว่ามีสิ่งที่พี่เขาเห็นคุณค่าและอยากจะทำมากกว่านั้น นั่นคือ การทำให้คนจำนวนมาก 'หันมาฟังพระพุทธเจ้าอีกครั้ง' นั่นเป็นจุดยืนอันแข็งแรงที่อยู่ในหนังสือทุกเล่มของพี่ดังตฤณตั้งแต่เล่มแรก และพี่ดังตฤณก็ละเอียดอ่อนกับเรื่องนี้มากที่สุดในงานเขียนแทบจะทุกวรรคที่ถ่ายทอด ตั้งแต่นั้น พี่ดังตฤณก็ยุติการเขียนหนังสือคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ทโดยสิ้นเชิง ความสำเร็จของพี่ดังตฤณในวันนี้ ไม่ได้มาได้ง่าย ๆ เลยจริง ๆ นะคะ ในวันแรกที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อ 'ดังตฤณ' (นอกจากพวกเรากันเอง) แค่จะทำหนังสือสักเล่มและให้วางขายในที่ต่าง ๆ ยังไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ ทราบมาว่าพี่ดังตฤณต้องยอมทุ่มทุนเองหลายอย่าง แม้กระทั่งยอมขายรถ เพื่อนำมาเป็นทุนในการผลักดันหนังสือธรรมะเล่มแรก และแม้ยอดขายจะไม่พุ่งเอาเลย ซึ่งก็หมายถึงปัจจัยยังชีพก็พลอยลำบากไปด้วย เพราะการใช้ชีวิตแต่ละวันต้องมีรายจ่าย ในขณะที่รายได้เข้าอย่างฝืด ๆ พี่เขาก็ไม่ได้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเขียนต่อไป และก็ไม่เปลี่ยนไปจับอาชีพอื่น ในท่ามกลางอุปสรรคทั้งปวง พี่ดังตฤณก็ยังคงปฏิบัติไปด้วย ศึกษาหาข้อมูลไปด้วย เพื่อพัฒนางานเขียนขึ้นไปเรื่อย ๆ จากเล่มแรก จึงมีเล่มที่สอง มีเล่มที่สาม ฯลฯ กว่าชื่อพี่ดังตฤณจะเป็นที่รู้จักของร้านหนังสือทุกร้าน และได้ขึ้นอันดับหนังสือ ต้องใช้เวลาสร้างตรงนี้และยอมทุ่มเทลำบากเสียสละมาร่วมสิบปีเลยนะคะ ทั้งขาดทุน ทั้งรัดเข็มขัด เพราะตัดสินใจแล้วว่า จะทิ้งงานทางโลก มาทุ่มเทให้กับงานปลุกคนให้หันมาฟังพระพุทธเจ้ามากที่สุด ความเห็นเพิ่มเติมที่ 24 27 มิ.ย. 2548 (12:27) หากไม่มีกระบวนการทางการตลาดเข้ามาช่วย และไม่มีผลตอบแทนให้กับผู้เขียนเลย (ไม่นับเฉพาะพี่ดังตฤณนะคะ แต่รวมถึงผู้ที่เขียนหนังสือธรรมะออกมาทุก ๆ ท่าน) เราจะได้เห็นหนังสือธรรมะดี ๆ ออกมาให้เราซื้อหามาศึกษากันได้ง่าย ๆ หรือคะ ผู้เขียนต้องลำบากทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจมากมายเพื่อถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ ผู้ซื้อแค่เดินไปควักเงินจ่ายเทียบเท่าค่าอาหารไม่กี่มื้อเท่านั้นเอง กลางชลก็คิดว่ามันก็เป็นความยุติธรรมที่ผู้เขียนควรจะได้รับนะคะ โดยสรุปแล้ว กลางชลเห็นว่าเราน่าจะมองการดำรงชีวิตในโลกตามความเป็นจริงนะคะ หากการผลิตสื่อนั้น ไม่เป็นการค้ากำไรเกินควร สมควรแก่ต้นทุนทั้งปวง หวังเพื่อประโยชน์คนส่วนใหญ่ การเผยแพร่ธรรมด้วยวิธีนั้นก็น่าจะเป็นการสมควร แต่หากสื่อนั้นเป็นไปเพื่อการเป็นธรรมทานโดยเจตนา อย่างเช่นหนังสือ ๗ เดือนฯ หรือมหาสติปัฏฐาน ซึ่งพิมพ์ฉบับธรรทานแจกโดยเฉพาะ หรือเนื้อหาที่บรรจุไว้ในเว็บให้อ่านฟรีทั้งหมด หรือกระทั่งหนังสือของผู้เขียนหรือ พระอาจารย์ท่านอื่น ๆ รวมทั้งหนังสือธรรมะที่แจกในงานศพ หรือซีดีธรรมทาน หากมีผู้นำไปวางขาย ค้ากำไร อันนั้นส่อเจตนาในการเอาเข้าตัว อย่างนั้นซิคะ ที่น่าจะถือว่าเป็นการไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง การนำธรรมะของพระพุทธเจ้าให้มาใกล้ชิดกับคนยุคปัจจุบันได้ ทำให้คนหันมาฟังว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไรบ้างอย่างทุกวันนี้ได้ จึงน่าจะเป็นการน่าอนุโมทนานะคะ ขออนุโมทนากับงานเขียนของพี่ดังตฤณ และผู้ที่สร้างสรรค์งานธรรมะอันชอบทุกท่านด้วยค่ะ **** ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 27 มิ.ย. 2548 (13:41) ข้อความข้างล่างนี้ลิตเติ้ล copy มาจาก ไทยรัฐค่ะ คอลัมน์ชักธงรบ โดยคุณ "กิเลน ประลองเชิง" สัญญาณธรรม เวลาเกิดทุกข์ ส่วนใหญ่คนไทยจะเข้าวัดครับ พระท่านก็มักจะให้รับศีลฟังธรรม ที่ลึกซึ้งก็จะสอนสมาธิ แล้วบอกว่า สุดทางของสมาธิ คือปัญญา มีนัยไปถึงความหลุดพ้น แต่วิถีชีวิตมนุษย์ ที่ผูกพันกับสิ่งร้อยรัดสารพัด ไหนจะงาน ไหนจะสังคม ไหนจะครอบครัว เมื่อหาเวลาเข้าวัดไม่ได้ ทางเลือกสุดท้าย ก็คือหนังสือธรรมะใกล้มือ บางเนื้อหาจากคู่มือดับทุกข์ ของท่านอาจารย์พุทธทาส เรื่องของการทำสมาธิ ก็แค่หลับตา เหมือนของในฝ่ามือมักหนักนัก ก็คว่ำ...ก็เท่านั้น ลงลึกเข้าหลักอานาปานสติ หลักสมาธิของท่านอาจารย์พุทธ-ทาส ยึดโยงอยู่กับหลักวิสุทธิมรรค ยากโดยหลัก ประเด็นของการฝึก ไม่ได้อยู่ที่ใช้วิธีไหน อาจารย์ไหน แต่น่าจะอยู่ที่นาทีที่ตัดสินใจเริ่ม เริ่มแล้ว...ก็เชื่อมโยงต่อไป ไม่คาดหวัง ไม่ท้อถอย จิตที่อาจารย์เปรียบเหมือนวัวป่า...เคยคึกคะนอง โลดลำพอง ก็เริ่มอ่อนล้า คลอเคลียผูกพันอยู่กับกระแสยาวสั้นของลมหายใจ ฝึกสมาธิแล้ว ยามว่างก็อ่านธรรมะ เลือกหัวข้อตรงใจ...นี่คือ ธรรมวิจัย หนึ่งในหลักโพชฌงค์ ติดธรรมะนั้นไป...ใคร่ครวญในสมาธิ ฝึกปฏิบัติแล้ว...ที่คิดว่าเคยรู้ นี้คือทุกข์ นี้คือต้นเหตุแห่งทุกข์ นี้คือการดับทุกข์ และนี้คือทางดับทุกข์ แท้จริง เพิ่งมารู้...เหมือนเพิ่งได้ชิมขนมอร่อยด้วยปลายลิ้น ฝึกทบทวน สายโซ่แห่งความทุกข์ เพราะมีอวิชชา จึงมีสังขาร...ฯลฯ ...เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน ...เพราะมีชาติ จึงมีชรามรณะ เป็นที่มาของกระบวนการแห่งทุกข์ จิตที่เคยแบกของหนัก ตัวกู ของกู ตัณหา มานะ ทิฐิ ก็เริ่มวาง แล้วก็เริ่มเบาลงๆ แต่ก็นั่นแหละ จิตที่เบาและว่าง เพราะเข้าใจหลักไตรลักษณ์ ทุกสิ่งไม่เที่ยง ทุกสิ่งเป็นทุกข์ ทุกสิ่งเป็นอนัตตา (ไม่มีตัวตน) ก็ว่างอยู่ชั่วเวลาทําสมาธิ นอกเวลาสมาธิ ก็เผลอรัก เผลอโลภ เผลอโกรธ เผลอหลง ไปตามปุถุชนวิสัย จิตฟุ้งซ่านนอกสมาธิ คลี่หนังสือก็ได้วิสัชนา สมาธิปุถุชน เหมือนตะกอนน้ำก้นแก้ว เมื่อแก้วเขย่า ตะกอนก็ฟุ้ง... น้ำก็ขุ่น เปรียบอีกอย่าง จิตในสมาธิเหมือนต้นหญ้าใต้ก้อนหินใหญ่ เมื่อยกก้อนหินออก ต้นหญ้าก็เริ่มงอกใหม่ ตั้งแต่ผมเริ่มอ่านมหาสติปัฏฐานสูตร จนถึงเล่มล่า...เสียดาย คนตายไม่ได้อ่าน ที่มีข่าวฮือฮา ในงานหนังสือแห่งชาติ เป็นหนังสือธรรมะ ที่มียอดขายทำลายสถิติ ถึง 6 หมื่นเล่ม ผมก็อยากเห็นหน้าคนเขียน ที่ใช้นามปากกา "ดังตฤณ" จับใจ คนที่บอกว่าตัวเอง "เหมือนต้นหญ้า" สื่อว่า ยังไม่ถึงฝั่ง ผมก็ยิ่งอยากรู้ คนคนนี้ว่ายน้ำเข้าใกล้ฝั่งมากน้อยแค่ไหน มีคนส่งข่าว...บ่ายโมงอาทิตย์นี้ "ดังตฤณ" จะอยู่ที่บูธ ดีเอ็มจี (W 20) สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ศูนย์สิริกิติ์ ครับ ( แทรกนิดนึง ค่ะ นี่เป็นงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมานี้เองนะคะ ) ก็เมื่อมีคนเข้าถึงธรรมะมากๆ หนังสือธรรมะขายได้มาก และคนเขียนธรรมะมีคนเห่อเหมือนเห่อดารา ผมคิดว่า นี่คือสัญญาณที่ดีที่ไม่มีบ่อยนัก ในบ้านนี้เมืองนี้. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 27 มิ.ย. 2548 (13:55) นี่ก็คอลัมน์เดียวกันค่ะแต่ลงเมื่อปี2547 ส่วนที่อยู่ขอหนังสือที่มีในคอลัมน์ที่ลิตเติ้ลคัดลอก มานี้ลิตเติ้ลไม่รับรองนะคะว่ายังมีหนังสืออยู่หรือเปล่าเพราะผ่านมาแล้วปีกว่า แต่ลิตเติ้ลไม่อยากตัดข้อความออก ค่ะ กลัวไม่สมบูรณ์ครบถ้วนกระบวนความ ธรรมนูญชีวิต มีเสียงถามหาหนังสือธรรมนูญชีวิต ของท่านอาจารย์พระมหาประยุทธ์ มามากมายครับ บางท่านศรัทธาแก่กล้า ถึงขั้นติดต่อขอต้นฉบับไปพิมพ์แจก เจ้าภาพหนึ่งราย ผมเป็นกังวล หากมีคนต้องการมากๆ หนังสือจะมีพอหรือไม่ ถึงวันนี้ หายกังวลแล้ว เพราะมีเจ้าภาพรายใหญ่ ประกาศว่า แจกจ่ายให้คนไทยทั้งประเทศ ใครสนใจ เขียนชื่อที่อยู่หน้าซองเปล่าขนาด A4 ติดแสตมป์ 15 บาท วงเล็บที่มุมซอง รับหนังสือธรรมนูญชีวิต ส่งไปที่กองพุทธศาสนศึกษา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170 น.พ.จักรธรรม ธรรมศักดิ์ ผอ.พศ. ท่านว่า มีพอแจกให้ ฟรีทุกคน ธรรมนูญชีวิต เป็นคู่มือเพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีงาม อ่านแล้ววางพื้นฐานด้านศีล จัดระบบชีวิตให้สงบเรียบง่าย ก่อนก้าวไปสู่การฝึกสมาธิ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้กระบวนการดับทุกข์ ...คือปัญญา ธรรมะของพุทธแท้...รวมยอดอยู่แค่นี้ ศีล สมาธิและปัญญา ...นี่แหละ ธรรมทาน การให้ทานด้วยธรรมะ ผมเชื่อว่า เกิดอานิสงส์มากกว่าทานอื่น เกือบยี่สิบปี เตีย ที่ดี กัลยาณมิตรคนแรก ส่งหนังสือพุทธธรรม ของอาจารย์พระมหาประยุทธ์มาให้ ผมได้พื้นฐาน ไปอ่านถึงหนังสือชุดธรรมโฆษ ของอาจารย์พุทธทาส เล่มอานาปานสติ...ผมสนใจใคร่ครวญข้อ ปฏิจจสมุปบาท สะดุดใจ อาจารย์พุทธทาส ท่านบอกว่า ไม่ใช่เหตุปัจจัยอธิบายการเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด แบบข้ามภพข้ามชาติ อาจารย์ใช้เวลาค้นคว้าในสวนโมกข์กว่า 25 ปี จึงกล้าชี้ทางใหม่ เกิด-ดับ เป็นกระบวนการในใจ ยิ่งทบทวน นานวันก็ยิ่งซึมซับ ปฏิจจสมุปบาท รู้จักทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์ และทางดับทุกข์ นี่เอง ที่พระพุทธเจ้ากล้าประกาศว่าตรัสรู้ วงจรปฏิจจสมุปบาท ปุถุชนทั่วไปมักไปติดที่ข้อตัณหา... ความอยาก...ก็ต้องพยายามฝึกใจอย่าให้เกิดอุปาทาน...ความยึด อยากแล้วอย่ายึด อาจารย์พุทธทาสท่านสอนว่า รู้จักปล่อยวาง อย่ายึดว่า ตัวกู ของกู ปล่อยวางให้ได้ วงจรทุกข์ ก็จะไม่หมุนไปถึง ภพ...ซึ่งจะนำไปสู่การเกิด ที่เรียกว่า ชาติ...หากถึงขั้นชาติแล้ว วงจรก็ต้องหมุนต่อถึง ชรา มรณะ เสื่อมและดับ และสุดทางที่ความทุกข์ พื้นฐานธรรมะเหล่านี้แหละครับ เมื่อกัลยาณมิตร ส่งหนังสือชุด ของ "ดังตฤณ" มาให้ นับแต่เล่ม มหาสติปัฏฐานสูตร ทางนฤพาน เจ็ดเดือนบรรลุธรรม กรรมพยากรณ์ และเล่มล่า เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน... ผมเหมือนได้แผนที่ใหม่ ชี้ช่องให้ปล่อยวาง และวางได้ มากขึ้นไปอีก หนังสือชุดของดังตฤณ ทำให้ผมเห็นเป็นอัศจรรย์ ได้ความรู้สึกใหม่ ฆราวาสผู้หนึ่งฝึกธรรม ก่อเกิดปัญญา รู้แจ้งแทงตลอดวงจรทุกข์ ได้ลึกซึ้งกว่าพระที่ผมรู้จักหลายรูป แล้วก็เกิดข้อสงสัย...คนไม่บวชเป็นพระ จะบรรลุธรรมขั้นสูง ได้แค่ไหน? และถ้าระดับการบรรลุถึงขั้นอรหันต์ ไม่เรียกว่าพระอรหันต์ แล้วจะเรียกว่าอะไร. "กิเลน ประลองเชิง" ความเห็นเพิ่มเติมที่ 27 27 มิ.ย. 2548 (14:05) ข้อความดีๆจากหนังสือดีๆลิตเติ้ลคัดลอกมาจากเว็บของคุณอ้อม เชียงใหม่ http://www.contrib.andrew.cmu.edu/~arbtip/kam1.html ข้อความดีๆจากหนังสือดีๆ กรรมพยากรณ์ ตอน ชนะกรรม โดย ดังตฤณ (www.dungtrin.com) - ไม่มีเรื่องสำคัญในชีวิตเราเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ พระพุทธองค์ตรัสว่าความรักนั้น เกิดขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ ประการแรกคือเพราะอยู่ร่วมกันในอดีตชาติ ประการที่สองคือเกื้อกูลกันในปัจจุบัน เหมือนดอกบัวที่เกิดเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการคือน้ำและเปือกตม ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้" - พระพุทธองค์ตรัสข้ออื่นๆ จนครบ ว่าถ้าสามีภรรยาคู่ใดหวังจะอยู่ร่วมกันในปัจจุบันและพบกันในสัมปรายภพ ทั้งคู่พึงเป็นผู้มีศรัทธาเสมอกัน มีศีลเสมอกัน มีจาคะเสมอกัน มีปัญญาเสมอกัน" - "ศรัทธามีหลายแบบ แต่แบบที่จะทำให้อยู่ในเส้นทางผาสุก คือเชื่อในกรรม เชื่อในผลกรรม เชื่อว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตัว ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ความเชื่อเกี่ยวกับกรรมเหล่านี้จะทำให้เกิดความละอายต่อบาป คุมให้เราอยู่ในลู่ทางประพฤติชอบด้วยความเต็มใจ" - ศรัทธาที่สำคัญยิ่งอีกข้อหนึ่งคือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ถ้าหากมีศรัทธาในข้อนี้ข้อเดียว ก็แปลว่าการยอมรับธรรมะดีๆ มีเหตุผลจะตามมาอีกจนครบ เหมือนมีครูดีที่สุด ก็จะรับวิชาถูกตรงที่สุดด้วย - "จาคะกับทานเหมือนกันไหมคะ?" "โดยนัยหนึ่งก็คือ 'การแบ่งปันให้' เหมือนกัน แต่สำหรับจาคะจะมุ่งที่ใจสละเพื่อความบริสุทธิ์เพราะเป็นการเอากิเลสออกจากกมลสันดาน ส่วนทานนั้นมุ่งที่ใจเผื่อแผ่ ถึงซอยแบ่งได้เป็นสองอย่างหลักๆ คืออามิสทานกับธรรมทาน การให้อะไรเช่นธรรมทานไม่ใช่ด้วยจิตคิดสละ แต่เป็นจิตคิดสงเคราะห์ให้คนอื่นรู้ดีรู้ชอบตามเหตุตามผลมากกว่า - "ท่านว่าถ้าปรารถนาผลของทานเป็นอสงไขยไพบูลย์ดุจเดียวกับความประมาณไม่ได้แห่งมหาสมุทร ก็ควรมีความประเสริฐทั้งฝ่ายผู้ให้และฝ่ายผู้รับ เกณฑ์บอกความประเสริฐของผู้ให้นั้น คือก่อนให้ทานเป็นผู้ดีใจ ขณะกำลังให้ทานอยู่เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส และหลังให้ทานเสร็จแล้วเป็นผู้มีความปลาบปลื้มใจ - หลายเรื่องในโลกแก้ไขจากข้างนอกไม่ได้ แต่ปรับปรุงดัดแปลงที่ภายในเราเองได้ คนอื่นนั้นต่อให้ตัดแขนตัดขาหั่นร่างกายเราออกเป็นชิ้นๆ เราจำเป็นต้องทุกข์แค่ที่กายเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องมีทุกข์ทางใจเลย โดยมากจะอยู่ในรูปที่คนอื่นทำร้ายเราด้วยปากหรือมือไม้สิบนาที แต่เรามาทำร้ายตัวเองด้วยความคิดเสียสิบชั่วโมง - เมื่อใดที่คนเราตกอยู่ใต้อำนาจกิเลส เมื่อนั้นสติปัญญาและความรู้ความสามารถทั้งหลายก็ไร้ค่า เพราะความคิดอ่านทั้งหมดจะถูกนำมาใช้สนับสนุนความหลงผิดหน้ามืด ตามัว ฉะนั้นถ้าตั้งใจให้สัตย์ปฏิญาณกับตนเองอย่างแข็งแรงไว้ล่วงหน้า คือเป็นตายอย่างไรจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด ก็เป็นความอุ่นใจว่าเราไม่มีวันสร้างเหตุแห่งความเดือดร้อนแก่ตนเองในภายหลัง - ในโลกความเป็นจริง มนุษย์ประสบเคราะห์กรรมที่พอทนสู้ไหวมากกว่าเคราะห์กรรมประเภทหมดสิทธิ์รับมืออย่างสิ้นเชิง แต่เรื่องของเรื่องคือคนเรามักปล่อยเลยตามเลย ไม่ทำอะไรสักแอะแม้กระทั่งฝืนใจสู้กับตัวเอง หรือพอเชื่อเรื่องกรรมก็เชื่อแค่อิทธิพลของพลังลึกลับจากชาติปางก่อน แล้วแทบเลิกศรัทธาพลังที่เปิดเผยให้หวังได้ในชาตินี้ - กรรมเก่าอาจทำหน้าที่สร้างฉากละครตอนแรก แต่กรรมใหม่ก็สามารถเป็นตัวกำหนดว่าจะให้เหตุการณ์ดำเนินไปจนถึงตอนจบได้อย่างไร - ถ้าให้สตินำหน้าอารมณ์เสียอย่างเดียว กรรมเก่าทำหน้าที่ได้มากสุดก็แค่ยั่วยวนให้หลงผิด โดยเราไม่จำเป็นต้องถลำตัวเห็นผิดเป็นชอบ เห็นชั่วเป็นดี หรือเห็นกงจักรเป็นดอกบัว เรื่องเลวร้ายส่วนใหญ่ในชีวิตคนอาจไม่เกิดขึ้น ขอเพียงไม่ตามใจตัวเองเกินขอบเขตทำนองคลองธรรมเท่านั้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 27 มิ.ย. 2548 (14:05) - เรื่องง่ายๆที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ คือสติเน้นที่ไหน เราก็จะรู้เรื่องนั้นมาก คลื่นจิตของมนุษย์ก็เหมือนธรรมชาติอื่นๆ มันเป็นอยู่ของมันอย่างนั้น เราจะเห็นหรือไม่เห็นก็ขึ้นอยู่กับว่าเอาสติไปจดจ่ออยู่มากน้อยแค่ไหน - คนเราคบใครก็ต้องมีความเป็นเช่นนั้นในทางใดทางหนึ่ง พยายามซึมซับส่วนดีของเขามาเป็นส่วนหนึ่งของเรา นี่คือประโยชน์ของการอยู่ใกล้ชิดคนดี คนเป็นบัณฑิต เพราะจะมีส่วนดีมากมายในเขาเป็นแรงบันดาลใจแก่เรา แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกันตลอดไปก็ช่าง - กรรมคือเจตนา เจตนาคือกรรม ทำกรรมอันใด จิตย่อมปรุงแต่ง จิตย่อมยึดมั่น จิตย่อมมีกรรมนั้นติดตามไปประดุจเงาตามตัว กรรมย่อมก่อสภาวะ หรือภพแห่งความสอดคล้องกับกรรมนั้นๆขึ้นในเวลาใดเวลาหนึ่ง ไม่ปัจจุบันก็อนาคต ไม่อนาคตใกล้ก็อนาคตไกล อย่างไรย่อมย้อนมาหาเจ้าของกรรมแน่นอน - คนฉลาดในกรรมต้องอย่างนี้แหละ ทำให้บาปเก่าเจือจางลงด้วยการเติมบุญที่เป็นตรงข้ามกับบาปนั้นๆลงไปในจิตมากๆ กระทั่งรสของบาปถูกกลืนหายไป เหมือนเกลือหย่อมน้อยถูกน้ำห้วงใหญ่ทำละลาย แม้ยังมีเกลือก็เหมือนไม่มีแล้ว - บุคคลที่ดิฉันเคารพนับถือและเทิดทูนไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ได้แก่บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว คือพระพุทธเจ้า ท่านตั้งมุมมองไว้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดเป็นทุกข์ การประสบสิ่งไม่ชอบใจเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากคนรักเป็นทุกข์ เราหมุนเวียนเปลี่ยนรูปแบบการเผชิญทุกข์ไปต่างๆนานาอย่างไร้สาระแก่นสาร หากโจทย์ของเราเหมือนกับโจทย์ของพระพุทธองค์ คือทำอย่างไรจะพ้นทุกข์อย่างเด็ดขาด ไม่หวนกลับคืนมาสู่วังวนทุกข์อีก ก็อาจเป็นการตั้งคำถามที่ยิ่งใหญ่ และให้ผลสะเทือนอันประเสริฐสูงสุด - ความรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องของตนเองเป็นสาระแก่นสารที่ประเสริฐกว่าอะไรอื่น อุตส่าห์เป็นเจ้าของอัตภาพมนุษย์ที่ทำกรรมโกยกุศลเข้าตัวได้สารพัดชนิดแล้วอย่างนี้ ต้องคำนึงทำไมว่ายากดีมีจน ขี้ริ้วหรือสวยหล่อ เปลือกพวกนั้นวันหนึ่งธรรมชาติจะมาเรียกคืนจากเราทุกคน แล้วถามว่าชั่วอายุขัยของความเป็นมนุษย์นี้ เราได้เรียนรู้อะไรมาบ้าง สั่งสมอะไรไว้บ้าง เพื่อการเดินทางไกลในครั้งต่อไป - ถ้าเอาทุกข์ทางใจมาหารด้วย ราคะ โทสะ โมหะ ก็จะได้เศษทุกข์ให้ต้องหารกันต่อไปเรื่อยๆ แต่พอเปลี่ยนมาหารด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา ก็จะเกิดกระแสสุขไม่รู้จบเช่นเดียวกัน - กรรมเก่าสร้างทางไว้ให้เดิน อย่างไรก็ต้องเดิน แต่ระหว่างเดินก็มีสิทธิ์ทำอะไรให้ดีขึ้นได้เหมือนกัน - กรรมเก่าจากอดีตชาติขุดทางให้เราเดินในชาติปัจจุบัน แต่ถ้ากรรมปัจจุบันมีพลังเหนือกว่าที่ทำไว้ในอดีตชาติอย่างชัดเจน ก็อาจยกระดับให้เดินสูงขึ้นได้ หรือกระทั่งฉีกทางแยกเป็นตั้งฉากเลยก็ยังไหว หนึ่งชีวิตของมนุษย์เรามีศักยภาพได้ขนาดนั้น - ความอยากหยุดคิด กับความทรมานจากการคิดเหลวแหลกนั่นแหละ ตัวกระตุ้นสำคัญให้ยิ่งคิดมากเข้าไปใหญ่ หนูไม่ต้องไปทำอะไร มันจะเกิดก็ให้มันเกิด พิจารณาดูให้รู้ว่านั่นแค่คลื่นสมองซึ่งผุดกระเพื่อมขึ้นเอง ไม่ใช่เจตนาที่ส่งออกมาจากหัวใจของเราอย่างแท้จริง - เพราะภพมนุษย์มีธรรมชาติของวัยเด็ก วัยทำงาน และวัยชรามาเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากไม่ให้รู้อะไรเลย เขยิบขึ้นสู่การลองผิดลองถูก กระทั่งพัฒนาไปสู่สภาพตกผลึกของการเชื่อและการรู้สึกนึกคิด หนึ่งชาติของมนุษย์จึงเหมือนภพใหญ่ที่ซอยแบ่งออกเป็นภพย่อยๆได้มากมายเหลือจะนับ - เมื่อยังมีโจทย์แบบพุทธแท้ไม่ขึ้นใจ ก็ต้องหาโจทย์อื่นมาพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีแก่ใจตั้งโจทย์ข้อสุดท้าย - เมื่อทำทานครั้งใด ท่านให้หมั่นอธิษฐานว่าขอจิตเราจงสละความยึดมั่นถือมั่นผิดๆได้โดยไม่เสียดาย เช่นเดียวกับที่ไม่เสียดายข้าวของซึ่งทำทานไปนั้น ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 29 มิ.ย. 2548 (08:18) ข้อความข้างล่างนี้เคยมีสมาชิกลานธรรมตั้งกระทู้ถามคุณดังตฤณ ซึ่งลิตเติ้ลคิดว่าน่าจะทำให้เราได้ร็จักท่านมากขึ้นไปอีกนะคะ อ้างอิง เนื้อความ : (คนตัดเซียน) อ้างอิง | เรียนคุณดังตฤณ กระผมขอทราบ 1.อายุ 2.ประวัติการศึกษา 3.แนวทางการปฎิบัติธรรม 4.พระสุปฏิปันโนที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันในสายตาของคุณ 5.การทำตามใจตนเองคือการทำตามโชคชะตาหรือไม่ ความคิดเห็นที่ 3 : (ดังตฤณ) อ้างอิง | ๑) ๓๗ ๒) ปริญญาตรีจากเอแบก ๓) ปฏิบัติธรรมตามที่เขียน ๔) พระป่าทุกรูปที่มีความสงบแห่งจิตเป็นอาภรณ์ ๕) ทำตามใจคือยอมให้กิเลสขี่คอ อาจบิดชะตาเดิมก็ได้ครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 30 มิ.ย. 2548 (07:52) ~*~*~*~*~ เพลงอมตะ ~*~*~*~*~ ประพันธ์โดย พี่ดังตฤณ เนื้อเพลง Am Dm G รอนแรมมาช้านานว่ายวนผ่านชั้นภพภูมินานา E7 F นำพากรรมชั่วดีสร้างเงาหลอกหลอนในตัวตน Am Dm G มืดมนทนเหน็ดเหนื่อยยากเย็นด้วยแรงทะยานลวงตา Dm/Am E7 Fmaj7 E7 มายาไร้หลักแหล่งพักพิงแอบเร้นจนดับดินฟ้า Dm Am Em เปลี่ยนแปลงลับลาใช่ว่ามีรู้สิ้น แตกแปรผันภินท์พังสุดช้าเร็วตามกัน Dm Dm/Am Am/Em E7 ชีพถูกบันดาลด้วยกรรมเก่า หมดกรรมแค่เผาฝังพื้นดิน Fmaj7 E7/Bm สู่การดิ้นรนในฉากใหม่ต่อไป Am Dm G รอคอยทางประเสริฐช่วยนำสู่แดนวิไลนิรันดร์ E7 F กันดารแล้งแห้งผากเท่าใดฝ่าฟันดั้นด้นไป Am Dm G แสนไกลจนที่สุดพบพานผู้มีฤทัยปรานี Dm/Am E7 Fmaj7 E7 นิ้วชี้ทางพิสุทธิ์ให้เดินได้ถึงความหมดอาลัย Dm Am Em หากจะต้องตายไปอย่างคนไร้ค่า สบโชคชะตาที่โหดร้ายก็ยินดี Dm Dm/Am Am/Em E7 ให้ชีวิตนี้เดินตามมรรคา เลือดตากระเซ็นเช่นไรก็ยอม Fmaj7 E7/Bm จะเพียรน้อมใจไปสู่ฝั่งฟากโน้น Am Dm G กำแพงกางตระหง่านล่อลวงฉุดรั้งให้ท้อกายใจ E7 Fmaj7 Em (add A) จะทนปีนขึ้นไปแม้มือแตกร้าวพังยับเยิน Am Dm G เศร้าซึมเมื่อเหลียวแลกลับเห็นความน่ากลัวที่เคยจองจำ Dm/Am E7/Bm Fmaj7 G C Cmaj7 ลึกล้ำในอดีตเยื่อใยที่ฝังลึกกินใจ หมดสิ้นกันที... ~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~*~ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 30 มิ.ย. 2548 (11:28) ข้างล่างคือจดหมายข่าวซึ่งออกประจำวันพฤหัสบดีลิตเติ้ลเองก็เป็นสมาชิกจดหมายข่าวคุณดังตฤณคนหนึ่งค่ะ ได้อะไรจากจดหมายข่าวเยอะมาก หากคุณผู้อ่านสนใจสมัครเป็นสมาชิก ฟรีนะคะไม่เสียค่าบริการใดๆทั้งสิ้น สมัครได้ที่ http://www.dungtrin.com ค่ะ นี่คือจดหมายข่าวจากดังตฤณดอทคอม ฉบับวันพฤหัสที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๘ วันนี้มีข่าวใหญ่สำหรับคนในวงการไอที คือบิล เกตส์ เจ้าของและผู้ก่อตั้งไมโครซอฟต์มาเยือนเมืองไทย และจะมาแสดงวิสัยทัศน์เรื่องแรงบันดาลใจทางดิจิตอลในประเทศไทย การมาเยือนของเขาทำให้ผมประหลาดใจ แถมภาพแรกที่เห็นก็ทำให้แปลกใจมากด้วย คือทีแรกนึกว่าเขาเป็นคนตัวเล็ก แต่พอยืนเทียบกับท่านนายกซึ่งจัดว่าเป็นคนร่างสูง ก็ปรากฏว่าเกตส์สูงกว่าท่านนายกเสียอีก เกตส์เป็นคิงในหลายๆด้าน ทั้งด้านความร่ำรวย ทั้งด้านไอที เขาเป็นที่หนึ่งอย่างคงเส้นคงวามานับสิบปี และถ้านึกถึงมนุษย์จำนวนหยิบมือที่กำลัง "ครองโลก" อยู่ในขณะนี้ บิล เกตส์เป็นบุคคลอันดับต้นๆที่ผมจะนึกถึง ช่วงหนึ่งที่ทำงานในแวดวงไอที ก็เป็นธรรมดาที่ผมจะสนใจรายละเอียดเกี่ยวกับเกตส์ ผมเคยเป็นแฟนประจำอ่านคอลัมน์ถามตอบของบิล เกตส์ เขาคุยให้ฟังทุกเรื่องที่ใครๆอยากรู้ ทั้งด้านไอทีและเรื่องส่วนตัว ซึ่งดูเหมือนคนจะอยากรู้กันมากกว่าเรื่องไอทีเสียอีก คำถามคำตอบหนึ่งที่ผมจำได้แม่น คือมีคนถามเขาว่าถ้าชาติหน้ามีจริงเขาจะอยากเกิดเป็นอะไร เกตส์ตอบว่าอยากเป็น "นักศึกษา" หาความรู้ไปเรื่อยๆ เกตส์เป็นคนชอบศึกษาหาความรู้จริงๆ เขาอ่านหนังสือหนักๆแม้จะนอนเล่นอยู่ที่ชายหาด เขาชอบสั่งซื้อหนังสือทางอินเตอร์เน็ตเสมอ และ "ตื่นเต้น" กับการได้อ่านหนังสือใหม่ๆดีๆทุกเล่ม นี่คืออาการคันสมองไม่รู้จับเยี่ยงผู้เกิดมาเป็นนักศึกษา และพฤติกรรมของเศรษฐีใหญ่ของเขา ก็สะท้อนให้เห็นความรักวงการศึกษาอย่างยิ่งยวด คือบริจาคเงินปีละ... เอ่อ... ผมก็ไม่รู้ว่าเท่าไหร่แล้วในช่วงนี้ เอาเป็นว่าบริจาคปีหนึ่งๆน่าจะมากไม่มีใครเกิน ให้กับแวดวงการศึกษา และมุ่งมั่นจริงจังที่จะให้ซอฟต์แวร์ของเขามีส่วนช่วยทางการศึกษามากที่สุด ในความเป็นนักธุรกิจนั้นเขาจะเขี้ยวลากดินขนาดไหนคงละไว้ แต่ในความเป็นนักศึกษา ถือว่าเขาก่อภพของความเป็นเช่นนี้ไว้ ทั้งด้านของกายกรรม คือการช่วยเหลือเจือจุน ทั้งด้านของวจีกรรม คือการไปพูดสนับสนุนและชักชวนใครๆให้เห็นความสำคัญของการศึกษา และทั้งด้านของมโนกรรม คืออยากเป็นนักศึกษาไปเรื่อยๆโดยไม่อิ่มไม่เบื่อ นั่นหมายความว่าาถ้าเกิดใหม่เขาประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการศึกษา การให้ความรู้ เขาก็จะเป็นหมายเลขหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย จะมีทั้งพรสวรรค์และตัวช่วยลึกลับมาอุดหนุน (ทำนองเดียวกับที่ชีวิตปัจจุบัน อยู่ๆ IBM ก็โยนส้มมาให้เขาเฉยๆ) ส่วนถ้าเขาจะประกอบอาชีพเกี่ยวกับไอทีอีก อันนี้ก็ไม่แน่ เพราะเขาห้ำหั่นคู่ต่อสู้ทางธุรกิจไอทีไว้เยอะ ทั้งขัดขวางความเจริญก้าวหน้าโดยตรงและโดยอ้อม ภาษาธุรกิจเขาเรียก "ฆ่า" กันก่อนโต ฉะนั้นธุรกิจคงมีอุปสรรคเหมือนธุรกิจทั่วไป ไม่ได้กินรสอมฤตของชัยชนะกันได้ลื่นๆคอนักหรอก นี่คงเป็นเรื่องที่ผิดความคาดหมายของหลายคน ที่มองว่าถ้าชาติหนึ่งเจริญรุ่งเรืองในด้านหนึ่ง ชาติหน้าก็ต้องเจริญรุ่งเรืองในด้านนั้นๆอีก ความจริงต้องดูต่างหากครับว่าชาติหนึ่งๆเรา "ให้" ใครไว้บ้าง การให้ประเภทนั้นๆแหละที่จะสนองคืนในวันหนึ่ง ถ้าไม่ทันตาในชาตินี้ ก็ต้องรอเห็นเอาในชาติถัดๆไปเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อีก -------------------------------------------------------------------------------- กรรมพยากรณ์จบตอนลงไปแล้ว ใจหายนิดหน่อยเมื่อมาถึงบรรทัดนี้แล้วไม่มีอะไรให้พูดถึงอีก ไว้พักหายเหนื่อยแล้วจะบรรเลงภาค ๓ ต่อนะครับ คราวนี้กะให้สั้นกระชับ จบภายใน ๑๐ บท ตามคำเรียกร้องของหลายๆท่าน สำหรับ คอลัมน์เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวสัปดาห์นี้ http://dungtrin.com/newsletter/prepare042.htm เป็นคำถามทางจดหมายเขียนลายมือของคุณปู่ท่านหนึ่ง ว่าด้วยเรื่องของการขายสัตว์ ก็เป็นประสบการณ์ตรงที่แปลกดีครับ ลองอ่านดูแล้วกัน สวัสดีครับ พบกันใหม่พฤหัสหน้า ดังตฤณ จดหมายข่าวจากดังตฤณดอทคอมย้อนหลัง http://dungtrin.com/newsletter ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 22 ก.ค. 2548 (11:55) ลิตเติ้ลขอนำบทสัมภาษณ์ที่ถอดเทปโดยคุณกลางชน แห่งเว็บลานธรรม จากคลื่นกรีนเวฟมาฝากอีกนะคะเพื่อที่เราจะได้รู้จักคุณดังตฤณและงานเขียนของท่านมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ ๑ เสียงผู้ประกาศชาย: "เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน หนังสือชื่อสะดุดหู ที่สร้างปรากฏการณ์ ทำให้หนังสือธรรมะขาดตลาดได้อย่างไม่น่าเชื่อ ภายในเวลาไม่กี่เดือน พิมพ์ไปแล้วถึงยี่สิบครั้ง ด้วยยอดขายเกือบหนึ่งแสนเล่ม" เสียงผู้ประกาศชาย: "เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน ในความรู้สึกของ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์" เสียงคุณสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์: "เป็นคนชอบอ่านหนังสือธรรมะอยู่แล้วน่ะนะคะ พอเดินร้านหนังสือแล้วเจอเล่มนี้ก็ปิ๊งในชื่อของหนังสือก่อน แต่พออ่านเข้าไปแล้วเนี่ย ถือว่าเป็นหนังสือที่ให้ความรู้ ให้แง่คิดในเรื่องของธรรมะ แล้วก็การใช้ชีวิตโดยไม่ประมาทด้วย เพราะฉะนั้น พออ่านจบแล้วก็จะทำให้เราสำรวจตัวเราเอง แล้วก็ช่วยเตือนสติ ช่วยเตือนใจเรา ให้เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทน่ะค่ะ" เสียงผู้ประกาศชาย: "คุณจักรภพ เพ็ญแข รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง" เสียงคุณจักรภพ เพ็ญแข: "ตอนที่เห็นหนังสือ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' เนี่ยนะครับ ก็นึกว่าเป็นความ 'เฉี่ยว' ของนักเขียน ที่ตั้งชื่อได้โดนใจ คงจะมีผลดีต่อการขาย แต่พอจับอ่านเข้าจริง ๆ เนี่ย ...ผมเปลี่ยนใจ นี่คือคนปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นที่สามารถกลับออกมาจากป่าหิมพานต์ แล้วก็เอาทุกข์ของคน ซึ่งตัวเขายังจำได้อยู่เนี่ย มาตีแผ่ทีละขั้น ทีละตอน แล้วก็เล่าให้ฟังด้วยว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับใจ เป็นการวิเคราะห์จิตใจของผู้ที่จะเตรียมการสำหรับรับธรรมะได้ดีที่สุดเลย ผมอ่านแล้วเกิดความรู้สึกเลยว่า นี่แหละ..คือธรรมะของคนรุ่นใหม่ ผมอยากแนะนำให้ทุกคนได้อ่านหนังสือคุณดังตฤณ แล้วก็ไม่ต้องไปนั่งเสียดายอยู่ในหลุม (หัวเราะ) แล้วก็บอกว่า เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน" เสียงผู้ประกาศชาย: "คุณ... คงเสียดายถ้าไม่ได้อ่าน และเรา... คงเสียดาย ถ้าไม่ได้เชิญดังตฤณมาเป็นคนพิเศษของเรา 'คืนพิเศษ คนพิเศษ' ครั้งที่ ๗๙ ยินดีต้อนรับคุณศรันย์ ไมตรีเวช เจ้าของนามปากกา 'ดังตฤณ' เป็นคนพิเศษในค่ำคืนนี้...." (เสียงปรบมือ) . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . พี่ฉอด: วันนี้เราได้รับเกียรติมาก ๆ จากคุณศรันย์ ไมตรีเวช เจ้าของนามปากกา 'ดังตฤณ' ขออนุญาตเรียกคุณตุลย์ สวัสดีค่ะคุณตุลย์ ดังตฤณ: สวัสดีครับพี่ฉอด และก็ท่านผู้ฟังทุกท่านนะครับ พี่ฉอด: พี่ฉอดก็เป็นคนนึงเหมือนกันที่เดินไปที่ร้านหนังสือ แล้วก็ไปเจอหนังสือเล่มนี้เข้า แล้วก็ไปซื้อมาอ่าน แล้วในที่สุดก็เลยถึงขั้นซื้อแจก (หัวเราะ) ดังตฤณ: โอ้โห.. ขอบคุณมากครับพี่ฉอด พี่ฉอด: เพราะว่าพออ่านแล้วจะรู้สึกอยากให้คนอื่นอ่านด้วย ก็เลยโทรศัพท์ไปที่... อันนี้ยังไม่เคยได้เล่าให้ฟังมาก่อนหน้านี้นะคะ เล่าไปพร้อมกับคุณผู้ฟังเลย ...โทรไปที่สำนักพิมพ์ค่ะ แล้วก็ไปถามเขาว่า ถ้าจะซื้อเยอะ ๆ เนี่ย เขาก็ลดราคาให้ ซื้อมาเยอะมาก แล้วก็แจกลูกน้อง (หัวเราะ) ดังตฤณ: คราวหลังเอาจากผมฟรี ๆ เลยนะ สำหรับพี่ฉอดนะครับ พี่ฉอด: อยากอุดหนุนค่ะ อุดหนุนค่ะ (หัวเราะ) ทีนี้ คุณผู้ฟังกรีนเวฟหลาย ๆ คนอาจจะสงสัยว่า เอ๊... หนังสือเล่มนี้มีดียังไงนะ ทำไมใครต่อใครหลาย ๆ คนถึงพากันพูดถึง แม้แต่พี่ฉอดเองก็รู้สึกอย่างที่ว่านี้ ตอนนี้พิมพ์ไปซักกี่ครั้งแล้วคะ ดังตฤณ: นั่นล่ะครับ อย่างที่บอกไปในต้นรายการ ประมาณ ๒๐ ครั้ง คืออันนี้เป็นข้อมูลเดือนมิถุนายนนะครับ พี่ฉอด: ถ้านับเป็นจำนวนเล่มที่ได้จำหน่ายออกไป ประมาณซักเท่าไหร่คะ ดังตฤณ: คือจะมีช่วงแรก ๆ ที่พิมพ์ ๒,๕๐๐ เล่มบ้าง แล้วก็มีสองครั้งที่พิมพ์ ๑,๐๐๐ เล่ม นอกนั้น จะพิมพ์ครั้งละ ๕,๐๐๐ เล่ม นับตั้งแต่ดีเอ็มจีเห็นแน่นอนแล้วนะครับว่าหนังสือน่าจะไปได้เรื่อย ๆ พี่ฉอด: ค่ะ สิริรวมตอนนี้... ดังตฤณ: ก็... น่าจะเฉียด ๆ ที่... พี่ฉอด: เกือบ ๆ แสนนึงใช่มั้ยคะ ดังตฤณ: ตามต้นรายการครับ ใช่ครับ พี่ฉอด: ที่บอกอย่างนี้เนี่ย จะบอกว่าเป็นที่น่ายินดีที่คนจำนวนนับแสนคนที่มีโอกาสได้อ่าน นะคะ ดังตฤณ: ครับ ก็ดีใจตรงจุดนั้นด้วยครับ พี่ฉอด: ก่อนอื่น สิ่งแรกที่ทุกคนเจอหนังสือเล่มนี้แล้วเห็นปุ๊บ แล้วจะต้องรู้สึกสะดุดก่อนก็คงจะเป็นชื่อ ได้ชื่อนี้มาได้ยังไงเอ่ย ดังตฤณ: จริง ๆ แล้วก็มีคนที่เขาขอให้ผมเขียนหนังสือให้ญาติเขาซึ่งกำลังจะตาย ตอนนั้น คือรับไอเดียมา ก็บอกว่า เออ ดีเหมือนกัน เพราะว่าที่ผ่านมาเนี่ย เหมือนกับเขียนหนังสือให้คนเป็นมาตลอด ยังไม่เคยเขียนหนังสือให้คนใกล้ตาย เพราะว่าคำถามของคนเป็นกับของคนที่กำลังจะตายเนี่ย แตกต่างกัน มันก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเรา เป็นคอนเซปท์เป็นไอเดียที่ เออ น่าจะทำ ทีนี้ ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะเขียนยังไงให้คนที่ใกล้จะตายได้อ่าน หนังสือจะออกมาในแนวที่ว่าเป็นเล่มเล็ก ๆ แล้วก็พูดถึงวิธีเตรียมตัวก่อนตาย หรือว่าเป็นพุทธวิธีเพื่อที่จะตายอย่างสงบ อะไรทำนองนี้น่ะนะครับ ตอนแรก ๆ คิดอยู่ แต่ยังไม่ได้ตกลงปลงใจว่าจะเขียนแนวไหน ทีนี้ มีอยู่วันนึง หลังจากที่เขาขอมา ซักประมาณเดือนหรือสองเดือนเนี่ย ผมกำลังจะเข้าห้องน้ำ แล้วก็เกิดแว่บนึกขึ้นมาว่า เอ๊... ญาติคนที่เขาขอเนี่ย เสียชีวิตไปแล้วรึยัง? ถ้าหากว่าเสียชีวิตไปแล้วเนี่ย ก็น่าเสียดายเหมือนกัน ที่เรายังคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าจะเขียนในแนวไหน มันก็เลยบวกกันออกมา เสียดาย... ถ้าคนตายจะไม่ได้อ่าน พี่ฉอด: ก็เลยปิ๊งขึ้นมาเป็นคำนี้ ดังตฤณ: ครับ นั่นล่ะครับ พอปิ๊งคำนี้ขึ้นมาปุ๊บ ก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะคิดคอนเซปท์ของหนังสือให้มันจริงจังขึ้นมา เราก็ได้ตรงนั้นที่ว่า คนเป็นจะถามอย่างหนึ่ง ถามว่าทำยังไงจะรวย ทำไงถึงจะสวย จะหล่อ ทำไงถึงจะมีแฟนเยอะ แต่ว่าคนตายเนี่ย ก็จะมีคำถามไปอีกแบบนึงเลยว่า นรก สวรรค์ ชาติหน้า มีจริงรึเปล่า? ถ้าหากว่ามี จะเตรียมตัวตายยังไง? และทุกชาติทุกภาษาจะเป็นแบบนี้ คนที่เขามีความรู้สึกว่าจะอยู่ไปได้เรื่อย ๆ มัน... จะมองไปอย่างนึง คนที่ไม่มีอะไรจะให้มองแล้ว ไม่มีอนาคตจะให้มองแล้ว ก็จะได้คำถามอีกแบบนึง มาสู่ใจ และเขาต้องการคำตอบที่... พูดง่าย ๆ ว่า เตรียมตัว เพื่อการเตรียมตัว ว่าถ้าหากเขาจะต้องตายไปในภาวะแบบนี้ ควรจะทำใจยังไง ควรจะคิดยังไง หรือว่าทำบุญอะไรยังไง เพราะฉะนั้น มันก็เลยเอามารวมไว้เลย สำหรับคนเป็น เราก็ให้คำอธิบายว่า ตรงนี้ ที่เขามาเป็นอย่างนี้เนี่ย ไม่ว่าจะเป็นหญิงเป็นชาย จะรวย จะฉลาด หรือว่าจะมีฐานะดี อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ มันเพราะอะไร แล้วก็ถ้าหากว่า จะตายไปแล้วเนี่ย มีสิทธิ์ไปไหนได้บ้าง หากว่าถือเอาตามพฤติกรรมที่กำลังทำ ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ที่กำลังประพฤติปฏิบัติกันเป็นปกตินี่แหละ มันไปไหนได้บ้าง แล้วสุดท้ายก็คือ ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่เนี่ย ระหว่างมีชีวิตอยู่ ทำยังไงถึงจะคุ้มค่าที่สุด มันก็ออกมาเป็นคำถามสามข้อใหญ่ ๆ คือเกิดมาเป็นอย่างนี้ได้ยังไง แล้วถ้าตายแล้วจะไปไหนได้บ้าง แล้วก็ถ้ายังอยู่ ควรจะทำอะไรที่ดีที่สุด อันนี้ก็เลยกลายเป็นคอนเซปท์ คือไม่ใช่เฉพาะคนตายอย่างเดียว แต่ว่ายังสำหรับคนเป็นด้วย พี่ฉอด: นั่นก็เลยเป็นที่มาของว่า เอ้อ... เสียดายนะ ถ้าหากว่าตายไปโดยที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: ก็เป็นอะไรดูจะที่ท้าทายสำหรับพวกเรา ๆ อย่างมากน่ะนะคะ พี่ฉอดเชื่อว่าคำถามนึงที่อยู่ในใจคนเป็น ๆ เสมอ ๆ ก็คงจะอยู่แถว ๆ นี้แหละ ว่า เออ.. เราตายแล้วไปไหน ตายแล้วยังไง แล้ว... ความตายดูจะเป็นความลับดำมืด อยู่ในใจทุกคน และทุกคนก็มีสิทธิ์ได้เจอแค่ครั้งเดียว แล้วมาบอกต่อกันก็ไม่ได้ด้วย (หัวเราะ) ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: เพราะฉะนั้น ก็ดูเป็นเรื่องของความท้าทายยิ่งขึ้น ทีนี้ ในฐานะที่เราเป็นคนเขียนเนี่ยค่ะ คุณตุลย์คิดว่า อะไรทำให้คนสนใจหนังสือเล่มนี้มากขนาดนี้ แล้วก็ให้การตอบรับมากขนาดนี้ ดังตฤณ: ผมคิดว่าคงเป็นคำตอบที่โดนใจน่ะนะครับ สำหรับความสงสัยของคนธรรมดาทั่วไป อย่างที่เรียนแล้วว่า ทำไมถึงเกิดมาเป็นอย่างนี้ ตายแล้วสาบสูญ หรือว่าไปไหนได้บ้าง ตลอดจนกระทั่ง ระหว่างมีชีวิตอยู่ควรจะทำอะไรให้คุ้มค่าที่สุด เพราะว่าคำถามเหล่านี้เป็นคำถามสามัญ ถ้าได้คำตอบที่โดนใจ ก็จะมีความพอใจขึ้นมา ทีนี้ ที่โดนใจเนี่ยนะ ไม่ใช่เพราะว่าผมคิดขึ้นเอง แต่ว่าเพราะผมยกพุทธพจน์มาแสดงเป็นหลักตั้งอย่างชัดเจนก่อน กับทั้งใช้ภาษาและก็ความรู้แบบคนรุ่นใหม่เข้าไปประกอบ ก็เลยทำให้หลายคนอ่านแล้วไม่รู้สึกว่าต้องเชื่ออะไรแบบงมงาย ไม่มีคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลพอรับฟังได้ พี่ฉอด: เพราะฉะนั้น จุดที่สำคัญจุดนึงก็คงจะเป็นเรื่องความง่ายของการใช้ภาษา หรือว่าการอธิบายที่เป็นเรื่องที่... คนรุ่นใหม่อ่าน ส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงว่า หนังสือที่เขียนอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องแบบนี้ มักจะเป็นเรื่องยาก ๆ เป็นภาษายาก ๆ ดังตฤณ: อย่างพี่ฉอดบอกว่าง่าย แต่ก็มีบางคนบอกว่ายากเหมือนกัน พี่ฉอด: ก็ยังยากอยู่บางส่วน ใช่มั้ยคะ ดังตฤณ: คือบางทีนะครับ ผมเห็นว่าขึ้นอยู่กับแบ็คกราวนด์ของแต่ละคน อย่างตอนเนี้ยะ ที่ทราบสถิติล่าสุด คนอ่านที่อายุน้อยที่สุดเนี่ย เก้าขวบ เขาบอกว่าเขาอ่านได้ แล้วเอาไปโรงเรียนด้วยนะ แต่ว่าบางคนคือ... ก็อายุมากแล้ว บอกอ่านยาก เป็นอะไรที่เขารู้สึกอ่านไม่รู้เรื่อง อย่างนั้นก็มีเหมือนกัน คือเราก็ยอมรับทั้งสองทางนะ เราก็มองว่า จะยากหรือง่ายเนี่ย บางทีมันตัดสินกันด้วยแบ็คกราวด์ หรือว่าความรู้สึกของคนอ่านเหมือนกัน ไม่ใช่อยู่ที่ตัวหนังสืออย่างเดียว พี่ฉอด: รวมไปถึงการเปิดรับด้วย เปิดใจที่จะรับกับสิ่งที่อ่านด้วย ดังตฤณ: คงจะอย่างนั้นครับพี่ฉอด พี่ฉอด: เพราะว่าแรก ๆ จำได้ว่าครั้งแรกเปิดที่อ่าน จะอ่านแบบคนธรรมดาสามัญทั่วไปมาก คือเลือกอ่านเฉพาะหัวข้อที่อยากรู้ก่อน (หัวเราะ) ดังตฤณ: น่ะ ถ้าอ่านแบบนั้นได้นะพี่ฉอด จะเป็นการอ่านที่เหมาะที่สุด พี่ฉอด: ประมาณว่าแบบ อุ๊ยตาย ทำแบบนี้แล้วสวย ชั้นอ่านก่อน ชั้นอยากสวย (หัวเราะ) อะไรอย่างเงี้ยะนะคะ แล้วค่อยกลับมาอ่านอีกทีนึงในรายละเอียด ก็จะทำให้เข้าใจมากขึ้น ดังตฤณ: ครับ ครับ โอ ที่จริงแล้วนี่เป็นคำแนะนำในการอ่าน สำหรับคนยังไม่ได้อ่านได้ดีมากเลยนะครับ พี่ฉอด: อ๋อเหรอ ทำไมคะ (หัวเราะ) ดังตฤณ: เพราะว่าบางคนนะพี่ฉอด เขาอ่านเรียงตามลำดับ พอไปเจอคำอะไรที่... อย่างเช่น อจินไตย อย่างเนี้ยะ เขาวางเลย เขาบอกศัพท์ธรรมะ เขาไม่เอา ชาตินี้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่อ่านธรรมะ (หัวเราะในลำคอ) แต่ว่าถ้ามีคำถามอะไรที่เขารู้สึกว่ามันไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นเรื่องใกล้ตัวเขา อย่างเช่นทำยังไงจะรวยเนี่ย อย่างนี้อยากอ่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วมันก็คือธรรมะนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเขาไม่รู้ว่า ตรงนั้นเป็นหลักการ เป็นกฎ เป็นเกณฑ์ของธรรมชาติ อะไรที่เป็นเกณฑ์ของธรรมชาติ อะไรที่เป็นกฎของธรรมชาติ เป็นธรรมดา เป็นธรรมชาติ นั่นแหละ 'ธรรมะ' ทั้งหมด พี่ฉอด: ทีนี้ถ้าเกิด... ใครซักคนนึงที่ไม่นับถือศาสนาพุทธล่ะคะ แล้วอ่านหนังสือเล่มนี้จะได้มั้ยคะ ดังตฤณ: คือจริง ๆ แล้วเนี่ย หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เพื่อเขียนให้คนในพุทธศาสนาได้อ่าน หลักฐานอย่างหนึ่ง ผมเห็นคนที่ไม่สนใจธรรมะเยอะเลย คือเค้าสะดุดที่หน้าปก อันนี้เล่าตามตรงนะครับ จากประสบการณ์ที่ไปยืน ๆ ดูมาบ้างเนี่ย เขาสนใจที่ชื่อหนังสือ 'เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน' เขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่พุทธศาสนา เขาเลยหยิบขึ้นมา แต่พอพลิกดูเนื้อหาด้านใน เห็นว่ามีคำว่าทาน มีคำว่าศีลอะไร เขาก็วางคืนที่ทันที คือตรงนี้เราไม่ได้เสียใจนะ แต่เราได้มุมมองกลับมาว่า ตัวปกหนังสือเนี่ย ไม่ได้ดึงดูดเฉพาะคนที่เป็นพุทธศาสนิกชน แต่ว่าเป็นใครก็ตามที่อ่านภาษาไทยออก แล้วก็มีชีวิตแบบธรรมดา ๆ คนทั่วไปเนี่ยแหละ ที่ต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ตรงนั้นก็เลยเป็นข้อยืนยันว่าสำหรับปกนะ เราต้อนรับคนทุกศาสนา แต่ทีนี้ ในแง่ของเนื้อหา ก็ต้องยอมรับว่า ถ้าหากไม่ใช่คนในพุทธศานา จะรับยากซักนิดนึง เพราะว่าเนื้อหาทั้งหมดเนี่ย ผมยกพุทธพจน์มาเป็นหลักตั้ง หมายความว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้ เกี่ยวกับเรื่องไหนเนี่ย ผมก็เอามาเป็นหลักตั้ง แล้วค่อยขยายความตามประสบการณ์ ความรู้ หรือว่าความรู้สึกนึกคิดแบบคนรุ่นใหม่ ทีนี้ ขอให้สังเกตก็แล้วกันว่า แต่ละเรื่องแต่ละอย่างที่ผมยกมา อย่างยกตัวอย่างเช่น ทำไมถึงเกิดมาเป็นมนุษย์เนี่ย มันมีแง่มุมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ มันมีแง่มุมที่คนรุ่นใหม่ คนยุคเดียวกันกับผมสามารถรับรู้ตามได้ มันมีเหตุมีผลมีที่มาที่ไป แล้วก็สามารถเอามาลงล็อกกันได้หมด ผมก็อยากจะขอชี้ตรงนี้ว่า ไม่ว่าท่านจะเป็นคนที่มีความเชื่อในแบบใดมา หรือว่าแม้แต่คนที่ก่อตั้งธรรมะก็ตามนะครับ ขอให้ลองอ่านดู แล้วก็ลองดูแล้วกันว่ามันมีเหตุผล หรือว่ามีหน้าไหน บรรทัดไหน ที่จะสามารถเอาไปจูนกับท่านได้ติด เพราะว่าการจูนกันได้ติด ก็คือการที่มีแง่มุมใดมุมหนึ่งที่สอดรับกัน ยอมรับกันได้ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนศาสนาไหน หรือว่าไม่มีศาสนาเลย ก็ขอให้ลองดูเถิดว่า หนังสือโดยรวมเนี่ยนะครับ ตอบคำถามอะไรท่านได้บ้าง พี่ฉอด: และตรงไหนบ้างที่จะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตได้นะคะ ดังตฤณ: ตรงที่มีความเข้าใจ... ว่าชีวิตเนี้ยะ มาได้ยังไง แล้วก็ ชีวิตนี้... จะเกิดอะไรขึ้น หลังจากไม่มีชีวิตแล้ว ถ้าหากว่าเรามีความเข้าใจเริ่มต้นกันที่ความเข้าใจเนี่ย มุมมองทั้งหมดในชีวิตมันจะต่างไป คือเราจะเริ่มถามว่า ไอ้เนี่ย ทำไปแล้ว มันมีโทษรึเปล่า ไอ้นี่ ทำไปแล้วเป็นประโยชน์หรือเปล่า ไอ้นี่ ทำไปแล้ว มันจะไปออกหัวออกก้อยท่าไหน คือไม่ใช่เฉพาะชาติหน้าที่มองไม่เห็นนะครับ อย่างถ้าหากว่าเราเข้าใจจริง ๆ นะครับ ว่าเรื่องของทาน เรื่องของศีล ปรุงแต่งรูปร่างหน้าตาให้เปลี่ยนแปลงไปได้ในปัจจุบันชาติเลยเนี่ย มันก็จะเกิดกำลังใจ อย่างที่พี่ฉอดบอกว่า เอ๊... ทำยังไงถึงสวย ผู้หญิงอ่านก่อนเลย ตรงนี้ก็คือ เล่มนี้ก็จะบอกได้ด้วยนะครับว่า ไม่ต้องรอชาติหน้านะ ถ้าหากว่าทำทาน รักษาศีลจริง ๆ แล้วก็เข้าใจจริง ๆ ว่าการทำทานรักษาศีล มันคือการทำให้จิตบริสุทธิ์ขึ้น มันมีความสะอาดมากขึ้น และความสะอาดของจิตใจ มันก็ไปปรุงแต่งให้ร่างกายมันดีขึ้น อย่างทางแพทย์ก็ยอมรับกันทั่วไปว่า ถ้าหากว่าคิดดี ทำดี พูดดี ไม่เครียด แล้วก็ทำจิตใจให้สบาย พูดจาอะไรที่มันอ่อนหวาน น่ารัก มันก็มีการหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมา ยิ่งถ้าทำสมาธิ มันยิ่งหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมามาก มันก็มีความสุขมากทันที แล้วร่างกายมันก็จะปรับเปลี่ยนไปตามความสุข คนที่มีความสุขมาก ๆ ในชีวิต ในแต่ละวันเนี่ย หน้าตาก็ผ่องใส เบิกบาน หัวคิ้วไม่ขมวด และผิวพรรณก็เปล่งปลั่ง นี่คือตัวอย่าง นะครับ คือเราจะเข้าใจชีวิตออกมาจากอีกมุมมองนึง คือเราจะเห็นเหตุผลว่าทำไมต้องคิดดี คนมักจะถามว่า ทำไมต้องไปคิดดีด้วยล่ะ ทำไมต้องพูดดีด้วยล่ะ พูดเอาสะใจไม่ได้เหรอ คือพอโจทย์ของชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้วเนี่ย คำถาม คำตอบ อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ มันก็จะเปลี่ยนไปด้วย แล้วก็วิธีการ 'เลือก' ใช้ชีวิต มันก็จะพลิกไปอีกแง่มุมหนึ่ง พี่ฉอด: จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เราเคยได้ยินมากัน ที่ผ่าน ๆ มา กับสิ่งที่ได้อ่านจากหนังสือเล่มนี้ บางอย่างน่ะนะคะ ก็มีผลอย่างที่คุณตุลย์ว่าคือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตได้ เช่น เมื่อก่อนเราได้ยินบ่อย ๆ 'เกิดหนเดียว ตายหนเดียว' แค่เนี้ยะ... เราก็จะรู้สึกว่าวิถีชีวิตเรา มันคงต้องทำอย่างนึง ดังตฤณ: ใช่ครับ ใช่ พี่ฉอด: แต่พอเรามีความเชื่อเรื่องชาติภพขึ้นมา เราก็จะรู้สึกว่า ชีวิตเราต้องทำอะไร... อีกอย่างนึงเพื่อเตรียมการไว้ ดังตฤณ: มีการเตรียมตัว ใช่ครับ พี่ฉอดสังเกตมั้ยครับ คำว่า 'เกิดหนเดียว ตายหนเดียว' เนี่ย มันติดหูคนง่ายนะ พี่ฉอด: ใช่ค่ะ ดังตฤณ: คือมันสอดคล้องน่ะ กับความรู้สึกภายในที่บอกว่า ก็มันรับรู้แค่นั้น เกิดมามันไม่มีความจำอะไรมาเลย ถ้าสมมติว่ามีชาติก่อนเนี่ย ทำไมทุกคนไม่จำได้ล่ะ ทำไมถึงลืม อย่างเงี้ยะ ใช่มั้ย ทีนี้ เราก็ต้องค่อย ๆ มาหาคำอธิบาย อย่างเช่นว่า เออ... ตอนที่อยู่ในท้องเก้าเดือนนั้นน่ะ มันมีระบบล้างความจำของธรรมชาติเขาอยู่นะ นานตั้งเก้าเดือนเนี่ย แล้วก็จิตตกเป็นภวังค์อยู่ตลอดเวลา เกือบตลอดเวลาอย่างเงี้ยะ หรือว่าสภาพร่างกาย ประสาท สมอง อะไรยังไม่พร้อมที่จะทำงาน มันก็เลยเหมือนกับว่า เก้าเดือนนี้ เป็นการลบ ลบความจำออก ทีนี้บางคนไม่ถูกลบออกหมด ประเภทระลึกชาติได้อะไรอย่างนี้ มันก็ยังมีติดมา เพราะฉะนั้น มันก็กลายเป็นข้อถกเถียง เพราะถ้าทุกคนระลึกชาติได้ ไม่ต้องเถียง แต่ถ้าแค่คนสองคนระลึกชาติได้ แล้วบอกว่า เฮ้ย.. มันจริงหรือไม่จริงเนี่ย มาเถียงกัน มาหาคำอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ว่า อ๋อ... มันตกทอด สืบทอดมาผ่านยีน ผ่านอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ก็หาคำอธิบายกันมากมาย มันก็กลายเป็นข้อถกเถียงที่ไม่รู้จบ เพราะฉะนั้น คือ ถ้าหากว่าเรามานั่งเถียงกันว่าชาตินี้ชาติก่อนมีจริงหรือเปล่าเนี่ย คนทั่วไปจะบอกว่า 'ไม่น่าจะจริง' ตามสามัญสำนึก ถึงแม้จะมีคนบอกว่าเขาระลึกชาติได้ แต่ทีนี้ถ้าเรา ค่อย ๆ ศึกษา แบบเป็นเหตุเป็นผลไปนะ ว่าทำอย่างนี้ มันได้ผลออกมาอย่างนี้ เพราะทำดี มันถึงหน้าตาออกมาดีนะ พูดง่าย ๆ ว่าสืบสาวไปจากเหตุผลที่ยอมรับได้ จับต้องได้ ง่าย ๆ ก่อน แล้วมันจะค่อย ๆ สาวลึกขึ้นไปเอง เมื่อเกิดความสนใจมากขึ้น ๆ เราก็จะเห็นว่า พระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้ มีเหตุมีผลเสมอ คำว่า ' เหตุผล' คำเดียวเนี่ยนะ เป็นแก่นเลยนะของพุทธศาสนา ทุกอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นลอย ๆ ทำไมคนถึงหน้าตาแตกต่างกัน ทำไมแต่ละชาติ แต่ละเผ่าพันธุ์ถึงมีนิสัยพื้นฐานไม่เหมือนกัน ทำไมคนนึงจิตใจโหดเหี้ยมมาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำไมคนนึงใจดีมาตั้งแต่เด็ก ๆ สิ่งเหล่านี้มีเหตุผลที่จะอธิบายได้ แต่ถ้าไปจับเอาวิทยาศาสตร์อย่างเดียว มันจะไม่สามารถอธิบายได้ครอบคลุม บางทีมันก็ต้องมีคำอธิบายที่ดูลึกลับในตอนแรก แต่เมื่อศึกษาไปแล้ว มันก็จะค่อย ๆ ยอมรับขึ้นมาได้เองในภายหลัง พี่ฉอด: ค่ะ และนั่นก็คือสิ่งที่เราจะคุยกันในค่ำคืนนี้นะคะ กับแขกรับเชิญคนพิเศษของเรา เดี๋ยวซักครู่นึง พักแป๊บนึง เดี๋ยวกลับมาในช่วงหน้า 'คืนพิเศษ คนพิเศษ' ค่ะ . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 29 ส.ค. 2548 (12:36) กลับมาอัพเดทข้อมูลสักหน่อยค่ะ ไหนๆเอาบทสัมภาษณ์มาลงแล้วลิตเติ้ลก็เลยคิดว่าน่าจะลงให้ครบทุกช่วงเพราะไม่งั้นเหมือนทำอะไรค้างคาไม่สำเร็จ ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง หากมีข้อความที่พิมพ์ขาดตกบกพร่องต้องขออภัยด้วยนะคะ ช่วงที่ ๒ พี่ฉอด: ต้องถามย้อนกลับไปนิดนึงก่อนว่า มีความสนใจในเรื่องแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ดังตฤณ: ก็.. ตั้งแต่ประมาณ ม. ๕ นะครับ ผมก็เหมือนเด็กทั่วไป ที่มีความทุกข์ มีความสุข มีความคาดหวัง มีความสงสัยเกี่ยวกับชีวิต เท่า ๆ กับเด็กธรรมดาทั่วไปในวัยนั้น แต่ของผมอาจจะ... ล้ำหน้า มีความสงสัยล้ำหน้าเด็กรุ่นเดียวกันมานิดนึง คือตรงที่ว่า ถ้าหากว่าเราเกิดมาแล้วไม่ได้ชอบทำอะไรเลยสักอย่างเดียว มันจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร อันนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้อยากศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณจริงจัง ตอนนั้นไม่ได้นิยามว่ามันคือธรรมะ แต่นิยามว่า เออ... เป็นเหตุผลภายใน เป็นเหตุผลของจิตวิญญาณที่ต้องการแสวงหาคำตอบ ที่น่าพอใจที่สุดในชีวิต จริง ๆ แล้วคุณพ่อก็พยายามที่จะปูพื้นฐานธรรมะมาให้ตั้งแต่เด็ก ๆ ซึ่งก็มีอยู่ก่อนหน้านะครับ เพียงแต่ว่ามาอยู่ในช่วงที่ลงล็อกจริง ๆ ตอนช่วงประมาณ ม. ๕ ครับ พี่ฉอด: ก็คือเริ่มต้นจากโจทย์ที่ไม่ได้เป็นเรื่องศาสนา ดังตฤณ: ไม่ใช่เรื่องศาสนา ครับ พี่ฉอด: เป็นเรื่องความสนใจหรือความอยากรู้ส่วนตัว กับเรื่องทั่ว ๆ ไปของชีวิตก่อน แล้วอะไรคือสิ่งที่ลากพาเราจนเข้าไปสู่เรื่องศาสนาได้ ดังตฤณ: ตอนแรกก็... อ่านหนังสือในห้องสมุดของโรงเรียน ทีนี้อยู่ ๆ ก็นึกอยากรู้ขึ้นมาว่าวิปัสสนาทำกันยังไง ก็ได้อ่านหนังสือของท่านอาจารย์ธรรมรักษา ที่เกี่ยวกับสมาธิและวิปัสสนาโดยตรง ตรงนั้นเป็นจุดเริ่มต้น พี่ฉอด: ค่ะ ก็คือเกิดสิ่งที่รู้สึกว่า... ดังตฤณ: 'ใช่' แล้ว พี่ฉอด: เราได้คำตอบ ได้คำตอบเพิ่มมากขึ้น ก็เลยศึกษามาเรื่อย ๆ ดังตฤณ: ครับ ใช่ครับ พี่ฉอด: ชีวิตช่วงเด็ก ๆ ของคุณตุลย์เป็นยังไงบ้างคะ ดังตฤณ: ก็เหมือนเด็กธรรมดาทั่วไปน่ะนะครับ คือ... พี่ฉอด: เป็นคนกรุงเทพฯ? ดังตฤณ: คือ... เกิดที่ ชลบุรี แล้วก็มาเรียนตั้งแต่ ป.๑ นะครับ จริง ๆ แล้วเป็นขี้สงสัยน่ะนะครับ แล้วก็เต็มไปด้วยความกลัว ที่ไร้เหตุผล แล้วช่วงเด็กเนี่ย ด้านไม่ดีจะมีให้เห็นชัดกว่าด้านดี พี่ฉอด: เช่น... ยังไงคะ (หัวเราะ) ดังตฤณ: อย่างเช่นปากคอเราะร้าย ทำอะไรไม่ค่อยคิดถึงใจคนอื่น แล้วขี้เกียจเรียนอย่างยิ่งเลย คือ.. ไม่ใช่เด็กเกเรนะครับ คือไม่ใช่ประเภทที่ว่าหนีเรียน หรือว่าปีนกำแพงโรงเรียนทุกบ่าย... พี่ฉอด: ทะเลาะวิวาท ชกต่อย อะไรอย่างงี้ ดังตฤณ: ครับ ไม่ใช่แบบนั้น คือมีบ้าง แต่อืม... เป็นเด็กขี้เกียจเรียนก็แล้วกัน เพราะเหตุผลคือ ไม่เห็นเหตุผลความสำคัญของการมีชีวิต ว่าจะอยู่ไปเพื่อเรื่องน่าชอบใจอะไรได้ คือ ตรงนั้นแหละ... ที่เป็นปมน่ะนะครับ คือเรารู้สึกกับชีวิตว่า รู้สึกสังสัยว่า ทำไมเราต้องมี ทำไมเราต้องเป็น อย่างทำการบ้านเนี่ย ทำไมเราต้องมานั่งหลังขดหลังแข็ง คือมัน... มีเหตุผลอะไรที่เราต้องมาเหนื่อยแบบนี้ แล้วเราสงสัยจริง ๆ แล้วมันสงสัยที่ค่อนข้างจะล้ำเส้นเด็กวัยเดียวกัน เพราะเด็กวัยเดียวกันเนี่ย ก็... จะไม่คิดอะไรมาก อย่างมากเขาให้ทำก็ทำ เบื่อบ้างอะไรบ้าง ก็จะไม่อยากหาคำตอบ พี่ฉอด: สงสัยแล้วถึงขนาดต่อต้านมั้ยคะ ไม่ทำอะไรอย่างเนี้ยะ ดังตฤณ: ไม่ถึงขนาดต่อต้าน คือผมทำมาตามกฎเกณฑ์ของสังคมทั่วไป อย่างเขาจะจบปริญญาตรีกัน ผมก็พยายามเรียนให้จบนะ บอกตรง ๆ ว่าจะเอาใจพ่อ จะเอาใจแม่ ถ้าสมมติว่าเกิดมา มีตัวคนเดียวเนี่ย บางที อาจจะไม่ได้เรียนจบปริญญาตรีก็ได้ คือคนที่เรียจบปริญญาตรีเนี่ย ส่วนใหญ่นะ เขาเห็นพอยท์ ว่าจะออกมาทำงานแน่นอน จะออกมามีชีวิตที่เป็นสุข มีครอบครัว มีเงินดือน แต่สำหรับผม การเรียนปริญญาตรี คล้าย ๆ กับว่าเรียนเพื่อเอาใจพ่อแม่ แล้วก็บอกตัวเองว่า ไอ้ตรงนี้เนี่ย เราทำหน้าที่แล้วนะ แต่ระหว่างที่เรียนเนี่ย จริง ๆ แล้วก็เข้าห้องสมุด แล้วก็ไปเปิดพระไตรปิฎกอ่าน คือตำราเรียนเนี่ย ถึงเวลาต้องอ่าน ก็อ่านตามหน้าที่ บ้าง... แต่ว่าใจไม่ได้รัก ตอนเข้าห้องสมุด ไปเปิดพระไตรปิฎกฉบับประชาชน ของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพเนี่ย อันนั้นมีความรู้สึกเหมือนไปกินขนม เหมือนได้เวลากินขนม และเป็นขนมที่ชอบ และก็กินได้ไม่เบื่อ พี่ฉอด: แล้วก็ยังจบมาด้านคอมพิวเตอร์ ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: ทำไมถึงเลือกเรียนทางด้านนี้ล่ะคะ ดังตฤณ: เพราะช่วงนั้นนะ สารภาพตามตรงว่า เพราะรู้สึกว่ามันเข้ากับผู้ชาย ความเป็นผู้ชาย คือเหมือนกับว่า ตามความคิดของเด็กวัยรุ่นเนี่ย ถ้าหากว่าเรียนอะไรที่มันเป็นแมน มันก็น่าจะดีกว่าเรียนอะไรประเภทที่... เดี๋ยวคนหาว่าเป็นผู้หญิงอะไรเงี้ยะนะ ทั้งที่จริงแล้วเนี่ย ถ้าเอาความถนัด เราอาจจะถนัดเรื่องภาษามากกว่า แต่ว่าโดยความรู้สึกเนี่ย บอกว่า ชายน่าจะเรียนเกี่ยวกับกลไกอิเลคทรอนิคส์ แล้วประจวบกับที่ว่าช่วงก่อนที่จะเรียนคอมพิวเตอร์เนี่ย มีความสนใจทางคอมพิวเตอร์อยู่จริง ๆ ด้วยระดับหนึ่ง พี่ฉอด: แล้วในที่สุดได้เอามาใช้ประกอบอาชีพมั้ยคะ ดังตฤณ: ครับ พอจบอออกมาก็ทำซอฟท์แวร์อยู่ในช่วงต้น ๆ จริง ๆ แล้ว ผมเริ่มต้นวิชาชีพด้วยการสอนคอมพิวเตอร์ในปีสุดท้ายก่อนจบด้วย พอจบมาแล้วถึงได้ทำงานเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ ซึ่งตอนนั้น อาจารย์สุชัย ธนวัฒน์เสถียร เนี่ยก็... คิดทำเกมส่งออกนอก ภายใต้ชื่อบริษัท ไอโซแฟคท์ ก็ไปเป็นเกมดีไซน์เนอร์ให้เขา แล้วขณะเดียวกัน ก็เป็นโปรแกรมเมอร์ไปด้วย แล้วระหว่างนั้น เพื่อนที่บริษัทไอโซแฟคท์ ก็แนะนำให้เขียนบทความคอมพิวเตอร์ให้กับซีเอ็ด พอเขียนไปพักนึง ก็ขยับขึ้นเป็น เขียนหนังสือคอมพิวเตอร์ พี่ฉอด: อืม... ก็มาแนวนั้นแล้วล่ะ (หัวเราะ) แต่ในที่สุดแล้ว ก็วกกลับมาในสิ่งที่บอกว่าเป็นขนมหวานสำหรับชีวิตตัวเองจนได้ ดังตฤณ: ครับ คือมาเขียนธรรมะเนี่ย ที่พูดมาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ข้างต้นเนี่ย ผมพูดถึงการเขียนเพื่อการเลี้ยงตัวเป็นเรื่องเป็นราว แต่ความจริงแล้ว ก่อนหน้านั้น บทความชิ้นแรกเลยที่ออกสู่สายตาคนอ่านทั่วไป จะเป็นบทความธรรมะ คือเขียนให้กับนิตยสารเครือโลกทิพย์ฉบับนึงน่ะนะครับ เพราะฉะนั้น คือก็กล่าวได้ว่าผมเขียนแนวธรรมะมาตั้งแต่ต้น แล้วมีช่วงนึงที่เขียนคอมพิวเตอร์...บ้าง เพื่อเลี้ยงตัว พี่ฉอด: แล้วมาถึงวันนี้นี่ ถือว่าเขียนหนังสืออย่างเดียวเลยมั้ยคะ ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: ทำไมไม่ได้คิดว่าจะใช้วิชาคอมพิวเตอร์ในการประกอบอาชีพใด ๆ อีก คิดว่าการเขียนหนังสือ ควรจะเขียนหนังสืออย่างเดียว ดังตฤณ: มัน... มันถึงจุดที่รู้สึกว่า... พอแล้ว สำหรับหนังสือคอมพิวเตอร์ เพราะเราก็เขียนมาพอสมควร และเรารู้สึกว่าตรงนั้นมันไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะปัจจุบันมันก็เหมือนกับ... ช่วงที่หันมาออกหนังสือธรรมะโดยตรงเนี่ย เราก็เหมือนกับ.. เออ.. เราขอแค่พออยู่ก็พอ แล้วก็เหมือนคล้าย ๆ ความรู้ความสามารถ ทักษะความชำนาญในการเขียน มันเริ่มเป็นไปได้ ที่เราจะเขียนหนังสือแนวอื่น พี่ฉอด: ไม่ทราบว่าจะละลาบละล้วงเกินไปรึเปล่าที่จะตั้งคำถามนี้ เป็นคนอยากรู้อยากเห็นค่ะ (หัวเราะ) ดังตฤณ: ครับ ได้ครับ พี่ฉอด: คือว่า ที่คุณตุลย์เขียนเอาไว้ว่า อะไรก็ตามแต่ มันมีที่มาที่ไป หมายความว่า มันต้องมีเหตุมา แล้วมันถึงจะมีผล ทีนี้อย่างวันนี้ ถ้าลองคิดกันว่า เพราะอะไรคุณตุลย์ถึงได้มาเป็นคนเขียนหนังสือธรรมะ เพื่อให้ผู้คนได้อ่านแล้วก็ได้รู้ได้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ดังตฤณ: ผมจำความรู้สึกของตัวเองได้ ในช่วงที่มีความสงสัยในชีวิตอย่างมาก แต่ละครั้งที่ผมได้คำตอบอะไรแต่ละอย่างเนี่ย มันมีนิสัยส่วนตัวอย่างนึง ตั้งแต่เด็ก ๆ พอรู้อะไร เห็นอะไรแล้ว อยากให้คนอื่นเขารู้หรือว่าได้เห็นตาม หรือว่าถ้า... คำถามอะไรที่เป็นคำถามพื้น ๆ คำถามที่ถามกันทั่วไป หรือข้อสงสัยที่คนส่วนใหญ่อยากรู้อย่างเห็นกันเนี่ย ถ้าสมมติว่าผมเกิดไปได้คำตอบอะไรที่โดนใจ ที่มันรู้สึกว่าใช่จริง ๆ ก็อยากจะทำให้คนอื่น ๆ ได้รู้ได้เห็น หรือว่าเข้าใจตามตัวเอง และจริง ๆ คือคำตอบเหล่านั้น ไม่ใช่อยู่ ๆ เราไปนั่งหลับตา แล้วไปได้คำตอบมา แต่... ได้ไปศึกษาว่าพระพุทธเจ้าพูดว่ายังไง ครูบาอาจารย์เราพูดว่ายังไง แล้วก็ อื้ม ได้คำตอบที่เป็นข้อสรุปว่า นี่แหละ ใช่จริง ๆ คือ 'ใช่จริง ๆ' ตรงนั้นไม่ได้หมายความว่า เรานั่งนึกเอาว่าน่าจะใช่ แต่เรา 'เห็น' จริง ๆ ว่าชีวิตมันเป็นแบบนี้ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเนี่ย ซึ่งเป็นคำพื้น ๆ นะ แต่ว่าถ้าลงลึกลงไปในรายละเอียดเนี่ย ทำดีมันมีหลายแบบ ทำชั่วมีหลายแบบ อื้ม มันก็ได้จริง ๆ ได้คำตอบโดยรวมแบบที่ง่าย ๆ นั่นแหละ ที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อย่าง... ผมมีความหดหู่หรือมีความเศร้าใจมาตั้งแต่เด็ก ๆ โดยหาสาเหตุไม่เจอ ทีนี้ ถ้าเราเอาธรรมะมาอธิบาย มันก็ค่อย ๆ ได้คำตอบ ซึ่งพอได้คำตอบแล้ว ชีวิตเรามันมีความสุขมากขึ้น นั่นก็คือ โอเค โดนใจเราแล้ว แล้วทีนี้... อันนี้พูดในเชิงที่... ค่อนข้างจะเปิดเผยนิดนึงนะครับ ถ้าไม่พูดลงรายละเอียด บางทีมันอาจจะมองไม่เห็นภาพชัด คือ อย่างเรื่องความเศร้า ทำไมเด็กบางคนมันเศร้ามาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำไมยังไม่ทันมีเรื่องอะไรที่น่าจะทุกข์ร้อนมากมายเนี่ย แต่ก็เกิดความรู้สึกเหงาอยู่ลึก ๆ หรือว่ามีความรู้สึกว่าล้มเหลวมา อะไรทำนองนั้น ถ้าหากว่าเราไม่โยงไปในเหตุผลซึ่งมันลี้ลับไปกว่าสิ่งที่เราสามารถรู้ได้ด้วยตาเปล่า มันก็ไม่สามารถหาคำอธิบายอะไรได้ แต่ถ้าสามารถโยงกลับไปถึงอะไรบางอย่างที่มันอยู่เบื้องหลังจริง ๆ มันเป็นเหตุผลจริง ๆ เนี่ย ตรงนั้น เราก็ได้คำตอบ พอเราได้คำตอบว่า เออ ชาติก่อนมันมีนะ แล้วที่ต้องมีชาติก่อน ก็เพราะว่า มันมีสิ่งที่ปรากฎอยู่เป็นผล ที่เรากำลังประจักษ์ ที่เรากำลังเสวยผลอยู่ในขณะนี้ ถ้าหากว่าช่วงเด็กเป็นช่วงที่... ผมอยากจะเรียกว่า 'พิสูจน์ได้' เป็นเครื่องพิสูจน์ เป็นเครื่องสะท้อน เป็นเวทีแสดงตัวของกรรมเก่าอย่างเต็มที่ เพราะช่วงเด็กเราไม่สามารถช่วยตัวเองได้ เราไม่สามารถที่จะกำหนด นึกปรารถนาว่าเราจะรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คือ กรรมเก่าเล่นงานได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง และก็มาในจังหวะที่เราไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ เอาตัวรอดได้ ทีนี้ ตรงนี้เนี่ย ผมอยากพูดแค่ตรงที่ว่า เออ ผมได้คำตอบว่าชาติก่อนมันมีจริง และถ้าหากว่า เรามาพูดให้คนยุคเดียวกันฟังอย่างเข้าใจเนี่ยนะ เราก็พูดถึงสิ่งที่เขาเคยกันมาแล้ว ในช่วงเด็กเนี่ย เราก็สามารถที่จะสื่อสารกับเขาได้ มันมีความรู้สึกสนุก ที่จะทำให้คนอื่น ๆ ได้เห็นตาม แล้วก็ตรงนั้น มันก็เป็นความสุขชนิดหนึ่ง พี่ฉอด: จริง ๆ แล้ว จะบอกว่าเป็นเรื่องดี หรือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายดีคะ ที่เรามีชาติก่อนจริง ๆ แต่ว่า.. เราไม่ได้รับอนุญาตให้จำอะไรได้ ดังตฤณ: ถ้าหากว่า ทุกคนสามารถที่จะจำอดีตชาติได้ อืม... ผมว่ามันจะวุ่นกว่านี้นะ เพราะบางทีเราจำได้ก็จริงนะ ว่าเราเป็นอะไรมา แต่ว่าเราจะรู้สึกกระอักกระอ่วนน่ะ อย่างหลายคู่นะครับ ที่เป็นสามีภรรยากัน หรือเป็นแฟนกันเนี่ยนะครับ ถ้าเขาจำได้ว่าเคยเป็นพ่อเป็นลูกกันมา หรือว่าเคยเป็นพี่เป็นน้อง อะไรต่าง ๆ เนี่ย มันก็คงจะรู้สึกประดักประเดิดที่จะมาจับคู่จู๋จี๋กัน แล้วก็จะมีเงื่อนไขอะไรเกิดขึ้นอีกเยอะแยะ ที่ทำให้ชีวิตมันไม่เป็นอิสระอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้น ในแง่ของการลืม ที่ธรรมชาติขีดเส้นไว้แบบนั้น มันมีเหตุผลที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างที่มันกำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่เป็นความอยุติธรรม แต่มันเป็นสิ่งที่ 'ควร' จะเป็นไป เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า 'ธรรมชาติ' พี่ฉอด: ซึ่งบางที สมมติเราเกิดมาตอนนี้ แล้วเราเจออะไรก็ตาม ที่มันเป็นเรื่องร้าย ๆ เป็นเรื่องไม่ดี แล้วเราก็มีคำตอบว่า อ๋อ... เพราะว่าเราเคยทำมาเมื่อก่อน เราก็อาจจะรู้สึกเถียง อันนี้ พูดแทนตัวเองว่า ก็ตอนนั้นก็ไม่เห็นรู้เลย ถ้ารู้ก็ไม่ทำซิ (หัวเราะ) มันจะมีอารมณ์นึงเกิดขึ้นนะคะ ดังตฤณ: ใช่ครับ เพราะมนุย์เราเนี่ย ชอบหาความยุติธรรม ด้วยการเข้าข้างตัวเอง คือ... อันนี้คือไม่ได้พูดถึงพี่ฉอดนะ พี่ฉอด: (หัวเราะ) ดังตฤณ: คือพูดโดยรวมทั่วไปนะครับ ว่ามนุษย์เนี่ยจะเข้าข้างตัวเอง ว่าควรจะเป็นอย่างนั้น ไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ แต่อีกปีนึงต่อมา ไอ้ความควรจะเป็น หรือไม่ควรจะเป็นของเราเนี่ย มันอาจจะเลี่ยนไปก็ได้ นี่ขนาดคนคนเดียวกันนะ นี่ยิ่งถ้ามนุษย์เอามารวม ๆ กันเข้าเนี่ย มันยิ่งต่างความเห็น ถ้าสมมติว่า อ่ะ... จะยกมือโหวตให้ธรรมชาติเป็นแบบนั้นแบบนี้ แล้วธรรมชาติจะเป็นไปตามนั้นเนี่ยนะ คงวุ่นวายน่าดู เพราะทุกคนจะโหวตเอาแต่อะไรเข้าตัวเอง คือการที่เราไม่สามารถรู้ได้ ว่าธรรมชาติเขาออกกฎอะไรไว้บ้างเนี่ย จริง ๆ แล้วคือความโหดร้ายของธรรมชาติอย่างหนึ่ง เป็นการแสดงความโหดร้ายของธรรมชาติอย่างหนึ่ง เพราะถ้าสมมติว่ามีเสาอะไรขึ้นมาซักเสากลางโลกนะ บอกว่า นี่ ข้อหนึ่ง กฎ ถ้าฆ่าสัตว์จะอายุสั้น ข้อสอง ถ้าขโมยทรัพย์ ถ้าลักทรัพย์ เดี๋ยวทรัพย์จะพินาศ อะไรต่อมิอะไร ออกกฎไว้ชัดเจนเนี่ย แล้วทุกคนไม่สามารถเถียงได้ อย่างนี้มันก็มีแต่คนทำดี พี่ฉอด: ชีวิตจะง่ายเข้า ดังตฤณ: ครับ คือมันจะไม่มีอะไรที่เป็นสองด้าน เรื่องบุญเรื่องบาปเนี่ย มันจะมีแต่บุญอย่างเดียว อันนั้นมันจะไม่เป็นธรรมชาติ ธรมชาติคือมีสองขั้ว มีด้านเหนือ มีด้านใต้ มีขั้วบวก มีขั้วลบ มีด้านขาว มีด้านดำ ตรงเรื่องของบุญของบาปก็เหมือนกัน 'บุญ' เป็นตัวแทนของความสว่าง 'บาป' เป็นตัวแทนของความืด แล้วถ้าเรามีแต่ด้านสว่างอย่างเดียวเนี่ย การดำเนินไปของธรรมชาติก็จะสะดุดชะงัก เพราะมันไม่มีการเหวี่ยงตัวของน้ำหนักที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไป พี่ฉอด: ย้อนกลับมาที่เมื่อกี้นิดนึง ประโยคที่ว่า 'ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว' อาจจะมีหลาย ๆ คนเถียงอยู่ในใจตอนนี้ว่า ทำดีมาตั้งเยอะ ไม่เห็นจะได้อะไรดีเลย หรือบางคนอาจจะ เห็น ๆ อยู่ว่าเขาเป็นคนทำชั่ว แต่ทำไมเขาถึงยังได้อะไรดีกว่าเราเยอะอยู่ อะไรงเงี้ยะค่ะ ดังตฤณ: สิ่งที่จะทำให้คนเราไม่เชื่อเรื่องวิบากกรรมมากที่สุด ก็คือเรื่อง 'คิว' ของการให้ผลกรรมเนี่ยแหละ เราไม่สามารถมองเห็นได้ว่า การที่เขาเสวยสุขในรูปแบบที่... เรารู้สึกหมั่นไส้เนี่ยนะ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เราเห็นแต่ว่า เอ๊.. เขาโกงนี่ เขาพูดไม่ดีนี่ เขาไปย่ำยีคนอื่นนี่ เขาประพฤิติดทางศีลธรรม อะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ เนี่ย แล้วเราไปเห็นแต่ส่วนนั้น แล้วเราก็ตัดสินว่า เขาไม่ควรจะได้เสวยสุข อย่างที่กำลังเป็นอยู่ ไม่ควรที่จะมีรถคันยาว ๆ ขี่ ไม่ควรจะมีบ้านหลังใหญ่ ๆ ได้อาศัย แต่ทีนี้ ธรรมชาติเขาจะไม่บอกอย่างนั้น เขาบอกว่า เนี่ย ตอนนี้มันถึงคิวที่เขาจะต้องได้เสวยผลดีอยู่ก่อน เหมือน... คนที่เขาสร้างเรือยอร์ทช์ลำใหญ่ ๆ ขึ้นมา ได้ลอยลำไปกลางทะเลแล้ว เขาสร้างของเขามาอย่างนั้น เขาสร้างเรือมาได้ เขาก็สมควรจะอยู่บนเรือ ทีนี้ ไอ้การที่เขาจะเอาค้อนปอนด์มาทุบเรือของเขา โป้ง ๆ ๆ เพื่อให้เรือมันแตกทำลายไป อันนั้นก็เป็นสิทธิ์ของเขา แต่ว่า ไม่ใช่พอเขาทุบโป้งเดียว แล้วเรือมันจะล่มลงไปทันที มัน... บางทีต้องอาศัยเวลา อันนี้เป็นภาพอันใหญ่ ๆ คร่าว ๆ น่ะนะครับ ว่าทำไม... เราอยากเห็นเขาล่มจม แต่มันถึงไม่ล่มซะที ก็เพราะว่าเรือของเขาใหญ่ มันใหญ่พอ แต่เมื่อไหร่ เขาทุบไปจนกระทั่งน้ำมันเข้ามาจริง ๆ วันนึงเรือก็ต้องล่ม แล้วไม่ใช่สิทธิ์ของเราที่จะไปแช่งเขา ให้รีบล่มจมลง มันเป็นสิทธิ์ของธรรมชาติที่เขาจะตัดสิน แล้วธรรมชาติตรงนั้น ก็คือธรรมชาติกรรมวิบากนั่นเอง พี่ฉอด: อันนั้นคือกรณีที่ดูเหมือนทำไม่ดี แต่ได้ดี แล้วกรณีที่ทำดีแล้วทำดีไม่ได้ซักทีล่ะคะ ดังตฤณ: ก็อาจจะเป็นเพราะว่า 'คิว' ที่จะแสดงผลกรรมดีมันยังมาไม่ถึง ทำนองเดียวกันน่ะครับ คือ ถ้าสมมติว่าเขาก่อไฟล้อมรอบตัวเองไว้หลายกอง แล้วเพิ่งมาหาน้ำ หรือว่าคิดวิธีดับไฟได้เนี่ย อยู่ ๆ ไปเอาน้ำสาดโครมเดียว แล้วกองไฟเป็นสิบ ๆ กอง ที่มันใหญ่ ๆ มันจะดับทันทีมันก็เป็นไปไม่ได้ มันยังไม่มีเหตุผลอันสมควร คือหน้าที่ของเราเนี่ย บางทีเนี่ยนะ เราอาจจะต้องทำใจนิดหนึ่ง ธรรมชาติเขาเล่นแบบนี้แหละ เขาไม่บอกกฎเรา แต่ถ้าเราทำถูกกฎ เราก็ได้ผลดี ถ้าเราทำผิดกฎ เราก็ไม่รู้นะว่ามันผิด จนกว่าผลมันจะแสดงออกมา ซึ่งก็... ไม่ประมาทไว้ดีที่สุดครับ พี่ฉอด: ค่ะ ถ้ามองอีกมุมนึง ชีวิตก็เป็นเรื่องท้าทายน่าสนุกนะคะ (หัวเราะ) ค่ะ มาถึงช่วงนี้ 'คืนพิเศษ คนพิเศษ' ที่กรีนเวฟค่ะ เราฟังข่าวกันก่อน แล้วซักครู่เราจะกลับมานั่งคุยในชั่วโมงที่สองกันต่อไป อีกซักครู่ค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 29 ส.ค. 2548 (12:37) ช่วงที่ ๓ พี่ฉอด: คุณตุลย์คะ หนังสือเล่มนี้ สิ่งที่ได้บอกไว้อย่างชัดเจนในหลาย ๆ เรื่อง ก็คงจะเป็นเรื่องที่เราหลาย ๆ คนสงสัยว่าทำไม ๆ เช่น บอกถึงเรื่องของการเกิดเป็นผู้หญิง การเกิดเป็นผู้ชายด้วย อยากให้เล่าให้ฟังตรงนี้นิดนึงค่ะ พี่ดังตฤณ: กรรมที่บันดาลอัตภาพชายหรือหญิงนี่นะครับ จริง ๆ มีความวิจิตรพิสดาร แล้วก็ละเอียดอ่อนมาก ความจริงที่ผมเขียนไปในหนังสือเนี่ย เป็นเพียงส่วนหลัก ๆ ส่วนเดียวนะครับ แต่ที่จริงมันมีมากกว่านั้น ทั้งส่วนที่ผมรู้และก็ไม่รู้ ตอบในที่นี้ ขอเอาแค่หลัก ๆ ก็แล้วกัน เป็นชายเนี่ย จะประกอบบุญมาแบบแข็ง ส่วนหญิงเนี่ย จะประกอบบุญมาแบบอ่อน และถ้าใครพอจะยอมรับตามจริงว่า อัตภาพหญิงนั้นมีปัญหาจุกจิกมากกว่าชาย เป็นแม่เหล็กดึงดูดภยันตรายมามากกว่าชาย ก็ต้องบอกว่าเป็นหญิงเนี่ย เพื่อเสวยวิบากไม่ดีบางอย่างทางเพศ พูดง่าย ๆ คือมีแนวโน้มว่าจะประพฤติผิดทางเพศไว้ ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบทางเพศบ้าง แต่อันนี้ไม่ใช่ทุกคนนะครับ เดี๋ยว.. ต้องฟังดี ๆ นะครับ คือต้องดูด้วยว่า ผู้หญิงจำนวนมาก ที่มีความสูงศักดิ์ มีความปลอดภัย และก็ไม่โดนย่ำยีด้วยประการใด ๆ ทั้งชีวิตเลย คือไม่เคยเจอเรื่องอาชญากรรมทางเพศอะไรอย่างนี้นะครับ อันนั้นก็เพราะว่า ไม่อยู่ในช่วงเสวยวิบาก ที่ว่าด้วยการประพฤติผิดทางเพศ เคยมีคนถามว่า... อันนี้ขอพูดฉีกออกมานิดนึงนะครับ เคยมีคนถามว่า กรรมอะไร ถึงทำให้ปวดทรมานในช่วงประจำเดือนมาก คือหนักกว่าผู้หญิงทั่วไป อันนี้ผมไม่ได้เขียนไว้ในหนังสือนะครับ ผมตอบว่า เพราะเคยเป็นตัวป่วนไว้เยอะ เคยหงุดหงิดเกรี้ยวกราดอย่างไร้เหตุผลไว้เยอะ ซึ่งปรากฎว่าพอทดลองทำตัวดีมีเหตุผล ไม่ป่วนแฟนพร่ำเพรื่อ เท่านั้นเอง ความทรมานในช่วงประจำเดือน ก็ลดลง คือทันตาเห็นเลย แต่อันนี้ไม่ใช่ได้ผลกับทุกคนนะครับ คือขึ้นอยู่กับว่าเป็นตัวป่วนระดับไหนด้วย แล้วก็การจะตัดสินใจในแต่ละเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องดี ๆ มันก็มีผลให้ได้ไปเกิดเป็นชายเป็นหญิงเหมือนกัน อย่างเช่น ถ้าตั้งใจอะไรดี ๆ แล้วทำด้วยความหนักแน่น ริเริ่มทำเอง มันก็เป็นลักษณะเข้าได้กับฝ่ายชาย คือการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สุขของตนของท่านเนี่ย ถ้าเราดูแล้วเนี่ย มันเหมาะกับอัตภาพแบบชาย ซึ่งแข็งแรงใช่มั้ย มีความสามารถที่จะทำการอะไรได้หนัก ๆ หรือว่าเสี่ยงอันตรายได้ หรือว่าเข้าสู่สภาพที่ต้องแบกรับภาระอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ได้มาก บางคนบอกว่า ผู้หญิงรับความเครียดได้มากกว่า แต่ว่า แน่นอน คือจะไม่สามารถแบกภาระอะไรที่มันใหญ่ ๆ น่ะนะครับ อย่างพวกนักมวยปล้ำ อย่างพวกอะไรอย่างเนี้ยะ คือถึงแม้มีนักมวยปล้ำหญิง ก็จะไม่ได้เห็นอะไรที่ออกมาแบบที่งานแบบ.. เวทีนักมวยปล้ำชาย อะไรอย่างนี้ นี่ยกตัวอย่างน่ะนะครับ แล้วถ้าหากเรามองกันในแบบ.. คือ ไม่เอาว่าอันไหนด้อยกว่ากัน อันไหนที่เหนือกว่ากันนี่นะครับ เราก็จะเห็นว่า ความเป็นชายมีลักษณะที่สอดคล้องกับการเป็นผู้กระทำการ เป็นผู้รุก ส่วนฝ่ายหญิงเนี่ย คือ... ธรรมชาติเหมือนกับออกแบบมาให้น่าทะนุถนอม แล้วก็เป็นฝ่ายรับ คืออยู่ในฝ่ายดูแล ไม่ใช่ฝ่ายออกไปกระทำการ ตรงนี้เนี่ย มันก็สอดรับกันกับพฤติกรรมช่วงเก่า ๆ ช่วงอดีตชาติ ที่เป็นฝ่ายริเริ่ม เป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายที่จะทำอะไรดี ๆ ส่วนฝ่ายหญิง ก็จะเป็นในแง่ของการตอบสนองมากกว่า พี่ฉอด: ถ้ามองในแง่ของลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นสรีระ หรืออะไรก็ตามแต่ แปลว่าผู้หญิงมีแนวโน้มที่อาจจะต้องลำบากกว่าการเกิดเป็นเพศชาย ด้วยข้อจำกัดของความเป็นเพศหญิง ดังตฤณ: ใช่ครับ ด้วยประการทั้งปวง พี่ฉอด: เพราะฉะนั้น หมายความว่า เรากำลังจะบอกว่า การเกิดมาเป็นผู้หญิงนั้น อาจจะต้องทำอะไรที่ไม่ค่อยดี หรือไม่ค่อยถูกต้องมามากว่าคนที่ได้เกิดมาเป็นเพศชาย อย่างนี้ถูกมั้ยคะ? ดังตฤณ: บางคนเนี่ยนะ จริง ๆ แล้วทำบุญมามากว่าผู้ชายอีก แต่เขาพอใจที่จะเป็นผู้หญิง ตรงนี้ก็เป็นพอยท์ที่ผมเขียนในหนังสือด้วยนะครับ คือไม่ใช่ว่าเพศหญิงเนี่ย เป็นเพศที่ทำบาปมา ไม่ได้เจาะจงอย่างนั้นนะครับ คือบางครั้งเราทำบุญมามาก ๆ แล้ว อย่าง... ถ้าชาติไหนได้เป็นเมียของผู้ชายที่ดี ๆ ผู้ชายที่ชักชวนทำบุญ ผู้ชายที่ให้ความอบอุ่น ผู้ชายที่มีความเป็นผู้นำ เขาก็อาจจะเกิดความพอใจ ขออธิษฐานติดตามเป็นคู่ไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นก็มีนะครับ หรืออย่างในคติทางพุทธเรา ก็มีความเชื่อว่า ผู้ชายที่ตั้งใจจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตชาติ ก็จะต้องมีคู่ที่ติดตามไป ผู้หญิงที่รู้ว่าสามีของตนเองปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ก็ติดตามไปเป็นคู่ เป็นคู่แท้ เป็นคู่ถาวรที่จะตามกันไปเรื่อย ๆ อย่างนั้นก็มีเหมือนกัน คือเหตุของความเป็นผู้หญิงเนี่ย มันไม่ใช่เรื่องบาปเรื่องกรรมอย่างเดียว มันไม่ใช่เรื่องของการด้อย มันไม่ใช่เรื่องของการถูกตราหน้าว่า อันนี้ไม่ได้เรื่อง แต่ว่าบางทีเป็นเรื่องของความพอใจของเขาอย่างนั้น พี่ฉอด: นอกเหนือจากความเป็นผู้ชายเป็นเป็นผู้หญิงแล้ว ก็ยังมีการพูดถึงว่า ทำอะไรยังไงมาถึงได้เกิดมาสวย เกิดมาหล่อ ดังตฤณ: ในเรื่องนี้นะครับ ก็ขอให้ทดลองให้เห็น ๆ กันทันตาก็แล้วกัน ถ้าใครทำตามนะครับ คือสมมติว่าคุณรู้สึกมีหน้าตาที่ไม่ดีอยู่ แล้วปัจจุบันคุณชอบพูดปั้นน้ำเป็นตัว พูดจาสำรากหยาบคาย พูดให้ร้ายคนอื่น หรือพูดเพ้อเจ้อไร้สาระตามอารมณ์ไปเรื่อยเปื่อย ขอให้ถ่ายรูปเก็บไว้นะครับ แล้วลองตั้งใจพูดให้เป็นตรงกันข้ามดู กลับดำให้เป็นขาว แล้วสังเกตว่าอาการทางใจขณะคิด 'เลือก' คำที่ตรง คำที่ดี ที่เป็นคุณประโยชน์ ตรงนั้นเนี่ย ถ้าเลือกคำพูดเหล่านั้น ความรู้สึกจะเป็นอย่างไร มโนภาพเกี่ยวกับตัวเองจะดูดีขึ้นมั้ย ทำให้ได้ครบหนึ่งเดือน แล้วถ่ายรูปใหม่ เอามาเปรียบเทียบดูระหว่างรูปเดิมกับรูปใหม่นะครับ ดูซิว่า มีความแตกต่างกันมั้ย ถ้าไม่มีอะไรแตกต่าง อันนี้แหละ ขอให้เชื่อเลยว่า กฎของธรรมชาติ ทำดีไม่ได้ดี ทำชั่วไม่ได้ชั่ว มโนภาพเกี่ยวกับตัวเองในใจเรา มีสองมิตินะครับ มิติแรกเกิดจากควารู้สึกในรูปร่างหน้าตาปัจจุบัน บางคน สวยหล่อแบบพระเอกนางเอกก็ให้ความรู้สึกเช่นนั้นในยามปกติ แต่ขณะคิดอ่าน ทำการ หรือพูดจาอะไร ก็จะเกิดมโนภาพจอมโฉด หรือว่านางมารร้ายปรากฎขึ้นแทน อันนี้ในกรณีที่ไม่ดี อันนั้นแหละครับ มโนภาพเกี่ยวกับตัวเอง ที่เกิดขึ้นเพราะกรรมปัจจุบันที่ทำอยู่เสมอ ๆ และนั่นแหละ มันจะเป็นภาพเดียวกันกับอัตภาพในอนาคต เพราะฉะนั้น คือสรุปนะครับว่า ทำอะไรที่มัน... พูดง่าย ๆ นะครับ เอาเฉพาะคนสวยคนหล่อก่อน หนึ่ง เหตุผลที่ทำให้ได้มีหน้าตาดี ก็เพราะว่ามีใจเสียสละ ชนะความโลภและความตระหนี่ได้ พูดง่าย ๆ ไม่โลภ สอง คือระงับความโกรธได้ด้วยใจที่เมตตาแท้จริง พูดง่าย ๆ คือว่าไม่โกรธง่าย ๆ ไม่มีโทสะอยู่ในจิตง่าย ๆ และ สาม คือไม่หลงสำคัญตัวผิด ๆ อันนี้เป็นฝ่ายดี ซึ่งถ้าเกิดเป็นตรงกันข้ามก็อยู่ฝ่ายร้าย ถ้าหากว่าทำอะไรไปด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นส่วนใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นความโลภขั้นร้ายแรง ถึงขนาดจะไปขโมยเขา หรือว่าถ้ามีความโกรธขั้นร้ายแรง ขนาดจะไปทำร้ายเขา ไปฆ่าเขา อย่างนี้ก็มีสิทธิ์ที่จะเกิดมารูปร่างหน้าตาไม่ดีในชาติต่อไป ถึงแม้ว่าปัจจุบันชาติจะดูดีแค่ไหนก็ตาม อย่างพวกที่โลภมากเนี่ย เคยเห็นมั้ยครับ บางคนเนี่ย เรามองหน้าปุ๊บเนี่ย รู้สึกเลยว่าคนนี้โลภ คือโลภมาก ท่าทางจะขี้โกง ท่าทางจะคบไม่ได้อะไรทำนองนั้น ไม่น่าไว้ใจ บางคนก็เหมือนกับว่าดูหล่อดูสวย แต่หล่อแบบน่ากลัว สวยแบบน่ากลัว อันนั้นมันก็เพราะว่าเคยทำบุญมาก็จริง แต่ว่าก็มีความโกรธเจืออยู่ด้วย คือชอบเป็นคนที่แสดงความโกรธง่าย ๆ ผิวพรรณก็จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แล้วก็จะออกแนวที่เห็นแล้วรู้สึกไม่อยากเข้าใกล้ เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นคนหน้าดุ อะไรทำนองนั้น พี่ฉอด: ถ้าเราพูดถึงสวยไปเลย หล่อไปเลย หรือว่าไม่สวยไม่หล่อไปเลย ก็เป็นแบบนึง แต่ว่าบางทีมีการพูดถึงว่า เหมือนจะสวย เหมือนจะหล่อ แต่ก็ไม่สวยไม่หล่อเสียที เหมือนยังไม่ค่อยเสร็จอะไรอย่างนี้น่ะค่ะ (หัวเราะ) ดังตฤณ: ผมขอยกตัวอย่างนะครับ อย่างบางคน เราดูว่าเขาพูดดีใช่มั้ย เราดูว่าเขาทำเหมือนพ่อพระ แม่พระ แต่มันแกล้ง ๆ ยังไงบอกไม่ถูก เพราะส่วนใหญ่คือ เขาอยากจะทำให้ดูดี แต่ใจเขาไม่ได้ดีจริง อันนี้มันก็จะได้รับผลกรรม คือส่วนที่เขาทำดี ที่มันเป็นบุญเนี่ย มันก็จะตบแต่งรูปร่างหน้าตาให้เขาดูดีจริง แต่มันจตะดีแบบเลี่ยน ๆ ดีที่เห็นแล้วมันรู้สึกทะแม่ง ๆ บอกไม่ถูก อย่างที่พี่ฉอดพูดน่ะ มันหล่อไม่เสร็จ สวยไม่เสร็จ มันจะขาด ๆ เกิน ๆ ก็เพราะว่า 'ใจ' ที่ทำดีเนี่ย มันจะขาด ๆ เกิน ๆ อยากได้หน้ามากกว่าที่จะทำออกมาจากใจอย่างแท้จริง นี่เป็นแค่ตัวอย่าง คือในเรื่องการผสมผสานกรรมเนี่ย มันเป็นไปได้ไมมีที่สิ้นสุด ไม่รู้จบ แล้วผลออกมา มันก็ไม่รู้จบเหมือนกัน เพียงแต่พูดได้คร่าว ๆ ง่าย ๆ ว่า ถ้าทำดีด้วยความบริสุทธิ์แท้จริง มันก็จะออกมาหมดจด แต่ถ้าทำแบบเจือ ๆ อยู่ด้วยความโลภ หรือความโกรธ มันก็จะหล่อไม่เสร็จ สวยไม่เสร็จ แต่ถ้าไม่ทำดีเลย อันนั้นก็จะออกมาหน้าตาอัปลักษณ์เลย หรือไม่ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเกิดเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ พี่ฉอด: นอกจากนั้นมันก็ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกน่ะนะคะ เช่นเรื่องของความฉลาดเฉลียว ความร่ำรวยเงินทองอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีที่มาที่ไปด้วยกันทั้งนั้นเลย ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: ทีนี้ มันจะกลายเป็นอย่างนี้รึเปล่าคะ คือพอเรารู้ว่าถ้าทำอย่างนี้มันจะเกิดอย่างนี้ ทำอย่างนี้มันจะเกิดอย่างนี้ มันจะกลายเป็นว่า เราจะทำอะไรก็จะคิดหวังอยากได้อะไรตอบแทนไปหมดเลย อย่างนั้นรึเปล่า ดังตฤณ: ตรงนั้นเนี่ย... มันก็เป็นเรื่องของความเข้าใจ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า ทำไปด้วยศรัทธาว่ากรรมมีผล มันเป็นแบบนึง กับทำไปโดยหวังผลด้วยความโลภจัด อย่างนี้มันก็เป็นอีกแบบนึง อย่างเช่น ยกตัวอย่างนะครับ บางทีเราอาจจะได้ยินว่า ถ้าทำบุญมาก ๆ แล้วจะได้รวยมาก ๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจในเชิงวัตถุ ว่าถ้าหากยิ่งบริจาคมาก มันก็จะยิ่งได้คืนกลับมามาก มันเหมือนนักลงทุน จริง ๆ แล้วตามกฎแห่งกรรมเนี่ย ไม่ใช่แบบนั้น เขานับเอาที่ 'ใจ' คือใจเรายิ่งมีความคิดเสียสละมากเท่าไหร่ มันก็จะได้มามากเท่านั้น อันนี้ผมพูดถึงหลักธรรมชาติเลยก็แล้วกัน ว่า 'ให้ไป คือได้มา' นี่คือหลักธรรมชาตินะครับ ยิ่งให้ไป คือยิ่งได้มา ฉะนั้น ยิ่งทำทานมาก จิตยิ่งเปิดกว้างมาก ก็จะสร้างภพแห่งความกว้างทางฐานะไว้มาก แต่ถ้าไม่ให้เลย หรือตระหนี่ไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์นะครับ หรืออาจจะหนักกว่านั้นคือ ไปต้มเขา ไปโกงเขา หรือไปทำให้เขาล้มละลาย อันนั้นก็คือเหตุที่มาของความยากจน แล้วในเรื่องของการที่จะร่ำรวย หรืออะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ มันไม่ใช่เรื่องกรรมเก่าอย่างเดียว อย่างการที่เราทำมาหากินสุจริต แล้วก็ขยันขันแข็ง ไม่สุรุ่ยสุร่ายเกินตัว อันนี้ก็จัดเป็นปัจจัยนำ ที่เราจะได้เป็นพ่อค้าหรือว่าเป็นลูกจ้างชั้นดีขึ้นมา เราก็อาศัยปัจจัยหนุน คือวิบากกรรม ที่เคยทำทานไว้มากในอดีต มันก็ช่วยส่งเสริมให้เกิความร่ำรวยขึ้นมาได้ง่าย ๆ นะครับ พี่ฉอด: แล้วถ้าหากว่าเราคิดด้วยวิธีนี้เนี่ย เราจะพบว่า การที่เราจะทำบุญบาทนึง หรือร้อยบาท เราอาจจะได้ผลบุญเท่า ๆ กันก็ได้ ใช่มั้ยคะ ดังตฤณ: ถ้าหากว่าเราเข้าใจหลักการนะครับ ตรงนี้ก็จะไม่น่าสงสัย กุศลจิตจะเกิดขึ้นเต็มดวง หรือว่าบุญจะมีพลังแรงกล้าที่สุด ตอนที่คนคนหนึ่งเกิดกำลังใจหนักแน่น ริเริ่มที่จะทำบุญด้วยตัวเอง ทั้งก่อนทำ ขณะทำ แล้วก็หลังทำ มีโสมนัสประกอบ อันนั้น เรียกว่าเป็นบุญขั้นสูงสุด ทีนี้ ถามว่ากำลังใจที่หนักแน่น มันมาจากไหน ก็มาจากความาสามารถในการสละออก ซึ่งอันนี้แปรผันไปตามสภาพฐานะของแต่ละคน ถ้าคุณมีร้อยล้าน คุณไม่ต้องใช้กำลังใจในการบริจาคเงินหนึ่งพันบาทแม้แต่นิดเดียว ซึ่งก็แปลว่า โสมนัสย่อมจะไม่เกิดขึ้นด้วยการเสียสละเงินหนึ่งพันบาทของคุณ แต่ถ้าคุณมีอยู่ในธนาคารแค่สองสามแสน ทุกอย่างจะต่างไปทันที เริ่มต่างไปนะครับ คือกำลังใจในการควักเงิน จะทำให้คุณ... เหมือนกับได้ยินเสียงหนึบใหญ่เลย ตอนควักกระเป๋า หลังจากบริจาคไป คุณจะรู้สึกโล่งหัวอก ที่เหมือนมีก้อนอะไรมันละลายไป ซึ่งก้อนนั้นมันคือก้อนตระหนี่นี่เอง ก้อนตระหนี่ที่มันทำให้ใจมันหนัก มันถูกทุ่มทิ้งลงไปซะได้ แล้วยิ่งถ้าหากว่าทั้งเนื้อทั้งตัวคุณเหลือแค่หมื่นเดียวนะครับ สมบัติคุณมีแค่หมื่นเดียว คุณบริจาคหนึ่งพันบาทเนี่ยนะ รับรองแทบน้ำตาจะไหลเลย คือมันมีความกล้าที่จะบริจาค 'ตั้งพัน' โดยพิจารณาแล้วว่าเงินนั้นเป็นไปเพื่อเกื้อกูลคนที่เค้าเดือดร้อนกว่าด้วยนะ ไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ บริจาคพันนึง โดยที่ไม่เห็นประโยชน์อะไรขึ้นมาเลย เนี่ย... เพราะฉะนั้น พูดถึงจำนวนเงินไม่ได้ มันต้องพูดว่า คุณใช้กำลังใจแค่ไหนในการสละทรัพย์แต่ละก้อน แล้วการทำทานเนี่ยมันไม่ใช่มีแค่เรื่องของการบริจาคทรัพย์ไป มันมีเรื่องการช่วยเหลือด้วยแรงกายก็มี แรงสมองก็มี หรือว่าช่วยให้ความรู้เขาก็มี ให้เขาไปเลี้ยงตัวเองได้ ทานมันมีหลายแบบครับ พี่ฉอด: แล้วอย่างถ้าพูดถึงอย่างในแง่ของคนปัจจุบันนี้เนี่ยนะคะ โอกาสที่จะทำบุญ ถ้าพูดถึงว่าในแง่ของการทำบุญกันจริง ๆ จัง ๆ แบบว่าเข้าวัดทำบุญอะไรอย่างนี้ มันอาจจะมีไม่เยอะน่ะค่ะ ทีนี้ การทำบุญ การทำทาน เหล่านี้เนี่ย มันประกอบกันขึ้นมาเป็นการตอบแทนมาในอย่างเดียวกันหรือเปล่าคะ หรือว่าถ้าไม่ไปสามรถทำบุญได้ เราก็ทำด้วยวิธีอื่นแทนอะไรอย่างเนี้ยะค่ะ ดังตฤณ: เอาอย่างนี้เลยก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าตรัสว่า แค่สาดน้ำทิ้งที่เราล้างจานข้าว แค่สาดน้ำทิ้งไปในบ่อน้ำ แล้วใจคิดว่า เออ ดีเหมือนกันนะ ถ้าสมมติว่าติดเศษข้าวเศษอะไรที่ติดจานไปเนี่ย มันไปกับน้ำทิ้งด้วย แล้วได้กับสัตว์ในน้ำ คือสัตว์ในน้ำได้กิน แค่ 'คิด' เท่านั้นนะครับ มันก็ได้บุญแล้ว เป็นที่มาของบุญแล้ว นี่คือบุญในความหมายของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสชี้ หมายความว่าใจเรามันคิด 'ให้' ทั้ง ๆ ที่สาดน้ำทิ้งเหมือนกันนะ คนนึงสาดเฉย ๆ ไม่ได้บุญ แต่คนนึงรู้สึก เออ มีเศษข้าวติดจานอยู่ แล้วมันก็น่าจะไปตามน้ำทิ้งด้วย แล้วสัตว์อาจจะได้ข้าวนั้น แค่นี้ใจเป็นบุญแล้ว มันอยู่ที่ว่าจิตของเรา จะไปจับเอาวัตถุอะไรเป็นเครื่องหมายของการทำบุญ ในชีวิตประจำวันเนี่ย เอาแค่เราให้ทางรถเขาไปก่อน อย่างนี้ก็เป็นที่มาของบุญ มันเป็นทานชนิดนึง มันเป็นการให้อย่างนึง หรือว่าเอาแค่สัตว์พวกหมาแมวเนี่ยนะครับ มาอาศัยชายคาบ้านเรา ปกติเราก็จะมองเฉย ๆ ใช่มั้ยครับคนส่วนใหญ่เนี่ย หรือนึก เอ๊ะ... มันเข้ามาเดี๋ยวบ้านเราสกปรกอะไรอย่างนี้ คนจะนึกอย่างนั้น แต่ถ้าเจ้าของบ้านอีกคนนึงคิดว่า เออ ดีนะ มันเข้ามาหลบแดดหลบฝน เพราะว่าชายคาบ้านของเราเป็นประโยชน์กับมัน แค่นี้ก็เป็นที่มาของบุญอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้น ในชีวิตประจำวันเราครับพี่ฉอด ไม่ใช่ว่าเราจะต้องมีทรัพย์เสียก่อน แล้วเราถึงจะมีโอกาสทำบุญได้ ไม่ใช่ว่าเราจะต้องอยู่ใกล้วัด แล้วเราถึงจะมีโอกาสได้ไปทำบุญใหญ่ ๆ จริง ๆ แล้ว แม้แต่การทำให้พ่อเราแม่เรามีความสุข ตรงนั้นก็เป็นที่มาของบุญใหญ่ ราวกับว่าได้ไปวัดแล้ว พี่ฉอด: เพราะฉะนั้น เราก็จะสามารถทำบุญกันได้ในชีวิตประจำวัน แต่ในขณะเดียวกัน เราก็สามารถจะทำบาปได้ ในทุกอย่างในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกันด้วย ดังตฤณ: บาปเนี่ย มันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าบุญ เพราะว่าบาปมาจากไหน มาจากการมีโลภะ การมีโทสะ การมีโมหะ แค่สมมติว่าตื่นเช้าขึ้นมาเราพบว่า เครื่องทำน้ำอุ่นไม่ทำงาน แล้วเราโกรธโทษฟ้าโทษดิน หรือว่าโทษหมู่บ้าน โทษองค์การไฟฟ้า หรือว่าโทษองค์การประปา หรืออะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ แค่นี้เนี่ยนะครับ เกิดความหงุดหงิด เกิดความครุ่นคิด เคียดแค้นอะไรไป มันก็เป็นบาปแล้ว ในชีวิตประจำวันเราเนี่ย เกิดบุญเกิดบาปขึ้นตลอดเวลา เพียงแต่เราไม่ถูกชี้ให้สังเกต แต่ว่า พระพุทธเจ้าท่านชี้ให้สังเกตง่าย ๆ เมื่อไหร่มีเจตนาที่จะคิดพูดทำ โดยเจืออยู่ด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ตรงนั้นน่ะเป็นบาป หรือว่ากระเดียดไปในทางบาปแล้ว แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มีความคิดที่จะสละออก มีความคิดเป็นเมตตา มีความคิดที่จะทำความสำคัญผิดอะไรต่าง ๆ ให้หายไป ตรงนั้นเป็นบุญ อย่างเช่นการบริจาคเนี่ย ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานจริง ๆ ก็คือการทำให้จิตมีเมตตานั่นเอง มีความกรุณานั่นเอง คือมันไม่โลภ ไม่ตระหนี่ ไม่หวงไว้ หรือว่าอย่างการที่เราพูดจาสุภาพ เพื่อทำให้คนอื่นเขาฟังแล้วรื่นหู ตรงนั้นมันก็คือทำได้ให้ตัวเองโทสะน้อยลง และก็ไม่ก่อให้คนอื่นเกิดโทสะ นี่ก็เป็นบุญอีกเหมือนกัน เพราะว่ามีการลดละ มีการออกห่างจากตัวโทสะ ไฟโทสะ ความร้อนของโทสะ เพราะฉะนั้นนะครับ ถ้าหากเรารู้ว่าจะสังเกตยังไงแล้วเนี่ย ก็จะเห็นเลยว่า แม้แต่กระทั่งเรานั่งคุยกันอยู่เนี่ยพี่ฉอด มันก็เป็นบุญได้ เราเพียงแต่รู้ว่า คือ ตั้งใจยังไงให้คนอื่นเขารู้สึกดี ตรงนั้นก็เป็นที่มาของบุญแล้ว ไม่ต้องไปทำกันที่วัด เราพูดกับคนในบ้านนี่แหละ มันก็เป็นบุญได้ พี่ฉอด: แต่นั่นหมายความว่า เราคงจะต้องมีสติอย่างมาก ๆ ในการทำอะไรในทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต คือปกติแล้วทุกอย่างมันเป็นไปอัตโนมัติมากน่ะค่ะ หลายคนบอกว่า พอโกรธก็โกรธโดยอัตโนมัติ ไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำไป บางทีมันก็โกรธขึ้นมา หรือจะยิ้มก็ยิ้มอัตโนมัติ แต่เราคงต้องมีอะไรกำกับใจมั้ยคะ ดังตฤณ: คืออย่างนี้ครับพี่ฉอด ก่อนที่จะมีสติได้ เราต้องมีการเรียนรู้ก่อน เราต้องมีความเข้าใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น เราเข้าใจแล้วว่า โลภะ โทสะ มันเป็นที่มาของบาป มันเป็นมูลเหตุของบาป ตรงนั้น ถ้าความเข้าใจตรงนั้นมันขึ้นใจจริง ๆ นะครับ มันก็เกิดสติขึ้นมาโดยอัตโนมัติ คือมันจะมีความตั้งใจดี ๆ ตามมา แต่ถ้ายังไม่มีเข้าใจ ตราบใดที่ยังไม่มีความเข้าใจว่า โลภะกับโทสะ มันเป็นที่มาของบาปนะ มันเป็นที่มาของความทุกข์นะ สติเราจะไม่เกิดเลย ถึงแม้ว่าเกิดขึ้น เรารู้ตัวอยู่ก็ตามว่า นี่เรากำลังโลภ นี่เรากำลังโกรธอยู่ แต่มันก็สะใจ นั่นเพราะว่า เราไม่มีความเข้าใจว่า เออ ไอ้ตรงนี้เนี่ยมันมูลเหตุของบาป มูลเหตุของไอ้สิ่งที่มันไม่ดีคืออะไร แต่ถ้ามีความเข้าใจจริง ๆ แล้ว มันเข้าถึงใจจริง ยอมรับจริง ๆ ศรัทธาจริง ๆ ตรงนั้นเนี่ยครับ สติมันจะตามมาเอง พี่ฉอด: ค่ะ วันนี้ได้อะไรดี ๆ เยอะเลยนะคะ จริง ๆ มันมีอันนึงเหมือนกัน คือว่าถ้าเกิดคุณผู้ฟังฟังอยู่แล้วอาจจะรู้สึกค้าน อาจจะรู้สึกว่าไม่เห็นด้วย หรืออะไรตรงไหนก็ตาม ฟังไปเรื่อย ๆ นะคะ อย่าเพิ่งหมุนไปไหน (หัวเราะ) ไม่.. คือพี่ฉอดเองเป็นคนชอบคิดค้านเหมือนกัน เวลาอ่านหนังสือก็จะคิดค้านไปด้วยว่าไม่เชื่อ ไม่จริง ดังตฤณ: ครับ ผมก็ค้านมาเยอะครับ (หัวเราะ) พี่ฉอด: แต่ว่ามันจะต้องเรื่อย ๆ ไปถึงจุดนึง แล้วก็จะรู้ว่า อื้ม.. โอเค (หัวเราะ) งั้นเราจะฟังกันไปเรื่อย ๆ ตอนนี้พักซักครู่ก่อน เดี๋ยวกลับมาค่ะ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 29 ส.ค. 2548 (12:39) ช่วงที่ ๔ เสียงท่าน ว.วชิรเมธี: "เจริญพร อาตมาภาพ วุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันผ่านนามปากกาโดยมากว่า ท่าน ว.วชิรเมธี เกี่ยวกับกระแสที่คนไทยในปัจจุบันหันมาสนใจธรรมะมากขึ้น จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นเทรนด์ของยุคสมัยได้เลยทีเดียว ในทัศนะของอาตมาภาพคิดว่า คนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เฉพาะคนไทย แต่อาจจะหมายถึงคนทั้งโลกเลยก็ว่าได้ กำลังเต็มไปด้วยปัญหา เมื่อความทุกข์ทั้งหลายมากเข้า ๆ ก็สะท้อนออกมาเป็นความต้องการ แสวงหาทางออก ซึ่งในบรรดาที่มีอยู่นั้น ทางออกอื่น ๆ เนี่ยถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว ตอนนี้ก็เหลือทางด้านจิตใจ คือเรื่องศาสนา จากการที่ในยุคโลกาภิวัฒน์ คนส่วนใหญ่มีความพรั่งพร้อมสมบูรณ์ทางวัตถุมากขึ้น มีบ้าน มีที่ดิน มีรถ มีทุกสิ่งทุกอย่างพรั่งพร้อม แต่จะสังเกตเห็นว่าการมีวัตถุมากขึ้น ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ลดน้อยลง ค้นพบว่า ความพรั่งพร้อมทางวัตถุ ไม่ได้ทำให้จิตใจได้รับการเติมเต็ม มนุษย์ก็จึงกลับมาสนใจโลกของจิตใจ ซึ่งก็คือโลกของพระพุทธศาสนานั่นเอง ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านเคยบอกว่า เมื่อสังคมมีปัญหา นั่นคือโอกาสที่ธรรมะจะได้แสดงตัว ทุกวันนี้สังคมเรามีปัญหามากมาย เราให้ธรรมะเข้ามาแก้ไข ขอเจริญพร" เสียงคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย: "สวัสดีครับ ผม ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ครับ จากสำนักพิมพ์ดีเอ็มจีนะครับ ก็มีโอกาสได้ร่วมงานพิมพ์หนังสือดี ๆ กับคุณดังตฤณนะครับ ผลงานที่ได้รับความนิยมสูงมากก็คือ เสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน ซึ่งในส่วนสำนักพิมพ์เอง เราก็คาดไม่ถึงครับ กับกระแสการตอบรับหนังสือธรรมะดี ๆ จากผู้อ่านทั่วประเทศไทย แล้วผมเองก็ค่อนข้างโชคดีที่ได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศค่อนข้างบ่อย ได้เห็นถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงนะครับ เราอาจจะบอกว่า โลกกำลังหมุนกลับก็เป็นไปได้นะครับ คนเริ่มสนใจเรื่องของศาสนามากขึ้น เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือ เป็นคำสอนที่สำคัญข้อนึงของพระพุทธศาสนา สาเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจธรรมะกันมากขึ้น ก็เพราะว่า ตอนนี้รูปแบบการนำเสนอเรื่องราวของธรรมะ ในปัจจุบัน เราจะเห็นได้ชัดเจนว่า วิธีการนำเสนอเรื่องราวธรรมะต่าง ๆ เนี่ย ผ่านกระบวนการ ผ่านวิธีการ หรือว่าผ่านอุบายวิธีที่เรียบง่าย เข้าใจได้ง่าย แล้วก็ค่อนข้างที่จะโดนใจกลุ่มวัยรุ่นด้วย ทุกศาสนาเนี่ยดีทั้งนั้นเลยนะครับ แต่สิ่งที่เป็นจุดเด่น จุดแตกต่างของศาสนาพุทธนี้ก็คือ 'ท้าให้พิสูจน์' นะครับ เป็นศาสนาเดียวที่องค์พระศาสดาบอกว่า ท่านจงลองมาดูเถิด ลองมาพิสูจน์เอาเองนะครับว่า สิ่งที่ท่านได้สอนเอาไว้ เป็นไปอย่างนั้นจริงรึเปล่า เพราะฉะนั้น อยากให้หลาย ๆ คนลองมาพิสูจน์นะครับ ลองมาลิ้มรสแห่งพระธรรมว่า เมื่อเราได้สัมผัสแล้ว เราจะรู้ถึงความประณีตที่อธิบายไม่ได้ ขอบคุณมากครับ" . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . . พี่ฉอด: ค่ะ ก็ต้องขอบคุณคุณดนัย จันทร์เจ้าฉาย และท่าน ว.วชิรเมธี ด้วย สำหรับคุณตุลย์ล่ะคะ คิดว่ากระแสธรรมะในสังคมปัจจุบันเราเป็นยังไงบ้าง ดังตฤณ: อันนี้พูดโดยรวมนะครับ คือยังไม่ได้พูดถึงสังคมที่เข้าใจธรรมะแล้ว หรือว่ารับรู้ธรรมะแล้วนะครับ ผมอยากจะบอกว่าแย่นะฮะ คือ... คนไม่มีธรรมะในจิตใจกัน แนวโน้มพฤติกรรมแย่ ๆ เนี่ย นับวันแรงขึ้น กว้างขึ้น แล้วก็ถี่ขึ้น คนมักง่ายกันมากขึ้น ทำอะไรเพื่อตัวเองกันมากขึ้น แล้วก็ด่วนตัดสินใจอะไรปุปปับกันเร็วขึ้น อย่างเรื่องฆ่าตัวตายเนี่ย มันมีทุกระดับชั้น ไม่ใช่เฉพาะคนที่มีการศึกษาต่ำ แต่ตรงกันข้าม คนการศึกษาน้อยเนี่ย บางทีเขาจะคิดดิ้นรนด้วยซ้ำ แต่ว่าในขณะที่คนมีพร้อมทุกอย่างแล้ว บางทีปุบปับอยากไป ไปเลย อันนี้ก็อธิบายได้ว่า คลื่นอกุศลเนี่ยเข้าครอบงำสังคมส่วนใหญ่ จนนึกว่าบาปมันเป็นของธรรมดา ใคร ๆ เขาก็ทำกัน แล้วก็พากันทำแบบไม่ต้องยับยั้งชั่งใจ แล้วก็เรียกว่า ถ้าเรามองว่า ตรงนั้นสังคมป่วย แล้วต้องการธรรมะเป็นยารักษา ก็คงจะบอกได้ว่า ทุกสมัย ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน ก็ต้องการยาขนานเดียวกันหมด คือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าอะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป ซึ่งเมื่อเบรคที่แล้วเราก็พูดกันไปแล้ว นะครับ คือไม่ใช่เชื่อว่าเป็นบุญเป็นบาปเพียงเพราะใคร ๆ เขาบอกกันว่าอย่างนั้น แต่เข้าใจเข้ามาที่จิตใจของเราจริง ๆ ว่า บุญมันทำให้สว่าง มันทำให้อบอุ่น มันทำให้มีความสุข เดี๋ยวนี้เลย บาปทำให้เดือดร้อน ทำให้มืด ทำให้รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง เดี๋ยวนี้เลย แล้วมันก็มีผลสืบเนื่องเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ต่อไปด้วย ตรงนี้ ถ้าหากว่าเราพากันศึกษาวิชารู้ตามจริงของพระพุทธเจ้ากันมาก ๆ นะครับ จะทราบเองเลยว่า เจตนากระทำการขณะที่จิตเจือด้วยกิเลสเนี่ย ล้วนเป็นบาป แล้วก็ทำให้จิตมันมืดมน หรือหมองมัวลง แต่เจตนากระทำการใด ๆ ก็แล้วแต่ ในขณะที่จิตปราศจากกิเลสเนี่ย อันนั้นล้วนเป็นบุญ มันทำให้จิตสว่างใส หรือเบิกบาน หลักการง่าย ๆ แค่เนี้ยนะครับ เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนทุกยุคทุกสมัย ละบาปด้วยความเข้าใจ แล้วก็สั่งสมบุญด้วยปัญญา อย่าไปคิดว่ามียุคนั้นยุคนี้หรือว่า... อย่างเราพูดกันเนี่ย คือผมก็เห็นด้วยนะ ที่ว่าบางทีมันมีความเปลี่ยนแปลงในมวลรวมน่ะนะครับ ว่ามีการหักเห มีการหันมาสนใจด้านสว่างกันมากขึ้น แต่ทีนี้ ถ้าพูดถึงความเข้าใจเนี่ย บางทีเราต้องดูด้วยว่ากระแสมันไปทางไหน อย่างเมื่อกี้คุณดนัยพูดเนี่ย ไม่ใช่ไม่เห็นด้วยนะ เห็นด้วยนะครับ แต่ว่าในภาพรวมที่ปรากฎเป็นข่าวให้รับรู้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเนี่ย กระแสอธรรมยังแรงอยู่ พี่ฉอด: มันอาจจะเป็นอันนึงด้วย เพราะว่าภาพรวมอย่างที่ว่า หรือกระแสอธรรมอย่างที่ว่าเนี่ย มันถูกถ่ายทอดออกมาให้เราได้รู้ได้เห็นกัน... เยอะ ดังตฤณ: ง่ายครับ ง่ายกว่า พี่ฉอด: เพราะว่าอย่างถ้าที่เจอกับตัวเองนะคะ ช่วงหลัง ๆ บางทีสมมติวันเสาร์ วันอาทิตย์ วันหยุดอะไรอย่างเงี้ยะ ก็มีโอกาสได้ผ่านไปแถววัด ก็จะรู้สึกแปลกใจอันนึงว่า คนเดี๋ยวนี้เข้าวัดกันเยอะมาก วันเสาร์อาทิตย์นี่แบบ.. คนเต็มวัดเลยนะคะ เคยไปทีนึงแล้วตกใจ แล้วเป็นคนหนุ่มคนสาว แล้วยังมาทักทายสวัสดีพี่ฉอด เออ ได้พูดคุยกันอะไรอย่างเงี้ยะ ก็เลยรู้สึกว่า เออ จริง ๆ แล้ว สิ่งนี้ก็มีอยู่ เพียงแต่ว่ามันอาจจะไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์ เหมือนอย่างเวลาที่เราทำอะไรไม่ดี ดังตฤณ: ใช่.. ใช่... คือถ้าหากเรามอง เนี่ย อย่างพี่ฉอดมองด้วย... มีมาตรวัดอะไรบางอย่าง เปรียบเทียบบางอย่างเนี่ย เราจะรู้สึกว่าอะไรดี ๆ มันเป็นนิมิตหมายที่เข้าหูเข้าตา แล้วเกิดกำลังใจ หรือว่าเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรดี ๆ ยิ่ง ๆ ขึ้นไป อย่างรายการของพี่ฉอดเนี่ย พูดถึง มันก็แสดง สะท้อนถึงคนกลุ่มหนึ่งที่มีเจตนาดี จะทำให้สังคมมันน่าอยู่ ไม่ใช่ว่า เออ กระแสสังคมเขาเรียกร้องจะเอาอะไรที่มันมันท่าเดียว หรือว่าจะเอาอะไรที่มันเร้าใจท่าเดียวเนี่ย เราก็ไปทำตาม ไปสนองความต้องการของเขา ไม่ใช่ คือบางที เรานำเสนออะไรที่ช่วงแรก ๆ อาจจะยังค้านกับกระแสอยู่ แต่พอทำ ๆ ไปแล้วเนี่ย มันได้เห็นว่า ก็มีคนที่เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เข้ามาจอยน์มากขึ้น แล้วตรงนั้นเนี่ย มันเป็นทำนองเดียวกัน ถ้าหากว่าสื่ออื่น ๆ ช่วยกันคนละไม้คนละมือเนี่ย เอาเรื่องดี ๆ มานำเสมอ อย่าไปคิดว่าคนเค้าไม่ซื้อ อย่าไปคิดว่าคนเขาไม่ต้องการ เขาต้องการ แต่ว่ายังไม่มีใครนำเสนอแบบในลักษณะที่เป็นแบบมวลรวม พูดง่าย ๆ ... กระจัดกระจาย อย่างกลุ่มของพี่ฉอดก็ทำอยู่ กลุ่มโน้นก็ทำ แต่มันแบบ เหมือนกับว่าคนส่วนใหญ่เขาไม่รู้ว่ามีตรงนี้น่ะ เขารู้จากหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามันมีสถานบันเทิง มันมีรูปโป๊ มันมีการฆ่าฟันกัน มันมีอะไรต่อมิอะไร นั่นเป็นสิ่งที่เข้าหูเข้าตาทุกวัน แต่ทีนี้ ถ้าช่วย ๆ กันเนี่ย คือ ไม่ใช่ว่าจะไปลดข่าวอาชญากรรม หรือว่าลดข่าวอะไรที่มันสะใจสังคมเขาไปทั้งหมดนะครับ แต่ค่อย ๆ สอด ค่อย ๆ แทรก ค่อย ๆ แซงมันขึ้นมาเนี่ย ถ้าทำพร้อม ๆ กันนะ อะไรมันจะเกิดขึ้น มันก็คือ มีกระแสที่เปลี่ยนไป เพราะทุกวันนี้เนี่ย กระแสของโลกตกอยู่ในมือของสื่อ แล้วสื่ออะไรที่ทรงอิทธิพลที่สุด ก็คือโทรทัศน์ วิทยุ แล้วก็หนังสือพิมพ์ ถ้าหากว่าร่วมมือร่วมใจกันได้... แบบของพี่ฉอดเนี่ยนะ อื้ม ตรงนั้นน่ะครับ โลกก็จะกลายเป็นสวรรค์ แต่ทีนี้ มันเป็นสวรรค์ที่มาช้า บางคนก็เลยไม่อยากจะลงทุทน อยากจะเอานรกที่ทันใจมากกว่า นี่ที่ใช้คำว่านรก ไม่ได้หมายความว่าชั่วช้านะครับ แต่หมายความว่า... คือมันเป็นอีกด้านนึงที่อยู่ตรงข้ามกับสวรรค์น่ะนะครับ พี่ฉอด: ทีนี้ ถ้าเรามองภาพกันว่า อย่างการที่คุณตุลย์เขียนหนังสือเสียดาย...คนตายไม่ได้อ่าน แล้วก็มีคนได้อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วก็ได้รับรู้รับทราบอะไรต่าง ๆ มันก็เป็นอีกส่วนหนึ่งน่ะค่ะ ที่จะช่วยทำให้สังคมมันมีโอกาส ในการที่จะเปลี่ยนแปลงกลับไปอย่างที่เมื่อซักครู่พูดกันรึเปล่าคะ ดังตฤณ: ครับ เอาว่ากันเรื่องจริงไม่มีอิงนิยายเลยนะครับ ที่ผมเห็นมากับตาเนี่ยนะครับ หลายคนที่หันมาศรัทธากรรมวิบากเนี่ย ก็จะรูปร่างหน้าตาดีขึ้น ผิวพรรณผ่องใสขึ้น การงานดีขึ้น ตรงนั้น มีผลยังไง คือเป็นแรงจูงใจให้คนรอบตัวเนี่ย ได้ดีขึ้นได้ด้วย เพราะว่า ถ้าหากว่ามันไม่มีตัวอย่าง ไม่มีแรงบันดาลใจ สังคมโดยทั่วไปก็จะรู้สึกว่าความดีไม่มีแล้ว แต่ถ้าขอแค่คนคนเดียวนะครับ ไม่ว่าจะอ่านหนังสือผม หรืออ่านหนังสือใครคนใดก็แล้วแต่ แล้วเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไร แล้วเข้าใจว่าทำอย่างไรถึงจะได้เป็นประโยชน์สูงสุด ที่สามารถทำ พึงมีพึงได้ในปัจจุบัน แล้วมันได้ดีขึ้นมา จะออกแบบว่า... ที่เห็นง่าย ๆ อย่างเช่น รูปร่างหน้าตา หรือว่าอารมณ์ผ่องใส หรืออะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นแรงบันดาลใจ คนรอบตัวก็จะดีตาม พร้อมจะดีตาม เพราะว่าคนทั่วไปอยากจะได้ดีกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีตัวอย่าง ไม่มีแรงบันดาลใจ ผมก็อยากจะพูดว่า โดยรวมเนี่ยนะครับ ถ้าหากได้คนซักหนึ่งคน ที่อ่านหนังสือแล้วเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า มีประโยชน์เข้ากับตัวเอง คือทำให้อะไร ๆ ในชีวิตดีขึ้น ก็จะชักจูงคนได้เป็นสิบเลย จากภาพอย่างเดียวนะครับ ที่เขาดูดีขึ้น หน้าตาผ่องใสขึ้น การงานดีขึ้น อารมณ์ดีขึ้น นะครับ พี่ฉอด: แล้วเห็นบอกว่าตอนนี้เนี่ย มีการตั้งสังคมธรรมะกันขึ้นในเว็บไซต์ แล้วหนังสือทุกเล่มของคุณตุลย์ ก็จะมีการเผยแพร่ให้อ่านในอินเตอร์เน็ทโดยไม่ต้องซื้อด้วย ดังตฤณ: ใช่ครับ ก็เข้าไปได้เลยนะครับที่ dungtrin.com นะครับ พี่ฉอด: นอกจากเสียดาย...คนตายไม่ได้อ่านแล้ว คุณตุลย์ยังมีหนังสืออีกหลาย ๆ เล่ม ที่เขียนเรื่องราวของธรรมะไว้ในรูปแบบต่าง ๆ กัน อย่างบางเล่มเนี่ยอ่านแล้วเป็นนิยายเลย ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: แต่ในขณะดียวกัน ก็จะนำเอาหลักการอะไรต่าง ๆ เนี่ย มาแทรกเอาไว้ มาสอนไว้เป็นนิยาย ดังตฤณ: ใช่ครับ คือจริง ๆ แล้ว ผมมีจุดประสงค์จุดเดียว คือ อยากให้คนยุคเดียวกันได้หันกลับมาฟังว่าพระพุทธเจ้าพูดอะไร เพราะฉะนั้น ผมจะไม่จำกัดรูปแบบ อะไรก็ได้ ขอให้คนได้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสอะไรไว้บ้าง ก็จะมีเรื่องของนิยาย แล้วก็มีเรื่องของวิชาการผสม ๆ กันครับ พี่ฉอด: อย่างพวก กรรมพยากรณ์ อย่างอะไรอย่างนี้ นี่คือเป็นทางนิยายเลย ดังตฤณ: ใช่ครับ คือกรรมพยากรณ์เนี่ย เป็นนวนิยายแท้ ๆ เลย แล้วก็จัดว่าเป็นขนมที่กินง่ายที่สุด คือเป็นนิยายที่แต่งขึ้นเอาสนุกล่อใจน่ะนะครับ เอาความสนุกล่อใจ อ่านไปหัวเราะไป ช่วงบทแรก ๆ เนี่ยก็จะไม่มีใครรู้สึกน่ะว่าเป็นหนังสือธรรมมะ หรือว่าน่าจะลิงก์กับธรรมะได้ คืออาจจะหัวเราะไป ร้องไห้น้ำตาซึมได้เหมือนนิยายปกติ กรรมพยากรณ์นี่ก็จะมีหลายภาค และก็เป็นเอกเทศจากกันนะครับ ตอนนี้ออกมา ๒ ภาค ภาค ๑ ชื่อว่า 'ชนะกรรม' อันนี้ก็ตั้งใจจะสื่อว่า วิบากเก่ามีมาอย่างไรก็ช่างนะครับ หาทางเอาชนะกันด้วยกรรมใหม่ก็แล้วกัน ส่วนภาค ๒ นี่ชื่อ 'เลือกเกิดใหม่' อันนี้ก็ตั้งใจจะสื่อว่า ทุกคนกำลังจะเลือกเกิดใหม่ด้วยกรรมที่กำลังทำ ๆ กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนี่แหละ จะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม คือทั้งหมดเนี่ยมันจะเป็นทิศทางที่จะพาเราไปเกิดใหม่ พี่ฉอด: นี่หมายความว่า เรากำลังพูดกันอยู่ว่า ไม่ว่าเราจะเคยทำวิบากกรรมมาอย่างไรแต่ชาติปางไหนก็ตามเนี่ย เราสามารถจะแก้ไขทุกอย่างได้ในวันนี้ เวลานี้ของเรา สามารถที่จะสร้างสิ่งที่ดี ๆ ให้เกิดขึ้นได้ ดังตฤณ: อันนี้ ถ้าสมมติว่าเราพูดถึง ภูมิมนุษย์อย่างเดียว ภพมนุษย์อย่างเดียว จะไม่เห็นภาพชัด แต่ถ้าผมพูดก่อน ...อันนี้พูดสั้น ๆ ว่า อย่างถ้าเป็นเทวดาเนี่ย เขามีหน้าที่เสวยบุญ คือสนุกร่าเริงกันอย่างเดียว หรือสัตว์นรกเนี่ย เขามีหน้าที่เสวยบาป มันไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่น มันไม่มีขั้นตอนของการเรียนรู้ มันไม่มีขั้นตอนของการว่า ใครจะมามีบุญคุณแล้วก็จะมาตอบแทน เพราะว่าเขาผุดขึ้นมาแบบนั้นเลย เพื่อเสวยวิบากเดิม อย่างเทวดาเนี่ย ผุดขึ้นมาเต็มตัวเลยนะ มีความรู้ขึ้นมาทันทีเลย มันก็มีมานะขึ้นมาว่าเราไม่ต้องเรียน เราไม่ต้องตอบแทนใคร จำได้ด้วยว่าที่มาเป็นเทวดาแบบนี้ เพราะทำบุญอะไรมา แต่ว่าเกิดเป็นมนุษย์เนี่ย เกิดขึ้นมาพร้อมกับความไม่รู้อะไรเลย ขึ้นมาก็ร้องอุแว้ ๆ จะเรียกร้องเอาอะไรบางอย่างจากใครบางคน ซึ่งก็จะรู้ด้วยสัญชาตญาณว่านี่คือพ่อ นี่คือแม่ คนนี้เขาเลี้ยงดูเรา แต่โดยความไม่รู้ ก็ขอให้นั่นเป็นหน้าที่ของพ่อของแม่เนี่ย ก็.. ทำให้เราเกิดมา ก็ต้องเลี้ยงดูเรา อันนี้เป็นเหมือนกับสิ่งที่ต้องมาเรียนรู้ภายหลัง ว่านั่นน่ะคือบุญคุณนะ แล้วก็ต้องตอบแทน แล้วโตขึ้นมา เด็กแต่ละคนก็จะต้องเข้าโรงเรียนอนุบาล ต้องถูกครูสอน ต้องได้รับความเห็นอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ มา แล้วมันก็มามีความเห็นของตัวเอง แล้วก็ต้องประสบชะตากรรมอะไรต่อมิอะไรต่าง ๆ ได้เสวยทุกข์ ได้เสวยสุข มันสลับกัน มันอยู่ครึ่งระหว่างนรกกับสรรค์ พูดง่าย ๆ ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์เนี่ยนะ มันทั้งได้เสวยกรรมเก่าด้วย ได้เกิดมาเพื่อเรียนรู้ด้วย เพื่อที่จะตอบแทนใคร ๆ ด้วย และก็เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางของตัวเอง 'เลือก' ทางของตัวเองได้ด้วย อย่างเทวดาเนี่ย ไม่มีทางเลือกทางของตัวเองได้ เพราะว่าเกิดมา ตั้งแต่เกิดจนตายก็มีสภาพคงที่อยู่แบบนั้น หรือสัตว์นรก ได้รับกรรมอะไรมันก็มีแต่จะต้องเสวยวิบากแบบนั้นไปเรื่อย ๆ มันไม่มีช่วงพัก มันไม่มีช่วงมา เออ ตัดสินใจเลือกใหม่นะ ไอ้เส้นทางแบบเดิมมันไม่ดีพอ แต่มนุษย์เนี่ย เกิดมามันสามารถที่จะมีสิทธิ์เลือกได้นะครับ และเป็นการเลือกทาง ไม่ใช่เฉพาะทางชีวิตปัจจุบัน แต่หมายความว่า 'เลือก' ที่จะเปลี่ยนนิสัยใจคอเดิม ๆ ของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิงหรือไม่ ถ้าหากว่าคุณมีนิสัยหรืออะไรอย่างหนึ่งที่ติดตัวมานะครับ รู้ตัวว่า เออ เป็นคนชอบพูดโผงผาง แล้ววันนึงเกิดมีความรู้สึกว่า เออ การพูดโผงผางนี่บางทีมันทำร้ายจิตใจคน ก็พูดให้นุ่มนวลลง อันนั้น อาจจะไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงแค่ชีวิตนี้ชีวิตเดียวนะครับ มันอาจจะหมายถึงการหักมุมเลย ไอ้ที่ทำมาหลาย ๆ ชาติเนี่ย จากการเป็นคนพูดโผงผาง ขวานผ่าซาก ไม่ไว้หน้าใครเนี่ย ได้เปลี่ยนแปลงเป็นคนใหม่ที่พูดจานุ่มนวลขึ้น แล้วก็มีการให้เกียรติคนมากขึ้น ซึ่งเส้นทางต่อ ๆ ไป ในชาติต่อ ๆ ไป มันก็จะหักไปเลย มันจะฉีกไปอีกองศานึงเลย นั่นล่ะครับ ตรงนี้เนี่ย ถ้าหากว่าเราได้มีโอกาสที่จะรู้ว่าภพอื่นภูมิอื่นเนี่ย... มี แต่ไม่มีโอกาสเท่ากับภพนี้ภูมินี้ของมนุษย์ มันก็จะเกิดความเห็นค่ามากขึ้น ว่าเป็นมนุษย์ เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วเนี่ย มีสิทธิ์ที่จะได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง พี่ฉอด: แต่ว่าการที่จะแก้หรือเปลี่ยนแปลงอะไรเนี่ย มันก็ต้องทำ ณ ตอนนี้ เวลานี้ หรือในภพนี้ ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: เพราะที่ผ่านมาแล้ว มันก็คือผ่านไปแล้ว ที่ข้างหน้า บางทีจำไม่ได้ก็ไม่ได้ทำอยู่ดี (หัวเราะ) ใช่มั้ยคะ ดังตฤณ: ใช่ครับ พี่ฉอด: เพราะฉะนั้น นี่คือสาเหตุที่ทำให้นางเอกของกรรมพยากรณ์ สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเองได้จากคำพยากรณ์ ที่บอกว่าต้องเป็นอย่างงี้อย่างงั้น ต้องเจออย่างงั้นอย่างงี้เนี่ย ดังตฤณ: คือพยายามเอ |