|
+++ไฟฟ้า ในรถนั้นมาจากไหน? ใครรู้บ้าง+++
โพสต์เมื่อ:
01:22 วันที่ 7 ก.ค. 2548 ชมแล้ว:
35,146
ตอบแล้ว:
85
ใคร รู้บ้างว่า ไฟฟ้าที่ใช้ในการ เปิดไฟ ในรถทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ หรือจักรยรนยนต์ นั้น สิ้นเปลืองพลังงานหรือ ไม่ อย่างไร ท่านผู้รู้ของความเห็นด้วยครับ ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 21 พ.ค. 2549 (21:31) ผมอยากจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับไฟฟ้ารถยนต์ ผมจะเริ่มจากอะไรก่อนดี มีเวปไหนบางแนะนำเทคนิคทำให้เข้าใจง่ายๆ ไหมคับ ไม่ได้เรียนมา ขอความกรุณาด้วยคับ เด็กโง่ (IP:203.113.16.250,203.113.61.68,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 23 พ.ค. 2549 (14:07) เปิดไฟหน้ารถหรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าชารจ์แบตเตอรีในรถเปลืองน้ำมันทั้งนั้นเพราะว่าหลอดไฟหรือแบตเตอรีมีการใช้พลังงานไฟฟ้าแล้วพลังงานไฟฟ้ามาจากไหน พลังงานไฟฟ้ามาจากการผลิตของไดชารจ์หรือไดนาโมที่ได้พลังงานจากการหมุนหรือขับของเครื่องยนต์ซึ่งก็คือกินแรงเครื่องยนต์นั่นเอง ถ้าหากไม่เปิดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถไดนาไมก็ไม่กินแรงเครื่องยนต์คือหมุนฟรีๆ สรุปจำไว้ไม่มีของได้ฟรีๆในโลกนอกจากต้องมีการแลกเปลี่ยนเท่านั้น ไฟฟ้าไม่มีฟรี (IP:125.24.66.89,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 25 พ.ค. 2549 (15:09)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 1 มิ.ย. 2549 (18:59) เดก่เวดกา102155 ดกหะเหกพเ (IP:124.121.173.83,,) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 8 มิ.ย. 2549 (14:37) ใกล้จะได้ฉลองครบรอบ 1ปี ของกระทู้นี้แล้วคับ มงเท่งมง (IP:203.188.49.129,,) Mr. Koe Kae posted this comment for a year now and I had never post my comment yet. I look at an automoblie as a machine that man invented to make life better. 50 years ago most car were started by cranking the engine. A friend of mine broke his arm crank starting his car. Engineers have been trying to make cars better all the time. They saw an engine that could generate electricity. They replaced gas lamp in the car with electric lamp. They stored electricity in the batteries. They invented starter system with motor & solenoid. With electric power in the car there are a lot more convenient equipment that you can have. My mechanical engineer friend tried to find out how much he could save on gas. He drove his car to Pattaya with the belt for dynamo removed, belt for water pump removed, belt for air conditioner compressor removed, all window closed (better aerodynamic). His car milage improved (about 2 Km/ liter) but he almost passed out from the heat. I do not think that we should take the batteries and charging system out from the car. ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 13 มิ.ย. 2549 (17:00) อีกนิดเดียวก้อ 30 แล้ว ปวดหัวกะน้ำมัน ผมอ่านคร่าว ๆ แล้ว มีการแตกประเด็นไปเยอะ ถ้าต้องการตัวเลขที่แน่นอน ก็คงต้องได้จากการทดลองโดยตรง แล้วลองใช้แบบจำลองขยายสเกลดูว่ามันจะมีผลมากมายขนาดไหน ในแง่การสูญเสียพลังงานจากการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถ คงต้องทำโดยนักวิทยาศาสตร์ทางพลังงานหรือวิศวกร คงต้องศึกษากันอย่างจริงจังหรือเป็นวิทยานิพนธ์ของใครสักคน ถ้าเรามองที่ประเด็นประหยัด ก็ต้องพิจารณาประเด็นอื่นทีหลัง เช่นความปลอดภัย สภาพแวดล้อม ความสะดวกสบาย ถ้าเอามารวมกันคงยุ่ง ถ้ามองแค่วัฏจักรพลังงานก็พอแสดงความคิดเห็นได้ แล้วผมจะเข้ามาดูอีกที ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 21 ส.ค. 2549 (12:47) กระทู้นี้มีอายุ 1 ปี 1 เดือน 14 วัน ไปแล้วครับ ไม่รู้ว่านานสุด อายุเท่าไหร่(แล้วยังมีคนตอบ) ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 21 ส.ค. 2549 (20:32) ไฟฟ้าในรถมาจากที่ล้อรถหมุน ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 21 ส.ค. 2549 (23:52)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 23 ส.ค. 2549 (12:42) ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ทุกท่านในเว๊ปนี้เสียสละมาช่วยกันให้ความรู้แก่เยาวชนไทย ช่วยให้สังคมเราเป็นสังคมแห่งปัญญาอย่างแท้จริง กระทู้แตกประเด็นไปมาก ผมพยายามจะตอบแต่ประเด็นที่เป็นแกนกลาง การประหยัดพลังงานที่สูญเสียไปจากที่ไดนาโมทำงานเกินแล้วไฟฟ้าไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ (น้ำกลั่นแห้ง) มีผู้เสนอทางแก้ไว้เยอะแล้ว แต่ยังไม่มีใครพูดถึงทางแก้แบบนี้ ทำไมคอมเพรชเวอร์แอร์ต้องทำตัวฟรีเวลาไม่ใช้ ไดนาโมทำได้ไหม พอแบตเต็มก็ปิด หรือจะใช้ไฟแบบบายพาสไม่ผ่านแบตก็เปิด โดยติดตั้งระบบควบคุม แบบนี้เราก็ใช้ไฟฟ้ารถยนต์เท่าที่จำเป็นไม่เปลืองน้ำมันด้วย การวัดการสูญเสียพลังงานวัดจากประสิทธิภาพการเปลี่ยนพลังงานของไดนาโมได้ไหม ไม่ต้องวิ่งรถเพื่อทดสอบเพราะการวิ่งรถทดสอบการกินน้ำมันมีปัจจัยอื่นที่ควบคุมไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องมาก ค่าที่ได้คงไม่แน่นอนเท่าที่ควร ประเด็นที่สองคุณโก๋คงหมายถึงวัฏจักรพลังงาน ถ้าพูดถึงพลังงานไม่พูดถึงสสารก็ไม่ได้เพราะมันเป็นไปตามสมการสะท้านโลก (E=mc square) พลังงานที่เราได้มาเป็นพลังงานนิวเคลียร์แบบฟิชชั่นจากดวงอาทิต์ เมื่อพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากพังงานนิวเคลียร์มาถึงโลกนั้นเจือจางมากแล้วและพืชเก็บเกี่ยวพลังงานนั้นไว้โดยการตรึงคาร์บอนจากก้าสคาร์บอนไดออกไซด์และตรึงไฮโดรเจนจากน้ำ เปลี่ยเป็นพลังงานเคมีโดยมีสารไฮโดรคาร์บอนเป็นสื่อพลังงารนเก็บไว้ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั้งในพืชน้ำและพืชบก เมื่อแพลงตอนพืชตายลงก็ตกตะกอนสะสมในก้นทะเลลึก หรือพืชบกถ้าตายไปซึ่งปกติแล้วจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เพื่อคืนคาร์บอนและไฮโดรเจนสูบรรยากาศของโลก แต่ถ้าไม่ย่อยสลายก็จะสะสมทับถมกัน เปลือกโลกเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอชั่วนาตาปี จากน้ำกลายเป็นบก จากป่าไม่กลายเป็นทะเลทราย จากทะเลทรายกลายเป็นป่า ไม่รู้ว่านานสักเท่าไหร่ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันไม่เที่ยงหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบ พลังงานเคมีในรูปไฮโดรคาร์บอนก็เปลี่ยนรูปไปในรูปที่เสถียรมากขึ้นเปลี่ยนแปลงยากมากขึ้นโดยความร้อนและความกดดัน กลายเป็น น้ำมัน ก้าสธรรมชาติ พีต และถ่านหิน แต่ก่อนมนุษย์ใช้พลังงานจากไบโอแมสนับตั้งแต่รู้จักไฟ แต่เมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้นสามารถขุดเอาพลังงานดึกดำบรรพ์มาใช้ได้ พลังงานจากไบโอแมสก็มีบทบาทน้อยลง จนแหล่งพลังงานใกล้จะหมดเพราะมันสร้างไม่ทัน เราก็หวลนึกถึงไบโอแมสอีกครั้งหนึ่ง น้ำมันที่เราได้มาเติมรถยนต์มันเป้นพลังงานที่สืบเนื่องมาจากดวงอาทิตย์ โดยกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ตรึงคาร์บอนจากก้าสคาร์บอนไดออกไซด์ และตรึงไฮโดรเจนจากน้ำ เมื่อเราเผาไหม้เพื่อเอาพลังงานมาใช้หมุนล้อรถ การเผาไหม้ประกอบด้วยองค์ 3 คือ เชื้อเพลิง ออกซิเจน และความร้อน ความร้อนทำให้เชื้อเพลิงและออกซิเจนแตกตัวเป็นอะตอม คือสลายพันธะที่ยึดระหว่างอะตอมในโมเลกุล และอะตอมสร้างพันธะใหม่ที่แข็งแรงกว่าพันธะเดิม ตามที่น้อง ๆ มัธยมท่องกันเสมอ ๆ ว่า สร้างคายสลายดูด เกิดสารประกอบใหม่คือคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ จะเห็นว่านอกจากวัฏจักร์พลังงานแล้วยังมีวัฏจักร์ของสสารคือคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน เกี่ยวข้องด้วยเสมอ ดังนั้นเชื้อเพลิงจึงปลดปล่อยพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่สะสมในรูปของพลังงานเคมี ความร้อนที่เกิดขึ้นมากกว่าความร้อนที่ให้ทำให้อะตอมแยกกัน ความร้อนถูกถ่ายเทให้กับกระบอกสูบ และถูกพาออกไปโดยก้าสร้อนทางท่อไอเสีย แก้สขยายตัวดันลูกสูบให้หมุนข้อเหวี่ยง ส่วนที่เผาไหม้ไม่หมด เกิดเป็นแก้สคาร์บอนมอนนอกไซด์และเขม่าสูญเสียไปกับไอเสียรถยนต์ กล่าวโดยสรุปพืชเก็บพลังงานแสงแดดโดยการตรึงคาร์บอนและไฮโดรเจนจากก้าสคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ การเผาไหม้ในกระบอกสูบปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ และพลังงาน ดังนั้นพลังงานมันก้มีที่มาที่ไปฉะนี้แล หายากมั่กมักค่ะ มิ้นaf3 (IP:124.121.112.213,,) ตอบคุณ โก๋แก๋ ฟันธงเลยครับว่า สิ้นเปลือง เพราะพลังงานไฟฟ้าไม่ได้ถูกนำไปใช้ในการขับเคลื่อน แต่ถูกนำไปเป็นตัวช่วยในระบบ และไฟฟ้าก็ได้มาจากไดนาโม จากข้อความที่ 14 เข้าใจเรื่องไดนาโมผิดน่ะครับ ในสภาวะ no load มันไม่ได้ปั่นไฟออกมา 60A/12V หรือปั่นออกมาเท่านี้ตลอดเวลา มันจะได้พลังงานเท่ากับโหลดใช้+กำลังสูญเสียของตัวไดนาโม ทดลองได้เลยครับ จ่ายไฟเข้าโรเตอร์ ไฟออกไม่ต้องต่อกับอะไร ใช้มือหมุนได้สบายกินแรงบิดนิดหน่อย แต่ถ้าต่อโหลดเข้าไปเช่นจับมันช๊อตกันมือหมุนไม่ได้เลย ต้องใช้แรงบิดมาก คุณคงมองเห็นกันแล้วสิครับว่า เราจ่ายไปเข้าไปที่ โรเตอร์กินราว ๆ 2-3Aหรือประมาณ 25W ฟรี ๆ คำถามคือว่าทำไมไม่เปลี่ยนเป็นแม่เหล็กถาวรละ มันจะได้ไม่ต้องเสียไฟไปฟรี ๆ ให้ไปค้นเรื่อง PMA ดูน่ะครับ แต่ในปัจจุบันตัวไดนาโมจะมีเร็คกูเลเตอร์ติดมามันทำอะไร ? มันเอาไว้ควบคุมการจ่ายไฟไปให้โรเตอร์เพื่อปรับความเข็มสนามแม่เหล็กคิดง่าย ๆ ละกันคือมันควบคุมไฟออกไม่ให้เกิน 14V ตามคุณสมบัติของแบตเตอร์รี่ตะกั่วกรด ดังนั้นจะไม่มีคำว่าชาร์จไฟให้แบตฟรีจนแบตพัง มันจะลดระดับแรงดัน/กระแส ลงเรื่อย ๆ จนถึง 14V ก็จะไม่มีกระแสชาร์จให้แบตเตอร์รี่ อาการการเกิดโอเวอร์ชาร์จจะเห็นได้ชัดคือน้ำกรดแห้งอย่างรวดเร็วแบตเตอร์รี่ร้อนจัดและบวม หรือสังเกตุจากหน้าปัดรถแสดงขีดระดับแรงดันแบตถ้าสูงถึง 16-18V รีบเข้าอู่ได้เลย การประหยัดไฟในรถยนต์นั้นมีเยอะครับเช่น มอเตอร์พัดลมแอร์คุณลองจับมาเปลี่ยนแม่เหล็กถาวรแบบไดโอเดเมี่ยมสิทดลองกันเห็น ๆ เลยว่ามันกินไฟลดลงเพราะรอบมันสูงขึ้น เมื่อรอบสูงขึ้นเราก็ได้ลมมากกว่าเดิม พวกหลอดไฟแบบเดิม ๆ ที่เป็นหลอดใส้กินไฟอย่างต่ำ 12W เคยคิดจะลองเปลี่ยนมาใช้หลอด LED ไหม ? ให้แสงมากกว่ากินไฟต่ำกว่า นี่แค่คร่าว ๆ ครับ สรุปว่า ถ้าในรถใช้ไฟฟ้ามากเท่าใด รถก็ใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิมเท่านั้น และถ้าใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเครื่องยนต์เดินในสภาวะ idle ก็สิ้นเปลืองพลังงานจากน้ำมันไปโดยปล่าวประโยชน์จากส่วนเกินนั้น Atten (IP:58.9.190.160,192.168.0.98,)
ถามไปถามมา นั้น ต้องการคำตอบ หรือต้องการ "ตะล่อม" ให้คำตอบ เป็นไปอย่างที่ "มีธง" ของคำตอบ ไว้ในใจแล้ว น้าพร (IP:125.25.37.177,,)
ค่าต่าง ๆ ที่คุณโก๋อยากทราบผมเคยเห็นในตำราฟิสิกส์เล่มหนึ่ง มันไม่สมบูรณ์นักแต่พอเป็นแนวทางได้ สัก 2-3 วันจะเอามาให้ดูครับ tkesmala@yahoo.com (IP:202.12.97.116,10.210.2.9,) ก่อนอื่น ก็ขอขอบคุณ คุณโก๋แก่มากเลยครับ ที่สละเวลาให้ความรู้กับทุกคน ผมก็เพิ่งเข้ามาเว็ปวิชาการนี้อ่ะครับ เข้ามาแล้วรู้สึกเสียดายเวลาครับ ที่เพิ่งจะรู้ ว่าทางอินเตอร์เน็ต ก็มีความรู้ดีๆอีกเยอะ ที่เรายังรู้ไม่หมดครับ.....( เด็กแชท) รุต (IP:203.118.84.226,,)
|
ขอบคุณผู้สนับสนุนHot Links |
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |